ปกปิดแนบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ SUQQU THE LIQUID FOUNDATION รองพื้นชนิดน้ำเนื้อสัมผัสระดับพรีเมี่ยม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679267

วันที่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 14:55 น.ปกปิดแนบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ SUQQU THE LIQUID FOUNDATION รองพื้นชนิดน้ำเนื้อสัมผัสระดับพรีเมี่ยม

SUQQU ชวนสัมผัสรองพื้นชนิดน้ำสุดเลอค่า SUQQU THE LIQUID FOUNDATION พร้อมแต่งแต้มสีสันด้วย SUQQU 2022 SPRING COLOR COLLECTION

SUQQU จัดงานแนะนำรองพื้นชนิดน้ำด้วยเนื้อสัมผัสระดับพรีเมี่ยม SUQQU THE LIQUID FOUNDATION ผสานสกินแคร์เพื่อความชุ่มชื้นผิวและให้การปกปิดขั้นสูง แนบเนียนไปกับผิวอย่างเป็นธรรมชาติ มาพร้อมกับ SUQQU 2022 SPRING COLOR COLLECTION  สีสันใหม่ในสไตล์คุณ โดยมี อัตสึชิ ซูมิโนะ ประธานกรรมการ บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

ภายในบริเวณ Beauty Hall ถูกจัดแต่งอย่างเรียบง่าย เพื่อให้แขกที่มาร่วมงานได้สัมผัสผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิด โดยมีนางเอกของงานเป็นรองพื้นชนิดน้ำใหม่ SUQQU THE LIQUID FOUNDATION ที่ SUQQU ได้คิดค้นและปรับแต่งเนื้อสัมผัสด้วยเทคนิคใหม่ ทำให้ผงพิกเมนต์เป็นของเหลว (New Fluid Pigment) และผสมให้เป็นรองพื้นชนิดน้ำแบบอิมัลซิไฟเออร์ ทำให้ได้รองพื้นที่ให้ความเรียบเนียน ให้การปกปิดสูงแต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ พร้อมให้ผิวฉ่ำวาวด้วยส่วนผสมที่มอบความชุ่มชื้นเพื่อความงามจากประเทศญี่ปุ่นรวม 13 ชนิด ที่พร้อมโอบอุ้มผิวให้ดูละมุน รังสรรค์ฟินิชลุคฉ่ำวาว เข้ากับผิวของสาวไทยทุกคน พร้อมเติมเต็มสีสันไปกับ SUQQU 2022 SPRING COLOR COLLECTION คัลเลอร์คอลเลกชั่นใหม่ที่พร้อมให้ทุกคนได้แต่งแต้มความสดใสในสไตล์ที่เป็นตัวคุณเอง โดยมีไอเทมสำคัญคือ SUQQU MELTING POWDER BLUSH บรัชออนเนื้อสัมผัสแบบแป้งที่มีความชุ่มชื้นแบบใหม่ที่ใช้เทคนิค “Melting Powder Formula” ผสมผสานออยล์ชุ่มชื้นระดับพรีเมี่ยม ให้ความโปร่งแสง กลมกลืนไปกับผิวอย่างเป็นธรรมชาติและให้สีที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ มีให้เลือกถึง 8 เฉดสีที่เข้ากับผิว

ด้านสาวนิหน่า-สุฐิตา ปัญญายงค์ พิธีกรชื่อดัง กล่าวว่า “ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นแฟนคลับของรองพื้น SUQQU มาหลายรุ่นแล้ว ส่วนรุ่นใหม่นี้ได้ลองแล้วรู้สึกว่าเบา สบายหน้า แต่ยังให้ความปกปิดอยู่ สีและเนื้อรองพื้นแนบกลืนไปกับผิว ทำให้ผิวสวยป็นธรรมชาติมาก ส่วนตัวเป็นคนผิวแห้งซึ่ง SUQQU THE LIQUID FOUNDATION สามารถอยู่บนผิวได้ทั้งวันโดยไม่ตกร่องและสีไม่เปลี่ยนเลยค่ะ”

ทราย-อินทิรา เจริญปุระ นักแสดง กล่าวว่า “ได้ลองใช้ SUQQU THE LIQUID FOUNDATION แล้วรู้สึกว่าใช้ง่ายมาก ๆ ถ้าจะให้สรุปเป็นคำง่าย ๆ เลยก็คือ User Friendly ค่ะ คือใช้กับฟองน้ำได้ แปรงได้ มือเกลี่ยก็ได้ ใช้ในปริมาณที่น้อยและไม่จำเป็นต้องมีทักษะมากก็สามารถแต่งผิวออกมาให้สวยได้ ถือว่าตอบโจทย์มาก ๆ”

ออม-ปภาพินท์ วีระภุชงค์ เซเลบริตี้ กล่าวว่า “ได้ลอง SUQQU MELTING POWDER BLUSH แล้วรู้สึกชอบมากค่ะ มีให้เลือกหลายเฉดสี ลองปัดแล้วกลมกลืนไปกับพวงแก้ม ดูเป็นธรรมชาติเหมือนมีเลือดฝาดจากภายใน”

The Big Board สปอร์ตบาร์ Digital Investment แห่งแรกของไทยใจกลางมหานคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/679230

วันที่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 17:33 น.The Big Board สปอร์ตบาร์ Digital Investment แห่งแรกของไทยใจกลางมหานคร

เช็กอิน The Big Board สปอร์ตบาร์ Digital Investment แห่งแรกของเมืองไทย สถานที่แฮงเอาท์ใหม่ใจกลางย่านธุรกิจ Co-Working Space เพื่อคนรักกีฬา การลงทุน และสนใจในคริปโตเคอร์เรนซี

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

โพสต์ทูเดย์ อัพเดทแหล่งแฮงเอาท์ใหม่ภายใต้ชื่อ The Big Board สถานที่ที่จะทำให้คุณไม่พลาดแมตช์สำคัญ พร้อมได้อัพเดทเรื่องราวข่าวสารของหุ้น ส่องโลกคริปโตเคอร์เรนซี ณ Digital Investment คริปโตบาร์แห่งแรกและแห่งเดียวของไทย ที่เพิ่งเปิดตัว บนชั้น 5 ตึกมหานครคิวบ์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ก่อนการ Grand Opening อย่างเป็นทางการในเดือนเมษายนนี้ 

The Big Board เป็นสถานที่แฮงเอาท์ที่แตกต่างและมุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ โดยเฉพาะภายใต้ดีไซน์และองค์ประกอบของบาร์ ที่สร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้ผู้มาเยือนตั้งแต่ก้าวแรก มาพร้อมแถบอิเล็กทรอนิกส์แสดงการเทรดสินทรัพย์ทั่วโลกที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การตกแต่งร้าน แต่ใช้งานได้จริงแบบเรียลไทม์ ตอบรับการลงทุนที่ไม่มีวันหยุดพัก โดยเฉพาะการลงทุนคริปโตเคอเรนซีที่เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มคนยุคใหม่

โถงทางเดินของร้านเด่นด้วยลายเส้นจากไฟ LED ที่ตกแต่งให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกเทคโนโลยีล้ำยุค ก่อนจะเข้าไปสัมผัสกับกิจกรรมความบันเทิงหลากหลายภายใน ซึ่งนอกเหนือจากเสียงเพลงที่เป็นพื้นฐานของบาร์ The Big Board มีความแตกต่างที่ไม่ซ้ำใคร ได้แก่ ความสนุกจากสปอร์ตผ่านการชมถ่ายทอดสดกีฬาจากทั่วโลก จากจอโปรเจคเตร์ขนาด 200 นิ้ว รองรับผู้ชมให้สนุกไปพร้อมกันได้กว่า 100 คน, การอัพเดทสินทรัพย์จากทั่วทุกมุมโลก จากป้าย LED ที่วิ่งวนอยู่รอบร้าน ทั้งหุ้น และคริปโตเคอร์เรนซีแบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่การมีพื้นที่ Co-Working Space สำหรับการประชุมงานและการพบปะเพื่อสร้างคอนเนคชันใหม่ๆ

สำหรับโซนอื่นๆ The Big Board จัดแบ่งโซนไว้หลากหลายรูปแบบตอบโจทย์ครบทุกความต้องการ ได้แก่ Networking Table, Terrace, Stadium, Exchange Bar, มุมที่นั่ง Private Lounge 2 ส่วน และมุมที่นั่ง VIP อีก 3 ส่วนที่เป็นจุดที่ดีที่สุดในการรับชมกีฬาจากจอใหญ่ภายในร้าน รวมทั้งส่วนของ Game Arcade

ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ The Big Board ให้บริการในสไตล์ Twisted Modern Metro ในคอนเซ็ปต์ Fun, Real, Grunge สนุกสนาน ของจริงจับต้องได้ และดิบ ดุดัน เพื่อโชว์รสชาติความอร่อยจากฝีมือเชฟและบาร์เทนเดอร์มืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปีที่วางดีไซน์แต่ละเมนูอาหารและเครื่องดื่มให้เข้ากับบรรยากาศร้านได้อย่างกลมกลืน

สปอร์ตบาร์แห่งนี้ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของความก้าวล้ำกระแสที่เหนือกว่าสถานที่แฮงเอาท์ทั่วไปด้วยการจับมือร่วมกับ Zipmex (ซิปเม็กซ์) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก เพื่อแบ่งปันความรู้ และทำให้การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และจับต้องได้ ไม่ว่าจะข้อมูลราคาเหรียญอัปเดต Play-to-Earn เล่นเกมแล้วได้รางวัล รวมถึงการเข้าถึง NFT และ Metaverse ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของบาร์ในประเทศไทยที่จะนำเสนอกิจกรรมดังกล่าว อาทิ เกมคริปโตอาร์เคด โต๊ะวิสกี้ปอง นิทรรศการศิลปะ NFT จากศิลปินชื่อดัง และเกมอื่นๆ อีกมากมายซึ่งจะหมุนเวียนจัดตลอดกันทั้งปีนี้

The Big Board พร้อมเปิดให้ประสบการณ์แล้วตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 น.จนถึงเที่ยงคืนของทุกวัน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook : The Big Board หรือ instagram : thebigboard.bkk สสอบถามโทร. 081 234 8187

เอาใจสายไนท์เอาท์ ชวนเสพงานศิลป์กินได้ผ่านงาน GrabThumbsUp x Awakening Bangkok

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/679245

วันที่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 11:40 น.เอาใจสายไนท์เอาท์ ชวนเสพงานศิลป์กินได้ผ่านงาน GrabThumbsUp x Awakening Bangkok

GrabFood ชวนเหล่าสายอาร์ตและสายกิน ร่วมเสพงานศิลป์กินได้ผ่านงาน #GrabThumbsUp x Awakening Bangkok ภายใต้คอนเซ็ปต์ Edible Art และ 3 ไฮไลท์พิเศษที่ห้ามพลาด

ครั้งนี้เรียกว่าเติมเต็มประสบการณ์การกินเที่ยวผสานงานศิลปะเต็มรูปแบบ เมื่อ GrabFood สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการฟู้ดเดลิเวอรี่ ผนึก Time Out Bangkok ผู้จัดงานเทศกาลแสงสีสุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่หลายคนตั้งตารอ ชวนเหล่าสายอาร์ตและสายกินร่วมเสพงานศิลป์กินได้ผ่านงาน #GrabThumbsUp x Awakening Bangkok ซึ่งจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ Edible Art ที่มาพร้อม 3 ไฮไลท์พิเศษ ทั้ง Chef’s Table สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก 5 เชฟชื่อดัง Foodie Night Market ซึ่งคัดสรรร้านอร่อยที่ต้องยกนิ้วให้จากโครงการ #GrabThumpsUp มาเสริฟกันถึงที่ พร้อมตื่นตาไปกับ Fooditude Art Installations ที่ผสานศิลปะและอาหารเข้ากับการจัดเเสดงแสงสีเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมให้บรรดาสายไนท์เอาท์ร่วมดื่มด่ำบรรยากาศย่านเมืองเก่าโซนเจริญกรุงเคล้ากับเสน่ห์ของอาหารเลิศรสได้แล้วระหว่างวันนี้ถึง 3 เมษายน 2565 นี้

โดยภายในงาน “#GrabThumbsUp x Awakening Bangkok”  ประกอบไปด้วย 3  ไฮไลท์สุดพิเศษ ดังนี้ 

Immersive Digital Mapping Chef’s Table 

ครั้งแรก! ที่ GrabFood รังสรรค์ประสบการณ์เชฟเทเบิ้ลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมกับ 5 เชฟชื่อดังของไทย  อันได้แก่ เชฟต้น จากร้านหลานยายนุสรา, เชฟบิ๊ก จากร้าน #อยากทำแต่ไม่อยากกิน, เชฟปริญญ์ จากร้านสำรับสำหรับไทย, เชฟตาม จากร้านบ้านเทพา, และเชฟแบล็ค จากร้าน Blackitch ที่จะมาร่วมกันครีเอทเมนูสุดพิเศษ ผสานความอร่อยให้เข้ากับงานศิลปะอย่างลงตัว ที่มีเฉพาะในงานนี้เท่านั้น พร้อมเสิร์ฟแบบไพรเวทเพียงวันละ 28 ที่นั่งระหว่างวันนี้- 2 เมษายน 2565 ณ ห้องอาหาร GIORGIO’S – Royal Orchid Sheraton Hotel 

Foodie Night Market

ฟินและเต็มอิ่มไปกับ Foodie Night Market กับขบวนร้านอาหารเด็ดที่อร่อยจนต้องยกนิ้วจาก #GrabThumbsUp ครั้งแรกของการรวมเอาร้านฮิตติดกระแส ร้านแนะนำจาก Pepsi และร้านที่ถูกเลือกให้เป็นร้านอาหารแนะนำจาก Michelin 2022 รวม 27 ร้านที่ยกทัพกันเสิร์ฟความอร่อยถึงกลางกรุงในโซนไปรษณีย์กลาง บางรัก พร้อมโปรโมชันพิเศษที่จัดให้เฉพาะสายอาร์ตสายชิลที่มาร่วมงานเท่านั้น เรียกได้ว่ามางานเดียวคุ้มทั้งบรรยากาศ แถมยังเต็มอิ่มกับความอร่อยจากร้านดังปังไม่ไหวอย่าง House of Carte D’Or, Texas Chicken, Bun Meat and Cheese, Chef Man, Gochujang Sikdang, Crumbs และ The Rolling Pinn 

Fooditude Art Installations

ตื่นตาตื่นใจไปกับ Fooditude Art Installations งานศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมเสาะแสวงหาอาหารอร่อย ผ่านประสบการณ์ในการเดินทางตามแสงไฟที่ฉายลวดลายกราฟิกซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากตัวเลข Latitude และ Longitude ของสถานที่ตั้งร้านอาหารเด็ดที่อร่อยจนต้องยกนิ้วให้จาก #GrabThumbsUp ร่วมออกเดินทางตามแสงไฟยามค่ำคืนทั่วย่านเจริญกรุงด้วยกันที่ หน้าไปรษณีย์กลางบางรัก, สถานีสูบน้ำกรุงเกษม, Bangrak Riverview, Jump Master Skate Haus, Patina Bangkok และ Bunny Burrow Hostel 

อยากสัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ มากันได้ที่งาน Awakening Bangkok สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมงานสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : GrabTH

วัตถุกัมมันตรังสีที่ใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ถูกขโมยไปจากแล็บเชอร์โนบิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679346

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 13:09 น.วัตถุกัมมันตรังสีที่ใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ถูกขโมยไปจากแล็บเชอร์โนบิล

ยูเครนเผยช่วงชุลมุนที่รัสเซียบุกยูเครน วัตถุกัมมันตรังสีที่ใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ถูกขโมยไปจากห้องวิจัยที่เชอร์โนบิล

DailyMail รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ของยูเครนเตือนว่า ห้องปฏิบัติการตรวจวัดความเปรอะเปื้อนทางรังสีที่หมู่บ้านเชอร์โนบิลถูกบุกรุกท่ามกลางความโกลาหลจากการรุกรานของรัสเซีย โดยหัวขโมยได้ขโมยส่วนผสมกัมมันตรังสีที่สามารถนำไปผสมกับวัตถระเบิดเพื่อทำเป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่มีฝุ่นกัมมันตรังสีเกิดขึ้นค่อนข้างมาก (dirty bomb) ไปด้วย

อนาโตลี โนซอฟสกี ผู้อำนวยการสถาบันปัญหาความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (ISPNPP) เผยว่าเขาขาดการติดต่อกับห้องปฏิบัติการตรวจวัดความเปรอะเปื้อนทางรังสีดังกล่าว ดังนั้นจึงยังไม่ทราบความเป็นไปของบรรดาวัตถุกัมมันตรังสี

โนซอฟสกีเผยกับ Science ว่า หากระเบิด dirty bomb ถูกทำขึ้นโดยใช้ไอโซโทปของกัมมันตรังสีและกากกัมมันตรังสีที่ถูกขโมยไป พื้นที่บริเวณกว้างจะเสี่ยงต่อการปนเปื้อน

โนซอฟสกีอีกว่า กองทัพของปูตินทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่สามารถควบคุมเพลิงในเขตยกเว้น (รัศมี 30 กิโลเมตรรอบๆ โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล) ทำให้เสี่ยงต่อสถานการณ์การแผ่รังสีทั้งในยูเครนและทั่วยุโรป

โนซอฟสกีกล่าวว่า การตรวจวัดปริมาณกัมมันตรังสีจากระยะไกลไม่ได้บ่งชี้ว่าความเข้มข้นของอนุภาคกัมมันตภาพรังสีในควันเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ระบบตรวจวัดอัตโนมัติที่ดับลงหลังจากไฟดับเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ยังไม่กลับมา

ขณะที่ ลุดมิลา เดนิโซวา คณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของสภายูเครนเผยว่า พื้นที่ป่ากว่า 100 ตารางกิโลเมตรในเขตยกเว้นถูกไฟโหมไหม้อันเนื่องมาจากการสู้รบ โดยกระแสลมและอากาศแห้งทำให้สถานการณ์แย่ลง

ทั้งนี้ กองทัพรัสเซียบุกยึดสถานีเชอร์โนบิลในวันแรกของการรุกรานยูเครนเมื่อเดือนที่แล้ว และห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ในโรงงานไฟฟ้าออกไปด้านนอก หรือบางคนถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่คนอื่น

‘คัลมืยเคีย’ รู้หรือไม่รัสเซียมีสาธารณรัฐชาวพุทธแห่งเดียวยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679383

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 18:00 น.'คัลมืยเคีย' รู้หรือไม่รัสเซียมีสาธารณรัฐชาวพุทธแห่งเดียวยุโรป

สาธารณรัฐคัลมืยเคีย (Kalmykia) เป็นหนึ่งในเขตการปกครองรูปแบบสาธารณรัฐของประเทศรัสเซีย เป็นรัฐเดียวในยุโรปที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

รัสเซียมีเขตปกครองรูปแบบต่างๆ หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “สาธารณรัฐ” หลายๆ แห่งที่มาตัวกัน ดังนั้นรัสเซียจึงมีชื่อทางการว่า “สหพันธรัฐรัสเซีย” หนึ่งในสาธารณรัฐเหล่านั้นคือ ‘คัลมืยเคีย’

‘คัลมืยเคีย’ ตั้งอยู่ทางเหนือของคอเคซัสเหนือในยุโรปตะวันออก เป็นภูมิภาคเดียวในยุโรปที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก เพราะประชากรส่วนใหญ่คือชาว “คัลมึก” (Kalmyks) ซึ่งเป็นชาวมองโกลชนเผ่าหนึ่ง คือ “เผ่าออยรัต” ที่อพยพมาอยู่ ณ พื้นที่ของยุโรปในตอนต้นของศตวรรษที่ 17 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “จักรวรรดิรัสเซีย” ในเวลาต่อมา

ชาวมองโกลออยรัต/คัลมึกนับถือพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต ซึ่งแพร่หลายในหมู่ชาวมองโกลบางกลุ่มอยู่ก่อนหน้าที่จะอพพยพมายังยุโรปแล้ว ทำให้พวกเขาแปลกแตกต่างจากคนในพื้นที่โดยรอบที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมหรือชาวคริสต์นิกายตะวันออก/ออร์โธดอกซ์ และยิ่งแตกต่างกับผู้ปกครองคือชาวรัสเซียที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์

หลังจากที่เกิดการปฏิวัติรัสเซีย ชาวคัลมึกจำนวนไม่น้อยเข้าร่วมกับ “กองทัพขาว” คือฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติโซเวียต” ซึ่งต่อมาพ่ายแพ้และอพยพไปอยู่ในบางประเทศของยุโรป หนึ่งในนั้นคือที่เซอร์เบีย

ที่กรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย ชาวพุทธคัลมึกมีส่วนเผยแพร่พุทธศาสนาที่นั่น โดยก่อตั้ง Belgrade pagoda (อารามแห่งเบลเกรด) หรือ Kalmyk Buddhist Temple (วัดพุทธชาวคัลมึก) หรือ Kalmyk Home (บ้านของชาวคัลมึก) เมื่อปี 1929 ถือได้ว่าเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เก่าแก่รองจากวัดดัตซัน กุนเซชอยเน (Datsan Gunzechoinei) ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างปี 1909 – 1915

อารามแห่งเบลเกรด ปี 1944

นี่คือเอกลักษณ์ที่แตกต่างที่หาไม่ได้ที่ไหนนอกจาก ‘คัลมืยเคีย’ พวกเขาสามารถรักษาเอกลักษณ์ของชาวมองโกลและศาสนาพุทธแบบทิเบตเอาไว้ได้ แม้ว่าจะเผชิญกับการกดขี่และกวาดล้าง โดยเฉพาะในยุคของสตาลินในสมัยสหภาพโซเวียต

สตาลินมีความหวาดระแวงชนกลุ่มน้อยต่างๆ จึงมีคำสั่งให้โยกย้ายชนกลุ่มน้อยจากพื้นที่เดิมไปอยู่ในที่ห่างไกลคนละโลก เช่น โยกย้ายชนกลุ่มน้อยชาวเกาหลี (หรือชาวโครยอ-ซารัม) จากพรมแดนเกาหลี-รัสเซียตะวันออกไกล ไปอยู่ที่เอเชียกลางในอุซเบกิสถานหรือคาซักสถาน เรียกได้ว่าห่างกันคนละซีกโลก

เช่นเดียวกัน สตาลินยังสั่งให้อพยพชาวคัลมึกจากยุโรปไปอยู่ที่ไซบีเรียที่อยู่ในเอเชียและมีสภาพแวดล้อมที่ทุรกันดาร การเนรเทศมีส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 16,000 ราย ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของประชากรที่ถูกเนรเทศสูงถึง 17%

วัดของชาวคัลมึก หรือ “คูรูล” (khurul) ที่ Tsagan-Aman (Tsagano-Mey) ต้นศตวรรษที่ 20

ในขณะเดียวกัน สตาลินยังกวาดล้างศาสนาทุกศาสนาไม่เว้นแม้แต่ศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ แน่นอนว่าศาสนาพุทธของชาวคึลมึกก็ไม่อาจรอดพ้นไปได้ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 มีการจับกุมและการกดขี่ข่มเหงพระสงฆ์ภายใต้ระบอบสตาลิน ในช่วงเวลานี้ ศาลเจ้าและวัดในศาสนาพุทธในคัลมืยเคียทั้งหมดถูกรื้อถอนทำลาย

แต่ถึงแม้จะเผชิญกับช่วงเวลาที่เหมือนนรกบนดิน ชาวคัลมึกยังคงรักษาศาสนาและธรรมเนียมขงชนชาติเอาไว้ได้ หนึ่งในนั้นคือกลุ่มคนที่เรียกว่า “บาบุชกิ มัตซิก” แปลว่า “กลุ่มผู้ถือศีลหญิงชรา” คือกลุ่มสตรีสูงอายุที่สืบสานหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนาแบบทิเบตในระหว่างการบังคับเนรเทศชาวคัลมึกไปยังไซบีเรียในปี 1943

ในช่วงเวลายุดมืดของพุทธศาสนานี้ “บาบุชกิ มัตซิก” มีบทบาทมากขึ้นในการรักษาคัมภร์และหลักคำสอนในศาสนาพุทธ เพราะผู้หญิงชราเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “พวกตัวเล็กตัวน้อยทางการเมือง” ทำให้ถูกทางการไม่เพ่งเล็งเหมือนพวกนักบวชหรือผู้ชายที่เป็นเสาหลักทางวัฒนธรรม คุณย่าคุณยายเหล่านี้คือผู้ที่มีส่วนสำคัญในการรื้อฟื้นพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของชาวคัลมึกหลังจากสิ้นสุดยุคสตาลินแล้ว

ภาพจำลองชาวคัลมึกประกอบพิธีทางพุทธศาสนาในเต็นท์แบบชาวมองโลก ภาพจากทศวรรษที่ 1830s

ปัจจุบัน ในยุคสหพันธรัฐรัสซีย ชาวคัลมึกมีเสรีภาพในการนับถือพุทธศาสนาอีกครั้ง มีผู้นับถือพุทธศาสนาในสาธารณรัฐคัลมืยเคียถึง 47.6% (ตัวเลขปี 2012) มีการแลกเปลี่ยนและเผยแพร่พุทธศาสนาจากตัวแทนของนิกายวัชรยานสาขาต่างๆ ทำให้พุทธศาสนารุ่งเรืองอย่างไม่เคยมีมาก่อนในดินแดนแห่งนี้

ปัจจุบัน ประมุขพุทธศาสนาในคัลมือเคียคือผู้ถือตำแหน่ง “ชาจิน ลามะ” (Sajin Lama) มีนามว่า เอิร์ดเน ออมบาดือดาว (Erdne Ombadykow) ท่านเป็นชาวคัลมึกที่เกิดในฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐ เติบโตมาฐานะพระภิกษุในอารามทิเบตในประเทศอินเดียตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้โดยดาไลลามะที่ 14 ในปี 1992 โดยรับรองเอิร์ดเน ออมบาดือดาวเป็นผู้กลับชาติมาเกิดของลามะที่มีชื่อเสียงในอดีต

ท่านเอิร์ดเนเป็นชาวคัลมึกคนเดียวที่ผ่านการอบรมในฐานะพระภิกษุอย่างถูกต้อง หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1992 ท่านเอิร์ดเนเดินทางมาพร้อมกับดาไลลามะเพื่อเยือนคัลมือเคียครั้งแรก หลังจากได้รับการแต่งตั้งจากองค์ดาไลลามะ ท่านเอิร์ดเนเป็นผู้นำการฟื้นฟูศาสนาพุทธในหมู่ประชากรท้องถิ่น

Photo – ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน (กลาง) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคัลมีเกีย และหัวหน้าองค์กรหมากรุก FIDE (ขวา) และหัวหน้าฝ่ายจิตวิญญาณของชาวพุทธในคัลมือเคีย (ซ้าย) เยี่ยมชมวัดพุทธ Syakyusn- Syume ในเมืองเอลิสตาทางตอนใต้ของรัสเซีย 17 มิถุนายน 2548 (ภาพโดย SERGEI ZHUKOV / ITAR-TASS / AFP)

‘วิล สมิธ’ จะถึงขั้นหมดอนาคตเลยไหม หลังตบ ‘คริส ร็อก’ กลางเวที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679337

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 12:20 น.'วิล สมิธ' จะถึงขั้นหมดอนาคตเลยไหม หลังตบ 'คริส ร็อก' กลางเวที

วิล สมิธ อาจต้องจ่ายมากกว่าแค่การยึดรางวัลออสการ์

หลังจากที่ วิล สมิธ เกิดฟิวส์ขาดเดินปรี่ขึ้นไปตบหน้า คริส ร็อก ที่กำลังทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานประกาศรางวัลออสการ์ เมื่อร็อคแซว เจดา พินเก็ตต์ สมิธ ภรรยาสุดที่รักของเขาที่ป่วยเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia) จนต้องโกนผม ว่าเหมาะเล่นหนังเรื่อง G.I. Jane ที่ตัวเอกหญิงในเรื่องต้องโกนหัวเพราะเป็นทหาร

แม้ว่าล่าสุด สมิธจะได้ออกมาขอโทษร็อก รวมถึงผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมงาน และทุกคนที่รับชมการถ่ายทอดสดจากทั่วโลกแล้ว โดยกล่าวว่า การล้อเล่นเกี่ยวกับอาการป่วยของเจดานั้นมากเกินที่เขาจะทนไหว ทำให้ควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่

“ความรักจะทำให้คุณสามารถทำเรื่องบ้าๆ ได้” สมิธกลาวทั้งน้ำตาขณะขึ้นไปรับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง King Richard

ขณะที่ผู้ชมกำลังตั้งคำถามว่าอะไรคือบทลงโทษของสมิธ ที่ระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่จนทำร้ายคนอื่นออกทีวีที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

Academy ผู้จัดงานเน้นย้ำว่าไม่ยอมรับความรุนแรงในทุกรูปแบบ และกำลังตรวจสอบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนมองหาบทลงโทษที่เป็นไปได้สำหรับสมิธ ให้สอดคล้องกับข้อบังคับ มาตรฐานความประพฤติ และกฎหมายแคลิฟอร์เนีย ขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ยึดรางวัลออสการ์จากสมิธด้วยแต่ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจน ส่วนร็อกยืนยันที่จะไม่ดำเนินคดีกับสมิธแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สมิธได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายจากผู้ชมทั่วโลกรวมถึงบรรดาเพื่อนร่วมวงการบันเทิง โดยมองว่าการใช้ความรุนแรงของสมิธเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกขึ้นไปตบหน้าพิธีกรบนเวทีที่มีคนดูอยู่ทั่วโลก และยังสามารถขึ้นไปรับรางวัลได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ถึงกระนั้น วิล สมิธ จะถึงขั้นหมดอนาคตในวงการเลยไหม นับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าชาวเน็ตส่วนหนึ่งจะเรียกร้องให้มีบทลงโทษที่สาสมต่อสมิธ หรือบางคนไม่ต้องการให้เขามีที่ยืนอยู่ในวงการนี้แล้ว แต่ด้านที่สนับสนุนเขาก็ยังคงมีอยู่

หนึ่งในนั้นรวมถึง เพียร์ส มอร์แกน พิธีกรชื่อดังชาวอังกฤษที่เขียนคอลัมน์บนเว็บไซต์ The Sun ระบุว่าเข้าใจถึงความรู้สึกของสมิธที่ต้องเจอกับมุกที่น่ารังเกียจและโหดร้ายที่ร็อกล้อเลียนภรรยาของเขาซึ่งกำลังป่วย

“ขณะที่หลายคนกำลังแบนและทำลายชื่อเสียงของสมิธ เรียกร้องให้ยึดรางวัลออสการ์ เรียกร้องให้ตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ผมอยู่ข้างเขา” มอร์แกนกล่าว “เขาทำเพื่อภรรยา ถ้าเป็นยุคก่อนๆ เขาน่าจะได้รับเกียรติที่ปกป้องผู้หญิงของเขา แต่ยุคนี้สังคมอ่อนไหวเกินไป”

นอกจากนี้ยังมี ทิฟฟานี แฮดดิช ซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนสมิธเช่นกัน “เมื่อฉันเห็นชายผิวดำลุกขึ้นปกป้องภรรยาของเขา นั่นมีความหมายกับฉันมาก สำหรับฉันมันคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ฉันเคยเห็น เพราะมันทำให้ฉันเชื่อว่ายังมีผู้ชายที่รักและห่วงใยผู้หญิงของพวกเขา ภรรยาของพวกเขาอยู่”

อีกประการหนึ่งคือสมิธจะได้ปรากฏตัวบนเวที่ประกาศรางวัลของ Academy อีกหรือไม่ โดย The Economic Times ระบุว่าผู้จัดงาน Academy Awards มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก ซึ่งบางส่วนได้รับการแก้ไขในปี 2017 โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ทางผู้จัดงานจะดำเนินการอย่างไรต่อสมิธยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง

แม้ผู้จัดงานยังไม่แถลงถึงบทลงโทษที่เป็นรูปธรรมต่อสมิธ และยังมีผู้สนับสนุนเขาอยู่มาก ที่แน่ๆ คือหลายคนมีภาพจำที่ไม่ดีต่อเขาไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่สมิธเท่านั้นที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ด้านร็อกเองก็โดนไปไม่น้อยเพราะมุกตลกที่ไม่ตลกของเขา โดยส่วนหนึ่งจากความคิดเห็นบนโลกออนไลน์มองว่าการเล่นตลกต้องมีขอบเขต แต่คำพูดของร็อกทำให้คนฟังอย่างเจดาไม่สบายใจ เป็นการล้อเลียน ดูหมิ่น ที่ไม่ควรเกิดขึ้นบนเวทีระดับโลกและที่ไหนๆ ก็ตาม

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

วิลล์ สมิธขอโทษคริส ร็อค ออสการ์สั่งสอบตบสะท้านโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679323

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 10:00 น.วิลล์ สมิธขอโทษคริส ร็อค ออสการ์สั่งสอบตบสะท้านโลก

วิลล์ สมิธ ได้ขอโทษคริส ร็อค ที่ลงมือตบนักแสดงตลกระหว่างพิธีมอบรางวัลออสการ์ ขณะที่หน่วยงานที่ดูแลงานมอบรางวัลกล่าวว่า กำลังดำเนินการพิจารณาเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

สมิธ ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้เดินขึ้นไปบนเวทีระหว่างพิธีฮอลลีวูดอันหรูหรา และตบหน้าคริส ร็อคที่ปล่อยมุกตลกเกี่ยวกับผมของภรรยาของเขา คือเจดา พิงค์เก็ตต์ สมิธ

“คริส ผมอยากจะขอโทษคุณต่อสาธารณชน ผมไม่อยู่กับร่องกับรอยและคิดผิด ผมอับอายและการกระทำของผมไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นผู้ชายที่ผมอยากเป็น” วิลล์ สมิธ เขียนบนอินสตาแกรม

“ความรุนแรงในทุกรูปแบบเป็นพิษและเป็นอันตราย พฤติกรรมของผมในงานประกาศผลรางวัลออสการ์เมื่อคืนนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และไม่อาจให้อภัยได้” สมิธกล่าว

“เรื่องตลกที่ที่เล่นกับผมเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่เรื่องตลกเกี่ยวกับอาการป่วยของเจดานั้นมากเกินไปสำหรับผมที่จะแบกรับ และผมก็มีปฏิกิริยาทางอารมณ์”

เจดา พิงค์เก็ตต์ สมิธมีอาการผมร่วงที่เรียกว่า alopecia ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ผมร่วงและทำเธอต้องตัดทรงผมเกรียนในการปรากฏตัวต่อสาธารณชน

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 94 อยู่ในชั่วโมงสุดท้ายเมื่อนักแสดงและนักแสดงตลกร็อค แหย่ว่าพิงค์เก็ตต์ สมิธพร้อมแสดงใน “G.I. Jane 2” ซึ่งเป็นภาคต่อของภาพยนตร์เกี่ยวกับทหารหญิงที่โกนหัว

หลังจากที่ดูเหมือนจะหัวเราะกับเรื่องตลกในตอนแรก สมิธก็เดินขึ้นไปบนเวทีแล้วตบหน้าร็อค

จากนั้นเขาก็กลับไปที่ที่นั่งและตะโกนว่า “เก็บชื่อภรรยาของผมออกจากปากของคุณซะ”

สมิธขอโทษทั้งน้ำตากับเพื่อนผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์และ Academy แต่ไม่ได้ขอโทษร็อค ไม่กี่นาทีต่อมาเมื่อเขายอมรับออสการ์ครั้งประวัติศาสตร์ของเขา

“ความรักจะทำให้คุณทำเรื่องบ้าๆ ได้” เขากล่าว “ผมอยากจะขอโทษอะคาเดมี ผู้ผลิตรายการ ผู้เข้าร่วมงานทุกคน และทุกคนที่ดูอยู่ทั่วโลก

“ผมอยากจะขอโทษต่อครอบครัววิลเลียมส์และครอบครัว King Richard ของผม ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งที่พฤติกรรมของผมได้เปื้อนการเดินทางที่งดงามของพวกเราทุกคน

ต่อมา “Academy” ซึ่งเป็นสถาบันที่แจกรางวัลออสการ์ประณามพฤติกรรมของเขาและกล่าวว่ากำลังมองหาการลงโทษที่เป็นไปได้

“เราได้เริ่มต้นการตรวจสอบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และจะสำรวจการดำเนินการและผลที่ตามมาเพิ่มเติมตามข้อบังคับ มาตรฐานความประพฤติ และกฎหมายแคลิฟอร์เนีย” แถลงการณ์ระบุ

คนดังจากฮอลีวูดและที่อื่นๆ แสดงปฏิกิริยาด้วยความตกใจและตกตะลึงกับการระเบิดอารมณ์ของสมิธ โดยบางคนปกป้องเขาและคนอื่นๆ ประณามว่าวิลล์ แสดงออกถึง”ความเป็นชายที่เป็นพิษ”

วงการตลกยืนอยู่เคียงข้างร็อคอย่างรวดเร็ว โดยกล่วว่าการระเบิดอารมณ์ของสมิธอาจจุดชนวนพฤติกรรมเลียนแบบ และเป็นอันตรายต่อการแสดงเดี่ยวอื่นๆ

โรซี่ โอดอนเนลล์เจ้าของรางวัลเอ็มมี กล่าวถึง “การแสดงความเศร้าของความเป็นชายที่เป็นพิษจากคนบ้าที่หลงตัวเอง” ในขณะที่เคธี่ กริฟฟินกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้เราทุกคนต้องกังวลว่าใครอยากจะเป็นวิลล์ สมิธคนต่อไปในคลับและโรงภาพยนตร์ตลก “

นักเขียนรางวัล Booker คือเบอร์นาดี เอวาริสโต เสนอว่าสมิธไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งที่ควรจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา แต่ยังทำให้มรดกของเขาเสื่อมเสียอีกด้วย

“มีเพียงชายผิวสีคนที่ห้าในรอบเกือบ 100 ปีเท่านั้นที่คว้าออสการ์สาขานักแสดงนำชาย และคนแรกในรอบ 16 ปี กลับหันไปใช้ความรุนแรงแทนการใช้พลังแห่งคำพูดเพื่อสังหารคริส ร็อค จากนั้นเขาก็อ้างว่าพระเจ้าและความรักทำให้เขาทำสำเร็จ” 

สมิธเปลี่ยนจากงานออสการ์ไปที่งาน Vanity Fair หลังปาร์ตี้ ซึ่งเขาและครอบครัวได้ถ่ายรูปร่วมกัน

ข้างในเขากำลังถ่ายทำเต้นรำและร้องเพลงพร้อมกับเพลง “Summertime” ในปี 1991

คนดังบางคนมาปกป้องสมิธเหมือนกันโดยนักร้อง Nicki Minaj บอกว่า “คุณเพิ่งจะได้เป็นพยานในแบบเรียลไทม์ว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตวิญญาณของผู้ชาย เมื่อเขามองไปยังผู้หญิงที่เขารัก และเห็นเธอกลั้นน้ำตาจาก ‘เรื่องตลกเล็กๆ น้อยๆ’ ที่ล้อเล่นกับความเสียหายของเธอ” 

“นี่คือสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกได้ทันที ขณะที่คุณเห็นมุกตลก เขาเห็นความเจ็บปวดของเธอ”

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนเรียกร้องให้สมิธถูกถอดถอนออสการ์ แต่ผู้ว่าการสถาบัน Academy และผู้ชนะรางวัลออสการ์วูปปี้ โกลด์เบิร์ก กล่าวว่าจะไม่เกิดขึ้น

“เราจะไม่แย่งชิงออสการ์ไปจากเขา” เธอกล่าวในรายการโทรทัศน์ช่วงกลางวัน “The View” “จะมีผลที่ตามมาฉันแน่ใจ แต่ฉันไม่คิดว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังจะทำ”

ผู้มีสิทธิมอบรางสัลของ Academy คนหนึ่งซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยชื่อกล่าวว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่เหตุการณ์ดังกล่าวครอบงำการแจกรางวัลไป

“ฉันอยากจะให้เรื่องราวเกี่ยวกับความหลากหลายของงานประกาศรางวัล ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องรอง” บุคคลดังกล่าวบอกกับเอเอฟพี“ผู้กำกับหญิงชนะ นักแสดงจากชุมชนผู้พิการชนะ เช่นเดียวกับนักแสดงจากชุมชน LGBTQ”

โรมัน อับราโมวิชอาจถูกวางยาพิษหลังร่วมเจรจายูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679316

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 09:32 น.โรมัน อับราโมวิชอาจถูกวางยาพิษหลังร่วมเจรจายูเครน

ทั้งนี้ การวางยาพิษเป็นแท็กติกที่ทางการรัสเซียใช้จัดการกับฝ่ายตรงข้ามหลายครั้งแล้ว

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า โรมัน อับราโมวิช และผู้เจรจาของยูเครนอาจตกเป็นเป้าหมายของการทำร้ายด้วยยาพิษ โดยอาจเกิดจากกลุ่มหัวรุนแรงของรัฐบาลมอสโกที่พยายามก่อวินาศกรรมการเจรจาสันติภาพ

มีรายงานว่า นักธุรกิจมหาเศรษฐีรายนี้ต้องเดินทางไประหว่างเมืองเคียฟ มอสโก และสถานที่เจรจาอื่นๆ ซึ่งเขาเพิ่งถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกที่ต้องการกดดันประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เรื่องการรุกรานยูเครนของเขา 

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ได้ยืนยันรายงานต่อเอเอฟพี โดยระบุว่า “โชคไม่ดีที่สิ่งนี้เกิดขึ้น ตามที่หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงาน”

หลังการประชุมในเมืองหลวงของยูเครน อับราโมวิชและนักเจรจาอาวุโสชาวยูเครนอย่างน้อยสองคนมีอาการต่างๆ ได้แก่ ตาแดง ตาน้ำตาไหล และผิวลอกบนใบหน้าและมือ อ้างจากแหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์อเมริกัน

ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครน มีคาอิโล โปดอลยัก (Mykhailo Podolyak) ไม่ได้ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว แต่แนะนำให้ปฏิบัติตาม “เฉพาะข้อมูลอย่างเป็นทางการเท่านั้น”

“วันนี้สมาชิกของทีมเจรจาทั้งหมดทำงานตามปกติ” เขากล่าว “มีการคาดเดามากมายเกี่ยวกับข้อมูลในสื่อและทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ”

ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีดังกล่าว แต่เป้าหมายที่ถูกำทร้ายเหล่านั้นโทษพวกหัวรุนแรงในมอสโกที่พยายามขัดขวางการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อยุติสงคราม วอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุ

มีรายงานว่าอาการของอับราโมวิชและผู้เจรจาคนอื่นๆ ดีขึ้น และชีวิตของพวกเขาไม่ตกอยู่ในอันตราย

“มันไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่า มันเป็นเพียงการเตือน” คริสโต โกรเซฟ นักวิจัยจากกลุ่มโอเพ่นซอร์ส Bellingcat กล่าวในวารสารหลังจากศึกษาเหตุการณ์ดังกล่าว

โกรเซฟเป็นผู้ทำการสอบสวนว่าสายของรัฐบาลเครมลินวางยาพิษผู้นำฝ่ายค้านของรัสเซีย อเล็กเซ อาวัลนี (Alexei Navalny)  ด้วยสารกระตุ้นประสาทในปี 2020 เห็นภาพผลกระทบของการโจมตีอับราโมวิชที่เห็นได้ชัด แต่ไม่มีตัวอย่างใดที่สามารถรวบรวมได้ทันเวลาเพื่อที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชทำการการตรวจจับพิษ 

Bellingcat กล่าวบน Twitter ว่าชายสามคนที่มีอาการ “กินช็อคโกแลตและน้ำเท่านั้นในไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่อาการจะปรากฏขึ้น”

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี้ แห่งยูเครน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า รัฐบาลของเขาได้รับข้อเสนอการสนับสนุนจากนักธุรกิจชาวรัสเซีย รวมถึงอับราโมวิช ซึ่งเป็นเจ้าของและกำลังหาทางขายสโมสรฟุตบอลเชลซี และมีความเชื่อมโยงกับปูตินมาอย่างยาวนาน

เซเลนสกี้บอกกับนักข่าวว่านักธุรกิจกล่าวว่าพวกเขาต้องการ “ทำอะไรบางอย่าง” และ “ช่วย” เพื่อลดความรุนแรงของการโจมตีทางทหารของรัสเซียในยูเครนซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน

เซเลนสกี้ไม่ได้กล่าวถึงผู้ต้องสงสัยวางยาพิษ และตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลโฆษกประธานาธิบดีไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการโจมตีดังกล่าว

ประเทศตะวันตก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเกี่ยวกับการรุกรานยูเครน ซึ่งรวมถึงการวางผู้มีอำนาจและบุคคลอื่น ๆ ไว้ใกล้กับปูตินในรายการคว่ำบาตร

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ววอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า เซเลนสกี้ขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ระงับการคว่ำบาตรอับราโมวิชโดยอ้างว่ามหาเศรษฐีชาวรัสเซียอาจมีบทบาทในการเจรจาข้อตกลงสันติภาพกับมอสโก

รับได้ไหม? ทำร้ายคนอื่นเพื่อปกป้องคนรักจากการทำร้ายด้วยวาจา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679285

วันที่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 18:00 น.รับได้ไหม? ทำร้ายคนอื่นเพื่อปกป้องคนรักจากการทำร้ายด้วยวาจา

มุกตลกที่คนฟังไม่ขำด้วยไม่ถือว่าเป็นมุกตลก แล้วการทำร้ายคนอื่นเพื่อคนที่เรารัก เรียกว่าความรักได้หรือเปล่า?

“ผมมีหน้าที่รักผู้คน ปกป้องผู้คน และเป็นสายน้ำให้กับคนของผม…ผมดูเหมือนพ่อที่บ้าคลั่ง แต่ความรักจะทำให้คุณทำเรื่องบ้าๆ “ วิล สมิธ กล่าวขอโทษทั้งน้ำตาขณะรับรางวัลออสการ์ โดยเปรียบตัวเขากับริชาร์ด วิลเลียมส์ พ่ออารมณ์ร้อนในภาพยนตร์เรื่อง King Richard

“ผมอยากจะขอโทษอะคาเดมี ขอโทษเพื่อนๆ นักแสดงที่มาร่วมงานในวันนี้ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าการที่ยืนอยู่ในจุดนี้คุณต้องรับคำดูถูกเหยียดหยามให้ได้ คุณต้องยอมให้คนอื่นพูดเรื่องบ้าๆ เกี่ยวกับคุณ ยอมให้คนอื่นดูหมิ่นคุณ คุณต้องยิ้มและแสร้งทำเป็นว่าไม่เป็นอะไร”

หลังจากที่สมิธเกิดฟิวส์ขาดเดินปรี่ขึ้นไปตบหน้า คริส ร็อก ดาวตลกชื่อดังที่กำลังทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานประกาศรางวัลออสการ์ เมื่อร็อคแซว เจดา พินเก็ตต์ สมิธ ภรรยาสุดที่รักของเขาที่ป่วยเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia) จนต้องโกนผม ว่าเหมาะเล่นหนังเรื่อง G.I. Jane ที่ตัวเอกหญิงในเรื่องต้องโกนหัวเพราะเป็นทหาร

Here’s the moment Chris Rock made a “G.I. Jane 2” joke about Jada Pinkett Smith, prompting Will Smith to punch him and yell, “Leave my wife’s name out of your f–king mouth.” #Oscars pic.twitter.com/kHTZXI6kuL— Variety (@Variety) March 28, 2022

เหตุการณ์นี้กลายเป็นเรื่องโด่งดังไปทั่วโลก ท่ามกลางคอมเมนต์ต่างๆ นานาจากคนในวงการบันเทิงและบรรดาชาวเน็ต

“มันไม่สำคัญว่าเรื่องตลกของคริส ร็อก จะไร้รสนิยมหรือน่ารังเกียจขนาดไหน แต่ไม่มีใครมีสิทธิทำร้ายร่างกายคนอื่นทั้งนั้น” แอนดี โอสทรอย (Andy Ostroy) นักแสดงและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันกล่าว

โจนาธาน ที. กิลเลียม (Jonathan T. Gilliam) พิธีกรรายการพอดแคสต์ The Experts และนักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือมากมาย กล่าวผ่านทวิตเตอร์ว่า “ถ้าอยากพิสูจน์กลไกของกฎหมายสำหรับดาราและกลุ่มอีลีทว่ามันต่างจากคนทั่วไปขนาดไหน ดูที่วิล สมิธ ตบคริส ร็อกกลางรายการสดสิ ตำรวจและผู้จัดงานไม่เห็นทำอะไรเลย จริงๆ แล้วสมิธยังได้ขึ้นรับรางวัลหลังจากนั้นด้วยซ้ำ”

“วิล สมิธพูดออกมาได้ว่าอยากเป็นเรือแห่งความรัก ความรักไม่ใช่ความรุนแรงค่ะ ความรักไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีโลกในค่ำคืนนี้ เราไม่ควรจะต้องมาเห็นภาพดาราตบตีใครออกทีวีทั่วโลก แล้วหลังจากนั้นยังได้รับเสียงปรบมือรัวๆ เมื่อพูดถึงความรักอีก” มาเรีย ชริเวอร์ (Maria Shriver) นักข่าวและนักเขียนชาวอเมริกันกล่าว

ด้านนักแสดงและผู้กำกับ ร็อบ ไรเนอร์ (Rob Reiner) กล่าวว่า “วิล สมิธติดค้างคำขอโทษกับคริส ร็อก อย่างใหญ่หลวง ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับสิ่งที่เขาทำ โชคดีแค่ไหนที่คริสไม่แจ้งความทำร้ายร่างกาย ข้อแก้ตัวที่เขาพล่ามในคืนนี้เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ”

ทริชา เททัม (Trisha Tatum) ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายนี้มองว่าพริวิเลจทำให้สามารถทำร้ายร่างกายคนอื่นออกทีวี กลับไปนั่งที่เดิมหน้าตาเฉย และรับรางวัลออสการ์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

Photo by Robyn Beck / AFP

หนำซ้ำชาวเน็ตหลายคนยังสังเกตว่าตอนที่ร็อกแซวเจดา สมิธยังหัวเราะอยู่เลย แต่พอหันไปเห็นว่าภรรยามีสีหน้าไปพอใจ ก็ปรี่เข้าไปตบหน้าร็อกเสียอย่างนั้น

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ ฟอเรสต์ พอลล็อค (Forrest Pollock) กล่าวว่า “สมิธเปลี่ยนจากการหัวเราะ เป็นการตบ ตะโกนด่า แล้วก็ร้องไห้ บอกว่าอยากเป็นเรือแห่งความรัก ผมว่าเขาเสียสติไปแล้ว”

“ถ้าวิล สมิธ กล้าทำขนาดนี้ต่อหน้ากล้อง ลองคิดดูสิว่าถ้าไม่มีกล้องเขาจะทำอะไรบ้าง” คูย่า (kuya) คอมเมนต์บนยูทูบของ Guardian News

เรียกว่าโดนทัวร์ลงชุดใหญ่ทีเดียวสำหรับ วิล สมิธ แต่ทางด้านของ คริส ร็อก ก็โดนจวกยับไม่แพ้กัน เพราะหลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “มุกตลกที่ทำให้คนฟังรู้สึกไม่ดี ไม่ถือว่าเป็นมุกตลก”

ดาเนียลลา ซิลวา (Daniella Silva) ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายนี้กล่าวถึงสมิธว่า “ต้องเคารพคำขอโทษนี้นะ แม้ฉันจะไม่เคยคิดว่าความรุนแรงคือคำตอบ แต่บางทีความรักก็ทำให้เราทำเรื่องบ้าๆ ได้ ทั้งถูกและผิด แล้วแก้ไขมัน นี่แหละชีวิต”

“ขอโทษทุกคนยกเว้นคนที่ไปตบเขาเนี่ยนะ ไม่น่าเคารพอะ” ชาวเน็ตรายหนึ่งแย้ง

“ก็จริง แต่เจดาต้องโกนผมเพราะป่วย มันเป็นมุกตลกต่ำๆ ฉันชื่นชมคริสนะ แต่เรื่องตลกก็ต้องมีขอบเขต” ซิลวาตอบกลับ

(Photo by ANGELA WEISS / AFP)

“คิดว่าเจ๋งหรอที่คริส ร็อก คิดว่ามันตลกที่จะล้อเล่นกับอาการป่วยของภรรยาของวิล สมิธ” เวนกัต ประภู (Venkat Prabhu) นักแสดงและผู้กำกับชาวอินเดียร่วมแสดงความเห็นในประเด็นนี้ด้วย

อีกส่วนหนึ่งของความคิดเห็นจากชาวเน็ตที่ไม่ตลกกับมุกของร็อก maiaheridani กล่าวว่า “ชายผิวดำที่ทำสารคดีตอกย้ำความสำคัญของผมของผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกัน กลับมาล้อเลียนหญิงผิวดำที่มีปัญหาผมร่วงเนี่ยนะ ไม่สมเหตุสมผลเลย” ซึ่งหมายถึงภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Good Hair ที่ร็อกร่วมแสดงและเขียนบทด้วย

“วิล สมิธ ทำร้ายร่างกายคริส ร็อก นี่คืออาชญากรรม จบ” Mary Fabulous กล่าว ขณะที่ผู้ใช้ชื่อว่า EnglishSpringerSpaniel21 แย้งว่าคริส ร็อก ดูถูกเจดาที่ผมร่วงเพราะอาการป่วย เห็นได้ชัดว่าเธอไม่สบายใจกับคำพูดของร็อก วิลไม่ต้องการให้ใครก็ตามดูหมิ่นภรรยาของเขา เขาแค่ลุกขึ้นเพื่อปกป้องเกียรติของเธอ

โซเฟีย บุช (Sophia Bush) นักแสดง ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันกล่าวว่า “ความรุนแรงมันไม่โอเคเลย การทำร้ายร่างกายก็ไม่ใช่คำตอบ แต่นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่คริสล้อเจดาบนเวทีออสการ์ การกดคนอื่นเป็นสิ่งที่ผิด การทำเช่นนั้นโดยเจตนาถือว่าโหดร้าย ไปพักทั้งคู่นั่นแหละ”

เชื่อหรือไม่ สหรัฐอยู่ห่างจากรัสเซียด้วยการเดินแค่ 20 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679272

วันที่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 15:13 น. เชื่อหรือไม่ สหรัฐอยู่ห่างจากรัสเซียด้วยการเดินแค่ 20 นาที

ดูเผินๆ แล้วทั้ง 2 ประเทศอยู่ไกลกันมาก และหากนับเส้นแบ่งเวลา รัสเซียกับสหรัฐอยู่ห่างกันถึง 22 เส้นแบ่งเวลา

เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งที่ชื่อ @laubandrew ตั้งข้อสังเกตว่าที่จริงแล้วสหรัฐกับรัสเซียอยู่ใกล้กันแค่ปลายจมูก ถึงขนาดที่ว่าเราสามารถเดินข้ามจากฝั่งสหรัฐไปยังรัสเซียได้ในเวลาเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น

ฟังดูแล้วอาจเหลือเชื่อ ถ้าเราคิดว่าสหรัฐอยู่ไกลจากรัสเซียโดยตั้งหลักที่มอสโกกับวอชิงตันดีซี หรือแม้แต่ระหว่างลอสแองเจลิสกับวลาดิวอสต็อก สองฝั่งของประเทศทั้งสองที่ถูกกั้นด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก

แต่จริงๆ แล้วสหรัฐอยู่กับรัสเซียที่สุดตรงทะเลเบริงตรงแถบแอนตาร์กติกา ที่กั้นระหว่างรัฐอะแลสกาของสหรัฐกับภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือนี่คือเส้นแบ่งระหว่างอเมริกาเหนือกับเอเชียนั่นเอง

แต่ถ้าดูเผินๆ อีกก็ยังไม่น่าเป็นไปได้ที่เราจะเดินจากอะแลสกาไปยังรัสเซียตะวันออกไกล เพราะทะเลเบริงมีความกงว้างใหญ่ไพศาล จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบเบริงยังมีความก้วางถึง 82 กม.

ยกเว้นว่าเราจะมองลึกลงไปอีกที่เส้นแบ่งพรมแดนของสหรัฐกับรัสเซียที่ทะเลเบริง ตรงนั้นมีเกาะอยู่ 2 เกาะที่เป็นหมู่เกาะเดียวกัน แต่สหรัฐกับรัสเซียแบ่งกันไปคนละเกาะ นั่นคือเกาะไดโอมีดใหญ่ (Big Diomede Island) ซึ่งเป็นของรัสเซีย กับเกาะไดโอมีดเล็ก (Little Diomede Island) ซึ่งเป็นของสหรัฐ

เกาะไดโอมีดใหญ่ที่เป็นของรัสเซียห่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่รัสเซีย 40 กม. ส่วนเกาะไดโอมีเล็ก ห่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่อะแลสกาของสหรัฐ 25 กม. ทั้งคู่อยู่ตรงกลางช่องแคบเบริงพอดิบพอดี

ที่ตั้งของเกาะทั้งสอง (ในภาพระบุแค่เกาะไดโอมีดเล็ก) ภาพจาก wikipedia

แต่ทั้งสองเกาะนี้อยู่ห่างจากกันแค่ 3.5 กม. เท่านั้น หมายความว่าเวลาถึงฤดูหนาวที่ทะเลเบริงกลายเป็นผืนน้ำแข็ง เราจะสามารถเดินข้ามจากสหรัฐไปยังรัสเซียได้ในเวลาแค่ 20 นาทีเท่านั้น

ถามว่าเคยมีคนทำแบบนั้นหรือไม่? ตอบว่าเคยมีมาแล้ว แต่คนๆ นั้นไม่ได้เดินไป เพราะใช้วิธีว่ายน้ำข้ามไปในช่วงฤดูร้อนที่ทะเลเบริงปลอดจากน้ำแข็ง

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในเวลาที่ความสัมพันธ์ทั้ง 2 ชาติไม่ปกติเหมือนตอนนี้ มันเกิดขึ้นช่วงสงครามเย็น ตอนที่รัสเซีย (หรือสหภาพโซเวียต) เป็นศัตรูกับสหรัฐ แต่ว่าเป็นช่วงปลายสงครามเย็นแล้ว การเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายเริ่มคลี่คลายลงไป

ในช่วงสงครามเย็น ส่วนของพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตที่แยกไดโอมีดใหญ่และไดโอมีดเล็กกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “ม่านน้ำแข็ง” เลียนแบบชื่อ “ม่านเหล็ก” ที่หมายถึงสหภาพโซเวียตที่คนนอกยากจะเข้าไปได้

ภาพเกาะใหญ่และเล็กเคียงคู่กัน ถ่ายโดย Dave Cohoe/wikipedia

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1987 ลินน์ ค็อกซ์ (Lynne Cox) นักว่ายน้ำทางไกลหญิงชาวอเมริกัน ได้ว่ายน้ำจากเกาะไดโอมีดเล็กไปยังไดโอมีดมใหญ่ (ประมาณ 3.5 กม. หรือ 2.2 ไมล์) แม้ว่าจะปลอดน้ำแข็ง แต่มันก็หนาวจัด ทว่าเธอทำมันได้สำเร็จ กลายเป็นอเมริกันคนแรกที่เดินทางไปยังรัสเซียด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุดในยุคสมัยที่เข้าไปในรัสเซียยากที่สุด

แทนที่จะถูกลงโทษ อีก 4 เดือนต่อมาชื่อของเธอถูกกล่าวถึงด้วยการแสดงความยินดีร่วมกันจากมิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต และโรนัลด์ เรแกน ผู้นำสหรัฐ ในการลงนามสนธิสัญญาขีปนาวุธ INF ที่ทำเนียบขาว

กอร์บาชอฟยกแก้วขึ้นเป็นเกียรติ และประธานาธิบดีเรแกนยกแก้วของเขาขึ้นมาเช่นกัน กอร์บาชอฟกล่าวว่า “ฤดูร้อนปีที่แล้วชาวอเมริกันผู้กล้าหาญคนหนึ่งชื่อลินน์ ค็อกซ์ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงในการว่ายน้ำจากประเทศของพวกเราไปยังอีกประเทศหนึ่ง เราเห็นในโทรทัศน์ว่าการพบกันเป็นไปอย่างจริงใจและเป็นมิตรระหว่างคนของเรากับชาวอเมริกันเมื่อเธอก้าวขึ้นฝั่งโซเวียต เธอพิสูจน์ด้วยความกล้าหาญของเธอว่าผู้คนของพวกเราอาศัยอยู่ใกล้กันแค่ไหน”

ลินน์ ค็อกซ์ เล่าเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ “Swimming to Antarctica,Tales of a Long-Distance Swimmer” เมื่อปี 2004