เผยที่มาภาพประทับใจ พระองค์ภา ทรงแบกกล้องทีวีช่อง 7

เผยที่มาภาพประทับใจ พระองค์ภา ทรงแบกกล้องทีวีช่อง 7

เผยที่มาภาพประทับใจ พระองค์ภา ทรงแบกกล้องทีวีช่อง 7

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.50 น.

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นภาพความทรงจำสุดประทับใจที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ เมื่อ กฤษดา นวลมี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของช่อง 7HD ได้โพสต์บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังภาพพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (พระองค์ภา) ขณะทรงแบกกล้องถ่ายภาพยนตร์ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ไว้บนพระอังสา (บ่า) ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความปลาบปลื้มใจแก่คนทำงานสายข่าวพระราชสำนักเป็นอย่างยิ่ง

ภารกิจตามเสด็จฯ สายงาน 904
คุณกฤษดาได้บอกเล่าถึงการทำงานของสายข่าวพระราชสำนักว่า สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องจะมีการแบ่งหน้าที่ในการรับผิดชอบถวายงานรับใช้เจ้านายแต่ละพระองค์ ซึ่งในส่วนของช่อง 7 นั้น ได้รับผิดชอบตามเสด็จฯ สาย “904” อันหมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงพระองค์ภาด้วย ทำให้ทีมข่าวช่อง 7 มีโอกาสได้ถวายงานรับใช้พระองค์ท่านอยู่เสมอ

เบื้องหลังเหตุการณ์ ณ ยอดเขาเมืองลี่เจียง
เหตุการณ์ในภาพเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2553 ในขณะที่พระองค์ภาทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ นำคณะอัยการไทยไปทัศนศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านกฎหมาย ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ณ เมืองลี่เจียง มณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี “พี่ชาตรี พุ่มบุตร” ช่างภาพข่าวในพระราชสำนักของช่อง 7 เป็นผู้ตามเสด็จฯ ไปถ่ายทำข่าวในครั้งนั้น

คุณกฤษดาได้เล่าถึงนาทีประทับใจไว้ว่า:
“เกิดเหตุการณ์ชวนน่าตื่นเต้นขึ้น ขณะนั้นอยู่บนยอดเขา เป็นช่วงพัก มีอัยการคนอื่นมาขอลองแบกกล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ พระองค์ท่านทอดพระเนตรแล้วทรงอยากลองบ้าง ซึ่งกล้องก็มีน้ำหนักมากพอสมควร ต่างจากกล้องในสมัยนี้ แต่พระองค์ก็ทรงยืนยันและทรงรับไปประทับบ่า พี่ชาตรีก็เลยใช้กล้องภาพนิ่งของตัวเองมาฉายพระรูปพระองค์ท่าน”

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เกิดเป็นพระฉายาลักษณ์ประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยาก และกลายมาเป็นภาพมิ่งขวัญของชาวช่อง 7HD ทุกคน ซึ่งคุณกฤษดาได้ทิ้งท้ายโพสต์ด้วยความจงรักภักดีและระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดว่า “สถิตอยู่ในใจตราบนิจนิรันดร์” 

อ้างอิงข้อมูลและภาพประกอบจาก โพสต์เฟซบุ๊ก กฤษดา นวลมี 

คนบันเทิงสายสร้างสรรค์ รับรางวัลเกียรติยศ ตรีคเณชาบารมี เชิดชูความดีสู่สังคม

คนบันเทิงสายสร้างสรรค์ รับรางวัลเกียรติยศ ตรีคเณชาบารมี เชิดชูความดีสู่สังคม

คนบันเทิงสายสร้างสรรค์ รับรางวัลเกียรติยศ ตรีคเณชาบารมี เชิดชูความดีสู่สังคม

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

วงการบันเทิงและสังคมไทยคึกคักอีกครั้ง เมื่อองค์กรส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บางกอกทูเดย์ จัดพิธีมอบรางวัล “สยามคเณศวร” และ “ตรีคเณชาบารมี” ครั้งที่ 6 รางวัลแห่งคุณค่าและความสำเร็จ เพื่อเชิดชูบุคคลต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่น สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่สังคม และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่

เชิดชูคนดี สร้างกำลังใจแก่สังคมไทย

ภายในงาน คุณกฤต สุวรรณวิไลกุล ประธานองค์กรส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกย่องบุคคลที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม คิดดี ทำดี และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม ตลอดจนเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ที่อุทิศตนทำประโยชน์แก่ประเทศชาติในหลากหลายสาขาอาชีพ

ขณะที่ คุณศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติกล่าวต้อนรับและร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น ณ รอยัลปาร์ค ศูนย์การค้าพาราไดซ์ ปาร์ค กรุงเทพมหานคร

“แม็กกี้-ไนกี้” คว้ารางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการมอบรางวัลด้านการแสดง โดย “แม็กกี้-อาภา ภาวิไล” จากละครเรื่อง “อกธรณี” ช่อง ONE31 คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงดีเด่น ขณะที่ “ไนกี้-นิธิดล ป้อมสุวรรณ” จากละครเรื่องเดียวกัน ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายดีเด่น สะท้อนถึงความสำเร็จของผลงานที่ได้รับการตอบรับจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง

ซีรีส์วายและศิลปินรุ่นใหม่โดดเด่น

อีกหนึ่งสีสันของงานคือการมอบรางวัลให้กับนักแสดงซีรีส์วายส่งเสริมวัฒนธรรมไทยยอดเยี่ยม ได้แก่ กีต้าร์-วชรธร วงศ์ใหญ่ และ ธนากร ชื่นอารมณ์ จากซีรีส์ “นายโขน” รวมถึงรางวัลนักแสดงซีรีส์วายดาวรุ่งยอดเยี่ยมแก่ ริวกิ-ณภัทร สีลา และ ทีม-ธัชนนท์ ทองเก้า จากซีรีส์สั้น “Zantiis Miss You ซานทิสคิดถึงเธอ”

ด้านวงการเพลงก็มีศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินคุณภาพเข้ารับรางวัลอย่างคับคั่ง อาทิ ปิ๊งปิ๊ง-รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์ เจ้าของเพลงฮิต “โสดนะจีบได้”, เอส-ปราชญา บัวหลวง ศิลปินลูกกตัญญูดีเด่น, ก๊อต จิรพัฒน์ ศิลปินยอดเยี่ยม และ จักรพันธ์ เครือน้ำคำ ศิลปินอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านดีเด่น

ยกย่องบุคคลต้นแบบหลากหลายสาขา

นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลแก่บุคคลและองค์กรที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม อาทิ ครอบครัวศิลาชัย, ภาณุวัฒน์ เชษฐรตานนท์ ประธานพระวิหารศรีชลมิ่งมงคลวัฒนา, เด็กชายนครา ศิลาชัย ในสาขาเยาวชนดีเด่น รวมถึง เมย์-กานต์รวี ศรีตระพันธ์ พิธีกรหญิงตัวอย่างต้นแบบดีเด่น และ ดร.วโรดม ศิริสุข พิธีกรรายการดีเด่น

ขณะเดียวกัน รางวัลด้านสื่อมวลชนยังมอบให้แก่รายการข่าวและรายการโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยม อาทิ รายการ “ข่าวอรุณอมรินทร์” ทาง Amarin TV HD34 และรายการ “ข่าว 3 สี” ทางช่อง 3HD

สะท้อนพลังของคนคุณภาพในสังคม

การจัดงานรางวัล “ตรีคเณชาบารมี” ครั้งที่ 6 นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของบุคคลต้นแบบในหลากหลายวงการ ทั้งบันเทิง สื่อสารมวลชน ศิลปวัฒนธรรม และงานเพื่อสังคม ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทในการสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนสังคมไทยไปในทิศทางที่ดีงาม พร้อมตอกย้ำคุณค่าของการ “คิดดี ทำดี และเป็นแบบอย่างที่ดี” ให้คงอยู่ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

‘แอนโทเนีย’ ไม่ห่วงสวย นำทีมอินฟลูฯ ลุยโคลนเก็บขยะ

‘แอนโทเนีย’ ไม่ห่วงสวย นำทีมอินฟลูฯ ลุยโคลนเก็บขยะ

‘แอนโทเนีย’ ไม่ห่วงสวย นำทีมอินฟลูฯ ลุยโคลนเก็บขยะ

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.00 น.

SEALECT  จัดกิจกรรมเก็บขยะในพื้นที่ป่าชายเลน ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องใน วันมหาสมุทรโลก (World Ocean Day) คว้าตัว แอนโทเนีย โพซิ้ว รองอันดับ 1 Miss Universe 2023 และอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการปลุกจิตสำนึกรักษ์โลก โดยมีหน่วยงานรัฐ เอกชน และนักเรียนจากสมุทรสาคร เข้าร่วม

กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการลดปริมาณขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำและมหาสมุทรให้ได้ 1,500 ตัน ภายในปี 2573 ผ่านการจัดกิจกรรมเก็บขยะ การสร้างความตระหนักในสังคม และการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันขยะตั้งแต่ต้นทาง

นางสาวณัฐวีณ์ วชิรทวีพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริหารกลุ่มตลาดเกิดใหม่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีเล็คตระหนักดีว่าท้องทะเลนั้นเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของผู้คนทั่วโลก ในฐานะแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เรามุ่งส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าอาหารทะเลที่ตนเลือกบริโภคนั้นมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและดูแลทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน”

งานนี้ แอนโทเนีย โพซิ้ว นางแบบและรองอันดับ 1 Miss Universe 2023 ได้กล่าวว่า “ปัจจุบัน ปัญหาขยะพลาสติกได้กลายเป็นประเด็นความท้าทายในระดับโลก ในแต่ละปีมีขยะจำนวนมากไหลลงสู่แหล่งน้ำและท้องทะเล ส่งผลกระทบต่อทั้งสัตว์ทะเล ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน การได้มาร่วมกิจกรรม Ocean Cleanup กับทางซีเล็คในวันนี้ยิ่งทำให้เราตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปกป้องดูแลท้องทะเล เราจึงอยากเชิญชวนทุกคนให้เข้ามามีส่วนร่วมและลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน โดยเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่โลกของเรา”

พชร์ อานนท์ โพสต์ภาพย้อนวันวาน น้อมถวายความอาลัย‘พระองค์ภา’ด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดมิได้

พชร์ อานนท์ โพสต์ภาพย้อนวันวาน น้อมถวายความอาลัย‘พระองค์ภา’ด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดมิได้

พชร์ อานนท์ โพสต์ภาพย้อนวันวาน น้อมถวายความอาลัย‘พระองค์ภา’ด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดมิได้

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.25 น.

กลายเป็นโพสต์ที่สร้างความโศกเศร้าและร่วมสะเทือนใจให้กับแฟน ๆ และชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง “พชร์ อานนท์” ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวบัญชี ⁠poj_arnon6565⁠ เพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง พร้อมกับบอกเล่าความทรงจำอันทรงคุณค่าในอดีต โดยในโพสต์ดังกล่าว พชร์ อานนท์ ได้เผยแพร่ภาพถ่ายย้อนวันวาน ขณะที่ตนเองได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด พร้อมระบุข้อความบรรยายความรู้สึกเอาไว้ว่า ‘ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง’

สำหรับข้าพระพุทธเจ้า คำว่า “แร็กคูน” จะยังคงเป็นความทรงจำอันงดงาม ที่สะท้อนถึงพระอัธยาศัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา ความเป็นกันเอง และพระกรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อผู้ใกล้ชิดและผู้ที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จอยู่เสมอแม้ประจวบวันค่ำพระองค์จะสิ้นพระชนม์แล้ว แต่พระสรวลอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระจริยวัตรอันงดงาม และความทรงจำอันทรงคุณค่าเหล่านั้น จะยังคงประทับอยู่ในดวงใจของข้าพระพุทธเจ้าและผู้ที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณตราบนานเท่านานข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ และขอถวายความอาลัยด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดมิได้”

ย้อนรอยภาพประวัติศาสตร์ เพจ พุ่มพวง ดวงจันทร์ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อปี 2529

ย้อนรอยภาพประวัติศาสตร์ เพจ พุ่มพวง ดวงจันทร์ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อปี 2529

ย้อนรอยภาพประวัติศาสตร์ เพจ พุ่มพวง ดวงจันทร์ น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อปี 2529

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

กลายเป็นโพสต์ที่สร้างความตื้นตันใจให้กับแฟนเพลงทั่วประเทศ เมื่อเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของราชินีลูกทุ่งผู้ล่วงลับ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ได้มีการโพสต์ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ พร้อมข้อความน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

โดยทางเพจระบุว่า ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2529 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ (ในพระอิสริยยศขณะนั้น) ได้เสด็จมาทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ตของ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ณ โรงแรมดุสิตธานี และได้ทรงคล้องมาลัยให้แก่ราชินีลูกทุ่งในดวงใจของคนไทย

ภาพประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ เผยให้เห็นภาพย้อนอดีตโทนสีขาวดำ ขณะที่พุ่มพวง ดวงจันทร์ ในชุดทำการแสดงลายเสือดาวอันเป็นเอกลักษณ์ กำลังก้มลงรับพระราชทานมาลัยด้วยความซาบซึ้งใจ โดยมีพระองค์ภาฯ ในวัยเยาว์ทรงแย้มพระสรวลและยื่นพระหัตถ์คล้องมาลัยให้ ท่ามกลางสายตาของประชาชนและผู้เข้าชมในค่ำคืนนั้น

ทางแอดมินเพจพุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้ระบุข้อความถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ ใจความว่า ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นมิได้เป็นเพียงเกียรติประวัติอันสูงสุดของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ เท่านั้น หากยังเป็นหลักฐานแห่งพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อศิลปินไทยและวงการบันเทิงของชาติ”นับเป็นอีกหนึ่งบันทึกหน้าสำคัญของวงการเพลงลูกทุ่งไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาอันเปี่ยมล้นที่มีต่อศิลปินไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งสร้างความประทับใจและมีผู้เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก

(ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์ ไทยรัฐ)

ดาเมจแรงทะลุจอ ท่อนบนดูเรียบร้อย แต่ท่อนล่างนี้…แซ่บซี้ดทะลุไอจี

ดาเมจแรงทะลุจอ ท่อนบนดูเรียบร้อย แต่ท่อนล่างนี้...แซ่บซี้ดทะลุไอจี

ดาเมจแรงทะลุจอ ท่อนบนดูเรียบร้อย แต่ท่อนล่างนี้…แซ่บซี้ดทะลุไอจี

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.59 น.

เรียกได้ว่าทำเอาอินสตาแกรมแทบแตก สำหรับนักร้องสาวเสียงดีอย่าง เบียร์ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล หรือที่รู้จักกันในชื่อ เบียร์ เดอะวอยซ์ ที่ล่าสุดได้ออกมาอัปเดตไลฟ์สไตล์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา จัดเต็มความแซ่บแบบไม่มีกั๊ก ให้แฟนคลับได้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันอีกครั้ง

โดยรอบนี้สาวเบียร์มาในลุคที่ต้องบอกว่าเผ็ดพริกยกสวน กับภาพชุดในห้องนอนสุดชิลล์ แต่งานนี้ความชิลล์กลับไม่ธรรมดา เพราะสาวเบียร์หยิบเอาชุดชั้นในลูกไม้สีขาวตัวจิ๋ว มาแมตช์เข้ากับเสื้อแขนยาวสีดำดีไซน์เก๋ ตัดกับปกคอเสื้อสีขาวให้ลุคที่ดูมีความเป็นแฟชั่นนิสต้าเบา ๆ แต่ที่เตะตาที่สุดคงหนีไม่พ้นรองเท้าบูทสีดำทรงเท่ที่เธอสวมใส่โพสต์ท่าโชว์เรียวขาสวย ๆ หน้ากระจก จนกลายเป็นภาพเซตที่ดาเมจรุนแรงมาก

เบียร์ เดอะวอยซ์

งานนี้เจ้าตัวยังจัดท่าโพสต์มาให้แบบเน้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่ายืนพิงโต๊ะเครื่องแป้ง ท่าโพสต์บิดตัวโชว์สัดส่วนสุดเป๊ะ และช็อตเซลฟี่หน้ากระจกที่เผยให้เห็นความมั่นใจแบบเต็มร้อย แถมยังแอบเผยให้เห็นรอยสักรูปดอกไม้เล็ก ๆ บริเวณหน้าท้องน้อย ซึ่งเป็นดีเทลที่ช่วยเพิ่มความเซ็กซี่ให้กับภาพเซตนี้ได้อย่างลงตัวสุด ๆ เรียกได้ว่าเป็นการคุมโทนความเซ็กซี่ที่ผสมผสานกับความน่ารักสไตล์สาวเบียร์ได้อย่างไร้ที่ติ

เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม beerpassaranan

ป.ป.ช. ปั้น 500 ยุวทูตต้านทุจริต! แท็กทีมอินฟลูฯ ตัวท็อป สร้างพลังสื่อสร้างสรรค์ ไล่บี้คนโกง

ป.ป.ช. ปั้น 500 ยุวทูตต้านทุจริต! แท็กทีมอินฟลูฯ ตัวท็อป สร้างพลังสื่อสร้างสรรค์ ไล่บี้คนโกง

ป.ป.ช. ปั้น 500 ยุวทูตต้านทุจริต! แท็กทีมอินฟลูฯ ตัวท็อป สร้างพลังสื่อสร้างสรรค์ ไล่บี้คนโกง

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.47 น.

กองทุน ป.ป.ช สร้าง 500 ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่สร้างพลังสื่อสารต้านโกง ผ่านสื่อสร้างสรรค์

โครงการยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) เปิดตัว 500 ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จาก 10 โรงเรียนมัธยมศึกษาต้นแบบ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงโทษภัยและผลกระทบของการทุจริตคอรัปชัน พร้อมพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อสร้างสรรค์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตในสังคม มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกันและต่อต้านการทุจริต ควบคู่กับการฝึกทักษะด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อในรูปแบบที่ทันสมัย สื่อสารเข้าใจง่ายเพื่อเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

ตลอดการดำเนินโครงการ เยาวชนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นักสื่อสาร และ

ครีเอเตอร์ อินฟูเอนเซอร์ ที่ประสบความสำเร็จในสายงานของตน เพื่อเสริมสร้างทั้งความรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตและทักษะการสื่อสารสมัยใหม่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล  โดนรวบรวมวิทยากรระดับมืออาชีพมาให้ความรู้กับเด็กๆ ในโครงการ เช่น

ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง ผู้กำกับการแสดง มากด้วยความสามารถ อดีตครูใหญ่และครูสอนการแสดงแห่งบ้าน Academy Fantasia (AF) มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในวงการบันเทิง เพื่อสร้างตัวตนของยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ

ครูพี่วี รัชพล สุวรรณโชติ ประสบการณ์สอนผลิตสื่อเด็กมากกว่า 30 ปี เจ้าของรางวัลสื่อเด็กชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก (International Emmy Awards) ณ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รางวัลเกียรติยศสูงสุดของวงการโทรทัศน์โลก เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของฝั่งภาพยนตร์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตสื่อเพื่อต่อต้านการทุจริตอย่างเข้มข้น โดยแนวทางหลักสูตรโมเดล STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต ของกองทุน ป.ป.ช.รวมถึงการทำข่าว การสื่อสารสาธารณะ และบทบาทของสื่อมวลชนในการส่งเสริมสังคมโปร่งใส พร้อมแนะนำหลักการค้นคว้าข้อมูล การตั้งคำถาม การสัมภาษณ์ และการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ได้เข้าใจบทบาทของสื่อในการตรวจสอบ สร้างความตระหนักรู้และเฝ้าระวังการทุจริตในสังคมผ่านสื่อโซเซียล

ครูเป๊ป เขมิกา สุขประสงค์ดี อินฟลูเอนเซอร์คนดังมีผู้ติดตามกว่า 2.9 ล้าน และยอดรับชมกว่า 1,000 ล้านวิว นักแสดงผู้มีประสบการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและสื่อดิจิทัล โดยเริ่มต้นเส้นทางการแสดงจากละครเรื่อง

“รักต้องอ้วน” ทางช่อง 3 ก่อนมีผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดสู่บทบาทครีเอทีฟและยูทูบเบอร์

ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโลกออนไลน์ ด้วยประสบการณ์การทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังการผลิตสื่อ

ครูเป๊ป ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ การพัฒนาแนวคิด การวางรูปแบบการนำเสนอ และการเล่าเรื่องที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ชมในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์จริงในการใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อประเด็นที่มีคุณค่าต่อสังคม

การถ่ายทอดประสบการณ์ของครูเป๊ป จึงช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมโครงการในการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์สังคม พร้อมพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้สามารถก้าวสู่การเป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และความสามารถในการสื่อสารประเด็นสาธารณะให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง

ครูลูกตาล ชลธิชาศ์ (ลูกตาล อาร์สยาม) นักร้อง นักแสดง ดีเจ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผู้มีประสบการณ์ด้านสื่อบันเทิงและสื่อดิจิทัล ถ่ายทอดแนวคิด “Think • Create • Influence” พร้อมแบ่งปันเทคนิคการคิด การออกแบบ และการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการใช้พลังของสื่อออนไลน์เพื่อสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อสังคม และการเปลี่ยนประเด็นทางสังคมที่ดูเป็นเรื่องยากให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่

ครูพอร์ช พงษกร นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสื่อสารต่อหน้าสาธารณชน การเป็นพิธีกร และการนำเสนอเนื้อหาให้น่าติดตาม พร้อมแนะนำเทคนิคการใช้บุคลิกภาพ น้ำเสียง และการเล่าเรื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ช่วยให้เยาวชนสามารถถ่ายทอดสาระสำคัญเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตได้อย่างมั่นใจและเข้าถึงผู้ชม

ครูอีฟ อรวรรณ นักร้องค่ายรถไฟดนตรี พิธีกร และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้เสียงเพื่อการสื่อสาร การควบคุมน้ำเสียง อารมณ์ และจังหวะการพูด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความน่าสนใจให้กับสื่อดิจิทัล โดยนำศาสตร์จากวงการเพลงและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เยาวชนสามารถสื่อสารสาระสำคัญได้อย่างมีพลังและสร้างการจดจำแก่ผู้รับสาร

คุณปริญญ์ ตันประดิษฐ์ จากช่อง  Prinmill ครีเอเตอร์และ TikToker ชื่อดัง ผู้สร้างกระแสความฮิตด้วยคอนเทนต์หนุ่มออฟฟิศสุด cute ที่ชอบทำคลิปสนุกสนานอย่างการลิปซิงก์บนสถานีรถไฟฟ้า จนกลายเป็นขวัญใจของใครหลาย ๆ ครีเอเตอร์  ผู้มีประสบการณ์ในการสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้ชมจำนวนมากบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถ่ายทอดเทคนิคการคิดคอนเทนต์ การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชม และการสร้างเรื่องราวที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่บนโลกออนไลน์

ครูพลับบี้ จากช่อง Plubby.27(ผู้ติดตาม 3.6 แสนคน) TikToker และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ การผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงเทคนิคการนำเสนอเนื้อหาให้สอดคล้องกับรูปแบบการรับสื่อของผู้ชมในยุคดิจิทัล เพื่อให้เยาวชนสามารถพัฒนาผลงานที่ทั้งน่าสนใจและมีคุณค่าต่อสังคม

นอกจากการเรียนรู้ในห้องอบรมแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอนของการผลิตสื่อ ตั้งแต่การคิดประเด็น การวางแผนเนื้อหา การสัมภาษณ์ การเป็นพิธีกร การถ่ายทำ และการนำเสนอ โดยมีทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนการทำงานจริงในสายวิชาชีพสื่อสารมวลชนและสื่อดิจิทัล ภายหลังการอบรม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จะร่วมกันผลิตผลงานสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต โดยเตรียมลงพื้นที่สัมภาษณ์บุคคลสำคัญและบุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา เพื่อนำข้อมูลและมุมมองที่ได้รับมาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมต่อไป ผลงานการผลิตสื่อของยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ จะเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ได้มีโอกาสสื่อสารแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตจากเด็กสู่เด็ก ผู้ปกครอง และไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง พร้อมสร้างการรับรู้และปลูกฝังค่านิยมการไม่ยอมรับการทุจริตให้แก่สังคมไทย

นอกจากนี้ โครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กองทุน ป.ป.ช.ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเด็กเยาวชน ในฐานะ “ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่สามารถเป็นผู้ผลิตสื่อและผู้ส่งต่อแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตสู่สังคมได้ ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจพฤติกรรมของคนรุ่นเดียวกัน เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย น่าสนใจ และสามารถกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในชีวิตประจำวัน ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วม แต่คือการสร้าง

“ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ” ที่สามารถใช้ทักษะการสื่อสารและพลังของสื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคม สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อแนวคิดความซื่อสัตย์สุจริตสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

สำนักพระราชวัง แจ้งงดเข้าชม พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว 13-19 มิ.ย.69

สำนักพระราชวัง แจ้งงดเข้าชม พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว 13-19 มิ.ย.69

สำนักพระราชวัง แจ้งงดเข้าชม พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว 13-19 มิ.ย.69

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

สำนักพระราชวัง แจ้งงดเข้าชมพระบรมมหาราชวัง และวัดพระแก้ว วันที่ 13 – 19 มิถุนายน 2569 มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ เผยแพร่ข้อความประชาสัมพันธ์ว่า สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ระหว่างวันที่ 13–19 มิถุนายน 2569 เนื่องจากมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เนื่องจากมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ระหว่างวันที่ 13– 19มิถุนายน 2569 ดังนี้

พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 12.00 น.

พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป และลงนามถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างวันที่ 14–16 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 16.00 น.

งดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

งดเข้าชมพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่วันที่ 13–19  มิถุนายน 2569  โปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์

พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย นิสิตเรียนร่วม ‘MC² GenEd’ สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย

พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย นิสิตเรียนร่วม ‘MC² GenEd’ สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย

พลิกโฉมอุดมศึกษาไทย นิสิตเรียนร่วม ‘MC² GenEd’ สร้างระบบเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผนึกกำลังครั้งสำคัญ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของระบบอุดมศึกษาไทย แถลงความคืบหน้าโครงการ MC² GenEd (Mahidol–Chula–Chiang Mai General Education) ภายใต้งาน “MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งาน“MC²: Beyond Boundaries, Building Future: มหิดล จุฬาฯ เชียงใหม่ ผสานพลังสู่การเรียนรู้แห่งอนาคต” ในครั้งนี้ ไม่เพียงนำเสนอความคืบหน้าของโครงการความร่วมมือทางวิชาการครั้งสำคัญระหว่างสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของระบบมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Beyond Boundaries, Building Future” หรือการก้าวข้ามพรมแดนทางการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตแห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยโครงการจะประเดิมปีการศึกษา 2569 และคาดว่าจะมีนิสิตนักศึกษาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย

ความร่วมมือระหว่างสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาไทย มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วม” (Shared Learning Ecosystem) เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) ข้ามมหาวิทยาลัย สะสมผลการเรียนรู้ และเทียบโอนหน่วยกิตได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมเปิดโลกการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเพื่อนต่างสถาบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โครงการ MC² GenEd เกิดขึ้นภายใต้เครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ MC² (Mahidol–Chula–Chiang Mai)  ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยและสังคมโลก ผ่านการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนยุคดิจิทัล นับเป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาในรูปแบบ Flexible Education และ Credit Mobility ของประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ไม่จำกัดอยู่เพียงรายวิชาที่เปิดสอนภายในมหาวิทยาลัยต้นสังกัด แต่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์การเรียนรู้จากอีกสองมหาวิทยาลัยพันธมิตรได้โดยตรง

ในระยะแรกของโครงการ มีการเปิดรายวิชาศึกษาทั่วไปนำร่องจำนวน 24 รายวิชาจากทั้งสามมหาวิทยาลัย ครอบคลุมองค์ความรู้หลากหลายมิติ ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน และทักษะแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้งสามสถาบันสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนรู้ล่วงหน้า (Advance Learning Accumulation) และเทียบโอนหน่วยกิตข้ามมหาวิทยาลัยตามเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันกำหนด นับเป็นการลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างการศึกษาแบบเดิม และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจความถนัด และเป้าหมายวิชาชีพของตนเองได้มากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการเรียนรู้ในห้องเรียน MC² GenEd ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วม (Shared Learning Experience) ระหว่างนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชาและต่างสถาบัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และสร้างเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกการทำงานในอนาคตที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามวัฒนธรรม และข้ามความเชี่ยวชาญ

ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการสำคัญด้าน Experiential Learning หรือ “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง” ที่เชื่อว่าความรู้ที่มีคุณค่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการรับฟังในห้องเรียน แต่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง การเผชิญโจทย์จริงของสังคม และการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความหลากหลาย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนด ทิศทางการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning for the AI and Digital Era” โดยมุ่งเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับโลกแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ผ่านรายวิชาที่เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้าน AI เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในวิชาชีพต่าง ๆ

 โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การศึกษาไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบเดิมในห้องเรียนได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีภูมิหลัง ความคิด และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน พร้อมเข้าใจวิธีคิด รู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณและจริยธรรม”

“เราไม่ได้ต้องการเพียงให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้สามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่สังคม และใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนอนาคตได้อย่างมีความรับผิดชอบ ผมเชื่อมั่นว่าเมื่อศักยภาพด้าน AI และดิจิทัลของจุฬาฯ ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านชุมชนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และความเข้มแข็งด้านการเรียนรู้จากภาคปฏิบัติของมหาวิทยาลัยมหิดล นิสิตนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โครงการ MC² GenEd สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งขับเคลื่อนการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด “Learning with Industry and Society” โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญภายนอก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพและความเข้าใจบริบทการทำงานจริง”

“การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงหรือ Experiential Learning เป็นการเรียนรู้ร่วมกับผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย MC² GenEd จากความร่วมมือของทั้งสามมหาวิทยาลัยจึงเป็นโครงการที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ยุคใหม่ได้อย่างดียิ่ง ซึ่งจะเป็นต้นแบบระบบการเรียนรู้ข้ามมหาวิทยาลัยของไทย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าว

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มุ่งเน้นแนวคิด Learning from Communities and Sustainability โดยเชื่อว่าห้องเรียนที่ดีที่สุดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในมหาวิทยาลัย   แต่รวมถึงชุมชน ธรรมชาติ และพื้นที่จริงรอบตัว ผู้เรียนจะได้เรียนรู้จากโจทย์จริงของสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายและความยั่งยืนที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อสังคม ประเทศ และโลกที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดให้เรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานระบบการศึกษารูปแบบใหม่ของประเทศไทยที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ผู้เรียนมากขึ้น พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ดีที่สุดจากหลากหลายสถาบัน และเป็นต้นแบบของการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระดับประเทศในอนาคต”

“MC² GenEd จึงเป็นมากกว่าการเรียนข้ามมหาวิทยาลัย แต่คือการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างกว่ารั้วมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงผู้เรียน อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้จากสามมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างบัณฑิตที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคต และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าว

“MC² GenEd” จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างไกล ผ่านการผนึกกำลังของสามมหาวิทยาลัยชั้นนำ “มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองที่หลากหลายเพิ่มโอกาสการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนต่างสถาบัน พร้อมเผชิญความท้าทายในโลกอนาคต ความสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญที่สามารถขยายผลสู่สถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ เพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาของประเทศและพัฒนาบัณฑิตให้มีศักยภาพตอบโจทย์สังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ศึกษารายละเอียดรายวิชาและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ MC² GenEd ได้ที่ Website: https://sites.google.com/view/mc2gened , Facebook: https://www.facebook.com/mc2gened , Instagram: https://www.instagram.com/mc2gened

เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

เช็กที่นี่!! มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

มท. ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน-อปท.-วัด รวม 6 แห่ง แก้ปัญหาซ้ำซ้อน ลดความเข้าใจผิด เหมาะสมกับอัตลักษณ์ประวัติศาสตร์พื้นที่

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่น ๆ ครั้งที่ 2/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการปกครอง กรมศิลปากร กรมแผนที่ทหาร กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุม  ซึ่งการประชุมเป็นการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบเฉพาะของสถานที่ รวม 6 แห่ง โดยเห็นชอบเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน จำนวน 1 แห่ง ตามที่กรมการปกครองเสนอ เปลี่ยนชื่อเทศบาลตำบล จำนวน 1 แห่ง ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเสนอ และเปลี่ยนแปลงชื่อวัด 4 แห่ง ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ

สำหรับการเปลี่ยนชื่อ หมู่บ้าน จำนวน 1 แห่ง คือ บ้านป่าขี้ติ้ว อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนเป็น “บ้านป่าติ้ว” เดิมชาวบ้านเรียกขานว่า “บ้านดอนเปาป่าขี้ติ้ว” ต่อมาประชากรในหมู่บ้านมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ยากแก่การบริหารจัดการ จึงได้มีการแยกหมู่บ้านใหม่เป็น บ้านป่าขี้ติ้ว ซึ่งหมายถึง ต้นไม้ในพื้นที่อย่าง “ต้นขี้ติ้ว” ก่อนจะตัดคำว่า “ขี้” ออก เพื่อให้ชื่อมีความไพเราะ เป็นสิริมงคล และสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนได้ดีขึ้น โดยในทางราชการส่วนใหญ่จะเรียกชื่อเป็นทางการว่า “บ้านป่าติ้ว” หรือ “บ้านติ้ว” แทนชื่อเดิม

สำหรับการเปลี่ยนชื่อ เทศบาลตำบล จำนวน 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบาลบ้านศรีพนา อ.เซกา จ.บึงกาฬ  เปลี่ยนเป็น “เทศบาลตำบลเซกา” โดย “เซ” หมายถึง แม่น้ำ แหล่งน้ำ ลำห้วย ซึ่งพื้นที่เทศบาลดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ “กา” หมายถึง นกกา ซึ่งเป็นนกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวคือมีขนสีดำสนิท บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ทั้งนี้ชื่อในความหมายใหม่ หมายถึง พื้นทีอุดมสมบูรณ์ของพื้นดินและแหล่งนา เป็นภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการอยู่อาศัยประชาชนอยู่ดีมีสุข

ในส่วนของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีการขอเปลี่ยนแปลงชื่อวัด จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. วัดเทพประทาน จ.จันทบุรี เปลี่ยนเป็น “วัดเทพประทานอธิพร” เนื่องจากวัดเทพประทานได้จัดสร้างสมเด็จองค์ปฐมพระพุทธเมตตา เพื่อถวายเปนพุทธบูชา ที่ฐานองค์พระปรากฏชื่อ วัดเทพประทาน (อธิพร) ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าชื่อวัดเทพประทาน (อธิพร) ซึงมีความหมายว่า เทพเทวาประทานพรที่ยิ่งใหญ่

2.วัดน้ำผึ้ง จ.พิษณุโลก เปลี่ยนเป็น “วัดนาม่วงนุสรณ์วนาราม” แต่เดิมสันนิษฐานว่าเกิดจากวัดตั้งอยู่ใกล้ “คลองน้ำผึ้ง” จึงได้ชื่อว่า “วัดน้ำผึ้ง” ต่อมาประชาชนชาวบ้านนาม่วง นิยมเรียกและรู้จักวัดในนาม “วัดนาม่วง” ตามชื่อหมู่บ้าน จึงได้มีความเห็นว่าต้องการเปลี่ยนแปลงชื่อวัดให้สอดคล้องกับชื่อหมู่บ้าน

3.วัดป่าดอนแคน จ.ร้อยเอ็ด เปลี่ยนเป็น “วัดป่าศรีมงคล” เนื่องจากวัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่ บ้านดอนแคน เป็นวัดเก่า โดยมีหลวงปู่คำมี ปภสฺสโร ผู้ริเริ่มเข้ามาปักกลด ได้ตั้งชื่อที่พักสงฆ์ว่า “ป่าศรีมงคล” เพราะมีความดีเป็นสิริมงคลต่อชาวบ้าน พร้อมด้วยประชาชนได้ร่วมกันประชุมประชาพิจารณ์ เป็นวัดป่าศรีมงคล

4.วัดสร้างเรือง จ.ศรีสะเกษ เปลี่ยนเป็น “วัดพระธาตุเรืองรอง” โดยวัดดังกล่าวตั้งอยู่ที่บ้านสร้างเรือง เมื่อ พ.ศ. 2525 พระครูวิบูลธรรมภาณ ได้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุขึ้นเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อีกทั้งเป็นสถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนในชุมชน เมื่อสร้างเสร็จจึงตั้งชื่อว่า “พระธาตุเรืองรอง”

สำหรับคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่น ๆ ของกระทรวงมหาดไทย เป็นคณะกรรมการตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่พิจารณาหลักเกณฑ์และกลั่นกรองให้ความเห็นชอบการเสนอเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการวิเคราะห์ศึกษาถึงหลักฐานหรือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนชื่อรวมถึงประวัติศาสตร์ในพื้นที่ รวมถึงกระบวนการรับฟังความเห็นประชาชน ที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการรับฟังความเห็นตั้งแต่ระดับหมู่บ้านถึงระดับคณะกรรมการฯ โดยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 เม.ย.2569 เห็นชอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีชุดเดิม อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยไม่ต้องออกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี หรือสั่งส่วนราชการเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวขึ้นอีก