กรมอุทยานฯ ผนึกกำลังร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) เสริมสร้างสวัสดิภาพและยกระดับการป้องกันการค้าสัตว์ป่า

กรมอุทยานฯ ผนึกกำลังร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย)  เสริมสร้างสวัสดิภาพและยกระดับการป้องกันการค้าสัตว์ป่า

กรมอุทยานฯ ผนึกกำลังร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) เสริมสร้างสวัสดิภาพและยกระดับการป้องกันการค้าสัตว์ป่า

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.27 น.

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการช่วยเหลือ ดูแล ฟื้นฟู และยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ป่าที่ตกเป็นเหยื่อจากการค้าสัตว์ผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมถึงเสริมความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายองค์กรสากลที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยุติการค้าสัตว์ป่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพสัตว์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคจากสัตว์สู่คน ด้วยการทำงานร่วมกับเครือข่ายในหลายประเทศ มูลนิธิฯ จึงมีประสบการณ์ในการติดตามรูปแบบปัญหาการค้าสัตว์ป่า ที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำองค์ความรู้และงานวิจัย มาสนับสนุนการคุ้มครองสัตว์ป่าของไทย ความร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในครั้งนี้
จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการช่วยเหลือ การคุ้มครอง และสวัสดิภาพสัตว์ป่าในประเทศไทยอย่างยั่งยืนพิธีลงนามจัดขึ้นระหว่าง นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนางสาวโรจนา สังข์ทอง ประธานกรรมการมูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) โดยมีผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า “กรมอุทยานฯ มีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการช่วยเหลือและสวัสดิภาพสัตว์ป่า ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับมูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในด้านการช่วยเหลือ ดูแล ฟื้นฟูสัตว์ป่า การป้องกัน การแก้ไขปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าและการครอบครองสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสัตว์ป่าระหว่างหน่วยงาน”

สาระสำคัญของความร่วมมือ ประกอบด้วย

  • สนับสนุนและประชาสัมพันธ์ “โครงการพ่อแม่อุปถัมภ์สัตว์ป่าในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสัตว์ป่า
  • พัฒนาศักยภาพบุคลากร ผ่านการอบรม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายนานาชาติ เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านสวัสดิภาพและการจัดการดูแลสัตว์ป่า
  • สนับสนุนข้อมูลวิชาการ การรณรงค์ เฝ้าระวัง และความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
  • จัดให้มีกลไกกำกับ ดูแล และประเมินผลความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวโรจนา สังข์ทอง ประธานกรรมการมูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองสัตว์ป่าของไทย ในช่วงเวลาที่การค้าสัตว์ป่าเป็นธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ทั่วโลก และยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อสัตว์ป่า สัตว์ป่ากำลังเผชิญกับการลักลอบค้า การแสวงหาประโยชน์ และการสูญเสียถิ่นอาศัย ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการช่วยเหลือ การคุ้มครอง และสวัสดิภาพสัตว์ป่าให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน”

 บันทึกข้อตกลงฉบับนี้เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของภาครัฐและภาคประชาสังคมในการยกระดับการคุ้มครองสัตว์ป่าของไทย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และร่วมกันหาแนวทางเพื่อปกป้อง คุ้มครองสัตว์ป่าจากการค้าอย่างผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และสังคมไทยในอนาคต

กทม. ร่วมกับ อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ชวนอัปสกิลสร้างอาชีพ ในงาน Bangkok Skill Space @CW Tower

กทม. ร่วมกับ อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ชวนอัปสกิลสร้างอาชีพ ในงาน Bangkok Skill Space @CW Tower

กทม. ร่วมกับ อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ชวนอัปสกิลสร้างอาชีพ ในงาน Bangkok Skill Space @CW Tower

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

กรุงเทพมหานคร และ อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ผู้นำอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนถนนรัชดาภิเษก ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างงานสร้างอาชีพ และจุดประกายแรงบันดาลใจ เปิดประตูให้กับผู้ที่กำลังมองหาเส้นทางใหม่ให้กับชีวิต ด้วยการร่วมกันจัดกิจกรรม Bangkok Skill Space @CW Tower สร้างงานสร้างอาชีพกับกรุงเทพมหานคร” ระหว่างวันที่ 5-7 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์

เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และต่อยอดสู่การสร้างอาชีพในอนาคตให้กับประชาชน เพราะทักษะคือรากฐานสำคัญของการสร้างอาชีพ และโอกาสคือกุญแจที่จะทำให้ศักยภาพของแต่ละคนถูกปลดล็อก ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ร่วมกับ สำนักพัฒนาสังคม ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตลาดพร้าว ศูนย์ฝึกอาชีพโกลด์มาร์เก็ต รวมถึงการจัดแสดงผลงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากร้านของดีเขตห้วยขวาง และร้านของดีเขตดินแดง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้ทักษะอาชีพ และสร้างแรงบันดาลใจในการต่อยอดสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดหลัก “DISCOVER – DEVELOP – DREAM” ซึ่งสะท้อนกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคคล ตั้งแต่การค้นหาความสนใจและทักษะใหม่ การพัฒนาฝีมือผ่านหลักสูตรฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคต

ภายในงานพบกับการออกหน่วยให้บริการ และจัดบูธแสดงผลงานจากศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครหลายแห่ง โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ

  • สำนักพัฒนาสังคม ศูนย์ฝึกอาชีพโกลด์มาร์เก็ต จัดแสดงการร้อยลูกปัดถักเชือกเมคราเม่ การแปรรูปสมุนไพร และกิจกรรมเวิร์กชอปพิเศษ “การพยากรณ์ด้วยไพ่ทาโร่ต์”
  • ศูนย์ฝึกอาชีพฯ เขตจตุจักร นำเสนอศิลปะประดิษฐ์ร่วมสมัย โหราศาสตร์ประยุกต์ พยากรณ์ไพ่ทาโรต์ งานบาติก มัดย้อม และพิมพ์นิเวศน์ พร้อมเวิร์กชอปหมุนเวียนให้ร่วมสนุก
  • ศูนย์ฝึกอาชีพฯ เขตลาดพร้าว พบกับผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา งานต่อผ้า การนวดไทยเพื่อสุขภาพ และการทำของชำร่วยต่าง ๆ เช่น ดอกไม้ดิน ร้อยลูกปัด เมคราเม่ รวมถึงกิจกรรมเวิร์กชอปที่หมุนเวียน
  • บูธของดีเขตห้วยขวางและดินแดง เลือกซื้อกระเป๋าผ้าและงานประดิษฐ์แฮนด์เมดจากร้าน Bam Bam P. Handicraft และชุดนอนผ้าฝ้าย OTOP 5 ดาว จากร้าน Sleep Beautiful

โดยในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.เกศี จันทราประภาวัฒน์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวกาญจนา ภูพิพัฒน์ผล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม นายประสาท โพธิ์ศรีมาตย์ ผู้อำนวยการเขตจตุจักร นายสมบัติ เครือกีรติธรรม ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง นางปาณิสรา เนตรธารธร ผู้อำนวยการเขตดินแดง นายสมบูรณ์ แสงแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตลาดพร้าว และผู้บริหารจากอาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ นายนักรบ กุลพนิชย์

ทั้งนี้ อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ และกรุงเทพมหานคร ขอเชิญชวนประชาชน และผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการสร้างรายได้เสริม หรือต้องการฝึกทักษะอาชีพใหม่ ๆ ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป แวะมาเยี่ยมชม ร่วมกิจกรรมเวิร์กชอป และเลือกซื้อสินค้าคุณภาพได้ที่งาน Bangkok Skill Space @CW Tower โดยงานจะมีตั้งแต่วันที่ 5-7 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 10.00-15.00 น. ณ ลานกิจกรรม ชั้น G อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ติดตามรายละเอียดและกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ทาง Facebook: CW Tower

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กว่าสองพันปีมาแล้ว   ในสมัยพุทธกาล ที่เมืองโกสัมพี  ประเทศอินเดีย  มีวัดใหญ่แห่งหนึ่งที่พระสงฆ์อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก   ในวัดนั้นมีพระสงฆ์สำคัญอยู่สององค์ คือ พระวินัยธร ผู้เชี่ยวชาญพระวินัยและ พระธรรมธร ผู้เชี่ยวชาญพระธรรม

วันหนึ่ง  พระวินัยธรกับพระธรรมธร  เกิดข้อโต้แย้ง ความเห็นไม่ตรงกัน เรื่องน้ำในส้วม   แทนที่ทั้งสองฝ่ายจะสนทนากันด้วยเมตตา  กลับยึดความเห็นของตนเป็นใหญ่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน   แล้วศิษย์ของพระทั้งสองก็รวมกลุ่มเข้าข้างครูของตน

จากความเห็นต่าง ในเรื่องเล็กน้อย กลายเป็นการโต้เถียง  แล้วลุกลามกลายเป็นความแตกแยกทะเลาะวิวาทถึงขั้น ไม่พูด ไม่มองหน้า และกล่าวโทษกันไปมา

เมื่อข่าวไปถึงพระพุทธเจ้า  พระองค์เสด็จมาห้ามปราม  โดยตรัสเตือนว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี, สมคฺคานํ ตโป สุโข.”   แปลว่า  “ความสามัคคีเป็นเหตุแห่งความเจริญ  ความแตกแยกเป็นเหตุแห่งความเสื่อม”

แต่พระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย กลับมัวแต่ยึดมั่นในความเห็นของตน  ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า   ไม่ยอมคืนดีกัน   เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า  ทรงเตือนแล้วก็ไม่เป็นผล  พระองค์จึงเสด็จออกจากเมืองโกสัมพี ไปประทับยังเมืองอื่น

เมื่อชาวบ้านทราบข่าว ต่างตกใจและเสียใจยิ่งนัก  พวกเขาพูดกันว่า  “เราจะไม่สนับสนุน พระที่ทะเลาะกันแตกความสามัคคี”  แล้วชาวบ้าน ก็หยุดตักบาตร ไม่ถวายอาหาร ไม่อุปถัมภ์  พระสงฆ์ในกรุงโกสัมพีจึงลำบาก    ไม่ได้รับการสนับสนุนและความเคารพนับถือเหมือนแต่ก่อน

ในที่สุดพระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายจึงได้สติ มองเห็นความผิดของตน   โดยรู้ว่า ความยึดมั่นในทิฐิ ทำลายทั้งตนเองและพระศาสนา  พระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมใจกันเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  ขอขมาด้วยใจสำนึกผิดอย่างแท้จริง

พระพุทธเจ้าทรงรับการขอขมาและทรงสอนว่า “วิสํวาทปฺปจฺจยา วินาสนฺติ” แปลว่า  “ การวิวาทขัดแย้งกันนำไปสู่ความพินาศ”

ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์ในเมืองโกสัมพี  ก็คืนดีกันและอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ  รู้จักฟัง รู้จักอภัยและรักษาความสามัคคี

การที่พระวินัยธรและพระธรรมธร ที่เคยทะเลาะกัน ตั้งใจฟังสอนของ พระพุทธเจ้า  แล้วนำคำสอนมาปรับปรุงตัวจนกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นการทำความดี ตามบุญกิริยาวัตถุ จากการฟังธรรมแล้วนำไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)

นิทานเรื่อง นี้สอนให้รู้ว่า:  “ หากไม่รีบระงับยับยั้งปัญหาเรื่องเล็กๆ  อาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตได้”

เรียบเรียงจากโกสัมพิยสูตร ในพระไตรปิฏก  เล่มที่ 12  พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 7 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 7 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 7 พฤษภาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • แนวหน้าวาไรตี้” ฉบับวันนี้ ขอเชิญชมภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ..ชื่นชมฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี กับพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” งานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล..
  • ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ เลขาธิการมูลนิธิโรคไตฯ เชิญชมรายการพิเศษ “น้ำใจ ช่วยไต” สมทบทุน มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย 23 พ.ค.14.35-16.30 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 โดย ดร.รัชนี เพิ่มพานิช ประธานอนุ กก.ฝ่ายจัดหาทุนและประธานจัดงาน ร่วมบริจาคได้ที่ มูลนิธิโรคไตฯ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาศิริราช เลขที่บัญชี 016-2-72555-4 โทร.02-4182568..
  • เผลอแป๊ปเดียว “หลานตะวัน” ของคุณปู่คุณย่า อดิศักดิ์- สิริพร ภาณุพงษ์ เจริญวัยได้ขวบครึ่ง เป็นขวัญใจพี่ป้าน้าอาทั้งหลายด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูและฉลาดซุกซนเหลือเกิน..
  • ดวงใจ ตั้งสง่า สอนหลานชายวัยซน “น้องเทมส์” ชู้ตลูกบาสเก็ตบอล จนลืมว่าอุปกรณ์ตัวเองคือรองเท้าแตะที่ใส่อยู่ไม่เหมาะกับการเล่นกีฬา จึงหกล้มสะโพกหัก แพทย์ให้ admit  3 สัปดาห์ เพื่อนๆ ไปเยี่ยมได้ที่ รพ.จุฬาฯ ตึกภูมิสิริ ชั้น 23A..ห่างจากหกล้มแขนหักครั้งที่แล้วเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาครบ 4 เดือนพอดี ..
  • หกล้มก่อนไปเยี่ยมหลาน “ไทร” ล่วงหน้า 1 วัน แต่ รศ.ทรรศนียา ศักดิ์ดี  ยังคงเดินทางไปสหรัฐอเมริกาตามกำหนดการเดิม แต่เมื่ออาการไม่ดีขึ้น จึงต้อง Admit ที่ รพ.นาน 1 เดือน โดยมีลูกสาว ทญ.โบว์ บินไปรับกลับบ้าน..  ตอนนี้เดินเตาะแตะได้แล้ว..
  • วัยนี้อายุและแข้งขาไม่ยอมสามัคคีกันแล้ว ชนิดา มหาดำรงค์กุล เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมเพื่อรับการผ่าตัดสะโพกที่ รพ.พญาไท 1 กลางเดือนหน้า..
  • ฉลองครบรอบแต่งงาน 57 ปี ดร.สุวิทย์-คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี  อบอุ่นท่ามกลางลูกหลานเหลนพร้อมหน้า.. ระดับความหวานยังเต็มร้อย..
  • เลิศชาย พงษ์โสภณ กำลังเห่อหลานชาย “ฮิวโก้” ลูกครึ่งรัสเซีย จะไปเข้าเตรียมอนุบาลโรงเรียนทอสี แต่งชุดอนุบาลรูปหล่ออวดพี่ป้าน้าอารอบหมู่บ้าน..
  • ใจหายในการจากไปด้วยประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนแล้วหนีของ ศ.มล.สุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ พิธีสงฆ์ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพจะมอบเงินทำบุญให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลนครพิงค์ ..
  • สวดพระอภิธรรม  พระอาจารย์สุรธัช ธชสุโร (พันเอกพิเศษ สุรธัช บุนนาค)  5-8 พ.ค.18.30 น.วัดศรีสุริยวงศาราม วรวิหาร จ.ราชบุรี ..พระราชทานเพลิงศพ 9 พ.ค.16.00 น..
  • ขอแสดงความเสียใจกับ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ในการจากไปสู่สวรรค์ของ กุณฑลา ภริยาสุดที่รักคู่สุขคู่ทุกข์คู่ยากไปเมื่อวันพุธที่ผ่าน กับลูกๆ ดร.ประทิต-ดร.วิรไท-ผศ.พญ.จีรันดา สันติประภพ พิธีรดน้ำศพ 7 พ.ค.16.30 น. อาคาร 150 ปี(อยู่ด้านหลังวัด)วัดมกุฎกษัติยาราม..และสวดพระอภิธรรมถึง 13 พ.ค.18.30 น..

น้อง

อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 2569-2570 ภายใต้แนวคิด “Wellness วิถีเมืองด้วยวิจัยและนวัตกรรม เพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน” โดย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานผลการดำเนินงานและแผนงาน 2569-2570 พร้อมด้วย คณะนักวิจัย ผู้บริหาร วช. เครือข่ายชุมชนวิถีเมือง เข้าร่วมในกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม และศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.

นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้กำหนด MHESI Action Plan 2026–2030 เป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน ควบคู่กับนโยบาย “Wellness Thailand” ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ครบวงจร โดยต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร สุขภาพ และสมุนไพร ผสานกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง พร้อมกันนี้ อว. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดย ศูนย์เกษตรวิถีเมืองของ วช. ถือเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินงานของศูนย์เกษตรวิถีเมืองในช่วงระหว่างปี 2565–2568 ว่าได้มีการวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากพื้นที่เมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งผลิตอาหารของชุมชนที่ให้ประชาชนในเขตเมืองสามารถเข้าถึงอาหารปลอดภัย สำหรับการ Kick off ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา ที่มุ่งเน้นการขยายผลนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ อาทิ AI และ Big Data มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารเมืองปลอดภัย ควบคู่กับการใช้โมเดล BCG ในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึง ในปี 2569-2570 ได้มีแผนการพัฒนาแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบทบาทของ“นักปลูก นักปั้น และนักปราชญ์” เพื่อสร้างระบบนิเวศของความมั่นคงทางอาหาร ที่บูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี ชุมชน และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ต่อมา เป็นพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่ “นักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 10 ท่าน พร้อมด้วย การมอบป้ายประกาศ “เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 4 เครือข่าย ได้แก่ บ้านมั่นคงฟ้าใหม่, ชุมชนบ้านสวนร่วมพัฒนา, ชุมชนร่วมใจพัฒนา และชุมชนท่าอิฐ

พร้อมกันนี้ คณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง” นำเสนอผลงานกันอย่างหลากหลาย อาทิ เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช. กลุ่มนักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช. ตลอดจนผลงานนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมกว่า 21 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การออกแบบระบบเกษตร การแปรรูปและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากนี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติร่วมเยี่ยมชม “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำเยี่ยมชมพื้นที่ ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมอบรมแนวทางการขับเคลื่อนเครือข่ายและการนวัตกรรมเกษตรวิถีเมือง โดยได้รับเกียรติจากคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหัวข้อการอบรม ดังนี้

–  “การสร้างและขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง: พลังชุมชนสู่ความมั่นคงทางอาหารและสังคม (ความต้องการและทิศทาง ในการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง)” โดย ผศ.ลือพงษ์ ลือนาม และ คณะผู้วิจัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

– “การยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรวิถีเมือง: จากของดีชุมชนสู่สินค้าอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่า” โดย  อาจารย์ณัฐกานต์ รองทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

– “การสร้างสรรค์ศักยภาพเครือข่าย: สู่ผู้ประกอบการและพัฒนาแหล่งเรียนรู้” โดย ผศ.ดร.กัลยา นาคลังกา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

–  “การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง: สร้างตัวตน สร้างตลาด สร้างความยั่งยืน” โดย ผศ.ดร.คฑาวุฒิ สังฆมาศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

ทั้งนี้ วช. มุ่งหวังว่า “เกษตรวิถีเมืองตาม BCG Model” จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองที่ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี สามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์

‘ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ’ ดันอาคาร C สู่ฮับอิเวนต์ครบวงจร รองรับงานใหญ่ระดับนานาชาติ

‘ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ’ ดันอาคาร C สู่ฮับอิเวนต์ครบวงจร รองรับงานใหญ่ระดับนานาชาติ

‘ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ’ ดันอาคาร C สู่ฮับอิเวนต์ครบวงจร รองรับงานใหญ่ระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) หรือ DAD Asset Development ยกระดับศักยภาพพื้นที่ “ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ” เปิดให้บริการพื้นที่อาคาร C รองรับการจัดกิจกรรมอิเวนต์ และการประชุมสัมมนาครบวงจร  

ดร.ธีธัช สุขสะอาด รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ DAD เปิดเผยว่า การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “พื้นที่กลาง” ที่รองรับการจัดกิจกรรมได้ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่น ใช้งานได้จริง และได้มาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างระดับประเทศและนานาชาติ  

จุดเด่นสำคัญของ ลาน Atrium ชั้น 2” คือพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 5,500 ตารางเมตร โดดเด่นด้วย

 โครงสร้างสถาปัตยกรรมรูปทรงโค้ง ใช้แสงธรรมชาติ ช่วยลดการสะท้อนเสียง พร้อมระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ (District Cooling System) ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการจัดงานอิเวนต์ นิทรรศการ งานศิลปะ ตลอดจนกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในรูปแบบต่าง ๆ  

ด้านการเข้าถึง ลาน Atrium จะเชื่อมต่อกับอาคาร B และอาคารพดด้วง ช่วยคนจำนวนมากสามารถเดินทางมาร่วมงานได้อย่างคล่องตัว สามารถปรับแบ่งขนาดพื้นที่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งที่ผ่านมา เคยรองรับการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ “ซีเกมส์ ครั้งที่ 33” ประเภทวูซู สะท้อนถึงศักยภาพในการรองรับ  อิเวนต์ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ห้องประชุมชั้น 7 อาคารพดด้วง ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 5,500 ตารางเมตร สามารถรองรับการจัดประชุม งานจัดเลี้ยง และงานประเภทอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐาน  

ทั้งนี้ พื้นที่อาคาร C ทำให้ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของสถานที่จัดงานในกรุงเทพฯ ที่รวมจุดแข็งด้านทำเล ฟังก์ชันการใช้งาน และมาตรฐานไว้ในแห่งเดียว ตอบโจทย์ผู้จัดงานที่ต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่และแตกต่าง

เปิดตัว ‘Caregiver Plus รุ่นที่ 1’ ปั้นนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล รองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ

เปิดตัว ‘Caregiver Plus รุ่นที่ 1’ ปั้นนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล รองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ

เปิดตัว ‘Caregiver Plus รุ่นที่ 1’ ปั้นนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล รองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ จัดพิธีปฐมนิเทศและเปิดตัวหลักสูตร “นักบริบาลสุขภาพอิสลามนานาชาติ Caregiver Plus รุ่นที่ 1” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารจรรโลงบุตร ซอยลาดพร้าว 92 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นทางการ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี เป็นประธานในพิธี กล่าวเปิดงานพร้อมให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเน้นย้ำว่า “การพัฒนาบุคลากรด้านการดูแลผู้สูงอายุ ต้องควบคู่ทั้งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม โดยมีหลักศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและวิชาชีพ”

ด้าน ผศ.ดร.ศิริลักษณ์ จิตต์ระเบียบ ผู้อำนวยการโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ กล่าวถึงภาพรวมของหลักสูตรว่า ถูกออกแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรด้านนักบริบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ดร.สราวุธ และซัน ผู้อำนวยการหลักสูตร Caregiver Plus พร้อมทีมผู้บริหาร ได้นำเสนอหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาทักษะการบริบาลควบคู่การดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) โดยบูรณาการหลักศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสมและมีจริยธรรม พร้อมเสริมการเรียนภาษาอาหรับเบื้องต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานในระดับนานาชาติ

ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่พิธีมอบชุดเครื่องแบบนักบริบาล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพอย่างภาคภูมิ พร้อมปิดท้ายด้วยการประกอบศาสนกิจเพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมทุกคน

ต่อยอดความสำเร็จ ทุนจุฬาราชมนตรี” สู่หลักสูตรนานาชาติ

ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โครงการ Caregiver Plus ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากการจัดสอบคัดเลือก “ทุนจุฬาราชมนตรี” เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยมีผู้สมัครจากทั่วประเทศกว่า 83 คน และผ่านเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ 73 คน สะท้อนถึงความต้องการพัฒนาทักษะด้านการบริบาลในสังคมไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด เปิดเผยว่า หลักสูตรนี้มุ่งยกระดับนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล ภายใต้แนวคิด “วิชาชีพ – คุณธรรม – ศาสนา” อย่างสมดุล โดยชี้ว่า “หัวใจของการบริบาล คือการให้เกียรติและรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”

ด้านเลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้กล่าวเสริมว่า “การบริบาลไม่ใช่ภาระ แต่คือหน้าที่” พร้อมปลูกฝังแนวคิด “กตัญญูนำทาง วิชาชีพตามมา” ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคน

หลักสูตรเข้มข้น 420 ชั่วโมง เปิดโอกาสสู่ตลาดแรงงานนานาชาติ

หลักสูตร Caregiver Plus ใช้ระยะเวลาเรียนรวม 420 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 200 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 220 ชั่วโมง ครอบคลุมทักษะการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร พร้อมเสริมความรู้ตามหลักหลักศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม และความรู้ด้านภาษาอาหรับ เพื่อรองรับโอกาสการทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตร 3 ด้าน ได้แก่ ประกาศนียบัตรวิชาชีพนักบริบาลสุขภาพ , ประกาศนียบัตรภาษาอาหรับพื้นฐาน , ประกาศนียบัตรการดูแลตามหลักศาสนาอิสลาม

ผนึกกำลังพันธมิตร ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพฮาลาล

โครงการ Caregiver Plus เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด และสำนักจุฬาราชมนตรี โดยมีการสนับสนุนงบประมาณกว่า 3.2 ล้านบาท เพื่อมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน 80 ทุน พร้อมเครือข่ายความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สมาคมแพทย์มุสลิม ศูนย์ภาษาอาหรับกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก และบริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน)

ก้าวสำคัญของวงการบริบาลไทย

การเปิดตัว “Caregiver Plus รุ่นที่ 1” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพของไทย ไม่เพียงสร้างโอกาสทางอาชีพ แต่ยังสะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ คุณธรรม และศาสนา เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่เวทีสากล

ท่ามกลางการเติบโตของสังคมผู้สูงอายุ โครงการนี้จึงถูกมองว่าเป็น “ต้นแบบ” ของการพัฒนานักบริบาลคุณภาพ ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

‘อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ’ รองผู้ว่าททท. ด้านตลาดในประเทศ เผยแนวคิด ‘ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้’ ผ่านโครงการ Little Champions on Move – Move • Play • Explore

‘อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ’  รองผู้ว่าททท. ด้านตลาดในประเทศ เผยแนวคิด ‘ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้’ ผ่านโครงการ Little Champions on Move – Move • Play • Explore

‘อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ’ รองผู้ว่าททท. ด้านตลาดในประเทศ เผยแนวคิด ‘ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้’ ผ่านโครงการ Little Champions on Move – Move • Play • Explore

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ภายใต้แนวคิด Thailand Tourism Next โดยให้ความสำคัญกับ “Value Over Volume” มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและคุณค่า มากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว

หนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือ Little Champions on Move โครงการท่องเที่ยวเชิงครอบครัวและเยาวชน ที่ผสานการเคลื่อนไหวเข้ากับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ภายใต้แนวคิด MOVE • PLAY • EXPLORE “การท่องเที่ยว” ในฐานะพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวว่า“เด็กในปัจจุบันไม่ได้เรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้งและการเคลื่อนไหว เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาทั้งร่างกายและทักษะชีวิต”

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ

โครงการ Little Champions on Move จึงถูกออกแบบให้เด็กและครอบครัวได้มีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรมที่เน้นการลงมือทำ การเล่น และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง เชื่อมโยง “กีฬา วัฒนธรรม และสุขภาพ”กิจกรรมภายในโครงการครอบคลุม 3 แกนหลัก ได้แก่ Sport Traveling ส่งเสริมการเคลื่อนไหวและสุขภาพ  Thai Culture Heritage Game ถ่ายทอดวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ Food & Health สร้างความเข้าใจด้านอาหารและวิถีชีวิต

แนวทางดังกล่าวช่วยให้การท่องเที่ยวเป็นประสบการณ์แบบองค์รวม หรือ Holistic Travel ที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม“เมื่อเด็กได้ลงมือทำ ได้สัมผัสวัฒนธรรม และได้เรียนรู้ร่วมกับครอบครัว การเดินทางจะมีความหมายมากขึ้น” มุ่งสู่การท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว ททท. คาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างความเข้าใจในคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น “เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ และสิ่งที่นักท่องเที่ยวได้รับกลับไปมากกว่าการวัดผลจากจำนวนเพียงอย่างเดียว” เติบโตไปด้วยกัน ผ่านการเดินทาง

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวทิ้งท้ายว่า “อยากให้มองการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็นโอกาสในการเติบโตไปด้วยกันของทั้งเด็กและครอบครัวเพราะทุกกิจกรรมที่เด็กได้ลองทำ คือบทเรียนชีวิตที่มีคุณค่า”

แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’  ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการกีฬาไทยแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ผลงานการแข่งขัน ตลอดจนความสำเร็จของนักกีฬาไทยในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของตัวนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึง “เบื้องหลังความสำเร็จ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์การกีฬาของประเทศ ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ

การเติบโตอย่างเป็นระบบของวงการกีฬาไทย จึงไม่ได้อยู่แค่เพียงในสนามแข่งขัน หากแต่ครอบคลุมถึงองค์ความรู้และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬา การฟื้นฟูสมรรถภาพ การแพทย์เฉพาะทาง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยผลักดันศักยภาพของนักกีฬาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น

นอกจากความก้าวหน้าดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยกำลังเตรียมก้าวขึ้นเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์การกีฬาระดับเอเชีย ในงาน The Combined Meeting of AFSM SMAT TOSSM 2026 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการแพทย์และการกีฬาของไทย ในการแสดงศักยภาพสู่เวทีนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ จักรไพวงศ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีความพิเศษเนื่องจากการผนึกกำลังของ 3 องค์กรหลัก ทั้งระดับเอเชียและระดับประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการดูแลนักกีฬาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูและเพิ่มสมรรถนะ

“ครั้งนี้เป็นงานประชุมที่ใหญ่กว่าปกติ เพราะเป็นการรวม 3 องค์กรเข้าด้วยกัน ทั้งระดับเอเชียและของประเทศไทย ซึ่งแต่ละองค์กรมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ทำงานเชื่อมโยงกัน”

หนึ่งในองค์กรสำคัญคือสหพันธ์เวชศาสตร์การกีฬาแห่งเอเชีย หรือ Asian Federation of Sports Medicine (AFSM) ซึ่งเป็นเครือข่ายแพทย์ผู้ดูแลนักกีฬาระดับชาติในภูมิภาคเอเชีย ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขณะที่ในประเทศไทย สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย (SMAT) และอนุสาขาเวชศาสตร์การกีฬา ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย (TOSSM) ก็ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในกระบวนการดูแลนักกีฬา

“หมอเวชศาสตร์การกีฬาจะอยู่ใกล้ชิดนักกีฬามากที่สุด ตั้งแต่ช่วงก่อนแข่งขัน พอมีการบาดเจ็บก็ส่งต่อไปยังหมอกระดูก และเมื่อรักษาเสร็จก็กลับมาฟื้นฟู เพื่อให้กลับไปแข่งขันได้อีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเวชศาสตร์การกีฬาได้พัฒนาไปไกลกว่าการรักษาอาการบาดเจ็บ โดยมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของนักกีฬาอย่างเป็นระบบ ผ่านองค์ความรู้ด้านการฝึกซ้อม โภชนาการ จิตวิทยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์

“เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้หาย แต่เราต้องการให้นักกีฬากลับไปเล่นได้เหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากการฝึกและฟื้นฟูที่ถูกต้อง”

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ ชี้ว่าไฮไลท์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ นอกจากการบรรยายวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปสาธิตการผ่าตัด ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคนิคการรักษาจริงจากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการจัดประชุมแบบหลายห้อง (parallel sessions) ที่ครอบคลุมหัวข้อหลากหลาย ตั้งแต่การป้องกันการบาดเจ็บ การฟื้นฟู ไปจนถึงการเพิ่มสมรรถนะทางกีฬา รวมถึงนิทรรศการเทคโนโลยีทางการแพทย์จากภาคอุตสาหกรรมที่นำเสนอความก้าวหน้าล่าสุด

ขณะเดียวกัน องค์ความรู้จากเวทีดังกล่าวยังสามารถต่อยอดสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในยุคที่การดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการเล่นกีฬาในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักกีฬาอาชีพอีกต่อไป ภายใต้สถานการณ์ของประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

“องค์ความรู้พวกนี้ไม่ได้ใช้แค่กับนักกีฬา แต่นำมาประยุกต์ใช้กับคนทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ออกกำลังกาย หรือสังคมผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพ ซึ่งการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง การป้องกันการบาดเจ็บ หรือการฟื้นฟูร่างกาย ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้โดยตรง”

เลขาธิการ SMAT ย้ำว่าการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการผ่านกระบวนการเสนอและแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อศักยภาพของไทย และการเป็นเจ้าภาพนี้ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่บทบาทผู้นำในองค์กรระดับเอเชียในอนาคต และอาจต่อยอดไปถึงเวทีระดับโลก

“เราไป bid แข่งกับประเทศใหญ่อย่างอินเดีย และได้รับเลือก แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของไทยได้รับการยอมรับ ทั้งด้านบุคลากรและความพร้อม ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ”

นอกจากมิติทางวิชาการแล้ว การจัดประชุมตลอด 3 วันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 700–800 คน จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมกับส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางด้านสุขภาพและเวชศาสตร์การกีฬา” ได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประชุม ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือบุคลากรสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้สามารถลงทะเบียนแบบปกติ (Standard Registration) ได้จนถึงวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ซึ่งจะได้รับค่าลงทะเบียนที่ต่ำกว่าแต่หากพ้นช่วงเวลาไปแล้วก็จะสามารถลงทะเบียนได้หน้างานในช่วงวันจัดประชุม โดยสามาถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://afsm2026.com

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ ยังทิ้งท้ายถึงก้าวต่อไปของวงการกีฬาไทยว่า แม้ในภาพรวมจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้มากขึ้น แต่ยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะปัญหาการบาดเจ็บที่ส่งผลต่อเส้นทางของนักกีฬาในระยะยาว

“เรายังมีนักกีฬาหลายคนที่ต้องเลิกเล่นก่อนเวลาเพราะบาดเจ็บ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนา และหวังว่าจะยกระดับได้มากขึ้นในอนาคต”

ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีวิชาการ หากแต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับระบบเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อการพัฒนานักกีฬาไทยในระยะยาว สู่การมีบทบาทในระดับภูมิภาคและต่อยอดสู่เวทีโลกในอนาคต

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy  ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ภายใต้บริษัท นายเลิศ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผ่านการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และทักษะวิชาชีพ ระดับสากล สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของไทยสู่เวทีโลก

(ซ้าย)  ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม, ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล, ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร,พิไลพรรณ สมบัติศิริ, สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร, พิสิฐ หงษาครประเสริฐ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผสานจุดแข็งของทั้งสองสถาบัน โดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้นำด้านวิชาการ และ Nai Lert Butler Academy ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านการพัฒนาบุคลากร บริการระดับลักชัวรี เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการศึกษาและ การพัฒนาทักษะวิชาชีพ ในยุคอนาคต ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตร (Joint Certificate Program) การจัดอบรมผู้บริหาร (Executive Program) การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและผู้เชี่ยวชาญในระดับ นานาชาติ  ตลอดจนการขับเคลื่อนงานวิจัยและเวทีเสวนานโยบาย (Research & Policy Dialogue) เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและประเทศในกลุ่ม The Gulf Cooperation Council (GCC) ซึ่งเป็นตลาด ศักยภาพสูงในระดับโลก

ภายในพิธีลงนามได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา, รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และกรรมการประจำสถาบันอาณาบริเวณศึกษา, รองศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ กรรมการประจำสถาบันอาณาบริเวณศึกษา และ นายชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงผู้แทนจาก Nai Lert Butler Academy ได้แก่ นางสาวณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานบริหาร บริษัท นายเลิศ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด, นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานกรรมการ บริษัท นายเลิศพัฒนา จำกัด, นางสัณหพิศ โพธิรัตนังกูร ประธานกรรมการ บริษัท นายเลิศ จำกัด และนายพิสิฐ หงษาครประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบัน Nai Lert Butler Academy

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงทางวิชาการ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ผสานองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริง เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยให้สามารถแข่งขันและสร้างคุณค่าในระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน Nai Lert Butler Academy กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะนำมาตรฐานการบริการระดับโลกมาผสานกับความเข้มแข็งทางวิชาการ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมทั้งทักษะ วิสัยทัศน์ และความสามารถในการก้าวสู่เวทีนานาชาติ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านวิชาการ ขณะที่ Nai Lert Butler Academy เป็นผู้นำด้านวิชาชีพในสาขาการบริการและการโรงแรม (Hospitality) สะท้อนความเชื่อร่วมกันว่า ‘คน’ คือหัวใจของการพัฒนา เราให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขให้กับบุคลากรในองค์กร และการพัฒนา ‘Humanware’ หรือทรัพยากรบุคคลอย่างจริงจัง เราเชื่อมั่นว่าศักยภาพของบุคลากรไทยด้านการบริการนั้นยังเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล และสามารถที่จะยกระดับ พัฒนา ต่อยอดบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งสะท้อนแนวคิดของ Nai Lert ในการสร้างสมดุลระหว่าง ‘คน’ และ ‘ธรรมชาติ’ ผ่านการรักษาพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองให้คงอยู่คู่สังคมไทย ซึ่งเป็นการตอกย้ำปณิธานของ Nai Lert ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งการกิน อยู่ และการพักผ่อน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการส่งเสริม ‘การเรียนรู้’ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

 อีกทั้ง ความร่วมมือระยะเวลา 3 ปีนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาโครงการและกิจกรรม ทางวิชาการที่ หลากหลาย พร้อมทั้งสร้างเครือข่าย ความร่วมมือในระดับนานาชาติ ซึ่งไม่เพียงยกระดับการศึกษาไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในมิติของการศึกษา การบริการ และการทูตเชิง วัฒนธรรม

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ Nai Lert Butler Academy ในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการลงนาม ในเอกสาร แต่คือการวางรากฐานของอนาคต ที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้และ ความเป็นเลิศด้านการบริการในระดับโลกอย่างแท้จริง