Around W. By หมูอ้วน : ‘พะงัน-พำนัก’ สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตช้าๆ ‘เติมไฟ-เยียวยา’ความเหนื่อยล้า

13 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หลายคนกำลังเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆในลูปเดิม ทำให้เริ่มมีอาการค่อยๆหมดไฟไปทีละน้อย แต่มีที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยไฟและพลังงานแห่งความสุข ที่จะช่วยให้ได้หลุดออกจากลูปเดิม ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าที่ผ่านมาให้กลับมาเต็มไปด้วยพลังอีกครั้ง ที่ซึ่งแสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วผืนน้ำและขุนเขา เป็นพลังแห่งจันทราที่ว่ากันว่าจะช่วยเยียวยาอาการหมดไฟได้จริงๆและที่แห่งนั้นคือเกาะพะงัน สวรรค์เล็กๆใจกลางอ่าวไทย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสเกาะพะงันถึง 14 ครั้ง ทรงมาจอดเรือเพื่อแวะเติมน้ำจืด และลงพระปรมาภิไธยไว้ที่โขดหินของน้ำตกธารเสด็จ มีบันทึกไว้ตอนหนึ่งใน ‘พระราชหัตเลขาประพาสแหลมมลายู’ ว่า “ฉันชอบใจลำธารที่อ่าวเสด็จ จึงให้กลับมาทอดที่นั้นขึ้นไปอาบน้ำอีกวันหนึ่ง” ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ท้องทะเล ป่าต้นน้ำ อาหาร ผู้คน และพลังแห่งคืนพระจันทร์เต็มดวง คือเสน่ห์ของเกาะพะงัน ที่ทำให้ใครต่อใครต่างต้องกลับมาอีกครั้ง และบางคนมาถึงแล้วก็ขออยู่ยาวกันไปเลย 

สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้คิดโครงการฯขึ้นมา โดยจับมือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญคนเมือง 5 คน ต่างสาขาอาชีพมาพักที่เกาะพะงันถึง 6 คืน 7 วัน โดยผสมระหว่างการให้ใช้เวลาส่วนตัวกับการทำกิจกรรมเพื่อทำความรู้จักกับเกาะพะงันด้วยกัน เดือนสิงหาคมเริ่มเข้า Low Season ของการท่องเที่ยว พวกเขาทั้ง 5 ได้ก้าวออกจากอาการหมดไฟมาเป็นการสัมผัสไอแดดอุ่นๆ ท้องฟ้าใส ทะเลสวย  ฝนที่เพิ่งหยุดตกไปเมื่อเช้า เหมือนเกาะพะงันกำลังบอกว่า “ยินดีต้อนรับสู่เกาะพะงัน”

เกาะพะงันในวันนี้มีเสน่ห์ของความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวพอดิบพอดี เป็นวัฒนธรรมแบบร่วมสมัยที่มีบรรยากาศของคาเฟ่ริมทะเลสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางอาคารไม้สองชั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านการค้าเกาะพะงันมายาวนาน เกาะพะงันยังเป็นเกาะที่เอ็กซ์สตรีมแบบโรแมนติก โดยเฉพาะหาดริ้น ที่แม้ไม่ใช่ช่วงของฟูลมูนปาร์ตี้ แต่พลังของแสงจันทร์ยังสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้ว รากเหง้าของฟูลมูนปาร์ตี้บนหาดริ้นก็มีที่มาจากปาร์ตี้เล็กๆในรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงส่งเพื่อนชาวต่างชาติที่จะต้องกลับภูมิลำเนา ก่อนจะกลายมาเป็นปาร์ตี้อันโด่งดังระดับโลกเช่นวันนี้

ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 5 คน มี เยเมนส์ ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์และผู้เขียนบท กับ แมว สถาปนิกและครูสาวที่รักในการสอนศิลปะ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้คล่อง และเป็น 2 คนที่เต็มไปด้วยพลังงานของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ เดินป่า และเที่ยวรอบเกาะอย่างอิสระ ส่วนอีก 3 คน คือ เกณฑ์ สาวแบงก์และครูสอนโยคะสายเวลเนส ก็เลือกกิจกรรมในจังหวะของตัวเอง ออกเดินไปทำความรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆและได้พบกับปาฏิหาริย์แห่งผู้คน ได้ไปในที่ที่อยากไป โดยเจ้าบ้านคนเกาะพะงันใจดีที่นักท่องเที่ยวรุ่นเก่าต่างรู้ดีว่าคนที่นี่รับแขกกันแบบนี้มานานแล้ว ออมสาวนักกิจกรรมจากโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ก็ได้พบกับน้ำใจของหนุ่มน้อยชาวเกาะที่ชวนเที่ยวไปไกล ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆของเกาะพะงัน และเจี๊ยบ นักเขียนบทความ บรรณาธิการฟรีแลนซ์ ที่หลงใหลในศิลปะวัฒนธรรมของเกาะพะงัน โดยเฉพาะบ้านไม้เก่า ก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ที่ร้านขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวโล่งโต้ง เมื่อเจ้าบ้านผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ตพาไปชมบ้านไม้เก่าที่ยังสวยงามสมบูรณ์

หลังจากที่ปล่อยให้ทุกคนได้พักอยู่กับตัวเองในช่วงแรกของโครงการฯ วันที่เหลือคือการได้ทำกิจกรรมสนุกๆร่วมกัน ได้กินอาหารพื้นบ้านและอาหารทะเล โดยมีโปรแกรมดีๆที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน อย่างการบวชต้นไม้ที่น้ำตกธารเสด็จ ชมพับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 5 เดินเที่ยวน้ำตก โดยมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานมาดูแลให้ความสะดวก ฟังเพลงกาพย์เห่เรือจากผู้ใหญ่ตัวแทนชุมชนโฉลกหลำ ชมเรือไม้เก่าลำใหญ่ที่ท่านเจ้าอาวาสวัดโฉลกหลำได้นำมาจากเกาะสมุย ลงเรือหางยาวไปดำน้ำที่หน้าอ่าวทองหลาง น้ำสีฟ้าใสและปลาเยอะจนคนที่ไม่ชอบดำน้ำยังอดไม่ได้ที่จะกระโดดลงไปแหวกว่าย รวมถึงการพาชม พาชิม ที่สวนผลไม้ออร์แกนิก ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เกาะพะงันมีความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่ปลูกอะไรก็งาม มีทุเรียนที่รสชาติอร่อยเป็นที่ยอมรับ แล้วยังมีคนเกาะพะงันที่รักและภาคภูมิใจในบ้านสวนของตัวเอง ปิดท้ายโครงการฯ กับการร่วมงาน ‘Feel All the Feelings @Phangan : ชาร์จพลังชีวิต’ ณ บริเวณลานเรือรบหลวง 713 อ่าวท้องศาลา เป็นงานยามเย็นริมทะเลที่สุดแสนจะโรแมนติก ผสมผสานระหว่างใหม่และเก่าได้อย่างน่ารัก งานนี้มีโอกาสได้ชมพิธีลอยเคราะห์แบบชาวเรือเกาะพะงันที่สมจริง และได้ร่วมวัฒนธรรมกินห่อ ถือว่าจบสวยประทับใจกันไปทุกคน

ถึงแม้ว่าโครงการฯจะจัดให้ถึง 7 วัน กับโปรแกรมที่เลือกสรรมาแล้ว แต่เกาะพะงันยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมากมาย มีอีกหลายจุดชมวิว หลายน้ำตกที่ยังไม่ได้ไป อาหารขึ้นชื่ออีกหลายเมนูที่ยังไม่ได้ลองชิม และถ้าต้องเขียนแนะนำกันจริงๆคงต้องเขียนกันเป็นเล่ม เพราะฉะนั้นจึงอยากให้มาสัมผัสกันด้วยตัวเอง และต้องมาหลายวันเหมือนที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมากันเป็นเดือนก็ยังไม่พอ เกาะพะงันคือสวรรค์กลางอ่าวไทย ที่มีพลังแห่งจันทรา และปาฏิหาริย์ของผู้คน ที่จะช่วยเยียวยาความอ่อนล้าหมดแรงของคนเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ โครงการ ‘พะงันพำนัก | Low Season, High Energy’ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนเหล่านี้ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน, พะงัน เบย์ชอร์ รีสอร์ท, วันเดอร์แลนด์ ฮีลลิ่ง เซ็นเตอร์, อมากิ ฮิดเด้น วัลเลย์, ปานวิมาน รีสอร์ท พะงัน, วารีวาน่า รีสอร์ท เกาะพะงัน เดอะ เซ็นทารา คอลเลกชัน, บางกอก แอร์เวย์ส, ลมพระยา ไฮสปีด เฟอร์รี่ส์, และ Footage Found

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเกาะพะงันได้ที่เพจสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน Koh Phangan Hotel &Tourism Association

‘WU CHUN I’ ใช้เครือข่ายไทย–ไต้หวัน สนับสนุนการประสานข้อมูลข้ามพรมแดน-คดีความข้ามแดน

12 กันยายน 2569 เวลา 22:08 น.

“WU CHUN I – 吳俊儀”ผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องของไต้หวัน ใช้เครือข่ายไทย–ไต้หวัน พร้อมสนับสนุนการประสานข้อมูลข้ามพรมแดนหรือคดีความข้ามแดน

​นาย WU CHUN I (吳俊儀 / หวู่ จุ้นอี๋) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านพระเครื่องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งทำงานส่งเสริมความสัมพันธ์และวัฒนธรรมไทย–ไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง ได้ใช้เครือข่ายและประสบการณ์ในประเทศไทย ช่วยประสานข้อมูลและเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องในประเด็นข้ามพรมแดนระหว่างไทยและไต้หวัน

​จากการเดินทางไปกลับและมีเครือข่ายหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านวัฒนธรรมและภาคประชาชน ทำให้นาย WU CHUN I สามารถช่วยเหลือในด้านต่างๆหรือตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและประสานส่งต่อไปยังช่องทางนั้นๆเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เดินทางไปถึงที่ปรายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างบุคคลและข้อมูลของทั้งสองฝั่ง

​อย่างไรก็ตาม นาย WU CHUN I ย้ำว่า ตนยังสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทางการหากมีปัญหากับบุคลใดเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรงได้ ซึ่งตนทำหน้าที่เพียงสนับสนุนข้อมูลและการประสานงานในขอบเขตที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
จากประสบการณ์ที่มี สามารถช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปถึงช่องทางที่ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น และมองว่านั่นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม”

​ปัจจุบัน นาย WU CHUN I ยังคงทำงานเผยแพร่ความรู้ด้านพระเครื่องและวัฒนธรรมไทยผ่าน Dream Amulet (夢幻佛牌) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับภาคประชาชน และในอนาคต นาย WU CHUN I ระบุว่าจะยังคงใช้ประสบการณ์และเครือข่ายที่มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและไต้หวัน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่ายต่อไป

นครปฐม จัด ‘Agri Connect Trade Fair 2026’ ชูศักยภาพสินค้าเกษตรปลอดภัย-นวัตกรรมแปรรูป กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล

12 กันยายน 2569 เวลา 21:01 น.

สำนักงานพาณิชย์กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล (นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ จัดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” มหกรรมแสดง จำหน่ายสินค้า และเจรจาธุรกิจสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเกษตรระดับภูมิภาค ชูไฮไลท์ทัพสินค้าคุณภาพกว่า 120 คูหา พร้อมเปิดเวทีเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ทั้งระบบ Offline และ Online หวังเชื่อมโยงขยายตลาด กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าการค้า 5 วัน กว่า 15 ล้านบาท

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในพิธีเปิดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” เปิดเผยว่ากลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ซึ่งถือเป็นฐานการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการกระจายสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่สำคัญของประเทศ เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาสินค้าและผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป เพื่อให้สามารถตอบโจทย์และแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น จึงกำหนดจัดงาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” ขึ้นโดยดำเนินการภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง

“งาน Agri Connect Trade Fair 2026 ไม่เพียงแต่จะเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้นำสินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าอัตลักษณ์ และสินค้านวัตกรรมแปรรูปมาจำหน่ายแก่ประชาชนโดยตรงกว่า 120 ร้านค้าเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการนำนวัตกรรมการตลาดและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ผ่านระบบการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ทั้ง Offline และ Online ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ผู้ส่งออก และคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสร้างความมั่นคง ยั่งยืน ให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอีกทางหนึ่งด้วย” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าว

ด้าน นางสาวดวงพร วิสุทธิธรรม พาณิชย์จังหวัดนครปฐม ในฐานะตัวแทนกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดการจัดงานว่ากลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล 4 จังหวัด คือนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ต่างมีความโดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่หลากหลาย การรวมพลังจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นการดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มาร่วมสร้างคุณค่าใหม่ และเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด

“การจัดงานในครั้งนี้เรามุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและผู้ประกอบการ Community Enterprise, SME, และ Smart Farmer ให้พร้อมก้าวสู่ยุคธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ภายในงานนอกจากจะมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ระดับพรีเมียมแล้ว ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมเกษตร การเจรจาจับคู่ธุรกิจแบบไฮบริด (Offline/Online) ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมและมินิคอนเสิร์ตเพื่อสร้างความคึกคักตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน ซึ่งเราคาดว่าการจัดครั้งนี้จะสามารถสร้างมูลค่าการค้าขายตลอดทั้ง 5 วันได้รวมกว่า 15 ล้านบาทพาณิชย์จังหวัดนครปฐม กล่าว

งาน “Agri Connect Trade Fair 2026 @ ภาคกลางปริมณฑล” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2569 ณ บริเวณสนามดนตรีฝั่งประตูโพธิ์ทอง องค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โดยผู้สนใจ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าร่วมชมงาน ช้อปสินค้าเกษตรคุณภาพดี และร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดการจัดงาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม / ฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ Agri Connect Trade Fair 2026 หรือ เว็บไซต์/Facebook Page: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม

บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง “โรคมีเนีย” แพทย์เตือน อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบ “การได้ยิน” ในระยะยาว

12 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

บ้านหมุนอาจหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความผิดปกติในหูชั้นในจะจบลง โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำร่วมกับ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคมีเนีย” (Meniere’s Disease) ความผิดปกติของหูชั้นในที่ส่งผลทั้งต่อระบบการทรงตัวและการได้ยิน และในผู้ป่วยบางราย การดำเนินของโรคอาจทำให้การได้ยินค่อย ๆ เสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคมีเนียสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ผู้ป่วยจึงอาจมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยินร่วมกัน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

จุดที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องการได้ยิน เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก”

ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ อาการมักเกิด เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน การติดเชื้อบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่มักพบในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.พงศธร ให้ข้อมูลต่อว่า  “บ้านหมุน” เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการบ้านหมุนทุกคนจะเป็นโรคมีเนีย เพราะยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยและมักถูกสับสนคือ โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งมักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย

ขณะที่โรคมีเนีย อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นเองเป็นช่วง ๆ และมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตเบื้องต้นคือ “หมุนตอนไหน–หมุนนานแค่ไหน–มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่” เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินหาสาเหตุ แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลาและความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน ร่วมกับการตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว โดยหนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และมีรูปแบบที่สอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจระบบการทรงตัวหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

นพ.พงศธร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการรักษา เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่หัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย โดยต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล โดยอาจพิจารณา ลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละคน

สำหรับผู้ที่มีอาการ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270

รัฐบาลดึง 10 บริษัทยาโลก ลงทุนวิจัยในไทย ประเดิมดีลใหญ่ MSD

12 กันยายน 2569 เวลา 14:20 น.

บริษัทยา

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทผลิตยาและอุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นนำระดับโลก โดยเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ซื้อยา” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรด้านการลงทุน” ซึ่งประเทศไทยจะต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบของการลงทุนใหม่ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้เป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยการนำนโยบายต่างตอบแทน หรือ Offset Policy มาใช้เป็นเครื่องมือเจรจากับต่างชาติ เพื่อให้เงินงบประมาณการจัดซื้อของภาครัฐสามารถสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ประเทศ

ยา
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดการเจรจากับบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกจำนวน 10 ราย เพื่อดึงแผนการลงทุนเข้ามาในประเทศ ทั้งในด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การผลิตตัวยาและสารตั้งต้น ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วมพิจารณามาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ

ความร่วมมือกับบริษัท MSD ถือเป็นผลสำเร็จแรก (Quick Win) ของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย โดยการวิจัยยาใหม่เพียง 1 รายการ มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีศักยภาพในการสร้างงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ราว 1,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐเข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยาบำบัดรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ตัวใหม่ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งจะช่วยยกระดับไทยให้มีบทบาทในกระบวนการวิจัยและการผลิตยาเทคโนโลยีสูงอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวลลิดา ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากประสบความสำเร็จในดีลแรกกับ MSD รัฐบาลเตรียมลงนามความร่วมมือกับบริษัท Sandoz ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทยาระดับโลกในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อดึงการลงทุนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

“โจทย์หลักของรัฐบาลคือ เมื่อเรามีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ประเทศไทยต้องได้ประโยชน์กลับคืนมาทั้งในด้านการลงทุน งานวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างฐานการผลิต และการจ้างงานทักษะสูง เป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อ-ผู้ขาย ไปสู่การเติบโตร่วมกันในฐานะพันธมิตร โดยมี MSD เป็นจุดเริ่มต้นและจะมีดีลใหม่ตามมาอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูง ลดการพึ่งพายานำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว และทำให้เม็ดเงินงบประมาณด้านสุขภาพหมุนเวียนกลับมาเป็นงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ให้แก่คนไทย พร้อมยกระดับประเทศจากฐานบริการสุขภาพไปสู่ฐานการวิจัยและการผลิตทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Hfocus

รัฐบาลโต้เฟกนิวส์! ยืนยัน ‘ศุภจี’ ไม่ได้เซ็นนำเข้าข้าวโพดGMOสหรัฐฯ ย้ำเป็นดีลเอกชน

12 กันยายน 2569 เวลา 14:14 น.

ศุภจี

รัฐบาลแจงข่าวบิดเบือน “ศุภจี” ไม่เคยลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชน การนำเข้าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐ–คุมผลกระทบเกษตรกรไทย

12 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าเป็นข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตัน จนอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน

41567

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว เป็นความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ใช่การลงนามของรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานภาครัฐ และในข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้มีการระบุว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำเข้าเป็นข้าวโพด GMO ขณะที่การนำเข้าจะต้องดำเนินการตามมาตรการและเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด

สำหรับเหตุผลที่ภาคเอกชนมีความต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ขณะเดียวกัน ปริมาณการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมากจากมาตรการจัดการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PM2.5 จึงจำเป็นต้องมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคการผลิต

41661_0

ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐเพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดสัดส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO หรือข้าวสาลี 1 ส่วน ผู้ประกอบการต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO กำหนดปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตัน และหากนำเข้าเกินกรอบจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก

41662_0

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทยและเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงต้องอยู่ภายใต้กติกาและเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมมีโครงสร้างราคารับซื้อเพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสม ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการก่อนเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง” นางสาวลลิดา กล่าว

หมอวรงค์ จี้ถาม สธ. ปล่อย ‘อสพ.’ รักษาคนไข้ เกิดอะไรขึ้น ใครรับผิดชอบ ?

12 กันยายน 2569 เวลา 13:44 น.

วรงค์ เดชกิจวิกรม

วานนี้ 11 กันยายน 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ หมอวรงค์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1 นาที 29 วินาที ความคืบหน้าของโครงการ อสพ. หรือ อาสาพยาบาล พร้อมข้อความว่า “จะให้อสพรักษาพยาบาลประชาชนจริงหรือ ระทรวงสาธารณสุข กำลังสอบถามความคิดเห็น ที่จะมอบหมายให้อสพ.หรืออาสาพยาบาล ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผ่านลิงค์ https://www.law.go.th/listeningDetail?survey_id=ODE2MERHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=)
ถ้าพูดเป็นภาษาไทยง่ายๆ พวกท่านจะให้คนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา ผ่านการอบรม และจะมารักษาพยาบาลผู้ป่วย ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ สิ่งที่พวกเราต้องตั้งคำถาม

หมอวรงค์

1.ท่านจะให้คนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา และผ่านการอบรม เป็นอสพ. มีขอบเขตการรักษาพยาบาลอะไรบ้าง หัตถการอะไรบ้าง ท่านควรต้องชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ

2.การให้อสพ. ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (รักษาพยาบาล) คำว่าในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การควบคุม จะควบคุมระดับไหน ให้แพทย์ไปเฝ้าดู หรือ แค่ผ่านการอบรมและปล่อยให้ไปรักษาผู้ป่วยได้เลย

3.ถ้าผู้ป่วยเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ตัวอาสาพยาบาล หรือแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ควบคุม

4.ท่านทราบไหมว่า แพทย์ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องเรียนนานถึง 6 ปี และต้องผ่านการเป็นอินเทิร์นอีก 1 ปี ใหม่ๆยังไม่มั่นใจ ในการรักษา และสามารถรักษาโรคพื้นฐานเท่านั้น

5.สิ่งที่ท่านทำในวันนี้ มันย้อนยุคไปเหมือน 40-50 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังขาดบุคลากร หรือเป็นช่วงที่ประเทศไทยยังด้อยพัฒนา จึงต้องจับใครก็ได้มาอบรมและไปรักษาประชาชน

6.วันนี้ประเทศไทยไปไกลมาก เป็น world medical hub แล้ว แม้ในพื้นที่ชนบทก็สะดวกในการเข้าถึงการรักษา ถนนสะดวก มีรพสต.ทุกตำบล มีโรงพยาบาลชุมชนทุกอำเภอทั่วประเทศ มีอสม.เป็นล้านคน ทุกหมู่บ้าน มีcare giverเป็นแสนคน แพทย์และพยาบาลก็มากพอ

7.อยากจะบอกรัฐมนตรีว่า ประเทศไทยวันนี้ ไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรการแพทย์ ไม่ได้ขาดแคลนอาสาสมัคร แต่ขาดแคลนงบประมาณ และสิ่งที่ขาดแคลนมากสุดคือ ขาดรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาสาธารณสุขของประเทศ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

หลังจากที่โพสต์ของ หมอวรงค์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“วันทั้งวัน เราเลื่อนหาแต่คลิปคุณหมอวรงค์ ท่านสุดยอดมมากๆ ได้ความรู้แน่นๆ หูตาสว่างมองเห็นความจริงทุกมุมที่ท่านพูด”

“.. ถอยหลังซะงั้น “

“ตรงประเด็นค่ะท่าน ขาดรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสาธารณสุข”

“สรุปตัดปริญาตรีทั่วไปออกรับแต่ผู้ทีใบประกอบวิชสชีพหรือเคยทำงานมาก่อนจบข่าว”

“ไม่ต้องเรียนหมอกันแล้ว”

“ชอบคุณหมอที่ให้ความรู้กับประชาชนคนไทยหูตาสว่างขึ้นเข้าใจง่าย”

“เห็นด้วยกับคุณหมอคะแทนที่จะใช้เงินมาพัฒนาคูแลบุคคลากรทีมีอยู่ ได้มีขวัญและกำลังใจ”

“ตัวแปรสำคัญอยู่ที่บทสรุปของคุณหมอค่ะ ด้วยความเคารพค่ะ”

“เห็นด้วยคะ ควรให้ผู้ที่มีความรู้ในวิชาชีพนี้มานั่งดำรงตำแหน่งนี้ ถึงจะถูก และจะมองเห็นว่าปัญหาอะไรที่จะต้องดูแลและแก้ไขให้ถูกต้อง ไม่ใช่ใครก็ได้มา ควรยึดความถูกต้อง และประชาชนเป็นหลัก

“เลือกหมอวรงค์ พรรคไทยภักดี”

“จะออกเดินขบวนเมื่อไหร่บอก บอกเลยนะคะ”

“คุณหมอพูดถูกไม่ผิดหวังที่เลือกคุณหมอ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

กรมประชาฯเศร้า สูญเสียรองอธิบดี ชัยวัฒน์ บุญชวลิต

12 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

กรมประชาสัมพันธ์สุดอาลัย สูญเสีย “ชัยวัฒน์ บุญชวลิต” รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานในสังกัดร่วมแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อการจากไปของ นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งนับเป็นการสูญเสียบุคลากรและผู้บริหารทรงคุณค่าที่ปฏิบัติหน้าที่ในสายงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐมาอย่างยาวนาน

Screenshot 2026-09-12 101101

โดยทางเพจกรมประชาสัมพันธ์ได้โพสต์ข้อความระลึกถึงว่า “ด้วยความรักและระลึกถึงตลอดไป อาลัยยิ่ง ต่อการจากไปของ นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จาก เพื่อน พี่ น้อง ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ กรมประชาสัมพันธ์ 11 กันยายน 2569” ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์มีกำหนดจะเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2574

S__83804209

นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต เกิดเมื่อปี 2514 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) สาขาสังคมศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (ปี 2534), วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี (ปี 2539) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.) สาขาพัฒนาสังคม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในปี 2543

ตลอดอายุราชการ นายชัยวัฒน์เติบโตในสายงานประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด เคยดำรงตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ กลุ่มแผนงานและวิชาการ ส่วนแผนงานและพัฒนางานประชาสัมพันธ์ พร้อมปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กรมประชาสัมพันธ์ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กุมบังเชียนดูแลงานประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเททำให้ได้รับการคัดเลือกเป็น ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2564

นอกจากนี้ ยังผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.1) รุ่นที่ 97 จากสำนักงาน ก.พ. ในปี 2566 โดยได้ฝากผลงานการศึกษาส่วนบุคคลเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์ชุมชนอัจฉริยะ”

ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยรับผิดชอบภารกิจสำคัญหลายด้าน รวมถึงบทบาทรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ การจากไปในครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความเศร้าโศกและอาลัยแก่ผู้ร่วมงาน ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์เป็นอย่างยิ่ง

ดัน ‘สารทเดือบสิบ‘ วันหยุด 5 จังหวัดใต้ กพต. ลุยแก้ปัญหาชายแดน พัฒนา ‘ตาดีกา‘ – สิทธิที่ดิน

12 กันยายน 2569 เวลา 09:29 น.

สรรเพชญ บุญญามณี

วันนี้ 12 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์ภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับหน่วยงาน กพต. แก้ปัญหาชายแดนใต้ ผลักดันวันสารทเดือนสิบเป็นวันหยุดราชการพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “กพต. เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนใต้ ผลักดัน “วันสารทเดือนสิบ” เป็นวันหยุดราชการพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้

วันนี้ (11 กันยายน 2569) ผมได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ 1/2569 ในฐานะผู้แทนกระทรวงคมนาคม ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธาน กพต. เป็นประธานการประชุม

พร้อมด้วย พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนจากพื้นที่เข้าร่วมประชุม

กพต.

ที่ประชุมได้หารือหลายประเด็นสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของพี่น้องประชาชน ทั้งแนวทางพัฒนาและสนับสนุนโรงเรียนตาดีกาให้ดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ รวมถึงการเร่งเดินสำรวจและรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินที่ค้างคามายาวนาน เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างมั่นคง

อีกเรื่องสำคัญคือ ที่ประชุม กพต. ได้เห็นชอบข้อเสนอให้ “วันสารทเดือนสิบ” เป็นวันหยุดราชการประจำปีเฉพาะพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
จากนี้ กพต. จะเร่งนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด เพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำเนินการประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

ประเพณีสารทเดือนสิบเป็นประเพณีสำคัญที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวใต้มายาวนาน เป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานเดินทางกลับบ้าน เข้าวัดทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ และอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว การกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเฉพาะพื้นที่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถร่วมประเพณีได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา

ขณะเดียวกัน ยังช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม กระตุ้นการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย และสร้างรายได้ให้ร้านค้า ชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการในพื้นที่

กพต. เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะทุกนโยบายต้องเข้าใจวิถีชีวิต เคารพความหลากหลาย และยึดโยงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การผลักดันวันสารทเดือนสิบครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐให้ความสำคัญกับรากเหง้า อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของคนใต้อย่างเป็นรูปธรรมครับ #สรรเพชญ_บุญญามณี #เคียงข้างทุกช่วงเวลา”

สรรเพชญ บุญญามณี

หลังจากที่โพสต์ของ สรรเพชญ บุญญามณี เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“ตรงวันอาทิตย์ ชดเชยหม้าย”

“ท่านเก่งมากๆ คะ”

สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สรรเพชญ บุญญามณี

‘ยิ่งชีพ’ขู่อีก..แฉแน่ ข้องใจใครปล่อยเอกสาร ‘พยานรหัส16’คดีฮั้วสว. กลับคำให้การ

12 กันยายน 2569 เวลา 09:21 น.

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวในคดีการโกงและทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลังพบการปล่อยข่าวและเอกสารราชการชั้น “ลับ” เพื่ออ้างว่าพยานในคดีกลับคำให้การหลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยน

โดยระบุว่า

” วันนี้เห็นมีการปล่อยข่าวว่า มีพยานในคดีการโกงเลือกส.ว. ไปกลับคำให้การ หลังการเมืองเปลี่ยน พร้อมปล่อยเอกสารในสำนวนของจริงด้วย

เอกสารนี้ผมไม่เคยได้รับมาก่อนและไม่เคยเห็นมาก่อน เท่าที่เห็นคือ คำให้การอันหนักแน่นและสำคัญของพยานปากนี้ครับ

ก่อนหน้านี้มีคนที่มาบอกว่าการที่ผมมีเอกสารสำนวนอยู่ในมือจำนวนหนึ่งนั้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ผิด) ก็ขอให้คนเหล่านั้นคิดด้วยว่า

คนที่ปล่อยข่าวนี้พร้อมปล่อยเอกสารราชการตี “ลับ” ออกมา ควรจะถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน และชัดเจนว่าคนที่ปล่อยเอกสารนี้ในวันนี้มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้ไม่ส่งฟ้องบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลนี้

ก็คิดดูแล้วกันครับว่า จะเป็นคนแบบไหนที่เอาเอกสารในสำเนามาปล่อยในวันนี้ และเป็นการปล่อยก่อนกกต. จะสั่งด้วยนะครับ

ส่วนเอกสารของจริงในมือผมยังไม่ได้ปล่อยเลยนะครับ ถ้าจะสั่งฟ้องไปเลยก็จะไม่ต้องปล่อย ถ้าไม่สั่งฟ้องถึงจะเอามาให้ดูกัน เมื่อคดีมันถึงที่สุดแล้ว ดูกันแล้วกันนะครับว่า ในเรื่องการปล่อยเอกสารนี้ คนที่ถูกตั้งคำถามควรจะเป็นใคร ใครเคารพกระบวนการสอบสวนหรือไม่เคารพ และพวกที่โวยวายจะตามหาคนปล่อยสัปดาห์ที่แล้วจะไปตามหาคนนี้อีกหรือเปล่า

เอ๊ะ ??!!? หรือรอบนี้ไม่ได้หลุดมาจากไหน แต่คนมีอำนาจดูแลเอกสารเป็นคนสั่งปล่อยเองน่ะแหละ 55555

Screenshot 2026-09-12 090334

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยังโพสต์ต่ออีก โดยระบุข้อความว่า ” คนที่ปล่อยเอกสารว่า พยานรหัส 16 ขอกลับคำให้การภายหลังเนี่ย ทราบใช่ไหมว่าตอนแรกเค้าให้กันไว้ว่าอะไร ?? แล้วถ้าปล่อยเนื้อหาคำให้การตอนแรกแล้วตอนหลังมากลับ เพราถูกข่มขู่ คิดว่าสังคมจะเชื่อแบบไหน??

เอาเป็นว่าถ้าไม่ฟ้อง คำให้การตอนแรกผมปล่อยแน่ๆ พยานรหัส 16 นะครับ ฝากจำเลขนี้ไว้ก่อนนะครับ “

Screenshot 2026-09-12 090340