ทหารที่กลับจากแนวหน้ายูเครนเผยด้านมืดของกองกำลังต่างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679467

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 18:30 น.ทหารที่กลับจากแนวหน้ายูเครนเผยด้านมืดของกองกำลังต่างชาติ

ทหารรายหนึ่งบอกว่าอยู่ยูเครน 3 วันต้องทนกล้ำกลืนมากกว่าอยู่อัฟกานิสถานหลายเดือนเสียอีก

3 วันหลังจากรัสเซียบุก ยูเครนก็ตั้งกองทหารต่างชาติยูเครนเพื่อรองรับอาสาสมัครชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาช่วยสู้รบกับทหารรัสเซีย โดยมีฐานฝึกซ้อมอยู่ในเมืองยาโวริฟ ห่างจากชายแดนโปแลนด์และเขตแดนของนาโตเพียง 10 กิโลเมตร

ทว่าช่วงเช้ามืดของวันที่ 12 มี.ค. กองทัพรัสเซียระดมยิงขีปนาวุธถล่มฐานดังกล่าว ส่งผลให้มีชาวยูเครนเสียชีวิต 35 ราย ทหารต่างชาติเสียชีวิตราว 180 คนตามที่แหล่งข่าวในเครมลินอ้าง

เช้านั้น อดัม ช่างไม้ชาวโปแลนด์ที่เพิ่งเข้าไปอยู่ที่ฐานฝึกได้ไม่กี่วันต้องตื่นขึ้นมาพบกับการนองเลือดและได้เห็นเพื่อนทหารคนหนึ่งถูกขีปนาวุธจนมือขาดทั้งสองข้างต่อหน้าต่อตา

อดัมซึ่งเพิ่งข้ามกลับไปยังโปแลนด์หลังรับตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยได้ 2 สัปดาห์เล่าถึงทหารนายนั้นให้ VICE World News ฟังว่า “หน้าเขาไหม้ เขาไม่มีมือทั้งสองข้าง เขาเดินเหมือนกับซอมบี้ เขาร้องให้คุณช่วย แต่คุณจะทำอะไรได้ คุณทำอะไรให้เขาไม่ได้เลย คุณรู้อยู่แก่ใจว่าเขาตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ได้เพราะอะดรีนาลีนเท่านั้น”

อดัมบอกกับ VICE World News ต่อว่า “ช่วงสามวันแรก [ในยูเครน] ผมเจอกับเรื่องต่างๆ มากมายมากกว่าการไปรบในอัฟกานิสถานอีก” โดยอดัมเคยไปรบที่อัฟกานิสถาน 6 เดือนเมื่อปี 2012 “ถ้าตอนนี้ใครสักคนบอกว่าผมต้องไปปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถาน ผมจะถามว่า ‘ทำไมคุณถึงอยากให้ผมไปพักร้อนล่ะ’”

หลังจากถูกรัสเซียโจมตีฐานฝึก ทางการยูเครนเปิดโอกาสให้อาสาสมัครต่างชาติเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้านได้ และอดัมก็เป็นหนึ่งในนั้น

อาสาสมัครต่างชาติอีกคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากการถูกรัสเซียถล่มฐานคือ ฮิว เล หนุ่มเชื้อสายอเมริกัน-เวียดนามที่ขายเฝ๋ออยู่ที่เมืองเมเดยิน ประเทศโคลอมเบีย

ฮิว เล ซึ่งเคยไปรบอยู่ในอัฟกานิสถาน 9 เดือนในปี 2012 เดินทางไปถึงยูเครนเมื่อวันที่ 9 มี.ค. และกลับออกมาเมื่อวันที่ 22 มี.ค. โดยเขาเป็นหนึ่งในทหารในหน่วยของอดัมที่มีอยู่ราว 20 คน

ฮิว เล บอกกับ VICE World News ว่า ประสบการณ์การรบในอัฟกานิสถานดูจิ๊บๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับสงครามในยูเครนที่รัสเซียระดมยิงจรวดเข้าใส่เมืองต่างๆ

“ถึงจะเคยผ่านการรบมาก่อน แต่คุณก็ต้องเข้าใจด้วยว่าไม่มีสงครามที่สู้รบแบบนี้มานานแล้ว” ฮิว เล เผยกับ VICE World News “กองทัพสหรัฐและกองทัพนาโตอื่นๆ ถูกสปอยล์ เมื่อต้องทำสงคราม พวกเขามีการสนับสนุนทางอากาศ มีการเคลื่อนย้ายคนเจ็บออกจากสนามรบ โลจิสติกส์ มีข่าวกรอง แต่ในยูเครนเราไม่มีของพวกนั้นเลย”

ทั้งอดัมและฮิว เลต่างก็เล่าถึงความวิตกในการสู้รบในเมือง ซึ่งฮิว เลเปรียบว่าเหมือนกับการรบในป่าและบอกว่า “ถ้าคุณเข้าใจเกี่ยวกับการรบในงุกแง่มุม คุณจะรู้ว่าสงครามในเมืองคือนรก ถูกศัตรูล้อมเต็มไปหมด อาวุธเต็มไปหมด คุณอาจกำลังเดินๆ อยู่แล้วบังเอิญเจอกับอาวุธของศัตรู”

ฮิว เล บอกอีกว่า กองทหารที่ขาดโครงสร้างและผู้นำทำให้เกิดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และพูดถึงระเบียบวินัยว่า พวกทหารอเมริกันและอังกฤษที่อ้างว่าเคยอยู่ในกองกำลังพิเศษจะต่อต้าน ข่มขู่ และทำร้ายร่างกายเพื่อนอาสาสมัครต่างชาติด้วยกัน

ฮิว เล ยังเล่าถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัยจากคนในกันเองอีกด้วย เพราะ “พวกไซโคและอาชญากรมาที่ยูเครนไม่ใช่เพื่อมาช่วย แต่มาเพื่อให้มีตั๋วพิเศษในการฆ่าคนและทำอะไรโง่ๆ มีหลายคนที่ไม่อยากไปปฏิบัติภารกิจกับคนพวกนี้ เพราะพวกเขาไม่น่าไว้ใจ โอกาสที่จะถูกพวกอาชญากรเหล่านี้บางคนที่เป็นพวกเดียวกับเรายิงเข้ากลางหลังมีมากกว่าความสะดวกสบาย”

ทั้งนี้ VICE World News ไม่สามารถยืนยันสิ่งที่ฮิว เลบอกเล่าได้ แต่อดัมยืนยันว่ามีชาย 5 คนถูกปลดออกจากกองทหารต่างชาติ และย้ำว่าคนกลุ่มนี้เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ท่ามกลางทหารต่างชาติที่มีความกลมเกลียวกัน อีกทั้งรัฐบาลยูเครนพยายามยุติพฤติกรรมแย่ๆ เหล่านี้

ฮิว เลยังเล่าถึงเรื่องที่เขาจะไม่มีวันลืมว่า ระหว่างลาดตระเวนในป่าทางตะวันตกของกรุงเคียฟเมื่อวันที่ 18 มี.ค. หน่วยของอดัมเจอเข้ากับร่างของทหารจอร์เจียที่อยู่ในค่ายเดียวกันที่เสียชีวิตจากจรวดของรัสเซีย แต่ไม่อยากทิ้งร่างเขาไว้ จึงช่วยกันแบกศพที่แข็งตัวแล้วเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตรเพื่อออกไปสู่ถนนที่ใกล้ที่สุดก่อนจะนำร่างใส่รถ

“ด้วยความที่ศพแข็งตัวแล้ว พวกเราต้องตัดแขนตัดขาเขาเพื่อให้เอาใส่รถได้ รถพวกนี้ในยุโรปคันเล็กมาก มันน่าสยดสยองมาก ผมจะไม่มีวันลืมเลย” ฮิว เลเผย เหตุการณ์นี้ทำให้เขาตัดสินใจกลับโคลอมเบียไปขายเฝ๋อต่อ

ส่วนอดัมยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะกลับไปยูเครนอีกครั้ง โดยขณะนี้เขากำลังระดมเงินเพื่อซื้อกล้องส่งทางไกล กล้องสำหรับกลางคืนและกล้องตรวจจับความร้อน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เขาบอกว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับสงคราามในเมืองในกรุงเคียฟ

Photo by FADEL SENNA / AFP

รัสเซียเชิดชูจีน ผู้นำ ‘ระเบียบโลกที่ยุติธรรม’ กำลังจะเกิดขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679453

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 16:29 น.รัสเซียเชิดชูจีน ผู้นำ 'ระเบียบโลกที่ยุติธรรม' กำลังจะเกิดขึ้น

คำว่า ‘ระเบียบโลก’ กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สหรัฐก็พยายามอ้างว่าตนเป็นผู้นำกระแสนี้ ฝ่ายตรงข้ามก็ใช้คำเดียวกันเพื่อท้าทายอำนาจผูกขาดของสหรัฐและชาติตะวันตก ล่าสุด รัสเซียพยายามยอจีนว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ระเบียบโลกใหม่’

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเซอร์เก ลาฟรอฟ กล่าวเมื่อวันพุธว่ารัฐบาลมอสโกและรัฐบาลปักกิ่งกำลังเป็นผู้นำไปสู่ระเบียบโลกที่ยุติธรรมยิ่งขึ้นในขณะที่เขาไปเยือนพันธมิตรหลักเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มการบุกยูเครนเมื่อเดือนที่แล้ว

ลาฟรอฟเดินทางไปถึงเมืองหวงซานทางตะวันออกของจีนเมื่อเช้าวันพุธ

ในวิดีโอที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียก่อนการประชุมกับ หวางอี้รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ลาฟรอฟกล่าวว่าโลกกำลัง “ดำรงอยู่ผ่านขั้นตอนที่จริงจังมากในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”

ในตอนท้ายของการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระดับโลกนี้ “เราร่วมกับคุณและผู้เห็นอกเห็นใจของเราจะเคลื่อนไปสู่ระเบียบโลกแบบหลายขั้วที่ยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตย” ลาฟรอฟกล่าว

ทั้งนี้ ลาฟรอฟจะเข้าร่วมการประชุมหลายครั้งที่จีนเป็นเจ้าภาพเพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีการช่วยเหลืออัฟกานิสถาน

นักการทูตจากสหรัฐอเมริกาและตัวแทนของกลุ่มตอลิบานจาฟอัฟกานิสถานก็คาดว่าจะเข้าร่วมด้วย

แต่การโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนมีแนวโน้มที่จะกระทบต่อการหารือนี้ โดยรัฐบาลปักกิ่งปฏิเสธที่จะประณามการบุกรุกดังกล่าว ต่างจากชาติตะวันตกหลายประเทศ และได้จัดให้มีการปกปิดทางการทูตในระดับหนึ่งสำหรับรัสเซียที่โดดเดี่ยวมากขึ้น

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนส่งสัญญาณ “ความเต็มใจ” ที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจแก่รัสเซีย ในขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้เปรียบเทียบการรุกรานยูเครนของรัสเซียกับการปราบปรามการประท้วงของจีนในจัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989

จีนและรัสเซียใกล้ชิดกันมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้ว ไม่กี่วันก่อนการรุกรานยูเครน

ปูตินและสีจิ้นผิง ประกาศว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนั้น “ไม่มีขีดจำกัด” ระหว่างที่ทั้งสองร่วมลงนามข้อตกลงด้านพลังงานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ก่อนหน้านี้

Source – AFP 

Photo –  AFP / RUSSIAN FOREIGN MINISTRY / Handout /

ช้างดาว : ห่านคู่ 69 ปีที่เป็นมากกว่าแฟชั่น แต่เป็น ‘สไตล์’ ที่อยู่เหนือกาลเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679395

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 07:55 น.ช้างดาว : ห่านคู่ 69 ปีที่เป็นมากกว่าแฟชั่น แต่เป็น ‘สไตล์’ ที่อยู่เหนือกาลเวลา

ทำความรู้จัก 9 ความเหมือนของเพื่อนร่วมรุ่น “ช้างดาว : ห่านคู่” พร้อมภารกิจพิเศษ เมื่อช้างดาวกลายเป็นเสื้อ และห่านคู่กลายเป็นรองเท้า?

มากกว่าแฟชั่น แต่เป็น ‘สไตล์’ ที่อยู่เหนือกาลเวลา

หากนึกถึงเสื้อยืดสีขาวของคนไทย เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงเสื้อยืดตราห่านคู่เป็นอันดับแรก และหากนึกถึงรองเท้าแตะที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน คงหนีไม่พ้นรองเท้าแตะตราช้างดาว เชื่อหรือไม่ว่าทั้ง 2 แบรนด์เป็นสินค้ายอดนิยมที่อยู่คู่คนไทยมานานถึง 69 ปี มีจุดกำเนิดทางธุรกิจในปีเดียวกัน และผลิตสินค้าให้คนไทย ใช้งานมากกว่า 100 ล้านชิ้น และครั้งนี้ทั้ง 2 แบรนด์ได้ร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่เซอร์ไพรส์แฟนคลับกับการออกมาประกาศผลิตสินค้าร่วมกันเป็นครั้งแรกในปี 2565

ทำความรู้จัก 9 ความเหมือนของเพื่อนร่วมรุ่น ช้างดาว : ห่านคู่

1. เริ่มต้นธุรกิจก้าวแรกพร้อมกันในปี 2496

2. มีถิ่นกำเนิดของสินค้าที่มาจากเกาะด้วยกันทั้งคู่ ช้างดาวมาจากเกาะสิงคโปร์ และห่านคู่มาจากเกาะฮ่องกง

3. ทั้ง 2 แบรนด์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มีอายุ 69 ปีเท่ากัน

4. ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดในยุค 5 ย. และคงกระแสนิยมสูงสุดถึงปัจจุบัน

5. ใช้วัตถุดิบหลักจากธรรมชาติในกระบวนการผลิต ช้างดาวผลิตจากยางพาราธรรมชาติแท้ 100%

และห่านคู่ผลิตจากผ้าฝ้ายแท้ 100%

6. มีจำนวนสินค้าในตลาดรวม 8 รุ่นเหมือนกัน

7. มีแฟนคลับหลากหลายช่วงวัยตั้งแต่เด็ก 4 ขวบ ถึงวัยเก๋า 80 ปี

8. ครองความเป็นเบอร์ 1 ของตลาดเหมือนกัน

9. มีเป้าหมายที่จะอยู่คู่แฟนคลับชาวไทยไปถึง 100 ปี

ภายใต้ภารกิจพิเศษ ‘ช้างดาว : ห่านคู่’ บรรดาสาวกจะได้พบกับปรากฏการณ์อะไรบ้าง

คุณากร ธนสารสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานไทยแลนด์นิตติ้ง จำกัด กล่าวว่า ทั้ง 2 แบรนด์ได้ร่วมกันทำสินค้ารุ่นพิเศษโดยนำสัญลักษณ์ของทั้ง 2 ฝั่งมาจัดวางในสินค้าของตัวเอง ได้แก่ รองเท้าแตะช้างดาวรุ่นห่านคู่ และเสื้อยืดห่านคู่รุ่นช้างดาว นอกจากนี้เพื่อสร้างความพิเศษยิ่งขึ้นยังมี กระเป๋าย่าม ที่ผ้าด้านนอกทำจากผ้าที่ใช้ผลิตรองเท้าผ้าใบนันยางและผ้าด้านในจากห่านคู่ มีช่องสำหรับเก็บรองเท้าแตะและเสื้อโดยเฉพาะ ผลิตจำนวน 10,000 ชุด โดยมีรหัสประจำเสื้อทุกตัว ตั้งแต่ 00001 – 10000 เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับผู้ร่วมประสบการณ์พิเศษในครั้งนี้

เมื่อช้างดาวกลายเป็นเสื้อ และห่านคู่กลายเป็นรองเท้า แล้วเราจะใส่กันยังไง?

บนความเหมือนกันหลายๆ ประการ ช้างดาวและห่านคู่จึงร่วมกันผลิตสินค้ารุ่นพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และความประทับใจให้กับลูกค้าผูกพันกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงอัตลักษณ์สินค้าคุณภาพ ความคลาสสิก ความสบาย ง่ายง่าย ทนทาน ลุยไปทุกที่ ใช้ได้ทุกเพศทุกวัยทุกฐานะ ให้บรรดาสาวกได้เก็บสะสม ซึ่งนับเป็นคอลเลกชันพิเศษที่ผลิตเพียงครั้งเดียวในภารกิจนี้เท่านั้น ดร.จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ได้กล่าวถึงแนวคิดการออกแบบว่า การออกแบบสินค้ารุ่นพิเศษนี้ เริ่มต้นจากความบังเอิญที่ทั้ง 2 แบรนด์มีความเหมือนกันในหลายสิ่งอย่างน่าประหลาดใจ ตั้งแต่ผู้ก่อตั้งเป็นชาวจีนเหมือนกัน เข้ามาทำงานในเมืองไทย ผลิตสินค้าเครื่องแต่งตัวเหมือนกัน และประสบความสำเร็จในช่วงเวลาเดียวกัน ผ่านประสบการณ์ อุปสรรคมามากมาย จนวันนี้สามารถสร้างเรื่องราวความประทับใจในเส้นทางของตนและยังคงเป็นสินค้ายอดนิยมคู่คนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นทีมนักออกแบบจึงตีโจทย์ออกมาโดยมุ่งเน้นผลิตสินค้าที่ยังให้ความรู้สึกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของทั้ง 2 แบรนด์ แต่สร้างตราสินค้าใหม่ในแบบพิเศษ ที่เน้นลายเส้นเฉพาะตัวของ “ช้างดาวและห่านคู่” ให้อยู่ร่วมกันอย่างลงตัว สร้างแนวคิดการแต่งตัวในแบบเหนือกาลเวลา เหมือนย้อนกลับไปในสมัยยุค 5 ย. ตั้งแต่ผมยาว สะพายย่าม ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สวมรองเท้ายาง

มาทำความรู้จัก 3 สินค้ารุ่นพิเศษ ‘ช้างดาว : ห่านคู่’ กัน

1. เสื้อห่านคู่ รุ่นช้างดาว: เสื้อยืดคอกลมห่านคู่คลาสสิก สีขาว มาพร้อมกับลายพิมพิเศษ “ช้างดาว : ห่านคู่” พร้อมระบุหมายเลขประจำเสื้อ ตั้งแต่ 00001 – 10000 ผลิตจาก ผ้า Cotton คุณภาพดี 100% ปราศจากสารระคายเคือง ใส่สบาย เนื้อผ้าบางเบา ซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี ฝีเข็มละเอียด ใส่นานทนทาน มี 5 ขนาดให้เลือก M (อก 38 นิ้ว) , L (อก 40 นิ้ว) , XL (อก 42 นิ้ว) , 2XL (อก 44 นิ้ว) , 3XL (อก 46 นิ้ว)

2. รองเท้าแตะช้างดาว รุ่นห่านคู่: รองเท้าแตะหูคีบช้างดาวคลาสิก รุ่น 200 พื้นสีเขียวห่านคู่ และหูสีน้ำเงินดั้งเดิมพร้อมกับลายพิเศษ “ห่านคู่” ผลิตจากยางธรรมชาติ 100% มีความยืดหยุ่น ทนทาน สวมใส่สบายเท้า มี 5 ขนาดให้เลือก 9 (23 cm) , 9.5 (24 cm) , 10 (26 cm) , 10.5 (27 cm) , 11 (28 cm)

3. กระเป๋าย่ามช้างดาว:ห่านคู่ กระเป๋าย่ามที่ถูกออกแบบร่วมกันของช้างดาวและห่านคู่ โดยใช้ผ้าจากรองเท้านันยางและผ้าด้านในจากห่านคู่ มีช่องพิเศษสำหรับใส่เสื้อยืดและรองเท้าแตะโดยเฉพาะ เพิ่มความพิเศษให้กับภารกิจนี้อย่างลงตัว

สินค้ารุ่นพิเศษนี้ ผลิตและจำหน่ายเป็นชุด โดย 1 ชุดประกอบด้วย เสื้อยืด รองเท้าแตะ และกระเป๋าย่าม จำหน่ายราคาชุดละ 990 บาท (ไม่มีค่าจัดส่ง) สามารถสั่งซื้อได้ทาง www.Thailandpostmart.com เริ่มจำหน่ายวันที่ 29 มีนาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 19.53 น.เป็นต้นไป บริการจัดส่งแบบ EMS และบรรจุภัณฑ์พิเศษโดยไปรษณีย์ไทย (รุ่นพิเศษเพียง10,000 ชุด)

นันยางช้างดาวและห่านคู่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปรากฎการณ์การรวมตัวกันของ 2 ตำนานสินค้าในครั้งนี้ จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนคลับคนไทยทั้งประเทศ โดยนันยางและห่านคู่ จะยังเดินหน้าต่อในการสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกยุคทุกสมัย และมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าให้ดี มีคุณภาพมาตราฐาน เพื่อที่จะได้อยู่คู่กัน เป็นตำนานสินค้าขวัญใจของคนไทยตลอดกาล

จีนไล่ปราบโบรกเกอร์ ใช้ฮวงจุ้ยทำนายตลาดหุ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679460

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 17:20 น.จีนไล่ปราบโบรกเกอร์ ใช้ฮวงจุ้ยทำนายตลาดหุ้น

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนดำเนินการกับบรรดาโบรกเกอร์ที่ชี้แนะการลงทุนโดยใช้หลักฮวงจุ้ย

Reuters อ้างรายงาน China Securities Journal สื่อท้องถิ่นจีนเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ระบุว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนดำเนินการปราบปรามเหล่าโบรกเกอร์ที่เผยแพร่รายงานหรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดหุ้นโดยใช้หลักฮวงจุ้ย

หน่วยงานกำกับดูแลของจีนกล่าวว่า ทนไม่ไหวแล้วกับพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายในตลาดหุ้น และได้ดำเนินการลงโทษโบรกเกอร์บางราย ที่วิเคราะห์ คาดการณ์ หรือเสนอแนะการลงทุนโดยใช้หลักฮวงจุ้ย เช่น กิ่งฟ้า (Heavenly Stems) และก้านดิน (Earthly Branches), หยิน-หยาง หรือธาตุทั้ง 5

แม้ว่ารายงานจะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม หรือระบุชื่อโบรกเกอร์ที่ถูกลงโทษจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีน แต่ในปีที่แล้วมีโบรกเกอร์จีนบางราย รวมถึง Guosheng Securities และ Essence Securities ได้รับจดหมายเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแล หลังจากที่พวกเขาเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนโดยใช้หลักฮวงจุ้ย

การปราบปรามครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นจีนกำลังประสบกับความผันผวนที่สูงขึ้น โดยหุ้นกลุ่ม blue-chip ดัชนี CSI 300 ดิ่งลงประมาณ 14% จนถึงปีนี้

นอกจากนี้ยังมี CLSA นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในฮ่องกงที่เผยแพร่ดัชนีฮวงจุ้ยก่อนถึงวันตรุษจีน โดยใช้จักรราศีจีนในการทำนายทิศทางของหุ้น ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน

Photo by REUTERS/Jason Lee/File Photo

เพราะจีนจะลงทุน ตอลิบานจึงต้องคุ้มครองพุทธสถานโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679441

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 16:14 น.เพราะจีนจะลงทุน ตอลิบานจึงต้องคุ้มครองพุทธสถานโบราณ

การลงทุนของจีนในอัฟกานิสถานทำให้ตอลิบานต้องกลับลำปกป้องพุทธสถาน

ก่อนหน้านี้เป็นที่กังวลว่า “เมส อัยนัก” (Mes Aynak) พุทธสถานโบราณ อายุเก่าแก่กว่า 2,600 ปี ในเมืองโลการ์ของอัฟกานิสถาน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงคาบูลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 40 กิโลเมตร จะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับ “พระพุทธรูปแห่งบามียาน” หรือไม่ ภายใต้การปกครองของกลุ่มตอลิบาน

ทว่า ขณะนี้หลายประเทศรวมทั้งรัสเซีย อิหร่าน ตุรกี และอัฟกานิสถาน ต่างกำลังมองหาผู้ลงทุนที่จะมาเติมเต็มช่องว่างหลังมหาอำนาจอย่างสหรัฐถอนตัวออกจากประเทศ The Diplomat กำลังจับจ้องไปที่การลงทุนของจีนในเมส เอย์แนก พุทธสถานโบราณของอัฟกานิสถานซึ่งเชื่อว่าเป็น “เหมืองทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

การจัดหาแร่ธาตุหายากเป็นกุญแจสำคัญของจีนในการรักษาสถานะมหาอำนาจด้านการผลิตของโลก ในขณะที่จีนให้คำมั่นว่าจีนจะช่วยกลุ่มตอลิบานในการฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถานขึ้นใหม่ เรียกร้องให้นานาประเทศหยุดแช่แข็งสินทรัพย์ของอัฟกัน และยังคงเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐบาลตอลิบาน

นับว่าเป็นโอกาสทองของกลุ่มตอลิบานที่จะกอบกู้ประเทศที่ขาดแคลนเงินสดท่ามกลางการคว่ำบาตรจากนานาชาติ หลังยึดครองอัฟกานิสถาน

ความมั่งคั่งที่อาจเกิดขึ้นจากเหมืองทองแดงแห่งใหญ่นี้ทำให้กลุ่มตอลิบานกลับลำหันมาปกป้องพุทธสถาน หลังจากที่เคยใช้กฎหมายอิสลามสุดโต่งทั่วอัฟกานิสถาน พยายามลบเลือนอารยธรรมอื่นที่ขัดต่อศาสนาอิสลามให้หมดสิ้น รวมถึงการทำลาย “พระพุทธรูปแห่งบามียาน” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจชาวพุทธทั่วโลก เมื่อครั้งยึดครองอัฟกานิสถานเมื่อกว่า 20 ปีก่อน

แต่ตอนนี้พวกเขาตั้งใจที่จะอนุรักษ์ “เมส เอย์แนก” แหล่งทองแดงขนาดใหญ่ เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการลงทุนของจีนมูลค่านับพันล้าน

ฮากุมุลละห์ มูบาริซ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของตอลิบานในพื้นที่กล่าวว่า “การปกป้องสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเราและชาวจีน”

อัฟกานิสถานเป็นขุมทรัพย์แร่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นกุญแจสู่อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง แต่ไม่มีใครสามารถพัฒนาสิ่งเหล่านี้ได้ท่ามกลางสงครามและความรุนแรงที่ต่อเนื่อง

แต่ความตั้งใจของจีนในเมส เอย์แนก อาจทำให้จีนเป็นมหาอำนาจรายใหญ่ประเทศแรกที่ดำเนินโครงการขนาดใหญ่ในอัฟกานิสถานหลังถูกยึดครองโดยกลุ่มตอลิบาน

ย้อนกลับไปในปี 2008 ภายใต้การปกครองของรัฐบาลฮามิด คาร์ไซ อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน ได้ลงนามในสัญญา 30 ปีกับกิจการร่วมค้าของจีนชื่อ MCC (Metallurgical Corp of China Ltd.) เพื่อสกัดทองแดงคุณภาพสูงจากเหมืองเมส เอย์แนก โดยคาดว่าเหมืองดังกล่าวมีแร่มากถึง 12 ล้านตัน แต่ต้องหยุดชะงักไปในปี 2014

เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดกรุงคาบูล และโค่นล้มรัฐบาลอัฟกานิสถาน ชาห์บุดดิน ดิลาวาร์ รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่และปิโตรเลียม เรียกร้องให้ว่าจ้างบริษัทของจีนอีกครั้ง

Photo by DidierTais/Wikipedia

หมอดูตาบอดเผยปูตินและรัสเซียจะเป็นเจ้าโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679420

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 13:08 น.หมอดูตาบอดเผยปูตินและรัสเซียจะเป็นเจ้าโลก

แม่หมอคนนี้เคยทำนายไว้อย่างแม่นยำว่าสหรัฐจะถูกนกเหล็ก 2 ตัวโจมตีซึ่งก็คือเหตุวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ หรือ 9/11

สื่ออังกฤษหลายเจ้ารายงานว่า บาบา แวงกา (Baba Vanga) หมอดูตาบอดชื่อดังเจ้าของฉายา “นอสตราดามุสแห่งบอลข่าน” เคยทำนายทายทักไว้ก่อนเสียชีวิตว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน และรัสเซียจะเป็นเจ้าโลก

แม่เฒ่าแวงกาที่เสียชีวิตขณะอายุ 84 ปีเมื่อปี 1996 หรือเมื่อ 25 ปีก่อนเผยระหว่างการพูดพบปะพูดคุยกับ วาเลนติน ซิโดรอฟ (Valentin Sidorov) นักเขียนชื่อดังเมื่อปี 1979 ว่า “ทั้งหมดจะละลาย เหมือนกับน้ำแข็ง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่มีใครแตะต้องได้ ความรุ่งเรืองของวลาดิมีร์ ความรุ่งเรืองของรัสเซีย คนจำนวนมากจะตกเป็นเหยื่อ ไม่มีใครหยุดรัสเซียได้ ทั้งหมดจะถูกกำจัดให้พ้นทางโดยเธอ และไม่เพียงแต่จะยังคงอยู่เท่านั้น แต่จะกลายเป็นเจ้าโลก”

หมอดูตาบอดรายนี้เคยทำนายไว้ในอดีตว่าจะเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ และก็เป็นจริงตามนั้นหลายครั้ง อาทิ เหตุการณ์ 11 ก.ย. 2001 การเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอานา หายนะนิวเคลียร์เชอร์โนบิล และ Covid-19

แม่เฒ่าแวงกาเริ่มมีชื่อเสียงหลังจากคำทำนายว่าเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์คูรสก์ของรัสเซียจะจมในปี 2000 โดยบอกว่า เดือน ส.ค. 1999 “คูรสก์จะถูกปกคลุมไปด้วยน้ำและทั้งโลกจะร้องไห้เสียใจกับมัน”

ปรากฏว่าเรือดำน้ำลำดังกล่าวจมในอีก 12 เดือนต่อมาหลังจากวันที่ที่แวงกาทำนายไว้โดยลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด

ปี 1989 แม่เฒ่าแวงกาบอกว่า “น่ากลัว น่ากลัว พี่น้องชาวอเมริกันจะล้มลงหลังถูกนกเหล็กโจมตี หมาป่าจะหอนอยู่ในพุ่มไม้ และเลือดผู้บริสุทธิ์จะหลั่งไหล”

ซึ่งในเวลาต่อมาก็เกิดเหตุการณ์เครื่องบิน 2 ลำพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 จนมีผู้เสียชีวิตมากมาย

ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาการทำนายของเธอบอกว่าความแม่นยำของแม่หมอแวงกาอยู่ที่ 68% ส่วนลูกศิษย์ลูกหาของเธอบอกว่าเธอทายถูกถึง 85%

นอกจากนี้ แวงกายังเคยทำนายว่ารัสเซียจะบุกยูเครน สงครามโลกครั้งที่ 3 และความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์

ส่วนที่เธอทำนายพลาดคือเธอเคยบอกไว้ว่า ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐต้องเผชิญวิกฤตที่จะทำให้ประเทศตกต่ำ ทว่าแม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่หลายอย่างขณะนั่งเก้าอี้ผู้นำ แต่จนถึงตอนนี้สหรัฐก็ยังยืนยงอยู่ได้

ทั้งนี้ บาบา แวงกา มีชื่อจริงว่า แวงเจเลีย กัชเตโรวา วันหนึ่งในวัยเด็กเธอติดอยู่ในพายุทอร์นาโดประหลาดและหลังจากนั้นเธอตาบอด หลังจากเหตุการณ์นั้นเชื่อกันว่าเธอมีความสามารถในการมองเห็นอนาคต นับจากนั้นมาเธอทำนายทายทักเหตุการณ์ต่างๆ มาแล้วหลายร้อยครั้งตลอดช่วง 50 ปีของการเป็นแม่หมอ

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพคืบหน้า ฉุดรูเบิลพุ่งอีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679412

วันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลา 11:30 น.รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพคืบหน้า ฉุดรูเบิลพุ่งอีกครั้ง

สกุลเงินรูเบิลของรัสเซียพุ่งเข้าใกล้ระดับก่อนเกิดสงคราม ขานรับเจรจาสันติภาพคืบหน้า

หลังจากที่สกุลเงินรูเบิลร่วงลงอย่างหนักเป็นเวลาหลายสัปดาห์ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าเงินรูเบิลกำลังกลับมาอีกครั้ง โดยแข็งค่าที่ 84 รูเบิลต่อดอลลาร์ ขานรับการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวันอังคาร (29 มี.ค.) ที่ผ่านมา เทียบกับระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 139 รูเบิลต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 7 มี.ค.

โดยล่าสุด ช่วงเช้าวันนี้ (30 มี.ค.) ค่าเงินรูเบิลขยับลงมาอยู่ที่ 90 รูเบิลต่อดอลลาร์

นาตาลี ริเวตต์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Informa Global Markets กล่าวว่าการดีดตัวของรูเบิลส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของธนาคารกลางรัสเซีย และการหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนน่าจะช่วยสนับสนุนค่าเงินรูเบิล แต่การแข็งค่าในระยะยาวกลับสู่ระดับเดิมนั้นอาจเป็นความท้าทาย เนื่องจากรัสเซียกำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่จากสหรัฐและพันธมิตร

ตามข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่าค่าเงินรูเบิลซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 76 รูเบิลต่อดอลลาร์ก่อนที่รัสเซียจะเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งทำให้รูเบิลร่วงลงอย่างรุนแรงหลังจากนั้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ

ทั้งนี้ ในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี วานนี้ ส่งสัญญาณในเชิงบวกโดยรัสเซียประกาศว่าจะลดปฏิบัติการทางทหารในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน และเมืองเชอร์นิฮิฟด้วย ท่ามกลางความหวังจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ยังคงไม่วางใจคำพูดของรัสเซีย

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration//File Photo

วงการตลกทำถูกมั้ยที่เข้าข้าง คริส ร็อค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679388

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 20:30 น.วงการตลกทำถูกมั้ยที่เข้าข้าง คริส ร็อค

ทำไมหลายคนในวงการตลกถึงพากันเข้าข้าง คริส ร็อค

หลังเกิดฉากตบหน้ากลางเวทีประกาศรางวัลออสการ์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐ บรรดานักแสดงตลกเพื่อนร่วมวงการของ คริส ร็อค พากันกังวลว่าการกระทำของ วิลล์ สมิธ จะเป็นการเชื้อเชิญให้คนอื่นใช้ความรุนแรงกับนักแสดงตลกที่เล่นมุกไม่เข้าหูแบบที่สมิธทำบ้าง และยังมองว่าการกระทำของนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังนี้เป็นการทำลายศิลปะของพวกเขา

เคธี กริฟฟิน นักแสดงและนักแสดงตลก เป็นคนดังคนแรกๆ ที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างรุนแรงว่า “ขอบอกอะไรไว้อย่างนะ มันเป็นการกระทำที่แย่มากนะที่เดินขึ้นไปบนเวทีแล้วทำร้ายร่างกายนักแสดงตลก ตอนนี้เราทุกคนต่างต้องกังวลว่าใครจะเป็น วิลล์ สมิธ คนต่อไปในคลับตลกและโรงภาพยนตร์”

Let me tell you something, it’s a very bad practice to walk up on stage and physically assault a Comedian.Now we all have to worry about who wants to be the next Will Smith in comedy clubs and theaters.— Kathy Griffin (@kathygriffin) March 28, 2022

จัดด์ อาพาโทว์ นักแสดงตลกและผู้กำกับน่าจะมีปฏิกิริยาที่รุนแรงที่สุดโดยทวีตว่า “เขา (สมิธ) อาจฆ่าเขา (ร็อค) ได้เลยนะ มันคือความโกรธและความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้…เขาเสียสติไปแล้ว”

ภายหลังทวีตนี้และทวีตอื่นที่เกี่ยวข้องถูกลบไป โดยอาพาโทว์ปรับโทนการพูดถึงเรื่องนี้ใหม่ในรายการ Dean Obeidallah Show ว่า “คุณคือคนที่ผู้คนจะเลียนแบบ เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ดังนั้นมันจึงอันตราย คุณไม่สามารถมี ซิดนีย์ พอยเทียร์ ด้วยการทำแบบนี้”

อาพาโทว์พูดอีกว่า เขาหวังว่า “เราจะได้ยินการแสดงออกที่ชัดเจนมากว่าทำไมถึงเป็นความผิดพลาดที่เลวร้าย น่าอับอาย และอันตรายจากสมิธ ผมหวังว่ามันจะเกิดขึ้น ผมจะแปลกใจมากถ้ามันไม่เกิดขึ้น เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้น อะไรจะเกิดขึ้นกับ ริกกี เจอร์เวส ในโกลเดน โกลบส์ ครั้งหน้า”

จอย เบฮาร์ พิธีกรรายการ The View ที่เคยอยู่ในวงการตลกมาก่อนบอกว่า การใช้ความรุนแรงขณะออกอากาศของสมิธเป็นอันตรายกว่าการแซวของร็อค “ฉันกำลังคิดว่า ‘นักแสดงตลกกำลังตกอยู่ในอันตรายทุกที่’ พวกเขา (ผู้ชม) อยากให้เราเสียดสีเหน็บแนม พวกเขาอยากให้เราออกไปตรงนั้นและพูดสิ่งที่คนอื่นทำได้แค่คิด พวกเขาอยากให้เราเสี่ยงแล้วพวกเขาก็ไม่พอใจ”

วูปี โกลด์เบิร์ก ซึ่งเป็นทั้งนักแสดงตลกที่เคยทำหน้าที่พิธีกรออสการ์ถึง 4 ครั้งเชื่อว่า สมิธคงสั่งสมความโกรธจากมุกตลกที่ล้อเลียนชีวิตแต่งงานและชีวิตครอบครัวของเขามานาน โกลด์เบิร์กบอกว่าสมิธ “มีปฏิกิริยารุนแรงเกินไป” และชมการควบคุมอารมณ์ของร็อคและการตัดสินใจไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงกว่ากลับไป

ฮาวเวิร์ด สเติร์น พูดในรายการ SiriusXM ว่า “คุณไม่ตบตีคนอื่นเพราะคำพูด ยิ่งไม่ใช่ในงานอะคาเดมีอวอร์ดส์ และ วิลล์ สมิธ ต้องควบคุมตัวเอง”

นักแสดงตลก ฮัล สปาร์กส์ แสดงความกังวลเช่นเดียวกับนักแสดงตลกคนอื่นๆ ว่า “คนใกล้ชิด วิลล์ สมิธ ช่วยบอกเขาทีว่าไม่มีทางเลยที่สิ่งที่เขาทำคืนนี้จะมาส่งผลให้นักแสดงตลกถูกทุบตีหรือถูกฆ่า เขาไฟเขียวให้การใช้ความรุนแรง”

นอกจากนักแสดงตลกหลายคนจะยืนอยู่ข้างร็อคแล้ว เหตุการณ์ถูกตบหน้ากลางเวทียังส่งผลให้ความต้องการและราคาตั๋วเข้าชมการเดี่ยวไมโครโฟนแสดงตลกของเขาซึ่งจะเปิดฉากในวันที่ 2 เม.ย.นี้พุ่งสูงขึ้น

Variety รายงานว่า ตั๋วของร็อคราคาทะยานขึ้นจากต่ำสุดที่ใบละ 46 เหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ไปอยู่ที่ 341 เหรียญสหรัฐในแพลตฟอร์ม TickPick นับตั้งแต่มีดรามาบนเวทีออสการ์

ส่วน TickPick เผยว่า ตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ซึ่งเป็นคืนเกิดเรื่องจนถึงวันจันทร์ ทางบริษัทจำหน่วยตั๋วของร็อคได้มากกว่าที่เคยขายได้ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาเสียอีก

ต้องบอกก่อนว่าชาวอเมริกันนิยมชมการเดี่ยวไมโครโฟนที่เล่นมุกเผากันแบบเจ็บแสบเพื่อความบันเทิงโดยไม่โกรธเคืองกัน คอมเม้นต์จากฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่จึงเทไปทางเห็นใจร็อคมากกว่าสมิธ เนื่องจากไม่ได้มองว่าการแซวของนักแสดงตลกเป็นการบุลลี่ แต่รับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงของนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง King Richard

บทความเรื่อง Why is Comedy Important (ทำไมเรื่องตลกถึงสำคัญ) บอกว่า เรื่องตลกเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง และถูกเรียกว่าเป็นงานละคร และที่สำคัญที่สุดคือ ประกอบด้วยตอนจบที่มีความสุข มันเป็นเรื่องขบขัน บันเทิง และก็เป็นการเสียดสีในตัวของมันเองด้วย

หรือแม้แต่ตัวร็อคเองที่เคยพูดไว้ว่า ความกลัวว่าจะถูกเลิกสนับสนุนจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม (cancel culture) ทำให้นักแสดงตลกผลิตคอนเท้นต์ที่น่าเบื่อและไม่ตลก

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีอีกฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามว่า นักแสดงตลกสามารถเสียดสีคนอื่นได้แค่ไหน

เมื่อเทียบกับการปล่อยมุกตลกแซว เจดา สมิธ ภรรยาของ วิลล์ สมิธ ที่คนถูกแซวไม่ขำด้วยแล้ว มุกนี้ของร็อคถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับการปล่อยมุกที่เจ็บแสบบนเวทีประกาศรางวัลต่างๆ ของนักแสดงตลกคนอื่นๆ ที่ผ่านมา รวมทั้งนักแสดงตลกฝีปากจัดจ้านอย่าง ริกกี เจอร์เวส ที่จิกกัด ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ, จูดี เดนช์ และเฟลิซิตี ฮัฟฟ์แมน

ในงานประกาศรางวัลโกลเดนโกลบปี 2020 เจอร์เวสเปิดเวทีด้วยการแซวนักแสดงหลายคนรวมทั้งฮัฟฟ์แมนจากซีรีส์ Desperated Housewives ที่ต้องถูกจำคุก 11 วันในข้อหาฉ้อโกงและทุจริต จากเหตุฉาวจ่ายเงินใต้โต๊ะรับนักศึกษาเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพื่อหวังให้ลูกสาวได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ

ครั้งนั้นเจอร์เวสบอกว่า “ผมนั่งลีมูซีนมาที่นี่และป้ายทะเบียนรถทำโดย เฟลิซิตี ฮัฟฟ์แมน”

แต่ก็มีอีกฝั่งหนึ่งมองว่าเราไม่ควรนำอาการป่วยของคนอื่นมาล้อเลียน

โซเฟีย บุช นักแสดงจากซีรีส์ One Tree Hill บอกว่า “การใช้ความรุนแรงไม่โอเค และการทำร้ายร่างกายไม่ใช่คำตอบ” และยังติติงการกระทำของร็อคว่า “นี่คือครั้งที่ 2 ที่คริสล้อเลียนเจดาบนเวทีออสการ์ และคืนนี้เขาล้อเรื่องอาการป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมของเธอ”

“การวิจารณ์โรคภูมิแพ้ตัวเองของคนอื่นเป็นเรื่องผิด และถ้าทำอย่างนั้นโดยเจตนาเป็นเรื่องโหดร้าย ทั้งสองคนควรไปพัก” บุชเผย

จากที่อ่านคอมเม้นต์ของนักแสดงตลก ทุกคนเป็นห่วงเรื่องเดียวกันคือ การใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ใช้งานศิลปะสร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่นอย่างนักแสดงตลก หากคนฟังไม่ขำด้วยกับมุกเสียดสี

“ถ้าคุณแก้ตัวให้วิลล์ สมิธ คุณอาจแก้ต่างให้รัสเซียได้เหมือนกัน”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679384

วันที่ 29 มี.ค. 2565 เวลา 19:00 น."ถ้าคุณแก้ตัวให้วิลล์ สมิธ คุณอาจแก้ต่างให้รัสเซียได้เหมือนกัน"

สังคมต่อต้านการทำร้ายจิตใจ แต่สนับสนุนให้เอาคืนด้วยความรุนแรง? การทำร้ายจิตใจเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ การทำร้ายร่างกายก็ไม่ใช่คำตอบ

เรื่องของ วิลล์ สมิธ และ คริส ร็อก ที่เกิดขึ้นในงานประกาศรางวัลออสการ์ 2022 ยังคงเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ และอยู่บนหน้าหนึ่งของบรรดาสื่อต่างประเทศ หลังจากที่สมิธเกิดฟิวส์ขาด เดินปรี่ขึ้นไปตบหน้าร็อกที่กำลังทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน เมื่อร็อคแซว เจดา พินเก็ตต์ สมิธ ภรรยาสุดที่รักของเขาที่ป่วยเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia) จนต้องโกนผม ว่าพร้อมแสดงหนังเรื่อง G.I. Jane ที่ตัวเอกหญิงในเรื่องต้องโกนหัวเพราะเป็นทหาร

ท่ามกลางการโต้เถียงอย่างดุเดือดบนโลกออนไลน์ ด้านหนึ่งก็มองว่าสมิธเหมือนคนคลั่งที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้จนบุกทำร้ายร็อกถึงบนเวที ก่อนที่จะร้องไห้พรรณาถึงความรักที่มีต่อภรรยา ในทางกลับกันสมิธดูเหมือนจะเป็นสามีที่ดีที่ปกป้องเกียรติของภรรยา เมื่อมีคนมาล้อเลียนทำร้ายจิตใจของเธอ

เพียร์ส มอร์แกน พิธีกรชื่อดังชาวอังกฤษที่เขียนคอลัมน์บนเว็บไซต์ The Sun ระบุว่าเข้าใจถึงความรู้สึกของสมิธที่ต้องเจอกับมุกที่น่ารังเกียจและโหดร้ายที่ร็อกล้อเลียนภรรยาของเขาซึ่งกำลังป่วย

“ขณะที่หลายคนกำลังแบนและทำลายชื่อเสียงของสมิธ เรียกร้องให้ยึดรางวัลออสการ์ เรียกร้องให้ตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ผมอยู่ข้างเขา” มอร์แกนกล่าว “เขาทำเพื่อภรรยา ถ้าเป็นยุคก่อนๆ เขาน่าจะได้รับเกียรติที่ปกป้องผู้หญิงของเขา แต่ยุคนี้สังคมอ่อนไหวเกินไป”

เช่นเดียวกับ ทิฟฟานี แฮดดิช ซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนสมิธเช่นกัน “เมื่อฉันเห็นชายผิวดำลุกขึ้นปกป้องภรรยาของเขา นั่นมีความหมายกับฉันมาก สำหรับฉันมันคือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ฉันเคยเห็น เพราะมันทำให้ฉันเชื่อว่ายังมีผู้ชายที่รักและห่วงใยผู้หญิงของพวกเขา ภรรยาของพวกเขาอยู่”

แต่ถึงอย่างนั้น มันมีน้ำหนักพอที่จะทำร้ายคนอื่นเลยหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการทำร้ายออกทีวีที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก แม้จะมองว่าการเล่นมุกของร็อกนั้นล้ำเส้น และไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะสนับสนุนการใช้ความรุนแรงของสมิธ

ศาสตราจารย์แทมมี วิกิล จากมหาวิทยาลัยบอสตันกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาของคริส ร็อก ปัญหาคือจริงๆ แล้ววิลล์ สมิธ คิดว่าเขาต้องใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องคนรักของเขา ฉันคิดว่าสิ่งที่เขาทำเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะความเป็นชายเป็นพิษ” (Toxic masculinity)

“มันไม่สำคัญว่าเรื่องตลกของคริส ร็อก จะไร้รสนิยมหรือน่ารังเกียจขนาดไหน แต่ไม่มีใครมีสิทธิทำร้ายร่างกายคนอื่นทั้งนั้น” แอนดี โอสทรอย นักแสดงและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันกล่าว

ด้านนักแสดงและผู้กำกับ ร็อบ ไรเนอร์ มองว่า “วิลล์ สมิธติดค้างคำขอโทษกับคริส ร็อก อย่างใหญ่หลวง ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับสิ่งที่เขาทำ โชคดีแค่ไหนที่คริสไม่แจ้งความทำร้ายร่างกาย ข้อแก้ตัวที่เขาพล่ามในคืนนี้เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ”

ขณะที่บางคนนำเหตุการณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน โดยเปรียบร็อกเป็นยูเครน และสมิธเป็นรัสเซีย “วิลล์ สมิธ ไม่ชอบสิ่งที่คริส ร็อกพูดจึงทำร้ายเขา ท่ามกลางการจับตามองจากทั่วโลก สมิธล้มร็อคไม่ได้ ร้องไห้ และบอกว่าเขาเจ็บ แม้ว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่ใช้ความรุนแรง” ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งกล่าว

Chris Rock is the Ukraine and Will Smith is Russia.Will Smith didn’t like what Chris Rock said, so he assaulted him while the whole world watched. Smith couldn’t knock Chris Rock downSmith cried and said he was the aggrieved person, though he was the only one that was violent pic.twitter.com/rm5gsJFUfD

— dfrntdrmmr (@dfrntdrmmr) March 28, 2022

“นักแสดงที่มีชื่อเสียงบุกเข้าไปในพื้นที่ของนักแสดงที่อายุน้อยกว่า ทำร้ายเขา โดยมีผู้คนนับล้านกำลังจับจ้อง และอ้างว่าทำไปเพื่อ “ปกป้อง” ครอบครัวของเขา ขณะที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำรุนแรงที่ไร้สติ” ชาวเน็ตอีกรายกล่าวโดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครน

Metaphor for Russia and Ukraine: a famous actor invades the space of a younger actor, punches him, with millions of people watching, and then claims to have done it to ‘defend’ his family, when it was visibly a senseless act of violence. #WillSmith #Russia #ChrisRock #Ukraine pic.twitter.com/GRfiTwPEuL— Katya Galitzine (@KatyaGalitzine) March 29, 2022

“ถ้าคุณแก้ตัวให้วิลล์ สมิธ คุณอาจแก้ต่างให้รัสเซียได้เหมือนกัน”

if you making excuses for will smith, you may as well make excuses for Russia while you’re at it— Bot 46238A-8 (@floatingbiota) March 29, 2022

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นอีกด้านหนึ่งแย้งว่าทั้งสองเหตุการณ์นี้คนละบริบทกันอย่างสิ้นเชิง การตบหน้าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับการทำลายบ้านเมืองและสังหารผู้บริสุทธิ์หลายพันคนได้

ทั้งนี้ สมิธได้ออกมาขอโทษร็อก รวมถึงผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมงาน และทุกคนที่รับชมการถ่ายทอดสดจากทั่วโลกแล้ว โดยกล่าวว่า “พฤติกรรมของผมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับและให้อภัยได้ ผมอยากจะขอโทษคุณอย่างเปิดเผย คริส ผมผิด ผมละอายใจ การกระทำของผมไม่ได้บ่งบอกถึงผู้ชายที่ผมอยากเป็น”

“ผมอยากจะขอโทษอะคาเดมี ขอโทษเพื่อนๆ นักแสดงที่มาร่วมงานในวันนี้ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าการที่ยืนอยู่ในจุดนี้คุณต้องรับคำดูถูกเหยียดหยามให้ได้ คุณต้องยอมให้คนอื่นพูดเรื่องบ้าๆ เกี่ยวกับคุณ ยอมให้คนอื่นดูหมิ่นคุณ คุณต้องยิ้มและแสร้งทำเป็นว่าไม่เป็นอะไร”

ถึงกระนั้น ไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกายเท่านั้นที่ไม่ควรทำ แต่การทำร้ายด้วยวาจาก็ทำให้คนฟังเจ็บปวดได้เช่นกัน หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “มุกตลกที่ทำให้คนฟังรู้สึกไม่ดี ไม่ถือว่าเป็นมุกตลก” เหตุการณ์นี้ทำให้ร็อกได้รับเสียงวิจารณ์ไปไม่น้อยเหมือนกัน

“คิดว่าเจ๋งหรอที่คริส ร็อก คิดว่ามันตลกที่จะล้อเล่นกับอาการป่วยของภรรยาของวิลล์ สมิธ” เวนกัต ประภู นักแสดงและผู้กำกับชาวอินเดียร่วมแสดงความเห็นในประเด็นนี้ด้วย

โซเฟีย บุช นักแสดง ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันกล่าวว่า “ความรุนแรงมันไม่โอเคเลย การทำร้ายร่างกายก็ไม่ใช่คำตอบ แต่นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่คริสล้อเจดาบนเวทีออสการ์ การกดคนอื่นเป็นสิ่งที่ผิด การทำเช่นนั้นโดยเจตนาถือว่าโหดร้าย ไปพักทั้งคู่นั่นแหละ”

Photo by Angela WEISS and Robyn Beck / AFP

เมืองปทุมฯจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/679298

วันที่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 20:30 น.เมืองปทุมฯจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล

ปทุมธานี-จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่วัดประยูรธรรมาราม ตำบลคูตค อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ประจำปีพุทธศักราช 2565 โดยมี พระราชสุทธิธรรมาจารย์ (สำอางค์) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ นายดรณ์ สมิตะเกษตริน ปลัดจังหวัดปทุมธานี นายพิษณุ ประภาธนานันท์ นายอำเภอเมืองปทุมธานี ว่าที่ร.ต.ธีระพล โชคนำชัย นายอำเภอลำลูกกา นายเศรษฐรัชต์ เลือดสกุล อุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชน เข้าร่วมพิธี

นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประธานฝ่ายฆราวาส เปิดกรวยถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จากนั้นประธานสงฆ์นำสวดพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ให้ศีล ต่อจากนั้นเจริญจิตภาวนาเป็นพระราชกุศลฯ และกรวดน้ำ เป็นอันเสร็จพิธีสำหรับพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ และถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของประเทศไทย ที่ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทย

ฃนอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ให้พุทธศาสนิกชนที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ และยังทำให้สังคมเกิดความสงบร่มเย็น สันติสุข ด้วยการนำหลักธรรมจากบทสวดเจริญพระพุทธมนต์มาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และเป็นการสอนใจประชาชนให้มีสติ ให้ตั้งมั่นในคุณงามความดี พิจารณาถึงความไม่เที่ยงของทุกสิ่ง ไม่ประมาทกับการใช้ชีวิตจะสามารถดำรงชีวิตอยู่บนความถูกต้องตามทำนองครองธรรม ซึ่งพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี กำหนดจัดทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน