ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

ยศชนัน ชี้เอลนีโญทำอากาศแปรปรวน 43 จังหวัดเสี่ยงเจอทั้งท่วม-แล้งซ้ำซ้อน อัปเกรดคลังข้อมูลน้ำสู่ นวัตกรรมชุมชน ใช้เครือข่าย 12 มหาวิทยาลัย ปูพรมแก้ท่วม-แล้งครบ 76 จังหวัด

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต. ประจำ อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และนายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สสน. และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. ให้การต้อนรับ เพื่อหารือแนวทางรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศจากสภาวะเอลนีโญ

คณะผู้บริหาร สสน. รายงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในช่วง  6 เดือนข้างหน้า (พ.ค.–ต.ค. 69) และนำชมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีสำรวจภูมิประเทศ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ เทคโนโลยีโทรมาตรอัตโนมัติ สำหรับตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศและระดับน้ำ ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อรองรับคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ  

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม thaiwater.net ซึ่งพัฒนาโดย สสน. พบว่า ข้อมูลคาดการณ์ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า (พ.ค.–ต.ค. 69) สถานการณ์น้ำมีความท้าทายอย่างมาก โดยมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 64 จังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เสี่ยงภัยแล้ง 58 จังหวัด โดยเฉพาะช่วงต้นและปลายฤดูฝน ที่น่ากังวลสูงสุดคือ มีถึง 43 จังหวัด ที่ต้องเผชิญความเสี่ยง “ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง” ในพื้นที่เดียว สะท้อนให้เห็นถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วในปีนี้ สถานการณ์ปีนี้จึงต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจาก “เอลนีโญ” ไม่ได้หมายถึงฝนน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เกิดฝนตกหนักแบบกระจุกตัวในบางพื้นที่ ขณะที่อีกหลายพื้นที่กลับเผชิญฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญ “2 วิกฤตพร้อมกัน” คือ น้ำท่วมและภัยแล้งในช่วงเวลาเดียวกัน

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวถึง ภารกิจหลักในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ว่า มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมของ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” ที่มีฐานข้อมูลรองรับครบถ้วนแล้วทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ, การวิเคราะห์สถานการณ์ “เอลนีโญ” หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่หลายฝ่ายกังวล และการขยายผล “ศูนย์บริหารจัดการสารสนเทศน้ำระดับจังหวัด” เพื่อให้ข้อมูลส่งถึงมือประชาชนในพื้นที่ได้จริง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า สิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการในวันนี้ คือ การสื่อสารหรือการกระจายข้อมูลจากส่วนกลางลงสู่ระดับพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานระดับปฏิบัติการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเกษตรกร สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time) และนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผน ลดรายจ่าย และเตรียมรับมือภัยพิบัติได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ 

ปัจจุบันเราได้ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง 12 แห่ง และ 12 พื้นที่นวัตกรรม เพื่อสร้างทั้ง ‘คน’ และ ‘ระบบ’ ในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ตั้งแต่การมองภาพจาก ‘ชั้นบรรยากาศสู่ขุนเขา และลงสู่ชุมชน’ เพื่อให้การแก้ปัญหาเรื่อง ดิน น้ำ ป่า เป็นเนื้อเดียวกันและยั่งยืนอย่างแท้จริง พร้อมบูรณาการข้ามหน่วยงาน โดยประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อวางแผนการขุดลอกแหล่งน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติล่วงหน้า เพื่อความแม่นยำในการตัดสินใจและลดความสูญเสียของพี่น้องประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับภาคเอกชน เพื่อวางแผนรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งในมิติของการขาดแคลนน้ำและอุทกภัย

“ในวิกฤตความแปรปรวนนี้ แม้ปริมาณฝนเฉลี่ยอาจจะน้อยกว่าปกติ แต่ไม่ได้แปลว่าจะแล้งจัดจนไม่มีน้ำ นี่คือโอกาสสำคัญที่เราต้องเร่งสื่อสารให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เตรียมเก็บน้ำในช่วงที่มีฝน ให้ได้มากที่สุด จึงขอเชิญชวนประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดตามสถานการณ์น้ำ คาดการณ์ฝน และประเมินความเสี่ยงแบบ Real-time ทั้งทางเว็บไซต์ http://www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน ThaiWater บนมือถือ ตลอด 24 ชั่วโมง” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

สาทิตย์ เผยคุย ปชน. ร่วมยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอตอบกลับ 1-2 วัน

สาทิตย์ เผยคุย ปชน. ร่วมยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอตอบกลับ 1-2 วัน

สาทิตย์ เผยคุย ปชน. ร่วมยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอตอบกลับ 1-2 วัน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ประสานและหารือเบื้องต้นกับตัวแทนของพรรคประชาชน (ปชน.) ต่อการร่วมเข้าชื่อเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนนูญ ให้วินิจฉัยกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา อนุมัติพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ ตัวแทนของพรรคประชาชน แจ้งว่า จะขอนำไปหารือภายในพรรรค และจะให้คำตอบภายใน 1 – 2 วันนี้

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขณะที่คำร้องที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการลงชื่อให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด อย่างไรก็ดี การยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้นควรทำให้ได้ก่อนที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะเข้าที่ประชุมรัฐสภาในสัปดาห์หน้า

กระทรวงเกษตรฯ จัดการซ้อมใหญ่ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2569

กระทรวงเกษตรฯ จัดการซ้อมใหญ่ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2569

กระทรวงเกษตรฯ จัดการซ้อมใหญ่ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.42 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดการซ้อมใหญ่ (ครั้งที่ 2) งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569 มีความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีฯ ซึ่งจะมีขึ้นในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดการซ้อมใหญ่ (ครั้งที่ 2) งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวพรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ 
กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักพระราชวัง กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น เข้าร่วม ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ทั้งในด้านสถานที่การจัดงาน แนวทางการปฏิบัติในการเข้าร่วมงานพระราชพิธีฯ การรักษาความปลอดภัย การจราจร ตลอดจนการอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ 

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนและเกษตรกรที่สนใจ สามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการ
เฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

อธิบดีปศุสัตว์ ยืนยัน! ทำงานตามมาตรฐานสากล ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

อธิบดีปศุสัตว์ ยืนยัน! ทำงานตามมาตรฐานสากล ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

อธิบดีปศุสัตว์ ยืนยัน! ทำงานตามมาตรฐานสากล ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.31 น.

6 พฤษภาคม 2569 นายสัตวแพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่มีกลุ่มแกนนำภาคประชาชน ยื่นหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบ และพิจารณาถอดถอนอธิบดีกรมปศุสัตว์ โดยอ้างเหตุผลด้านการจัดการนำเข้าและส่งออกในอุตสาหกรรมไก่

โดย อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอ มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งข้อเท็จ ในช่วงที่ผ่านมา ไทยสามารถส่งออกไก่ได้กว่า 50 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 แสน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยมีมาตรฐานการผลิตที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ส่วนกรณีปัญหาการส่งออกไปยังประเทศจีนนั้น เกิดจากข้อบกพร่องที่ทางศุลกากรจีน หรือ GACC ตรวจพบในบางโรงงาน ซึ่งกรมปศุสัตว์ ได้สั่งระงับการส่งออกชั่วคราวเพื่อปรับปรุงให้เป็นไปตามเกณฑ์ ในระหว่างที่มีการระงับการนำเข้าและส่งออกระหว่างกันไทยและจีน ได้มีการพูดคุยกันในหลายเวที และยังคงประสานความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน ล่าสุดฝ่ายจีนก็ได้มีการประชุมกับ ฝ่ายไทยเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่างพิธีสารการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกร่วมกันแล้ว ในระหว่างนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดกรอบระยะเวลา การทำการค้าระหว่างกัน

ทั้งนี้ การทำงานที่ผ่านมาเป็นไปอย่างมืออาชีพ และมีการประสานงานผ่านสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้เชื่อมั่นว่ากรมปศุสัตว์ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง

ดีเดย์ 7 พฤษภา ‘วันกรีฑาเด็กโลก’ เปิดตัว Thai Domestic Power ‘Kid’s Athletics’ ปั้นเยาวชนไทย 77 จังหวัด สู่ระดับโลก

ดีเดย์ 7 พฤษภา 'วันกรีฑาเด็กโลก' เปิดตัว Thai Domestic Power 'Kid’s Athletics' ปั้นเยาวชนไทย 77 จังหวัด สู่ระดับโลก

ดีเดย์ 7 พฤษภา ‘วันกรีฑาเด็กโลก’ เปิดตัว Thai Domestic Power ‘Kid’s Athletics’ ปั้นเยาวชนไทย 77 จังหวัด สู่ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

ร่วมเฉลิมฉลอง “วันกีฬากรีฑาเด็กโลก” 7 พฤษภาคม ยกระดับกรีฑาไทยผ่าน 7 ฐานทักษะมาตรฐานโลก สู่เด็กไทย 77 จังหวัด ปั้นฝันเยาวชน 8-12 ปี ชิงถ้วยพระราชทานฯ ตามรอย “บิว ภูริพล” สู่ความเป็นเลิศระดับสากล

7 พฤษภาคม 2569 ณ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา นายกสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ  มิสเตอร์ เอ ชูกู้ มารัล เลขาธิการสมาคมสหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชีย พล.ต.ท. รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในฐานะอุปนายกอาวุโส สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ คุณจารินี ทองโท ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้านครหลวง คุณจิตราภรณ์ ผดุงผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด พร้อมด้วย บิว ภูริพล บุญสอน นักกีฬากรีฑาทีมชาติไทย แจ๊ส ชวนชื่น แจง ปุณณาสา พรหมยศ แตงไทย เหมือนฟ้า พรหมยศ นักร้อง นักแสดงชื่อดัง และเหล่านักกีฬากรีฑาทีมชาติไทย ร่วมงานแถลงข่าวโครงการส่งเสริมกีฬาที่มีศักยภาพอย่างเต็มระบบครบวงจร ชนิดกีฬากรีฑา Thai Domestic Power “Kid’s Athletics” เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศมีโอกาสเข้าถึงกีฬากรีฑาพื้นฐานอย่างถูกต้องเหมาะสมกับวัย 8–12 ปี ตามมาตรฐานของกรีฑาโลก (World Athletics)

พล.ต.อ. จักรทิพย์ กล่าวว่า สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผ่านกองทุนการพัฒนากีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย กรีฑาโลก สมาคมสหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชีย การไฟฟ้านครหลวง บริษัท ไฮคิว ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือโรซ่า ที่จะบูรณาการความร่วมมือกับสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ผ่านกีฬาภูมิภาคทั้ง 5 ภาค เพื่อขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

7 พฤษภาคมของทุกปี ถือเป็น “วันกีฬากรีฑาสำหรับเด็ก” โดยกรีฑาโลก เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทั่วโลกได้ร่วมกิจกรรมกีฬา ภายใต้แนวคิด เด็กทุกคนเกิดมาเพื่อเคลื่อนไหว เล่น เรียนรู้ สำรวจ ผ่านการแข่งขันทักษะกรีฑาขั้นพื้นฐาน ในหลักสูตร Kid’s Athletics ที่เน้นการแข่งขันทักษะพื้นฐานการวิ่ง กระโดด ทุ่มและขว้าง เพื่อพัฒนาเด็กอายุ 8–12 ปี อย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเล่นกีฬา

พล.ต.ท. รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่สมาคมกีฬากรีฑาฯ ร่วมมือกับกรีฑาโลก ที่ต่อยอดจากโครงการต้นกล้ากีฬาแกร่ง ที่สมาคมได้ร่วมกับโรซ่าดำเนินการมาหลายปีก่อนหน้า ในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทย หันมาออกกำลังกาย พัฒนาทักษะ ทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านหลักสูตร Kid’s Athletics โดยเป็นกีฬานำร่องในการแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครั้งที่ 12 “ช้างศึกน้อยเกมส์” ซึ่งมีนักเรียนจาก รร. ตชด. 222 แห่ง มาร่วมการแข่งขัน เพื่อเสริมสร้างโอกาส ต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาในอนาคต

อีกทั้งยังสนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการส่งเสริมเยาวชนและประชาชนให้มีนิสัยรักการออกกำลังกาย เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง มีวินัย ความสามัคคี ใช้กีฬาพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาคนสู่สังคมที่น่าอยู่ ห่างไกลยาเสพติด ตลอดจนมีโอกาสพัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาสู่ความเป็นเลิศ

ด้านนายทนุเกียรติ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่โครงการ Thai Domestic Power จับมือกับสมาคมกีฬากรีฑาฯ พิเศษไปกว่านั้นยังได้ร่วมมือกับองค์กรกีฬานานาชาติอย่างกรีฑาโลก ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาเยาวชนไทยสู่ระดับสากล ผ่านระบบครบวงจร ต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดยตั้งเป้าเฟ้นหานักกีฬากรีฑาให้ได้อย่าง “บิว ภูริพล” มาประดับวงการกีฬากรีฑาไทย และจะก่อให้เกิดตลาดนัดนักกีฬา ที่จะมีเยาวชน 77 จังหวัดทั่วประเทศมาเข้าร่วม ควบคู่กันนี้ ยังให้ความสําคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ฝึกสอนบุคลากรกีฬา เพื่อยกระดับมาตรฐานการฝึกซ้อมและการแข่งขันของไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ

หลักสูตร Kids’ Athletics เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน เหมาะสมกับวัย ปลูกฝังการความสามัคคีและน้ำใจนักกีฬา ประกอบด้วย 7 ฐาน ได้แก่ ฐาน 1 Formula One ม้วน กลิ้ง วิ่ง คลาน พื้นฐานการเคลื่อนไหวร่างกายของทุกกีฬา ฐานที่ 2 Cross Hop ฝึกการทรงตัวและเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวภายใน 15 วินาที ฐานที่ 3 Precision Throw ฝึกสมองในการควบคุมร่างกาย เพื่อขว้างวัตถุให้ตรงจุด ฐานที่ 4 Relay Ladder & Hurdle ฝึกฟุตเวิร์คเปลี่ยนจังหวะการเคลื่อนไหวและปรับจังหวะเท้า ฐานที่ 5 Triple Bounde ก้าวกระโดดเพื่อฝึกความแข็งแรงของขาช่วงล่างและการออกตัว ฐานที่ 6 Overhead Backward Throw ขว้างวัตถุไปด้านหลัง เพื่อฝึกความแข็งแรงของร่างกายเรียนรู้การถ่ายโยงแรงจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปมัดเล็ก และฐานที่ 7 Long Run วิ่ง 8 นาทีเพื่อฝึกระบบหายใจ การไหลเวียนของลมหายใจและปอด  

ทั้งนี้ในรอบชิงชนะเลิศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระบรมราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์ “โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” มาประดิษฐานบนถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และประกาศนียบัตร เพื่อเป็นสิริมงคล และเกียรติยศสูงสุด แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้  โรงเรียนทั่วประเทศที่สนใจ สามารถสมัครแข่งขัน ได้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 โดยติดตามรายละเอียดการแข่งขันได้ทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/TDPKidsAthletics หรือทาง Line Offcial @tdpkidsathletics

ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เดินหน้าสานต่อความสำเร็จของรายการน้ำดีที่อยู่คู่คนไทย เตรียมส่งรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ซีซั่นใหม่ลงจอ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าตัวพระเอกหนุ่มหน้าคม ” เต้ย – พงศกร เมตตาริกานนท์ ” รับหน้าที่พิธีกรแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก เตรียมพาแฟนๆ แบกเป้ตะลุยเที่ยวเมืองไทยในรูปแบบ Vlog ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

สำหรับรายการ ” หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร”  ในซีซั่นล่าสุดนี้  ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัย  และเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น  โดยนำเสนอเรื่องราวผ่านรูปแบบ Vlog  ท่องเที่ยว(Travel Vlog) สุดชิล ที่หนุ่มเต้ยจะอาสาพาคุณผู้ชมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย

นอกจากจะได้ท่องเที่ยวอย่างเต็มอิ่มแล้ว ธ.ก.ส. ยังมีผลิตภัณฑ์ดีๆ มาแนะนำเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชนผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่รับรองว่าเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และผ่านการคัดเลือกอย่างดีจาก ธ.ก.ส. ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคประเดิมความสนุกเทปแรก ลุยเมืองปราสาทหิน “บุรีรัมย์” จ.บุรีรัมย์ หนุ่มเต้ยพาแบกเป้ไปลุยสัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตชุมชนและลงมือทำกิจกรรมสนุกๆ สไตล์เกษตรกร แต่งานนี้ไม่ได้ไปคนเดียว ยังควงแขกรับเชิญสายฮา  “ปอ อรรณพ” มาร่วมสร้างสีสันเรียกเสียงหัวเราะตลอดทริป โดยเคมีของทั้งคู่ทำให้การท่องเที่ยววิถีเกษตรครั้งนี้สนุกสนาน มันส์ ฮา เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มอิ่มกับผลิตภัณฑ์เด็ดของบุรีรัมย์ “โจ๊กภูเขาไฟ” หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มีที่นี่..ที่เดียว

“หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ทริปนี้ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสนุกสนานของการเดินทาง และความงดงามของวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและอยากเห็นบทบาทใหม่ของหนุ่ม  เต้ย พงศกร ห้ามพลาด!  เตรียมเก็บกระเป๋าและออกเดินทางไปพร้อมกันในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” พบกันอีพีแรกวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.20 – 20.45 น. ทางช่อง  9  MCOT HD

กรุงเทพฯ เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพเวทีจัดหาแหล่งผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของเอเชีย

กรุงเทพฯ เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพเวทีจัดหาแหล่งผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของเอเชีย

กรุงเทพฯ เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพเวทีจัดหาแหล่งผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

นาย เอส. เอส. ซาร์วาร์   Group CEO, CEMS-Global USA & Asia-Pacific ผู้จัดงาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel)และ งาน Global Sourcing Summit 2026  กล่าวว่า ในช่วงเวลาสำคัญของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มโลก งาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel) เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–5 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม    อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางของยุคใหม่แห่งการจัดหาแหล่งผลิตระดับโลก

งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง CEMS-Global USA และ ASEAN Federation of Textile Industries (AFTEX) ซึ่งกลับมาในปีนี้ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น การมีส่วนร่วมจากนานาชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยรวบรวมประเทศผู้ผลิตชั้นนำของเอเชียไว้ภายใต้หลังคาเดียว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการจัดหาในระดับโลก

งานในปีนี้ได้รับการยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความร่วมมือระดับโลกและภูมิภาค ได้แก่:

• AFTEX ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน (Co-Organizer)

• International Apparel Federation (IAF) – เนเธอร์แลนด์ ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

• China Chamber of Commerce for Import & Export of Textiles (CCCT) ในฐานะพันธมิตร

• หน่วยงานจากประเทศไทย ได้แก่ National Federation of Thai Textile Industries (NFTTI) และ Thailand Textile Institute (THTI) ในฐานะองค์กรสนับสนุน โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงวิสัยทัศน์ความพร้อม ได้แก่:

นายจำนงค์ นวสมิตวงศ์ ตัวแทนสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งอาเซียน (AFTEX) ประจำประเทศไทย   กล่าวว่า งาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “World Sourcing Hub” หรือศูนย์กลางการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มระดับโลก โดยงานนี้ไม่ใช่เพียงเวทีของอาเซียน แต่เป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยายเครือข่ายการค้าและเชื่อมต่อกับพันธมิตรทั่วโลก ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ International Apparel Federation (IAF) องค์กรระดับโลกด้านอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงานในประเทศไทย สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการจัดหาและการผลิตสิ่งทอแห่งอนาคต พร้อมเปิดเวที Business Matching เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ และนักลงทุนจากนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในระยะยาว

ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) กล่าวว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะในปี 2026 ที่เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากช่วง 2 เดือนแรกของปี ประเทศไทยมีตัวเลขขาดดุลการค้าด้านสิ่งทอเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการผลิตและพลังงาน ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มฟอกย้อมและผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ดีงาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 และ Global Sourcing Summit 2026 จะเป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเครือข่ายผู้ซื้อระดับนานาชาติ เรียนรู้แนวโน้มของอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

ด้าน นายสุธี โฆษิตวงศ์สกุล รองเลขาธิการ สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย (NFTTI) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอโลกมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงรุก ทั้งด้านมาตรฐานการผลิต กฎระเบียบการค้า และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อระดับสากล งาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 และ Global Sourcing Summit 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับเครือข่ายการค้าระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้เกิด Business Matching การลงทุน และความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยกลับมามีบทบาทโดดเด่นบนเวทีโลกอีกครั้ง

นาย เอส. เอส. ซาร์วาร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสมาคมสมาชิก AFTEX จาก 9 ประเทศอาเซียน รวมถึงองค์กรอุตสาหกรรม หอการค้า และสภาส่งออกจากประเทศผู้ผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มชั้นนำของเอเชีย

เวทีการจัดหาระดับโลกสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่

ในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาษี การกระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน การปรับตัวทางการค้า และความยั่งยืน งานนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์ม B2B ระดับเอเชียที่ทรงพลัง

งานจะเชื่อมโยงผู้ผลิตจากประเทศชั้นนำในเอเชียเข้ากับผู้ซื้อจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกไกล และออสเตรเลีย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดไปสู่การทำสัญญาจริง “ผู้ผลิตเอเชีย ผู้ซื้อทั่วโลก หนึ่งเวทีจัดหาที่ทรงพลัง”

มากกว่างานแสดงสินค้า งานนี้คือระบบนิเวศการจัดหาครบวงจร ซึ่งประกอบด้วย ผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม เส้นด้าย และผ้า ,  ผู้จัดหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ตกแต่ง และแอคเซสเซอรี่ , บริการ Private Label และ Full-package , การจัดหาแบบหลายประเทศในที่เดียว , การเข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

งานแสดงสินค้าร่วมที่ครอบคลุมทั้ง Value Chain

ภายในงานจะมีการจัดแสดงร่วม ได้แก่:

• 2nd Asian International Apparel Sourcing Show 2026

• 2nd Asian International Yarn & Fabric Sourcing Show 2026

ครอบคลุมตั้งแต่: เส้นด้าย → ผ้า → เครื่องนุ่งห่ม → Private Label

ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางแบบ One-stop sourcing อย่างแท้จริง

Global Sourcing Summit 2026: เวทีเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรม

งานประชุม Global Sourcing Summit 2026 ซึ่งจัดควบคู่กัน จะรวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย แบรนด์ระดับโลก และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน ,  ความยั่งยืนและ ESG ,  นโยบายการค้าและการเข้าถึงตลาด ,  เทคโนโลยีดิจิทัล AI และโรงงานอัจฉริยะ

นอกจาก IAF แล้ว ยังมี European Apparel and Textile Confederation (EURATEX) จากบรัสเซลส์ยืนยันเข้าร่วม ซึ่งยิ่งตอกย้ำความสำคัญในระดับโลกของงานนี้

กรุงเทพฯ: ประตูสู่ระบบการผลิตของเอเชีย

การเลือกกรุงเทพฯ เป็นสถานที่จัดงาน มีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และสัญลักษณ์

ประเทศไทยมีความเป็นกลาง โครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง และการเชื่อมต่อที่ยอดเยี่ยม ทำให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการจัดหาแบบหลายประเทศ

วิสัยทัศน์ร่วมของเรา: ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการจัดหาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของโลก

ขับเคลื่อนความร่วมมือและการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง โดยรวบรวมผู้ผลิต  ผู้ซื้อระดับโลก  สมาคมและองค์กรอุตสาหกรรม  หน่วยงานภาครัฐ เป้าหมายคือการสร้างความร่วมมือ เสริมสร้างการค้า และพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

เวทีแห่งอนาคตของการจัดหา

งาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นงานจัดหาที่มีกลยุทธ์สูงสุดในเอเชีย เป็นศูนย์กลางการจัดหาแบบหลายประเทศ  และจุดนัดพบระดับโลกของห่วงโซ่อุตสาหกรรมสิ่งทอ

นี่ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็น “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” เพื่อยกระดับ ASEAN สู่ศูนย์กลางการจัดหาระดับโลก

โดยงาน 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel) จะจัดขึ้นในวันที่ 3–5 มิถุนายน 2026 ณ IMPACT Exhibition & Convention Center, กรุงเทพฯ ประเทศไทย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.asia-sourcing.com

รับมือภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ กรมชลฯ เดินหน้าศึกษา EIA ประตูระบายน้ำแม่น้ำยมบน-ล่าง

รับมือภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ กรมชลฯ เดินหน้าศึกษา EIA ประตูระบายน้ำแม่น้ำยมบน-ล่าง

รับมือภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ กรมชลฯ เดินหน้าศึกษา EIA ประตูระบายน้ำแม่น้ำยมบน-ล่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

เพื่อรับมือต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ทันเหตุการณ์และภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญ  กรมชลประทาน เร่งขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำ ในลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม ตอนบนและตอนล่าง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดพิจิตร จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม และเพิ่มศักยภาพการสูบน้ำให้สถานีสูบน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ดร.พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วมกรมชลประทาน  ระบุว่าลุ่มน้ำยมประสบภัยน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก เพราะขาดโครงสร้างควบคุมและกักเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ฤดูฝนน้ำไหลผ่านโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนฤดูแล้งก็ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก  โครงการฯ นี้ จึงพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “การกักเก็บน้ำแบบขั้นบันได”

ดร.พรมงคล ชิดชอบ 

ทั้งนี้ จากแผนพัฒนาหลัก พบว่า มีหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นอาคารบังคับน้ำตลอดลำน้ำยม แต่ได้คัดเลือกโครงการนำร่องเพื่อศึกษาจำนวน 3 โครงการ ภายใต้เกณฑ์พิจารณาทั้งด้านวิศวกรรมความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  และระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน  โดย 3 โครงการที่ผ่านการคัดเลือก คือ  โครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 บ้านป่าแขม ต.บ้านมาง อ.เชียงม่วน จ.พะเยา  พื้นที่รับประโยชน์ มีทั้งนาข้าว ลำไย สัก ยางพารา และพืชไร่ผสมผสาน  กว่า 3,000 ไร่ โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 บ้านน้ำโค้ง ต.เด่นชัย อ.เด่นชัย จ.แพร่ พื้นที่รับประโยชน์ มีทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม้สัก และไม้ผลผสมผสาน ครอบครอบคลุม 4 ตำบล ของ อ.เด่นชัย และอีก 6 ตำบล ของ อ.สูงเม่น จ.แพร่ รวมกว่า 30,469 ไร่ และยังสนับสนุนน้ำให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเด่นชัย ที่สูบน้ำจากแม่น้ำยม ไปผลิตประปา เพื่อให้บริการอุปโภคบริโภคด้วย  และโครงการประตูระบายน้ำท่านั่ง ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 บ้านท่านั่ง ต.ท่านั่ง อ.โพทะเล จ.พิจิตร พื้นที่รับประโยชน์ มีทั้งข้าว กล้วย มะนาว ไม้ผล มันสำปะหลัง อ้อย มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 9 ตำบล ของ อ.โพทะเลจ.พิจิตร และอีก 1 ตำบลของ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ รวมกว่า 27,375 ไร่    รวม 3 โครงการฯ จะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ กว่า 60,844 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่ จ.พะเยา แพร่ พิจิตร และนครสวรรค์   

 “การศึกษาพบว่าพื้นที่ดังกล่าว เหมาะสมในเชิงเทคนิค สร้างประโยชน์ต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม และกระจายตัวครอบคลุมทั้งตอนบน ตอนกลาง และตอนล่างของลุ่มน้ำยม  และโครงการฯ ให้ความสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประชาชนควบคู่กัน โดยในด้านสิ่งแวดล้อมได้จัดทำรายงาน EIA และกำหนดมาตรการรองรับ เช่น การออกแบบทางผ่านปลา การควบคุมระดับน้ำ และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง  ส่วนประชาชนที่ได้รับผลกระทบเรื่องที่ดินและทรัพย์สิน ได้สำรวจและมีมาตรการชดเชยตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมและเปิดเวทีให้ประชาชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด” ดร.พรมงคล ระบุ

ขณะเดียวกัน กรมชลประทาน ได้นำสื่อมวลชนและประชาชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน โครงการประตูระบายน้ำบ้านดอยอีสาน ต.อ่างทอง อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งมีรูปแบบดำเนินการโครงการคล้ายกันที่มุ่งบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำอิง เพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม ตอนบนและตอนล่าง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ ได้สอบถามข้อกังวลใจและศึกษาเปรียบเทียบกับการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำบ้านดอยอีสาน

นายธงชัย  กิจจคณารักษ์

นายธงชัย  กิจจคณารักษ์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 1  กรมชลประทาน เปิดเผยว่า  การดำเนินโครงการประตูระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยม ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบควบคู่กัน โดยได้มีการศึกษาข้อมูลด้านวิศวกรรมอย่างรอบด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง  พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะ เพื่อให้โครงการสามารถตอบโจทย์การใช้น้ำของภาคเกษตรได้อย่างแท้จริง และสร้างความเข้าใจร่วมกันในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน

นายแก้วเมือง  มีทรัพย์ทองทวี ที่ปรึกษาหมู่บ้านทุ่งเจริญ หมู่ 11 ต.บ้านมาง อ. เชียงม่วน จ.พะเยา เปิดเผยว่า หลังจากได้ศึกษาดูงานโครงการประตูระบายน้ำบ้านดอยอิสานแล้ว ทำให้เห็นภาพของโครงการฯ บ้านป่าแขม ได้ชัดขึ้น และช่วยลดความกังวลใจไปได้บางส่วน ทั้งเรื่องผลกระทบจากระดับน้ำและพื้นที่ก่อสร้าง

นายแก้วเมือง  มีทรัพย์ทองทวี

อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่คงมีความกังวลในประเด็นผลกระทบในระยะยาว และเรื่องการชดเชยที่ดิน ซึ่งอยากให้มีข้อมูลที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมมองว่า หากโครงการดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ต่อพื้นที่ได้ในระยะยาว

ฝายแม่น้ำยม จ.แพร่

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำบ้านป่าแขม จ.พะเยา, โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จ.แพร่ และโครงการประตูระบายน้ำท่านั่ง จ.พิจิตร ได้ศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการฯ ทั้ง 3 แห่ง  รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกัน แก้ไข และแผนปฏิบัติการติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น จนสิ้นสุดการศึกษา เพื่อให้การพัฒนาโครงการสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชน อีกทั้ง เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมทั้งตอนบนและตอนล่างให้เหมาะสม รับมือต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ทันเหตุการณ์

กรุงเทพฯ เตรียมปักหมุด! มหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลก เสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ ‘WorldPride 2030’

กรุงเทพฯ เตรียมปักหมุด! มหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลก เสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ 'WorldPride 2030'

กรุงเทพฯ เตรียมปักหมุด! มหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลก เสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ ‘WorldPride 2030’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

“กรุงเทพฯ”เตรียมปักหมุด! มหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลก “TCEB” จับมือ “นฤมิตไพรด์” ผนึกพันธมิตรทุกภาคส่วน ประกาศความพร้อม “ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030”

6 พฤษภาคม 2569 TCEB จับมือ นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival” กรุงเทพมหานคร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) พร้อมพันธมิตรภาคประชาสังคม ภาครัฐและภาคเอกชน จัดงานประกาศความพร้อม “ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030” หวังปักหมุด “กรุงเทพมหานคร” เป็นมหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลกในอนาคต

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) เปิดเผยว่า การจัดงานประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน “WorldPride 2030” ครั้งที่ 1/2569 และแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์ประกาศ “ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030” ครั้งนี้ เพราะต้องการประกาศความพร้อมว่ากรุงเทพมหานคร ประเทศไทย พร้อมปักหมุดหมายเป็นเจ้าภาพจัดงาน Bangkok WorldPride ปี 2030 ซึ่งงานนี้ TCEB ได้รับมอบหมายตามนโยบายรัฐบาล ให้ดำเนินการเตรียมประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 ในปี พ.ศ.2573 เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) โดยนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงาน WorldPride 2030 เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนเชิงนโยบายให้ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพอย่างมีประสิทธิภาพ

และครั้งนี้ TCEB ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ กรุงเทพมหานคร, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงต่างประเทศ, บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival”, มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA), มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (for-sogi), เครือข่ายผู้จัดงานไพรด์ทั่วประเทศ (Pride City Network) และอีกหลายๆ องค์กร จากหน่วยงานรัฐและเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่มากเป็นประวัติการณ์ เพราะเป้าหมายของเรานอกจากความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Bangkok WorldPride ปี 2030 แล้ว ประเทศไทยยังพร้อมผลักดัน “กรุงเทพมหานคร” เป็นมหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลกด้วย

“การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 คือ บทพิสูจน์ถึงพลังความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ กรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชนไพรด์ เพื่อประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมเป็น Global Destination ที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง TCEB พร้อมขับเคลื่อนการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้โอกาสสำคัญจากเวทีการประชุมระดับโลกอย่าง InterPride World Conference ในปี 2569 เพื่อปูทาง สร้างความเชื่อมั่น และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก”

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล), “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) และ“วาเลนไทน์ วาเลนฐาน – มรดกแห่งรักเหนือกาลเวลา” (Valentine Valen Than : Heritage of Love) กล่าวว่า “การเดินทางของเราเต็มไปด้วยการต่อสู้ที่ยาวนาน จนในที่สุดก็สามารถผลักดันเรื่องสมรสเท่าเทียมได้สำเร็จ และการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Bangkok WorldPride ปี 2030 ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขยายเพดานการต่อสู้ของเราให้กว้างไกลไปถึงระดับเอเชีย  และเราต้องการใช้เวทีนี้เป็นพลังในการผลักดันกฎหมายที่เราเรียกร้องมาตลอด โดยเฉพาะ พ.ร.บ.รับรองเพศสภาพ เพราะการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน คือ หัวใจที่แท้จริงของการจัดงาน WorldPride ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับภาพลักษณ์ของประเทศ ในเรื่องการส่งเสริมความหลากหลายและความเป็นธรรมทางเพศ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาทั้งในเรื่องสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่โอบรับทุกคน รวมไปถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ เพื่อการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาลเป็นแสนล้าน แต่กว่าจะได้มาซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจเหล่านั้น สิทธิขั้นพื้นฐานของเราคือสิ่งที่ต้องมาก่อนและสำคัญที่สุด และวันนี้พวกเราทั้งทีมงาน Bangkok Pride และเครือข่าย Pride City Network จากทั่วประเทศ มีความพร้อมและมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ที่จะจับมือลุยการ Bidding WorldPride ครั้งนี้ให้สำเร็จ”

ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆนี้ นฤมิตไพรด์ได้จัดพิธีลงนาม MOU ครั้งประวัติศาสตร์ไปแล้ว โดยผนึกกำลัง 3 ภาคส่วน กับ TCEB และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกันพัฒนา “Pride Digital Platform” แพลตฟอร์มดิจิทัลฐานข้อมูลและนวัตกรรมอัจฉริยะ ซึ่งจะเป็น ‘เครื่องมือยุทธศาสตร์’ ในการเสนอตัวชิงชัยเป็นเจ้าภาพงานระดับโลก ด้วยมาตรฐานความพร้อมขั้นสูงสุดในระดับสากล เพื่อหวังปักหมุดหมาย Bangkok WorldPride ปี 2030 ให้สำเร็จ ซึ่งการผนึกกำลังระหว่างสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยี กับหน่วยงานภาครัฐผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม MICE และภาคประชาสังคมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความหลากหลาย (Global Pride Hub) ภายใต้ปณิธาน PEACE • PEOPLE • PRIDE

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม รับพระราชทานรางวัล ‘อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก’ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม รับพระราชทานรางวัล 'อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก' จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม รับพระราชทานรางวัล ‘อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก’ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

ธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2566 – 2567 ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสที่ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับพระราชทานรางวัล “อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชนระดับดีมาก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง EGCO Group โรงไฟฟ้าขนอม และ ESCO ในกลุ่มเอ็กโก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจไฟฟ้า วิศวกรรม การก่อสร้าง การบำรุงรักษาและเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและ การพัฒนาเนื้อหานิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ ได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยจากโรงไฟฟ้าเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญของภาคใต้ ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน กระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลระหว่างโรงไฟฟ้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม สำหรับเยาวชน ชุมชน และผู้สนใจทั่วไป 

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงเหตุผลที่พิจารณาให้ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ได้รับรางวัลครั้งนี้ว่า “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเป็นงานสถาปัตยกรรมในยุคอุตสาหกรรมด้านการผลิตไฟฟ้าที่         หาได้ยากยิ่งในประเทศไทย เป็นอาคารที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางวิชาการ ที่ยังคงมีความแท้ในเรื่องของรูปทรง องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม จึงมีศักยภาพอย่างสูงที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ การอนุรักษ์เพื่อนำมาใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ในครั้งนี้แสดงออกให้เห็นถึงความตั้งใจ ความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของอาคาร มีกระบวนการในการออกแบบอย่างครบถ้วนและเลือกเทคนิควิธีการอนุรักษ์ที่เหมาะสม การจัดแสดงภายในอาคารยังสามารถรักษาความแท้ไว้เพื่อสื่อความหมายได้อย่างน่าสนใจ มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งมีแผนบริหารจัดการโครงการอย่างชัดเจน เป็นการอนุรักษ์ที่ส่งผลดีต่อสังคมชุมชนโดยรอบ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนต่อไป”

ภายในศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม จัดแสดงนิทรรศการถาวร จำนวน 7 โซน ครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไฟฟ้า กระบวนการผลิตไฟฟ้า การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของโรงไฟฟ้าและชุมชน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ผ่านเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจและทันสมัย นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ฯ ได้พัฒนาระบบการเยี่ยมชมเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และจัดกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดใกล้เคียง

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (หยุดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เยาวชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ https://varpevent.com/museum/khanom/ โทร. 098 014 2249 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/KhanomLearningCenter