สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ กับสมาคมความร่วมมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษาไทย–จีน โดยนายวัลลภ รัตนถาวร นายกสมาคม ร่วมลงนาม เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษาไทย-จีน  โดยมีนายราตรีสวัสดิ์ ธนานันท์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ ร่วมด้วย นางสาว Yunyun Wu อุปนายกสมาคมฯ นายอนุพงค์ มกรานุรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การพัฒนากำลังคนไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพังภายในประเทศ หากแต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศจีนมีประสบการณ์และมีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นด้านการพัฒนาการอาชีวศึกษา ทั้งการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับภาคอุตสาหกรรม การยกระดับทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ นับเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาการอาชีวศึกษาของไทย

“การลงนามในครั้งนี้เป็นตามเจตนารมย์ของทั้งสองฝ่าย เชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนบุคลากร นักเรียน นักศึกษา ทั้งด้านวิชาการ การฝึกอบรม การพัฒนาหลักสูตร รวมถึงการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน เสริมสร้างกิจกรรมสมรรถนะและทักษะภาษาจีนเพื่ออาชีพ บนพื้นฐานของมิตรภาพไทย-จีน เพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าถึงการเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพิ่มโอกาสสร้างความก้าวหน้าทางอาชีพในอนาคต และเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

สำหรับกรอบความร่วมมือ สอศ. และสมาคมฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนำร่อง ได้แก่ สาขาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า-เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการซ่อมบำรุงขั้นสูง สาขาปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI & Digital Technology) การผลิตอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูล และระบบ Chatbot สำหรับอุตสาหกรรมและการบริการ และสาขาเทคโนโลยีอาหาร (Food Technology) ในการนำนวัตกรรมการแปรรูปความปลอดภัยทางอาหาร และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ ทั้งนี้ ครอบคลุมสาขาอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของทั้งสองฝ่าย รวมถึงจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมภาษาจีน (เฉพาะด้านเทคนิค) และบูรณการหลักสูตรระยะสั้น ระยะยาว และหลักสูตรร่วม โดยจะนำร่องในสถานศึกษาที่มีความพร้อมเพื่อเป็นฐานในการปฏิบัติงานจริง

เปิดโครงการ ‘พลเมืองดิจิทัล 101’ หลักสูตรออนไลน์เสริมบทบาทครู ถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลสู่เยาวชน

เปิดโครงการ ‘พลเมืองดิจิทัล 101’ หลักสูตรออนไลน์เสริมบทบาทครู ถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลสู่เยาวชน

เปิดโครงการ ‘พลเมืองดิจิทัล 101’ หลักสูตรออนไลน์เสริมบทบาทครู ถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลสู่เยาวชน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสวันส่งเสริมอินเทอร์เน็ตปลอดภัยแห่งชาติ (Safer Internet Day) ที่กำลังจะมาถึงซึ่งปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกาศความร่วมมือกับ Meta และคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ “พลเมืองดิจิทัล 101” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดย พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดตัวโครงการ “พลเมืองดิจิทัล 101” หลักสูตรออนไลน์เพื่อเสริมบทบาทครูและอาจารย์ไทยในฐานะ Train-the-Trainer ถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลสู่เยาวชนและครอบครัว โดยเริ่มนำร่องในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 โรงเรียน ก่อนขยายผลสู่สถานศึกษาทั่วประเทศ

โครงการดังกล่าวขับเคลื่อนโดยความร่วมมือระหว่าง Meta และภาคีหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และเครือข่ายจากหลายภาคส่วน โดยหลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล 101” ถูกออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายจากภัยออนไลน์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน และมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มุ่งเสริมความพร้อมให้ครูและอาจารย์สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึงปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ ในบริบทของการเรียนการสอนและชีวิตประจำวัน

ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ Facebook ประเทศไทย กล่าวว่า หลักสูตร ‘พลเมืองดิจิทัล 101’ สะท้อนความมุ่งมั่นของ Meta ในการทำงานเชิงรุกเพื่อรับมือกับภัยออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราเชื่อว่าการเสริมทักษะและความรู้เท่าทันด้านดิจิทัลให้กับครู ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของระบบการศึกษา จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ให้กับเยาวชน ครอบครัว และสังคมไทยในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ

หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรออนไลน์ที่แบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่กระชับและผู้เรียนรู้สามารถเรียนจบในเวลา 2 ชั่วโมง พัฒนาโดย Meta ร่วมกับภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เนื้อหามีความถูกต้อง ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทการใช้งานจริงของสังคมไทย โดยครอบคลุมหัวข้อสำคัญ อาทิ การสร้างพฤติกรรมออนไลน์ที่เหมาะสม การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

ดร.รัชดา ไชยคุปต์ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ “พลเมืองดิจิทัล 101” กล่าวว่า “หลักสูตรนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังเยาวชนให้ใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยบนโลกดิจิทัล นอกจากนี้โครงการนี้ยังสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคการศึกษา และหน่วยงานภาคเอกชนในทุกระดับ”

หลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล 101” มีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 และเปิดให้เรียนฟรีบนแพลตฟอร์ม Chula MOOC โดยจะเริ่มนำร่องในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครกว่า 437 โรงเรียน ก่อนนำข้อเสนอแนะจากการใช้งานจริงมาปรับปรุงและขยายผลสู่ครูและอาจารย์ทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าเรียนรู้และรับใบประกาศนียบัตรได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์และการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการใช้สื่อและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างรอบคอบและปลอดภัย

พล.ต.ต. ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การที่โครงการนี้กำหนดให้บุคลากรทางการศึกษาเป็นแกนกลางในการกระจายองค์ความรู้ให้กับเยาวชนถือเป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมในการปลูกฝังภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เยาวชน ถือเป็นการทำน้อยแต่ได้มากและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญอย่างมากในทางยุทธศาสตร์การป้องกัน

การเปิดตัวหลักสูตร “พลเมืองดิจิทัล 101” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการเสริมสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัล และสนับสนุนให้สังคมไทยสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และยั่งยืนในระยะยาว

วว.จัดอบรมฟรี! ‘พัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง’ เสริมแกร่งเกษตรกรไทย

วว.จัดอบรมฟรี! ‘พัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง’ เสริมแกร่งเกษตรกรไทย

วว.จัดอบรมฟรี! ‘พัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง’ เสริมแกร่งเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ และสถานีวิจัยลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเอกชน ได้แก่  บริษัทโฮมซีดเมล็ดพันธุ์ตราบ้าน และบริษัทสยามคูโบต้า จัดอบรมฟรี! หลักสูตร “การพัฒนาปัจจัยในการผลิตไม้ดอกคุณภาพสูง” ในวันที่ 1 และ 5-6 มีนาคม 2569 ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา ภายใต้การดำเนิน โครงการนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เพื่อการผลิตไม้ดอกอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการจำนวน 3 รอบ ตามกลุ่มพืชที่สนใจได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมอบรม จะได้รับสิทธิพิเศษ ดังนี้ 1.ทดลองขับรถปลูกดอกไม้ รถไถพรวน , 2.รับเกียรติบัตรจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย , 3.ฟังบรรยายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองพร้อมวัสดุเพาะสำหรับอบรมวันที่ 5 หรือ 6 มีนาคม 2569 , 4.ฟังบรรยายหัวพันธุ์ปทุมมาปลอดโรค สำหรับอบรมวันที่ 7 มีนาคม 2569 , 5.การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมี สูตร วว. สำหรับไม้ดอกโดยเฉพาะ และ 6.ชมโรงผลิตปุ๋ย ผลิตวัสดุปลูก และแปลงไม้ดอก เป็นต้น

ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ม.นครพนม เตรียมจัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 27 ขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน..เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดแถลงข่าวการจัดงาน “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 โดยมี ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม และ นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม เข้าร่วมแถลงข่าว

ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวชื่นชมบทบาทของมหาวิทยาลัยนครพนมในฐานะแหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้ด้านการเกษตรทุกระดับ เพื่อนำไปใช้พัฒนาเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่าพื้นที่จังหวัดนครพนมมีความโดดเด่นด้านงานวิจัยทางการเกษตรมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านสัตวบาล อาทิ การเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ และการเพาะเห็ด นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาสายพันธุ์ “ไก่ศรีโคตบูรณ์” ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษา และนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารเพื่อทดสอบตลาดและสร้างความภาคภูมิใจ รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือจาก สปป.ลาว และจังหวัดต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ พร้อมเน้นย้ำการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ อาทิ โดรนพ่นยาและปุ๋ย รถไถไร้คนขับที่ควบคุมด้วยระบบ GPS รวมถึงการจัดตั้ง โรงงานต้นแบบ เพื่อช่วยชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจดทะเบียน อย. และสิทธิบัตร อีกทั้งยังได้ประชาสัมพันธ์การมอบ ทุนการศึกษาเรียนฟรีประมาณ 40 ทุน สำหรับบุตรหลานเกษตรกร และตั้งเป้ายกระดับงานเกษตรลุ่มน้ำโขงสู่ งานเกษตรแห่งชาติในปี 2571

ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่า งานเกษตรลุ่มน้ำโขงปีนี้มุ่งเน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรด้วยนวัตกรรม อาทิ การแปรรูปสับปะรดท่าอุเทนผ่านโรงงาน Pilot Plant เพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งออก พร้อมจัดหลักสูตรอบรมอาชีพหลากหลาย เช่น การเลี้ยงกบ การเลี้ยงปูนา การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ การพัฒนาโคเนื้อสู่โคลูกผสมวากิว รวมถึงกิจกรรมการแข่งขันและการประกวดต่าง ๆ เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจร

ขณะที่ นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม กล่าวถึงการบูรณาการความร่วมมือกว่า 20 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยีสู่พื้นที่จริง ครอบคลุมด้านดิน น้ำ และการแปรรูปสินค้า พร้อมจัดบูธจำหน่ายสินค้าเกษตรมูลค่าสูงกว่า 50 บูธ รวมถึงการจัดเสวนาวิชาการระดับนานาชาติร่วมกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการเชิญเกษตรกรจากแขวงคำม่วน สปป.ลาว เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

ด้าน นายอนุชิต หงษาดี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม กล่าวว่า อบจ.นครพนม พร้อมสนับสนุนการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการส่งเสริมอาชีพ “เลี้ยงกบและเลี้ยงไก่” รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณด้านการอบรมเกษตรกรและกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ภายในงานฯ ยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ การพัฒนาทักษะ และการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยมีการจัดนิทรรศการวิชาการ ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี สู่วิถีเกษตรยั่งยืน” จากสาขาวิชาต่างๆ ของคณะเกษตรและเทคโนโลยี ควบคู่กับการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานภายใน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

มมส ลงนาม MOU/MOA มุ่งพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) นำโดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะการบัญชีและการจัดการ และคณะแพทยศาสตร์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อลงนามความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU/MOA) และศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีขนส่งสมัยใหม่ หวังยกระดับหลักสูตรและการวิจัยสู่มาตรฐานสากล ณ China Railway Rolling Stock Corporation (CRRC) เพื่อศึกษานวัตกรรมการผลิตและโครงสร้างอุตสาหกรรมขนส่งสมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้าของมหาวิทยาลัย

และได้มีการลงนามความตกลงความร่วมมือ (MOA) กับ Tianjin Railway Technical and Vocational College (TRVC) โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนบุคลากรและนิสิต รวมถึงการจัดทำโปรแกรมฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง เพื่อสร้างกำลังคนที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ มมส ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ Tianjin Transportation Technical College (TTTC) เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบ Engineering Practice Innovation Project (EPIP) ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริงผ่านโครงงานนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคและการทำงานร่วมกันเป็นทีม

ความร่วมมือครั้งนี้ ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาหลักสูตรสหสาขาวิชา (Multidisciplinary) โดยมีการเตรียมความพร้อมร่วมกับคณะการบัญชีและการจัดการ และคณะแพทยศาสตร์ ในการพัฒนาหลักสูตรร่วมแบบสหสาขาวิชาในอนาคต อาทิ หลักสูตรด้านการจัดการโลจิสติกส์ การบริหารเทคโนโลยี เพื่อรองรับโครงข่ายการขนส่งสมัยใหม่ และการประยุกต์ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในระบบบริการทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส กล่าวว่า การเดินหน้าสร้างเครือข่ายนานาชาติในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมรถไฟความเร็วสูงและเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

‘แอน สิเรียม’ ร่วมฉลองเทศกาลความรัก กับอาหารอร่อย ในลิ้นติดโปรแฟร์

'แอน สิเรียม' ร่วมฉลองเทศกาลความรัก กับอาหารอร่อย ในลิ้นติดโปรแฟร์

‘แอน สิเรียม’ ร่วมฉลองเทศกาลความรัก กับอาหารอร่อย ในลิ้นติดโปรแฟร์

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.07 น.

เปิดตลาดวันแรก กับมหกรรมอาหารอร่อย “ ลิ้นติดโปรแฟร์ เมนูติดตาว ” นัดนี้ปักหมุดกันที่ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ตั้งแต่วันที่ 6-15 ก.พ.นี้ ตลอด10 วัน เต็ม!!  อิ่มหวานไปกับเทศกาลวันวาเลนไทน์ ที่เหล่าคู่รัก เพื่อนรัก ครอบครัวที่รัก ได้มีโมเม้นต์เลือกช้อปของอร่อยแบบหวานฉ่ำ!! ไม่ซ้ำใคร 

คึกคัก!! ตั้งแต่ช่วงพิธีเปิดงานกับบรรยากาศความรัก!! โดยเจ้าแม่ตลาด ก้อง ปิยะ-ท็อป ดารณีนุช ร่วมด้วย คุณกัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ พร้อมนักแสดงตัวแม่มากฝีมือ “ แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ”  ที่มาร่วมเชิญชวนชิม และเหล่าดาราเจ้าของร้านอร่อย  ผัดไท ดีใจ , ธงธง มกจ๊ก , โบ๊ท ธารา ที่มาร่วมเปิดงาน  พร้อมเสิร์ฟเมนูเด็ด ให้เหล่านักชิม และ FC ได้ช้อปแบบใกล้ชิด อิ่มฟินกันสุดๆ และในช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก เจ้าของตลาดเลยจัดหนัก ขนศิลปิน ดาราหมุนเวียนกันมามอบความสุข  ให้เหล่านักช้อปได้เลือกสรรเมนูที่ถูกใจ  โดยวันที่ 7 ก.พ. พบกับ อั๋น อัครพรรฒ / 8 ก.พ. ไข่มุก รุ่งรัตน์ / 9 ก.พ. ปาย สิตางค์  / 10 ก.พ.ตุ๊ก ชนกวนัน  / 11 ก.พ. นิว ชัยพล  / 12 ก.พ. เจี๊ยบ ชมพูนุช  / 13 ก.พ.มะลิ โคทส์ / 14 ก.พ. รอน AF และ 15 ก.พ. ไนกี้  นิธิดล  ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของทุกวัน  ให้คุณลูกค้าได้เพลิดเพลิน เดินช้อปตลอดทั้งงาน    ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 กุมภาพันธ์นี้  ณ  ชั้น B  ฟิวเจอร์พาร์ค  ละลานตาของดีของอร่อยกว่า  1,000 เมนู ที่เคลื่อนที่มาให้ได้เลือกสรร อิ่มหนำสำราญกับ อาหารสุดเลิฟ!!

-(016)

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ สนง.แรงงาน มอบกายอุปกรณ์แก่กลุ่มเปราะบาง จ.สมุทรสงคราม ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ สนง.แรงงาน มอบกายอุปกรณ์แก่กลุ่มเปราะบาง จ.สมุทรสงคราม ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ สนง.แรงงาน มอบกายอุปกรณ์แก่กลุ่มเปราะบาง จ.สมุทรสงคราม ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.00 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับสำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม และทีมงานรายการสถานีประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อมอบกายอุปกรณ์ในการดำรงชีวิตให้แก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

9 กุมภาพันธ์ 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงานมูลนิธิฯ และทีมงานรายการสถานีประชาชน ได้ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อมอบอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหวแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยได้รับการประสานงานจากนางรภัสสา พานิกุล แรงงานจังหวัดสมุทรสงคราม ในการคัดกรองผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และมีนางกัลยา เขียวเปลื้อง ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงพื้นที่ด้วย

ในการนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้มอบรถเข็นวีลแชร์ให้แก่ นางสาวนกกวัก ด้วงกำเนิด อายุ 52 ปี และนางทุเรียน ศรีสุข อายุ 78 ปี ผู้พิการและผู้สูงอายุในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตประจำวันและการเดินทาง พร้อมกันนี้ คณะทำงานยังได้เดินทางต่อไปยังบ้านของนายโสภณ ม่านทอง อายุ 51 ปี ในพื้นที่อำเภอบางคนที เพื่อมอบรถเข็นวีลแชร์เพิ่มเติม ขณะที่ไม้เท้าสามขา วอล์กเกอร์ และแพมเพิร์ส ได้มอบหมายให้สำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้พิจารณาจัดสรรและกระจายให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็นต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนสเปรย์เช็ดตัวผู้ป่วย Clean&Care จากบริษัท มัมแอนด์มี แคร์ จำกัด มอบให้แก่ผู้สูงอายุจำนวน 3 ราย เพื่อช่วยดูแลสุขอนามัย ลดภาระของผู้ดูแล และอำนวยความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงในชีวิตประจำวัน

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้พิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแล้ว ยังเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมแสดงความจงรักภักดีผ่านการทำความดีเพื่อสังคม

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยังคงเดินหน้าภารกิจด้านการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ผ่านการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริงในทุกพื้นที่

ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี! สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี!  สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี! สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษาคนพิการ เข้าศึกษาประจำปีการศึกษา 2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร กับหลักสูตรต่างๆ ทั้งระดับ ปวช. ปวส. และชั้นเตรียมการศึกษา (สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 15 ปี ขึ้นไป) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มีโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพ และต่อยอดสู่อาชีพอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป เริ่มสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 28 มีนาคม 2569 และผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาน้องๆ ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน

สำหรับปีการศึกษา 2569 วิทยาลัยฯ จะเปิดรับสมัคร 3 หลักสูตร คือ

1.) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า)

2.) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ

3.) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15ปี ขึ้นไป

ทั้งนี้เอกสารที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน รูปถ่าย 1.5 นิ้ว 4 รูป  สำเนาบัตรคนพิการ สำเนาวุฒิการศึกษา ใบสูติบัตร(ถ้ามี) ใบรับรองแพทย์ (ไม่เป็นโรคติดต่อ) โดยน้องๆ ผู้เรียนจะได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาจนจบระดับ ปวช.–ปวส. เพื่อให้สามารถมีงานทำ ดูแลตนเองและครอบครัวได้

ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย มีหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหาร 3 มื้อ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เป็นสื่อทันสมัย โดยเปิดรับตั้งแต่วันนี้ถึง 28 มีนาคม 2569 ซึ่งผู้พิการทางการเคลื่อนไหวสามารถสมัครได้แล้วที่ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ หรือ fb วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณแพร โทร 064 109 4401 หรือ 042 465 645 หรือดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://www.nrtc.ac.th

ทั้งนี้ สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่ 295 6 00370 4 หรือผ่านระบบ e -Donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ รายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้ในการจัดการศึกษา ฝึกอาชีพ บริหารจัดการ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืนต่อไป

-(016)

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ คือใคร และเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ คือใคร และเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ คือใคร และเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.26 น.

เมื่อพูดถึงสุขภาพช่องปาก หลายคนอาจนึกถึงหมอฟัน คลินิก หรือโรงพยาบาล แต่มีอีกหนึ่งองค์กรสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคุณภาพการรักษาฟันของคนไทย นั่นคือ ราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ เป็นองค์กรวิชาชีพของทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำหน้าที่กำกับมาตรฐานการฝึกอบรม การสอบวุฒิบัตรและการพัฒนาความรู้ของทันตแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่างๆ เพื่อให้การรักษาทางทันตกรรมของประเทศมีคุณภาพ ปลอดภัยและสอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิชาการ

กล่าวให้เข้าใจง่าย ราชวิทยาลัยฯ ทำหน้าที่ดูแล “มาตรฐานของผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า เมื่อจำเป็นต้องรับการรักษาที่ซับซ้อนหรือเฉพาะทาง จะได้รับการดูแลจากทันตแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมและการประเมินอย่างเหมาะสม

นอกจากบทบาทด้านวิชาชีพแล้ว ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับ การสื่อสารความรู้และการทำงานร่วมกับสังคม ในหลายสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปาก หรือประเด็นทางทันตกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม
ราชวิทยาลัยฯ มีบทบาทในการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้ความเห็นทางวิชาการอย่างรอบด้าน เพื่อช่วยให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ยินความเชื่อเรื่องฟันถูกส่งต่อกันมา บางเรื่องเป็นความจริง แต่บางเรื่องอาจไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการ เช่น ฟันไม่เจ็บไม่จำเป็นต้องตรวจ หรือฟันน้ำนมไม่จำเป็นต้องดูแลมาก ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ อาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงขึ้นในระยะยาว โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ความรู้ด้านสุขภาพช่องปาก ควรถูกถ่ายทอดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเข้าใจง่ายสำหรับประชาชน

คอลัมน์ “ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน” จึงตั้งใจเป็นพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางทันตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญของราชวิทยาลัยฯ สู่ชีวิตประจำวันของผู้อ่าน

เนื้อหาในคอลัมน์จะหยิบคำถามที่พบบ่อย ความเชื่อที่ควรปรับความเข้าใจ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือประเด็นด้านทันตกรรมในสังคม รวมถึงคำแนะนำในการดูแลฟันและช่องปากในแต่ละช่วงวัย มาเล่าในภาษาที่เป็นมิตร และนำไปใช้ได้จริง ในหลายตอนผู้อ่านจะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญทันตแพทย์เฉพาะทางจากสาขาต่างๆ ของราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย ที่เวียนมาร่วมตอบคำถามและให้ข้อมูลในมุมที่ตรงประเด็น เพื่อให้เรื่องฟันแต่ละเรื่อง ได้คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมที่สุด

ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

เป้าหมายของคอลัมน์นี้ ไม่ใช่การทำให้ผู้อ่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรม แต่คือการช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นใจ เพราะสุขภาพช่องปากที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของรอยยิ้ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวม

จากนี้ไป เดือนละสองครั้งคอลัมน์ “ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน” จะขอพาทุกคนมาคุยเรื่องฟัน อย่างตรงไปตรงมา เข้าใจง่ายและมีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ


ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์
หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

PM2.5 ฝุ่นพิษทะลุปอดสู่กระแสเลือด ตัวเร่งโรคร้ายที่มองไม่เห็น

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.05 น.

PM2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่น และไม่ใช่เพียงหมอกควันที่ทำให้ท้องฟ้าขมุกขมัว แต่คือ “สารพิษล่องหน” ที่แทรกซึมอยู่ในทุกลมหายใจที่เราสูดเข้าไป ฝุ่นจิ๋วชนิดนี้มีขนาดเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น และเล็กเกินกว่ากลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายจะรับมือได้ ส่งผลให้สามารถเล็ดลอดผ่านจมูกและหลอดลม แทรกซึมเข้าสู่ปอด ก่อนซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างเงียบงัน แม้ในวันที่อากาศดูเหมือน “ปกติ” PM2.5 ยังคงล่องลอยปะปนอยู่ในอากาศ พาสารพิษและโลหะหนักเดินทางไปทั่วร่างกาย กระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์โดยไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดในทันที จนความเสียหายค่อย ๆ สะสมและกลายเป็นความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงในระยะยาวโดยที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว

พญ. มัณฑนา สันดุษฎี อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ        และแพทย์เวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือเล็กกว่าหน้าตัดเส้นผมของคนทั่วไปประมาณ 20 เท่า ทำให้ร่างกายไม่สามารถดักจับหรือกำจัดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ฝุ่นสามารถผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติในระยะเฉียบพลัน เช่น ไอ ระคายเคืองจมูก คันคอ เจ็บคอ แสบตา คันตา หรือเกิดผื่นคันทางผิวหนัง ซึ่งหลายคนมักมองว่าเป็นอาการเล็กน้อยและปล่อยผ่าน

PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงฝุ่นธรรมดา แต่เป็นฝุ่นพิษที่มักมีสารอันตรายและโลหะหนักเกาะติดมาด้วย เช่น ปรอท แคดเมียม และสารหนู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงในหลายระบบของร่างกาย

พญ. มัณฑนา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การได้รับ PM2.5 อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้งโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืดกำเริบ ถุงลมโป่งพอง และปอดอักเสบติดเชื้อ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด อาทิ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลยืนยันว่า PM2.5 มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปอด ผ่านกระบวนการอักเสบเรื้อรังและความผิดปกติในระดับเซลล์ โดยมะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การเอกซเรย์ปอดทั่วไปอาจยังไม่พบความผิดปกติ จนกระทั่งโรคลุกลามแล้ว

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองด้วย Low Dose CT (LDCT) ซึ่งเป็นวิธีที่มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบความผิดปกติของปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดีที่สุด แพทย์แนะนำให้ประชาชนติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากาก N95 เมื่อจำเป็นต้องออกนอกอาคาร และหากมีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที

พญ. มัณฑนา กล่าวทิ้งท้ายว่า “PM2.5 เป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงในทันที แต่ผลกระทบจะค่อย ๆ สะสมและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะต่อปอด หัวใจ และหลอดเลือด การป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงฝุ่น สวมหน้ากากที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองปอดในกลุ่มเสี่ยง จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่อันตรายจะลุกลามเกินกว่าจะรับมือได้”

สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1270 หรือ Line:@praram9hospital หรือคลิก https://hubs.li/Q041djd_0 และอ่านบทความสาระความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับภัยจากฝุ่น PM2.5 และมะเร็งปอดเพิ่มเติมได้ที่ Website: www.praram9.com หรือคลิก ภัยจากฝุ่นจิ๋ว 2.5 และมะเร็งปอด