90 วันชี้ชะตา ‘แลนด์บริดจ์’ : เก็บวาทกรรมใส่ลิ้นชัก ชี้ขาดกันด้วยข้อมูล

90 วันชี้ชะตา ‘แลนด์บริดจ์’ : เก็บวาทกรรมใส่ลิ้นชัก ชี้ขาดกันด้วยข้อมูล

90 วันชี้ชะตา ‘แลนด์บริดจ์’ : เก็บวาทกรรมใส่ลิ้นชัก ชี้ขาดกันด้วยข้อมูล

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้สูตร “ถอยเพื่อรุก” ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน โดยมี ‘นายเอกนิติ นิติทัณประภาส’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองในพื้นที่ที่พุ่งสูงขึ้น ระหว่างความต้องการยกระดับเศรษฐกิจชาติ กับเสียงสะท้อนจากชุมชนที่ห่วงใยในผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

90 วันแห่งความโปร่งใส: เมื่อข้อมูลต้องอยู่เหนืออารมณ์

การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ที่มีตัวแทนจากทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือ “ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่” เข้ามาร่วมโต๊ะเจรจา ถือเป็นกุศโลบายสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อหาทางออก โครงการมูลค่ามหาศาลนี้จะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยการ “ตั้งธง”ว่า “ต้องทำ” หรือ “ต้องเลิก”  แต่จะขับเคลื่อนด้วยความชัดเจนของข้อมูล โดยมีโจทย์ใหญ่คือการตอบคำถามที่ยังค้างคาใจสังคมให้กระจ่างภายใน 3 เดือน

แรงต้านที่ไม่อาจมองข้าม: จากความกังวลสู่การประกาศสู้

ในพื้นที่จังหวัดระนองและชุมพร เสียงคัดค้านไม่ได้เป็นเพียงเสียงบ่นพึมพำ แต่กำลังกลายเป็นแรงต้านที่เข้มข้น แกนนำกลุ่มต่อต้านเริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งการสูญเสียที่ทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และความสุ่มเสี่ยงต่อระบบนิเวศอันละเอียดอ่อนของฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

วาทกรรมที่สาดใส่กันระหว่าง “ผู้ขัดขวางความเจริญ” กับ “ผู้ขายชาติ” คือกำแพงที่ขวางกั้นความเข้าใจมาโดยตลอด 90 วันนี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะยกระดับจากการใช้อารมณ์ มาเป็นการถกเถียงด้วยปัญญาและข้อเท็จจริง

บทเรียนจากอดีต: แผลเป็นที่ยังไม่จางหาย

ประวัติศาสตร์การพัฒนาของไทยมี “บาดแผล” ให้เห็นเป็นบทเรียนมากมาย เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่ต้องพับเก็บไปหลังเผชิญการต่อต้านอย่างหนัก หรือ กรณีมาบตาพุด ที่เคยเกิดความขัดแย้งรุนแรงจนโครงการต้องระงับเพราะปัญหาด้าน EIA/EHIA ที่ไม่โปร่งใส บทเรียนเหล่านี้ตอกย้ำว่าความเจริญที่แลกมาด้วยคราบน้ำตาของคนในพื้นที่ มักจะไม่ยั่งยืนและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้น


ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

“ความล่าช้าคือความเสียหาย”: เมื่อโอกาสไม่เคยรอใคร

ทว่าในอีกด้านหนึ่งของเหรียญ การคัดค้านที่ยืดเยื้อหรือการตัดสินใจที่ไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน มักนำมาซึ่ง “ค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) มหาศาล บทเรียนจาก สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ใช้เวลาถกเถียงนานกว่า 40 ปี หรือโครงการ รถไฟความเร็วสูง ที่ถูกพับเก็บและเริ่มต้นใหม่หลายครั้ง ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเป็น Hub ของภูมิภาคให้กับเพื่อนบ้านไปอย่างน่าเสียดาย

หากแลนด์บริดจ์ต้องตกอยู่ในสภาวะ “พายเรือในอ่าง” ความเสียหายที่ตามมาคือ:

การสูญเสียความเชื่อมั่น: นักลงทุนระดับโลกอาจมองว่าไทยมีความเสี่ยงเชิงนโยบาย และเลือกย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศที่ยุทธศาสตร์ชัดเจนกว่า

ตกขบวนโลจิสติกส์โลก: ในวันที่โลกเผชิญปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงคราม การช้าไปเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงการถูกทิ้งไว้ข้างหลังไปอีกหลายทศวรรษ

ทางสายกลาง: เร็วอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เร็วแบบรวบรัด

การพัฒนากับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ศัตรูกัน แต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันที่ต้องเติบโตไปด้วยกันอย่างมีสมดุล ภารกิจ 90 วันของคณะกรรมการชุดนี้จึงถือเป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งคือการเร่งสปีดไม่ให้ประเทศเสียโอกาส แต่อีกด้านหนึ่งต้องเป็น 90 วันที่ “ตอบโจทย์ความกังวลได้เบ็ดเสร็จ” ข้อมูลด้านผลกระทบต้องชัดเจน และแผนการเยียวยาต้องจับต้องได้จริง

บทสรุป: 90 วันหลังจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยกระบวนการที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา เพื่อให้แลนด์บริดจ์เป็นทางออกของประเทศชาติที่ทุกคนภาคภูมิใจ ไม่ใช่อนุสรณ์แห่งความขัดแย้งอีกชิ้นหนึ่งของสังคมไทย

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

กมธ.สาธารณสุข สว. ลุยตรวจไส้ใน สปสช. หลังพบงบฯ รพ.รัฐทรุดหนัก

กมธ.สาธารณสุข สว. ลุยตรวจไส้ใน สปสช. หลังพบงบฯ รพ.รัฐทรุดหนัก

กมธ.สาธารณสุข สว. ลุยตรวจไส้ใน สปสช. หลังพบงบฯ รพ.รัฐทรุดหนัก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

การเมือง/รัฐสภา/6พ.ค.69

‘กมธ.สาธารณสุข สว.’ เดินหน้าเช็คไส้ใน ‘สปสช.’ หลังงบฯรพ.รัฐยังทรุดหนัก ชี้ปัญหางบปลายปิด ‘จ่ายช้า-น้อย เสี่ยงเกิด ’สมองไหล‘ ด้าน ‘สว.ประพนธ์’ ซัดกลับขบวนการ IO ปั้นข่าวปลอม ’ล้มบัตรทอง‘ ชกใต้เข็มขัด คาดชงรัฐบาลปฏิรูปได้ใน 2 เดือน

6พ.ค.2569 นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวถึงการตรวจสอบปัญหาการค้างจ่ายเงินของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการดำเนินโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ว่า ทาง กมธ. ได้ตั้งคณะอนุ กมธ. ศึกษาพิจารณาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลของ สปสช. ซึ่งทำงานกันอย่างต่อเนื่อง 2-3 เดือนแล้ว ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ สปสช. กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เป็นหน่วยรับบริการ ตลอดจนหน่วยงานภาคเอกชนด้วย รวมทั้งได้เดินทางเพื่อเก็บข้อมูลในภูมิภาค 

“ตอนนี้เราไป 3 ภาคแล้ว ภาคเหนือที่เชียงราย ภาคใต้ที่สงขลา และวันที่ 7-8 พ.ค. นี้ก็ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ขอนแก่น ซึ่งประเด็นที่ศึกษาในภูมิภาค จะมาดูที่การบริหารจัดการงบประมาณ มีความเป็นธรรมต่อหน่วยบริการคือโรงพยาบาลอย่างไร ซึ่งจากข้อมูลในช่วงที่เราได้ดูข้อมูล 3-4 ปีนี้ ปรากฏว่าเงินบำรุงภาพรวมของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขลดลง” ประธานกมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าว

นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีประเด็นเรื่องการจ่ายช้า จ่ายน้อย เช่น เป็นงบปลายปิด พอปลายปีเงินหมด เหลือเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น มีแค่ไหนเอาแค่นั้น ซึ่งลดลง เพราะฉะนั้น จะเกิดการขาดทุนสะสมของโรงพยาบาล ตอนนี้เรามีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียก เราได้ใช้ไป 2-3 ครั้งแล้ว ทาง สปสช. ก็ได้ให้ความร่วมมือ เดินทางมาให้ข้อมูล แต่โดยรวมแล้ว จะเก็บรวบรวมข้อมูลและศึกษาวิเคราะห์ทั้งหมด แล้วจะสรุปเพื่อที่จะเสนอต่อรัฐบาลว่าสมควรที่จะพัฒนาปรับปรุงอย่างไร  โดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาลควรจะอยู่ในหลักการที่ถูกต้อง ส่วนการบริหารจัดการทางด้านการเงินเอง โรงพยาบาลก็ต้องอยู่ได้

“โดยรวมก็คงประมาณนี้ คาดว่าอีกสักเดือนสองเดือนน่าจะสรุปได้ และเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาโดยเฉพาะรัฐบาลเอง ก็คงจะมองในแง่ของการพัฒนา การทำให้เกิดความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล มีความยุติธรรมในการกระจ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ผลลัพธ์สุดท้ายจะตกถึงพี่น้องประชาชน ไม่ให้ลำบาก ตอนนี้ข่าวก็ออกมาเยอะ เมื่อวานนี้ก็บอกว่ามีข่าวโรงพยาบาลบางนายกเลิก หน่วยงานที่เป็นเอกชนก็ทยอยยกเลิกกัน แต่โรงพยาบาลของรัฐมันยกเลิกไม่ได้ เพราะมีหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในสภาพการณ์นี้ จะเกิดความตึงเครียด บุคลากรก็ทำงานหนัก แต่ค่าตอบแทนหรือต่างๆ มันมาไม่ได้ ก็จะเกิดภาวะที่สมองไหล” นพ.ประพนธ์ กล่าว

นพ.ประพนธ์ กล่าวด้วยว่า ตอนนี้มี IO จำนวนมากที่หลังจากตนเรียกร้องเรื่องนี้ ก็ออกข่าวปลอมว่า สว.จะยกเลิกบัตรทอง ตนคิดว่าแบบนี้แย่ ตนว่ามันเล่นกระบวนการชกใต้เข็มขัด ไม่แฟร์ ชาวบ้านเขาไปหลงเชื่อ ตนลงพื้นที่ไป ชาวบ้านก็มาถาม ตกลง สว. จะไปล้มบัตรทองหรือ ใครจะไปล้มบัตรทอง ล้มไม่ได้

อดีตทูตนริศโรจน์ หนุน Land Bridge ชี้ ช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ เตือนอย่าซ้ำรอยศรีลังกา

อดีตทูตนริศโรจน์ หนุน Land Bridge ชี้ ช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ เตือนอย่าซ้ำรอยศรีลังกา

อดีตทูตนริศโรจน์ หนุน Land Bridge ชี้ ช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ เตือนอย่าซ้ำรอยศรีลังกา

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

วันนี้ 6 พฤษภาคม 2569 นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงทัศนะเกี่ยวกับโครงการ Land Bridge ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเจ้าตัวเน้นย้ำว่าเป็นความเห็นส่วนตัวที่อยากให้มองด้วยเหตุผล จนเกิดเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกโซเชียลทันที โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ขอออกความเห็นในเรื่อง Land Bridge อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องเคารพความเห็นต่างกันด้วยความสุภาพและเหตุผลนะครับ //

1. ผมไม่เห็นด้วยกับการขุดคลอง เพราะต้องใช้เงินมหาศาล ต้องมีการปรับระดับน้ำทะเลเป็นระยะๆ เพราะน้ำทะเลฝั่งอ่าวไทยกับอันดามันต่างกัน

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

2.อันนี้เหตุผลส่วนตัว การขุดคลองเปรียบเสมือนแผ่นดินตอนใต้ขาดออกไปจากแผ่นดินไทย ไม่เป็นมงคล ผิดฮวงจุ้ย ในทางยุทธศาสตร์มองแล้วไม่สวย

3.จริงๆไม่ควรใช้คำว่า แลนด์บริดจ์แล้ว แต่ควรใช้คำว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ logistics ภาคใต้ตอนบน ซึ่งรวมเขตพื้นที่อุตสาหกรรมแบบ EEC

4.เคยลงไปดูงานในพื้นที่มาทั้งที่ ระนองและชุมพร การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จะต้องใช้ระบบ automation แบบที่จีนใช้ขนส่งพัสดุมหาศาลให้เป็นระบบจัดส่งเสร็จได้ภายใน 1-2 วัน ดังนั้น ระบบเรือเทียบท่าทั่งสองฝั่งต้องใช้ระบบแบบใหม่ในการจัดส่งลำเลียงของขึ้นเรือ การจัดคิวเรือ ถ้าทำได้เป็นระบบ ใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ชั้นสูงควบคุม จะรวดเร็วขึ้นเยอะ

5.มีการพัฒนาสนามบินใน 2 จังหวัดให้รับเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ และ มอเตอร์เวย์ เชื่อม 2 ฝั่ง / ท่อน้ำมัน และจะสอดรับกับแผนการในอนาคตที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง กทม.-ปาดังเบซาร์ ถ้าทำได้จริง ระบบ logistics จะเชื่อมกันเป็นโครงข่ายใยแมงมุม ซึ่งผมมองว่าดี มากกว่าไม่ดี

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

6.นอกจากนี้จะมีการพัฒนาท่าเรือ ขยายท่าเรือให้รองรับเรือนักท่องเที่ยวขนาดยักษ์ที่เรียกว่าเรือ Cruise ได้ 2-3 ลำ ในเวลาเดียวกัน ทั้งสองฝั่งท่าเรือระนองและชุมพร ตรงนี้จะบูมการท่องเที่ยวมหาศาล

7.ในอนาคตเราจะมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โครงการ แลนด์บริดจ์ หรือจะใช้ชื่ออะไรในอนาคตก็ตาม นั่นก็คือ การเชื่อม ท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก กับ ท่าเรือชุมพร connect เข้ากับท่าเรือระนอง สินค้าที่ส่งออกจะมี option เพิ่มในการขนส่งไปฝั่งมหาสมุทรอินเดียได้มากขึ้น ระบบ logistics จะประสานกันเป็นใยแมงมุมขนาดใหญ่ จากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย บนลงล่าง ล่างขึ้นบน เป็นกากบาทขนาดใหญ่ ใครล่ะครับจะได้ประโยชน์ ?

โดยส่วนตัวสนับสนุนให้ทำมากกว่าไม่ทำ เพียงแต่จะต้องควบคุมมิให้เกิดการคอรัปชั่น และต้องใช้ระบบขนส่งสมัยใหม่ทันสมัยที่สุด เอาให้เป็นโครงการตัวอย่างของโลกไปเลย ถ้าทำได้ ลูกค้ามาเอง และเศรษฐกิจภาคใต้ตอนบนจะพลิกโฉมไปอีกมาก จะมีการสร้างงานอีกมหาศาล

เรื่องนี้ผมนึกถึงเรื่องตอนที่ ในหลวง ร.5 ท่านทรงปฏิรูปประเทศ สร้างทางรถไฟ ทำให้การคมนาคมขนส่งสะดวกขึ้น ถ้าไม่มีการเริ่มต้นก้าวแรก เราก็คงไม่เป็นแบบนี้

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

ขอเล่าประสบการณ์ครั้งนึง ผมเคยดูแลคณะสื่อมวลชนจากศรีลังกาที่เป็นแขกของ กต. หัวหน้าคณะสื่อศรีลังกาเป็นสื่ออาวุโสอายุมากแล้ว เขาเล่าว่าสมัยที่อังกฤษยึดครองศรีลังกา ตอนนั้นศรีลังกามีความหวังจะเป็น ไข่มุกแห่งเอเชียใต้ มีความหวังในอนาคตมาก ตอนนั้นสิงคโปร์ยังไม่เกิด ยังรวมกับมาเลเซียอยู่ เรียกว่าอนาคตสดใสมาก ยิ่งกว่าไทยอีก

แต่หลังจากได้อิสรภาพจากอังกฤษ ศรีลังกากลับย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่กล้าลงทุนพัฒนาอะไร มีการคอรัปชั่น ระบบทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่มีการขับเคลื่อนอะไรที่เป็นรูปธรรม

หัวหน้าสื่อเขามาเห็น infrastructure ของไทยแล้ว เขาบอกว่าไทยได้พัฒนาล้ำหน้าไปมาก โดยเริ่มจากช่วงรอยต่อในสมัย ร.5 เป็นต้นมา ถึงแม้ทั้งไทยและศรีลังกาต่างก็มีปัญหาคอรัปชั่น แต่ไทยกลับรุดหน้าไปเรื่อยๆ ในขณะที่ศรีลังกาหยุดนิ่ง เล่าสู่กันฟังครับ ใครไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วยก็ผ่านไปละกันนะครับ ไม่ต้องด่าทอ ประชดประชัน เพราะผมไม่ใช่รัฐบาล มันเป็นแค่เหตุผลส่วนตัวของผมเท่านั้น”

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

หลังจากโพสต์ของ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและผู้เชี่ยวชาญต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม เช่น

“ที่จริงการที่มีท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง แล้วการศูนย์ขนถ่ายสินค้าไม่ใช่จากฝั่งตะวันออกไปตะวันตกอย่างเดียว รถไฟ สามารถขนถ่ายสินค้าจาก ภาคใต้ มาเล แม้ สิงคโปร์ ผ่ารรถไฟ มาที่ท่าเรือนี้ได้ และสินค้าที่ลงท่าเรือสามารถนำมาแปรรูป เพื่อขนถ่าย ก่อนข้ามฝั่ง นำ้มันแทนที่จะขนไปมาเลย์ สิงคโปร์ ส่งต่อทางท่อจากท่าเรือ ไป เร็วกว่า เรือไป”

“ข้อกังวลและข้อสนับสนุนของคุณนิคไปในทางเดียวกันค่ะ อยากให้ประเทศพัฒนาไม่ย่ำอยู่กับที่ แต่ก็เข้าใจความเป็นห่วงที่เรามีนักการเมืองและหน่วยงานรัฐรวมถึงภาคเอกชนคนธรรมดาที่มักไม่ซื่อสัตย์กับหน้าทีตัวเอง เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับคนพื้นที่ กระซิบความในใจว่า ‘ถ้าโครงการนี้ดำเนินไปโดยมีลุงตู่เป็นผู้นำคงจะให้ความรู้สึกเชื่อมั่นมากกว่านี้’”

“ตอบในฐานะนักโลจิสติคส์ มีตู้คอนเทนเนอร์วิ่งจากสิงคโปร์-มาเลเซียเข้าไทยทุกวัน​ ถ้ามีแลนด์บลิด​จ์​ ตู้จะขึ้นที่ชุมพรเข้ากทม​ ทันทีลดเวลาลดค่าใช้จ่าย สนับสนุนใช้ระบบ​ auto ไม่ใช่แค่ประหยัดแรงงานแต่ประหยัดเวลา​ ลดการคอรัปชั่นและลดอุบัติเหตุ สร้างงานได้เป็นแสนตำแหน่ง​ แสนตำแหน่งนี้จะมีรายได้ไปพัฒนาคนในชุมชนได้อีกหลายครัวเรือนระบบรางและระบบทางเรียบสามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้​ สนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยว รายได้ส่วนหนึ่งต้องถูกจัดสรรเพื่อรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป”

“ในฐานะคนใต้เห็นด้วยกับแนวคิดของพี่นิคครับ โครงการนี้จะทำให้ภาคใต้พัฒนาเทียบเท่าภาคอื่นๆ ซึ่งภาคใต้ถูกทอดทิ้งมานาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนรายละเอียดก็ตามที่ท่านทูตพูดถึงเลยครับ”

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Fuangrabil Narisroj, google map

นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

6 พ.ค. 2569 นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีสส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ล่าสุดนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบัน สกร. ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร

“สกร. มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” สมพงษ์ กล่าว

สมพงษ์ จิตระดับ

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาศที่สำคัญ ให้สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะว่าในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดย ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น

“ผมเชื่อ นางเกศทิพย์ อธิบดีสกร. เป็นนักวิชาการที่ทันสมัยและเป็นคนรุ่นใหม่ จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร. ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ทั่งนี้จุดเด่นของ สกร. มีพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่” สมพงษ์ กล่าว

สมพงษ์ จิตระดับ

อนุทิน บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ประชุมเวทีอาเซียน

อนุทิน บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ประชุมเวทีอาเซียน

อนุทิน บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ประชุมเวทีอาเซียน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

นายกฯ บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ชูบทบาทไทยในเวทีอาเซียน เป็น “ตัวเชื่อมความร่วมมือ” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมใช้เวทีการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เชื่อมโยงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของอาเซียนสู่ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนไทย 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเข้าร่วมการประชุมฯ จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” (Navigating Our Future, Together) โดยจะมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต และนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รวมทั้ง ดร. เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ผู้แทนจากเมียนมา และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในฐานะแขกของประธาน เข้าร่วมด้วย

การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดขึ้นท่ามกลางโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ทำให้อาเซียนต้องเผชิญผลกระทบครั้งใหญ่ การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ถือเป็น “เวทีที่กำหนดทิศทางอนาคตของภูมิภาค” ที่เชื่อมโยงความร่วมมือในระดับภูมิภาคไปสู่ชีวิตของประชาชนในแต่ละประเทศ ซึ่งที่ประชุมฯ จะหารือถึงแนวทางรับมือผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร และความปลอดภัยของประชาชนประเทศอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทาย การปรับตัวของอาเซียนให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก

ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลพร้อมยกระดับบทบาทของไทยให้เป็น “ตัวเชื่อมความร่วมมือ” ที่เน้นการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงอาหารอย่างยั่งยืน และความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรียังจะใช้โอกาสนี้หารือทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคี ใช้แนวทางการทูตที่มุ่งรักษาสมดุลความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการรับมือความท้าทายข้ามพรมแดน

ก.เกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ก.เกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ก.เกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.26 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนการเริ่มงานวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เป็นประธานในพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนการเริ่มงานวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 โดยมีผู้บริหาร และบุคคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พิธีดังกล่าวถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจให้กับบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง ก่อนการเริ่มงานวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยในปีนี้จะมีขึ้นในวันที่ 12 และ 13 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญต่อเกษตรกรในการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกของประเทศ

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการดำเนินการซักซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ณ สถานที่จริงไปแล้ว 2 ครั้ง (ซ้อมย่อย) โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการซ้อมใหญ่เพื่อให้การจัดพระราชพิธีฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 และ 13 พฤษภาคมนี้ เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ และลุล่วงไปได้ด้วยดี

สส.กล้าธรรม ป้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จี้ โสภณ สอบจริยธรรม สส.พรรคประชาชน กล่าวหา เอี่ยว ค้ายาเสพติด

สส.กล้าธรรม ป้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จี้ โสภณ สอบจริยธรรม สส.พรรคประชาชน กล่าวหา เอี่ยว ค้ายาเสพติด

สส.กล้าธรรม ป้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จี้ โสภณ สอบจริยธรรม สส.พรรคประชาชน กล่าวหา เอี่ยว ค้ายาเสพติด

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

“สส.กล้าธรรม”จี้ “โสภณ” สอบจริยธรรม “สส.ปากหมา” กล่าวหา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ค้ายาเสพติด

6 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายดาชัย เอกปฐพี สส.ลำปาง พรรคกล้าธรม หารือต่อที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ ตั้งกรรมการสอบมาตรฐานทางจริยธรรม กับ สส.ที่อภิปรายพาดพิงและกล่าวหาเหมารวมยกเข่ง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ว่าเสพยาและเป็นผู้ค้ายาเสพติดตั้งนั้น ทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกจังหวัดเดือดร้อน เพราะโดนกล่าวหา

สส.กล้าธรรม

“ผมลงพื้นทที่ ที่ จ.ลำปาง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ฝากมาถามว่าสส.คนนั้นทำไมปากหมาแบบนี้  เป็นสส. ที่ไร้วุฒิภาวะทางความคิด ทั้งที่กำนันผู้ใหญ่บ้านทำงานหนักเพื่อประชาชน ไม่ใช่พูดแบบนั้น ทำให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เสียหาย แล้วมาอัดคลิปขอโทษ” นายดาชัย อภิปราย

ทั้งนี้นายโสภณ ได้ขอถอนคำพูดที่ว่า สส.ปากหมา เพราะเป็นคำไม่สุภาพ ไม่ควรบันทึกไว้ ซึ่งนายดาชัย ยอมถอนแต่โดยดี

สส.กล้าธรรม

เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

เอ็ดดี้ ผ่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สะพานข้ามวิกฤต หรือ หนี้ซื้อเวลา? จี้รัฐบาลตอบให้ชัด 4 ข้อใหญ่

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.18 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์จข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เงินกู้ก้อนนี้จะเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” หรือจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา” ?

หมายเหตุ ผมจะขอวิจารณ์หรือตั้งคำถามกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยไม่เลือกอยู่ข้างรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่จะให้ความเป็นธรรมกับเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามหรือสนับสนุนอยู่ในมุมของประชาชน ในฐานะที่ผมเป็นประชาชน

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ประเด็นไม่ใช่ว่า “ควรกู้หรือไม่ควรกู้” แบบขาวดำ แต่คือ ควรกู้ด้วยเครื่องมือพิเศษระดับ พ.ร.ก. หรือไม่ และควรกู้ใหญ่ถึง 4 แสนล้านทันทีหรือไม่
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “ไม่ผิดโดยตัวมันเอง” แต่จะดีหรือเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเงินถูกใช้เป็น “กันชนวิกฤต + ลงทุนลดต้นทุนพลังงานระยะยาว” หรือกลายเป็น “เงินแจกระยะสั้นที่เพิ่มหนี้ถาวร”
ถ้าใช้ถูกทาง พ.ร.ก.นี้อาจเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” คือช่วยประชาชนระยะสั้น และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว
ถ้าใช้ผิดทาง มันจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา” คือแจกเงินให้เศรษฐกิจดูไม่ทรุดในวันนี้ แต่ทิ้งภาระให้รัฐบาลหน้าและคนรุ่นหลัง
ปัญหาไม่ใช่การกู้เงิน 4 แสนล้านอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า รัฐบาลกำลังกู้เพื่อ “ดับไฟ” หรือกู้เพื่อ “ซื้อคะแนนนิยม” เพราะเงินกู้หมดได้ในสองปี แต่หนี้สาธารณะจะอยู่กับประเทศไปอีกหลายทศวรรษ

รัฐบาลพูดถูกว่า วิกฤตพลังงานต้องรีบรับมือ แต่ฝ่ายค้านก็ถามถูกว่า ความรีบนั้นจำเป็นต้องใหญ่ถึง 4 แสนล้านและต้องผ่าน พ.ร.ก.หรือไม่ นี่จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ช่วยประชาชน” กับ “ไม่ช่วยประชาชน” แต่คือการถามว่า เราจะช่วยประชาชนอย่างไร โดยไม่ทำให้อนาคตของประเทศกลายเป็นหลักประกันหนี้ทางการเมือง

ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับ ปชป.
ผมเห็นด้วยกับประชาธิปัตย์อยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่เห็นด้วยทั้งหมด
เพราะประเด็นไม่ใช่ว่า “ควรกู้หรือไม่ควรกู้” แบบขาวดำ แต่คือ ควรกู้ด้วยเครื่องมือพิเศษระดับ พ.ร.ก. หรือไม่ และควรกู้ใหญ่ถึง 4 แสนล้านทันทีหรือไม่
ผมเห็นด้วยว่า รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้หนักกว่านี้ว่าเป็นภาวะ “จำเป็น เร่งด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้” จริง
เพราะการออก พ.ร.ก. ไม่ใช่การใช้งบประมาณปกติ แต่เป็นการใช้อำนาจพิเศษนอกกระบวนการงบประมาณปกติ รัฐธรรมนูญมาตรา 172 วางหลักไว้ว่า พ.ร.ก. ต้องเป็นกรณีฉุกเฉิน จำเป็นรีบด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้ารัฐบาลบอกว่า “ต้องกู้เพราะวิกฤตพลังงาน” รัฐบาลต้องตอบให้ชัดอย่างน้อย 4 ข้อ

1. วิกฤตนี้รุนแรงถึงขั้นต้องใช้อำนาจพิเศษหรือไม่
2. ทำไมใช้งบประมาณปกติ โอนงบกลาง หรือลดภาษีน้ำมันบางส่วนไม่ได้
3. ทำไมต้อง 4 แสนล้าน ไม่ใช่ 1 แสนล้าน หรือ 2 แสนล้านก่อน
4. เงินส่วน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” เป็นเรื่องเร่งด่วนทันทีจริงหรือเป็นการลงทุนระยะยาวที่ควรเข้าแผนงบประมาณปก

ส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยกับ ปชป.ทั้งหมด

ผมไม่เห็นด้วยถ้าจะบอกว่า ต้องรอให้ GDP ติดลบแบบต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิดก่อน จึงจะเรียกว่า “วิกฤต”
ในทางเศรษฐศาสตร์ วิกฤตไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก GDP ติดลบเสมอไป บางวิกฤตเริ่มจาก ต้นทุนพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อพุ่ง รายได้จริงของประชาชนหด และธุรกิจเล็กเริ่มขาดสภาพคล่อง ก่อนที่ตัวเลข GDP จะติดลบในภายหลัง

ตอนนี้มีสัญญาณจริงว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อ 29 เม.ย. 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.5% และเงินเฟ้อทั่วไปขึ้นเป็น 2.9% จากแรงกดดันด้านพลังงาน และราคาน้ำมันโลกก็ผันผวนแรงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ดังนั้น ถ้าถามว่า รัฐบาลควรมีมาตรการรับแรงกระแทกหรือไม่ คำตอบคือ ควรมี

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าถามว่า ควรออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านทั้งก้อนหรือไม่ คำตอบคือ ยังไม่ควรให้ผ่านง่าย ๆ โดยไม่มีรายละเอียดโครงการและตัวชี้วัดที่ชัดเจน

ปัญหาใหญ่คือ เงินกู้ก้อนนี้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ เยียวยาประชาชน 2 แสนล้าน และเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน
ส่วนเยียวยา ยังพออธิบายความเร่งด่วนได้ เพราะค่าครองชีพกระทบประชาชนทันที
แต่ส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องถามหนักกว่าเดิมว่า

ถ้าเป็นโซลาร์เซลล์ พลังงานทดแทน โครงสร้างพื้นฐาน หรือการลดพึ่งพาฟอสซิล สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น แต่เป็นเรื่อง “ฉุกเฉิน” ถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.ก. หรือไม่
นี่คือจุดที่ผมคิดว่า ปชป.โจมตีได้ถูกเป้า เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นนโยบายระยะยาว ควรผ่านกระบวนการงบประมาณ แผนพลังงานชาติ หรือกลไกลงทุนปกติ มากกว่าถูกพ่วงเข้าไปใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เรื่อง “ลดภาษีน้ำมัน” ที่ ปชป.เสนอ

ข้อเสนอให้ลดภาษีน้ำมันมีข้อดีคือ เร็ว เข้าใจง่าย และลดราคาหน้าปั๊มทันที
แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ก็มีข้อเสียมาก
หนึ่ง ลดภาษีน้ำมันช่วยทุกคน ไม่ได้ช่วยเฉพาะคนเดือดร้อน คนใช้รถใหญ่ ใช้น้ำมันมาก ก็ได้ประโยชน์มากกว่าคนจนที่ใช้ขนส่งสาธารณะ
สอง ทำให้รัฐเสียรายได้ทันที ทั้งที่รัฐกำลังมีปัญหาพื้นที่การคลังจำกัด
สาม ถ้าลดแล้ว ประชาชนจะคาดหวังให้ลดต่อ การดึงภาษีกลับขึ้นภายหลังทำได้ยากทางการเมือง
ดังนั้น ผมไม่คิดว่าการลดภาษีน้ำมันเป็นคำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป ทางที่ดีกว่าคือ ช่วยเฉพาะกลุ่มที่โดนผลกระทบจริง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่งรายเล็ก เกษตรกร SME และครัวเรือนเปราะบาง มากกว่าลดราคาพลังงานแบบเหวี่ยงแหทั้งระบบ

ประชาธิปัตย์พูดถูกว่า รัฐบาลยังพิสูจน์ความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านได้ไม่พอ แต่ถ้าบอกว่าเศรษฐกิจต้องติดลบก่อนถึงจะเรียกว่าวิกฤต นั่นก็แคบเกินไป เพราะวิกฤตพลังงานฆ่าเศรษฐกิจได้ตั้งแต่วันที่ GDP ยังเป็นบวก แต่ประชาชนเริ่มติดลบในกระเป๋าแล้ว

ส่วนที่ผมเห็นด้วยกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นด้วยกับรัฐบาลในบางประเด็น
ประเด็นแรกคือ รัฐบาลมีหน้าที่ต้อง “ลงมือก่อนวิกฤตลุกลาม” ไม่ใช่รอให้เศรษฐกิจพังจนตัวเลข GDP ติดลบก่อน แล้วค่อยบอกว่านี่คือวิกฤต
เพราะวิกฤตพลังงานไม่เหมือนวิกฤตโควิดที่เห็นภาพชัดทันทีว่าเมืองปิด โรงงานหยุด คนตกงานพร้อมกันทั้งระบบ แต่วิกฤตพลังงานเป็นวิกฤตแบบค่อย ๆ บีบคอประชาชน เริ่มจากราคาน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง ต้นทุนอาหาร และค่าครองชีพ ก่อนจะลามไปถึงกำลังซื้อ ธุรกิจรายเล็ก และการจ้างงาน
ถ้ารัฐบาลรอจนประชาชนเจ็บหนักแล้วค่อยขยับ อาจช้าเกินไป

ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลมีเหตุผลพอสมควร เพราะแรงกระแทกจากตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องที่ไทยควบคุมได้ ราคาพลังงานเป็นปัจจัยภายนอก แต่ผลกระทบตกใส่กระเป๋าคนไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการกันชน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกเองทั้งหมด

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยคือ การช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มอาจดีกว่าการลดภาษีน้ำมันแบบเหวี่ยงแห

ถ้ารัฐลดภาษีน้ำมัน ทุกคนได้ประโยชน์เหมือนกันหมด ทั้งคนจน คนชั้นกลาง คนใช้รถเล็ก คนใช้รถใหญ่ บริษัทขนส่งรายใหญ่ และคนที่ใช้น้ำมันมาก แต่คนที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด

ดังนั้น หากเงินกู้ส่วนเยียวยาถูกออกแบบให้ช่วยกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย SME ผู้ประกอบการขนส่งรายเล็ก และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจริง วิธีนี้อาจมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันทั้งระบบ

อีกข้อหนึ่งที่ควรให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลคือ รัฐบาลไม่ได้เสนอเพียง “แจกเงิน” อย่างเดียว แต่พยายามวางกรอบว่าเงินกู้ก้อนนี้มี 2 เป้าหมาย คือ เยียวยาระยะสั้น และปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว โดยรายงานข่าวระบุว่ารัฐบาลแบ่งกรอบวงเงินเป็น 2 แผนใหญ่ คือช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการประมาณ 2 แสนล้านบาท และเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท

ถ้าดูในแง่นี้ รัฐบาลไม่ได้อธิบายเงินกู้ก้อนนี้ในฐานะ “เงินแจกเพื่อพยุงคะแนนนิยม” เพียงอย่างเดียว แต่อธิบายว่าเป็นการใช้วิกฤตเป็นจังหวะในการลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศ
ตรงนี้เป็นเหตุผลที่รับฟังได้

เพราะถ้าวิกฤตตะวันออกกลางทำให้ไทยเห็นชัดว่า ประเทศเรายังพึ่งพาพลังงานนำเข้ามากเกินไป การเร่งลงทุนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซ และฟอสซิล ก็อาจไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่อง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ด้วย

พูดอีกแบบคือ พลังงานสะอาดในยามปกติอาจเป็นนโยบายระยะยาว แต่ในวันที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก มันอาจกลายเป็นวาระความมั่นคงของประเทศ
รัฐบาลยังมีจุดที่ควรรับฟังคือ การลดวงเงินจากกระแสข่าวเดิม 5 แสนล้านบาท เหลือ 4 แสนล้านบาท โดยฝ่ายรัฐบาลอธิบายว่าเป็นการคำนึงถึงวินัยการคลัง และจะทยอยกู้ ไม่ใช่กู้เงินมากองไว้ทั้งก้อน

ถ้าทำได้จริง นี่เป็นจุดที่ควรสนับสนุน

เพราะการทยอยกู้ตามโครงการจริง ย่อมดีกว่าการกู้เงินก้อนใหญ่เข้ามารอใช้โดยไม่มีโครงการรองรับ และถ้ามีระบบกลั่นกรองที่โปร่งใสจริง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการใช้เงินผิดเป้าหมาย
ดังนั้น ในมุมที่เป็นธรรมกับรัฐบาล ผมเห็นด้วยว่า รัฐบาลควรมีเครื่องมือทางการคลังเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ไม่ควรถูกบังคับให้ยืนดูประชาชนรับภาระค่าครองชีพเพียงลำพัง และไม่จำเป็นต้องรอให้เศรษฐกิจพังจนเห็นตัวเลขติดลบก่อนจึงจะลงมือ

แต่การเห็นด้วยกับ “ความจำเป็นในการมีมาตรการ” ไม่ได้แปลว่าเราต้องเห็นด้วยอัตโนมัติกับ “ขนาดวงเงิน วิธีการกู้ และรายละเอียดการใช้เงินทั้งหมด”
นี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญ

ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือ

แต่รัฐบาลก็ต้องตอบให้ได้ว่า มาตรการนั้นจำเป็นต้องเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจริงหรือไม่

ผมเห็นด้วยว่าประชาชนต้องได้รับการเยียวยา

แต่รัฐบาลก็ต้องพิสูจน์ว่าเงินจะไปถึงประชาชนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่รั่วไหลไปสู่โครงการการเมือง

ผมเห็นด้วยว่าประเทศต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน

แต่รัฐบาลก็ต้องอธิบายว่าอะไรคือโครงการเร่งด่วน อะไรคือโครงการระยะยาว และเหตุใดจึงต้องใช้เงินกู้ฉุกเฉิน

เพราะฉะนั้น จุดยืนของผมจึงไม่ใช่ “ค้านรัฐบาล” และไม่ใช่ “เชียร์รัฐบาล”

แต่คือการบอกว่า รัฐบาลมีเหตุผลที่รับฟังได้ แต่ยังมีคำถามที่ต้องตอบให้ชัดกว่านี้

พูดให้ชัดที่สุดคือ ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลในหลักการว่า วิกฤตพลังงานต้องมีมาตรการรับมือ และไม่ควรรอให้ประชาชนล้มก่อนจึงค่อยช่วย แต่ผมยังไม่พร้อมเห็นด้วยแบบไม่มีเงื่อนไขกับการใช้

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพราะเงินกู้ระดับนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือแก้วิกฤตวันนี้ แต่เป็นภาระทางการคลังของประเทศในวันหน้า
คำถามคือ เงินกู้ก้อนนี้จะเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” หรือจะกลายเป็น “หนี้เพื่อซื้อเวลา”

ผมยังไม่ฟันธง แต่อยากชวนทุกคนช่วยกันคิดว่า รัฐบาลตอบคำถามเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วน ความคุ้มค่า และความโปร่งใสได้ชัดพอแล้วหรือยัง
คุณๆ ประชาชนทั้งหลายคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ?

พระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่ที่เที่ยวกัมพูชา รัฐบาล เตือนข่าวปลอมปั่นกระแสโซเชียลใช้ภาพ Collage ทำสับสน

พระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่ที่เที่ยวกัมพูชา รัฐบาล เตือนข่าวปลอมปั่นกระแสโซเชียลใช้ภาพ Collage ทำสับสน

พระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่ที่เที่ยวกัมพูชา รัฐบาล เตือนข่าวปลอมปั่นกระแสโซเชียลใช้ภาพ Collage ทำสับสน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม ยืนยันไม่เป็นความจริง กรณีสื่อกัมพูชาอ้าง “พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่น่าเที่ยวกัมพูชา” 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม เพื่อยกระดับสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

โดยในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,017 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1  เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาว 50-99 ปี

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง วิธีสังเกตผงชูรสแท้ด้วยวิธีเบื้องต้น

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการคลัง เปิดเว็บไซต์ใหม่ยื่นชำระภาษี

อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน ทุกโรงน้ำดื่มทั่วประเทศ ต้องจ่ายค่าตรวจน้ำประจำปีเพิ่ม จากปกติ ปีละ 6,900 บาท เป็นปีละไม่เกิน 50,000 บาท

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง คนไทยกว่า 600 คน กลับประเทศไม่ได้ หลังกัมพูชาไม่เปิดด่านตามที่ตกลง

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพี เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม

ข่าวปลอม

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

“สำหรับข่าวปลอม เรื่อง “พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นจากสื่อออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ว่า พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นความจริง และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะบิดเบือนผ่านการใช้ภาพและแหล่งอ้างอิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งยังไม่พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันการจัดอันดับดังกล่าว โดยเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีลักษณะนำข้อมูลบางส่วนมาผสมกับภาพที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การใช้ภาพประกอบแบบรวม (collage) ที่มีทั้ง ภาพนครวัด และภาพพระราชวังที่คล้ายกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกใช้เป็นตัวแทนด้านการท่องเที่ยวของประเทศในสื่อสากลอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการกล่าวอ้างถึง “พระราชวัง” ในบริบทของกัมพูชา ย่อมหมายถึงสถานที่ภายในประเทศกัมพูชาเอง มิได้เกี่ยวข้องกับพระบรมมหาราชวังของไทย” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

รัฐบาลขอให้ประชาชน ตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.)

ราชทัณฑ์แจงยิบ! พักโทษ ทักษิณ พิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้

ราชทัณฑ์แจงยิบ! พักโทษ ทักษิณ พิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้

ราชทัณฑ์แจงยิบ! พักโทษ ทักษิณ พิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.37 น.

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า การพิจารณาพักการลงโทษต้องเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 มีเนื้อหาขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก ซึ่ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษชั้นกลางและจำคุกเป็นครั้งที่ 2 นั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียน ดังนี้

1.พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 วรรคแรก บัญญัติว่า “นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดีหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้” นั้นเป็นการกล่าวถึงภาพรวมของนักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่ามี 8 ข้อ ได้แก่ (1) ได้รับความสะดวกในเรือนจำตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ (2) เลื่อนชั้น (3) ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ (4) ลาไม่เกินเจ็ดวันในคราวหนึ่ง (5) ลดวันต้องโทษจำคุกให้เดือนละไม่เกินห้าวัน (6) ลดวันต้องโทษจำคุกลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะ (7) พักการลงโทษเมื่อนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างหนึ่งอย่างใดจะมากกว่า และ (8) ได้รับการพิจารณาอนุญาตให้ออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ ทั้งนี้ มิได้กล่าวถึงการกำหนดชั้นของนักโทษเด็ดขาดไว้แต่อย่างใด

2.กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ได้กำหนดเรื่องการพักการลงโทษกรณีปกติไว้ โดยนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป อาจได้รับพักการลงโทษไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด หากมีการพระราชทานอภัยโทษให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ มาตรา 52(7) ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า การพักการลงโทษ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการราชทัณฑ์ ดังนั้น กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2564 จึงมิได้เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 แต่อย่างใด

3.นายทักษิณ ต้องโทษจำคุก รวม 3 คดี ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุก 1 ปี โดยต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยว่า การบังคับโทษไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจถือเอาช่วงระยะเวลาที่จำเลยอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ จึงมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลยมีกำหนด 1 ปี ดังนั้น การบังคับโทษ 1 ปี ของนายทักษิณฯ จึงมิใช่กรณีกระทำความผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายอื่น และมิใช่กรณีเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งเคยต้องโทษจำคุกและพ้นโทษแล้วกลับมากระทำความผิดอีกภายในห้าปี นับแต่วันที่พ้นโทษจำคุกคราวก่อน
จากประเด็นดังกล่าว นายทักษิณ จึงมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 คือ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด และได้รับพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด

ทั้งนี้ การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน รอบคอบ และเป็นธรรม โดยมิได้มีการเลือกปฏิบัติหรือให้สิทธิประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่อย่างใด

กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาพักการลงโทษของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเสมอภาค โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน