ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ย้ำผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ย้ำผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย

24 ก.พ. 2569 08:39 น.

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ย้ำผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย

ทรัมป์ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงของการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า หากเกิดสงครามขึ้นจริง สหรัฐฯ จะชนะได้อย่างง่ายดาย

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงน่าเป็นห่วง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงของการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า หากเกิดสงครามขึ้นจริง สหรัฐฯ จะชนะได้อย่างง่ายดาย

ประเด็นร้อนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสื่ออเมริกันหลายสำนักรายงานว่า พลเอก แดน เคน  ประธานคณะเสนาธิการร่วม ได้เตือนถึงความเสี่ยงรอบด้านของปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่ออิหร่าน ทั้งความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อ การขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ และความเสี่ยงต่อกำลังพลสหรัฐฯ และพันธมิตร

ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าผิด 100% พร้อมระบุว่า พลเอกเคนไม่ได้คัดค้านการทำสงครามกับอิหร่านแต่อย่างใด

“พลเอกเคน เหมือนกับพวกเราทุกคน ไม่อยากเห็นสงคราม แต่ถ้ามีการตัดสินใจทางทหารกับอิหร่าน เขาเชื่อว่าเราจะชนะได้อย่างง่ายดาย เขาไม่เคยพูดว่าไม่ควรโจมตีอิหร่าน หรือแม้แต่การโจมตีแบบจำกัดวงที่ผมอ่านเจอในข่าวปลอม เขารู้แค่เรื่องเดียว คือการชนะ”

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากภายในรัฐบาลและเวทีระหว่างประเทศ ท่ามกลางการเจรจานิวเคลียร์ที่ยังไม่ข้อสรุป

รายงานจาก The Washington Post ระบุว่า พลเอกเคนได้แสดงความกังวลต่อทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมว่า สหรัฐฯ อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนอาวุธ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรเพียงพอ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อทหารอเมริกันในพื้นที่

ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในเพนตากอนเตือนถึงความเสี่ยงที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ อาจถูกใช้จนหมด หากเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ด้าน Axios ระบุว่า พลเอกเคนเตือนถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะติดหล่มสงครามยืดเยื้อ ในตะวันออกกลางอีกครั้ง

รายงานเดียวกันยังระบุว่า สตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนเจรจาของทรัมป์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ต่างผลักดันให้ประธานาธิบดีชะลอการโจมตี และเปิดทางให้การเจรจาทางการทูตดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์โจมตีสื่อว่ารายงานผิดพลาดและจงใจบิดเบือน

ทรัมป์ยังกล่าวย้ำด้วยว่า ตัวเองคือคนตัดสินใจ และอยากได้ข้อตกลงมากกว่าไม่มีข้อตกลง แต่ถ้าหากไม่ได้ข้อตกลง มันจะเป็นวันที่เลวร้ายมากสำหรับประเทศนั้น และน่าเศร้าสำหรับประชาชนของเขา

ย้อนกลับไปในปี 2018 ระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และเมื่อปีที่ผ่านมา เขาได้สั่งโจมตีเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้ว

ล่าสุด ทรัมป์ยังขู่ว่าจะดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม หากการเจรจารอบใหม่กับเตหะรานไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทดแทนได้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า การเจรจารอบถัดไปกับอิหร่านมีกำหนดจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้

ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวสงคราม สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าสู่ตะวันออกกลาง รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ เรือรบอีกกว่าหนึ่งโหล เครื่องบินรบจำนวนมาก และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์

การเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งทำให้สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลก โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

24 ก.พ. 2569 05:51 น.

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

การรุกรานยูเครนโดยรัสเซียเมื่อ 4 ปีก่อน ได้จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแก่พลเรือน และเป็นบททดสอบอันโหดร้ายของเหล่าทหารหาญ พร้อมทั้งสั่นคลอนระเบียบความมั่นคงของโลกในยุคหลังสงครามเย็น

การสู้รบก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ในวันอังคารที่ 24 ก.พ. 2569 และยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะยุติลงในเร็ววัน

สหรัฐอเมริกาได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างคณะตัวแทนจากมอสโกและเคียฟ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันสันติภาพของรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการประสานความแตกต่างในประเด็นสำคัญ เช่น อนาคตของดินแดนยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง และความมั่นคงหลังสงครามของยูเครน ยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

ทหารของทั้งสองประเทศจำนวนหลายพันหลายหมื่นนายได้พลีชีพในสนามรบ ขณะที่พลเรือนชาวยูเครนต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับและน้ำประปาไม่ไหลต่อเนื่องมานานหลายปี ส่วนฝ่ายยูเครนก็หันมาใช้โดรนเพื่อโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียเช่นกัน

ต่อไปนี้คือข้อมูลสรุปของความขัดแย้งผ่านตัวเลขต่าง ๆ นับตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565

คาดทหารเจ็บ-ตายนับล้านนาย

ตามรายงานของศูนย์ยุทธศาสตร์และนโยบายระหว่างประเทศ (CSIS) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์สูงสุดของจำนวนทหารทั้งฝ่ายยูเครนและฝ่ายรัสเซียที่เสียชีวิต, ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญหาย อยู่ที่ 1.8 ล้านนาย

รายงานประเมินว่า รัสเซียมีทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 1.2 ล้านนาย ซึ่งรวมถึงทหารที่เสียชีวิตสูงถึง 325,000 นาย ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ถึงธันวาคม 2568 ซึ่งนี่ถือเป็นจำนวนการเสียชีวิตของทหารที่สูงที่สุดสำหรับประเทศมหาอำนาจในความขัดแย้งใดๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ รัสเซียไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตในสนามรบอีกเลยนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ซึ่งตอนนั้นมอสโกระบุว่า มีทหารเสียชีวิตกว่า 80 นายจากการโจมตีของยูเครน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตทางทหารทั้งหมดที่มอสโกยืนยันอย่างเป็นทางการอยู่ที่เพียงประมาณ 6,000 นายเท่านั้น

ขณะเดียวกัน CSIS ประเมินว่า ยูเครนมีทหารบาดเจ็บล้มตายที่ 500,000 ถึง 600,000 นาย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้เสียชีวิตสูงถึง 140,000 นาย

แต่ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนออกมากล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า มีทหารยูเครนเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้แล้ว 55,000 นาย และว่ายังมีผู้ที่สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

พลเรือนเสียชีวิตนับหมื่น

คณะผู้สังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบ มีพลเรือนในยูเครนที่เสียชีวิตจากการโจมตีแล้วอย่างน้อย 14,999 ศพ อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานระบุว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก นอกจากนี้ รายงานฉบับเดือนธันวาคมยังระบุว่ามีพลเรือนได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 40,600 รายในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลจากสหประชาชาติชี้ว่า สงครามครั้งนี้ทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 763 ราย

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพลเรือนในยูเครนนับตั้งแต่ปี 2565 โดยในปี 2568 สงครามได้คร่าชีวิตพลเรือนไปถึง 2,514 ศพ และบาดเจ็บอีก 12,142 ราย ซึ่งถือเป็นจำนวนความสูญเสียของพลเรือนที่เพิ่มขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับปี 2567

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน
โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน

ดินแดนถูกยึดครองเกือบ 20%

ตามข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ปัจจุบัน รัสเซียครอบครองดินแดนของยูเครนอยู่ประมาณ 19.4% จากทั้งหมด

ISW ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตันระบุในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา รัสเซียสามารถยึดครองดินแดนยูเครนเพิ่มขึ้นเพียง 0.79% ท่ามกลางการต่อสู้ที่กลายเป็น “สงครามพร่ากำลัง” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำลายทรัพยากร สะท้อนให้เห็นว่ามอสโกมีความคืบหน้าเพียงน้อยนิด แม้จะสูญเสียทั้งกำลังพลและยานเกราะไปอย่างมหาศาลก็ตาม

ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบ รัสเซียเคยควบคุมพื้นที่ของยูเครนอยู่เกือบ 7% ซึ่งรวมถึงคาบสมุทรไครเมีย กับพื้นที่บางส่วนของแคว้นโดเนตสก์กับลูฮานสก์ทางตะวันออก หลังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนฝักฝ่ายรัสเซียลุกฮือขึ้นต่อสู้กับกองทัพยูเครนในช่วงปี 2557

ความช่วยเหลือทางทหารลดลง

ตามข้อมูลจากสถาบันคีล (Kiel Institute) ของเยอรมนี ซึ่งทำหน้าที่ติดตามความช่วยเหลือที่ส่งไปยังยูเครน ระบุว่า ความช่วยเหลือทางทหารจากต่างประเทศที่ส่งไปให้ยูเครนในปี 2568 ลดลง 13% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปีในช่วงระหว่างปี 2565 ถึงปี 2567

หลังจากรับตำแหน่งเมื่อ 1 ปีก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็สั่งระงับการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่รัฐบาลอเมริกาเป็นผู้จ่ายเงินซื้อให้แก่ยูเครน ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปพยายามอย่างหนักที่จะเติมเต็มส่วนต่างดังกล่าว โดยได้เพิ่มความช่วยเหลือทางทหารขึ้นถึง 67% ในปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงปี 2565-2567

แต่ถึงอย่างนั้น ความช่วยเหลือทางทหารโดยรวมที่ส่งให้ยูเครนก็ยังลดลง นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการเงินจากต่างประเทศที่ส่งให้ยูเครน ก็ปรับตัวลดลง 5% ในปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงสามปีก่อนหน้านั้น

ผู้ลี้ภัยเฉียด 6 ล้านคน

ข้อมูลจากสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในยูเครนประจำเดือนนี้ระบุว่า จำนวนชาวยูเครนที่ลี้ภัยสงครามไปต่างประเทศในตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 5.9 ล้านคน โดยในจำนวนดังกล่าวมีประมาณ 5.3 ล้านคนที่ลี้ภัยอยู่ในทวีปยุโรป

นอกจากนี้ UN ยังระบุเมื่อเดือนธันวาคมว่า มีชาวยูเครนอีกราว 3.7 ล้านคนที่ถูกบีบให้ต้องทิ้งบ้านเรือนและกลายเป็นผู้พลัดถิ่นอยู่ภายในประเทศ โดยย้ายไปอาศัยอยู่ในพื้นที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า

ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม ยูเครนมีประชากรทั้งหมดมากกว่า 40 ล้านคน

สถานพยาบาลถูกโจมตีหลายพันครั้ง

ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบเริ่มขึ้นจนถึง 11 ก.พ.ที่ผ่านมา รัสเซียมีการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการทางการแพทย์ในยูเครนแล้ว 2,851 ครั้ง

การโจมตีเหล่านี้ประกอบด้วยการโจมตีสถานพยาบาล 2,347 ครั้ง รวมถึงการโจมตีที่สร้างความเสียหายต่อยานพาหนะและการจัดเก็บเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

24 ก.พ. 2569 04:08 น.

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

สหรัฐฯ กล่าวจีนว่ากำลังขยายคลังแสงนิวเคลียร์อย่างมหาศาลและรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้จีนมาร่วมกับพวกเขาและรัสเซียในการทำสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมากล่าวหาจีนว่า กำลังขยายคลังแสงนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว พร้อมย้ำข้อกล่าวอ้างที่ว่า ปักกิ่งกำลังดำเนินการทดสอบนิวเคลียร์อย่างลับๆ และเรียกร้องอีกครั้งให้จีนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาควบคุมอาวุธในอนาคต

วอชิงตันระบุว่า การสิ้นสุดลงของสนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสที่จะบรรลุ “ข้อตกลงที่ดีกว่าเดิม” โดยรวมเอาปักกิ่งเข้าไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม ทางการจีนได้ปฏิเสธเข้าสู่การเจรจาสนธิสัญญาแบบสามฝ่ายมาโดยตลอด

คริสโตเฟอร์ ยอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายควบคุมอาวุธและไม่แพร่ขยายอาวุธ กล่าวต่อที่ประชุมว่าด้วยการลดอาวุธ ณ กรุงเจนีวา ว่าสนธิสัญญา New START เดิมนั้นมีข้อบกพร่องร้ายแรง

“ข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดของ New START อาจอยู่ที่การไม่ได้ครอบคลุมถึงการสะสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว, ลับ และมีการวางแผนมาอย่างดีของจีน ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน” นายยอว์กล่าว

เขายังกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “แม้จีนจะกล่าวอ้างในทางตรงกันข้าม แต่จีนได้ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของตนอย่างมหาศาลโดยปราศจากข้อจำกัดและขาดความโปร่งใส โดยไม่มีการระบุถึงเจตนาหรือจุดสิ้นสุดของการสะสมนี้เลย”

“เราเชื่อว่าจีนอาจบรรลุระดับ ‘Parity’ (ความเท่าเทียมกันของอาวุธ) ภายใน 4 หรือ 5 ปีข้างหน้า” นายยอว์กล่าวโดยไม่ได้ลงรายละเอียดว่า ความเท่าเทียมที่เขาพูดนั้นหมายถึงอะไร

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มรณรงค์ ICAN เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระบุว่าทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ ต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองประเทศละมากกว่า 5,000 ลูก

นายยอว์อ้างว่า จีนกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะมีวัสดุฟิสไซล์ (Fissile material) หรือ ไอโซโทปของธาตุหนักที่สามารถเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน มากพอสำหรับสร้างหัวรบนิวเคลียร์ได้มากกว่า 1,000 หัวรบภายในปี 2573

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปีเตอร์ แมนเดลสัน ถูกจับกุมข้อหาประพฤติมิชอบ โยง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ปีเตอร์ แมนเดลสัน ถูกจับกุมข้อหาประพฤติมิชอบ โยง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

24 ก.พ. 2569 02:29 น.

ปีเตอร์ แมนเดลสัน ถูกจับกุมข้อหาประพฤติมิชอบ โยง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ถูกจับกุมตัวในข้อหาประพฤติมิชอบ หลังเอกสารคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน กล่าวหาว่าเขา แบ่งปันข้อมูลอ่อนไหวให้แก่นักการเงินรายนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรและกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ถูกจับกุมตัวที่บ้านพักของเขาในย่านแคมเดน (Camden) ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. วันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น

กรมตำรวจนครบาลลอนดอนระบุในแถลงการณ์ว่า ชายวัย 72 ปีรายหนึ่งถูกจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ และถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจในลอนดอนเพื่อดำเนินการสอบปากคำ โดยไม่ระบุชื่อลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า มีผู้พบเห็นลอร์ดแมนเดลสันถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบคุมตัวออกไป และนำตัวขึ้นรถตำรวจที่ไม่ติดเครื่องหมายแสดงสัญลักษณ์

แถลงการณ์ของตำรวจระบุด้วยว่า การจับกุมในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักในมณฑลวิลต์เชียร์ (Wiltshire) และย่านแคมเดน

ทั้งนี้ เอกสารคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมากล่าวหาว่า ลอร์ด แมนเดลสัน ได้แบ่งปันข้อมูลของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวของตลาดให้กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่ในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ลอร์ด แมนเดลสันยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับกรณี “ไฟล์ลับเอปสตีน” แต่เขาแสดงจุดยืนมาตลอดว่า เขาไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นความผิดทางอาญา และไม่ได้มีแรงจูงใจมาจากผลประโยชน์ทางการเงิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เม็กซิโกเดือด 20 รัฐ หลัง “เอล เมนโช” ถูกสังหาร ทหารดับแล้ว 25 นาย

เม็กซิโกเดือด 20 รัฐ หลัง “เอล เมนโช” ถูกสังหาร ทหารดับแล้ว 25 นาย

24 ก.พ. 2569 01:09 น.

เม็กซิโกเดือด 20 รัฐ หลัง “เอล เมนโช” ถูกสังหาร ทหารดับแล้ว 25 นาย

เหตุความไม่สงบในเม็กซิโกหลังการเสียชีวิตของ เอล เมนโช ราชายาเสพติดรายใหญ่ เกิดขึ้นในอย่างน้อย 20 รัฐแล้ว โดยมีทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบแล้ว 25 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของเม็กซิโกเปิดเผยว่า สมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติอย่างน้อย 25 นายเสียชีวิต ระหว่างเหตุรุนแรงที่ระลอกใหญ่ในรัฐฮาลิสโก ภายหลังการเสียชีวิตของ “เอล เมนโช” เจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่

เหตุจลาจลและความไม่สงบปะทุขึ้นในอย่างน้อย 20 รัฐทั่วเม็กซิโก นับตั้งแต่ เนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์วันเตส หรือที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “เอล เมนโช” (El Mencho) เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงไม่นานหลังจากเขาถูกหน่วยรบพิเศษของเม็กซิโกบุกจับกุมตัวได้

พลเอก ริคาร์โด เตรบียา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า เม็กซิโกได้ส่งกำลังทหารจำนวน 2,500 นายไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศเพื่อเสริมการรักษาความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ เอล เมนโช เป็นหัวหน้าแก๊ง “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน” (CJNG) หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในเม็กซิโก และเขายังเป็นอาชญากรที่ทางการเม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุดอีกด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเม็กซิโกเปิดเผยว่า “เอล เมนโช” ถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่สะกดรอยตามจนพบว่าเขาเดินทางไปพบกับคนรักรายหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เอล เมนโช ได้รับบาดเจ็บสาหัสในการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างบอดี้การ์ดส่วนตัวของเขา กับหน่วยคอมมานโดของกองทัพที่ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจจับกุมในครั้งนี้ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตขณะที่กองทัพกำลังเคลื่อนย้ายตัวเขาจากเมืองตาปัลปา (Tapalpa) ในรัฐฮาลิสโก มุ่งหน้าสู่กรุงเม็กซิโกซิตี้

กระทรวงกลาโหมระบุเพิ่มเติมว่า มีบอดี้การ์ดของเอล เมนโช เสียชีวิตอย่างน้อย 6 รายจากปฏิบัติการนี้ ในขณะที่ทหารเม็กซิโกได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

ก่อนหน้านี้ นายโอมาร์ การ์เซีย ฮาร์ฟุช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของเม็กซิโกเผยว่า นับตั้งแต่การเสียชีวิตของ เอล เมนโช เหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายจุดทั่วประเทศ ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่เรือนจำ 1 ราย เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอัยการรัฐ 1 ราย และสมาชิกองค์กรอาชญากรรมของเอล เมนโช อีก 30 รายเสียชีวิต

ทางด้าน ประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบอม แห่งเม็กซิโกกล่าวชื่นชมปฏิบัติการของกองทัพที่นำไปสู่การเสียชีวิตของ เอล เมนโช พร้อมย้ำว่าภารกิจเร่งด่วนของเธอคือการสร้างหลักประกันด้านสันติภาพและความมั่นคงทั่วประเทศ

“สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้ความสงบ รัฐบาลยังคงทำหน้าที่ กองทัพยังคงประจำการ และเรามีการประสานงานกันอย่างเต็มที่” เชนบอมกล่าว

ทันทีที่ข่าวการเสียชีวิตของเอล เมนโช แพร่สะพัดออกไป สมาชิกแก๊งของเขาก็เปิดฉากโจมตีในหลายเมืองที่กลุ่ม CJNG มีอิทธิพลอยู่ ในบางเมือง สมาชิกแก๊งโปรยตะปูเรือใบและตะปูลงบนพื้นผิวถนน ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ พวกเขายึดรถบัสและยานพาหนะอื่น ๆ ก่อนจะจุดไฟเผารถกลางถนน

ประธานาธิบดีเชนบอมระบุว่า สิ่งกีดขวางบนถนนต่าง ๆ ถูกเคลียร์จนหมดสิ้นแล้วเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม มีธนาคารและธุรกิจท้องถิ่นหลายสิบแห่งได้รับความเสียหายหลังจากถูกสมาชิกกลุ่มคาร์เทลลอบวางเพลิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

23 ก.พ. 2569 23:31 น.

สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

สิงคโปร์เตรียมกลับมาใช้มาตรการยิงอีกาอีกครั้งแล้ว หลังยกเลิกไปกว่า 6 ปี เนื่องจากปริมาณอีกาเพิ่มสูง เช่นเดียวกับเหตุอีกาทำร้ายคน ซึ่งมากกว่าก่อนยกเลิกมาตรการหลายเท่า

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 นาย ชี ฮง ตัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติเปิดเผยว่า คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (NParks) ระบุว่า จะกลับมาดำเนินมาตรการกำจัดอีกา “ด้วยการยิง” อีกครั้งตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก กระทรวงการพัฒนาแห่งชาติหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ โดยปฏิบัติการยิงอีกาเคยถูกระงับไปในปี 2563 หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงปืนไปถูกบ้านเรือนประชาชน

อย่างไรก็ตาม นายชีระบุว่า นับตั้งแต่นั้นมา มาตรการอื่นๆ ในการจัดการประชากรอีกา เช่น การวางกับดักและเคลื่อนย้ายอีกา การรื้อถอนรัง รวมถึงการยกระดับความพยายามในการลดแหล่งอาหารที่เกิดจากมนุษย์ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ยังไม่เพียงพอหากไม่ใช้ร่วมกัน

“เฉพาะในปี 2568 เพียงปีเดียว สำนักงานบริการเทศบาลได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอีกา ราว 15,000 รายการ ซึ่งมากกว่าปี 2563 ถึง 3 เท่า” นายชีกล่าว พร้อมเสริมว่ารายงานการถูกอีกาโจมตีก็เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยมีมากกว่า 2,000 รายในปีเดียวกัน

“หากประชากรอีกายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย เนื่องจากจะมีการโจมตีจากอีกามากขึ้นเรื่อยๆ” นายชีกล่าว “ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้สั่งการให้ NParks นำมาตรการยิงกำจัดกลับมาใช้ เพื่อเป็นหนึ่งในวิธีลดประชากรอีกาในสิงคโปร์”

นายชียอมรับว่า ปฏิบัติการยิงอีกานี้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างเนื่องจากมีการใช้ปืนลูกซอง ดังนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ยิงจะต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น ต้องยิงขึ้นด้านบนเท่านั้น, กั้นพื้นที่ปฏิบัติงานพร้อมติดป้ายเตือนที่ชัดเจน และการจัดวางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เพียงพอ ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ขณะปฏิบัติการ

ทางด้าน NParks เปิดเผยว่า ปฏิบัติการยิงอีกาจะดำเนินการโดยผู้รับเหมาจัดการสัตว์ป่าที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งผ่านการรับรองด้านการใช้อาวุธปืนโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ NParks ยังระบุด้วยว่า ในปี 2568 ทางหน่วยงานรื้อถอนรังอีกาไปแล้วเกือบ 9,000 รังทั่วเกาะ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีการรื้อถอนเพียง 600 กว่ารัง ส่วนจำนวนอีกาที่ถูกดักจับและเคลื่อนย้ายก็เพิ่มขึ้นจากราว 1,800 ตัวในปี 2564 เป็นมากกว่า 13,000 ตัวในปี 2568

ทั้งนี้ นกกาที่กำลังสร้างปัญหาในสิงคโปร์นั้นคือ “นกอีแก” หรือ “อีกาบ้าน” (House crow) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Corvus splendens ไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นของสิงคโปร์ แต่เป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ที่ส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น

พวกมันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในเมืองได้ง่ายมาก อีกาเหล่านี้จึงมีสัญชาตญาณในการปกป้องลูกของพวกมันสูงเป็นพิเศษ และอาจเข้าโจมตีทันทีหากรู้สึกว่าลูกๆ ของมันกำลังถูกคุกคาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ออสเตรเลียหนุนแผนถอดถอน “แอนดรูว์” จากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์

ออสเตรเลียหนุนแผนถอดถอน “แอนดรูว์” จากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์

23 ก.พ. 2569 22:40 น.

ออสเตรเลียหนุนแผนถอดถอน “แอนดรูว์” จากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแจ้งผู้นำสหราชอาณาจักรว่า เขาพร้อมสนับสนุนหากมีแผนการใดๆ เพื่อถอดถอน อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ จากกรณีอื้อฉาวต่างๆ ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 ก.พ. 2569 ว่า นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีแห่งออสเตรเลียส่งจดหมายถึง เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเพื่อแจ้งว่า รัฐบาลของเขาพร้อมจะสนับสนุนแผนการถอดถอน แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์

ปัจจุบัน แอนดรูว์ยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบราชบัลลังก์ แม้จะถูกถอดถอนพระยศต่าง ๆ รวมถึงคำนำหน้าชื่อว่า “เจ้าชาย” ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2569 ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ขณะนี้รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาที่จะเสนอกฎหมายเพื่อถอดถอนอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ หลังจากเขาถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะเมื่อ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังถูกแฉว่า เขาแบ่งปันข้อมูลลับระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทูตการค้าให้นายเอปสตีนรู้

ข้อความในจดหมายของนายอัลบาเนซีระบุว่า “เรียน นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อยืนยันว่า รัฐบาลของผมจะเห็นชอบต่อข้อเสนอใดก็ตามที่จะถอดถอนเขาออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์”

“ผมเห็นพ้องกับท่านว่า กระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปอย่างเต็มที่ และต้องมีการสอบสวนอย่างถี่ถ้วน เป็นธรรม และเหมาะสม” จดหมายระบุ “ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรง และชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก”

อดีตเจ้าชายได้รับการปล่อยตัวภายใต้การสอบสวน หลังจากถูกสำนักงานตำรวจเทมส์แวลลีย์ ควบคุมตัวไว้นานถึง 11 ชั่วโมง โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการสอบปากคำ แต่ที่ผ่านมา แอนดรูว์ปฏิเสธข้อกล่าวหาและการกระทำผิดใด ๆ อย่างแข็งขันมาโดยตลอด

ทั้งนี้ การจะถอดถอนเชื้อพระวงศ์ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ จำเป็นต้องตราเป็น พระราชบัญญัติ (Act of Parliament) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสภาขุนนาง (วุฒิสภา) และจะมีผลบังคับใช้เมื่อกษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมาย

นอกจากนั้น การถอดถอนยังต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศในเครือจักรภพอีก 14 ประเทศที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ รวมถึงแคนาดา ออสเตรเลีย จาเมกา และนิวซีแลนด์ด้วย

ทางด้านพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำรัสหลังการจับกุมแอนดรูว์ พระอนุชาของพระองค์ว่า “สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปจากนี้ คือกระบวนการที่ยุติธรรม เป็นธรรม และถูกต้อง ซึ่งจะมีการสอบสวนประเด็นนี้ในแนวทางที่เหมาะสมโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง”

ขณะที่โฆษกนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรระบุว่า รัฐบาลไม่ได้ตัดทางเลือกใดทิ้งทั้งสิ้น “เนื่องจากกระบวนการสอบสวนของตำรวจยังคงดำเนินอยู่ จึงไม่เป็นการเหมาะสมที่รัฐบาลจะให้ความเห็นเพิ่มเติมในระยะนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รถบัสเนปาล ตกเหวลึก 200 ม. ดับแล้ว 19 ศพ รวมชาว UK

รถบัสเนปาล ตกเหวลึก 200 ม. ดับแล้ว 19 ศพ รวมชาว UK

23 ก.พ. 2569 21:47 น.

รถบัสเนปาล ตกเหวลึก 200 ม. ดับแล้ว 19 ศพ รวมชาว UK

เกิดเหตุรถบัสตกเหวลึกกว่า 200 ม. ที่ประเทศเนปาล ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ศพ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจเนปาลเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถบัสลื่นไถลออกนอกเส้นทางบนภูเขา และตกเหวลึกกว่า 200 เมตร ลงสู่พื้นดินริมตลิ่งแม่น้ำตริศูลี (Trishuli) ในเขตธาดิง (Dhading) เมื่อช่วงเช้ามืดของวันจันทร์

รถบัสคันดังกล่าวกำลังเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวโพขรา (Pokhara) มุ่งหน้าไปยังกรุงกาฐมาณฑุ ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 1 ราย

“จากผู้โดยสารทั้งหมด 44 คน มีผู้เสียชีวิต 19 ราย และอีก 25 รายกำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัว” นายประกาศ ธาฮาล นายตำรวจอาวุโสท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AFP พร้อมยืนยันว่ามีพลเมืองชาวอังกฤษรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

นอกจากนี้ เขายังระบุว่ามีชาวจีน 1 ราย และชาวนิวซีแลนด์ 1 รายได้รับบาดเจ็บด้วย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ด้านนาย โมฮัน ปราสาท เนอพาเน เจ้าหน้าที่สารสนเทศประจำสำนักงานบริหารท้องถิ่น กล่าวว่าปฏิบัติการกู้ภัยได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อช่วงรุ่งเช้า และผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดกำลังอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“ทรัมป์” สงสัยทำไมอิหร่านยังไม่ “ยอมจำนน”

"ทรัมป์" สงสัยทำไมอิหร่านยังไม่ "ยอมจำนน"

23 ก.พ. 2569 16:00 น.

“ทรัมป์” สงสัยทำไมอิหร่านยังไม่ “ยอมจำนน”

ทูตพิเศษสหรัฐเผย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งข้อสงสัยเหตุใดอิหร่านยังไม่ “ยอมจำนน” ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันยังมีโอกาสแก้ปัญหาด้วยการทูต ด้านโอมานระบุการเจรจารอบใหม่เตรียมจัดขึ้นที่นครเจนีวา ท่ามกลางสถานการณ์ประท้วงใหญ่ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งของอิหร่าน

สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยผ่านฟ็อกซ์นิวส์ว่า ทรัมป์กำลัง “สงสัย” และตั้งคำถามถึงท่าทีของอิหร่านที่ยังไม่มีสัญญาณของการ “ยอมจำนน”  แม้ว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าเสริมกำลังทางทหารในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และมีการขู่ว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารในวงจำกัด หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์ได้

วิตคอฟฟ์ระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้รู้สึก “หงุดหงิด” เพราะเขายังมีทางเลือกอื่นอีกมาก แต่เขารู้สึกแปลกใจว่าภายใต้ความกดดันมหาศาลจากกองเรือบรรทุกเครื่องบินและกำลังทางเรือที่สหรัฐฯ ส่งไปประชิด เหตุใดผู้นำอิหร่านถึงยังไม่ยอมเดินเข้ามาเจรจาเพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ต้องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมาระบุว่าเขายังเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการทูตแบบ “วิน-วิน” โดยเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่กำลังจัดทำร่างข้อตกลงเพื่อส่งมอบให้วิตคอฟฟ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากที่มีความคืบหน้าในการเจรจาทางอ้อมที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ขีดเส้นตายอย่างชัดเจนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า โลกจะได้รู้กันภายใน “10 วันข้างหน้า” ว่าข้อตกลงจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือสหรัฐฯ จะต้องใช้มาตรการทางทหารขั้นเด็ดขาด

ปัจจุบันสหรัฐฯ ได้ส่งยุทโธปกรณ์มหาศาลเข้าไปในภูมิภาค รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำพร้อมกองเรือหนุน และเรือพิฆาต, เรือรบ และฝูงเครื่องบินขับไล่จำนวนมาก

ในขณะที่แรงกดดันภายนอกเพิ่มสูงขึ้น ภายในประเทศอิหร่านเองก็เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชาริฟ ในกรุงเตหะราน และมหาวิทยาลัยเฟอร์โดว์ซีในมัชฮัด เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 รายจากการปราบปรามของรัฐบาลเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ข้อมูลจากหน่วยงานสิทธิมนุษยชน Hrana ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามในระลอกล่าสุด สูงถึง 7,015 ราย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเด็กกว่า 200 คน ขณะที่ทางการอิหร่านโต้แย้งว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 3,100 ราย และส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่ถูกผู้ก่อจลาจลทำร้าย

ในวิดีโอที่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบภาพกลุ่มผู้ประท้วงชูธง “ราชสีห์และตะวัน” (สัญลักษณ์ก่อนการปฏิวัติอิสลามปี 1979) พร้อมตะโกนคำขวัญสนับสนุนระบอบกษัตริย์ ขณะที่กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลก็ได้ออกมาประท้วงตอบโต้ด้วยการเผาธงชาติสหรัฐฯ และอิสราเอล จนเกิดเหตุปะทะกันในบางพื้นที่.

ที่มา BBC

เม็กซิโกเดือดระอุ หลัง “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดถูกสังหาร

เม็กซิโกเดือดระอุ หลัง "เอล เมนโช" ราชายาเสพติดถูกสังหาร

23 ก.พ. 2569 15:19 น.

เม็กซิโกเดือดระอุ หลัง “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดถูกสังหาร

เหตุรุนแรงปะทุหนักลามกว่า 12 รัฐทั่วเม็กซิโก หลังปฏิบัติการสังหาร “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดหมายเลข 1 รายงานระบุมีการเผารถปิดถนนกว่า 250 จุด ส่งผลกระทบเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 สายการบินหลายแห่งยกเลิกเที่ยวบิน หลายประเทศเตือนพลเมืองเพิ่มความระมัดระวัง ขณะที่สหรัฐฯ ยกย่องเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการปราบปรามยาเสพติด

เกิดเหตุความรุนแรงแผ่ขยายไปทั่วประเทศเม็กซิโก หลังจากนายเนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์วันเตส หรือ “เอล เมนโช” (El Mencho) หัวหน้าแก๊งยาเสพติด “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน” (Jalisco New Generation – CJNG) ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดของทางการเม็กซิโก เสียชีวิตระหว่างการปราบปรามของกองทัพเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 ก.พ.)

กระทรวงกลาโหมเม็กซิโกแถลงว่า ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นที่เมืองทาปัลปา รัฐฮาลิสโก โดยเกิดการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มมือปืนและทหาร ส่งผลให้เอล เมนโช ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สมาชิกแก๊ง CJNG เสียชีวิต 4 ราย และเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

ทันทีที่มีข่าวการเสียชีวิตของผู้นำกลุ่ม สมาชิกแก๊งค้ายาได้ตอบโต้ด้วยการก่อเหตุจลาจลในอย่างน้อย 12 รัฐ โดยใช้วิธีนำรถยนต์มาเผาวางสิ่งกีดขวางบนถนน มากถึง 250 จุดทั่วประเทศ เฉพาะในรัฐฮาลิสโกเพียงแห่งเดียวพบถึง 65 จุด

ปาโบล เลมัส นาวาร์โร ผู้ว่าการรัฐฮาลิสโก ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับสีแดง โดยมีมาตรการต่างๆ เช่น ระงับการขนส่งสาธารณะทั้งหมด ยกเลิกกิจกรรมแบบรวมกลุ่มและการเรียนการสอนในสถานศึกษา เฝ้าระวังเมืองกัวดาลาฮารา ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 หลังพบกลุ่มควันดำพุ่งเหนือท้องฟ้าหลายจุด ขณะที่นักท่องเที่ยวในเมืองพวยร์โต บายาร์ตา เมืองตากอากาศชื่อดังระบุว่าสภาพเมืองไม่ต่างจาก “เขตสงคราม”

คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของเม็กซิโกเปิดเผยว่า ปัจจุบันจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 25 ราย โดย 11 รายเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง และ 14 รายฐานปล้นสะดม นอกจากนี้ยังมีรายงานธนาคารกว่า 20 แห่งถูกโจมตี และร้านค้าหลายแห่งถูกวางเพลิง

ด้านสายการบินระดับโลกอย่าง แอร์ แคนาดา, ยูไนเต็ด แอร์ไลน์  และอเมริกัน แอร์ไลน์ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินมุ่งหน้าสู่รัฐฮาลิสโก ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ และอังกฤษออกประกาศเตือนพลเมืองให้ใช้ความระมัดระวังสูงสุดและกักตัวอยู่ในที่พัก

คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงว่า “เอล เมนโช” วัย 59 ปี คือเป้าหมายสูงสุดเนื่องจากเป็นตัวการใหญ่ในการลักลอบขนส่ง “เฟนทานิล” เข้าสู่สหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ทางการสหรัฐฯ เคยตั้งค่าหัวเขาสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 465 ล้านบาท) นายไมค์ วิจิล อดีตหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการระหว่างประเทศของ DEA ระบุว่านี่คือหนึ่งในความสำเร็จครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การปราบปรามยาเสพติด

ด้านประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบอม ของเม็กซิโก ยืนยันว่ารัฐบาลกลางและท้องถิ่นกำลังประสานงานกันอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ความสงบกลับคืนมาโดยเร็ว.

ที่มา BBC