‘ใหม่ ดาวิกา’โชว์ความล้ำในชุดสีขาวดีไซน์สุดแปลกตาตอกย้ำเจ้าแม่แฟชั่นตัวจริง

'ใหม่ ดาวิกา'โชว์ความล้ำในชุดสีขาวดีไซน์สุดแปลกตาตอกย้ำเจ้าแม่แฟชั่นตัวจริง

‘ใหม่ ดาวิกา’โชว์ความล้ำในชุดสีขาวดีไซน์สุดแปลกตาตอกย้ำเจ้าแม่แฟชั่นตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.01 น.

วงการแฟชั่นต้องตะลึง! เมื่อนางเอกสาวผิวออร่า “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ปรากฏตัวในลุคสุดปังที่ทำเอาแฟนคลับตาค้างกันทั้งเอเชีย ในชุดเดรสสีขาวดีไซน์สุดล้ำที่ดูคล้ายกับ “สีน้ำมันสีขาว” กำลังค่อยๆ ละลายและเกาะอยู่บนเรือนร่างงามระหงด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความเท่และเซ็กซี่อย่างลงตัว ตัวเดรสเน้นโชว์ผิวขาวเนียนละเอียด ด้วยการเปิดเผยช่วงไหล่และเว้าสูงเผยเรียวขาอันเรียวยาว เพิ่มลูกเล่นด้วยการใช้ดีไซน์ที่เหมือนสีน้ำมันไหลเยิ้มและเกาะกันเป็นใยแมงมุม สร้างความรู้สึกราวกับว่าตัวเธอกำลังเป็น “งานศิลปะมีชีวิต” ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาคอมเมนต์จากแฟนคลับต่างพากันกดไลก์และชื่นชมในความกล้าเล่นดีไซน์ของใหม่ ที่ไม่ว่าลุคไหนก็ปังทุกลุค พร้อมกับบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าลุคนี้เป็นงานศิลปะที่แท้จริง!

รายการ ‘สถานีประชาชน’ ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ 'สถานีประชาชน' ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ ‘สถานีประชาชน’ ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

รายการ “สถานีประชาชน” ที่พึ่งประชาชน ชี้คนหาย–ถูกโกง 3 เดือนแรกปี 69 ปัญหาพุ่ง 474 เคส

รายการ “สถานีประชาชน” เผยสถิติ 3 เดือนแรกปี 2569 ร้องเรียนรวม 474 เรื่อง “คนหาย–ปรึกษากฎหมาย-ผู้บริโภค-สิ่งแวดล้อม-ฉ้อโกง” 5 ประเด็นสูงสุด ช่วยหาคนหายติดตามจนแจ้งพบแล้ว 86 เคส ขณะที่ตลอดปี 2568 มีผู้ได้รับการช่วยเหลือ 43,774 ราย ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะ ช่วยคลี่คลายปัญหา หาทางออกให้ประชาชน

ข้อมูลจากศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส รายการ “สถานีประชาชน” ช่วงวันที่ 1 มกราคม –31 มีนาคม 2569 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนรวม 474 เรื่อง และสามารถช่วยเหลือจนมีผู้ได้รับผลประโยชน์ถึง  610 คน ครอบคลุมปัญหาหลากหลายด้าน โดยปัญหาที่ได้รับร้องเรียนมากที่สุด 5 อันดับแรก อันดับ 1 แจ้งคนหาย อันดับ 2 ปรึกษากฎหมาย อันดับ 3 ปัญหาผู้บริโภคอันดับ 4 ปัญหาสิ่งแวดล้อม อันดับ 5 การต้มตุ๋น หลอกลวง ฉ้อโกง นอกจากนั้นเป็นปัญหาโครงการของรัฐ ประสานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ภัยออนไลน์ ปัญหาสาธารณูปโภค ภัยพิบัติ หนี้นอกระบบ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่ารายการยังคงเป็นพื้นที่กลางที่ประชาชนใช้พึ่งพาและส่งเสียงถึงสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

นางกานดา จำปาทิพย์ บรรณาธิการข่าว รายการสถานีประชาชน กล่าวว่า ศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส ภายใต้การดำเนินงานโดย รายการ “สถานีประชาชน” ได้คัดเลือกนำประเด็นปัญหาและประเด็นสาธารณะที่กระทบชีวิตคนส่วนใหญ่นำออกอากาศ รวม 118 เรื่อง จาก 474 เรื่อง โดยประเด็นหลักที่นำเสนอมากที่สุด ได้แก่ ปัญหานโยบายและโครงการรัฐ 27 เรื่อง เรื่องชีวิตคนกรุงเทพฯ เลือกตั้ง 69 จำนวน 24 เรื่อง และปัญหาภัยออนไลน์ 22 เรื่อง และยังมีประเด็นผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม หนี้นอกระบบ ตลอดจนกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่สื่อสารปัญหาของประชาชนอย่างรอบด้าน และเชื่อมโยงประเด็นระดับพื้นที่เข้ากับระดับนโยบาย

นางกานดา กล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลศูนย์ร้องทุกข์ไทยพีบีเอส พบว่า ปัญหาคนหาย และข้อกฎหมาย เป็นประเด็นที่มีการร้องเรียนเข้ามาสูงมาก ดังนั้น จะนำตัวอย่างของปัญหาที่พบมาพูดคุยนำเสนอในรายการด้วยการเพิ่มช่วงพิเศษ “คลินิกกฎหมายประชาชน”  ที่เชิญทนายความมาตอบคำถามยอดฮิตแบบสด ๆ ในรายการ  

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลคนหายไทยพีบีเอส ยังพบว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 มีการแจ้งคนหายรวม 146 คน แบ่งเป็นชาย 107 คน และหญิง 39 คน ในจำนวนนี้สามารถประสานติดตามจนแจ้งพบแล้ว รวม 86 คน และยังอยู่ระหว่างติดตามอีก 60 คน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เป็นรูปธรรมของรายการในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานข้อมูลระหว่างครอบครัว เครือข่ายสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดตามผู้สูญหายกลับคืนสู่ครอบครัว

อย่างไรก็ตาม รายการสถานีประชาชน ไม่เพียงแต่ประกาศตามหาผู้สูญหายเท่านั้น แต่จะนำเสนอเจาะลึกถึงสาเหตุที่คนหายไป เช่น ภาวะสมองเสือมในผู้สูงอายุ, ปัญหาวัยรุ่นหนีออกจากบ้าน เพื่อให้ความรู้เชิงป้องกันแก่ผู้ชม และเป็นการทำงานเชิงรุกป้องกันคนหายในพื้นที่ชุมชน

“สถานีประชาชน” จะไม่เพียงรายงานข่าวร้องทุกข์เท่านั้น แต่จะร่วมลงมือคลี่คลายทุกปัญหาจากประชาชน ตามสโลแกนของรายการ คือ “เข้าถึงปัญหา เข้าหาประชาชน” ที่สำคัญเราทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้ร้องเรียนทั้งหมด 2,796 เรื่อง มีผู้ได้ผลประโยชน์ทั้งหมด 43,774 คน ประเด็นการรับเรื่องร้องเรียนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ปรึกษากฎหมาย แจ้งคนหาย และปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเราช่วยแก้ปัญหาหาทางออก ตอกย้ำว่า รายการ “สถานีประชาชน” เป็นที่พึ่งพาได้จริง  และเราจะยังมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสะท้อนปัญหาและขับเคลื่อนสังคม เชื่อมโยงประชาชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมขยายเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” นางกานดา กล่าวย้ำ

ติดตามรับชม รายการ “สถานีประชาชน” ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.05 – 15.00 น. ทางไทยพีบีเอส หมายเลข 3 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอส

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ จำนวน 5 รูป

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.49 น.

วันที่ 17 เมษายน 2569 เว็บ ไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ พระราชาคณะ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ความว่า  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ดังนี้

1. พระราชวชิรปัญญาภรณ์ เป็น พระเทพวชิรญาณสุนทร บวรธรรมภาณี ศรีภาวนานุสิฐมหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ สถิต ณ วัดมหาชัย พระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระวชิรธรรมโฆษิต เป็น พระราชวชิรธรรมโฆษิต โสภิตธรรมธาดา มหาคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3. พระวชิรคณาทร เป็น พระราชวชิรคณาทร บวรสังฆกิจจานุกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง จังหวัดสมุทรปราการ มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ 41 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 2 รูป ดังนี้

1. พระเทพปฏิภาณกวี เป็น พระธรรมวชิรปฏิภาณ สุพิธานธรรมธรนิเทศ พิเศษพุทธวัจนกวี ตรีปิฎกวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นธรรม สถิต ณ วัดประยุรวงศาวาส

วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 6 รูป คือ พระครูปลัดปฏิภาณวัฒน์ 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูธรรมธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2. พระญาณวชิรวงศ์ เป็น พระราชวัชรธรรมธาดา ตรีปิฎกคุณาลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พุทธศักราช 2569 ประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

กองทัพบก สวน สส.ผู้ทรงเกียรติ ข้อมูลไม่ครบ ปม ผบ.ทบ.ไม่ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ จชต.

กองทัพบก สวน สส.ผู้ทรงเกียรติ ข้อมูลไม่ครบ ปม ผบ.ทบ.ไม่ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ จชต.

กองทัพบก สวน สส.ผู้ทรงเกียรติ ข้อมูลไม่ครบ ปม ผบ.ทบ.ไม่ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ จชต.

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

วันที่ 17 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ให้ข้อมูลว่าไม่เห็น ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ จชต. ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ ผบ.ทบ./รอง ผอ.รมน. ว่า สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการกล่าวถึง เมื่อวานนี้ (16 เม.ย. 69) ผบ.ทบ./รอง ผอ.รมน. ได้ลงพื้นที่ จชต. พบปะกำลังพล พร้อมรับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะจากหน่วยในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาและกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ส่วนการร่วมคณะนายกรัฐมนตรี/ผอ.รมน. ในครั้งนี้ ได้มอบหมายให้ เสธ.ทบ./เลขาธิการ กอ.รมน. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ร่วมกับคณะ เพื่อรับมอบนโยบายเพิ่มเติม และขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ยังไม่ครบถ้วนและคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจาก สส.ผู้ให้ข้อมูลไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่โดยตรง

ทั้งนี้ ผบ.ทบ. และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก ได้เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยอย่างต่อเนื่องเกือบทุกสัปดาห์ ทั้งในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่สำคัญ โดยมีการสลับภารกิจตามสถานการณ์ และบางช่วงมีการลงพื้นที่มากกว่าหนึ่งจุด เพื่อให้ติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

โฆษกกองทัพบก กล่าวย้ำว่า กองทัพบกติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ และขอความร่วมมือให้ใช้ข้อมูลจากแหล่งทางการเป็นหลัก รวมทั้งระมัดระวังการนำเสนอข้อมูลที่อาจไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจของประชาชน

กมลศักดิ์ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯ รับ ยังไม่สบายใจ หากยังจับผู้บงการไม่ได้ ขอคุ้มครองพยานแล้ว

กมลศักดิ์ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯ รับ ยังไม่สบายใจ หากยังจับผู้บงการไม่ได้ ขอคุ้มครองพยานแล้ว

กมลศักดิ์ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯ รับ ยังไม่สบายใจ หากยังจับผู้บงการไม่ได้ ขอคุ้มครองพยานแล้ว

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

‘กมลศักดิ์’ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯแล้ว ยังไม่สบายใจตราบใดที่ยังจับผู้บงการไม่ได้ เชื่อมีคนจ้างวานให้ทำร้ายถึงชีวิต ขอคุ้มครองพยานหวั่นไม่ปลอดภัย

วันที่ 17 เมษายน 2569 นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เปิดเผยภายหลังได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย ที่บ้านศรียะลา พร้อมกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

นายกมลศักดิ์  เปิดเผยว่า ได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคลี่คลายคดีของตนเอง จนออกหมายจับได้ 5 คนและจับกุมได้ 4 คน ก่อนจะครบ 1 เดือนในอีก 2 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนใครทำผิดต้องเอาตัวมาลงโทษให้ได้ 

“คนเหล่านี้ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวสักคน เชื่อว่ามีคนใช้จ้างวานให้ทำร้ายผม ไม่ใช่แค่ผมแต่คนในพื้นที่ต้องการทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”

นายกมลศักดิ์ กล่าวว่าเบื้องต้นตนให้ข้อมูลลับกับนายกรัฐมนตรีแล้วเพื่อให้สาวถึงตัวผู้บงการ และพยายามเสาะหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ ข้อมูลที่ตนมีได้ให้นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ส่วนจะไปถึงหรือไม่ในทางคดีต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้สัมภาษณ์แล้ว

ส่วนกรณีบุคคลที่ 3 ที่พบว่าผู้ต้องหาได้โทรศัพท์พูดคุยหลังก่อเหตุนั้น นายกมลศักดิ์ เปิดเผยว่า ตนได้ข้อมูลจากคนที่ให้การรับสารภาพว่า มีการรายงานไปยังบุคคลที่ 3 ซึ่งคนนั้นคือใคร ต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของตำรวจ และหวังให้มีการติดตามตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี มือปืนที่ยังหลบหนี เพื่อจะได้ข้อมูลไปถึงผู้บงการ

ส่วนคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าถามคนที่นี่ในสื่อโซเซียล เห็นอยู่แล้วว่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 สำหรับคำตอบของคนที่นี่ อาจต่างจากคนภาคอื่น เพราะวิถีชีวิตตางกัน เพราะความคิดของคนที่นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

“ผมไม่สบายใจตราบใดที่ยังไม่ได้ผู้บงการ แต่ก็หวังว่าจะได้รับความยุติธรรม ให้โอกาสทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงาน ที่ผ่านมาชื่นชมในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

นายกมลศักดิ์ ยอมรับว่ารู้สึกสบายใจขึ้นที่ได้บอกข้อเท็จจริงให้นายกรัฐมนตรีทราบ ส่วนผลเป็นยังอย่างไรให้ถามจากนายกรัฐมนตรี และกรณี ร.อ.วิโรจน์ หลบหนีไปต่างประเทศ หากตามตัวไม่ได้ และครบกำหนดฝากขัง 4 ผู้ต้องหา ก็ดำเนินการสั่งฟ้องได้ และส่วนตัวยังไม่ตัดประเด็นใดทั้งความมั่นคงและการเมือง

นายกมลศักดิ์ ยอมรับว่าห่วงความปลอดภัยของตนเอง และได้ยื่นขอคุ้มครองพยานจากกระทรวงยุติธรรมแล้ว ยอมรับว่าชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และตราบใดยังจับคนร้ายและผู้บงการไม่ได้ชีวิตตนเองก็ไม่ปลอดภัย

ปชน. ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดี 44 สส. ตรงวันประชุมใหญ่ หมอวาโย ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า

ปชน. ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดี 44 สส. ตรงวันประชุมใหญ่ หมอวาโย ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า

ปชน. ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง คดี 44 สส. ตรงวันประชุมใหญ่ หมอวาโย ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.20 น.

“ปชน.” ลุ้นระทึก ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดี 44 สส. ตรงวันประชุมเลือก กก.บห.ชุดใหม่ “หมอวาโย” ยัน พร้อมรับมือทุกหน้า เชื่อ “ป.ป.ช.” ถูกสั่งให้แก้คำร้อง เพราะไม่สมบูรณ์-ละเมิดกฎหมาย เล็งยื่นศาล ชี้ข้อบกพร่องร้ายแรง

เมื่อวันที่ 17 เมษายน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ ว่า ได้มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแล้ว โดยทางพรรคจะส่งทนายความไปรับฟังคำสั่งศาลในวันดังกล่าวด้วย ส่วนทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้น มีอยู่ 3 ทาง คือ 1.ไม่ประทับรับฟ้องเลย

2.ศาลประทับรับฟ้องโดยที่ไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือศาลอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ 

3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม 

นพ.วาโย กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่า ผลลัพธ์มีโอกาสออกทางที่ 3 มากที่สุด เพราะคำร้องของ ป.ป.ช.ยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์ เอกสารประกอบท้ายคำร้องยังส่งไม่ครบ และพวกตนยังพบว่า มีข้อบกพร่องบางประการค่อนข้างร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช.อาจกระทำการละเมิดกฎหมาย โดยเราจะยื่นคำร้องในส่วนนี้ให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิ่มเติมด้วย

นพ.วาโย กล่าวว่า ในช่วงวันที่ 24-26 เม.ย. พรรคประชาชนมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี และเบื้องต้นมีวาระเรื่องตำแหน่งกรรมการบริหาร ถือเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนั้นต้องรอดู คำสั่งศาลว่าจะเป็นอย่างไร อาจส่งผลถึงการประชุมของพรรค อย่างไรก็ตาม เราเตรียมรับมือในทุก สถานการณ์อยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่าเราไม่ได้กังวล เราต่อสู้เต็มที่

เมื่อถามว่า หากศาลประทับรับฟ้อง ทางพรรคจะต่อสู้กับข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.อย่างไร นพ.วาโย กล่าวว่า เรามีข้อต่อสู้ใหญ่ 3 ข้อ คือ 1.ข้อต่อสู้ตามหลักการว่า อำนาจตุลาการไม่สามารถมาล่วงละเมิดการพิจารณาเนื้อหาของฝ่ายนิติบัญญัติได้ 

2.ข้อต่อสู้เฉพาะบุคคล เพราะแม้ว่าทั้ง 44 คนจะถูกเหมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แต่ละคนก็ถูกกล่าวหาด้วยวิธีการเฉพาะตัวด้วย ดังนั้นต้องมีการสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา ว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร

3.อำนาจของ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเราจะขอให้ศาลสั่งยกคดีทั้งหมด หรือย้อนกระบวนการพิจารณาใหม่

แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษประชาชน ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.59 น.

‘อดุลย์‘ ควง มทภ.4 ขอโทษ ปชช. หลัง นายกฯ ไม่สบายใจ ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ทำประชาชนเข้าใจผิด ยัน มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเดินหน้าทำความเข้าใจคนในพื้นที่

วันที่ 17 เมษายน 2569  เวลา 15.03 น. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานการประชุมติดตามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 

ภายหลังการประชุม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวภาพรวมต่อสื่อมวลชน ว่า นายกรัฐมนตรีไม่สบายใจเกี่ยวกับกระแสสังคมที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆ จึงได้พารัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงต่างๆ มารับทราบปัญหา เกี่ยวกับกระแสสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงเรียนปอเนาะ รวมถึงการปิดไมค์พูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งตนขอยืนยันว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งใจมาปฎิบัติหน้าที่ ด้วยความตั้งใจและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา แต่ด้วยบรรยากาศในการแถลงข่าวที่มีสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก ทำให้รู้สึกกดดันบ้าง ตายไมค์บ้าง ก็เป็นเรื่องที่เราพูดคุยกันได้  โดนตนขอยืนยันอีกครั้งว่า แม่ทัพภาคที่ 4 มาด้วยความตั้งใจ

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์พูดเกี่ยวกับคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เรื่องการปิดไมค์เป็นเรื่องส่วนตัว อย่ามาพูดถึงกันเลย มันผ่านไปแล้ว ท่านก็ขอโทษแล้ว เป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้ เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน ขอให้ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 มีกำลังใจในการทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งตนขอยืนยันว่า การคิดดี ทำดี พูดดี เป็นเรื่องที่เราต้องทำกัน แต่เรื่องการสื่อสารที่สั้นเกินไป และแรงกดดันจากสื่อมวลชน อย่างตอนนี้ที่ตนให้สัมภาษณ์กับสื่ออยู่ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน

เมื่อถามว่ากรณีที่สมาคมโรงเรียนปอเนาะ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่ จะมีการสร้างความเข้าใจในพื้นที่อย่างไร พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนว่าเราพูดคุยกันได้ ท่านก็รับผิดแล้ว ซึ่งไม่ใช่ความผิดทั้งทางวินัย และอาญา แต่เราแค่พูดสื่อสารกันน้อยไปหน่อย และมีการขอโทษกันแล้ว ตนคิดว่าพี่น้องคนไทยเราให้อภัยกันได้

เมื่อถามย้ำว่าจะสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ได้อย่างไร พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า เดี๋ยวแม่ทัพภาคที่ 4 จะลงไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งก็ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกท่านให้เข้าใจซึ่งกันและกัน

ขณะที่ พล.ท.นรธิป ได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชน โดยระบุว่า ตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ซึ่งตนขอยืนยันว่า ตนในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากนี้ไปจะมีการลงไปพูดคุยกับโรงเรียนสอนศาสนา เพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.ท.นรธิป ระบุเพียงว่า มี เพราะเรามีกิจกรรมที่เข้าไปทำในโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยถึงคดีของนายกมลศักดิ์ ว่า คดีดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด แม้จะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 โดยภายหลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วรวม 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ต้องหาคนที่ 1 ผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ และผู้ต้องหามือปืน ซึ่งสามารถจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงผู้ต้องหาอีก 1 รายที่เกี่ยวข้องกับการนำรถของกลางไปชำแหละ

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ กอ.รมน. เข้าแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 151 ฐานนำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งเป็นอีกสำนวนคดีหนึ่ง โดยหากการสอบสวนมีความเชื่อมโยงกัน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สำหรับผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนีอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ จึงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยทหารตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ หากพบว่าหลบหนีออกไปแล้ว จะดำเนินการออกหมายแดงผ่านตำรวจสากลเพื่อติดตามจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นผู้ว่าจ้างยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน และจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ครบทั้งหมด

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยต่อคดีดังกล่าว และได้กำชับให้เร่งรัดการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยตนได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดี

ณัฐชา ติว โสภณ เป็นปธ.ครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ชี้ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที

ณัฐชา ติว โสภณ เป็นปธ.ครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ชี้ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที

ณัฐชา ติว โสภณ เป็นปธ.ครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ชี้ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.52 น.

ณัฐชา ติว โสภณ เป็นประธานครั้งแรก ศึกษาข้อมูลหน่อย อย่าพูดส่งๆ ตั้งผู้นำฝ่ายค้านทำได้ทันที พรรคประชาชนมีหัวหน้าพรรคอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาระบุว่ายังไม่สามารถดำเนินการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านได้ เนื่องจากต้องรอการแจ้งชื่อจากพรรคประชาชน

นายณัฐชา กล่าวว่า ขั้นตอนดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีบรรทัดฐานการปฏิบัติจากประธานสภาฯ ในอดีตอย่างชัดเจน หากยังมีข้อสงสัย ก็ควรศึกษาข้อมูลและยึดแนวทางของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน ไม่ใช่ให้สัมภาษณ์ในลักษณะ “พูดส่งๆ” ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณะ

พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นคดีของ 44 สส.มาเป็นเหตุให้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญล่าช้า

“พรรคประชาชนมีหัวหน้าพรรคชัดเจนอยู่แล้ว คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่ได้หายไปไหน และไม่มีขั้นตอนพิเศษใดที่พรรคต้องดำเนินการเพิ่มเติม หากประธานสภาจะเดินหน้าตามกระบวนการ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องโยนความรับผิดชอบมาที่พรรคประชาชน” 

นายณัฐชา กล่าวย้ำว่า ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านเป็นกลไกสำคัญตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ดังนั้นการปล่อยให้เกิดความล่าช้า ย่อมกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าที่จะมีการจัดสรรกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ 35 คณะ พรรคประชาชนยืนยันว่ามีความพร้อมในการทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งในบทบาทฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตรวจสอบ เพื่อผลักดันและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

“พวกเรารับรู้ว่ามีประเด็นเรื่องคดีของ 44 สส. แต่ขอยืนยันว่าเราไม่ได้กระทำผิด และยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติอย่างเต็มที่ ตามที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่ เว้นแต่จะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ”

นายณัฐชา กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนกระบวนการของสภาเป็นหน้าที่โดยตรงของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสามารถดำเนินการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านได้ทันที เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏชัดอยู่แล้วว่า พรรคฝ่ายค้านมีหัวหน้าพรรคครบถ้วน

“อย่าปล่อยให้ขั้นตอนพื้นฐานของรัฐสภากลายเป็นอุปสรรคทางการเมือง เพราะสุดท้ายผู้ที่เสียประโยชน์คือประชาชน”

กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ

กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ

กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

กมลศักดิ์ เผย สบายใจขึ้นหลังคุย อนุทิน-วันนอร์ บอก ได้เล่าข้อเท็จจริงให้ทราบ มั่นใจส่งฟ้องผู้ต้องหา 4 คนก่อนได้ แม้มือยิงมีโอกาสหลบหนีออกนอกประเทศ ชี้ ทุกอย่างอยู่ที่พยานหลักฐาน 

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงพื้นที่ จ.ยะลา ในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปิดห้องพูดคุยกับนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะมา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีร่วมด้วย ก่อนที่จะลงมารับประทานอาหารกลางวันที่บ้านศรียะลา ซึ่งเป็นเพื่อนของนายวันนอร์

โดย นายกมลศักดิ์ เปิดเผยภายหลังการพูดคุยว่า รู้สึกสบายใจขึ้นหลังจากได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี เพราะได้บอกเล่าข้อเท็จจริงเท่าที่ทราบ ส่วนทางคดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งรายละเอียดให้สอบถามนายกรัฐมนตรี ส่วนมีโอกาสที่จะสาวไปถึงผู้บงการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่ หาก ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพนักงานสืบสวนสอบสวน ในส่วนทางคดีสมมติมีการจับกุมทั้ง 4 คน และฝากขังต่อศาลครบกำหนดระยะเวลา หากมีพยานหลักฐานตามสมควรก็สามารถฟ้องทั้ง 4 คนนี้ก่อนได้ไม่ต้องรอ

เมื่อถามถึงมูลเหตุที่คนร้ายลงมือ ส่วนตัวปักใจเชื่อไปที่เรื่องไหน นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า คล้ายกับที่ตำรวจตั้งไว้ยังไม่ตัดประเด็นไหนทิ้ง ทางด้านความมั่นคง และการเมือง ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งสองทาง พร้อมย้ำว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทางตำรวจ

รอมฎอน เสี้ยม!!! โพสต์แซะกองทัพทิ้งนายกฯ ลงใต้ ที่ไหนได้ เสธ.ทบ. ก็ไป

รอมฎอน เสี้ยม!!! โพสต์แซะกองทัพทิ้งนายกฯ ลงใต้ ที่ไหนได้ เสธ.ทบ. ก็ไป

รอมฎอน เสี้ยม!!! โพสต์แซะกองทัพทิ้งนายกฯ ลงใต้ ที่ไหนได้ เสธ.ทบ. ก็ไป

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

17 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ไม่ปรากฏชื่อ ผบ. ทบ. – พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ในคณะที่เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ร่วมกับนายกฯ อนุทินครับ ทั้งที่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ บทบาท และความเห็นของ ผบ.ทบ. น่าจะสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือน

ผบ.ทบ. มีสถานะเป็น รอง ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ 2551 มีอำนาจและความรับผิดชอบต่อปัญหาไฟใต้โดยตรง ทั้งบุคคลที่ท่านจัดวางและแนวทางที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

ยิ่งวิกฤตความเชื่อมั่นที่เกิดกับ กอ.รมน. (ผ่านคดีลอบยิง สส.) และ ผอ.รมน.ภาค 4 สน./แม่ทัพภาคที่ 4 (ผ่านคำพูดต่อสาธารณะ) ในเวลานี้ กระทั่งมีข้อเรียกร้องให้มีการย้ายตัวบุคคลออก ยิ่งต้องเห็นผู้นำกองทัพอยู่ใกล้ชิดและให้คำแนะนำ#ทางเลือก ผู้นำรัฐบาลครับ

การไม่ปรากฎตัวของท่าน หรืออย่างน้อยๆ ก็เสนาธิการทหารบก (เลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง) จึงมีความหมายมาก

ชวนทุกท่านติดตามการลพื้นที่ชายแดนใต้ของท่านนายกฯ ตลอดวันนี้ครับ”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะที่เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในวันนี้ (17 เม.ษ.) ประกอบไปด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ,

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ , นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาไทย , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) รวมถึง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะตัวแทนจากกองทัพบก และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : อนุทิน ลุยชายแดนใต้ ดูหน้างาน-รับฟังปัญหา ก่อนเคลียร์ดราม่าแม่ทัพภาค 4)