สุนัขทรงเลี้ยง ‘ย่าเหล’ ‘มิตรแท้’ ในพระราชหฤทัย ร.6

สุนัขทรงเลี้ยง ‘ย่าเหล’ ‘มิตรแท้’ ในพระราชหฤทัย ร.6

สุนัขทรงเลี้ยง ‘ย่าเหล’ ‘มิตรแท้’ ในพระราชหฤทัย ร.6

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรื่องราวของย่าเหล เริ่มต้นขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2448 ขณะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจราชการที่เรือนจำมณฑลนครไชยศรี ระหว่างนั้นทอดพระเนตรเห็นลูกสุนัขพันทาง ตัวหนึ่งสีขาวด่างดำ อีกตัวหนึ่งสีน้ำตาล ปรากฏว่าลูกสุนัขสีขาวด่างดำวิ่งเข้ามาเฝ้าคลอเคลียประจบประแจงที่เบื้องพระยุคลบาท ทำให้ทรงต้องพระราชหฤทัยโปรดลูกสุนัขตัวนั้นมาก

หลวงไชยราษฎร์รักษา (โพธิ์ เคหะนันทน์) พะทำมะรงแห่งเรือนจำมณฑลนครไชยศรี จึงนำลูกสุนัขทั้ง 2 ตัว มาทูลเกล้าฯ ถวาย โดยหลังจากทรงรับเป็นสุนัขทรงเลี้ยงแล้ว ได้พระราชทานชื่อลูกสุนัขสีขาวด่างดำ ว่า “ย่าเหล” ส่วนลูกสุนัขสีน้ำตาล พระราชทานชื่อว่า “ปอล” ทั้งสองเป็นชื่อของตัวเอก และตัวรองในบทละครภาษาอังกฤษ เรื่อง “My Friend Jarlet” ที่ทรงนำมาแปลเป็นบทละครภาษาไทยในขณะนั้น ชื่อเรื่องว่า “มิตรแท้”

ด้วยความที่ย่าเหลเป็นสุนัขขนยาวปุยสีขาว มีขนสีด่างดำตรงใบหน้า ขนบนหลังเป็นสีดำเหมือนอานม้า ขนที่คอกับหางเป็นพวง ผนวกกับมีนิสัยน่ารักน่าเอ็นดู จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำย่าเหลเข้าไปเลี้ยงในพระราชฐาน ทรงมอบหมายให้มหาดเล็กดูแลเป็นอย่างดี

ทุกเช้าในเวลาตื่นพระบรรทม ย่าเหลจะคอยหมอบอยู่ใกล้ที่ประทับ หากเสด็จไปทรงพระอักษร หรือเสวยพระกระยาหารในเขตพระราชฐาน ย่าเหลก็จะตามเสด็จไปด้วยทุกครั้ง และหากเห็นสิ่งใดหรือผู้ใดไม่ชอบมาพากล ก็จะเห่าและตรงเข้ากัดทันที การปฏิบัติของย่าเหลที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี แม้ในยามเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑล หรือเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆ หลายครั้งก็โปรดเกล้าฯ ให้ย่าเหลตามเสด็จไปด้วย

ต่อมาเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำแผ่นทองคำลงยาที่จารึกข้อความด้วยตัวอักษรสีดำว่า “ฉันชื่อย่าเหล เป็นหมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ห้อยไว้ที่คอของย่าเหล มีพระราชดำริว่า หากย่าเหลหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกเขตพระราชฐาน ผู้ที่พบเห็นจะได้นำย่าเหลมาถวายคืนได้

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเดือนแก่ย่าเหล แต่เป็นการพระราชทานเชิงสัญลักษณ์ เพื่อนำเงินจำนวนนั้น ไปพระราชทานสมทบทุนกิจการสาธารณกุศลต่างๆ ในนามของย่าเหล เช่น สมทบทุนการก่อสร้างเสนาสนะที่วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งพระราชทานนามว่า กุฏิย่าเหล และสมทบทุนในการจัดซื้อเรือรบพระร่วง เป็นต้น

นอกจากความจงรักภักดีแล้ว ย่าเหลยังเป็นสุนัขที่มีนิสัยแสนรู้ มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งย่าเหลได้ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ไปในงานพระราชพิธีแห่งหนึ่ง โดยย่าเหลวิ่งนำหน้าไปเรื่อย ๆ แต่ปรากฏว่ามีมหาดเล็กคนหนึ่ง ยืนไม่เรียบร้อย พอเห็นแบบนั้น ย่าเหลจึงตรงเข้าไปทำท่าเหมือนจะกัดมหาดเล็กคนนั้นทันที เหมือนเป็นการเตือนให้นึกถึงระเบียบวินัย การกระทำของย่าเหลนั้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดย่าเหลมายิ่งขึ้น เพราะเป็นสุนัขที่แสนรู้ มีมารยาท รู้จักวินัย

ในราว พ.ศ. 2455 มีมหาดเล็กคนหนึ่งถูกไล่ออกในโทษฐานไม่ซื่อสัตย์ หลังจากนั้นราวเดือนเศษได้แอบเข้ามาในที่ประทับ ย่าเหลได้กลิ่นจึงเข้างับแขนแล้วดึงมาเข้าเฝ้า เคราะห์ดีที่ไม่มีอาวุธจึง

เล่ากันว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจภายนอกพระราชฐานคราใด มหาดเล็กซึ่งเป็นคู่ปรับกับย่าเหล มักจะถือโอกาสนั้น รังแกย่าเหลอยู่เสมอ แต่ถึงแม้จะเป็นสุนัขก็ใช่ว่าย่าเหลจะยอมให้ถูกรังแกเอาง่าย ๆ

 เมื่อเสด็จพระราชดําเนินกลับสู่พระราชฐานที่ประทับ เวลาเสด็จพระราชดําเนินผ่านคนที่เคยรังแกย่าเหล ซึ่งเดินตามเสด็จมาโดยใกล้ชิด ย่าเหลก็จะตรงเข้างับหน้าแข้งผู้ที่รังแกคนนั้นทันที เป็นที่กราบบังคมทูลฟ้องว่า มหาดเล็กผู้นั้นได้รังแกตนในยามที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ประทับอยู่แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีมหาดเล็กคนใดต้องรับพระราชอาญาเพราะรังแกย่าเหลเลย จะมีบ้างก็แต่เพียงรับสั่งตําหนิฉันนายกับบ่าว ดังที่นักเรียนเก่ามหาดเล็กหลวง ประสาท สุขุม ได้บันทึกไว้ว่า

“ข้าพเจ้าชอบสัตว์โดยเฉพาะสุนัขมาก ฉะนั้นในโอกาสที่ข้าพเจ้าเข้าเฝ้า และอยู่ใกล้ย่าเหล ข้าพเจ้ามักจะรังแกมันเสมอ โดยการแอบบีบหางบ้าง บีบขาบ้าง ดึงขนบ้าง แล้วแต่ใกล้อะไร และในทํานองเดียวกัน ย่าเหลก็โกรธข้าพเจ้า มันก็หันมากัดบ้าง ตามภาษาหมาของมันเท่าที่มันจะแสดงออกมาได้ แต่ทว่ามันชอบทําเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ข้าพเจ้าถูกพระองค์กริ้วข้าพเจ้าบ่อย ๆ ในครั้งหนึ่งถ้าจะทรงรําคาญ จึงมีพระราชดํารัสว่า

‘ไอ้นี่ชอบกัดกับหมาจริง’นับแต่นั้นก็ทรงขนานนามข้าพเจ้าว่า ‘ไอ้หมา’ดังที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ บางทีจะเข้าใจกันถ่องแท้ว่า ข้าพเจ้าได้ชื่อว่า ‘ไอ้หมา’ มิใช่ไปกัดกับย่าเหล แต่ถ้าจะเข้าใจว่า ‘ข้าพเจ้ากัดกับย่าเหลจนได้ชื่อว่าไอ้หมาก็คงไม่แปลกอะไรนัก’”

ย่าเหลได้รับพระมหากรุณาเลี้ยงดูเป็นอย่างดีมาโดยตลอด กระทั่งประสบภัยจนถึงแก่ชีวิต เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2456 ดังปรากฏเหตุการณ์อยู่ในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ว่า

“…วันนี้ เมื่อเวลาเสด็จวังสราญรมย์ สุนัขชื่อย่าเหลที่ทรงเลี้ยงไว้ จะเที่ยวไปติดสัตว์ฤาอย่างไรไม่ทราบ มีผู้ยิงด้วยปืนลูกกลดตายที่ระหว่างถนนข้างวัดพระเชตุพน แลเอาไปทิ้งที่ถังฝุ่นฝอยของกรมศุขาภิบาล…”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเศร้าสลดพระราชหฤทัยยิ่ง จึงพระราชทานหีบไม้แกะสลักลงรักปิดทองอย่างงดงาม เพื่อใช้บรรจุศพย่าเหล แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไปพระราชทานเพลิงศพที่นครปฐม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของย่าเหล มีการจัดขบวนแห่จากพระราชวังสนามจันทร์ไปยังเมรุที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะ ณ วัดพระปฐมเจดีย์

เมื่อนำหีบศพย่าเหลขึ้นตั้งบนจิตกาธานแล้ว ได้ทรงจุดไฟพระราชทานเพลิงศพย่าเหลด้วยพระองค์เอง และไม่โปรดให้ผู้ใดขึ้นเผาศพต่อ ในงานนี้ พระราชทานของที่ระลึกเป็น “ผ้าเช็ดหน้าสีขาว ตรงกลางผืนเป็นรูปย่าเหลในลักษณะยืนเต็มตัว ที่มุมผ้า 3 ด้าน เป็นภาพสิ่งของสำคัญที่ย่าเหลเคยได้รับพระราชทาน”

สิ่งสุดท้ายที่ทรงทำเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงย่าเหล คือ การสร้าง “อนุสาวรีย์ย่าเหล” ที่หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม พร้อมจารึกบทกลอนพระราชนิพนธ์ที่ฐานของอนุสาวรีย์ เพื่อแสดงความรักและอาลัยต่อย่าเหล สุนัขทรงเลี้ยงที่เป็นดุจมิตรแท้ของพระองค์ ความว่า

“อนุสาวรีย์นี้เตือนจิตร์ให้กูคิดรำพึงถึงสหายโอ้อาไลยใจจู่อยู่ไม่วายกูเจ็บคล้ายศรศักดิ์ปักอุรา ยากที่ใครเขาจะเห็นหัวอกกูเพราะเขาดูเพื่อนเห็นแต่เปนหมาเขาดูแต่เปลือกนอกแห่งกายาไม่เห็นฦกตรึกตราถึงดวงใจเพื่อนเปนมิตรชิดกูอยู่เนืองนิตย์จะหามิตรเหมือนเจ้าที่ไหนได้ทุกทิวาราตรีไม่มีไกลกูไปไหนเจ้าเคยเปนเพื่อนทาง

ช่างจงรักภักดีไม่มีหย่อนจะนั่งนอนยืนเดินไม่เหินห่างถึงยามกินเคยกินกับกูพลางถึงยามนอนนอนข้างไม่ห่างไกลอันตัวเพื่อนเหมือนมนุษย์สุจริตจะผิดอยู่แต่เพียงพูดไม่ได้แต่เมื่อกูใคร่รู้ความในใจก็มองดูรู้ได้ในดวงตา           

โอ้อกกูดูเพื่อนอยู่หลัด ๆเพื่อนมาพลัดพรากไปไม่เห็นหน้ากูเผลอ ๆ ก็ชะเง้อเผื่อเพื่อนมาเสียงกุกกักก็ผวาตั้งตามองอันความตายเปนธรรมดาโลกกูอยากตัดความโศกกระมลหมอง

นี่เพื่อนตายเพราะผู้ร้ายมันมุ่งปองเอาปืนจ้องสังหารผลาญชีวีเพื่อนมอดม้วยด้วยมือทุรชนเอารูปคนสวมใส่คลุมใจผีเปนคนจริงฤาจะปราศซึ่งปรานีนี่รากษสอัปรีปราศเมตตา           

มันยิงเพื่อนเหมือนกูพลอยถูกด้วยแทบจะม้วยชีวังสิ้นสังขาร์จะหาเพื่อนเหมือนเจ้าที่ไหนมาช้ำอุราอาไลยไม่วายวันเมื่อยามมีชีวิตร์สนิทใจยามบรรไลยลับล่วงดวงใจสั่น

ด้วยอำนาจจงรักภักดีนั้นขอให้เพื่อนขึ้นสวรรค์สำราญรมย์ถึงจะมีหมาอื่นมาแทนที่กูก็รักเพื่อนนี้เปนปฐมที่ไหนเล่าจะสนิทและชิดชมที่ไหนเล่าจะนิยมเท่าเพื่อนรัก         

ถึงแม้จะไม่มีรูปนี้ไว้รูปเพื่อนฝังดวงใจกูตระหนักแต่รูปนี้ไว้เปนพยานรักให้ประจักษ์แก่คนผู้ไมตรีเพื่อนเปนเยี่ยงอย่างมิตรสนิทยิ่งภักดีจริงต่อกูอยู่เต็มที่แม้คนใดเปนได้อย่างเพื่อนนี้
ก็ควรนับว่าดีที่สุดเอย ฯ”

เมื่อย่าเหลเสียชีวิตลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้สุนัขทรงเลี้ยงตัวใหม่มาแทน แต่ที่ทรงเมตตาเป็นพิเศษคงเป็น “นันทา” กับ “มากาเร็ต” ที่ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) จัดหามาถวาย  สุนัขทรงเลี้ยงทั้งสองนี้ ได้ถวายการรับใช้และได้ตามเสด็จไปทุกหนทุกแห่ง ตราบจนเสด็จสวรรคต ดังที่ คุณเจรียง (อากาศวรรธนะ) ลัดพลี คุณข้าหลวงในสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาได้บันทึกไว้ใน “รําลึกพระมหากรุณาธิคุณ” ว่า            

“นันทา มากาเร็ต จะต้องตามเสด็จล้นเกล้าฯ ทุกแห่ง ฉะนั้นเมื่อเวลาเสด็จเข้ามาเสวยเขาก็ตามเสด็จมาด้วย ฉะนั้นเวลาเชิญเครื่องขึ้นจะต้องมีน้ำมาให้ทั้งสองกินด้วยทุกครั้ง น้ำใสสะอาดจะใส่มาในจานกินข้าวที่มีก้นลึก แล้วก็จะมีชามแกงเนื้อดี ใส่ก้อนน้ำแข็งเปล่าตอกเป็นก้อนเล็ก ๆ วางมาตรงกลางจานในน้ำเพื่อน้ำเย็นหรืออะไร ทํานองนั้น พวกเราไม่มีน้ำจะกินเหมือนเขา เวลาอยากขึ้นมาก็แอบแย่งกันควักน้ำแข็ง กันคนละก้อนสองก้อนแทบหมดทุกที เสร็จแล้วก็มาไต่ถามถกเถียงกันเป็นขบขันว่า วันนี้ใครเป็นผู้แย่งน้ำหมากินบ้าง”

 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวังในบั้นปลายพระชนมชีพ นันทาและมากาเร็ตก็ได้ตามเสด็จไปด้วย

ดังมีบันทึกของนายแพทย์เมนเดลสัน (R.W.M. Mendelson) ศัลยแพทย์ประจําโรงพยาบาลกลาง ซึ่งได้เข้าไปถวายการรักษาพระอาการประชวรว่า เห็นสุนัขทั้งสองนี้ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ที่ประทับในเวลาที่ทรงพระประชวร และเมื่อพระองค์สวรรคตลงไม่นาน สุนัขทั้งสองก็เสียชีวิตลงเช่นกัน
           

หากไปชมพิพิธภัณฑ์วัดพระปฐมเจดีย์ โปรดอย่าพลาดชมหีบศพย่าเหล หีบศพประวัติศาสตร์ของสุนัขทรงเลี้ยงในพระราชหฤทัย และไปชมอนุสาวรีย์ย่าเหลกันต่อ ที่พระราชวังสนามจันทร์ด้วย เพื่อสัมผัสถึงความรักที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงมีต่อสุนัขทรงเลี้ยงคู่พระทัย “ย่าเหล” ผู้เปรียบประดุล “มิตรแท้” ชั่วนิรันดร์

‘MayDayFest2026’ พี่น้องแรงงานไม่แผ่ว สะบัดความเครียด ชาร์ทพลังเต็มระบบ

‘MayDayFest2026’ พี่น้องแรงงานไม่แผ่ว สะบัดความเครียด ชาร์ทพลังเต็มระบบ

‘MayDayFest2026’ พี่น้องแรงงานไม่แผ่ว สะบัดความเครียด ชาร์ทพลังเต็มระบบ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.34 น.

เปิดให้สะบัดความเครียด ชาร์ทพลังใจพลังกายเต็มระบบรับวันหยุดแรงงานแห่งชาติกับกองทัพศิลปินที่มาสร้างความม่วนคัก ฮักสุดใจชาวด้อมเพียบ สำหรับเฟสติวัลสุดยิ่งใหญ่ “May Day Fest” เทศกาลสุดแคว้นแดนซิ่ง ซึ่งจัดโดยบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จับมือร่วมกับ Enoactic (เอนโนแอคติค) ในวันแรงงานแห่งชาติที่ผ่านมา ณ โครงการนิคมอุตสาหกรรม SMART PARK บริเวณแยกตลาดสี่ภาค ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากคุณสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินทางมาร่วมงาน โดยมีคุณสมศักดิ์ ใจขำ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และกิจกรรมการตลาด บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ พร้อมกันนี้ผู้ใหญ่ใจดีได้มาร่วมจอยเพียบ อาทิ คุณสีหภูมิ ดีวิจารณ์ ผู้อำนวยการกองสื่อสารองค์กร การทางพิเศษแห่งประเทศไทย, คุณสาริสา เจริญศิริ Marketing Executive แบรนด์เซียงเพียว ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว และ คุณปุณณอาภา  เผือกขวัญดี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารแบรนด์ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด

เปิดความสนุกกับ สลักจิต และ จันทน์จวง ดวงจันทร์ สองศิลปิน กับ 5 บทเพลง สยามเมืองยิ้ม, ยายฉิมเก็บเห็ด, โบ๊ะบ๊ะ, กระแซะเข้ามาซิ, ขอให้รวย ชวนให้หลายคนโจ๊ะตาม ตามติดมาด้วย อัจ อัจจารีย์ ที่บอกได้เลยคำเดียวว่าแสงแดดยามบ่ายก็ไม่ร้อนแรงเท่ากับออร่าของเสียง และจังหวะของเพลงที่หลายคนของโยกตาม และจอยกันต่อกันต่อแบบแน่น ๆ อุรากับ แบงค์ ศรราม ที่พกหลายบทเพลงมาเอาใจด้อมเด็กวัดเสียงหวาน งานนี้หลายคนยิ้มหวานพร้อมโยกย้ายตามจนสุดใจ

มาต่อกันทีศิลปินสาว แคท อารียา กับ 5 บทเพลงฮิต ไม่ว่าจะเป็นเพลง ขอบคุณฟ้าป๋าเมียมาเลย, มีเมียแล้วบ่อ้าย, เอิ้นอ้ายใส่ภูลังกา สตง จัดเต็มมาให้ม่วนจนล้น สนุกขนาดนี้พักทำไม มาต่อกันแบบเต็มเหนี่ยว กับส้มเช้ง สามช่า ที่ขนเพลงมาให้ได้ปลดปล่อยกันกว่า 5 บทเพลง ที่แค่จังหวะขึ้นต้นจังหวะหลายคนมาทันที ไม่ว่าจะเป็นเพลงโสดหลักสี่, เหนื่อย, สาวนาสั่งแฟน, บ่กล้าบอกครู และ บังเอิญมันได้ และสนุกกับสองศิลปินที่เสียงมีออร่า จับจิตจับใจชาวด้อมเสมอ กับจ่อย ไมค์ทองคำ และ ป๊อปปี้ ไมค์ทองคำ และไม่ตัดต่อนให้เสียจังหวะสนุกไปกับ  สายแย้ เจติยา งานนี้บอกได้คำเดียวลำแต๊แต๊ สนุกแบบไม่ติดเบรคกับศิลปินสาว ดวงจันทร์ สุวรรณี กับ 5 เพลงที่ชวนให้จอยร่วมกันทุกเพลง และมาต่อกับ New Country นุ พุฒธิวัฒน์-เอ็มโบ พันธกานต์-ติณติณ จรัสวี-กีตาร์ ณัฐเอก-กิ๊กไอรดา-มัทรี ธิติกานต์ ที่มาทำให้ทุกคนแฮปปี้ฟันนี่แบบสุดตัว

ดับเบิ้ลพีคของความสนุกในช่วงสุดท้ายของงานเฟสที่จัดขึ้นเพื่อพี่น้องแรงงานให้สุขสุดโลกไปกับ 4 ศิลปินระดับตำนาน ที่ต่อให้ติดงานจะลาป่วยมาชมแน่นอน ขึ้นแท่นว่าโชว์ไม่มีหยองแน่นอนลูกพี่ เริ่มต้นที่ ตั๊กแตน ชลดา ต่อด้วย กุ้ง สุธิราช และ หญิงลี ศรีจุมพล ปิดท้ายด้วย พี สะเดิด มาแบบเต็มสตรีม ตั้งแต่เปิดโชว์จนจบโชว์ ไม่มีกินเพลงมีแต่กินใจ เกินใจ สนุกแบบใด แบบสุดลิ่มทิ่มประตูเลยจ้า 

นนนี่ นนลนีย์ ลูกสาว แอน สิเรียม อวดโฉมท้องแรกสุดปัง เตรียมเป็นคุณแม่ป้ายแดง

นนนี่ นนลนีย์ ลูกสาว แอน สิเรียม อวดโฉมท้องแรกสุดปัง เตรียมเป็นคุณแม่ป้ายแดง

นนนี่ นนลนีย์ ลูกสาว แอน สิเรียม อวดโฉมท้องแรกสุดปัง เตรียมเป็นคุณแม่ป้ายแดง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

เป็นเรื่องราวสุดยินดีในวงการบันเทิง เมื่อ “นนนี่ นนลนีย์” ลูกสาวคนสวยของนักแสดงระดับตำนานอย่าง “แอน สิเรียม” ได้ออกมาอัปเดตชีวิตผ่านโซเชียลส่วนตัว เผยภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ “ว่าที่คุณแม่” อย่างเป็นทางการโดย ‘นนนี่’ ได้โพสต์ภาพถ่ายแฟชั่นเซตสุดละมุนผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว nnnonie โดยระบุว่าเป็นการถ่ายภาพเก็บความทรงจำสำหรับท้องแรก จากภาพที่ปรากฏจะเห็นได้ว่า “นนนี่” มีใบหน้าที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างเห็นได้ชัดงานนี้บรรดาแฟนคลับและคนในวงการต่างเข้ามาแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง พร้อมเตรียมนับถอยหลังต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวกันอีกไม่นานเกินรอ!

#นนนี่นนลนีย์ #ว่าที่คุณแม่ #คุณแม่ป้ายแดง

ฝั่งธนเฟส 4 สร้างประวัติศาสตร์ นำทีมศิลปินจัดเต็มทุกโชว์ ฟาดอารมณ์คนดูทั้งฮอลล์

ฝั่งธนเฟส 4 สร้างประวัติศาสตร์ นำทีมศิลปินจัดเต็มทุกโชว์ ฟาดอารมณ์คนดูทั้งฮอลล์

ฝั่งธนเฟส 4 สร้างประวัติศาสตร์ นำทีมศิลปินจัดเต็มทุกโชว์ ฟาดอารมณ์คนดูทั้งฮอลล์

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย! สำหรับ “ฝั่งธนเฟส 4” เทศกาลดนตรีสุดยักษ์ที่รวมพลังวัยรุ่นทุกฝั่งของเมืองไว้ในที่เดียว ณ IMPACT Exhibition Center Hall 5–6 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ ( 2 พ.ค.) ผ่านมา ท่ามกลางแฟนเพลงที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานแน่นฮอลล์ ทุกคนในงานต่างร้องว้าวเมื่อได้เห็นแลนด์มาร์กสุดยักษ์ ประทับใจที่ได้เช็คอินและเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลานี้ เสียงกรี๊ด เสียงร้อง และพลังของดนตรีดังสนั่นตั้งแต่โชว์แรกจนถึงโชว์สุดท้าย โดยเปิดโชว์ด้วยศิลปินรับเชิญพิเศษ บาอินหางไก้ (BA YIN HANG GAI) , อ้าย เหย่ (AI YE) , บาเท่อเอ่อ เติ้งหย่ง BATEER DENG YONG ที่อิมพอร์ตจากประเทศจีน มาร่วมถ่ายทอดความงดงามของวัฒนธรรมผ่านการแสดงที่ผสมผสานทั้งศิลปะ ดนตรี และเอกลักษณ์ประจำชาติอย่างลงตัวจากนั้นพบกับ MIRRR ที่ชวนคนดูโยกเบา ๆ ก่อนส่งไม้ต่อให้ SERIOUS BACON เติมความละมุนปนสนุก สร้างบรรยากาศอบอุ่นให้ทั้งฮอลล์ ก่อนที่ JMNK และ PURPEECH จะพาแฟน ๆ เข้าสู่โหมดอินดี้สุดลึก ซึมซับทุกอารมณ์แบบไม่มีพัก ความสนุกเริ่มพุ่งขึ้นอีกระดับเมื่อ FELLOW FELLOW และ POLYCAT ขึ้นเวทีพร้อมเพลงฮิตที่คนดูร้องตามได้ทั้งฮอลล์ ก่อนจะเปลี่ยนฟีลสู่ความสดใสและพลังแดนซ์จาก 4EVE ที่ทำเอาเวทีลุกเป็นไฟ และต่อเนื่องด้วย LITTLE JOHN และ JOEY PHUWASIT ที่เรียกเสียงกรี๊ดและเสียงร้องตามกระหึ่มไม่หยุด เข้าสู่ช่วงพีคของค่ำคืนกับ THREE MAN DOWN ที่ปล่อยเพลงฮิตต่อเนื่องแบบนันสต็อป ทำเอาคนดูทั้งฮอลล์กลายเป็นคอรัสขนาดยักษ์ ก่อนจะส่งต่อเวทีให้กับตำนานร็อกอย่าง BODYSLAM ที่ระเบิดพลังเสียงและอารมณ์จนคนดูแทบหยุดหายใจ และปิดท้ายค่ำคืนอย่างดุเดือดโดย TAITOSMITH ที่ฟาดทุกจังหวะอย่างเข้มข้น สะกดคนดูตั้งแต่ต้นจนจบ

ทิ้งท้ายด้วยภาพความมันส์ที่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของทุกคน นอกจากไลน์อัพศิลปินที่จัดเต็มทุกแนวดนตรีแล้ว ภายในงานยังเต็มไปด้วยโซนอาหารชื่อดังจาก “ฝั่งธนฟูดส์” ที่ขนความอร่อยมาให้เลือกแบบจุใจ รวมถึงกิจกรรมอีกมากมายที่ทำให้งานนี้ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่คือพื้นที่รวมตัวของวัยรุ่นอย่างแท้จริง โดยในงานนี้ได้รับเกียรติเปิดงานโดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา นำโดย ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ อธิการบดี ซึ่งได้มอบหมายให้ ผศ.ดร.ณัฏฐ์ เดชะปัญญา รองอธิการบดี และทีมงาน EventX [ อีเวนต์บ้านสมเด็จ ] เป็นผู้ควบคุมและดูแลงานทั้งหมด  ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความยักษ์ไปด้วยกัน ซึ่งงานนี้จัดโดยทีมงาน ENTLAB THAILAND x EVENT ENTERTAINMENT BSRU [อีเวนต์บ้านสมเด็จ] , MACENT BSRU , BSM BSRU , มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  FB : ฝั่งธนเฟส

หนุ่ม แท่ง พาทัวร์ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ย่านฝั่งธนบุรีขอพรหลวงปู่ทวด อิ่มอร่อยกับอาหารฟีลกู้ด

หนุ่ม แท่ง พาทัวร์ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ย่านฝั่งธนบุรีขอพรหลวงปู่ทวด อิ่มอร่อยกับอาหารฟีลกู้ด

หนุ่ม แท่ง พาทัวร์ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ย่านฝั่งธนบุรีขอพรหลวงปู่ทวด อิ่มอร่อยกับอาหารฟีลกู้ด

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“หนุ่ม-แท่ง” พากราบขอพรหลวงปู่ทวด ณ “วัดชิโนรสาราม วรวิหาร” พร้อมเช็กอินร้านดังบรรยากาศฟีลกู้ดใน “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” เสาร์ 9 พ.ค.นี้ มาพบกันเป็นประจำกับ 2 พิธีกรคู่ซี้ “หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ” และ“แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง แห่งรายการ หนุ่มแท่ง อารามทัวร์ ที่พร้อมพาสายบุญและสายกินไปตะลุยเช่นเคย  สัปดาห์นี้ไปกันที่ วัดชิโนรสาราม วรวิหาร ย่านฝั่งธนฯ  อีกหนึ่งวัดที่มีความพิเศษทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์  ซึ่งสร้างโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส อดีตพระสังฆราชเจ้ารูปที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระประธานศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ทรงหล่อด้วยพระองค์เองด้วย

ไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้ เมื่อมาที่นี่ คือการพาไปกราบขอพร “หลวงปู่ทวด” เพื่อเสริมสิริมงคล ขอพรด้านโชคลาภ และแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย จากนั้นตามหนุ่มแท่งไปค้นหาประวัติตำนานการสร้างวัดชิโนรสาราม วรวิหาร ที่เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร พร้อมพาชมความงดงามของอุโบสถ รวมถึงเยี่ยมชม “พระตำหนักวาสุกรี” หรือพระตำหนักของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส และอีกหลายมุมสำคัญที่ไม่ควรพลาดหลังจากเรียนรู้ ท่องเที่ยวเรื่องวัดครบแล้ว  ถึงเวลาอิ่มท้องตามสไตล์ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันนี้พาไปเช็กอินที่ บึงตลิ่งชัน ร้านอาหารบรรยากาศสุดชิลริมบึง มีทั้งโซนรับลมธรรมชาติและห้องแอร์เย็นสบาย พร้อมเสิร์ฟเมนูหลากหลายจากวัตถุดิบสดใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศฟีลกู้ดที่ชวนให้นั่งเพลินแบบยาว ๆโดย “หนุ่ม-แท่ง” เผยความประทับใจถึงทริปครั้งนี้ว่า “ย่านฝั่งธนบุรี ยังมีวัดสวย วัดดังอีกมากมายนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว วัดชิโนรสาราม วรวิหาร เป็นอีกวัดที่สงบร่มรื่น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ที่รอให้ท่านผู้ชมมาสักการะขอพรกันครับ”ร่วมออกเดินทางเติมเต็มทั้งความสุข ความอิ่มบุญ และความอร่อย ไปกับรายการ “หนุ่มแท่งอารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคมนี้ เวลา 13.30 น. ทาง ช่อง  7HD กด  35  และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ ปรากฏแก่สายพระเนตร ๓ รัชกาล

ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ ปรากฏแก่สายพระเนตร ๓ รัชกาล

ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ ปรากฏแก่สายพระเนตร ๓ รัชกาล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“พระปฐมเจดีย์” แห่งเมืองนครปฐม เป็นสถูปโบราณที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฎวิทยมหาราช ทรงพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์ สถาปนาขึ้นใหม่กระทั่งเป็นพระมหาเจดีย์ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ด้วยทรงเชื่อว่า เป็นเจดีย์แรกที่สร้างขึ้นบนแผ่นดินสยาม  เมื่อครั้งสมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ 

การปฏิสังขรณ์กระทำโดยการสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ครอบลงไปบนฐานเจดีย์โบราณที่มีพระปรางค์ศิลปะอยุธยาตั้งทับอยู่อีกทอดหนึ่ง  ซึ่งการนี้ แล้วเสร็จรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ อันจะเห็นภาพเจดีย์สวมครอบกันได้จากจิตรกรรมฝาผนัง ณ พระวิหารหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้วาดเอาไว้ 

องค์พระปฐมเจดีย์นี้ เป็นที่เลื่อมใสแห่งองค์พระมหากษัตริย์ทั้งสามรัชกาล คือ รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ซึ่งหากกล่าวด้วยคำสามัญ ก็คือ ปู่ พ่อ และลูก (โดยใช้รัชกาลที่ ๖ เป็นหลักของการนับ)สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งก็คือ  ทั้งสามรัชกาล ล้วยประสบ “ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์” เฉกเช่นเดียวกัน
โดยเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๔๕๒ เวลา ๐๐.๔๕ น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประทับ ณ พระราชวังสนามจันทร์ และได้ทอดพระเนตรพระปฐมเจดีย์
“มีแสงสว่างโพลงไปทั้งองค์เหมือนตามไฟ แต่สีเป็นสีคล้ายหิ่งห้อย…ดูกันอยู่เป็นนานจนเวลา ๗ ทุ่ม ๑๒ นาที รัศมีตอนบนตั้งแต่ยอดมงกุฎจนหมดปล้องไฉน จึงวูบหายไป”

 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บันทึกรายนามผู้ที่ได้เห็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ในคืนนั้น รวมทั้งสิ้น ๖๘ คน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญที่ระลึก ด้านหน้าเป็นรูปธรรมจักร ด้านหลังจารึกข้อความ ระบุวัน เวลาที่เกิด “พระปฐมปาฏิหาริย์” พระราชทานเป็นที่ระลึก

ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๕๗ พระองค์ได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์ของพระปฐมเจดีย์อีกครั้ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย”  ขึ้นที่ชาลาพระที่นั่งพิมานปฐม พระราชวังสนามจันทร์ เป็นที่ระลึก

ปาฏิหาริย์ของพระปฐมเจดีย์ดังพรรณนามานี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เคยทอดพระเนตรมาแล้ว ดังหลักฐานบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ โดยในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า

“เมื่อปีมะโรง อัฐศก วันเสาร์ เดือน ๑ ขึ้น ๒ ค่ำ (๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๙) เห็นที่องค์พระปรางค์เป็นดวงช่วงออกมาทางซุ้มคูหาทิศเหนืออีกคราว ๑ ครั้นมาถึงวันพฤหัส เดือน ๑ ขึ้น ๗ ค่ำ เห็นรัศมีส่องไปทั้งองค์ปรางค์เหมือนแสงดอกไม้เทียนจับอยู่ที่องค์พระ ได้เห็นด้วยกันมาก ในเดือน ๑ ปีมะโรง อัฐศก เห็นอัศจรรย์ ๒ ครั้ง การที่ปาฏิหาริย์มีนั้น เกิดทุกปี ปีละ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้าง ถ้าสมโภชเวียนเทียนเมื่อใดก็เห็นทุกคราว และที่พระปฐมเจดีย์มีเหตุอัศจรรย์หลายอย่าง คือ องค์พระปรางค์ ลางทีเดือนมืดก็บังเกิดเป็นรัศมีเหมือนบุคคลเอาผ้าขาวเข้าไปหุ้มไว้ แล้วก็หายไปทีละน้อยๆ แล้วก็ สว่างขึ้นทีละน้อยๆ จนเต็มกำลัง และเห็นขึ้นไปจนตลอดยอดนภศูล ลางทีก็สว่างซีกหนึ่ง ลางทีสว่างข้างล่าง มืดข้างบน แล้วสว่างข้างบน มืดข้างล่าง เมื่อจะสว่างนั้นก็เป็นรัศมีเรืองขึ้นทีละน้อยๆ สว่างเต็มกำลังตลอดจนยอดนภศูล แล้วรัศมีก็โรยอ่อนลงมาทีละน้อยๆ จนมืดไปทั้งองค์พระปรางค์ แล้วก็ค่อยๆ มีรัศมีเรืองๆ ขึ้นมาอีกดังกล่าวมาแล้ว เป็นอยู่ ๒ ทุ่มบ้าง ๓ ทุ่มบ้าง แล้วจึงหายไปทีเดียว ลางทีก็เห็นเป็นดวงดาวติดอยู่ปลายยอดนภศูล รัศมีแดงเหลืองสีต่างๆ ค่อยๆ เลื่อนลงมาทีละน้อย หายไปในช่องคูหา

..ลางทีดูที่องค์พระปรางค์มืดเป็นปกติ แต่ขอบริมนั้น มีรัศมีขาวสว่างขึ้นไปตลอดยอด ลางทีเวลาพลบก็ได้ยินเสียงโห่ร้อง ครั้นขึ้นไปถึงชั้นสุดดูก็ไม่เห็นผู้ใด ลางทีได้ยินเสียฆ้องชัยเหมือนบุคคลตีอยู่ในองค์พระเจดีย์ ลางทีมิใช่เวลาสัตบุรุษขึ้นนมัสการ พวกทำงานก็ได้กลิ่นธูปเทียนหอมตลบไป บางจำพวกมิอาจที่จะขึ้นไปบนทักษิณได้ ก็นั่งกราบไหว้อยู่แต่พื้นดิน ครั้นถามก็ว่านมัสการนี้ก็ได้บุญเหมือนกัน คนผู้นั้นจะกลัวบาปว่าพระบรมธาตุอยู่ข้างล่าง หรือจะกลัวอย่างไรก็ไม่รู้จักน้ำใจเขา และการที่กล่าวด้วยอัศจรรย์องค์พระ ปี ๑ ก็เป็นหลายครั้งหลายคราวทุกปี จะว่าด้วยอำนาจพระพุทธเจ้าหรือว่าพระบรมสารีริกธาตุ หรือจะว่าด้วยอำนาจเทพยดา หรือจะว่าไฟฟ้าดินขึ้นกินกัน ก็สุดแล้วแต่ปัญญาท่านผู้ใดจะคิดเห็น การที่กล่าวมานี้เป็นความจริง มีพยานโดยมาก…”

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปพระราชทานผ้าพระกฐินแล้วประทับอยู่ ๒ คืน ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์อีก ในที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเห็นกันพร้อมหน้า พระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า

“…พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปีติโสมนัส รับสั่งว่าเหมือนผีหลอก ไม่รู้ที่จะว่าอย่างไรได้ เห็นจะเป็นไฟธาตุดินอยู่ในอิฐปูนถูกน้ำฝนเข้าก็เกิดเป็นรัศมีขึ้น ที่รับสั่งตรัสดังนี้ เพื่อจะมิให้คนที่ถือศาสนาพากันติเตียนได้ แต่ทองทศทองทิษมีอยู่ในฉลองพระองค์เท่าใด ก็ถอดพระราชทานให้เป็นส่วนพระราชกุศลจนสิ้น”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงสนพระทัยในด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เมื่อมีบางคนกล่าวว่าที่องค์พระปฐมเจดีย์มีรัศมีเรื่องขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะสารที่ตำราฝรั่งเรียกว่า “ฟอสฟอรัส” ซึ่งเป็นสารมีรัศมีเรืองแสง ไม่ใช่อภินิหารของพระสารีริกธาตุแต่อย่างใด
พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา พระอนุชิตชาญชัย พระวิสูตรโยธามาตย์ เอาฟอสฟอรัส เครื่องมือต่างๆ ไปทำการทดลอง พอทั้ง ๓ รับงานทดสอบปาฏิหาริย์องค์พระปฐมเจดีย์มายังไม่ทันจะได้ลงมือ เจ้าหญิงและหม่อมห้ามในกรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา พร้อมด้วยบุตรภรรยาของพระยาอนุชิตชาญชัย และบ่าวไพร่ได้พากันไปเที่ยวหลังองค์พระ ก็ถูกฝูงผึ้งจำนวนหนึ่งเข้าโจมตี ทำเอาต้องวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง บ้างก็เข้าไปในดงหนาม บ้างก็วิ่งไปชนต้นไม้จนหัวแตก บ้างก็ถึงกับผ้าผ่อนหลุดลุ่ย ต้องมีคนเอาผ้านุ่งไปให้จึงกลับมาได้ แต่เมื่อมีคนตามไปดูก็ไม่พบฝูงผึ้ง ทั้งที่บูรณปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์กันมา ๑๐ ปีแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีใครถูกผึ้งต่อยเลย  จึงเป็นที่เล่าลือว่า เหตุเพราะริจะพิสูจน์ปาฏิหาริย์นี่เอง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงเผชิญปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์ถึง ๒ ครั้ง แต่พระองค์ไม่ได้ทรงรับสั่งเล่าให้ใครฟัง คงเก็บความแปลกพระทัยไว้เงียบๆ จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ขณะยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๒ และมีพระราชหัตถเลขามากราบทูลพระราชบิดาว่า

“ด้วยเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม ร.ศ.๑๒๘ นี้ ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๑๑ เวลาดึก ๒ ยามกับ ๕๕ นาที ข้าพระพุทธเจ้าได้นั่งอยู่ที่เรือนสนามจันทร์มีข้าราชการและมหาดเล็กอยู่ด้วยเป็นอันมาก ได้เห็นองค์พระปฐมมีรัศมีสว่างพราวออกมาทั้งองค์ ดูประหนึ่งว่าองค์พระปฐมเจดีย์ด้านตะวันตก คือ ด้านที่เล็งตรงกับสนามจันทร์นั้น ทาด้วยฟอสฟอรัสพราวเรืองตั้งแต่คอระฆังลงมาหน่อยหนึ่งตลอดขึ้นไปจนยอดมงกุฎ และซ้ำยังมีรัศมีพวยพุ่งสูงขึ้นไปอีกประมาณ ๓-๔ วา ปรากฏแก่ตาอยู่อย่างนี้ ๑๗ นาที แล้วรัศมีตอนใต้แต่ปล้องไฉนตลอดยอดก็ดับลงไปทันที เหลือสว่างอยู่แต่ตอนช่องมะหวดลงมาอีกสักไม่ถึงกึ่งนาทีก็ดับหายไปหมด มืดแม้จะมองแต่รูปองค์พระก็ไม่ถนัด ข้าพระพุทธเจ้าได้นับผู้ที่เห็นในขณะนั้น ตลอดจนทหารที่อยู่ยาม ๔ คน เป็นจำนวน ๖๙ คน

…ข้าพระพุทธเจ้าลองคิดดูตามไซแอนซ์ ว่าบางทีจะเป็นด้วยตอนฝนตกหนักละอองฝนจะติดค้างอยู่ที่กระเบื้องที่ประดับองค์พระปฐมบ้าง ครั้นตอนดึกจวนพระจันทร์ตกแสงจันทร์ส่องทอตรงได้ระดับฐานฉากกับองค์พระปฐม จึงเกิดแสงแพรวพราว ฉะนั้นพอจันทร์เหลื่อมเข้าเมฆ แสงลับไป รัศมีที่องค์พระปฐมก็หายไปด้วย ครั้นรุ่งขึ้นได้ทราบเกล้าฯว่าจีนที่รับเหมาทำศาลารัฐบาลซึ่งอยู่ด้านตะวันออกองค์พระ และชาวตลาดอีกหลายคนซึ่งอยู่เหนือองค์พระก็เห็นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้ว่ารัศมีได้พราวออกทั่วองค์พระเป็นอันพ้นวิสัยที่แสงจันทร์จะถึงได้ หรือว่าจะมีธาตุฟอสฟอรัสอยู่ในองค์พระธาตุนั้น จะส่องแสงแพรวพราวในเวลากลางคืนได้ก็ต่อเมื่อได้ต้องแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันมากพอ ในเวลากลางวันก็ชอุ่ม ตอนเย็นก็ฝนตกไม่ใช่ธาตุฟอสฟอรัสแน่ จึงเป็นอันจนด้วยเกล้าฯ ที่อ้างแสงรัศมีนั้นเป็นด้วยเหตุไรนอกจากว่ามหัศจรรย์ยิ่ง
…รุ่งขึ้นวันที่ ๒๕ ข้าพระพุทธเจ้าได้นิมนต์พระสงฆ์ ๑๐ รูป มีพระนิกรมุนีเป็นประธาน สวดมนต์เย็นในพระวิหารองค์พระแล้วได้เดินเทียนสมโภชองค์พระ ๓ รอบ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๖ เวลาเช้า พวกข้าราชการ พ่อค้า ราษฎรชาวพระปฐมเจดีย์ มีความปีติยินดีช่วยกันจัดของไปถวายและเลี้ยงพระหมดทั้งวัดพระปฐมเจดีย์เป็นจำนวน ๖๘ รูป เวลาค่ำได้มีละครเรื่องสุวรรณหงษ์ ตอนกุมพลถวายม้าฉลองหนึ่งคืนเป็นเสร็จการ”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสว่า

“เรื่องพระปฐมเจดีย์กระทำปาฏิหาริย์ตามลักษณะที่เล่ามานี้ ช่างไม่มีอะไรผิดกับที่เคยเห็น ๒ คราวแต่สักนิดเดียว เวลาที่ได้เห็นนั้น คนมากยิ่งกว่าที่นับมา เห็นปรากฏด้วยกันทั้งหมด จึงได้มีเรื่องตรวจตราซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พ่อเข้าใจในลักษณะที่เล่าว่าเป็นอย่างไร แลเชื่อว่าได้เป็นเช่นนั้นจริงเพราะเคยเห็น แต่จะเป็นด้วยอันใด เหลือที่จะยืนยันฤารับรองให้คนอื่นเห็นด้วยจริงได้ จึงไม่ได้เล่าให้ใครฟังในชั้นหลังๆ นี้ เพราะห่างจากเวลาที่ได้เห็นนั้นมาก เข้าใจว่าการที่เป็นเช่นนั้นได้ จะได้เป็นอยู่เนืองๆ แต่หากคนนั้นตกค่ำลงก็เข้านอนเสียไม่สังเกต แปลกอยู่หน่อยแต่ที่เวลาเป็นมักจะเป็นเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ เดือนยี่ เวลาเดินบกมาถึงที่นั้น ฤาเสด็จออกไปหลายครั้ง ไม่เคยมีเลย ขออนุโมทนาด้วยในส่วนกุศลที่ได้ทำ”

ต่อมาใน ปี พ.ศ.๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อได้ครองราชย์แล้ว ก็ได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์อีกในคืนเดือนมืด พร้อมข้าราชบริพาร ตำรวจ และเสือป่า เข้าเฝ้าอยู่ที่สนามจันทร์ประมาณ ๒๐๐ คน ซึ่งได้เห็นกันทุกคนรวมทั้งราษฎรที่อยู่รอบองค์พระด้วย เรื่องเล่าเหล่านี้  หากทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ปรารถนาจะไปกราบสักการะองค์พระปฐมเจดีย์กันสักครั้ง “แนวหน้า” ก็ขอกราบอนุโมทนา
 

พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย

พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย

ภาพถ่ายเก่า เห็นพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยตั้งอยู่บนลานพระที่นั่งพิมานปฐม

ภาพถ่ายเก่า เห็นพระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนยตั้งอยู่บนลานพระที่นั่งพิมานปฐม

ภาพถ่ายเก่าองค์ประปฐมเจดีย์

ภาพถ่ายเก่าองค์ประปฐมเจดีย์

เหรียญพระปฐมปาฏิหาริย์

เหรียญพระปฐมปาฏิหาริย์

พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๖ ณ พระราชวังสนามจันทร์

พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๖ ณ พระราชวังสนามจันทร์

จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่ององค์เจดีย์ที่ครอบซ้อนกันอยู่

จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่ององค์เจดีย์ที่ครอบซ้อนกันอยู่

ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ‘จ้าวลู่ซือ’ เดินทางถึงไทย แฟนคลับต้อนรับแน่นสนามบิน!

ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ‘จ้าวลู่ซือ’ เดินทางถึงไทย แฟนคลับต้อนรับแน่นสนามบิน!

ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ‘จ้าวลู่ซือ’ เดินทางถึงไทย แฟนคลับต้อนรับแน่นสนามบิน!

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ประเทศไทยสดใสขึ้นทันที เมื่อราชินีแห่งซีรีส์จีน จ้าวลู่ซือ” (Zhao Lusi) นักแสดงแถวหน้าของจีนและแฟชั่นไอคอนระดับโลก เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงค่ำของวันที่ 30 เมษายน 2569 เพื่อเตรียมเสิร์ฟความสนุกและความฟินให้แฟนๆ ในคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งใหญ่ในต่างประเทศครั้งแรกของเธอ ท่ามกลางกองทัพแฟนคลับที่มารอต้อนรับอย่างเนื่องแน่น ตอกย้ำกระแสความนิยมในประเทศไทย

นักแสดงสาวเจ้าของผลงานซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Hidden Love และ Love Like the Galaxy เตรียมใช้เวลาตลอดสัปดาห์นี้ในกรุงเทพฯ เพื่อทุ่มเทซ้อมคอนเสิร์ต Rosy Zhao “Stay Romantic” Concert in Bangkok 2026 ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคมนี้ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

โดยแฟนๆ จะได้พบกับโชว์สุดพิเศษ ทั้งการแสดงเพลงประกอบซีรีส์ชื่อดัง เพลงใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผย รวมถึงเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ออกแบบมาเพื่อเวทีกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีช่วงเวลาสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดกับจ้าวลู่ซืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับใครที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาพิเศษ และโมเมนต์ดีๆ กับนางเอกคนโปรด สามารถจับจองบัตรได้ทาง Ticket Melon, Damai, MAISEAT (ระบบยืนยันตัวตนด้วยชื่อจริง) และ Trip.com

หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2ตอกย้ำพลัง Soft Power ไทย บอสณวัฒน์ กชเบล นำทัพประกาศ ความสำเร็จ

หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2ตอกย้ำพลัง Soft Power ไทย บอสณวัฒน์ กชเบล นำทัพประกาศ ความสำเร็จ

หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2ตอกย้ำพลัง Soft Power ไทย บอสณวัฒน์ กชเบล นำทัพประกาศ ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

เวทีประกาศรางวัล “หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2” กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการธุรกิจบันเทิงไทย โดย ดร.ศรีสุริยะ จารุกรตรีภพ นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน ในฐานะผู้จัดงาน ได้ชูแนวคิดการใช้ “Soft Power” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงและนางงามที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการมอบรางวัลผู้ทรงอิทธิพลด้านธุรกิจนางงามและ Soft Power ให้กับ บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ทรงอิทธิพลแห่งเวลานางงามอย่าง มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์  ซึ่งสะท้อนบทบาทที่สามารถยกระดับเวทีนางงามสู่ระดับสากลได้อย่างแข็งแกร่ง รางวัลนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติยศส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในมิติของคอนเทนต์ การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ

ในฝั่งของบุคลากรรุ่นใหม่ นางงามและนางเอกร้อยล้าน อย่าง กชเบล ศรัณรัชต์ เผือกพิพัฒน์ ได้รับรางวัล “นางงามมากความสามารถที่ประสบผลสำเร็จยอดเยี่ยมแห่งปี” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบทบาท “นางงามยุคใหม่” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความงาม แต่ขยายไปสู่การเป็นแบรนด์บุคคล (Personal Brand) ที่สร้างรายได้และอิทธิพลในหลายอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันพิธีกรบ้านแกรนด์อย่าง สกุล ลิมปภานนท์ หรือ “แชมป์” คว้ารางวัลพิธีกรยอดเยี่ยมแห่งปี ตอกย้ำความสำคัญของบุคลากรเบื้องหน้าในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่มีบทบาทในการสร้าง Engagement และมูลค่าทางธุรกิจให้กับอีเวนต์และสื่อมวลชน

อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับเวทีรางวัล โดย ผศ.ดร.ภญ นลินี ประดับญาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวทอล อินโนเวชัน แอนด์ คอนซัลแทนซี จำกัด  เจ้าของแบรนด์ Your Tofu! สแน็คฟองเต้าหู้กรอบ ได้รับรางวัลบุคคลที่น่ายกย่องแห่งปี นอกจากนี้ยังมีทีม PD (ผู้อำนวยการกองประกวดระดับจังหวัด MGT และ MUT) ร่วมเข้ารับรางวัลด้วยอย่าง คุณกบ ธนพัฒน์ นวลสกุล PD จังหวัดภูเก็ต , มอร์ฟีน รัชรินทร์ อุดเมืองคํา PD จังหวัดสระบุรี ,คุณจิราธิวัฒน์ ศุภรัตนเสรี PD ชลบุรี , โอชิน ฐิตาภรณ์​ ขุ่ยรักขิต PD ฉะเชิงเทรา , มาดามแพม ฯลฯ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของผู้ประกอบการไทยที่สามารถสร้างสินค้าและแบรนด์ให้โดดเด่น ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์สื่อและภาพลักษณ์เข้ามาหนุนธุรกิจ

ภาพรวมของงาน “หัตถานารายณ์ ครั้งที่ 2” จึงไม่ได้เป็นเพียงงานประกาศรางวัล แต่เป็นเวทีสะท้อนการหลอมรวมระหว่าง “บันเทิง–ธุรกิจ–เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศไทยในยุคใหม่ โดยเฉพาะการใช้ Soft Power เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

เปิดเบื้องลึกมรสุม 2 ปี มิ้วกี้ ไปรยา ยอมทิ้งสมบัติร้อยล้าน แลกสิทธิ์เลี้ยงลูก โต้ข่าวเงินหมดตัว

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์สาวชื่อดัง “มิ้วกี้ ไปรยา” ออกมาเปิดใจถึงมรสุมชีวิตตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องหลังภาพลักษณ์ที่หรูหรา กลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและการสูญเสียชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด

‘มิ้วกี้’เผยว่า จุดเริ่มต้นของบาดแผลครั้งใหญ่คือการจบความสัมพันธ์ 10 ปีกับอดีตสามี ซึ่งไม่ได้สวยงามอย่างที่หน้ากล้องนำเสนอ โดยเธอตัดสินใจทำข้อตกลงที่ยอม “เสียสละทรัพย์สินแทบทั้งหมด”เพื่อแลกกับสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตนั่นคือ “สิทธิ์การดูแลน้องกาเนสแต่เพียงผู้เดียว” ยอมยกธุรกิจและร้านค้าที่สร้างมากับมือให้อีกฝ่าย รถยนต์หรู 2 คันต้องปล่อยไป เหลือเพียงบ้าน 1 หลังเท่านั้นและเธอยังสารภาพว่าทุกวันนี้ยังไม่กล้าขับรถผ่านร้านเก่าของตัวเอง เพราะมองไปทีไรก็ใจหายจนทำใจไม่ได้ซึ่งสภาพจิตใจพังทลายฝันร้ายและการใช้ชีวิตในความมืดไม่ได้ส่งผลให้ความเครียดสะสมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง น้ำหนักของเธอลดฮวบกว่า 10 กิโลกรัม และต้องเผชิญกับภาวะทางจิตใจที่บอบช้ำหนัก

หนูต้องเปิดไฟนอนติดต่อกันเป็นปีๆ เพราะไม่สามารถอยู่กับความมืดได้ และต้องสู้กับฝันร้ายซ้ำๆ ทุกคืน โดยที่บอกใครไม่ได้แม้แต่คนในครอบครัว”

ในวันที่ชีวิตพุ่งถึงขีดสุด ‘มิ้วกี้’คือตัวแม่แห่งวงการ Luxury ที่มีค่าตัวหลักแสน แต่เมื่อเจอมรสุมชีวิต ทั้งเรื่องงานหดหาย, ถูกอดีตผู้จัดการโกงเงินล้าน และการสูญเสียคุณพ่อ เธอกลับพบความจริงที่เจ็บปวดว่าการมูฟออนมีความรักใหม่ (รวมถึง LGBTQ+) ทำให้เธอถูกชาวเน็ตโจมตีอย่างหนักคนที่เธอเคยช่วยเหลือในวันที่รุ่งเรือง กลับหันหลังให้ในวันที่เธอลำบากที่สุดความเพอร์เฟกต์ที่เคยนำเสนอ กลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนบางส่วนรอ “เหยียบซ้ำ” ในวันที่เธอพลาด

เริ่มต้นใหม่จากศูนย์เพื่อลูกปัจจุบัน มิ้วกี้ ไปรยา ประกาศพร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยเริ่มจากการซื้อรถคันใหม่ด้วยน้ำพักน้ำแรง และมุ่งมั่นสร้างตัวขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นรากฐานให้กับลู โดยเธอย้ำชัดว่า “ต่อให้ต้องสูญเสียทุกอย่าง แต่ถ้าได้อยู่กับลูก เธอก็ยอมแลก”

ซึ่งหลังจากเธอออกมาเปิดเบื้องลึกมรสุมชีวิตก็มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของเธอล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้แจงความจริงผ่านทางสื่อโดยยืนยันหนักแน่นว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

ตนไม่ได้เป็นหนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย และไม่ได้ไปโกงใคร ดังนั้นการที่ตนจะซื้อของแบรนด์เนมบ้างจึงไม่ใช่เรื่องผิดโดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิใจต่อไปไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือเอาปี๊บคลุมหัว แม้จะยอมรับว่าช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติของชีวิต แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ต้องหยุดใช้ชีวิตตามปกติในส่วนของสภาพคล่องทางการเงิน ยอมรับตรงๆ ว่ารู้สึกท้อแท้กับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันที่รายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย อย่างไรก็ตาม ตนขอให้ความมั่นใจกับลูกน้องทุกคนเพราะที่ผ่านมาไม่เคยไล่ลูกน้องออกแม้แต่คนเดียวยืนยันจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนอย่างสม่ำเสมอ แม้อาจมีล่าช้าไปบ้างในบางครั้ง เนื่องจากตระหนักดีว่าทุกคนมีความจำเป็นต้องใช้เงินฝากถึงลูกน้องทุกคนว่า แม้จะมีข่าวลือออกมาว่าตนเอง “หมดตัว” แต่ขอให้มั่นใจว่าเจ้านายคนนี้จะไม่มีวันทอดทิ้งใครอย่างแน่นอน

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

มจร อาลัย พระครูสุธีกิตติบัณฑิต อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มรณภาพด้วยอาการสงบ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.03 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร Buddhist Research Institute of MCU”  โพสต์ภาพพร้อมข้อความอาลัย ว่า

ขอน้อมถวายความอาลัย

พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร.

อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์

ด้วยอาลัยอย่างยิ่ง

ในนามผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่

สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร

ขณะที่ “สำนักงานสภามหาวิทยาลัย มจร” ก็ได้ออกมาโพสต์ว่า สำนักงานสภามหาวิทยาลัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร. อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร มรณภาพด้วยอาการสงบ ในวันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ โรงพยาบาลวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ขอดวงวิญญาณสู่สุคติในสัมปรายภพเทอญ