แหวกฟ้าหาฝัน : Olomouc Archdiocesan Museum #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/471665

แหวกฟ้าหาฝัน : Olomouc Archdiocesan Museum

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Bishop’s coach

ในโบสถ์ใหญ่ที่สำคัญระดับที่มีบิชอปมาประทับมักมีของมีค่าเก็บสะสมอยู่มากมาย เทศบาลเมืองส่วนใหญ่จึงมักร่วมมือกับโบสถ์จัดทำมิวเซียมเพื่อจัดแสดงของสะสมเหล่านี้โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นสถาบันเฉพาะที่มีความชำนาญในการเก็บสะสมจัดแสดงและทำวิจัยงานศิลปวัฒนธรรมอันมีต้นกำเนิดหรือเกี่ยวข้องกับศาสนจักรที่รุ่งเรืองสำหรับเมือง Olomouc นั้น Olomouc Archdiocesan Museum ยังทำหน้าที่พิเศษเพิ่มเติมอีกนั่นคือ รับผิดชอบในการดูแลการปรับปรุงอาคาร และการปรับสภาพของจัดแสดงทั้งหลายให้อยู่ในสภาพที่จัดแสดงได้เป็นอย่างดีอีกต่างหากด้วยผู้ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในการก่อตั้งมิวเซียมแห่งนี้ก็คือ พระสันตะปาปาจอห์นปอลล์ที่สอง ทั้งนี้เพราะท่านไม่ต้องการให้ความต่อเนื่องของศิลปะวัฒนธรรมของเมืองสูญหาย และยังต้องการให้เกิดการส่งเสริมการสร้างงานศิลปะอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรของเมืองเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้น ดังนั้น การจัดตั้งมิวเซียมประจำโบสถ์จึงเป็นหนทางที่จะตอบสนองทุกความต้องการของทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

โครงสร้างของมิวเซียมนั้น ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของมิวเซียมก็คือ ส่วนที่เป็นวังเก่าของท่านบิชอป ที่ต่อรวมกับส่วนของกุฏิที่ตกแต่งด้วยศิลปะแบบโรมันเนสท์ย้อนหลังไปถึงปี 1131 ต่อมาในปี 1435 ท่านบิชอปก็ให้เพิ่มส่วนหอสวดมนต์ St.John TheBaptist ขึ้น ส่วนที่เก่าแก่เป็นอันดับสอง คือส่วนที่เป็นหอคอยกลมดั้งเดิมของตัวปราสาทที่สร้างขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 12 ซึ่งต่อมาได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เป็นไปตามแนวทางศิลปะแบบโกธิกและบาโรกและได้รับการขนานนามว่า ส่วนใหม่ของปราสาทส่วนงานโครงสร้างตามแนวทางศิลปะแบบเรอเนสท์ซองส์นั้น ปัจจุบันไม่มีเหลือให้เห็นแล้ว เนื่องจากถูกทำลายลงจนหมดในสงคราม 30 ปี ต่อมาในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 17 ท่านบิชอปได้มีบัญชาให้ต่อเติมส่วนปีกขึ้นใหม่ทางทิศตะวันตก และมีการต่อเติมไปถึงด้านใต้โดยตกแต่งแบบบาโรกเกือบทั้งหมด ส่วนของระเบียงทั้งทางทิศเหนือและตะวันออกได้รับการก่อสร้างและตกแต่งในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยได้ชื่อว่า Bloody Terrace ส่วนการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2000 นั้นเน้นที่ส่วนสวนที่ตกแต่งแนวบาโรก

การที่มิวเซียมแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนทั้งในระดับชุมชน ชาติและนานาชาติ ทำให้ของจัดแสดงที่สามารถนำมาจัดแสดงได้อย่างเป็นระบบมีมากกว่าพันชิ้น อาทิ รถประจำตำแหน่งของ Olomouc Bishop Ferdinand JuliusTroyer ซึ่งได้รับการตกแต่งผนังด้านหลังด้วยฝีมือของ Michelangelo Unterberger ที่จัดแสดงณ Coach House ห้อง TreasureHouse I เป็นการจัดแสดงของสะสมที่สำคัญที่สุดโดยมีศิลปะทั้งแบบโกธิก เรอเนสซองส์และบาโรก ห้อง Treasure House II เป็นการจัดแสดงเสื้อผ้าที่ใช้ในการทำพิธีกรรมต่างๆ ของท่านบิชอป ห้องภาพ ก็เป็นงานจิตรกรรมสะสมของท่านบิชอปย้อนหลังไปปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีผลงานทั้งของศิลปินอิตาเลียน ดัทช์และยุโรปกลาง ห้องเก็บงานหัตถกรรมและงาช้าง งานสะสมที่จัดแสดงเป็นของสะสมของท่านบิชอป Leopold Precan ซึ่งย้อนหลังไปตั้งแต่ยุคกลางจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งงานของฝรั่งเศส และเยอรมัน งานแนวบาโรคที่ตกแต่งโบสถ์ได้รับอิทธิพลมาจากอิตาลี ลุ่มน้ำดานูบ โบฮีเมีย และ Silesia งานแนวนี้รุ่งเรืองมากใน Olomoucจึงไม่ได้มีเพียงงานเกี่ยวกับศาสนจักร แต่ยังรวมถึงงานของขุนนาง และคหบดีด้วย นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมแห่งนี้จะมีโอกาสชื่นชมรถประจำตำแหน่งและคทาของท่านบิชอปที่อลังการและหาดูได้ยากจากมิวเซียมประเภทเดียวกันในเมืองอื่น

Gild Brass

Gild Copper

Madonna from Hodslavice

Painting

Treasure House2

แหวกฟ้าหาฝัน : Olomouc เมืองมรดกโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/470141

แหวกฟ้าหาฝัน : Olomouc เมืองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

City Center

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสาธารณรัฐเช็ก และชื่นชอบการเยือนเมืองมรดกโลก สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของประเทศที่ต้องไปเยือนให้ได้ นอกจาก Litomysl ก็คือ Olomouc เมืองทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้ห่างจากกรุงปรากโดยรถไฟ 2 ชั่วโมง 15 นาที เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับหกของประเทศและเป็นเมืองหลักของแคว้น Moravia ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 นี้ เคยเป็นที่ตั้งของค่ายทหารโรมันริมแม่น้ำ Morava เมืองที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 2 ย้อนหลังไปสมัยสงครามMarcomannic และต่อมาชาวสลาฟได้ย้ายมาอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 นี้ได้กลายเป็นที่พำนักของบิชอปเริ่มตั้งแต่ปี 1063 จึงได้มีการสร้างพระราชวังขึ้นตามแนวทางศิลปะแบบโรมันเนสท์ก่อนได้รับการเลื่อนให้เป็นที่พำนักของ Archbishop ที่ย้ายมาจาก St.Peterเพื่อมาอยู่ ณ โบสถ์ St.Wenceslas ในปี 1141

Altar

นับจากนั้นมา Olomouc ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นและกลายเป็นที่พำนักของรัฐบาล Premyslidแต่เมืองนี้ก็ถูกลดสถานะลงเมื่อพระเจ้า Wenceslasที่สามแพ้สงครามต่อ Wladyslaw ที่ 1และถูกสังหาร เมืองได้รับการสถาปนาและคืนสู่อำนาจการเป็นศูนย์กลางใหม่กลางคริสต์ศตวรรษ ที่ 13ในปี 1454 รัฐบาลได้ขับไล่ชาวยิวออกจากเมืองตามกระแสต่อต้านยิวตามอย่างสเปนและโปรตุเกสในช่วงเวลานั้น เมืองกลับมารุ่งเรืองสู่ยุคทองอีกครั้งและกลายเป็นสถานที่จัดการประชุมระหว่างราชวงศ์โดยผู้ปกครองเมืองนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ประจำแคว้นโบฮีเมีย แต่ก็พ่ายแพ้ต่อชาวสวีดิชอีกครั้งหลังสงคราม 8 ปีในปี 1650 ยังผลให้เมืองเสียหายมากและตกเป็นรองเมือง Brno ในปี 1740 เมืองนี้ตกเป็นของรัสเซียและถูกปกครองโดยพระนางมาเรียเทเรซ่า ระหว่างสงคราม Frederick the Great ในปี 1848 ที่นี่เป็นสถานที่พระจักรพรรดิเฟอร์ดินันด์สละราชย์

Holy Trinity Column

อีก 2 ปีต่อมา ออสเตรียและเยอรมันได้ประชุมกันและตกลงที่จะจัดตั้ง German Confederation และปรัสเซียภายใต้การนำของออสเตรีย นับจากนั้นมาเมืองนี้ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมเยอรมันแม้กระทั่งชื่อจัตุรัสก็ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาเยอรมัน ถึงกระนั้นก็ตามเมืองนี้ยังคงใช้ภาษาเช็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดต่อราชการ เมื่อสงครามโลกปะทุขึ้นชาวเมืองทั้งสองสัญชาติจึงเกิดการปะทะกัน ซ้ำร้ายกลุ่มที่เข้าข้างนาซียังทำการเผาโบสถ์ชาวยิวและขับไล่ชาวยิวออกจากเมืองเฉกเช่นเดียวกันกับที่ทหารนาซีกระทำกับทุกเมือง ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดลง ทหารเยอรมันได้ทำลายหอนาฬิกาใหญ่ของเมืองลงซึ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับชาวเช็กพื้นเมืองมาก เมื่อเยอรมันแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง Olomouc ก็ได้รับการปลดปล่อยจากอิทธิพลของเยอรมัน ชาวเยอรมันส่วนหนึ่งก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองตอบแทนความโหดเหี้ยมที่พวกเขาเคยทำกับเมืองและชาวยิว ชาวเช็กได้เปลี่ยนชื่อจัตุรัสกลับไปใช้ภาษาเช็กเช่นเดิม นับจากนั้นมา เมืองนี้กลับไม่สามารถฟื้นฟูให้รุ่งเรืองดังเดิมเฉกเช่นเดียวกันกับ Prague, Cesky Krumlov และ Karlovy Vary ได้อีกเลย

Main Altar

สำหรับโบสถ์ St Wenceslas ที่อยู่กลางจัตุรัสประจำเมืองที่ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1107 ภายใต้แนวคิดของเจ้าชาย Svatopluk และมีชื่อตั้งตาม Duke of Bohemia คนสุดท้ายในโอกาสครบรอบพันปีที่ท่านเสียชีวิตนั้นก็คือโบสถ์ที่ประทับของสงฆ์เจ้าคณะนิกายโรมันคาทอลิกที่ได้รับการสถาปนามาจากกรุงโรม โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตามแนวทางศิลปะแบบโรมันเนสท์และปรับปรุงให้เป็นไปตามแนวทางแบบนีโอโกธิคในคริสต์ศตวรรษที่ 14 นั้นได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่หลังถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1883 ภายใต้การออกแบบโดย Gustav Meretta และ R. Volkel โบสถ์ที่ประกอบด้วยหอคอย 3 หลังโดยหลังที่สองสูงที่สุดของสาธารณรัฐเช็กนี้ ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ล่าสุดในปี 2007 นี่เอง โบสถ์นี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองเพราะมีหอคอยที่สองที่สูงถึง 100.65 เมตรนี้และเป็นหอคอยสูงที่สุดในประเทศจึงเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวทั้งเมืองได้อย่างจุใจ

Main Market Square

Main Market Square
Stairs

Stairs
St Wenceslas

St Wenceslas
St Wenceslas inside

St Wenceslas inside
Old Town

Old Town

แหวกฟ้าหาฝัน : Litomysl castle ปราสาทมรดกโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468594

แหวกฟ้าหาฝัน : Litomysl castle ปราสาทมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Theater

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน Litomysl นอกจาก Portmoneum แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นเหมือนมาไม่ถึงเมืองนี้นั่นคือ Litomysl Castle ปราสาทแนวเรอเนสซองส์ที่ใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐเช็กที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี 1999 เมื่อ Litomyslที่ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 981 จากบันทึกประจำวันของ Kosmas นักบุญที่มีชื่อเสียงของสาธารณรัฐเช็กนี้ได้ถูกยกสถานะให้สูงขึ้นประกอบกับมีการสร้างอารามใหม่ในปี 1145 ทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

Blue Parlour

ในปี 1259 พระเจ้า Premysl Otakar ที่สอง ได้อนุญาตให้ตั้งเมืองขึ้น ต่อมาในปี 1344 จักรพรรดิชารล์ที่สี่ได้อนุญาตให้บิชอปมาตั้งรกรากส่งผลให้ที่นี่เป็นเมืองอันดับสองของแคว้นโบฮีเมียรองจากกรุงปราก ระหว่างปี 1432-1547 ดินแดนแห่งนี้ถูกครอบครองโดยตระกูล Kostkaส่งผลให้ที่นี่เจริญรุ่งเรืองมากและกลายเป็นเส้นทางการค้าสำคัญ เมืองนี้ถูกกษัตริย์ยึดคืนในสมัยรัชทายาทรุ่นสุดท้ายของ Kostka เนื่องจากพวกเขากระด้างกระเดื่อง กษัตริย์จึงส่งมอบให้ตระกูล Perstejn ภายใต้การนำของ Vratislav ofPernstejn ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแผ่นดินเช็ก เขาได้มีโอกาสเดินทางไปยังหลายประเทศในยุโรปรวมทั้งอิตาลีด้วย เขาจึงดำริที่จะสร้างปราสาทตามแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์ซึ่งรุ่งเรืองสุดขีดในช่วงเวลานั้น เขาได้แต่งตั้งให้ Jan Baptista Avostalis หรือ Giovanni Battista Avostalli เป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้างต่อมาในปี 1792 เจ้าของปราสาทคนใหม่ประสงค์ที่จะตกแต่งปราสาทให้ทันสมัยขึ้นจึงได้แต่งตั้งJan Krystof Habich ให้ปรับปรุงปราสาทตามแนวทางศิลปะแบบบาโรกโดยยังคงรักษาแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์ไว้ด้วย

Chapel

ปราสาท 3 ชั้น 4 ปีก ที่ไม่สมมาตรกันนี้มีส่วนทิศตะวันตกเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด และมีส่วนใต้ที่มีเพียง 2 ชั้นเท่านั้น เป็นที่ตั้งของหอสวดมนต์การตกแต่งภายในส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานมาจากการสร้างดั้งเดิมแบบเรอเนสซองส์โดย Frantisek Maximilian Kanka สถาปนิกที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นเป็นผู้ออกแบบ ส่วนของปราสาทแนวบาโรกมีเฉพาะส่วนสวน กำแพงและหลังคา นอกจากนี้ที่นี่ยังมีโรงเบียร์ซึ่งเป็นที่ถือกำเนิดของ Bedrich Smetana นักแต่งเพลงชื่อก้องโลกอีกต่างหากด้วย

Dinning room

ส่วนที่น่าประทับใจมากที่สุดและพิเศษสุดของปราสาทก็คือส่วนของโรงละครที่อยู่ทางทิศตะวันตก โรงละครที่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 18 นั้น ครั้งแรกสร้างที่ชั้นสอง ต่อมาเจ้าของปราสาทได้สร้างโรงละครที่สองใหม่ในปี 1791ที่ชั้นหนึ่ง Count Jiri Josef Valdstejn-Vartemberk เป็นผู้รับหน้าที่ตกแต่งภายในจนแล้วเสร็จ และเปิดทำการในเดือนเมษายน 1798 โรงละครขนาด 150 ที่นั่งนี้กลายเป็นแหล่งบันเทิงที่สำคัญที่ครอบครัวของเจ้าของปราสาทและเพื่อน ได้มาแสดงละครร่วมกัน โรงละครที่ได้รับการตกแต่งโดย Domini Dvorak ตามแนวทางศิลปะแบบคลาสสิก และตกแต่งเวทีโดย Josef Platzerจิตรกรราชสำนักผู้ตกแต่งโรงละครกรุงปราก และเวียนนานี้ไม่เพียงได้มาตรฐานสูง ยังสวยงามจนได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของEuropean Route of Historic Theaters projectในปี 2013 อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของImperial route ของโบฮีเมียและออสเตรียสมกับที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยนักท่องเที่ยวที่จะได้มาเยี่ยมเยือนปราสาท เมื่อได้ชมส่วนของเวทีและการตกแต่งจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกตื่นตาตื่นใจในการตกแต่งด้วยของดั้งเดิมของตัวเวทีที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีตลอดเวลาหลายร้อยปี

Green Parlour room

Library

Litomysl castle

Theater audian part

แหวกฟ้าหาฝัน : Portmoneum เมือง Litomysl #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467105

แหวกฟ้าหาฝัน : Portmoneum เมือง Litomysl

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Old Town square

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสาธารณรัฐเช็ก และชอบเที่ยวเมืองที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เมืองหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Litomysl ทั้งนี้เพราะเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกห่างจากกรุงปราก 136 กิโลเมตรนี้มีปราสาทประจำเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ตัวเมืองเองก็มีความน่าสนใจและยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ให้เยี่ยมเยือนด้วย เมืองที่ได้รับการเรียกขานจากชื่อชาวพื้นเมือง Slav ตะวันตกที่มาตั้งรกรากอยู่ในสาธารณรัฐเช็กนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 6 นี้เป็นเมืองโบฮิเมียนทางทิศตะวันออกที่ถูกกล่าวอ้างถึงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 และถูกตั้งขึ้นบนเส้นทางระหว่างโบฮีเมียและโมราเวีย เมืองที่เคยเป็นเส้นทางการค้าสำคัญตั้งแต่โบราณนี้ยังมีความสำคัญตรงที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่อยู่ของเจ้าคณะสงฆ์นิกายคาทอลิกตั้งแต่ปี 1344 จวบจนถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปราก ที่อยู่ของเจ้าคณะสงฆ์จึงย้ายไปตั้งอยู่ที่กรุงปรากแทน

Building in Vachalova lane

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองที่นอกจากปราสาทแล้วยังมีจัตุรัสกลางเมืองที่ใหญ่และยาวที่สุดแห่งหนึ่งของสาธารณรัฐเช็ก จัตุรัสกลางเมืองนี้เป็นที่ตั้งของบ้านเรือนแบบบาโรกและเรอเนสซองส์ที่มีความสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป และมี House of the Knights อาคารที่มีหน้าบันเป็นหินที่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นอาคาร ที่เลื่องชื่อที่สุด ยิ่งกว่านั้นเมืองนี้ยังมี Portmoneum มิวเซียมที่มีความแปลกและมีอัตลักษณ์สูงจากฝีมือของ Josef Vachal ศิลปินและนักเขียนชาวเช็กที่ได้รับเชิญให้มาเขียน ณ บ้านของ Josef Portman นักสะสมผลงานศิลปะ เพื่อนและผู้อุปถัมภ์สำคัญของศิลปินเองในปี 1920

Old Town sqare and Clock Tower

Josef Vachal เจ้าของผลงานที่จัดแสดงณ Portmoneum เกิดวันที่ 23 กันยายน 1884 จากบิดามารดาที่ไม่ได้แต่งงานกัน เขาจึงถูกเลี้ยงโดยย่าซึ่งอาศัยอยู่ ณ Pisek เมืองทางใต้ของรัฐโบฮีเมีย ต่อมาเขาย้ายไปกรุงปรากและได้เป็นเพื่อนกับ Mikolas Ales ศิลปินแนว Art Nouveau ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องในปี 1900 เขาเขียนกวีบทแรกและเข้าร่วมสมาคม Prague Theosophy อีก 4 ปีต่อมาเขาก็เข้าเรียนที่โรงเรียนเขียนภาพ Vachal ได้ ตีพิมพ์หนังสือ 2 เล่มในปี 1910 อีก 3 ปีต่อมาเขาแต่งงานกับ Masa Pesulova และเริ่มเป็นเพื่อนกับ J.Portman นักสะสมงานศิลปะซึ่งกลายเป็นเพื่อนสนิทและผู้อุปถัมภ์สำคัญที่สุดของเขา ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเขากลายเป็นผู้ที่ต่อต้านนาซี ดังนั้นเมื่อสาธารณรัฐเช็กถูกครอบครองโดยเยอรมัน เขาจึงอึดอัดมากและกลายเป็นคนเก็บตัว หลังจากที่สาธารณรัฐเช็กกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เขายิ่งแยกตัวและไม่ค่อยมีผลงานแสดงต่อสาธารณชนนับจากนั้นมา

Painting in Portmoneum

หลังจากสร้างสรรค์งานที่บ้านของ Josef Portman เสร็จในปี 1920 และกลายเป็นคนเก็บตัว เขาจึงไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเช่นช่วงแรก ถึงกระนั้นก็ตาม งานของเขาก็ยังเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของสาธารณรัฐเช็ก แต่การที่งานของเขาไม่ได้ใช้สีที่คุณภาพดีนัก มันจึงเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว เมื่อ PortmanHouse ซื้อบ้านหลังนี้จาก National galleryจึงได้จ้าง Jiri Latal, Jaroslav Horalek และ Jan Tursky นักซ่อมแซมภาพทั้งสาม และ Ladislav Krylนักเทคโนโลยี รวมทั้ง Mikulas Hulc สถาปนิก มาช่วยกันใช้เทคโนโลยีน้ำมันซ่อมภาพและบ้านใหม่ยังผลให้เทศบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการซ่อมภาพจึงได้จัดตั้ง School of Restoration and Conservation Techniques ประจำเมืองขึ้น และยกระดับให้เป็น Faculty of Restoration ของมหาวิทยาลัย Pardubice หลังการเสียชีวิตของ Ladislav Horacek เจ้าของตึกคนสุดท้าย ทายาทของเขาได้ขายตึกนี้ให้กับราชการส่งผลให้มิวเซียมกลายเป็น Regional Museum

Painting in the building on Vachalova lane

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนมิวเซียมเพื่อยลผลงานจะพบว่าผลงานของ Josef Vachal มีความแปลกประหลาดยากต่อการเข้าใจอันสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติต่อโลกที่ไม่ธรรมดาของเขา แต่หากนักท่องเที่ยวไม่ชอบเยือนมิวเซียมและต้องการชมผลงานของเขา ก็สามารถชมผลงานภาพขาวดำบนผนังตึกได้ที่ ถนน Vachalova lane ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสอัจฉริยภาพของศิลปินเช่นกัน แม้ภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพขาว-ดำและไม่โลดโผนนักก็ตาม

Portmoneum

Portmoneum

Portmoneum

Portmoneum

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนเมืองเบียร์ Pilsen #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465593

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนเมืองเบียร์ Pilsen

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Pilsner Urquell lager beer

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสาธารณเช็ก เมืองหนึ่งที่ทัวร์นิยมจัดให้ไปเยือนก็คือ เมือง Pilsen เมืองอันดับสี่ของประเทศที่อยู่ห่างจากกรุงปรากไปทางทิศตะวันตก90 กิโลเมตร ซึ่งเดินทางด้วยรถไฟได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้เพราะ Pilsen เป็นต้นกำเนิดPilsner Urquell ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อก้องโลกของสาธารณรัฐเช็ก เมือง Pilsen ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 976 ในสงครามระหว่าง Boleslaus ที่สองแห่งโบฮีเมีย กับจักรพรรดิ Otto ที่สอง เมืองนี้ได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองโดยพระเจ้า Wenceslausที่สอง ส่งผลให้ที่นี่เป็นเมืองสำคัญระหว่างเมือง Nuremberg และ Regensburg จนกลายเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของแคว้น Bohemia รองจากกรุงปราก และ Kutna Hora

Pilsner Urquell Brewery

ในปี 1375 พระเจ้าชาร์ลส์ที่สี่แห่ง Bohemia ได้อนุญาตให้อาราม Dobrow ใกล้เมือง Pilsen ได้สิทธิในการผลิตเบียร์และโรงเบียร์แห่งนี้จึงกลายเป็นโรงเบียร์สมัยใหม่แห่งเดียวในโลกที่ยังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เบียร์ที่ผลิตด้วยกรรมวิธีสมัยใหม่ที่ถูกผลิตจากโรงเบียร์แห่งนี้ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในวันที่ 5 ตุลาคม 1842 โดยมี Josef Groll นักผลิตเบียร์จากแคว้นบาวาเรีย เยอรมันเป็นผู้ควบคุม ลักษณะเบียร์จากโรงเบียร์แห่งนี้มีความพิเศษตรงที่สีของเบียร์เกิดจากการผสมผสานระหว่างมอลต์ใหม่ น้ำจากเมือง Pilsen และฮอปจาก Zatec เมืองใกล้เคียงเมื่อ Pilsen สามารถเชื่อมต่อกับเมืองอื่นๆ ทั่วทั้งยุโรป เบียร์ยี่ห้อใหม่จาก Pilsen ที่มีลักษณะพิเศษนี้จึงเป็นที่นิยมและสร้างชื่อให้กับเมืองนับจากนั้นมานักท่องเที่ยวที่มาเยือนสาธารณเช็กแทบทุกคนไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบดื่มเบียร์จึงต้องไปเยือนโรงเบียร์ lager แห่งแรกของโลกที่มีค่าเข้าชม 250 เหรียญและดื่มเบียร์จากโรงเบียร์ PilsnerUrquell นี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นเสมือนหนึ่งมาไม่ถึงประเทศนี้

เครื่องซักผ้า

นอกจากโรงเบียร์แล้ว Pilsen ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมิวเซียมต้องไปให้ได้อีกแห่งนั่นคือ Museum of West Bohemia หรือมิวเซียมประจำเมืองเดิมที่ถูกออกแบบตามแนวทางศิลปะแบบ Neo Renaissance โดย Josef Skorpil มิวเซียมที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องอาวุธและของจัดแสดงตามแนวทางศิลปะแบบโกธิคแห่งนี้เป็นมิวเซียมที่มีของจัดแสดงเก่าแก่ที่สุดและมากที่สุดของประเทศ มิวเซียมทางด้านชาติพันธุ์ที่มีค่าเข้าเพียงแค่ 100 เหรียญนี้ไม่เพียงมีของจัดแสดงกว่า 2 ล้านชิ้นที่มีถึงความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กลางยุคกลาง อาทิ งานประติมากรรมรูปผู้หญิงจาก Vochov หน้ากากทองแดงจาก Kysice และ Dysina และวัตถุทำจากทองของยุคทองแดง จวบจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ตามแนวทางศิลปะแบบ Art Nouveau เท่านั้นยังมีความพิเศษอีกตรงที่เป็นมิวเซียมที่มีไกด์ทุกรอบโดยไกด์จะอธิบายและตอบคำถามผู้เยี่ยมชมอย่างละเอียดลออและเป็นกันเอง นักท่องเที่ยวสามารถสนุกสนานกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คาดไม่ถึงได้จากการแนะนำของไกด์ เช่น ภาพเขียนที่มีหลายคนซ้อนกันอยู่ในภาพเดียว เตียงนอนของคน Bohemiaจะสั้นกว่าปกติ เพราะพวกเขาจะไม่กล้านอนราบ กลัวจะเหมือนคนตาย จึงได้แต่นั่งแทนนอน หรือเครื่องซักผ้าที่หมุนได้ เลยเอามาย่างหมูได้ด้วย นอกจากนี้ไกด์ยังมีการสาธิตตะเกียงน้ำมันที่พอจุดไฟ น้ำมันจะค่อยๆ ลดลงเพื่อบอกเวลาอีกต่างหากด้วย นักท่องเที่ยวก็จะได้อรรถรสที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนมิวเซียมอื่นใดที่เคยเยือนมาแล้วเลยทีเดียว

งานกระดาษแกะสลัก

งานกระดาษแกะสลัก
ภาพ 3 มิติ

ภาพ 3 มิติ
เตียงนอน

เตียงนอน
ฉากกั้นห้อง

ฉากกั้นห้อง
งานภาพเขียน

งานภาพเขียน

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Blabolilova ใน Egon Schiele Art Centrum #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464128

แหวกฟ้าหาฝัน : Maria Blabolilova ใน Egon Schiele Art Centrum

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การจัดแสดงในนิทรรศการ

ใน Egon Schiele Art Centrum นอกจากนิทรรศการจะจัดให้มีผลงานของศิลปินนานาชาติแล้วก็ยังมีผลงานของ Maria Blabolilovaศิลปินประจำชาติมาจัดแสดงด้วย Blabolilova เกิดในครอบครัวทนายความ พ่อของเธอต้องทำงานเป็นคนงานก่อสร้างหลังจากประเทศเช็กโกสโลวะเกียกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 1948 อย่างไรก็ดี เธอกลับสามารถจบการศึกษาด้านศิลปะจากVaclav Hollar Art School ในกรุงปรากได้ในปี 1967 และเข้าเรียนต่อด้านทัศนศิลป์ที่ Academy of Fine Arts ในกรุงปราก กับ FrantisekJiroudek ศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านนี้ที่ทำงานที่มหาวิทยาลัยในช่วงเวลานั้น ยิ่งกว่านั้นเธอยังหัดวาดภาพร่วมกับ George John พร้อมเพื่อนอีกหลายคน ตอนเย็นๆ ทุกวันจวบจน John ป่วยและเสียชีวิตในปี 1972

หลังจบการศึกษาในปี 1973 เธอย้ายไปอยู่ปารีส และทำงานเป็นครูที่ LSU Litomerice อยู่ 3 ปีโดยไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับการเขียนภาพมากนัก แต่ก็ยังมีการจัดแสดงผลงานอยู่เนืองๆ บ้างตามห้องภาพเล็กๆในกรุงปราก หลังปี 1982 เธอหันมาทำงานซ่อมผนังและภาพวาดตามที่ต่างๆ และเข้าเป็นสมาชิกของห้องภาพ Kostelec and Cernymi lesy จนกลายเป็นสมาชิกของ CFVUในปี 1984 รวมทั้งเป็นสมาชิกของ Hollar Association of Czech Graphic Artistsในปี 1984

เธอเน้นสร้างงานเกี่ยวกับ Graphic design ตามแบบอย่างของ Jiri John จนพัฒนามาเป็นแนวทางศิลปะของตัวเองที่ไม่เน้นการใช้สีใดๆ หรือใช้สีเดียวกันตลอดภาพ เธอสร้างสรรค์งานหลากหลายรูปแบบมากโดยใช้วิธีการเดียวกันไม่ว่าจะเป็นภาพต้นไม้ สวน ป่า ทิวทัศน์ รวมทั้งบ้านที่ประกอบด้วยเรื่องราวภายในบ้านที่มีอารมณ์ หวาดกลัวและเศร้า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เธอให้ความสำคัญกับงานออกแบบกราฟิกโดยเน้นการวาดภาพเกี่ยวกับวัตถุที่พบเห็นทั่วไป เช่น เฟอร์นิเจอร์ในห้อง เก้าอี้ โต๊ะ หรือทิวทัศน์ เช่น ต้นไม้ สวน ป่าโดยใช้สีเดียวมากกว่าการวาดภาพคน

ผลงานส่วนใหญ่ของเธอเป็นการแสดงออกถึงการแสวงหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอาศัยอยู่ ครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1970 เธอหันมาให้ความสนใจกับสิ่งสามัญที่ไม่ได้น่าสนใจ เช่น กล่องโทรศัพท์ เก้าอี้สาธารณะ ถังขยะ เสาโทรศัพท์ นับจากนั้นเธอหันมาสร้างสรรค์งานที่มีความหวือหวามากขึ้น
อีกหน่อย แต่ยังคงนำเสนอโดยใช้วัตถุเดิมๆ

นักท่องเที่ยวที่ได้ชมผลงานนิทรรศการของเธอจะสังเกตได้ว่างานของเธอมีหลากหลายมิติ แต่เน้นความร่วมสมัยเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวที่เป็นเจ้าของโรงแรมหรือห้องอาหารคงอยากซื้อผลงานของเธอไปจัดแสดงตามสถานที่ที่ตัวเองเป็นเจ้าของเพราะสามารถยกระดับความทันสมัยและความมีอัตลักษณ์ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะธีมดอกทานตะวัน และธีมแมว

ธีมดอกทานตะวัน

ธีมดอกทานตะวัน
ธีมแมว

ธีมแมว
ภาพแมว

ภาพแมว
ภาพที่เหมาะกับโรงแรม

ภาพที่เหมาะกับโรงแรม
ภาพที่เหมาะกับร้านอาหาร

ภาพที่เหมาะกับร้านอาหาร

แหวกฟ้าหาฝัน : Exhibition ใน Egon Schiele Art Centrum #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463168

Dance of Miriam

แหวกฟ้าหาฝัน : Exhibition ใน Egon Schiele Art Centrum

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โดยทั่วไปมิวเซียมหรือห้องภาพ นอกจากมีการจัดแสดงผลงานถาวรแล้ว สิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวและคนพื้นเมืองก็คือ Exhibition หรือนิทรรศการ Egon Schiele Art Centrum จึงได้จัดแสดงนิทรรศการของศิลปินหญิง 3 คนขึ้นเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของเมืองและดึงดูดนักท่องเที่ยว การที่ Hana Jirmusova Lazarowitz ภัณฑรักษ์ประจำมูลนิธิเลือกจัดแสดงผลงานของศิลปินหญิงเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งประเทศเช็กโกสโลวาเกีย และการให้สิทธิสตรีในการเลือกตั้งโดยใช้หัวข้อว่า แนวคิดของผู้หญิง (A Woman’s View) เป็นเพราะเธอทราบดีว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้เวลาและความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะประสบความสำเร็จเฉกเช่นเดียวกันกับผู้ชาย แม้แต่ในโลกของศิลปะ ยิ่งกว่านั้นศิลปินหญิงบางคนต้องอาศัยใบบุญของสามีในการประสบความสำเร็จด้วย การเป็นศิลปินหญิงจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อศิลปินหญิงแต่ละคนก้าวออกมาจากสิ่งแวดล้อม ที่ต่างกันจึงสะท้อนมุมมองของเธอด้วยวิธีการที่ต่างกันส่งผลให้ผลงานของศิลปินหญิงแต่ละคนมีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน มุมมองของผู้หญิงต่อศิลปะที่ภัณฑรักษ์เลือกมาจัดแสดงนั้นยังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทางสังคม ที่เป็นปัญหาในชีวิตประจำวัน ในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากมายอีกด้วย

ในห้องจัดแสดงส่วนนิทรรศการของ Egon Schiele Art centrum ชั้นบนสุดเป็นผลงานที่ผู้ชมเห็นแล้วแทบต้องกลั้นหายใจเมื่อได้พบกับภาพสีเดี่ยวที่ดูลึกลับเต็มไปหมดอันเป็นผลงานของ Magdelena Chaya Rajnisova ศิลปินที่ใช้ชีวิตในสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี อิสราเอล ไอร์แลนด์และนิวเม็กซิโก ศิลปินผู้นี้ได้เปลี่ยนความทรงจำเกี่ยวกับฝูงชนและสัตว์ให้เป็นเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลโดยได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานเลียนแบบการนำเสนอในโรงละคร แม้ภาพส่วนใหญ่ของศิลปินจะใช้สีเดียวและโทนของเนื้อหาจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา แต่กลับมีความน่าทึ่ง และชวนศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์และสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อกับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นภาพ Exodus from Egypt, Ten Commandments, Jacob Wrestling with an Angel และ Samson and Delilah นอกจากภาพสีโทนเดี่ยวแล้ว ศิลปินยังสร้างสรรค์งานหนักๆ ให้มีลักษณะคล้ายการ์ตูนได้ อีกต่างหากด้วย เช่น White Camel

ส่วนนิทรรศการของ ToyBox ศิลปินหญิงที่ไม่ใช้ชื่อจริงในการนำเสนอผลงานชั้นล่างสุดนั้น เป็นผลงานเกี่ยวกับสังคมและเด็กในกรุงโรม และความพยายามในการช่วยเหลือสัตว์ ศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงในการวาดภาพประกอบ ภาพบนท้องถนน ผู้นี้ได้รับการอบรมตั้งแต่เด็กให้ช่วยเหลือคนอ่อนแอ และชอบทำกิจกรรม เธอจึงมักเข้าร่วมกิจกรรมทำอาหารให้คนไร้บ้านกิน และยังช่วยเหลือสัตว์เร่ร่อน งานของเธอเน้นการส่งเสียงแทนคนด้อยโอกาสและได้รับการปฏิเสธในรูปแบบต่างๆ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดชิ้นหนึ่งก็คือ ภาพเกี่ยวกับหมู ซึ่งได้รับแรงจูงใจมาจากพ่อค้าหมู และเรื่องราวบางอย่างก็มาจากชีวิตใหม่ของเธอเมื่อมีลูกแฝด ภาพทั้งสองนี้ ไม่เพียงมีความแปลกและน่าขยะแขยง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสัตว์ที่เป็นอาหารให้กับคนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

Dance of Miriam

Dance of Miriam
White Camel

White Camel
Toybox’s work

Toybox’s work
Toybox’s work

Toybox’s work
Samson and Delilah

Samson and Delilah
Pork leg

Pork leg
Pork exhibition

Pork exhibition
King David

King David
Jacob Wrestling with an Angel

Jacob Wrestling with an Angel
Exodus from Egypt

Exodus from Egypt
Exodus from Egypt

Exodus from Egypt

แหวกฟ้าหาฝัน : Egon Schiele Art Centrum เมือง Cesky Krumlov #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461684

แหวกฟ้าหาฝัน : Egon Schiele Art Centrum เมือง Cesky Krumlov

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะยุคใหม่ และได้มีโอกาสเยือน Cesky Krumlov ไม่เพียงแต่ควรเยือน Cesky Krumlov castle museum แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ไม่เช่นนั้นถือว่าพลาดโอกาสทองนั่นคือ Egon Schiele Art Centrum เหตุใดสถานที่ท่องเที่ยวนี้จึงสำคัญ Egon Schiele Art Centrum เป็นมูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นจากคน 3 คนเพื่อรำลึกถึงบรรยากาศหลังการล่มสลายของม่านเหล็กระหว่างยุโรปตะวันออกและตะวันตกอันส่งผลให้เกิดบรรยากาศของศิลปะนานาชาติในเมืองยุโรปแห่งนี้ที่นี่เป็นสถานที่เก็บผลงานของ Egon Schiele และจัดแสดงผลงานทางศิลปะของคริสต์ศตวรรษที่ 20 อื่นๆหมุนเวียนกันไปในพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นห้องเช่าทำงานสำหรับศิลปินจากยุโรปตะวันออกและตะวันตกอีกต่างหากด้วย

Egon Schiele เกิดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1890 ณ เมือง Tulln ใกล้กรุงเวียนนาในครอบครัวที่บิดาทำงานการรถไฟ และมารดามีถิ่นกำเนิดจากเมือง Cesky Krumlov เมื่อยังเล็กเขาเข้าศึกษาที่เมืองเกิด แต่หลังบิดาเสียชีวิตได้ปีเดียว เขาก็ได้เข้าเรียนต่อที่ Academy of Fine Arts กรุงเวียนนา แต่กลับทะเลาะกับ Christian Griepenkerl ศาสตราจารย์ทางด้านทัศนศิลป์ ปีต่อมาเขาได้พบกับ Gustave Klimt และเริ่มพัฒนาแนวทางศิลปะเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก ในปี 1908 เขาได้มีโอกาสจัดแสดงผลงานที่ Imperial hall of the Klosterneuburg Monastery และยังได้มีส่วนร่วมในการจัดแสดงผลงานในเวียนนาอีกหลายครั้งก่อนลาออกจากมหาวิทยาลัย

ต่อมาในปี 1910 เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาแนวทางศิลปะของตัวเองแต่กลับถูกวิพากวิจารณ์อย่างหนักในกรุงเวียนนา เขาจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ Cesky Krumlov กับ Wally Neuzilova นางแบบคนโปรดที่กลายเป็นคู่ชีวิตของเขา Schieleคุ้นเคยกับ Cesky Krumlov เมืองเกิดของมารดาดี เพราะเขาเคยได้ยินข่าวคราวเมืองนี้เป็นประจำจากญาติที่มาเยี่ยมมารดา และเคยมาอยู่ระหว่างเรียนทีมหาวิทยาลัย เมื่อเขาย้ายมาอยู่ใหม่ๆ เขาได้วาดภาพ Budweiser Gate in Krumlovผลงานชิ้นแรกๆ เกี่ยวกับเมืองนี้ Krumlov เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองซึ่งผสมผสานระหว่างงานแนว Art Nouveau และ Expressionism แต่งานของเขากลับถูกต่อต้านเช่นเดิม ซ้ำร้ายในปี 1912 เขาถูกจับในข้อหาลักพาตัวและลวนลามเด็ก แม้จะรอดคดีมาได้ แต่กลับถูกกักกันจากการวาดภาพนู้ด และในที่สุดก็ถูกขับออกจากเมือง

นับจากนั้นมา เขาก็มีชื่อเสียงมากขึ้นและได้จัดแสดงผลงานอีกหลายต่อหลายครั้งตามเมืองใหญ่ๆ ในยุโรปก่อนที่จะแต่งงานกับ Edith Harms ในปี 1915 และสมัครเข้าเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังการเสียชีวิตของ Klimt เขาเป็นคนออกแบบและจัดนิทรรศการ Wiener Secession ซึ่งนำชื่อเสียงมากมายมาให้เขา และทำให้เขาได้รับคำสั่งวาดมากมาย เป็นที่น่าเสียดายที่ภรรยาของเขาที่กำลังตั้งครรภ์เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในวันที่ 28 ตุลาคม 1918 ส่งผลให้เขาติดหวัดและเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมาโลกจึงได้สูญเสียศิลปินที่มีผลงานแหวกแนวที่สุดคนหนึ่งของยุคไปอย่างเหลือเชื่อในช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดในชีวิตของตัวศิลปิน นักท่องเที่ยวที่เคยมีโอกาสชื่นชมงานของเขาในเวียนนาจะทราบดีว่า ผลงานของเขามีอัตลักษณ์และแหวกแนวอย่างมากชนิดที่ว่าเห็นครั้งเดียวก็จำได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพนู้ดจึงไม่ควรพลาดชมงานของเขา ณ ห้องภาพแห่งนี้ รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน และได้ประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมกับการมาเยือนเมืองมรดกโลกนี้ยิ่งขึ้นไปอีก

แหวกฟ้าหาฝัน : Cesky Krumlov Castle Museum

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460223

แหวกฟ้าหาฝัน : Cesky Krumlov Castle Museum

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเมือง Cesky Krumlov สถานที่ท่องเที่ยว The Must ที่ต้องเข้าให้ได้ก็คือ ปราสาทประจำเมือง ปราสาทที่ถูกก่อสร้างขึ้นในแบบโกธิคนี้มีประวัติย้อนไปก่อนปี 1250 ต่อมาเมืองถูกครอบครองโดยหลายตระกูล ผู้ปกครองแต่ละยุคก็ได้ตกแต่งปราสาทใหม่ให้เข้ากับสมัยนิยมตามช่วงเวลาที่เข้าครอบครองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตระกูล Rosenberg เข้าครอบครอง พวกเขาได้ตกแต่งปราสาทตามแนวทางศิลปะแบบเรอเนสซองส์ ปราสาทได้รับการบูรณะใหญ่อีกครั้งในช่วงที่ Joseph Adam zu Schwarzenberg เข้าครอบครอง การที่เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ที่ชื่นชอบศิลปะทำให้เขาพยายามสร้างปราสาทของตัวเองเลียนแบบพระราชวังในกรุงเวียนนาแต่นับจากนั้นมา ปราสาทก็ไม่ได้รับการเหลียวแลอีกอันเป็นผลจากการเมืองภายในที่วุ่นวายมาก และปราสาทไม่ได้เป็นที่พำนักสำคัญของผู้ครองนครอีก ในปี 1947 ปราสาทแห่งนี้ถูกโอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมือง และกลายเป็นสมบัติของประเทศเช็กโกสโลวาเกียตั้งแต่ปี 1959

นักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบฝูงชน และเบื่อการเข้าคิว อาจเลี่ยงไม่เข้าชมตัวปราสาท แต่ยังคงสามารถเรียนรู้เรื่องราวและชมสมบัติได้ที่ Castle Museum หรือมิวเซียมประจำปราสาท มิวเซียมแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2009 โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก EU และประเทศนอร์เวย์ มิวเซียมนี้ได้จัดทำขึ้นที่ชั้นล่างของปราสาทเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปราสาท และจัดแสดงสิ่งของที่มีค่าภายในปราสาทด้วยความหวังจะส่งเสริมการเก็บรักษามรดกโลกที่สำคัญแห่งนี้ไว้อย่างเป็นระบบ และเข้าถึงง่าย

ในการปรับปรุงสถานที่นั้น ทางมิวเซียมได้ทำการปรับแต่งส่วนจัดแสดงให้เข้ากับยุคสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยจัดแสงและเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งซ่อมแซมเตาแบบดัทช์ รวมทั้งของจัดแสดงอื่นๆ เลียนแบบในปราสาท มิวเซียมที่ประกอบด้วยห้องจัดแสดง29 ห้อง และเปิดตัวเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2011มีการจัดแสดงห้องเด่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปราสาท เช่น Hall of the Lords of the Rose, Hall of the Dukes of Krumlovรวมทั้งห้องทำงานของตระกูล Schwarzenberg เพื่อรำลึกถึงเจ้าผู้ครองปราสาทแต่ละคนด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังจัดแสดงอาวุธ และเหรียญแต่ละสมัย รวมทั้งเครื่องผลิตเหรียญสมัย Eggenberg อีกต่างหาก

นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เยี่ยมเยือนตัวปราสาทแต่เลือกเข้าชมมิวเซียมจะได้มีโอกาสที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์ การเมืองและวัฒนธรรมของเมืองผ่านมิวเซียมนี้ได้ดีกว่าการเยือนตัวปราสาทด้วยซ้ำ เพราะนักท่องเที่ยวสามารถที่จะจัดสรรเวลาในการศึกษาของจัดแสดงที่มากมายมากกว่าการฟังไกด์ที่เร่งรีบเมื่อเข้าชมปราสาท

แหวกฟ้าหาฝัน : Cesky Krumlov เมืองมรดกโลกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458786

แหวกฟ้าหาฝัน : Cesky Krumlov เมืองมรดกโลกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาสาธารณรัฐเช็ก เมืองหนึ่งที่ต้องไปเยือนให้ได้นอกเหนือจากกรุงปราก เมืองโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแล้ว ไม่เช่นนั้น เหมือนไปไม่ถึงประเทศนี้ นั่นคือ Cesky Krumlov เมืองมรดกโลกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกการเดินทางจากปรากไปเมืองนี้โดยทางรถไฟมีทั้งแบบรถตรงและรถต่อโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง 50 นาที แต่เมื่อเดินทางจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่มีรถตรง รถไฟจะไปจอดที่ Cesky Budojuvic แล้วให้นักท่องเที่ยวนั่งรถบัสต่อโดยการรถไฟมีบริการให้

คำว่า Krumlov อันเป็นชื่อเมืองนั้นมาจากคำเยอรมัน Krumme Aue ที่แปลว่าทุ่งหญ้าคดเคี้ยวซึ่งหมายถึงทุ่งหญ้าบริเวณแม่น้ำ Vltava นั่นเอง แม้ว่าเมืองนี้จะถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 1253 แต่แท้ที่จริงแล้วบริเวณแม่น้ำ Vltava อันเป็นแม่น้ำหลักของเมืองนี้มีผู้มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ 7 หมื่นปีก่อนคริสตกาลแล้วโดยมีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของผู้คนเป็นจำนวนมากในยุคทองแดงหรือ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนชาว Celticก็ตั้งถิ่นฐานในยุคเหล็กราว 400 ปีก่อนคริสตกาล และชาวสโลวิคก็มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสตกาลเช่นกัน

ดินแดนแห่งนี้เป็นเส้นทางการค้ามาตั้งแต่สมัยต้นยุคกลาง และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ก็ถูกครอบครองโดยตระกูล Slavikovci ภายใต้การอนุญาตของตระกูล Premyslovci ผู้ครองนครที่บางตำราเชื่อว่าอพยพมาจากกรุงโรม ในปี 1251 พระเจ้า Premysl Otakar ที่สอง ได้แผ่นดินออสเตรียจากการแต่งงานกับ Anna Maria of Bamberg พระองค์พยายามที่จะเข้าครอบครองดินแดนส่วนนี้จนเกิดข้อพิพาทกับตระกูล Vitkovec ผู้ครอบครองพื้นที่ในเวลานั้น ความขัดแย้งดำเนินมาอีกหลายสิบปีจวบจนกระทั่งตระกูล Rosenberg ซึ่งเป็นหลานของตระกูล Vitkovecได้ดำเนินการต่อรองกับกษัตริย์จนเสร็จสิ้นยังผลให้พื้นที่แห่งนี้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งและเติบโตจนเป็นเมืองในที่สุด เมืองนี้มีการปกครองโดยระบบสภามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1420 และเจริญรุ่งเรืองที่สุดในสมัย Wilhelm von Rosenberg

อย่างไรก็ดีในปี 1601 Peter Wok von Rosenberg สมาชิกคนสุดท้ายของตระกูลจำเป็นต้องขายเมืองให้กับพระเจ้า Rudolf ที่สองแห่งราชวงศ์ Habsburg จากภาระหนี้สิน พระองค์ได้มอบหมายให้พระโอรสมาปกครอง ในปี 1611 กองทัพเมือง Passau ได้เข้าโจมตีเมืองและสู้รบกันอยู่นาน 30 ปี พระเจ้า Ferdinand ที่สองแห่งราชวงศ์ Habsburg ได้มอบเมืองให้กับตระกูล Eggenberg เป็นการตอบแทนในการสนับสนุนเงินทุนในการสู้รบ Schwarzenbergs ลูกหลานตระกูล Eggenberg ได้พัฒนาเมืองและปรับโฉมปราสาทใหม่จนอยู่ในระดับเดียวกันกับปราสาทเด่นๆ ในยุโรปกลาง กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองก็ได้รับการพัฒนาให้มาอยู่ในระดับเดียวกันกับเมืองอุตสาหกรรมโดยมีโรงงานทอผ้าและโรงงานเบียร์เฉกเช่นเดียวกันกับเมืองอื่นๆ ในยุโรป

เมืองนี้ถูกควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเช็กโกสโลวาเกียหลังการประกาศอิสรภาพของประเทศในวันที่ 28 ตุลาคม 1918 แต่ชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ในเมืองกลับแข็งขืนและตั้งเมืองใหม่ในดินแดนนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม ชาวเยอรมันก็ถูกกองทัพเช็กปราบปรามในที่สุด และถูกตั้งชื่อใหม่เป็น Cesky Krumlov ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารสหรัฐฯ เข้าขับไล่ชาวเยอรมันออกจากเมืองในปี 1945 ในยุคคอมมิวนิสต์ เมืองนี้เสื่อมโทรมลงมาก แต่หลังการปฏิวัติ Velvet ในปี 1989 Cesky Krumlov ได้รับการพัฒนาอีกครั้งจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1992 และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้งชาวยุโรปและชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนและชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน