กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง ‘โครงการฯ ลำแชะ’ ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง 'โครงการฯ ลำแชะ' ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

กรมชลฯ เดินหน้าปรับปรุง ‘โครงการฯ ลำแชะ’ ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าโมเดลปรับปรุง “โครงการฯ ลำแชะ” โคราช ชู 10 กลุ่มโครงการ บูรณาการนวัตกรรม IoT พลิกฟื้นระบบชลประทาน คืนความสุขสู่พื้นที่กว่า 98,000 ไร่ กรมชลประทาน เปิดผลการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุง “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ จังหวัดนครราชสีมา” เตรียมยกระดับระบบชลประทานครั้งใหญ่หลังใช้งานยาวนานกว่า 28 ปี มุ่งแก้ปัญหาการสูญเสียน้ำ บรรเทาอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อำเภอครบุรีและอำเภอโชคชัยอย่างยั่งยืน พลิกโฉมระบบชลประทานเก่า สู่ยุค Smart Irrigation

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้ก่อสร้างและส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรมาตั้งแต่พ.ศ. 2542 ทว่าจากการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน ทำให้ระบบส่งน้ำเดิมบางส่วนชำรุดเสียหาย เกิดการสูญเสียน้ำในระบบ และส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมตอนท้ายน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในพื้นที่ยังประสบปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ กรมชลประทานจึงได้ระดมสมองและศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงการฯ บรรเทาปัญหาน้ำต้นทุน ปัญหาระบบชลประทาน ปัญหาการระบายน้ำ และปัญหาบุคลากรที่ลดลง โดยเสนอมาตรการทั้งแบบใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรน้ำให้สอดรับกับความต้องการในปัจจุบัน เปิดไฮไลต์ 10 กลุ่มโครงการ ยกระดับความมั่นคงด้านน้ำสำหรับมาตรการใช้สิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แบ่งออกเป็น 10 กลุ่มโครงการ ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งมาตรการผันน้ำเติมระบบคลองชลประทาน: ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำและระบบผันน้ำจากฝายบ้านแชะ ฝายบ้านไผ่ 1 และสถานีสูบน้ำบ้านไร่ เพื่อดึงน้ำจากลำแชะและแม่น้ำมูลเข้ามาเติมในคลองสายหลัก ลดภาระการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำลำแชะโดยตรง รวมทั้งซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างเดิม เช่น ซ่อมแซมดาดคอนกรีตคลองส่งน้ำที่ชำรุดรวม 38.5 กิโลเมตร และปรับปรุงคลองส่งน้ำที่มีปัญหาตกท้องช้างหรือท้องคลองสูง เพื่อให้ส่งน้ำไปถึงปลายคลองได้อย่างทั่วถึง โดยจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาระบบโทรมาตรและ IoT (Internet of Things) ซึ่งมีการติดตั้งห้องควบคุม 1 แห่ง สถานีรอง 4 แห่ง และสถานีสนาม 10 แห่ง เพื่อตรวจสอบและบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ แม่นยำ และประหยัดกำลังคน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัย: ขุดลอกลำแชะที่ตื้นเขินรวม 6 ช่วง ระยะทาง 17 กิโลเมตร ปรับปรุงท่อลอดคลองส่งน้ำที่กีดขวางทางน้ำหลาก รวมถึงปรับปรุงคลองส่งน้ำ 33L-RMC เชื่อมสู่แม่น้ำมูล เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการศึกษาโครงการได้มีการรับฟังเสียงประชาชน ร่วมคิด ร่วมสร้าง เพื่อผลประโยชน์สูงสุด โดยกรมชลประทานได้เน้นย้ำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีการจัดประชุมปฐมนิเทศ และประชุม กลุ่มย่อยร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ผู้นำชุมชน และราษฎรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาที่แท้จริงและปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้เป็นธรรมที่สุด เช่น การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ การส่งน้ำแบบรอบเวรร่วมกัน ผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับเมื่อโครงการปรับปรุงนี้แล้วเสร็จ จะสร้างผลประโยชน์ครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งด้านการเกษตรจะมีพื้นที่ชลประทาน 98,467 ไร่ ที่ได้รับน้ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึงมากขึ้น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและท้ายน้ำ ในด้านอุปโภค-บริโภคสร้างความมั่นคงให้กับระบบประปาหมู่บ้าน ประปาเทศบาล และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาครบุรี นครราชสีมา และ เฉลิมพระเกียรติ รองรับความต้องการใช้น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า สำหรับด้านภัยแล้งและอุทกภัยจะบรรเทาความเสียหายจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ริมลำแชะในฤดูน้ำหลาก และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในช่วงวิกฤตภัยแล้ง “เพราะน้ำคือชีวิต”

การปรับปรุงโครงการฯ ลำแชะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีต แต่เป็นการเติมระบบอัจฉริยะและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้พี่น้องชาวโคราชมีน้ำกินน้ำใช้ และทำการเกษตรได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน”

CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026 ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย

CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026  ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย

CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026 ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.45 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดตัว Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทยอย่างเป็นทางการ ภายในงานแถลงข่าว Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปักหมุดดัน “ประเทศไทย” ขึ้นแท่น “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” (Content Hub of Asia) คาดเกิดการเจรจาทางธุรกิจกว่า 500 คู่ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มสตรีมมิงจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix, I-Qiyi International (Thailand) และบริษัทชั้นนำของไทยและต่างชาติกว่า 120 ราย ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ศักยภาพ “คอนเทนต์ไทย” กับโอกาสเติบโต “ในระดับสากล”

คอนเทนต์ไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็น New Wave ของเอเชียอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จของหลายผลงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)” (2568) ที่คว้ารางวัล Grand Prize จากสายประกวด Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประจำปี 2025, ภาพยนตร์ “หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)” (2567) ที่สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จและกวาดรายได้ระดับพันล้านบาท พร้อมได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ชมทั่วเอเชีย, ซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn)” (2568) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดซีรีส์ “ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” (2569)  จากการเข้าร่วมโครงการ CEA Content Lab ในปี 2023 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากล จนได้เข้ารอบ Final Pitch รวมถึงการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่ง Netflix แพลตฟอร์มระดับโลกได้พัฒนา ต่อยอด และลงทุนจนโปรเจ็กต์นี้เป็นซีรีส์ที่สมบูรณ์ สะท้อนถึงศักยภาพโปรดักชันและบทที่เล่าเรื่องสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ เข้มข้น และมีมิติ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ปี 2566 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 119,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี ขณะเดียวกัน ผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีทั้งบุคลากร ความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

CEA และ DITP จึงผนึกความร่วมมือจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในปี 2569 เพื่อสร้างแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่หลอมรวมมิติการค้า การลงทุน และการพัฒนาคอนเทนต์ไว้อย่างครบวงจร โดย CEA ร่วมจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 หรือ BICM2026 ภายใต้งาน TCM2026 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุน ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มชั้นนำจากทั่วโลก พร้อมผลักดันศักยภาพของ Thai Content สู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระดับสากล

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “BICM2026 คือก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์ของเอเชีย โดยเป็นเวทีเชื่อมนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุนและผู้ผลิตจากทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เรามุ่งสร้างระบบและมาตรฐานที่แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และตลาดสากล เพื่อยกระดับ ‘คอนเทนต์ไทย’ จากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ‘High-Value IP’ และผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”

Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ (BL/GL) แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมด้วย Market & Pavilion พื้นที่จัดแสดงสำหรับบุคคลทั่วไป (B2C) กว่า 400 บูธ พร้อมด้วยโซนธุรกิจ (B2B) อีกกว่า 100 บูธ จากบริษัทในอุตสาหกรรมบันเทิง

2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (Film) ซีรีส์และละคร (TV & Series) รวมถึงแอนิเมชัน (Animation) ผ่านกิจกรรมการนำเสนอโครงการ (Pitching), กิจกรรมเจรจาธุรกิจ Business Matching (B2B) และกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking Reception) อย่างครบวงจร สำหรับปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 120 บริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix,
I-Qiyi International (Thailand) ฯลฯ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ BICM2026 คือเวทีนำเสนอผลงานสู่ตลาดสากล และกิจกรรมสร้างเครือข่าย ประกอบด้วย

1. BICM Pitching & Awards เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร

Asian Project Pitching 12 โปรเจ็กต์ศักยภาพสูงจากเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาค พร้อมชิงเงินทุนสนับสนุนการผลิตรวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง
Thai Project Pitching 18 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในขั้นตอนพัฒนาของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call เพื่อค้นหาผู้ร่วมลงทุนพัฒนาโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
Thai Story Pitching 25 บทภาพยนตร์และซีรีส์ของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์สำหรับไปพัฒนาต่อ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์

Work-in-Progress (WIP) Screening พื้นที่ที่ให้บริการฉายภาพยนตร์และซีรีส์ที่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเปิดเวทีให้บริษัทชั้นนำของไทยได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์แก่ผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุน (Co-production) และตัวแทนจำหน่าย (Sales Agents) ก่อนที่ผลงานจะเสร็จสมบูรณ์
Networking Reception กิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าจากทั้งในและต่างประเทศ

3. เวทีเสวนาและเวิร์กช็อปกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

Industry Forum ฟอรัมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือของสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทชั้นนำระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่าง ๆ เช่น Regional Content Spotlights: From Local Hits to Global Formats, AI For Creative Industries, พิกัดใหม่คอนเทนต์ไทย รอดในบ้าน รุกในโลก, The New Frontier of Thai Content ฯลฯ
Workshop เวิร์กช็อปเพื่อยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อสำคัญ เช่น AI in Animation, Art of Lighting, Content IP Protection & Utilization ฯลฯ

“Thailand Content Market 2026 และ Bangkok International Content Market 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานอีเวนต์คอนเทนต์สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะเชื่อมผู้ผลิตไทย นักสร้างสรรค์ไทย และเครือข่ายระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดัน ‘คอนเทนต์ไทย’ ให้ก้าวสู่ ‘เวทีโลก’ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้แก่ประเทศ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation” ดร. ชาคริต กล่าวทิ้งท้าย

Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน TCM2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

กำธร ศิลาอ่อน รับรางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026” ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย

กำธร ศิลาอ่อน รับรางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026” ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย

กำธร ศิลาอ่อน รับรางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026” ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.09 น.

กำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 สาขาอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้บริหารองค์กรที่มีวิสัยทัศน์และความเป็นเลิศในการบริหารงานจนประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล

รางวัลดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จในการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิดของคุณกำธรที่มุ่ง “นำองค์กรก้าวสู่อนาคตด้วยความเข้าใจผู้บริโภค ปรับตัวอย่างไม่หยุดนิ่ง และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง” พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคผ่านนวัตกรรมสินค้าและบริการ ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ในโอกาสนี้ ภัทรา ศิลาอ่อน ประธานกรรมการ (ที่ 3 จากขวา) พร้อมด้วย มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร (ที่ 2 จากซ้าย) และครอบครัวร่วมแสดงความยินดี 

จัดโดยนิตยสาร Business+ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569

รู้จัก ‘ช่างหยก’ Grand Master T แห่ง CT Studio คนไทยผู้สร้างชื่อ PMU ไทยบนเวทีโลก

รู้จัก 'ช่างหยก' Grand Master T แห่ง CT Studio คนไทยผู้สร้างชื่อ PMU ไทยบนเวทีโลก

รู้จัก ‘ช่างหยก’ Grand Master T แห่ง CT Studio คนไทยผู้สร้างชื่อ PMU ไทยบนเวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.55 น.

หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะ “น้องชายดีเจต้นหอม” แต่ในวงการ PMU เขาคือ “Grand Master T” จาก CT Studio คนไทยที่เคยคว้าแชมป์สักปากอันดับ 1 ทั้งในประเทศไทย เกาหลี และอินโดนีเซีย

จากคนหน้ากล้องในสายงานสื่อและโฆษณา สู่เส้นทาง PMU ที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์ ศิลป์ และความแม่นยำบนใบหน้า ชื่อของ Grand Master T เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในเวทีนานาชาติ ล่าสุด Grand Master T ได้รับเชิญให้เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ขึ้นโชว์เทคนิคสักปาก 9D ซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาพัฒนาขึ้นด้วยตัวเอง บนเวทีแข่งขันสักคิ้วสักปากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ซึ่งมีผู้เข้าแข่งขันกว่า 2,000 คนจากทั่วโลก

บนเวทีเดียวกัน “ช่างหยก” จาก CT Studio ยังสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทสักคิ้วลายเส้น Hair Stroke บนคนจริงกลับมาได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นว่าฝีมือช่างไทยในวงการ PMU ทั้งงานสักปาก ฝังสีปาก และสักคิ้วลายเส้น สามารถยืนอยู่บนเวทีเดียวกับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ ปัจจุบัน CT Studio ยังคงพัฒนางานสักคิ้วและสักปากในแนวทางที่เน้นความละเอียด ความเป็นธรรมชาติ และการออกแบบเฉพาะบุคคล โดยมี Grand Master Claudia ผู้ร่วมก่อตั้ง CT Studio และเจ้าของเทคนิค 9D สักคิ้วลายเส้น ร่วมวางรากฐานมาตรฐานการออกแบบคิ้วให้เหมาะกับโครงหน้าและผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ จากชื่อที่หลายคนคุ้นในฐานะน้องชายของคนดัง วันนี้ Grand Master T กำลังสร้างชื่อของตัวเองในฐานะคนไทยที่พาฝีมือ PMU ไทยออกไปสู่สายตานานาชาติ และ CT Studio ก็กำลังถูกพูดถึงในฐานะทีมไทยที่ตั้งใจผลักดันงานสักคิ้วสักปากไทยให้ไปไกลกว่าที่หลายคนเคยรู้จัก

สำหรับ CT Studio ตั้งอยู่ที่ The Shelter โชคชัย 4 ชั้น 2 (Big C Food Service) ลาดพร้าว Facebook: CT Studio Thailand https://www.facebook.com/CT.StudioThailand Instagram: c.t.studio https://www.instagram.com/c.t.studio/ Tiktok: https://www.tiktok.com/@ctstudio.artist Website: https://ctstudiothailand.com/ Google Map: https://share.google/vf5tAQULLXJXSqbWM โทร 097-224-4554 LINE: @575wlcdb

6 ประเทศพันธมิตร ร่วมแบ่งปันแนวทางขับเคลื่อนนวัตกรรมบนเวที ‘SITE 2026’ ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

6 ประเทศพันธมิตร ร่วมแบ่งปันแนวทางขับเคลื่อนนวัตกรรมบนเวที 'SITE 2026' ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

6 ประเทศพันธมิตร ร่วมแบ่งปันแนวทางขับเคลื่อนนวัตกรรมบนเวที ‘SITE 2026’ ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.44 น.

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ภายในงาน SITE 2026 (Startup & Innovation Thailand Expo 2026) จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติหรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ได้จัดเวทีเสวนา “Innovation Diplomacy for Global Impact” บน Main Stage โดยรวบรวมผู้แทนทางการทูตและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ชิลี สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และลักเซมเบิร์ก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “Innovation Diplomacy” ไม่ได้หมายถึงเพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน ระบบสาธารณสุข การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต

ดร. คริสตีนา คูวายา-ซานโทพูลอส เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของประเทศ โดยปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ การสร้างเครือข่าย และทักษะผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมย้ำว่าความร่วมมือกับประเทศไทยสามารถต่อยอดได้ทั้งด้าน FoodTech การใช้ประโยชน์จากชีวมวล และการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่

นางอัสตริด เอมิลี เฮลเลอ เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของการศึกษาและนโยบายภาครัฐในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ผ่านระบบการศึกษาฟรีจนถึงระดับปริญญาเอก ควบคู่กับการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยและนอร์เวย์สามารถร่วมมือกันได้อย่างใกล้ชิด

นายเดวิด ฮันเซน ซาลัส อุปทูตรักษาการแทน สถานเอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย นำเสนอแนวคิดการสร้าง “Innovation Diplomacy” ผ่านความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสตาร์ตอัป พร้อมยกตัวอย่าง Latam GPT โมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาจากข้อมูลและบริบทของภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อลดอคติของข้อมูลและสะท้อนอัตลักษณ์ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง รวมถึงเสนอให้ไทยและชิลีเป็นประตูเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างอาเซียนและลาตินอเมริกา

นางสาวคริสตีน เลอว์ อัครราชทูตและรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จของระบบนิเวศนวัตกรรมเกิดจากการสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต” โดยภาครัฐมุ่งเน้นการสนับสนุนทุนวิจัยขั้นพื้นฐานอย่างเปิดกว้างและให้อิสระอย่างเต็มที่ในการวิจัยโดยไม่มีการแทรกจากส่วนกลาง โดยเน้นการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร การสนับสนุน Deep Tech และการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม

นางสาวแอนนา เพียร์สัน ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรมผ่าน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ Talent, Trust และ Scale พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มรัฐบาลดิจิทัลและใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ตลอดจนสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยผ่าน International Science Partnership Fund โดยเน้นถึง HealthTech โดยเฉพาะด้านชีววิทยาวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์จีโนมิกส์

นายเอริก โลเออร์ ที่ปรึกษาฝ่ายการค้าและการลงทุน สถานเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทยกล่าวว่าความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปทั่วโลกคือการก้าวจากระยะเริ่มต้นสู่การขยายธุรกิจ (Scale-up) ลักเซมเบิร์กจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการวิจัย เงินทุน ภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเติบโตสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละประเทศจะมีบริบทและจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จร่วมกัน ได้แก่ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรง การสนับสนุนงานวิจัย การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศ และการกำกับดูแลที่ส่งเสริมนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ

สำหรับประเทศไทย แนวคิดและประสบการณ์จากทั้ง 6 ประเทศถือเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ทั้งในด้าน FoodTech, AgriTech, HealthTech, Clean Energy, FinTech, AI, Deep Tech และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ตลอดจนการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย การลงทุน และการพัฒนาสตาร์ตอัปในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

92 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนหยัดรับใช้สังคม สร้างคนพร้อมรับโลกที่เปลี่ยนแปลง

92 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ยืนหยัดรับใช้สังคม สร้างคนพร้อมรับโลกที่เปลี่ยนแปลง

92 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนหยัดรับใช้สังคม สร้างคนพร้อมรับโลกที่เปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 92 ด้วยความภาคภูมิใจในรากฐานแห่งอุดมการณ์  “เพื่อประชาชน” ที่ยังคงหยั่งรากมั่นคงและเติบโตเคียงคู่สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ไม่เพียงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ หากยังเป็นพลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาคน และขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ

ในวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ธรรมศาสตร์ครบรอบ 92 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย ซึ่งหากนับตั้งแต่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ในฐานะผู้ประศาสน์การ สถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 จนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ได้ธำรงไว้ซึ่งปณิธาน “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” และมีส่วนรับใช้สังคมอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังคงเดินหน้าวางรากฐานแห่งอนาคตอย่างมั่นคงและเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในทศวรรษข้างหน้า ภายใต้วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลากรในทุกมิติ โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง ปลอดภัย พร้อมผลักดันการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัวให้ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และในโอกาสอันดี “วันสถาปนามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์” ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มิถุนายน ของทุกปี จึงถือเป็นวาระแห่งการรำลึก เชิดชูเกียรติ บุคคลที่ทำคุณงามความดีต่อสังคมและประเทศชาติ

ศ. ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ. ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของมหาวิทยาลัยคือการเตรียมความพร้อมให้คนธรรมศาสตร์สามารถปรับตัวและเติบโตได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสถานการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างรวดเร็ว โดยมหาวิทยาลัยมุ่งสร้างบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการเผชิญความท้าทายในอนาคต

“ตลอด 92 ปีที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์เติบโตเคียงคู่กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยมาโดยตลอด แม้โลกในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อนกว่าที่เคย แต่เรายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของมหาวิทยาลัยและยึดมั่นในพันธกิจสำคัญ คือการสร้างคนที่พร้อมรับใช้สังคม ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ธรรมศาสตร์จะยังคงเดินหน้าสร้างคนที่พร้อมก้าวสู่อนาคตและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” ศ. ดร.สุรพล กล่าว

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การพัฒนาการเรียนการสอนถือเป็นพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัย โดยธรรมศาสตร์กำลังขับเคลื่อนการศึกษาเข้าสู่รูปแบบ Experiential Learning หรือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เพื่อให้นักศึกษามีทั้งองค์ความรู้ ทักษะ และความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2570 นักศึกษาทุกคนจะต้องผ่านการฝึกประสบการณ์การทำงานอย่างน้อยหนึ่งภาคการศึกษา เพื่อให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“ธรรมศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นพื้นที่แห่งการค้นหาตัวตนและเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต เราอยากให้นักศึกษากล้าคิด กล้าลอง และกล้าก้าวออกจากกรอบเดิม ๆ เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่อยู่ในทุกการตัดสินใจและทุกประสบการณ์ที่ได้เผชิญ พื้นที่แห่งการทดลองและเติบโตของธรรมศาสตร์ จึงเป็นส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้นักศึกษารู้จักคิดเป็น ตัดสินใจเป็น และรับผิดชอบต่อการเลือกของตนเอง” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

สำหรับงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2569 มธ. ได้จัดพิธีมอบ “เข็มเกียรติยศ” รางวัลอันทรงคุณค่าสูงสุด ที่จะมอบให้แก่ผู้ที่ประกอบคุณงามความดีต่อสังคมและประเทศชาติ โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่ รศ. ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย

รศ. ดร.นริศ ชัยสูตร

รศ. ดร.นริศ ชัยสูตร กล่าวว่า เนื่องจากผมอยู่กับธรรมศาสตร์มานาน ผมเข้าใจความสำคัญของเข็มเกียรติยศนี้อย่างลึกซึ้ง เข็มนี้ไม่ใช่เพียงรางวัลที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งเพราะมีรางวัลเดียวในแต่ละปี แต่เข็มนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของความไว้วางใจ ความภาคภูมิใจ และการยอมรับจากธรรมศาสตร์ที่เป็นสถาบันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีบทบาทสำคัญต่อประเทศชาติ

“ในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ผมรู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะรางวัลนี้มีคุณค่าทางจิตใจมาก เป็นเหมือนการได้รับการยอมรับจาก “สถาบันแม่” ที่หล่อหลอมชีวิตและความคิดของเรามาตลอด สำหรับผม รางวัลนี้เป็นรางวัลของทุกคนที่เคยร่วมกับผมในการสร้างสิ่งดี ๆ เพื่อมหาวิทยาลัย เพื่อองค์กรต่าง ๆ และเพื่อสังคมร่วมกัน และยังเป็นกำลังใจให้ผมเดินหน้าทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป” รศ. ดร.นริศ กล่าว

พร้อมกันนี้ธรรมศาสตร์ ยังได้มอบรางวัลอันทรงเกียรติในด้านต่าง ๆ แก่บุคลากรซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานและคุณงามความดี ควรค่าแก่การยกย่อง ประกอบด้วย รางวัลกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2568 ในสาขาสังคมศาสตร์ ได้แก่ ศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ และสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ ศ. นพ.อนุชา อภิสารธนรักษ์ คณะแพทยศาสตร์

รางวัลครูดีเด่น ประจำปี 2568 มอบให้ผู้ที่มีความเสียสละ อุทิศตนให้แก่การสอน มีจริยธรรมและเมตตาธรรม เป็นแบบอย่างความเป็นครูที่ดี จำนวน 3 ท่าน 4 สาขา ได้แก่ สาขาสังคมศาสตร์ ผศ. ดร.ดิชพงศ์ พงศ์ภัทรชัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ. ดร.สายันต์ ศิริมนตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ รศ. ดร.พวงผกา คงวัฒนานนท์ คณะพยาบาลศาสตร์

รางวัลบุคลากรดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ ประเภทพนักงานมหาวิทยาลัย สายสนับสนุนวิชาการ นายกรณ์ รักษาพล กองบริหารศูนย์รังสิต ประเภทพนักงานเงินรายได้ สายสนับสนุนวิชาการ นางแสงดาว อินทร์ศรวล โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ประเภทลูกจ้างประจำ สายสนับสนุนวิชาการ นางกาญจนา วินัยกุล คณะรัฐศาสตร์

ในโอกาสนี้ ยังมีพิธีมอบรางวัล โล่เกียรติยศ ให้แก่ศิษย์เก่าดีเด่น ศิษย์เก่าดีเด่นรุ่นใหม่ และผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย จำนวน 65 ท่าน

สำหรับศิษย์เก่าดีเด่น ได้แก่ 1. คุณกรณิศ สุดมี 2. คุณกฤษณะ กสิโสภา 3. คุณกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ 4. คุณกุลนดา โอฬารรักษ์ธรรม 5. ดร.กุลยา ตันติเตมิท 6. ดร.ฉัตรฉวี คงดี  7. คุณฉัตรประอร นิยม 8. คุณชุมพิชญ์ เดชะรัฐ  9. คุณฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ 10. คุณณัฐยา บุญภักดี 11. คุณดวงรักษ์ เลิศมั่งมี 12. ผศ. ดร.ธงรบ รื่นบรรเทิง 13. ดร.ธนกร ศรีสุขใส 14. ศ.(เกียรติคุณ) ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์  15. คุณบุปผา เรืองสุด 16. คุณเบญจมาส แก่นเมือง 17. คุณปนัดดา เจณณวาสิน 18. คุณปวริศ ผุดผ่อง 19. คุณปัญญา สิทธิสาครศิลป์ 20. คุณปาหนัน โตสุวรรณถาวร 21. ผศ. ดร.ปิยสุดา ม้าไว 22. พญ.พรลักษณ์ หาญพาณิชย์ 23. คุณพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ 24. คุณพิศุทธ์ อรรถกมล 25. คุณพิสิทธิ์ พัฒนะนุกิจ  26. คุณภราดร ปริศนานันทกุล 27. ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  28. ดร.ยุพดี วิภัติภูมิประเทศ 29. คุณวราดิศร อ่อนนุช 30. คุณสรวิศ ลิมปรังษี 31. คุณสันติ ปิยะทัต 32. คุณสุจินต์ วาจากิจ 33. รศ. ดร.สุปาณี พัดทอง 34. คุณสุพร หลักมั่นคง 35. คุณสุรชัย ตรงงาม 36. คุณอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ 37. คุณอิทธิพร แก้วทิพย์

ศิษย์เก่าดีเด่นรุ่นใหม่ 1. คุณชัยวุฒิ ตันไชย 2. คุณไชโย ไพรสนฑ์ 3. คุณทรงกลด ขาวแจ้ง 4. คุณธีรุตม์ นิมโรธรรม 5. คุณปฐวี กาญจนอุดม 6. คุณพงศธร ธรรมวัฒนะ 7. คุณพรสุดา หาญพาณิชย์ 8. คุณมณีวรรณ เจริญสุข 9. คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ 10. ผศ. พท.ป.วัลลภา ลีลานันทกุล 11. คุณศิริกาญจน์ เจริญศิริ 12. คุณศิริพงศ์ อริยสุนทร 13. คุณสุภลักษณ์ วิมาลา 14. รศ. ดร.อธิป ธรรมวิจิตร 15. คุณอิษณาติ วุฒิธนากุล

ในส่วน ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัย 1. ผศ. พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร 2. คุณพิสิฐ ด่านธำรงกูล  3. คุณเพชรรัตน์ สินอวย 4. ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร 5. คุณไพศาล ติยะวานิช  6. คุณเยาวลักษณ์ จำปีรัตน์ 7. พญ.รติกร เผือกสูงเนิน 8. ดร.วิรัช ศิลป์เสวีกุล 9. ศ.(เกียรติคุณ) นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา 10. ผศ.เสาวลักษณ์ สุขประเสริฐ 11. คุณอานันทิตา อินทปันตี 12. บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จํากัด 13. สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย (Embassy of the Republic of the Philippines in Thailand)

คุณแหน : 26 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 26 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 26 มิถุนายน 2569

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนาม MOU สนับสนุนและส่งเสริมการผลิตแพทย์แผนไทยของสถาบันพระบรมราชชนก ระหว่าง นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กับ ศ.(พิเศษ) นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ร่วมด้วย..
  • ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี เป็นประธานมอบสัมฤทธิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตร ผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รุ่นที่ 9 ที่จัดโดย สนง.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) โดยมี ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทน ผอ.ใหญ่ดีป้า, กษมา กองสมัคร, ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ให้การต้อนรับ..
  •  ม.มหิดล จุฬาลงกรณ์ และ ม.เชียงใหม่ ผนึกกำลังครั้งสำคัญ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของระบบอุดมศึกษาไทย แถลงความคืบหน้าโครงการ MC2 GenEd ภายใต้งาน “มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต” โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร, ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา และ ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของการศึกษาไทย..
  • พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ระดับโลกของ BDMS พร้อมเปิดตัว WellEra (เวล-เอ-ร่า) โครงการ Wellness-Integrated Ecosystem ทุ่มงบลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท สู่ Wellness Hub ระดับโลก มีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2573..
  • ยินดีกับ ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ป้ายแดง ที่ได้ดรีมทีม ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย, โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ, ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ, ศักดิ์ชัย เรืองกิตติกุล, สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล, สุภาวดี ตันติยานนท์, พงษกรณ์ คอวนิช, ดร.จักรพล จันทวิมล เป็นอุปนายกฯฝ่ายต่างๆ, วัทธยา พรพิพัฒน์กุล เป็นเหรัญญิก และ ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล เป็นเลขาธิการสมาคมฯ..
  • นารีมาลย์ เจียงประดิษฐ์ รองซีอีโอ บมจ. บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ ต้อนรับ ดร.สักกเวท ยอแสง พร้อมคณะ จากดีป้า เข้าเยี่ยมและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อความร่วมมือและต่อยอดการขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ..
  • พิจารณ์-วรากร วิริยะพันธุ์ บริจาคกองทุนอายุรศาสตร์ปริหัตฯและศูนย์การตรวจทางเดินอาหารด้วยกล้องคลื่นเสียงความถี่สูง รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยมี รศ.นพ.ประเดิมชัย คงคำ รับมอบ..
  • อัษฎางค์ ยมนาค แนะ การเลือกผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ ไม่ควรมองแค่ว่าใครพูดเก่ง ใครลงพื้นที่เก่ง หรือใครมีภาพลักษณ์เป็นมิตรกับประชาชนมากกว่าเท่านั้น แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า กทม.วันนี้ต้องการ “ผู้ว่าฯ แบบไหน” เพราะปัญหาของกรุงเทพฯ เป็นปัญหาเชิงระบบกรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคนเดินตรวจงาน แต่กทม.ขาดคนที่เชื่อมระบบเมืองให้ทำงานร่วมกันได้จริง ปัญหารถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ทางเท้า ฟีดเดอร์ ตั๋วร่วม น้ำท่วม ขยะ ฝุ่น PM 2.5 สาธารณสุขชุมชน ผู้สูงอายุ รายได้เมือง และการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาแยกส่วน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบจุดแข็งของ อนุชา บูรพชัยศรี จึงไม่ใช่แค่การเป็นอดีต ส.ส.กทม. หรืออดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่มีประสบการณ์ทั้งการเมืองระดับพื้นที่ การทำงานฝ่ายบริหาร และพื้นฐานด้านวิศวกรรม พลังงาน และบริหารธุรกิจ ซึ่งเข้ากับโจทย์ของเมืองใหญ่ที่ต้องการทั้งความเข้าใจเชิงเทคนิคและความสามารถในการประสานงาน..

น้องใหม่

‘อภัยภูเบศร’ ชูสมุนไพรไทยรับโลกเปลี่ยน สร้างความมั่นคงสุขภาพ หนุนประชาชนพึ่งตนเองในยุควิกฤต

‘อภัยภูเบศร’ ชูสมุนไพรไทยรับโลกเปลี่ยน สร้างความมั่นคงสุขภาพ หนุนประชาชนพึ่งตนเองในยุควิกฤต

‘อภัยภูเบศร’ ชูสมุนไพรไทยรับโลกเปลี่ยน สร้างความมั่นคงสุขภาพ หนุนประชาชนพึ่งตนเองในยุควิกฤต

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.35 น.

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เตรียมนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ และนวัตกรรมจากงานวิจัย เข้าร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 กรกฎาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ชูแนวคิด “เมื่อโลกเปลี่ยน…คนต้องปรับ” มุ่งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพและเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้ประชาชน ท่ามกลางความท้าทายจากโรคอุบัติใหม่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 โดยกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่าย โดยปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Natural Roots – Economic Boost : จากธรรมชาติ สู่การสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนสมุนไพรไทยสู่การเป็นทั้งเครื่องมือดูแลสุขภาพและฐานเศรษฐกิจชีวภาพสำคัญของประเทศ โดยอภัยภูเบศร ในฐานะหน่วยงานด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรชั้นนำของประเทศ เตรียมนำองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดแก่ประชาชนอย่างเข้มข้นตลอดการจัดงาน

แพทย์หญิงวลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งจากโรคอุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน การสร้างศักยภาพให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ  สมุนไพรไทยถือเป็นทุนทางสุขภาพที่มีคุณค่าของประเทศ เป็นทั้งองค์ความรู้และทรัพยากรที่ประชาชนเข้าถึงได้ สามารถนำมาใช้ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ภาวะวิกฤตในระดับครัวเรือน และชุมชน โดยเรายังได้จัดทำกระเป๋าสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกตัวอย่างสมุนไพร-ยาพื้นฐาน ไว้เป็นตัวย่างให้กับผู้ที่สนใจ ได้มีเตรียมพร้อมไว้ประจำบ้านอีกด้วย” แพทย์หญิงวลีรัตน์” กล่าว

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังกล่าวว่า “การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องและปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างความรู้และทักษะด้านสุขภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ในปีนี้ อภัยภูเบศร ได้เตรียมความพร้อม และส่งต่อความรู้ประชาชนภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ภายในบูธอภัยภูเบศร บริเวณทางเข้าฮอลล์ 12 จะนำเสนอแนวคิด “สมุนไพรไทยเพื่อการพึ่งตนเอง” ผ่านนิทรรศการและสวนสมุนไพรกว่า 100 ชนิด ที่รวบรวมพืชสมุนไพรพื้นบ้านซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพได้จริงในชีวิตประจำวัน ดูแลได้ทั้งในภาวะปกติ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือการเผยแพร่หนังสือ “บันทึกของแผ่นดิน 16 : สมุนไพร เกราะป้องกันสุขภาพในภัยพิบัติ” ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้การใช้สมุนไพรในสถานการณ์วิกฤต แจกฟรีแก่ประชาชนตลอดการจัดงาน พร้อมมอบพันธุ์สมุนไพรและเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกประจำบ้าน เพื่อส่งเสริมการสร้างคลังสุขภาพขนาดเล็กในระดับครัวเรือน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ได้คัดสรรมาแล้วว่าควรมีติดบ้าน อาทิ หอมแส้ รางจืดสายพันธุ์หนองทะเลของปราจีนบุรี ที่ให้สารสำคัญสูง พลูลงยา และ กะเพราป่า รวมถึงแจกเมล็ดพันธุ์ มะระขี้นก ทุกวันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาและกิจกรรมสาธิตตลอด 4 วัน ถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสมุนไพรล่าสุด แนวทางการใช้สมุนไพรเพื่อส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพ ตลอดจนสูตรการดูแลสุขภาพด้วยตนเองที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง พร้อมบริการตรวจสุขภาพและให้คำปรึกษาโดยแพทย์แผนไทยและผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาการใช้ยาสมุนไพรกับเภสัชกร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ขณะเดียวกัน อภัยภูเบศรยังนำผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสมุนไพรล่าสุดมาเปิดตัวภายในงาน อาทิ “Abhai Bone Care” (อภัย โบน แคร์) ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพกระดูกและข้อจากสมุนไพรเพชรสังฆาต ยาน้ำแก้ไอมะขามป้อมสูตรไม่มีน้ำตาล และ “อภัย พรีเมี่ยม ยูวี ชีลด์ SPF50+ PA++++” ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวที่ผสานสารสกัดจากสมุนไพรไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ สูตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ยังคงสะท้อนศักยภาพการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่นวัตกรรมสุขภาพมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 2–5 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ บูธอภัยภูเบศร ภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สอบถามเพิ่มเติม 02-0287710

ติณติณ New Country ยืดอกรับผิดชอบ โพสต์ผล DNA ยืนยันเป็นพ่อเด็ก ลั่นพร้อมดูแลร่วมกัน

ติณติณ New Country ยืดอกรับผิดชอบ โพสต์ผล DNA ยืนยันเป็นพ่อเด็ก ลั่นพร้อมดูแลร่วมกัน

ติณติณ New Country ยืดอกรับผิดชอบ โพสต์ผล DNA ยืนยันเป็นพ่อเด็ก ลั่นพร้อมดูแลร่วมกัน

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.49 น.

เป็นประเด็นที่แฟนๆ และชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ “ติณติณ” (จรัสรวี เทียมรัตน์) สมาชิกวงบอยแบนด์ลูกทุ่งชื่อดัง New Country ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมสตอรี่ส่วนตัว (@tintin_newcountry) เผยผลตรวจความเป็นพ่อเป็นลูก (Non-Invasive Prenatal Paternity Test) เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและยืดอกรับผิดชอบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

โดยในภาพ ⁠ เผยให้เห็นเอกสารรายงานผลการตรวจทางแพทย์อย่างเป็นทางการระบุวันที่ 26 มิถุนายน 2026 ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

 ฝ่ายชาย (พ่อ) จรัสรวี เทียมรัตน์ (Jarasrawee Thiemrat) เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2000

 ฝ่ายหญิง (แม่) Eliza Teparvipard เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2002

 ผลการทดสอบ (Test Conclusion) ในเอกสารระบุข้อความสรุปอย่างชัดเจนว่า “It is concluded that ‘Jarasrawee Thiemrat’ is the biological father of the fetus.” (สรุปได้ว่า จรัสรวี เทียมรัตน์ เป็นบิดาทางชีวภาพของทารกในครรภ์)

นอกจากนี้ ติณติณ ยังได้เขียนข้อความกำกับในสตอรี่เพื่อชี้แจงกับแฟนๆ และสังคมด้วยท่าทีที่แมนและพร้อมเผชิญหน้ากับความจริงว่า:“ผลตรวจ DNA ออกแล้วนะครับ Match 99.99% ยืนยันคำเดิมว่าจะแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน ความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งนะค๊าบ “

งานนี้เรียกได้ว่าได้ใจแฟนคลับไปเต็มๆ ในเรื่องของความแมนและพร้อมทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ส่วนรายละเอียดการจัดการและแนวทางการดูแลร่วมกันหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องรอให้เจ้าตัวออกมาอัปเดตความคืบหน้าอีกครั้ง

แต้ว ณฐพร ปล่อยลุคใหม่ สวยหวานจนละสายตาไม่ได้

แต้ว ณฐพร ปล่อยลุคใหม่ สวยหวานจนละสายตาไม่ได้

แต้ว ณฐพร ปล่อยลุคใหม่ สวยหวานจนละสายตาไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ทำเอาโซเชียลฮือฮาเลยทีเดียว เมื่อนางเอกสาว “แต้ว ณฐพร” ออกมาเผยภาพลุคใหม่ผ่านโซเชียล ที่มาพร้อมความสวยหวานละมุน พร้อมแห่กดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

โดยลุคล่าสุดมาในเมคอัพโทนธรรมชาติที่ช่วยขับผิวให้ดูเปล่งปลั่ง สดใส เข้ากับทรงผมที่เพิ่มความอ่อนหวานและความละมุน จนหลายคนเปรียบเทียบว่าราวกับตุ๊กตา งานนี้ทำเอาบรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณภาพจาก : @first_make_up