จับตา ‘เงินหยวน’ ผงาด เริ่มแทนที่ดอลลาร์กับยูโรในรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680471

วันที่ 11 เม.ย. 2565 เวลา 15:26 น.จับตา 'เงินหยวน' ผงาด เริ่มแทนที่ดอลลาร์กับยูโรในรัสเซีย

หลังจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก รัสเซียแก้ลำด้วยการเรียกร้องให้จ่ายรัสเซียด้วยเงินรูเบิล พร้อมกับหันมาเน้นธุรรรมกับเงินหยวนของจีน

สำนักข่าว Kommersant สำนักข่าวด้านการเมืองและเศรษฐกิจของรัสเซียรายงานว่า ธนาคารรัสเซียมีปริมาณเงินหยวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนมีนาคม โดยลูกค้าโอนเงินจากสกุลดอลลาร์และยูโรมาเป็นเงินหยวน และยังเปิดบัญชีใหม่ในสกุลเงินจีนอีกด้วย

Kommersant ชี้ว่าการเปลี่ยนไปใช้เงินหยวนกลายเป็นมาตรการที่จำเป็นหลังจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ธุรกรรมกับสกุลเงินจีนในการแลกเปลี่ยนนั้นเติบโตขึ้นอย่างมากเช่นกัน จนถึงขณะนี้ ธุรกรรมด้วยเงินหยวนก็ยังตามหลังปริมาณการซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์และยูโรอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม มันอาจจะมีอนาคตที่สำคัญมากขึ้นในรัสเซีย

“จะไม่เพียงแต่แทนที่ดอลลาร์ในการชำระหนี้กับจีนเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นวิธีการชำระบัญชีระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้นสำหรับบริษัทรัสเซียด้วย” บุลการ์ อาลีเยฟ หัวหน้าของสถาบันการเงิน  KPMG กล่าวกับ Kommersant 

ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานเมื่อวันที่ 7 เมษายน รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ โนวัก กล่าวอีกว่ารัฐบาลรัสเซียกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนไปใช้การชำระเงินเป็นหยวนเพื่อส่งออกพลังงานไปยังจีน

Bloomberg News รายงานเช่นกันว่า Fenwei Energy Information Service Co. ที่ปรึกษาของจีน กล่าวว่าบริษัทจีนหลายแห่งใช้สกุหยวนเพื่อซื้อถ่านหินของรัสเซียในเดือนมีนาคม และสินค้าชุดแรกจะมาถึงในเดือนเมษายน โดยจะเป็นการขนส่งสินค้าครั้งแรกที่จ่ายเป็นหยวนตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและยุโรปลงโทษรัสเซียและตัดธนาคารหลายแห่งออกจากระบบการเงินระหว่างประเทศ

Bloomberg News รายงานด้วยว่าผู้ขายน้ำมันดิบของรัสเซียยังเสนอแนวทางที่มีความยืดหยุ่นให้ผู้ซื้อในจีนในการจ่ายเงินเป็นหยวนด้วย

และย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม สำนักข่าว Tass ของรัสเซียรายงานว่า อันตน ซิลูอานอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัสเซียกล่าวกับช่อง Rossiya-24 TV ว่าหยวนจีนเป็นสกุลเงินสำรองที่เชื่อถือได้ 

“เงินหยวนจีน – ทองคำสำรองส่วนหนึ่งและเงินสำรองอยู่ในสกุลเงินนี้ เมื่อมีการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน เราจะใช้ทองคำสำรองและสกุลเงินสำรองในสกุลเงินหยวนของจีน ในปัจจุบันหยวนยังคงอยู่หนึ่งในแหล่งดังกล่าวของเงินตราสำรองของประเทศเรา และเราจะใช้มันในทุกด้าน” ซิลูอานอฟ กล่าว

ซิลูอานอฟกล่าวก่อนหน้านี้ว่าทองคำและเงินสำรองครึ่งหนึ่งของธนาคารแห่งรัสเซีย คือประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ ถูกอายัดเนื่องจากการคว่ำบาตร

Photo – REUTERS/Jason Lee/File Photo

เปิดตัว ‘รถรางไฟฟ้าล้านช้าง’ ขบวน 3 วิ่งถึงเวียงจันทน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680431

วันที่ 11 เม.ย. 2565 เวลา 10:32 น.เปิดตัว ‘รถรางไฟฟ้าล้านช้าง’ ขบวน 3 วิ่งถึงเวียงจันทน์

รถรางไฟฟ้า (EMU) “ล้านช้าง” (Lane Xang) ขบวนที่ 3 ของทางรถไฟจีน-ลาว เคลื่อนตัวถึงนครหลวงเวียงจันทน์ของลาวแล้ว เมื่อคืนวันเสาร์ (9 เม.ย.) เพื่อเตรียมรองรับมหกรรมการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ลาวในกลางเดือนเมษายน

บริษัท ทางรถไฟลาว-จีน จำกัด (LCRC) กิจการร่วมค้าที่ดำเนินการทางรถไฟดังกล่าวส่วนในลาว ระบุว่ารถรางไฟฟ้าล้านช้างขบวนที่สามนี้ผลิตในเมืองชิงเต่าทางตะวันออกของจีน และมีกำหนดวิ่งสัญจรระหว่างเวียงจันทน์และเมืองไซ ซึ่งเป็นเมืองทางตอนเหนือของลาว

ลาวจะเฉลิมฉลองสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ลาว ซึ่งถือเป็นเทศกาลตามประเพณีสุดสำคัญในประเทศ ระหว่างวันที่ 14-16 เม.ย. โดยทางรถไฟจีน-ลาวส่วนในลาว จะได้รองรับมหกรรมการเดินทางช่วงเทศกาลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มเปิดบริการเมื่อเดือนธันวาคม 2021

รถรางไฟฟ้าล้านช้างขบวนใหม่นี้ มาพร้อมตู้โดยสารชั้นธุรกิจเพิ่ม 1 ตู้ และตู้โดยสารชั้นหนึ่งอีก 1 ตู้ ขณะตู้โดยสารชั้นประหยัดลดลงเหลือ 5 ตู้ เพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางอันหลากหลาย ขณะการจัดวางตู้โดยสารในรถไฟขบวนใหม่และการตกแต่งภายในอาจแตกต่างหรือมีการปรับปรุง เมื่อเทียบกับรถไฟสองขบวนที่ให้บริการก่อนหน้านี้

วันอาทิตย์ (10 เม.ย.) บริษัทฯ เผยกับสำนักข่าวซินหัวว่าทางรถไฟจีน-ลาว ส่วนในลาว รองรับความต้องการในตลาดที่แข็งแกร่งตั้งแต่เปิดใช้งานวันที่ 3 ธ.ค. ปีที่แล้ว โดยให้บริการรถรางไฟฟ้าแล้วทั้งหมด 456 เที่ยว และขนส่งผู้โดยสาร แล้ว 236,800 คน เมื่อนับถึงวันที่ 7 เม.ย.

บริษัทฯ จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการจัดการและบริการขนส่งผู้โดยสารบนทางรถไฟจีน-ลาวต่อไป เช่น เพิ่มความถี่ของรถไฟ และปรับปรุงบริการจำหน่ายบัตรโดยสาร

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยควมร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

หน่วยโดรนพิฆาต Aerorozvidka เมื่อมนุษย์ไอทีสวมบทนักรบยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680359

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 18:30 น.หน่วยโดรนพิฆาต Aerorozvidka เมื่อมนุษย์ไอทีสวมบทนักรบยูเครน

เมื่อเหล่าหัวกะทิด้านไอที รวมตัวกันในหน่วยโดรนพิฆาต ต่อกรกับกองทัพรัสเซีย

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. เว็บไซต์ Business Insider ได้รายงานถึง Aerorozvidka ซึ่งเป็นหน่วยโดรนชั้นยอดของยูเครนที่ก่อตั้งโดยอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญด้านไอที พวกเขาสร้างหรือดัดแปลงโดรนเพื่อใช้การโจมตีกองทัพรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิดรถถังหรือรถหุ้มเกราะของรัสเซีย

ซึ่งหน่วยนี้กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับการรุกรานของรัสเซีย

Aerorozvidka ที่รวบรวมอาสาสมัครที่มีความเก่งกาจด้านไอที บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีต่างมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อออกแบบยุทโธปกรณ์สำหรับสนับสนุนกองทัพยูเครน พวกเขาจะสร้างหรือดัดแปลงโดรนที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ให้กลายเป็นโดรนสังหาร เพื่อซุ่มวางระเบิดยานพาหนะของรัสเซียในยามวิกาล

“พวกเรามาจากคนละที่เลย แต่ตอนนี้เราทุกคนเป็นทหาร” มิไคโล สมาชิกคณะกรรมการและหัวหน้าฝ่ายสื่อสารของ Aerorozvidka กล่าวกับ Insider

“บางคนจบปริญญาเอก บางคนจบปริญญาโท บางคนมาจากอุตสาหกรรมไอที และอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่รวมเราเป็นหนึ่งเดียว คือความปรารถนาที่จะชนะสงครามครั้งนี้”

รู้จัก Aerorozvidka

Aerorozvidka เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อต่อกรกับรัสเซียที่พยายามผนวกไครเมีย และรับมือกับกลุ่มก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนในภูมิภาคดอนบัสที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย

น่าเศร้าที่ผู้ก่อตั้ง Aerorozvidka เสียชีวิตในปฏิบัติการที่ดอนบัสเมื่อปี 2015

มิไคโล เปิดเผยว่าหน่วยปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนประมาณ 300 ภารกิจต่อวัน และได้ทำลายยานพาหนะของรัสเซียหลายสิบคันหรืออาจจะถึงหลายร้อยคัน โดยปกติแล้ว Aerorozvidka จะปฏิบัติการในตอนกลางคืน

ซึ่งมิไคโลไม่สามารถเปิดเผยได้อย่างชัดเจนว่าหน่วยของเขามีสมาชิกเท่าไร โดยบอกเพียงว่ามี “หลายสิบคน”

ภารกิจที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของพวกเขาคือการช่วยหยุดขบวนรถรัสเซียที่กำลังมุ่งหน้าไปยังกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน โดยทีมมุ่งเป้าโจมตีไปที่ยานพาหนะหัวขบวน ทำให้สามารถสกัดกั้นขบวนรถไว้ได้ ในขณะที่ทหารรัสเซียต่างขวัญเสีย

ตามรายงานของ The Guardian ยังระบุว่า Aerorozvidka เคลมว่าพวกเขาช่วยเอาชนะการโจมตีทางอากาศของรัสเซียที่สนามบิน Hostomel ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ ในวันแรกของสงคราม โดยการใช้โดรนเพื่อค้นหาเป้าหมาย กำหนดเป้าหมาย และยิงพลร่มของรัสเซียประมาณ 200 นาย

นับว่าเป็นอีกหนึ่งหน่วยปฏิบัติการทางทหารที่กำลังเป็นที่จับตามองจากบรรดาสื่อต่างประเทศ โดย The Times ยังได้รายงานว่า Aerorozvidka เป็นหน่วยโดรนชั้นยอดของยูเครน ที่โจมตีเป้าหมายสำคัญไปได้หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น รถถัง รถบรรทุก และยานพาหนะที่บรรทุกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของรัสเซีย โดยแอบเล่นงานกองกำลังรัสเซียขณะพวกเขากำลังหลับ

โดยหน่วยนี้แบ่งออกเป็น 3 ทีมด้วยกัน ได้แก่ ทีมโดรน, ทีมเดลตา (Delta) และทีมความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยทีมเดลตานั้นจะสอดส่องสถานการณ์บนเว็บที่สนับสนุนโดยนาโต (NATO) ซึ่งสร้างแผนที่เป้าหมายของรัสเซียโดยใช้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินและข้อมูลการลาดตระเวนจากทีมโดรน

หน่วยนี้ยังใช้ระบบดาวเทียม Starlink ของอีลอน มัสก์ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ขาดการเชื่อมต่อแม้ว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตจะขัดข้องหรือไฟฟ้าดับ

ปัจจุบัน Aerorozvidka ดำเนินงานในกรุงเคียฟเป็นหลัก แต่กำลังขยายการดำเนินไปทั่วประเทศยูเครน ขณะที่มีการคาดการณ์ว่ารัสเซียจะเดินหน้ารุกทางตะวันออกและทางใต้ของยูเครน

อาวุธประจำหน่วย

ปัจจุบัน Aerorozvidka ดำเนินงานในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ให้การสนับสนุนกองทัพยูเครนอย่างใกล้ชิด โดยรายงานระบุว่าพวกเขาใช้งานโดรนหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโดรนที่หาได้ทั่วไป และนำมาดัดแปลงเพื่อใช้เป็นอาวุธทางทหาร ซึ่งรวมถึงโดรน DJI และ Autel ของจีน, โดรน Parrot ของฝรั่งเศส และอื่นๆ

โดรนที่นับว่าล้ำที่สุดคือ octocopter R-18 ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ไกล 4 กิโลเมตร นาน 40 นาที และสามารถทิ้งระเบิดหนัก 5 กิโลกรัม โดยแต่ละลำมีค่าใช้จ่ายในการสร้าง 20,000 เหรียญสหรัฐ ทำให้มีราคาถูกกว่าขีปนาวุธต่อต้านรถถัง เช่น NLAW หรืออาวุธต่อต้านรถถังอื่นๆ ที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 40,000 เหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ R-18 ยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เว้นแต่ว่าจะได้รับความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซีย ไม่เหมือนกับ NLAW ซึ่งสามารถใช้ได้แค่ครั้งเดียว

อุปสรรคของ Aerorozvidka

ความท้าทายที่สำคัญที่พวกเขาต้องเผชิญคือปัญหาด้านเงินทุนและอุปทานที่มีอย่างจำกัด ซึ่งต้องอาศัยการระดมทุนและการบริจาค เพื่อนำเงินไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น ขณะที่ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐและแคนาดาจำนวนมากอยู่ภายใต้การควบคุมการส่งออก ซึ่งไม่สามารถส่งมายังยูเครนได้

ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังรัสเซียกำลังค่อยๆ ปรับตัวและหาวิธีจัดการกับโดรนของ Aerorozvidka ทำให้โดรนถูกทำลายไปจำนวนมาก ยิ่งต้องการชิ้นส่วนเพิ่มเติม และเงินทุนก็เป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ตามพวกเขามั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จในการรับมือกับผู้บุกรุกอย่างรัสเซีย

Photo by REUTERS/Zohra Bensemra

เสียงบ่นจากชาวจีน ที่เริ่มทนไม่ไหวกับนโยบาย ‘ปลอดโควิด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680408

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 17:00 น.เสียงบ่นจากชาวจีน ที่เริ่มทนไม่ไหวกับนโยบาย 'ปลอดโควิด'

ชาวจีนส่วนหนึ่งประท้วงแสดงความไม่พอใจ ในขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ

รัฐบาลจีนยังคงมาตรการควบคุมโควิด-19 อย่างเข้มงวดภายในนโยบาย Zero-Covid หรือจำกัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งแสดงความไม่พอใจ ในขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติกันแล้ว

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมาทางการจีนรายงานผู้ป่วยโควิด-9 ยืนยันรายใหม่อยู่ที่ 1,351 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการรายใหม่อยู่ที่ 25,111 ราย ซึ่งเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่พบการแพร่ระบาดครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น เมื่อปี 2019 โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากนครเซี่ยงไฮ้

ขณะที่ไม่มีผู้เสียชีวิตรายใหม่ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สะสมทั้งประเทศอยู่ที่ 4,638 ราย

ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ทว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มทนไม่ไหวแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเซี่ยงไฮ้ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ต้องขยายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และกลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของจีนที่ถูกล็อกดาวน์ทั้งเมือง ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนราว 26 ล้านคน ที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกจากที่พัก และต้องพึ่งพาเสบียงที่รัฐจัดหาให้ และแอปส่งอาหารที่ต้องแย่งกันสั่ง ขณะที่ขาดแคลนพนักงานขนส่งเพราะพวกเขาต้องกักตัว

I’m on day 14 of lockdown in Shanghai so no visits to stores and the only food is deliveryI use 4 aggregator apps like Eleme that deliver from many stores, and 5 store apps like Aldi, Sam’s, etcI check each app about once every 10 minutes all day – but no orders through today— Jared T Nelson (@Jaredtnelson) April 1, 2022

France 24 รายงานว่าบางคนไม่ได้ออกจากบ้านมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ขณะที่วิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียของจีนได้แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจกับการจัดการกับโควิด-19 ของรัฐบาล ซึ่งทำให้บางพื้นที่ขาดแคลนอาหารและการรักษาพยาบาล

ขณะประชาชนส่วนหนึ่งออกมาประท้วง โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายการกักกันโรคของเซี่ยงไฮ้ทำให้เด็กๆ ต้องแยกจากผู้ปกครอง ประชาชนหลายพื้นที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้แม้ออกมาเพื่อซื้อของใช้จำเป็น การกักตุนอาหารก็ประสบปัญหาเนื่องจากการจัดส่งสินค้าในเมืองมีข้อจำกัด นอกจากนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารและเวชภัณฑ์

When people start to bang their pots and scream “ we want supplies” you know its not the Shanghai you used to know. #shanghai #lockdown pic.twitter.com/aAGVZRwhGh

— Aiden Heung/艾登 (@AidenHeung) April 7, 2022

The Guardian รายงานว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวจีนกำลังหลั่งไหลไปทั่ว Weibo แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีน ซึ่งหลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันเรื่องการขาดแคลนอาหารและมาตรการล็อกดาวน์ที่พวกเขามองว่าไม่สมเหตุสมผล

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน มีเงินหรือไม่ สิ่งที่ทุกคนต้องกังวลคือเราจะมีอะไรกิน เราจะซื้อของได้อย่างไร” ชาวเน็ตรายหนึ่งกล่าว

แม้ว่าทางการจะยืนยันว่าได้บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ควบคู่ไปกับการตรวจหาเชื้อเชิงรุก และมีการแจกจ่ายอาหารและเวชภัณฑ์ให้กับประชาชน

นักข่าวคนหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ที่ต้องกักตัวมานานก่า 2 สัปดาห์กล่าวว่า “ตอนนี้ในจีนมีผู้ติดเชื้อมากกว่าการแพร่ระบาดในอู่ฮั่นมาก แต่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งอาการไม่รุนแรง แต่รัฐบาลยังคงปฏิบัติตามนโยบาย Zero-Covid ที่พวกเขาเคยใช้ในปี 2020”

“ในพื้นที่ที่ฉันอยู่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลย พวกเราทำการตรวจหาเชื้อทุกๆ 2 วัน ไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังป้องกันอะไรกันอยู่ เพราะมันไม่มีคนติดเชื้อเลย”

แม้รัฐบาลจะจัดเตรียมอาหารให้แต่ชาวจีนส่วนหนึ่งโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลจีนเตือนให้ใช้วิจารณญาณในการแยกแยะข่าวลือและข้อเท็จจริง และมีการลบวิดีโอและโพสต์ของผู้ที่แสดงความไม่พอใจต่อการล็อกดาวน์บนโลกออนไลน์

ซึ่งแม้จะมีการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตที่เข้มงวดในประเทศจีน แต่ผู้คนจำนวนมากพยายามแบ่งปันโพสต์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของพวกเขาภายใต้มาตรการล็อกดาวน์โดยใช้ VPN เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกเช่น Twitter

ขณะที่รายงานจาก South China Morning Post เมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ประชาชนในเมืองเซี่ยงไฮ้เท่านั้นที่เริ่มไม่พอใจกับมาตรการรับมือโควิด-19 ของรัฐบาล แต่นักศึกษาจำนวนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเสฉวน ในนครเฉิงตู ได้ออกมาประท้วงการขยายมาตรการล็อกดาวน์ที่ห้ามไม่ให้พวกเขาเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยนานร่วม 2 สัปดาห์ แม้ว่าเมืองจะไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว

Photo by REUTERS/Aly Song

ไทยเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรมเต็มรูปแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/680310

วันที่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 10:30 น.ไทยเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรมเต็มรูปแบบ

โดย…สมาน สุดโต

****************

สังคมในไทยที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ร่วมฉลองกับคนในศาสนาอื่นๆ อย่างสนุกสนาน เป็นกันเอง เช่น เทศกาลวันวาเลนไทน์ วันคริสต์มาส หรือ บูชาเทพเจ้าของฮินดู อย่างเปิดเผย ด้วยการตั้งแท่นบูชาในที่ต่างๆ แม้กระทั่งในวัดพุทธ นอกจากนั้นยังกินอาหารที่มีเครื่องหมายฮาลาลเกือบทุกมื้อ แบบไม่เคอะเขิน จนหน่วยราชการยอมรับว่า ไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมไปแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะประมุขแห่งแผ่นดินสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้เสรีถาพในการนับถือศาสนา พร้อมทั้งทรงอุปถัมภ์ จนนักเผยแผ่ศาสนาคริสต์รายงานไปยังสำนักใหญ่ในฝรั่งเศสว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกใจกว้างเหมือนสยามเมืองยิ้ม ที่เปิดโอกาศให้เผยแพร่ศาสนาอย่างเสรีส่วนประชาชนชาวสยามก็ไม่มีท่าทีขัดขวาง แม้จะเห็นคำสอนที่แตกต่างจากศาสนาพุทธก็ตาม

แม้ว่าเราจะเห็นคนต่างศาสนาในบ้านเมืองเราเยอะแยะ แต่ก็ไม่เห็นความแตกต่าง ทั้งๆ ที่กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม รับรองถึง 5 ศาสนา ได้แก่ พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกซ์ โดยพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะประชากรชาวไทยส่วนมากนับถือ ส่วนศาสนาอื่นๆ ก็อยู่ร่วมกับชาวพุทธได้ แบบพึ่งพาอาศัย ไม่รังเกียจกันและกัน

เรื่องนี้ สามารถอ้างอิงจากศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกในสมัยอยุธยาได้ เพราะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์ให้เข้าเฝ้าใกล้ชิด แล้วยังมีพระกรุณาอีกมาก เช่น พระราชทานที่ดินให้สร้างวัด สร้างโบสถ์และโรงเรียน ตามที่มิชชันนารีขอพระราชทานอีกด้วย จึงเกิดวัดนักบุญยอเซฟ แห่งนิกายโรมันคาทอลิก ขึ้นเป็นแห่งแรกในสยาม เมื่อกว่า 350 ปี บนที่ดินที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชทาน เมื่อ พ.ศ.2205 แต่โบสถ์หลังแรกนี้ไม่เหลือ เพราะถูกเผาเมื่ออยุธยาตกเป็นของพม่า ส่วนโบสถ์หลังที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ปักหมุด ฉลอง 350 ปี พ.ศ 2562 นั้นสร้างขึ้นทีหลัง เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูโร กางเขนแบบละติน ได้รับการบูรณะใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2547

ความงามของโบสถ์ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลป สถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ.2548 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เคยพาไปชม เงาฝรั่งในอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2564 และมาสรุปที่โบสถ์แห่งนี้ เพราะมีผลงานของประมุขโรมันคาทอลิกหลายท่านสร้างและจัดแสดงที่นี้ เช่น ผลงานด้านตำรา คือหนังสือคำสอนพระคริสต์และพจนานุกรมภาษาไทย (ฉบับแรก) สำหรับค้นคว้าและอ้างอิง ที่จารลงในสมุดข่อย และใบลาน ให้กลมกลืนกับคัมภีร์พุทธศาสนาเป็นต้นก็เกิดที่นี่ ของโบราณที่น่าตื่นตาคือ สำเนาจดหมายของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ที่มีถึงสันตปาปา เล่าเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในสยาม จัดแสดงที่นี่เช่นกันส่วนจดหมายตัวจริงเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์แห่งสำนักวาติกัน

ในหอนิทรรศการ ยังมีพระธาตุ(อัฐิ)นักบวชแห่งคริสต์ศาสนาบรรจุในผอบตั้งแสดง พร้อมกับสิ่งเคารพ เช่น ภาพประมุข อัครสังฆราชแห่งสยามและภาพแม่ชี ผู้เข้ารีตจำนวนมากจัดแสดงให้ชมด้วย จากโบสถ์แห่งแรกที่อยุธยา ก็มาถึงโบสถ์คอนเซปชัญ ย่านสามเสน ในบางกอก ตั้งอยู่ติดกับวัดสมอราย หรือ วัดราชาธิวาส โดยสร้างบนที่ดินที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชทาน ที่นี่เคยเป็นที่ประทับสังฆราชปาเลอกัวซ์ ชาวฝรั่งเศส ที่เคยถวายความรู้วิชาตะวันตกและภาษาต่างๆ แก่วชิรญาณภิกขุ หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมาสังคม

หลากหลายวัฒนธรรม พัฒนา จากสังคมชั้นสูงที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก พร้อมทั้งการยอมรับของใหม่จากตะวันตกแบบง่ายๆ ของคนไทย เฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันการศึกษา และสถานพยาบาลดำเนินการโดยโบสถ์ทั้งหลายทั้งโรมันคาทอลิกและโปรเตสสแตนด์ เป็นส่วนเพิ่มแรงดันให้เร็วขึ้น ประกอบกับระบบการสื่อสารไร้พรมแดน ในขณะนี้ พหุวัฒนธรรมจะเป็นองค์กรนำของสังคมไทยในที่สุด

เด็กลง 30 ปี! อังกฤษทดลองฟื้นฟูเซลล์ผิวหญิงวัย 53

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680391

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 13:17 น.เด็กลง 30 ปี! อังกฤษทดลองฟื้นฟูเซลล์ผิวหญิงวัย 53

นักวิทยาศาสตร์ทดลองฟื้นฟูเซลล์ผิวหญิงวัย 53 ปี ให้เทียบเท่ากับสาววัย 23

บีบีซีรายงานผลการทดลองของทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยบาบราฮัม (Babraham Institute) ในเมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร eLife ซึ่งทำการทดลองฟื้นฟูเซลล์ผิวของหญิงวัย 53 ปีให้อ่อนกว่าวัย กลับมาเต่งตึงเทียบเท่ากับผิวของคนอายุ 23 ปีเลยทีเดียว

ศาสตราจารย์วูล์ฟ ไรค์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับบีบีซีว่า “ผมจำวันแรกที่ได้เห็นผลลัพธ์นี้ได้ ไม่น่าเชื่อว่าเซลล์บางเซลล์อ่อนกว่าวัยลงถึง 30 ปี มันเป็นวันที่น่าตื่นเต้นมาก”

ไรค์หวังว่าในท้ายที่สุดเทคนิคนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคนิคเดียวกันนี้กับเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ ตับ หรือเซลล์เม็ดเลือด โดยเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาวิธีการรักษาโรคต่างๆ ที่มักแย่ลงไปตามอายุ อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และความผิดปกติทางระบบประสาท

“โรคทั่วไปหลายอย่างแย่ลงตามอายุ และการช่วยเหลือผู้คนในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ไรค์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไรค์เน้นย้ำว่าการทดลองเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และยังมีปัญหาทางวิทยาศาสตร์อีกหลายอย่างที่ต้องแก้ไขและศึกษากันต่อไป แต่อย่างน้อยการแสดงให้เห็นว่าการฟื้นฟูเซลล์นั้นมีความเป็นไปได้นับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง

หนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลของการใช้เทคโนโลยีนี้คือความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง โดยเทคนิคนี้ดัดแปลงมาจาก IPS (Induced pluripotent stem cell) ของศาสตราจารย์ชินยะ ยามานากะ นักวิจัยชาวญี่ปุ่น ที่ได้ทำการทดลองทางเคมี เมื่อปี 2006 เพื่อให้เซลล์โตเต็มวัย กลับมามีคุณสมบัติเหมือนกับเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell)

แต่ก่อนหน้านั้นในช่วงปี 1990 นักวิจัยจากสถาบันรอสลิน สกอตแลนด์ ได้ใช้เทคนิคที่คล้ายกันนี้ในการเปลี่ยนเซลล์ที่โตเต็มวัยที่ได้มาจากแกะให้เป็นตัวอ่อน หรือเอ็มบริโอ (embryo) ซึ่งนำไปสู่การโคลนแกะ “ดอลลี่”

โดยทีมของไรค์ได้ใช้เทคนิค IPS กับเซลล์ผิวหนังของหญิงวัย 53 ปี แต่ลดระยะเวลาการใช้เคมีจาก 50 วันเหลือประมาณ 12 วัน ซึ่งพบว่าเซลล์ผิวหนังผลิตคอลลาเจนได้ดีขึ้น และอ่อนลงกว่าวัยราวกับมาจากหญิงวัย 23 ปี

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยกำลังศึกษาหาวิธีอื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่า เพื่อลดความเสี่ยงในการก่อมะเร็ง และนำไปสู่การช่วยเหลือผู้คนให้มีสุขภาพดีแม้จะเข้าสู่วัยชราต่อไป

“เป้าหมายระยะยาวคือช่วยให้ผู้คนสามารถมีสุขภาพดีที่ยาวนานขึ้นแม้ว่าจะแก่ชราลง” ไรค์กล่าว

Photo by REUTERS/Amir Cohen

จริงหรือไม่ที่จีนทำให้ศรีลังกาต้องวิกฤต? เปิดความจริงของอุบาย ‘กับดักหนี้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680401

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 15:35 น.จริงหรือไม่ที่จีนทำให้ศรีลังกาต้องวิกฤต? เปิดความจริงของอุบาย 'กับดักหนี้'

Global Times ชี้ว่า “ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับจีนที่สร้าง ‘กับดักหนี้’ ในศรีลังกา เป็นการสมคบกันใส่ร้ายป้ายสีของตะวันตกและอินเดียเพื่อต่อต้านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

Global Times สื่อของทางการจีนระบุว่า ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจของศรีลังการุนแรงขึ้น ชาติตะวันตกและอินเดียก็ยิ่งรวมพลังกันต่อต้านโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่จีนเสนอ ซึ่ง Global Times ชี้ว่าการใส่ร้ายป้ายสีมาถึงจุดสูงสุดในช่วงนี้ โดยกล่าวหาว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในศรีลังกาเป็นผลมาจากการสร้าง “กับดักทางยุทธศาสตร์ของจีน” ภายใต้โครงการ BRI 

“คนวงในและผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมกล่าวว่า การที่ฝ่ายตะวันตกโจมตี BRI ครั้งล่าสุดนั้น เกิดขึ้นในขณะที่มีการปรับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ซึ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย เป็นการโจมตีโดยเจตนาและเป็นระบบอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน – คล้ายกับที่ข่าวลือ โครงการที่ลงทุนโดยจีนของท่าเรือฮัมบันโตตา ที่ถูกโจมตีเมื่อย้อนไปในปี 2560” Global Times กล่าว

ทั้งนี้ “กับดักหนี้” (Debt-trap) หมายถึงการที่ประเทศเจ้าหนี้หรือสถาบันที่ยอมผ่อนคลายเงื่อนไขเงินกู้ให้ประเทศที่กู้ยืมเงินเพื่อแลกกับอำนาจทางการเมืองของผู้ให้กู้ และมักจะกล่าวกันว่าเป็นการวางแผนการกันไว้แล้วโดยพิจารณาว่าผู้กู้ไม่มีอำนาจชำระเงินและจะต้องคล้อยตามเงื่อนไขนี้ในที่สุด เป็นคำที่มักใช้โจมตีจีนว่าใช้อุบายนี้ในการครอบงำประเทศที่จีนปล่อยเงินกู้หรือร่วมลงทุนด้วย เช่น ประเทศในแอฟริกา ศรีลังกา หรือแม้แต่ลาว

แต่คำๆ นี้ ถูกวิจารณ์ว่ามีความลำเอียทางการเมืองและไม่ตั้งอยู่บนจ้อเท็จจริง โดยคำว่า Debt-trap ประดิษฐ์ขึ้นมาโดย Brahma Cellaney นักวิชาการชาวอินเดีย และต่อมานิยมใช้ในสหรัฐและประเทศตะวันตกเพื่อโจมตีจีนที่เข้าไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ 

กรณีท่าเรือฮัมบันโตตาของศรีลังกาที่ Global Times กล่าวถึงก็ถูกโจมตีว่าเป็น Debt-trap เนื่องจากหลังจากเป็นโครงการที่รับเงินกู้จากจีน ผ่าน ธนาคาร Exim Bank of China  ให้เงินสนับสนุน 85% ของโครงการในอัตราดอกเบี้ย 6.3% ต่อปี แต่หลังจากเริ่มสูญเสียเงิน และภาระการชำระหนี้ของศรีลังกาเพิ่มขึ้น รัฐบาลได้ตัดสินใจเช่าโครงการกับรัฐวิสาหกิจจีนคือ China Merchants Port โดยเช่าเป็นเงินสด 99 ปี โดยศรีลังกาใช้เงินจากสัญญาเช่า 1.12 พันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน

แต่เรื่องนี้กลายเป็นที่จับตาของชาติฝ่ายตรงข้ามจีน เนื่องจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอินเดีย กังวลว่าท่าเรือดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นฐานทัพเรือของจีนได้ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ในอินเดียเริ่มมีการใช้คำว่า “กับดักหนี้” โจมตีจีนและในตะวันตกก็เริ่มใช้กันหลังจากนั้น

ล่าสุด สื่ออินเดีย India Today รายงานเมื่อวันที่ 6 เมษายนว่า วิกฤตของศรีลังกาเกิดจาก”หนี้ต่างประเทศและเงินกู้จากจีน” รายงานอ้างคำพูดของผู้นำฝ่ายค้านอินเดีย คือ สาชิต เปรมทาส (Sajith Premadasa) โดยกล่าวว่าศรีลังกามองหาความช่วยเหลือทางการเงินจากจีนหลัง “การทำสงครามกับกลุ่มกบฏในปี 2552 หนี้ต่างประเทศทั้งหมดของศรีลังกาเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์มาจากประเทศจีน”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอย่างเป็นทางการสถาบัน Lowy Institute ในออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่าเงินกู้จากจีนมีสัดส่วนเพียง 10% ของพอร์ตสินเชื่อของศรีลังกา ในขณะที่การกู้ยืมจากตลาดต่างประเทศและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เป็นแหล่งที่มาของหนี้ต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด 2 แห่งของศรีลังกา และเงินกู้จากญี่ปุ่นยังคิดเป็น 10% ของหนี้ต่างประเทศ โดยอยู่ในระดับเดียวกับของจีน

นอกจากนี้ Chatham House หรือ Royal Institute of International Affairs สถาบันนโยบายอิสระระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในลอนดอน ตีพิมพ์รายงานการวิจัยในปี 2020 โดยสรุปว่าปัญหาหนี้สินของศรีลังกาไม่เกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ของจีน แต่เป็นผลมาจาก “การตัดสินใจด้านนโยบายภายในประเทศ” ที่เอื้ออำนวยโดยการปล่อยกู้และนโยบายการเงินของตะวันตกมากกว่านโยบายของรัฐบาลจีน

รายงานยังไม่เชื่อว่าจีนสามารถใช้ท่าเรือฮัมบันโตตาเป็นฐานทัพเรือได้ (เรีรายงานระบุว่าเป็น “ผิดพลาดอย่างชัดเจน”) และตั้งข้อสังเกตว่านักการเมืองและนักการทูตของศรีลังกาได้ยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่เคยพูดถึงหัวข้อนี้กับจีน แบะไม่มีหลักฐานของกิจกรรมทางทหารของจีนที่หรือใกล้ท่าเรือฮัมบันโตตานับตั้งแต่การเช่าท่าเรือเริ่มต้นขึ้น

ไต้ หย่งหง ผู้อำนวยการสถาบันผลประโยชน์ต่างประเทศของจีน มหาวิทยาลัยเซินเจิ้น กล่าวกับ Global Times ว่า  “ใครกันที่ควรถูกตำหนิสำหรับความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของศรีลังกา? ในด้านหนึ่ง การลงทุนของจีนได้สร้างโอกาสในการทำงานในท้องถิ่นมากมาย และเป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของศรีลังกาที่มีมายาวนานกว่าทศวรรษ ในทางกลับกัน การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของรัสเซียฝ่ายตะวันตกได้ผลักดันต้นทุนของพลังงานและสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างประเทศของศรีลังกาเปราะบางมากขึ้น” 

Photo –  REUTERS/Dinuka Liyanawatte TPX IMAGES OF THE DAY

มัสก์เสนอยกเครื่อง Twitter ดัน Dogecoin มีบทบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680385

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 11:00 น.มัสก์เสนอยกเครื่อง Twitter ดัน Dogecoin มีบทบาท

มัสก์เสนอยกเครื่อง Twitter Blue ลดราคา-แบนโฆษณา-เพิ่มทางเลือกชำระเงิน

วันนี้ (10 เม.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าหลังจากที่อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น 9.2% กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Twitter และได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัท มัสก์ได้เสนอการเปลี่ยนแปลงบน Twitter Blue บริการสมาชิกแบบรายเดือน รวมถึงการลดราคา การแบนโฆษณา และเพิ่มทางเลือกใหม่ในการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล Dogecoin

มัสก์กล่าวผ่าน Twitter ในวันนี้ว่าทุกคนที่สมัคร Twitter Blue ที่จ่ายเงิน 3 เหรียญสหรัฐต่อเดือนควรได้รับเครื่องหมายบน Twitter แต่แตกต่างจากเครื่องหมายติ๊กถูกสำหรับบัญชีบุคคลสาธารณะหรือบัญชีทางการ และต้องไม่มีโฆษณาด้วย

But should be different from “public figure” or “official account” checkmark— Elon Musk (@elonmusk) April 10, 2022

มัสก์ยังพูดถึงการชำระค่าสมัครสมาชิกว่า ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 เหรียญสหรัฐต่อเดือน และควรเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินอย่างเช่นสกุลเงินท้องถิ่น

Price should probably be ~$2/month, but paid 12 months up front & account doesn’t get checkmark for 60 days (watch for CC chargebacks) & suspended with no refund if used for scam/spam

— Elon Musk (@elonmusk) April 10, 2022

Maybe even an option to pay in Doge?— Elon Musk (@elonmusk) April 10, 2022

“หรือแม้กระทั่งตัวเลือกในการจ่ายด้วย Doge?” มัสก์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ด้าน Twitter ยังไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับคำแนะนำของมัสก์

ทั้งนี้ Twitter Blue เปิดตัวเมื่อเดือนมิ.ย. 2021 เป็นบริการสมัครสมาชิกครั้งแรกของ Twitter เพื่อการเข้าถึงฟีเจอร์พรีเมี่ยมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านการสมัครสมาชิกแบบรายเดือน ซึ่งมีให้บริการในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

Photo by Patrick Pleul/Pool via REUTERS/File Photo

ไล่นายกฯ ปากีสถาน รัฐบาลใหม่มาจะสะเทือนการเมืองโลกขนาดไหน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680382

วันที่ 10 เม.ย. 2565 เวลา 10:22 น.ไล่นายกฯ ปากีสถาน รัฐบาลใหม่มาจะสะเทือนการเมืองโลกขนาดไหน?

EXPLAINER by Reuters การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปากีสถานมีความหมายต่อการเมืองโลกอย่างไร

อิมราน ข่าน นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ถูกขับออกจากตำแหน่งในการลงคะแนนไม่ไว้วางใจในรัฐสภาในช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ หลังจากดำรงตำแหน่ง 3 ปี 7 เดือน

รัฐบาลใหม่มีโอกาสที่จะถูกจัดตั้งภายใต้การนำของเชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif) ผู้นำฝ่ายค้านมากที่สุด หลังจากที่รัฐสภาจะประชุมกันอีกครั้งในวันจันทร์เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ประเทศที่มีประชากรมากกว่า 220 ล้านคนตั้งอยู่ระหว่างอัฟกานิสถานทางตะวันตก จีนทางตะวันออกเฉียงเหนือ และอินเดียทางตะวันออก ทำให้เป็นประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2561 ท่าทีของข่านกลายเป็นการต่อต้านอเมริกามากขึ้น และเขาแสดงความปรารถนาที่จะเข้าใกล้จีนมากขึ้น และเมื่อเร็วๆ นี้ขยับเข้าใกล้รัสเซีย รวมถึงการเจรจากับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันบุกยูเครนเริ่มต้นขึ้น

ในเวลาเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และเอเชีย กล่าวว่า กองทัพที่มีอำนาจของปากีสถานมักควบคุมนโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศ แต่ท่าทีและโวหารที่แข็งกร้าวของข่านส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่สำคัญหลายประการ

นี่คือสิ่งที่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาอย่างหนัก หมายถึงประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในปากีสถาน คือ

อัฟกานิสถาน

ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยข่าวกรองทางทหารของปากีสถานกับกลุ่มตอลิบานได้คลายตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ขณะนี้กลุ่มตอลิบานกลับมามีอำนาจอีกครั้งในอัฟกานิสถาน และเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและมนุษยธรรมอันเนื่องมาจากการขาดเงินและการแยกตัวจากนานาชาติ กาตาร์จึงเป็นพันธมิตรต่างชาติที่สำคัญที่สุดของพวกเขา

“เรา (สหรัฐฯ) ไม่ต้องการปากีสถานเป็นช่องทางติดต่อกับกลุ่มตอลิบาน กาตาร์กำลังเล่นบทบาทนั้นอยู่ในขณะนี้” ลิซ่า เคอร์ติส ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกของศูนย์ความมั่นคงแห่งอเมริกายุคใหม่กล่าว 

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นระหว่างกลุ่มตอลิบานและกองทัพปากีสถาน ซึ่งสูญเสียทหารไปหลายคนในการโจมตีใกล้กับพรมแดนซึ่งกันและกัน ปากีสถานต้องการให้กลุ่มตอลิบานดำเนินการมากกว่านี้เพื่อปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรง และกังวลว่าพวกเขาจะแพร่กระจายความรุนแรงไปยังปากีสถาน ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

ข่านวิจารณ์กลุ่มตอลิบานในเรื่องสิทธิมนุษยชนน้อยกว่าผู้นำต่างชาติส่วนใหญ่

จีน

ข่านเน้นย้ำถึงบทบาทเชิงบวกของจีนในปากีสถานและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (CPEC) มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ที่ผูกเพื่อนบ้านทั้งสองเข้าด้วยกันนั้น แท้จริงแล้วมีแนวคิดและริเริ่มขึ้นภายใต้พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นสองพรรคของปากีสถาน ซึ่งทั้งสองพรรคถูกกำหนดให้แบ่งปันอำนาจในรัฐบาลใหม่

ผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่อาจเป็นไปได้คือ ชารีฟ น้องชายของอดีตนายกรัฐมนตรีนาวาซ ชาริฟที่เคยรั้งตำแหน่งผู้นำประเทศ 3 สมัย ได้ทำข้อตกลงกับจีนโดยตรงในฐานะผู้นำของจังหวัดปัญจาบทางตะวันออก และชื่อเสียงของเขาในการขับเคลื่อนให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ให้ประสบความสำเร็จ ในขณะที่หลีกเลี่ยงความเป็นจุดเด่นทางการเมือง ท่าทีนี้อาจสร้างความพอใจให้กับจีน

อินเดีย

เพื่อนบ้านทั้งสองที่ติดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งคู่ได้ต่อสู้ในสงครามมาแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2490 โดยสองครั้งในนั้นอยู่ในพื้นที่พิพาทของชาวมุสลิมในแคชเมียร์

เช่นเดียวกับอัฟกานิสถาน กองทัพของปากีสถานที่ควบคุมนโยบายในพื้นที่อ่อนไหว และความตึงเครียดตามแนวชายแดนพฤตินัยนั้นอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากการหยุดยิง

แต่ไม่มีการเจรจาทางการฑูตอย่างเป็นทางการระหว่างอินเดียและปากีสถาน มานานหลายปี เนื่องจากความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งในประเด็นต่างๆ รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงของข่านต่อนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย ในการจัดการกับการโจมตีชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในอินเดีย

การัน ทาปาร์ นักวิจารณ์การเมืองชาวอินเดียที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานอย่างใกล้ชิด กล่าวว่า กองทัพปากีสถานอาจกดดันรัฐบาลใหม่ในอิสลามาบัดให้สานต่อความสำเร็จในการหยุดยิงในแคชเมียร์

พล.อ.กามาร์ จาเวด บัจวา ผู้บัญชาการกองทัพที่มีอำนาจของปากีสถาน กล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่าประเทศของเขาพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าในประเด็นแคชเมียร์ หากอินเดียเห็นด้วย

ตระกูลชารีฟ ที่อาจจะกลับมาเป็นนายกรับมนตรีอีกอยู่ในระดับแนวหน้าของการแสดงท่าทีเป็นไมตรีกับอินเดียหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สหรัฐ

ผู้เชี่ยวชาญในเอเชียใต้ในสหรัฐฯ กล่าวว่าวิกฤตการเมืองของปากีสถานไม่น่าจะมีความสำคัญสำหรับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้ซึ่งกำลังต่อสู้กับสงครามในยูเครน เว้นแต่จะนำไปสู่ความไม่สงบหรือความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับอินเดีย

“เรามีประเด็นอื่นๆ อีกมากที่จะลงมือ” โรบิน ราเฟล อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฝ่ายเอเชียใต้ และเป็นผู้ร่วมงานอาวุโสของศูนย์ความคิดของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติกล่าว

นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่า เนื่องจากกองทัพปากีสถานยังคงควบคุมนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงอยู่เบื้องหลัง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

“เนื่องจากเป็นกองทัพที่ชี้ให้เห็นถึงนโยบายที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญจริงๆ เช่น อัฟกานิสถาน อินเดีย และอาวุธนิวเคลียร์ การพัฒนาทางการเมืองภายในของปากีสถานจึงไม่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่” ลิซ่า เคอร์ติส ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประจำภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าว 

ลิซ่า เคอร์ติสเสริมว่า การเยือนมอสโกของข่านถือเป็น “หายนะ” ในแง่ของความสัมพันธ์สหรัฐฯ และรัฐบาลชุดใหม่ในกรุงอิสลามาบัดอย่างน้อยก็สามารถช่วยแก้ไขความสัมพันธ์ “ในระดับหนึ่ง”

ข่านกล่าวโทษสหรัฐฯ ต่อวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน โดยกล่าวว่าวอชิงตันต้องการให้เขาถูกถอดออกเนื่องจากการเดินทางไปมอสโกครั้งล่าสุด แต่ทางวอชิงตันปฏิเสธบทบาทใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

Photo – REUTERS/Saiyna Bashir/File Photo

ภัทรา ฉลองครบรอบ 40 ปี เปิดตัว “สยาม คอลเลคชั่น” จากความภาคภูมิใจในความเป็นไทยสู่ศิลปะบนจานอาหารระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679953

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 16:40 น.ภัทรา ฉลองครบรอบ 40 ปี เปิดตัว “สยาม คอลเลคชั่น” จากความภาคภูมิใจในความเป็นไทยสู่ศิลปะบนจานอาหารระดับโลก

ภัทรา เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ “SIAM Collection” ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 40 โดยชุดจานชาม “สยาม คอลเลคชั่น” นี้ เกิดจากความต้องการของภัทรา ที่จะนำความวิจิตรงดงามของศิลปะวัฒนธรรมของไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก

ด้วยความมีชื่อเสียงของอาหารไทย อันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ในเรื่องรสชาติ ความประณีตและละเอียดอ่อน อาหารไทยจึงได้รับเกียรติให้เสิร์ฟในห้องอาหารและโรงแรมระดับโลกหลายแห่ง การมีภาชนะเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับอาหารไทยจึงเหมาะสมที่สุด

นายเรย์มอนด์ ฮาน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ภัทรา พอร์ซเลน จำกัด กล่าวถึงสยาม คอลเลคชั่นว่า “เอกลักษณ์ของความเป็นไทยคือเสน่ห์ที่ไม่มีที่ใดเหมือน เมื่อเราก้าวเข้ามาในประเทศนี้เราจะสัมผัสได้ถึงความโดดเด่น ผมคิดว่าคนต่างชาติทุกคนจะต้องประทับใจและหลงใหลในวัฒนธรรมและศิลปะแห่งความเป็นไทยเช่นกัน อันเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจของคนไทย ผมจึงอยากให้คนทั่วโลกมีโอกาสได้พบเห็นความงดงามนี้ได้เช่นกัน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม นั่นคือจุดเริ่มต้นของคอลเลคชั่น สยาม” 

“เมื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึงประเทศไทย แทบจะในทันที เราจะนึกถึงอาหารไทย ความมีน้ำใจของคนไทย และความมีเอกลักษณ์อันน่าประทับใจของประเทศนี้ ผมคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่เราจะยกระดับความเป็นไทยและอาหารไทย ไปพร้อม ๆ กับเชฟคนไทยและร้านอาหารไทยไปทั่วทุกมุมโลก”

“สยาม คอลเลคชั่น” จะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยต่อไปอีกหลายสิบปี เป็นความรู้สึกภูมิใจในความเป็นไทยที่ภัทรามุ่งหวังจะเป็นเจ้าของร่วมกับคนไทยทุกคน ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา หรือสิงค์โปร์ คุณก็จะสามารถสัมผัสความเป็นไทยนี้ได้”

ด้วยความตั้งใจที่จะสานต่อสยาม คอลเลคชั่นให้เป็นชุดจานชามของไทยอันทรงเอกลักษณ์ ซีรี่ย์แรกของสยามคอลเลคชั่น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานฝีมือการร้อยพวงมาลัย และการประดิษฐ์งานฝีมือจากดอกไม้สด ซึ่งเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในพิธีการในราชสำนัก ตลอดจนการนำมาใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน

“เราได้นำเอาเส้นสายและสีสันของดอกไม้ที่ใช้ในงานฝีมือมาเป็นองค์ประกอบหลักของซีรีส์นี้ ทำให้ลวดลายต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นล้วนต้องใช้ความประณีตและพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการร่างแบบ การทำตัวอย่าง จนกลายมาเป็นชิ้นงานที่เราภูมิใจเป็นอย่างมาก” เรย์มอนด์ กล่าวเสริม

เพื่อให้ชุดจานชาม “สยาม คอลเลคชั่น” มีความโดดเด่นมากขึ้น โลโก้ของ “สยาม” จึงถูกออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดยนำตัวอักษรสันสกฤตมาเขียนเป็นลายกนก และใช้สีแดงชาด ซึ่งเป็นสีมงคล”

ภัทรายังมุ่งหวังให้ สยามคอลเลคชั่นเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นว่าภัทราสามารถนำมรดกแห่งความเป็นไทยมาผสมผสานกับเทคโนโลยีการผลิตอันเป็นเลิศจนเกิดเป็นภาชนะบนโต๊ะอาหารคุณภาพสูงระดับสากล

“ที่ภัทรา เรามีพนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบและการผลิต การยศาสตร์ งานศิลปะ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จำเป็นสำหรับการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์โบนไชน่าและพอร์ซเลนคุณภาพสูงสุด เราต้องการให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นถึงความงดงามของไทยจากภาชนะบนโต๊ะอาหารชิ้นเอกนี้”

การเปิดตัวสยามคอลเลคชั่นนี้ เป็นผลงานแห่งความภาคภูมิใจของภัทราและเรามองเห็นว่าจะเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยต่อไปอีกหลายสิบปี ตกทอดไปจากรุ่นสู่รุ่นด้วยเช่นกัน

สำหรับซีรีส์แรกของสยาม คอลเลคชั่นนี้ พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ +662 651 5625 หรือเยี่ยมชมคอลเลคชั่นได้ที่ www.patraporcelain.com