แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 13 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สานต่อพระเมตตา เปิดทางสู่อนาคต!เด็กอักษร G รับการพัฒนาสถานะบุคคล” กรมการปกครอง เดินหน้าภารกิจสำคัญแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติต่อ จัดกิจกรรมมอบบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้กับเด็กนักเรียนอักษร G และผู้ได้รับการพัฒนาสถานะบุคคล ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมบูรณาการภาคีเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มุ่งเปิดโอกาสให้เด็กและบุคคลเป้าหมายเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและมีอนาคตที่มั่นคงบนหลักมนุษยธรรม

“ปค.-UNHCR ผนึกกำลัง! เดินหน้าทำบัตรผู้หนีภัยฯ ยกระดับการบริหารจัดการเป็นระบบ” เตรียมความพร้อมจัดทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ พร้อมสาธิตกระบวนการออกบัตรณ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและบริหารจัดการข้อมูลบุคคล สนับสนุนการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการรักษาความมั่นคงของประเทศควบคู่หลักมนุษยธรรม

นายสุวรรณ เนตรเนติกุล

นายอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

นายวาทิต มาไพศาลสิน

นายอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี

“อส.ตากใบรอดหวุดหวิด! คนร้ายซุ่มยิงกลางดึก กระสุนพลาดเป้า” คนร้ายซุ่มยิงสมาชิก อส. ขณะที่ นายมูหาหมัดอาซูวี มานาอายุ 36 ปี สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ประจำฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครอง ต.ศาลาใหม่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส นั่งอยู่หน้าบ้านพักช่วงกลางดึก แต่กระสุนพลาดเป้าพุ่งชนผนังบ้านทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เลือกเป้าหมายไว้ล่วงหน้า พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย และเฝ้าระวังในพื้นที่ ขณะที่ประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแนวหน้าในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“ลุยค้นถึงรัง! ฝ่ายปกครองขุขันธ์บุกจับค้ายา ยึดยาบ้ากว่า 1,400 เม็ด”นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ สั่งการฝ่ายปกครองบูรณาการตำรวจ และทหาร เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ ต.ปรือใหญ่ ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,402 เม็ดและยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด14,000 บาท คุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง

นายอำเภอพาเที่ยวอาทิตย์นี้!“เที่ยวด่านมะขามเตี้ย ชมพระใหญ่ ชิมของอร่อย สัมผัสเสน่ห์ชุมชน” นายวาทิต มาไพศาลสิน นายอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พาไปเปิดพิกัดที่เที่ยวใหม่ของอำเภอ กับ “อุทยานพระใหญ่ถ้ำเขาชะอางค์” แลนด์มาร์คแห่งใหม่กลางผืนป่าชุมชน ชมองค์พระใหญ่และวิวธรรมชาติสุดตระการตา ก่อนแวะ “ตลาดฮัวกั่วซาน”ตลาดชุมชนสุดชิค รวมของดีมีแวว อาหารอร่อยและสินค้าเกษตรท้องถิ่นไว้ครบครัน สายคาเฟ่ห้ามพลาดร้านกาแฟครกหินบดสุดไวรัลส่วนสายลุยต้องลองกิจกรรมขับ ATVชมธรรมชาติรอบชุมชน “ด่านมะขามเตี้ย…เมืองเล็กเสน่ห์ใหญ่ เที่ยวได้ทั้งวัน สุขได้ทั้งทริป”

“นายอำเภอน้อย” ขอส่งกำลังใจถึงผู้สมัครสอบปลัดอำเภอกว่า 16,000 คนลงสู้ศึกในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนนี้ ทั้ง3 สนามสอบ ขอให้ทุกคนมีสติ มั่นใจ และทำข้อสอบได้อย่างเต็มศักยภาพ “ความพยายามจะไม่ทรยศคนที่ตั้งใจ” ขอให้โชคดี!!

นาย..อำเภอน้อย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การเป็นผู้บริหารเมืองที่ดีจะต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ว่าพอมีฝ่ายตรวจสอบแล้วไปกล่าวหาว่าพวกนี้เล่นการเมืองหรือไม่ โดยกรุงเทพมหานครจะต้องมีคนอย่างพวกผมไว้ตรวจสอบไม่ใช่ผ่านไปแบบไหลลื่น และขอยืนยันว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบ เหตุไม่เกิด พยานไม่มีคงไม่สามารถทำได้”

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์

อดีต สส.พรรคเพื่อไทย

ชัชชาติแรงไม่ตก โพลเผยยังนำโด่ง คนกรุงเทใจเลือก

ชัชชาติแรงไม่ตก โพลเผยยังนำโด่ง คนกรุงเทใจเลือก

ชัชชาติแรงไม่ตก โพลเผยยังนำโด่ง คนกรุงเทใจเลือก

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.18 น.

ชัชชาติแรงไม่ตก โพลเผยยังนำโด่ง คนกรุงเทใจเลือก

พระปกเกล้าโพล เผยผลสำรวจเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นำโด่ง พบคนกรุงเลือกคนมาแก้ปัญหา ส่วนชัชชาติ ลงพื้นที่ยานนาวา เผยปมถูกยื่นร้อง ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ให้รอดูหลักฐาน ขอบคุณ สส.แบงค์ ช่วยติดตามคดีทุจริตจัดซื้อลู่วิ่ง ด้าน ผอ.กกต.กทม.เตรียมพร้อมเลือกตั้ง ยังไร้ข้อร้องเรียนกระทำผิด

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง ความนิยมของประชาชนและทิศทางสนามเลือกตั้ง กทม.69 (ครั้งที่ 2) ระหว่างวันที่ 4-7 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่ว กทม.1,600 ตัวอย่าง โดยสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5 ซึ่งทุกแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป

พระปกเกล้าโพลชัชชาตินำโด่ง

ทั้งนี้ ได้ผลดังนี้ คำถามหากจะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.วันนี้ ท่านมีแนวโน้มจะเลือกใครมากที่สุด (ครั้งที่ 2) พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับการระบุสูงสุดที่ร้อยละ 43.5 รองลงมาคือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 12.0 ขณะที่นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อยู่ที่ร้อยละ 6.9 และนายอนุชา บูรพชัยศรี อยู่ที่ร้อยละ 6.1 ส่วน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อยู่ที่ร้อยละ 3.9 ถัดมาคือผู้สมัครคนอื่นๆ ร้อยละ 13.9 ส่วนตัวเลือก ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ อยู่ที่ร้อยละ 13.7

หนุนโครงการใหญ่หากจำเป็น

ผลสำรวจ Line Today คำถาม “หากผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เสนอนโยบายที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง ท่านจะพิจารณาเรื่องนี้ต่อการตัดสินใจเลือกอย่างไร” พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 64.0 ระบุว่า “สนับสนุน หากดูแล้วว่าจำเป็น/แก้ปัญหาได้” รองลงมาร้อยละ 16.2 ระบุว่า “ลังเลเพราะกังวลเรื่องภาระงบประมาณ/ความคุ้มค่า” ขณะที่ร้อยละ 9.7 ระบุว่า “ไม่สนับสนุน แม้จะจำเป็น แต่ใช้งบสูงเกินไป” และร้อยละ 6.2 ระบุว่า “ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือก” ส่วนร้อยละ 3.9 ระบุว่า “ไม่ประสงค์ตอบ”

ผลสำรวจคำถาม “หากช่วงหลังจากนี้การหาเสียงมีพรรค/กลุ่ม/ตัวบุคคล ที่เสนอนโยบายที่ตรงใจมากกว่าคนที่ท่านตั้งใจจะเลือก ท่านจะมีการตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม.อย่างไร” พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 39.3 ระบุว่า “ยังไม่แน่ใจ แต่เปิดใจพิจารณา” รองลงมาร้อยละ 34.3 ระบุว่า “ยังเลือกหมายเลขเดิม/ไม่เปลี่ยนแน่นอน” ส่วนร้อยละ 16.5 ระบุว่า “มีโอกาสเปลี่ยนใจสูง” และร้อยละ 9.9 ระบุว่า “ไม่ประสงค์ตอบ”

ชัชชาติไม่หวั่นถูกยื่นร้องปปช.

ที่โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา วัดทองบน นายชัชชาติ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 9 กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนายคริส โปตระนันทน์ ยื่นร้อง ป.ป.ช.กล่าวโทษนายชัชชาติ และรองผู้ว่าฯ กทม.รวมถึงคณะกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม.ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยกล่าวหาว่ามีเจตนาให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ว่าใครก็ยื่นได้ ไม่ได้ว่า ต้องมีหลักฐาน ใครอยากจะยื่นอะไรก็ยื่น นายศรีสุวรรณ ก็ยื่นร้องตนมาเป็น 10 แล้ว ก็แล้วแต่ เราก็มั่นใจว่าทำทุกอย่างถูกระเบียบ ไม่มีปัญหา ยินดี ให้ ป.ป.ช.ตัดสินว่าท่านมองอย่างไร จะรับฟ้องหรือไม่ เราพร้อม ยืนตรงๆ มา 4 ปีแล้ว

ขอบคุณที่ส.ส.ช่วยตรวจสอบ

ส่วนกรณนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือ ส.ส.แบงค์ ไปติดตามถาม ป.ป.ช.เรื่องทุจริตเครื่องออกกำลังกาย นายชัชชาติ กล่าวว่า เราก็ยืนยันว่าขบวนการยังไม่สิ้นสุด ก็มีทั้งขบวนการ ป.ป.ช.ที่ยังเดินต่อ ขบวนการของ กทม.เอง ที่คณะกรรมการให้ตรวจสอบใหม่ ก็ยังไม่สุด ก็ขอบคุณ ส.ส.แบงค์ ที่ช่วยไปเร่ง ป.ป.ช.ให้ เพราะว่าขบวนการมีขั้นตอน ป.ป.ช. เอง ที่เรายื่นไป ก็ยังไม่มีผลออกมา ก็ฝากไปถาม ป.ป.ช.ก็ดีเลย

เมื่อถามกรณีหนึ่งในผู้สมัครสมาชิกสภา กทม.หรือ ส.ก.ทำโบรชัวร์ปลอมของนายชัชชาติ ได้สืบหาแล้วหรือไม่ว่าเป็นเขตไหน นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่รู้เลย ต้องถามฝ่ายกฎหมาย ที่สำคัญคืออย่าให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่ไม่รู้ว่ามีเขตไหนบ้าง เห็นมีในข่าว แต่เราไม่มีเวลาลงไปดู ฝ่ายกฎหมายดำเนินการอยู่

ไม่กังวลคะแนนนิยมมีขึ้นมีลง

ต่อข้อถามถึงคะแนนนิยมในช่วงนี้ นายชัชชาติ กล่าวว่า เป็นธรรมดา ทุกคนก็มีขึ้นๆ ลงๆ ให้ประชาชนตัดสินใจดีที่สุด เราไม่ได้กังวล แล้วแต่ประชาชนตัดสินใจ เราก็ยืนหยัดพร้อมกับการตรวจสอบทุกอย่าง ไม่ได้กังวลเรื่องคะแนน แต่กังวลเรื่องนโยบาย ว่าจะทำอะไรให้ดีที่สุดมากกว่า

ยังรอพิจารณาพ.ร.บ.กทม.ใหม่

นอกจากนี้นายชัชชาติ ยังตอบคำถามถึงประเด็น พ.ร.บ.กทม.ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.อีก ถ้ามีฉบับใหม่ หลังจากใช้ฉบับเดิมมา 40 ปี จะช่วยให้การบริหารของ กทม.มีประสิทธิภาพมากขึ้น จริงๆ ก็ได้รวบรวมจุดอ่อน แต่ยังไม่มีความชัดเจน เพราะมีหลายร่าง เข้าใจว่า ส.ส.พรรคประชาชน ก็มีการยื่นไป ไม่ใช่อำนาจของ ผู้ว่าฯ กทม.เป็นอำนาจของสภาใหญ่ ก็ต้องฝากท่าน ส.ส.ช่วยกันผลักดันตรงนี้ให้ด้วย

ส่วน กทม.เอง เรายื่นไปก็ผ่านกระทรวงมหาดไทย แล้ว ต้องรอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ กทม. เราเน้นเรื่องอำนาจที่เหมาะสม เช่น ดูแลเรื่องการจราจร รถขนส่งสาธารณะ เรื่องผิดกฎหมายต่างๆ การเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีโรงแรมเพิ่ม ซึ่งปัจจุบัน กทม.ยังไม่มีอำนาจ รวมถึงการเลือกตั้งในระดับ ผอ.เขต เน้นเป็นโซน ไม่ได้เลือก ผอ.ทุกเขต ก็จะทำให้โครงสร้างมีการกระจายอำนาจ แล้วก็ตอบโจทย์ประชาชนในปัจจุบันมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.เก่า ตั้งแต่ปี 2528 หลายๆ อย่างเปลี่ยน มิติของเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ก็เชื่อว่าทำให้มีการบริหารราชการมากขึ้น แต่เราไม่สามารถรอ พ.ร.บ.ได้ กทม.ผู้ว่าฯ เอง ต้องเอาสิ่งที่มีอยู่ทำให้ดีที่สุด ต้องปรับปรุงโครงสร้างตั้งแต่ยังไม่มี พ.ร.บ.ใหม่ ในเงื่อนไขที่เรามีในปัจจุบัน

ชูนโยบาย3ด้านเพื่อผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ นายชัชชาติ ได้นำเสนอนโยบายเตรียมความพร้อม กทม.สู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ว่าปัจจุบัน กทม.มีผู้สูงอายุประมาณ 1.3 ล้านคน สัดส่วนสูงถึงร้อยละ 21 ของประชากร และในเขตเมืองชั้นใน เช่น พระนคร และสัมพันธวงศ์ พุ่งสูงถึงร้อยละ 35 จึงต้องปรับมุมมองไม่ให้มองผู้สูงอายุเป็นภาระ ผ่านหลักการ 3 ด้าน คือไม่เหงา ไม่ป่วย และมีรายได้ โดยกางนโยบายเชิงรุก อาทิ การพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เป็นศูนย์กลางครบวงจร เพิ่มคลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาล และศูนย์สาธารณสุข สนับสนุนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรี ร่วมกับ สปสช.เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ชิ้น และเพิ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) เป็น 5,000 คน พร้อมใช้ระบบ GPS ติดตามดูแลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 6,000 คน ภายใต้นโยบายขยายเตียง 100,000 เตียงสู่บ้าน

ส่วนสุขภาพใจ ตั้งเป้าขยายโรงเรียนผู้สูงอายุให้ครบทั้ง 50 เขต เพิ่มชมรมผู้สูงอายุ เป็น 1,000 แห่งภายใน 4 ปี ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ เน้นสร้างโอกาสผ่านแพลตฟอร์ม รวบรวมทักษะความสามารถของผู้สูงอายุ จับคู่จ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งเป้าสร้างงาน 10,000 ตำแหน่ง ควบคู่กับจัดหลักสูตรฝึกอาชีพ

เดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่นพิษกทม.

นอกจากนี้นายชัชชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งปีนี้ลดลงร้อยละ 45 โดย กทม.ยังคงเดินหน้ามาตรการเชิงรุกตลอด 365 วัน เน้นกำจัดที่ต้นตอ ทั้งกวดขันควันดำ ขยายเขตห้ามรถเข้าเมือง (Low Emission Zone) ให้ครอบคลุมรถกระบะและรถยนต์ ขยายเครือข่าย Work From Home ให้ถึง 500,000 คน ประสานความร่วมมือกับจังหวัดรอบนอก เพื่อชะลอการเผาชีวมวล และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดตั้งสถานีซูเปอร์สเตชั่น (Super Station) มูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท จากประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์ต้นตอฝุ่นรายวัน และเข้าจัดการได้อย่างแม่นยำ

กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ-สก.

ด้าน ว่าที่ ร.ต.ดร.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) กล่าวถึงการจัดอบรมวิทยากรเขต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภา กทม.(ส.ก.) และ ผู้ว่าฯ กทม.ว่าได้จัดอบรมวิทยากรประจำเขตๆ ละ 6 คน รวม 300 คน ซึ่งวิทยากรที่เข้าร่วมอบรมจะนำความรู้ไปอบรมต่อกรรมการประจำหน่วย (กปน.) หน่วยละ 11 คน ใน6,628 หน่วย รวม 72,908 คน ซึ่งการอบรมนี้ถือว่าอยู่ในไทม์ไลน์ ไม่ได้ช้าเกินไป

ส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กทม.ทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และการเลือกตั้ง สก.ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียน และยังไม่พบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับป้ายหาเสียง

ตั้งผู้ตรวจ-ชุดเคลื่อนที่เร็ว50เขต

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้าย จากรายงานการหาเสียงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ กทม.ได้ให้ความรู้กับผู้สมัครตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง 8 คน ในการเข้าพื้นที่สังเกตการณ์หาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัคร ส่วนที่มีกระแสข่าวการวิพากษ์วิจารณ์ฝั่งตรงข้าม ยังไม่ได้รับรายงานว่าเป็นการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ขณะที่ชุดเคลื่อนที่เร็วจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งทั้งหมด 50 ชุด 50 เขต ซึ่งความเพียงพอในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง แต่สำหรับวันเลือกตั้ง จะมีการตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว ชุดละ 3 คน อีก 88 ชุด 88 สถานี และมีชุดประจำคอยอำนวยความสะดวกแต่ละสถานีอีก 88 สถานี สถานีละ 5 คน ตอนนี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ของบประมาณมาแล้ว เพื่อดำเนินการตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงวันเลือกตั้ง

ย้ำผู้สมัครระวังการทำผิดกม.

ทั้งนี้ การปราศรัยมีการแจ้งสถานที่มายัง กกต.อยู่แล้ว ก็จะลงไปสังเกตการณ์ทุกพื้นที่ และชุดเคลื่อนที่เร็วก็จะเข้าไปสังเกตการณ์ทุกเวทีปราศรัย

ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวถึงข้อควรระวังในช่วงหาเสียง ว่าต้องระวังการกระทำผิดกฎหมาย เรื่องการสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด การไปร่วมพิธีหรืองานต่างๆ จะต้องไม่เป็นลักษณะจัดเตรียม หรือจะให้ทรัพย์สินประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แก่วัด ชุมชน หรือมูลนิธิ นอกจากนี้ต้องระวังเรื่องการจัดมหรสพ จัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยง และเรื่องการหลอกลวง จูงใจ ใส่ร้าย ใช้อิทธิพลคุกคาม

ภราดร ชู รัฐบาลดิจิทัล จับมือ ป.ป.ท.-DGA ผนึกกำลังใช้เทคโนโลยีปราบโกง

ภราดร ชู รัฐบาลดิจิทัล จับมือ ป.ป.ท.-DGA ผนึกกำลังใช้เทคโนโลยีปราบโกง

ภราดร ชู รัฐบาลดิจิทัล จับมือ ป.ป.ท.-DGA ผนึกกำลังใช้เทคโนโลยีปราบโกง

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.01 น.

‘ภราดร’ ชูรัฐบาลดิจิทัล จุดเปลี่ยนปราบทุจริต ดึงเทคโนโลยีล็อกความโปร่งใส มอบหมาย ป.ป.ท. จับมือ DGA ลงนาม MOU ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ด้วยระบบดิจิทัล

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การสนับสนุน และผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานพัฒนา รัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA

ภราดร ปริศนานันทกุล

โดยมีนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และนางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ พร้อมด้วยนายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พ.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมพิธี ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการป้องกัน เฝ้าระวัง ปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของสำนักงาน ป.ป.ท. อาทิ การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการทุจริต การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการตรวจสอบและติดตามโครงการภาครัฐ ตลอดจนการพัฒนาบริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ การยกระดับการบริหารราชการแผ่นดินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ความร่วมมือ ระหว่างสำนักงาน ป.ป.ท. และ DGA ในการลงนาม MOU ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบ การวิเคราะห์ข้อมูลและการเฝ้าระวังความเสี่ยงการทุจริตเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับและให้สินบน ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท. และ DGA เชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาระบบราชการดิจิทัล ยกระดับความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

ภราดร ปริศนานันทกุล
ภราดร ปริศนานันทกุล
ภราดร ปริศนานันทกุล
ภราดร ปริศนานันทกุล

สรรเพชญตรวจท่าเรือระนองประตูการค้าอันดามัน

สรรเพชญตรวจท่าเรือระนองประตูการค้าอันดามัน

สรรเพชญตรวจท่าเรือระนองประตูการค้าอันดามัน

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“สรรเพชญ” ตรวจความพร้อมท่าเรือระนอง สู่ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้ – BIMSTEC กทท. โชว์ผลงานตู้สินค้าผ่านท่า 7 เดือน พุ่งกว่า 55% เร่งเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน-บริการ

วันนี้ (12 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ ท่าเรือระนอง จังหวัดระนอง โดยมีนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระนอง นายราชัน  มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง นายสีหราช สรรพกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ฯลฯ ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานและแผนพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าฝั่งทะเลอันดามัน รองรับการขนส่งสินค้าไปยังประเทศในเอเชียใต้ กลุ่มประเทศ BIMSTEC และเส้นทางการค้าหลักในมหาสมุทรอินเดีย

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือระนองเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของไทยไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และภูมิภาคเอเชียใต้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งท่าเรือระนองมีศักยภาพสูง ทั้งด้านการขนส่งสินค้าและการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ จึงต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถให้รองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมบูรณาการกับโครงข่ายคมนาคมอื่น ๆ เพื่อให้การขนส่งมีความต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างแท้จริง

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “ท่าเรือระนองมีจุดแข็งจากทำเลที่ตั้งบนฝั่งทะเลอันดามัน สามารถเชื่อมการขนส่งจากอ่าวไทย ภาคใต้ตอนบน และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศไปยังเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง กทท. จึงเดินหน้าพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ และความร่วมมือกับท่าเรือคู่ค้า เพื่อให้ท่าเรือระนองเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงสำหรับผู้ประกอบการ ลดระยะทางบางเส้นทาง เพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ให้กับประเทศ”

ท่าเรือระนอง ปัจจุบันมีท่าเทียบเรือหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ ความยาว 134 เมตร รองรับเรือสินค้าไม่เกิน 500 ตันกรอส และท่าเทียบเรือตู้สินค้า ความยาว 150 เมตร รองรับเรือสินค้า 8,000 ตันกรอส หรือไม่เกิน 12,000 เดดเวทตัน พร้อมร่องน้ำการเดินเรือลึก 8 เมตร กว้าง 120 เมตร ระยะทาง 28 กิโลเมตร โดยมีพื้นที่รองรับการให้บริการทั้งโรงพักสินค้า ลานวางตู้สินค้า พื้นที่จอดรถบรรทุก และพื้นที่สำหรับกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น รถเครนเคลื่อนที่ (Mobile Harbour Crane) รถหัวลาก รถยก และจุดให้บริการตู้ควบคุมอุณหภูมิ ฯลฯ

ด้านผลการดำเนินงานของท่าเรือระนองในรอบ 7 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568–เมษายน 2569 เติบโตในทุกมิติเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นถึงทิศทางการใช้บริการท่าเรือระนองที่ขยายตัวมากขึ้น โดยมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ทีอียู (+55.56%) มีสินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 106,000 ตัน (+7.07%) และเรือผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 217 เที่ยว (+38.22%) นอกจากนี้ กทท. ยังผลักดันความร่วมมือด้านการตลาดภายใต้กรอบ MOU กับท่าเรือพันธมิตรในบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการค้า เปิดเส้นทางขนส่งใหม่ และเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมโยงตลาดฝั่งอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย และกลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กทท. มีแนวทางพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนองอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพเครื่องมือทุ่นแรง เพื่อยกระดับความพร้อมด้านบริการ ความปลอดภัย และการรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เพื่อผลักดันท่าเรือระนองสู่การเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าและโลจิสติกส์ไทยบนฝั่งทะเลอันดามันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ในการหารือครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระนอง โดยเฉพาะการยกระดับโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยในที่ประชุมฯ ได้ร่วมสะท้อนข้อเสนอ และความต้องการของพื้นที่ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม ในการผลักดันโครงการสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การขยายทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) เป็น 4 ช่องจราจรตลอดสาย การก่อสร้างถนนสายใหม่ช่วง “กะเปอร์–บ้านนา” เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางปากหมาก–ไชยา เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางระหว่างจังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี การขยายถนนสาย ทช.4010 เป็น 4 ช่องจราจร การศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถไฟเชื่อมตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง ไปยังท่าเรือระนอง การพัฒนาท่าเรือมารีน่าชุมชนบ้านเขานางหงส์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง การขอใช้พื้นที่จากจังหวัดระนอง ในการทำลานพักตู้สินค้าโดยการท่าเรือระนอง เพื่อลดการแออัดของตู้สินค้า ตลอดจนการศึกษาโครงการถนนวงแหวนรอบนอกเมืองระนอง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัดในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม พร้อมรับข้อเสนอของจังหวัด และภาคเอกชน ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งผลักดันโครงการที่มีความพร้อมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยยืนยันว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในจังหวัดระนองจะต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับจังหวัดระนองสู่การเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญฝั่งทะเลอันดามันของประเทศต่อไป

015

ศาลฎีกา สั่ง จุฑามาศ ซารัมย์ พ้น นายก อบต. เหตุยื่นบัญชีเท็จ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

ศาลฎีกา สั่ง จุฑามาศ ซารัมย์ พ้น นายก อบต. เหตุยื่นบัญชีเท็จ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

ศาลฎีกา สั่ง จุฑามาศ ซารัมย์ พ้น นายก อบต. เหตุยื่นบัญชีเท็จ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.30 น.

ศาลฎีกา สั่ง เพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดชีพ จุฑามาศ ซารัมย์  อดีตนายกอบต.เมืองแฝก บุรีรัมย์ ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ สั่งคุก3 เดือน ปรับ1หมื่น แต่ให้รอการลงโทษ1ปี

วันที่ 12 มิถุนายน  2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ อม 12/2565 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับนางจุฑามาศ ซารัมย์ นายก องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์  ผู้ถูกกล่าวหา

กรณีผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ไม่ได้แสดงรายการเงินฝากธนาคารออมสิน จำนวน 847,654.71 บาท และสลากออมสิน มูลค่า 2 ล้านบาท อันเป็นการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน

ทั้งนี้ผู้ถูกกล่าวหารอ้างว่า บัญชีดังกล่าวเป็นของนายธีรวัฒน์ ซารัมย์ พี่ชาย ที่เป็นทหารผ่านศึกนอกประจำการ และเป็นบุคคลไร้ความสามารถอยู่ในความดูแลของผู้ถูกกล่าวหา

ศาลฎีกาพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานต่างๆอาทิ รายการเดินบัญชีและพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น มีพิรุธหลายประการ เนื่องจากรายการฝากถอนเงินบำนาญของพี่ชายในบัญชีเดิม ไม่สัมพันธ์กับจำนวนเงินที่นำมาซื้อสลากออมสินและเงินฝากใน 2 บัญชี พบมีพฤติกรรมจงใจแต่งเส้นทางการเงินให้สอดคล้องกับคำให้การ เช่น การถือเงินสด 1 ล้านบาทไว้นานหลายเดือน แล้วนำเข้าบัญชีตนเองเพียง 5 วันก่อนถอนออกไปซื้อสลาก ซึ่งผิดปกติวิสัยของวิญญูชน

เมื่อพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาไม่มีน้ำหนักพอที่จะเชื่อได้ว่าเงินมาจากพี่ชาย และบัญชีธนาคารทั้งสองมีชื่อผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องฟังว่าจำนวนเงินนั้นเป็นของผู้กล่าวหา ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องยื่นแสดงทรัพย์สินให้ครบถ้วน

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)   กับมีความผิดตามมาตรา 167 

ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแฝก นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 (ซึ่งเป็นวันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่) เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป พร้อมทั้งจำคุก 3 เดือน และปรับ 1 หมื่นบาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี.

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานต่อนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ จับมือมูลนิธิข้าวไทย–BDI สร้างฐานข้อมูลข้าวแห่งชาติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานต่อนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ จับมือมูลนิธิข้าวไทย–BDI สร้างฐานข้อมูลข้าวแห่งชาติ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ สานต่อนโยบาย ‘รมต.สุริยะ’ จับมือมูลนิธิข้าวไทย–BDI สร้างฐานข้อมูลข้าวแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

ภายหลังจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลภาคการเกษตรที่มีความถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการกำหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

12 มิถุนายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย (Big Data On Thai Rice Farming)” โดยมี ดร.ยุคล ลิ้มแหลมทอง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ  นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) พร้อมด้วย ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการข้าว และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมรวงข้าวชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า  กรมการข้าวเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ด้านข้าวของประเทศ โดยได้ร่วมหารือกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) เพื่อขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย (Big Data On Thai Rice Farming)” โดยมีเป้าหมายในการมุ่งบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางด้านข้าวที่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวิจัย พัฒนา และกำหนดนโยบายด้านข้าวของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมหารือครั้งนี้ ผู้แทนจากมูลนิธิข้าวไทยฯ และ BDI ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการ โดยเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลด้านข้าวจากหลายแหล่งเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลาง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การวางแผนการผลิต และการบริหารจัดการภาคการเกษตรของประเทศในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดทำบันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing Agreement : DSA) ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงแนวทางการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการและกลไกการดำเนินงาน เพื่อให้การพัฒนาฐานข้อมูลข้าวของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ BDI ได้เสนอรายการข้อมูลที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวจากกรมการข้าว ประกอบด้วย ข้อมูลกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ข้อมูลสถานการณ์การผลิตข้าว ข้อมูลพื้นที่ที่มีชั้นความเหมาะสมสูงสำหรับการปลูกข้าว ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งรายจังหวัด ตลอดจนข้อมูลพันธุ์ข้าวอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทย 72 พันธุ์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ศักยภาพการผลิต การบริหารจัดการความเสี่ยง และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมของข้าวไทย

“กรมการข้าวพร้อมให้ความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูลและสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการดังกล่าว เพื่อยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลข้าวของประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) น้อมเกล้าฯถวายน้ำสรงพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) น้อมเกล้าฯถวายน้ำสรงพระศพ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) น้อมเกล้าฯถวายน้ำสรงพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.35 น.

13 มิถุนายน 2569 มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) รวมใจน้อมเกล้าฯ ถวายน้ำสรงพระศพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง 

สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีบุคคลสำคัญ คณะบุคคล,นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี, ผู้นำเหล่าทัพ, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่, หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน, มูลนิธิ และประชาชนทั่วไป เข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อย่างเนืองแน่นเพื่อแสดงความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิรันฎร์ อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล คู่สมรส และคณะรัฐมนตรี, ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย พร้อมคณะกรรมการ, พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ, พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมสมาชิกพรรค, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมสมาชิกพรรค, นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย (สมพล-เรณู เกย์ยุราภรณ์) พร้อมด้วย นายอุดมเดช รัตนเสถียร หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรค, คณะครู เจ้าหน้าที่และนักเรียน โรงเรียนจิตรลดา, คณะนักเรียนโรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, คณะครู และนักเรียนโรงเรียนราชินี, นางอาภัสสรา หงส์สกุล นางงามจักรวาล และนางปวีณา หงสกุล, 

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) พร้อมครอบครัว,มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ นายโชติพัฒน์ – นางอาทินันท์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยกรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน ) นายโสมพัฒน์ -นางวัลลภา ไตรโสรัตน์ กรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่นร่วมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), นายอัศวิน นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, นางมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนสกุล ผู้บริหารเซ็นทรัลกรุ๊ป และคณะ, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ , นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. เป็นต้น 

สำหรับการเข้าถวายน้ำสรงพระศพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทางสำนักพระราชวัง ได้ตั้งโต๊ะหมู่ และประดิษฐานพระภูษาโยงคู่ พร้อมตั้งขันสาคร สำหรับสรงพระศพ ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ่ง โดยมีประชาชนแต่งกายด้วยชุดสีดำไว้ทุกข์ เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก      

ในการนี้ มีหน่วยงานต่างๆจัดเตรียมเต็นท์พักคอย จุดบริการน้ำดื่มเป็นระยะๆไว้รองรับประชาชนให้คลายร้อน พร้อมมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาพระราชทาน คอยอำนวยความสะดวก จัดระเบียบการเข้าถวายน้ำสรงพระศพ 

คุณแหน: 13 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 13 มิถุนายน 2569

คุณแหน: 13 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หรือพระนามที่ชาวไทยขานในแบบสั้น ๆ ด้วยความรักว่า เจ้าฟ้าภาฯ ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติแห่งเดียวกับสมเด็จพระบรมชนกนาถ คือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระมารดา คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ .. เจ้าฟ้าภาฯ ทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรก ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อแรกประสูติทรงได้รับพระราชทานพระอิศริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 19.48 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พระศพถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง  หนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอน้อมถวายความอาลัยและน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้  ทั้งนี้สำนักนายกรัฐมนตรี  ประกาศให้ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน และ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม ..
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา วันนี้(13 มิ.ย.)เวลา 14.30 น. (พิพัฒพงศ์ บุตรชายผู้วายชนม์ ฝากแจ้งเลื่อนเวลา จากเดิม เวลา 17.30 น. เป็น 14.30 น.)ญาติมิตรโปรดทราบโดยทั่วกัน…
  • ขอแสดงความเสียใจกับ ชวลิต-ธนิต วิจิตรพันธุ์ , จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ ที่สูญเสียพี่สาวที่แสนดี ดุษฎี อยู่เจริญ โดยมีหลานๆโดยเฉพาะ นนท์ปวิธ และ ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร สองศรีพี่น้องช่วยกันจัดงานบำเพ็ญกุศล ฌาปนกิจ และนำอัฐิไปลอยอังคารที่อ่าวดงตาล สัตหีบเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา…
  • พล.อ.บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง)ได้อุปสมบทเป็น พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดป่าศรีคุณาราม จ.อุดรธานี โดยได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ” ทั้งนี้มีความตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติธรรม และอุทิศบุญกุศลตลอดระยะเวลา 1 พรรษา แด่ทหารไทยและประชาชนที่เสียชีวิตจากการปกป้องอธิปไตยของชาติ จาก ความขัดแย้ง ไทย-เขมร ในห้วงที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ พระบุญสิน ได้อนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และผลแห่งบุญกุศลที่จะได้รับจากการอุปสมบทนี้ จงดลบันดาลให้ทุกท่านและครอบครัวมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป…
  • เพื่อนๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2513-2516 วัย 70 บวก นัดสังสรรค์ คุยกันทุกเรื่อง ที่โรงแรม S 31 สุขุมวิท เมื่อวันก่อน โดยมี รัตนาภรณ์ เกษมอมรลักษณ์ , ดารณี ปานสุวรรณ , เทวีรัตน์ ลีลานุช ,ดวงพร ศรีตุลานนท์ ฯลฯ มาร่วมชุมนุมกัน ด้วยความอุดมสุขสนุกสนาน…
  • ถึงช่วงชีวิตที่เก็บเกี่ยวความสุข นวลจิรา พัทรรังรอง ชวนมิตรสหายไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ ที่ซินเฉียงเหนือ ประเทศจีน ตอนนี้สดชื่นรื่นเริงกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว…
  • ส่วนสองด๊อกเตอร์คนเก่ง ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร กับ ดร.ผุสดี ตามไท มีทริปไปอังกฤษ ในช่วงนี้ !!…

บารอนเนส

3 ยอดคน มส. คว้ารางวัล ‘บุคคลทำดีเพื่อสังคม 2569’ เชิดชูเกียรติ ‘มาดามรถถัง-หมอเดว-ดร.พัชรี’

3 ยอดคน มส. คว้ารางวัล ‘บุคคลทำดีเพื่อสังคม 2569’ เชิดชูเกียรติ ‘มาดามรถถัง-หมอเดว-ดร.พัชรี’

3 ยอดคน มส. คว้ารางวัล ‘บุคคลทำดีเพื่อสังคม 2569’ เชิดชูเกียรติ ‘มาดามรถถัง-หมอเดว-ดร.พัชรี’

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.38 น.

มาดามรถถัง หมอเดว ดร.พัชรี 3 คนคุณภาพคว้ารางวัลบุคคลทำดีเพื่อสังคม ประจำปี 2569 จากมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง

มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง ผู้ดำเนินการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง(มส.) หลักสูตรคุณภาพต่อเนื่องยาวนานกว่า 17 ปี ประกาศมอบรางวัลบุคคลทำดีเพื่อสังคม ประจำปี 2569 Best of the Best 2026 ให้กับ 3 ศิษย์เก่ายอดเยี่ยม ได้แก่ คุณนพรัตน์ กุลหิรัญ (มาดามรถถัง) ,รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี และ พล.อ.ท.ผศ.ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์  ในพิธีปิดการอบรมหลักสูตรหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 18 (มส.18) โดยมี พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิเป็นประธาน

พลเอก ดร.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.) กล่าวว่า “เป็นธรรมเนียมที่คณะกรรมการมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง โดยมี พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิ จะพิจารณาสรรหาบุคคลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานและที่สำคัญยังมีบทบาทอย่างมากในการทำงานเพื่อสังคม ทำงานเพื่อส่วนร่วม จนเป็นที่ประจักษ์ โดยรางวัลบุคคลทำดีเพื่อสังคม Best of the Best มีการจัดมอบให้กับศิษย์เก่าหลักสูตร สวปอ.มส และ มส.จากรุ่น 1-18 ที่ทำความดีต่อเนื่องมากว่า 17 ปี โดยในปีนี้คณะกรรมการพิจารณามอบรางวัลให้กับ 3 บุคคลต้นแบบ ได้แก่ คุณนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือมาดามรถถัง ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในวงการทหาร ความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในช่วงสงครามกับประเทศกัมพูชาที่ผ่านมา มาดามรถถังได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือกองทัพไทยในหลายด้านนับเป็นจิตอาสาเพื่อประเทศชาติโดยประจักษ์ ท่านที่ 2 คือ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี คุณหมอจิตวิทยาเด็กที่ทำงานเพื่อสังคมมาต่อเนื่องยาวนาน ทั้งด้านการเป็นวิทยากรให้ความรู้ผ่านสื่อสารมวลชน การเป็นเป็นผู้บริหารคุณภาพโดยปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ที่คิดสร้างสรรค์โครงการ กิจกรรม และนโยบายดีดีด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ให้กับประเทศชาติโดยรวม และท่าน

ที่ 3 คือ พล.อ.ท.ผศ.ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง , ผู้อำนวยการหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง นวัตกรรมการจัดการสุขภาพยุคดิจิทัล จัดโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และเป็นผู้บริหารและที่ปรึกษาหลากหลายองค์กร ท่านมีความมุ่งมั่นในการทำดีเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง นำพานักศึกษาในหลักสูตรที่ท่านดูแลทำกิจกรรมเพื่อสังคมหลากหลาย ทั้งด้านการส่งเสริมพระพุทธศาสนา การศึกษา การประกอบอาชีพของชาวบ้าน นับเป็นกิจกรรม

ทำดีเพื่อสังคมต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ ทำให้คณะกรรมการพิจารณาว่า ทั้ง 3 ท่านมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับรางวัลในปีนี้ เพื่อเชิดชูเกียรติ และเป็นแบบอย่างที่ดีของคนทำดีเพื่อสังคมและเพื่อประเทศชาติของเราต่อไป”

รางวัลบุคคลทำดีเพื่อสังคม Best of the Best คณะกรรมการมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง โดย พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ เป็นประธาน ได้คัดเลือกบุคคลดีเด่นที่เป็นสุดยอดต้นแบบของสังคมเพื่อรับรางวัลนี้มาแล้วทั้งสิ้น 14 ท่าน ได้แก่

ปี พ.ศ.2562

1. พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ สวปอ.มส.1

2. พล.อ.ดร.มารุต ปัชโชตะสิงห์ สวปอ.มส.1

ปี พ.ศ.2565

1. นายวรวิทย์ เจนธนากุล สวปอ.มส.6 , มส.11

2. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สวปอ.มส.9

3. นายนิเวศน์ ประยูรเธียร มส.11

ปี พ.ศ.2566

1. ดร.วิไลลักษณ์ สกุลภักดี สวปอ.มส.5

2. นายรัชพล สุวรรณโชติ สวปอ.มส.10

ปี พ.ศ.2567

1. ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี สวปอ.มส.1

2. นายสนั่น อังอุบลกุล สวปอ.มส.4

3. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สวปอ.มส.7

ปี พ.ศ.2568

1. นายสิริโรจน์ สิริพลากรกิจ มส.17

ปี พ.ศ.2569

1.นางนพรัตน์ กุลหิรัญ 

2.รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

3.พล.อ.ท.ผศ.ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์