แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

24 ก.พ. 2569 13:40 น.

แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

แผ่นดินไหวขนาด 5.6 เขย่าพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันช่วงเที่ยง (24 ก.พ.) ที่ผ่านมา ศูนย์กลางใกล้อี๋หลาน ความลึกราว 66.8 กม. หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวัน รายงานว่า เมื่อเวลา 12.37 น. ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ในเขตเมืองอี๋หลาน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภออี๋หลาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 16.9 กิโลเมตร ที่ความลึก 66.8 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา Taiwan News

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนถล่ม

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนถล่ม

24 ก.พ. 2569 13:16 น.

กองทัพเมียนมายกระดับโจมตีทางอากาศรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนถล่ม

กองทัพเมียนมาประกาศยกระดับการโจมตีทางอากาศหลายพื้นที่ในรัฐคะฉิ่น หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนพุ่งชนที่สนามบินมิตจีนา ขณะฝ่ายกบฏปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพเมียนมาประกาศยกระดับการโจมตีทางอากาศ หลังอ้างว่าเครื่องบินโดยสารสายการบินแห่งชาติถูกโดรนพุ่งชนที่สนามบินมิตจีนา ขณะฝ่ายกบฏปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง

แหล่งข่าวในรัฐคะฉิ่นเปิดเผยว่า กองทัพรัฐบาลทหารเมียนมา เพิ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่ในรัฐคะฉิ่น ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ครอบคลุมหลายพื้นที่ รวมถึงเมืองไลซา ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการของกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ที่อยู่ใกล้ชายแดนจีน  

โดยเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้านวาชอง และลามยาง ในเมืองเวียงมอว์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปะทะบ่อยครั้งระหว่างทหารรัฐบาลกับเคไอเอ นอกจากนี้ยังมีรายงานทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้านมินจาง ในเมืองโมเมาก์ โดยยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

แหล่งข่าวระบุว่า ความถี่การโจมตีทางอากาศเพิ่มขึ้นหลังเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ของสายการบิน Myanmar National Airlines  ถูกโดรนพลีชีพโจมตีขณะจอดอยู่ที่สนามบินมิตจีนา โดยรัฐบาลทหารกล่าวหา KIA ว่าอยู่เบื้องหลัง และประกาศจะตอบโต้อย่างมีประสิทธิภาพและรุนแรง 

อย่างไรก็ตาม พ.อ. นอว์ บู โฆษก KIA ปฏิเสธว่าไม่ได้มีนโยบายโจมตีเป้าหมายพลเรือน ด้านประชาชนในพื้นที่แสดงความวิตกกังวลว่า หากเมืองมิตจีนาถูกโจมตีหนักขึ้น จะไม่มีที่หลบภัย

ที่มา Irrawaddy

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน

24 ก.พ. 2569 12:03 น.

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ยกเลิกกว่า 5,000 เที่ยวบิน ไฟฟ้าดับนับแสนครัวเรือน

พายุหิมะครั้งประวัติศาสตร์ถล่มชายฝั่งทางตะวันออกของสหรัฐฯ หิมะหนาสูงทุบสถิติในหลายรัฐ ยกเลิกเที่ยวบินกว่า 5,600 เที่ยว บ้านเรือนกว่า 6 แสนหลังไฟดับ หลายพื้นที่ประกาศห้ามเดินทางไม่จำเป็น

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดพายุหิมะรุนแรงพัดถล่มชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความโกลาหลในหลายรัฐ โดยเฉพาะในโรด ไอส์แลนด์ และแมสซาชูเสตส์ ซึ่งมีรายงานหิมะตกสะสมเกือบ 33 นิ้ว โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า ในนครนิวยอร์ก มีหิมะตกมากกว่า 19 นิ้ว ส่งผลให้ไม่สามารถเดินทางสัญจรได้ ขณะเดียวกันบ้านเรือนและภาคธุรกิจกว่า 600,000 แห่งบนชายฝั่งตะวันออกเผชิญไฟฟ้าดับ โดยรัฐที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่นิวเจอร์ซีย์ และแมสซาชูเซตส์

เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณหิมะครั้งนี้ทำลายสถิติอย่างสิ้นเชิง และสร้างความตกตะลึงแม้แต่กับผู้เชี่ยวชาญเอง โดยหลายรัฐรวมถึงโรด ไอส์แลนด์และคอนเนคติกัต ประกาศห้ามการเดินทางที่ไม่จำเป็น ขณะที่ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ประกาศลดความเร็วบนทางหลวงสายหลัก และเตือนประชาชนให้อยู่แต่ในบ้าน เนื่องจากเกิดสภาพทัศนวิสัยเป็นศูนย์ไม่สามารถมองเห็นเส้นทางได้

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน FlightAware ระบุว่า มีเที่ยวบินภายในประเทศ ทั้งขาเข้า และออกจากสหรัฐฯ ถูกยกเลิกมากกว่า 5,675 เที่ยว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ในหลายเมืองต้องลากรถของประชาชนออกจากเส้นทางกวาดหิมะนับร้อยคัน โดยเฉพาะในเมืองพรอวิเดนซ์ ที่มีรถถูกลากมากกว่า 300 คัน โดยเจ้าหน้าที่ยังคงเตือนว่าหิมะจะตกต่อเนื่อง และบางพื้นที่อาจมีหิมะสะสมรวมสูงในเช้าวันอังคาร.

ที่มา BBC

ลูกชายผู้กำกับดัง “ร็อบ ไรเนอร์” ให้การปฏิเสธคดีแทงพ่อแม่เสียชีวิต

ลูกชายผู้กำกับดัง "ร็อบ ไรเนอร์" ให้การปฏิเสธคดีแทงพ่อแม่เสียชีวิต

24 ก.พ. 2569 11:55 น.

ลูกชายผู้กำกับดัง “ร็อบ ไรเนอร์” ให้การปฏิเสธคดีแทงพ่อแม่เสียชีวิต

“นิก ไรเนอร์” ลูกชายของผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง “ร็อบ ไรเนอร์” ขึ้นศาลลอสแอนเจลิสเพื่อต่อสู้คดี หลังถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาจากการเสียชีวิตของพ่อและแม่ภายในบ้านพักย่านเบรนต์วูดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และหากถูกตัดสินว่ามีความผิดเขาอาจเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน หรืออาจได้รับโทษประหารชีวิต

เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม โดยลูกสาวของครอบครัวเป็นผู้มาพบศพของ ร็อบ วัย 78 ปี และมิเชล วัย 70 ปี ภายในห้องนอน ผลการชันสูตรระบุว่าทั้งคู่เสียชีวิตจากบาดแผลที่เกิดจากของมีคมหลายจุด

ด้านอัยการระบุว่า นิก ไรเนอร์ ได้ลงมือก่อเหตุแทงพ่อและแม่จนเสียชีวิตก่อนจะหลบหนีไปและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ในวันเดียวกัน รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่าในคืนก่อนเกิดเหตุ นิกและพ่อได้ไปร่วมงานเลี้ยงแห่งหนึ่งและมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รายงานเกี่ยวกับระดับความรุนแรงของการทะเลาะวิวาทยังคงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสำนักข่าว

นิก ไรเนอร์ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา จำนวน 2 กระทง พร้อมด้วยเหตุพิเศษจากการฆาตกรรมบุคคลมากกว่าหนึ่งราย ซึ่งหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน หรืออาจได้รับโทษประหารชีวิต

เดิมทีการพิจารณาคดีมีกำหนดเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม แต่ต้องเลื่อนออกไปหลังจากทนายความคนเดิมถอนตัวจากคดีโดยระบุว่าเป็นเหตุผลที่อยู่เหนือการควบคุม ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.พ.) คิมเบอร์ลี กรีน ทนายความคนใหม่ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ เนื่องจากจำเลยไม่มีกำลังทรัพย์ในการจ้างทนาย ได้ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาแทนตัวจำเลย โดยนิกมีกำหนดจะต้องขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 29 เมษายนนี้

การจากไปของร็อบ ไรเนอร์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการฮอลลีวูด เขาคือผู้กำกับระดับขึ้นหิ้งที่มีผลงานชื่อดังอย่าง When Harry Met Sally, The Princess Bride, Stand By Me และ This Is Spinal Tap ส่วนมิเชล ภรรยาของเขา ก็เป็นอดีตนักแสดง ช่างภาพ และผู้ก่อตั้งบริษัทโปรดักชัน Reiner Light

ด้าน เจค และ โรมี พี่น้องของจำเลย ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าเป็น “ความเจ็บปวดที่เหลือจะจินตนาการ” และเป็นความสูญเสียที่น่าสยดสยองต่อครอบครัวอย่างยิ่ง.

ที่มา BBC

จำแทบไม่ได้ อินฟลูฯ ตัวตึงชาวเขมร “วัน มรณา” ล่าสุดท้องโย้ในคุก สื่อเขมรยันยังไม่ปล่อยตัว

จำแทบไม่ได้ อินฟลูฯ ตัวตึงชาวเขมร "วัน มรณา" ล่าสุดท้องโย้ในคุก สื่อเขมรยันยังไม่ปล่อยตัว

24 ก.พ. 2569 11:52 น.

จำแทบไม่ได้ อินฟลูฯ ตัวตึงชาวเขมร “วัน มรณา” ล่าสุดท้องโย้ในคุก สื่อเขมรยันยังไม่ปล่อยตัว

“วัน มรณา” อดีตอินฟลูฯ ตัวตึง และแม่ค้าขายครีมออนไลน์คนดังของกัมพูชา ซึ่งถูกจับเข้าคุกในข้อหาบั่นทอนขวัญกำลังใจกองทัพ ล่าสุดมีภาพหลุดว่า เธอท้องโย้ ขณะถูกคุมขัง โดยสื่อเขมรยัน ยังไม่ปล่อยตัว

โลกโซเชียลมีการเผยภาพของ “เลิฟ ริยา” หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “วัน มรณา”  อดีตแม่ค้าออนไลน์ขายครีมคนดัง ในสภาพที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ โดยภาพที่หลุดออกมาแสดงให้เห็นว่าเธอท้องโย้ เอามืออุ้มท้อง ใบหน้าดูอิดโรย นั่งอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ ขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกัมพูชา หลังจากที่เธอถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วฐานความผิดยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก และ บั่นทอนขวัญกำลังใจของกองทัพ  

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ของกัมพูชา เพิ่งจะทราบว่าเธอตั้งครรภ์ หลังจากที่ควบคุมตัวเธอเข้าเรือนจำได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นก่อนการถูกจับกุมในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

ล่าสุดเจ้าหน้าที่นำตัวเธอออกจากแดนขัง เพื่อตรวจร่างกายและประเมินภาวะครรภ์อย่างละเอียด แต่ไม่ได้มีการปล่อยตัวแต่อย่างใด

“วัน มรณา” หรือที่คนไทยรู้จักอีกชื่อในชื่อ “เลิฟ ริยา” กลายเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยมากขึ้น ในช่วงที่สถานการณ์ไทยและกัมพูชาตึงเครียด โดยเธอสวมชุดทหารหญิงใส่รองเท้าบู๊ทส้นสูงไปบริจาคของ และยังพูดโจมตีคนไทย จนคลิปกลายเป็นไวรัล และเป็นมีมที่ถูกนำมาล้อเลียน ก่อนที่เธอจะถูกตั้งข้อหาและถูกจำคุกในที่สุด.

ที่มา : Khmertimes

ไอซีซีเปิดไต่สวน “ดูแตร์เต” อัยการเผยสั่งฆ่าด้วยตนเอง-เลือกเหยื่อ “สงครามยาเสพติด”

ไอซีซีเปิดไต่สวน “ดูแตร์เต” อัยการเผยสั่งฆ่าด้วยตนเอง-เลือกเหยื่อ "สงครามยาเสพติด"

24 ก.พ. 2569 11:12 น.

ไอซีซีเปิดไต่สวน “ดูแตร์เต” อัยการเผยสั่งฆ่าด้วยตนเอง-เลือกเหยื่อ “สงครามยาเสพติด”

ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซี เปิดการไต่สวนเพื่อพิจารณายืนยันข้อกล่าวหา อดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต แห่งฟิลิปปินส์ โดยอัยการระบุว่าเขามีบทบาทโดยตรงในการอนุมัติและคัดเลือกเป้าหมายการสังหารในสงครามปราบปรามยาเสพติด

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.พ.) ศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้เปิดการไต่สวนเพื่อยืนยันข้อกล่าวหาต่อ นายโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 80 ปี โดยอัยการระบุว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสังหารผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติด ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

นายมาเม มันเดียเย เนียง รองอัยการของไอซีซี แถลงต่อศาลว่า การไต่สวนที่จะดำเนินไปเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์นี้ คือเครื่องเตือนใจว่า “ผู้มีอำนาจไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย” โดยระบุว่าดูเตอร์เตมีบทบาทสำคัญในการสังหารนอกเหนือกฎหมาย ตั้งแต่สมัยที่เขาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา จนถึงช่วงที่เป็นประธานาธิบดี เขาไม่ได้เพียงแค่วางนโยบาย แต่ยังอนุมัติการฆาตกรรมและเลือกเหยื่อบางรายด้วยตัวเอง

ด้านอัยการ จูเลียน นิโคลส์ ได้เปิดคลิปวิดีโอหลายชิ้นที่ดูเตอร์เตข่มขู่จะฆ่าอาชญากร พร้อมกล่าวว่า “เขาประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะฆ่าคน เขาพูด และเขาก็ทำจริง นั่นคือตัวตนของเขา”

นายนิโคลัส คอฟแมน ทนายความของดูเตอร์เต ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดโดยระบุว่าเป็นการตั้งข้อหาที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงและมีแรงจูงใจทางการเมือง แม้จะยอมรับว่าลูกความของตนเป็นคน “สุดโต่ง” และมักใช้ถ้อยคำที่ “โอ้อวด รุนแรง และเกินจริง” แต่เขายืนยันว่าดูเตอร์เตเน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายเสมอ และข้อกล่าวหาของอัยการเป็นการ “เลือกหยิบ” เฉพาะบางช่วงบางตอนของคำปราศรัยมาโจมตีเท่านั้น

อัยการยื่นฟ้องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติรวม 3 กระทง จากเหตุฆาตกรรมอย่างน้อย 76 คดี แม้เชื่อว่าตัวเลขจริงจะสูงถึงหลายพันศพ แบ่งเป็นคดีฆาตกรรม 19 ศพ ช่วงปี 2013-2016 ขณะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ต่อมาคือคดีฆาตกรรม “เป้าหมายมูลค่าสูง” 14 ศพ ช่วงปี 2016-2017 ในฐานะประธานาธิบดี และคดีฆาตกรรม 43 ศพ ช่วงปี 2016-2018 ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยทั่วประเทศ

บรรยากาศหน้าศาลในกรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์และที่กรุงมะนิลาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ฝั่งครอบครัวเหยื่อต่างมารวมตัวกันติดตามการถ่ายทอดสดด้วยความหวัง โดยเหยื่อรายหนึ่งระบุว่านี่คือ “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์” แม้จะรู้สึกผิดหวังที่ดูเตอร์เตไม่ได้ปรากฏตัวต่อศาลด้วยตนเอง โดยศาลอนุญาตตามคำขอของฝ่ายจำเลยแม้จะวินิจฉัยว่าเขาสุขภาพแข็งแรงดีก็ตาม

ในขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนดูเตอร์เตมองว่าการที่ศาลระหว่างประเทศมาตัดสินอดีตผู้นำฟิลิปปินส์ถือเป็น “การตบหน้า” และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของดูเตอร์เตที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเชเวนิงเกนของไอซีซี นับตั้งแต่ถูกจับกุมที่กรุงมะนิลาเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

หลังจากเสร็จสิ้นการไต่สวนในสัปดาห์นี้ คณะผู้พิพากษาจะมีเวลา 60 วัน ในการพิจารณาเป็นลายลักษณ์อักษรว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีในชั้นศาลเต็มรูปแบบหรือไม่.

ที่มา AFP

ช็อกวงการหูฟัง! ตรวจพบสารพิษในหูฟังหลายรุ่นจากแบรนด์ดัง นักวิจัยเตือนเสี่ยงกระทบฮอร์โมน-มะเร็ง

ช็อกวงการหูฟัง! ตรวจพบสารพิษในหูฟังหลายรุ่นจากแบรนด์ดัง นักวิจัยเตือนเสี่ยงกระทบฮอร์โมน-มะเร็ง

24 ก.พ. 2569 10:59 น.

ช็อกวงการหูฟัง! ตรวจพบสารพิษในหูฟังหลายรุ่นจากแบรนด์ดัง นักวิจัยเตือนเสี่ยงกระทบฮอร์โมน-มะเร็ง

ช็อกผู้บริโภคทั่วโลก หลังผลสืบสวนทางห้องปฏิบัติการฉบับใหม่ ตรวจพบสารเคมีอันตราย ในหูฟังหลายรุ่นจากแบรนด์ดัง รวมถึง Bose, Samsung และ Sennheiser กระทบฮอร์โมนและเสี่ยงมะเร็ง

รายงานโดยสำนักข่าว The Guardian ระบุว่า หูฟังทั้ง 81 รุ่นที่นำไปทดสอบทุกคู่ ตรวจพบสารพิษที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพร้ายแรง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจกระทบผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก

การทดสอบดำเนินการโดยโครงการ ToxFREE LIFE for All ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มภาคประชาสังคมในยุโรปกลาง โดยสุ่มซื้อหูฟังทั้งแบบครอบหูและแบบอินเอียร์จากร้านค้าปลีกและแพลตฟอร์มออนไลน์

ผลตรวจพบว่า:

  • พบ BPA (Bisphenol A) ใน 98% ของตัวอย่าง
  • พบ BPS (Bisphenol S) มากกว่าสามในสี่ของตัวอย่าง
  • พบสารพาทาเลต (Phthalates) ที่เชื่อมโยงกับพิษต่อระบบสืบพันธุ์
  • พบคลอรีนเนตพาราฟินส์ (เกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อตับและไตในสัตว์ทดลอง)
  • พบสารหน่วงไฟกลุ่มโบรมีนและออร์กาโนฟอสเฟต

สารเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มสารรบกวนต่อมไร้ท่อ ซึ่งสามารถเลียนแบบฮอร์โมนในร่างกาย และมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง ความผิดปกติทางพัฒนาการ และปัญหาทางระบบประสาทด้วย

แม้หลายตัวอย่างพบสารในระดับต่ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีเตือนว่าการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานทุกวัน โดยเฉพาะขณะออกกำลังกายที่มีเหงื่อและความร้อน อาจเร่งให้สารเคมีเคลื่อนย้ายเข้าสู่ผิวหนังได้โดยตรงและเร็วขึ้น เนื่องจากคนในยุคปัจจุบันใช้หูฟังบ่อย จนกลายเป็นของใช้ประจำวัน ทั้งใส่ทำงาน ฟังเพลง ออกกำลังกาย และพักผ่อน 

นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ถึงความเสี่ยงแบบ “Cocktail Effect” หรือผลกระทบสะสมจากการได้รับสารอันตรายหลายชนิดพร้อมกันในระยะยาว แม้ปริมาณแต่ละชนิดอาจต่ำ แต่การสะสมจากหลายแหล่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม แบรนด์เครื่องเสียงรายใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงในรายงาน ยังไม่ได้ตอบคำถามสื่อทันที ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพวิจารณ์ว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับส่วนประกอบวัสดุที่ใช้ในสินค้า

ด้านนักวิจัยเรียกร้องให้มีการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น และจำกัดการใช้สารรบกวนฮอร์โมนในสินค้าผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่อาจไวต่อผลกระทบด้านฮอร์โมนมากกว่า.

ที่มา : Yahoonews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หูฟัง

อดีตผู้นำเกาหลีใต้ “ยุน ซอก ยอล” สู้ต่อ ยื่นอุทธรณ์คดีปลุกปั่นกบฏ หลังถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตผู้นำเกาหลีใต้ "ยุน ซอก ยอล" สู้ต่อ ยื่นอุทธรณ์คดีปลุกปั่นกบฏ หลังถูกจำคุกตลอดชีวิต

24 ก.พ. 2569 09:45 น.

อดีตผู้นำเกาหลีใต้ “ยุน ซอก ยอล” สู้ต่อ ยื่นอุทธรณ์คดีปลุกปั่นกบฏ หลังถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ของเกาหลีใต้ สู้คดีต่อ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาคดีก่อกบฏแล้ว หลังศาลชั้นต้นตัดสินว่ามีความผิดจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 และสั่งจำคุกตลอดชีวิต

หลังจากที่ศาลแขวงกลางกรุงโซล มีคำพิพากษาสะเทือนแวดวงการเมืองเกาหลีใต้ครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุให้นาย ยุน ซอก ยอล มีความผิดฐานเป็นผู้นำการก่อการที่มุ่งทำให้รัฐสภาเป็นอัมพาต พร้อมลงโทษจำคุกตลอดชีวิต 

ล่าสุดทีมกฎหมายของยุนแถลงเมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) ว่าได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว พร้อมโจมตีคำตัดสินของศาลอย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่า “เรามีความรับผิดชอบที่จะต้องบันทึกปัญหาของคำพิพากษานี้อย่างชัดเจน ไม่เพียงในสำนวนคดีของศาล แต่ต่อหน้าการตัดสินของประวัติศาสตร์ในอนาคต”

ย้อนกลับไปวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ยุนปรากฏตัวทางโทรทัศน์ช่วงดึก ประกาศระงับรัฐบาลพลเรือน และเริ่มใช้กฎอัยการศึก โดยอ้างภัยคุกคามจากอิทธิพลเกาหลีเหนือและกลุ่มต่อต้านรัฐ

การตัดสินใจดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วประเทศ ก่อนที่กฎอัยการศึกจะถูกยกเลิกในราว 6 ชั่วโมงต่อมา หลังสมาชิกสภานิติบัญญัติเร่งเข้าประชุมฉุกเฉินและลงมติยุติมาตรการดังกล่าว

ความพยายามดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าเป็น กฎอัยการศึกที่ล้มเหลว และจุดชนวนให้เกิดการประท้วงฉับพลัน ตลาดหุ้นปั่นป่วน และทำให้พันธมิตรทางทหารสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาตกตะลึง

นายยุนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ก่อนที่เกาหลีใต้จะจัดการเลือกตั้งฉุกเฉินในเดือนมิถุนายน และ อี แจ มยอง คว้าชัยขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่

และถึงแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำตัดสินหนักที่สุดคือจำคุกตลอดชีวิต แต่การยื่นอุทธรณ์หมายความว่า คดีก่อกบฏ ของอดีตผู้นำเกาหลีใต้ยังต้องต่อสู้กันอีกหลายยก ซึ่งต้องรอฟังคำตัดสินของศาลต่อไป.

ที่มา :The Korea Herald

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

คลิปสุดอี๋! หนูโผล่บนจานอาหาร ฟู้ดคอร์ท ห้างดังในสิงคโปร์ (คลิป)

คลิปสุดอี๋! หนูโผล่บนจานอาหาร ฟู้ดคอร์ท ห้างดังในสิงคโปร์ (คลิป)

24 ก.พ. 2569 09:24 น.

คลิปสุดอี๋! หนูโผล่บนจานอาหาร ฟู้ดคอร์ท ห้างดังในสิงคโปร์ (คลิป)

แชร์กันให้ว่อนโลกโซเชียลสิงคโปร์ คลิปสุดช็อก หนูปีนขึ้นไปอยู่บนจานอาหาร ภายในศูนย์อาหารของห้าง Lucky Plaza ก่อนจะวิ่งข้ามโต๊ะต่อหน้าลูกค้า หน่วยงานด้านอาหารของสิงคโปร์เร่งตรวจสอบ

หน่วยงานด้านอาหารของสิงคโปร์ หรือ Singapore Food Agency (SFA) ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.) ยืนยันว่า ได้เริ่มการสอบสวนเหตุการณ์หนูโผล่บนโต๊ะอาหารในฟู้ดคอร์ท ห้างลักกี้พลาซ่า (Lucky Plaza) หลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์อย่างรวดเร็วในสื่อสังคมออนไลน์

ในคลิปที่ถูกแชร์ต่อจำนวนมาก เห็นหนูตัวหนึ่งยืนอยู่บนจานอาหาร ก่อนจะวิ่งข้ามโต๊ะ ขณะที่หญิงรายหนึ่งรีบคว้ากระเป๋าถือหนีเมื่อหนูวิ่งเข้าหา

ต่อมา มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใช้ผ้าปูโต๊ะจับหนูออกจากพื้นที่ ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

โดยข้อความบรรยายคลิประบุว่า เหตุเกิดที่ศูนย์อาหารภายในลัคกี้ พลาซ่า ซึ่งเป็นห้างดังใจกลางเมืองสิงคโปร์

โดย SFA ระบุว่า แม้หน่วยงานจะมีมาตรการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร แต่ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยและการเตรียมอาหารที่ดีอย่างเคร่งครัด พร้อมเสริมว่า หากพบหลักฐานเพียงพอ จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ลังเล.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สิงคโปร์

คิม โย จอง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เลื่อนขั้น สะท้อนอำนาจตระกูลคิมแน่นแฟ้น

คิม โย จอง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เลื่อนขั้น สะท้อนอำนาจตระกูลคิมแน่นแฟ้น

24 ก.พ. 2569 08:55 น.

คิม โย จอง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เลื่อนขั้น สะท้อนอำนาจตระกูลคิมแน่นแฟ้น

คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในโครงสร้างพรรคแรงงาน ระหว่างการประชุมใหญ่พรรค สะท้อนการขยายบทบาทของตะกูลคิมในโครงสร้างอำนาจ

สำนักข่าวทางการ Korean Central News Agency รายงานว่า คณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี มีมติแต่งตั้งคิม โย จอง จากเดิมตำแหน่ง “รองผู้อำนวยการฝ่าย” ให้ขึ้นเป็น “ผู้อำนวยการฝ่าย” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.พ.) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การเลื่อนตำแหน่งของคิม โย จอง สะท้อนถึงการขยายบทบาทของเธอในโครงสร้างอำนาจ และตอกย้ำความมั่นคงของตระกูลคิม ในการบริหารประเทศ

โดยการประชุมใหญ่ของพรรคแรงงานเกาหลี (Workers’ Party Congress) ซึ่งจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี ถือเป็นเวทีสูงสุดในการกำหนดทิศทางประเทศ ตั้งแต่นโยบายการทูต เศรษฐกิจ ไปจนถึงแผนการทหารและยุทธศาสตร์สงคราม

การประชุมครั้งนี้มีแกนนำพรรคระดับสูงหลายพันคนเดินทางเข้าร่วมที่กรุงเปียงยาง และถูกจับตามองจากนานาชาติว่าเป็นเวทีที่ผู้นำเกาหลีเหนือใช้แสดงความแข็งแกร่งทางอำนาจ และกระชับการควบคุมภายในพรรค

คิม โย จอง เกิดช่วงปลายทศวรรษ 1980 ตามข้อมูลของรัฐบาลเกาหลีใต้ เธอเป็นหนึ่งในบุตร 3 คนของอดีตผู้นำ คิม จอง อิล กับคู่ชีวิตคนที่สาม โก ยอง ฮี อดีตนักเต้น

เธอเคยศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์พร้อมกับพี่ชาย ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญอย่างรวดเร็ว หลังคิม จอง อึน รับตำแหน่งผู้นำสูงสุดภายหลังการเสียชีวิตของบิดาในปี 2011

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คิม โย จอง ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาหลีเหนือ และเป็นมือขวา คนสำคัญของผู้นำสูงสุด

การประชุมใหญ่ครั้งนี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีรายงานว่า คิม จอง อึน อาจประกาศทิศทางระยะต่อไปของโครงการอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และพันธมิตร

นักวิเคราะห์ระบุว่า การเลื่อนตำแหน่งคิม โย จอง อาจเป็นสัญญาณของการจัดวางกำลังทางการเมืองภายใน เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงและนโยบายแข็งกร้าวที่อาจตามมา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คิม โย จอง