“ทรัมป์” เอาจริง เรียกค่าเสียหาย “ม.ฮาร์วาร์ด” 1 พันล้านดอลลาร์

"ทรัมป์" เอาจริง เรียกค่าเสียหาย "ม.ฮาร์วาร์ด" 1 พันล้านดอลลาร์

3 ก.พ. 2569 13:28 น.

“ทรัมป์” เอาจริง เรียกค่าเสียหาย “ม.ฮาร์วาร์ด” 1 พันล้านดอลลาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเรียกค่าเสียหายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว  31,495 ล้านบาท หลังรายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า ฮาร์วาร์ดสามารถต่อรองเงื่อนไขบางประการในการเจรจายุติข้อพิพาทกับรัฐบาลได้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 ก.พ.) ว่า รัฐบาลของเขาจะดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,495 ล้านบาท) พร้อมระบุว่าไม่ต้องการมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกต่อไปในอนาคต

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า ฮาร์วาร์ดดูเหมือนจะได้รับข้อเสนอผ่อนปรนบางประการในการเจรจายอมความกับรัฐบาล ซึ่งเดิมทีมีการระบุว่ารัฐบาลอาจลดข้อเรียกร้องเงินชดเชยจาก 200 ล้านดอลลาร์ลง แต่ทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธและโต้กลับด้วยการเพิ่มวงเงินเรียกค่าเสียหายขึ้นเป็นหลายเท่าตัว

ทรัมป์ระบุว่า ข้อเสนอของฮาร์วาร์ดที่จะจัดตั้งโครงการฝึกอบรมอาชีพเพื่อทดแทนการจ่ายเงินชดเชยนั้นเป็นแนวคิดที่ “ซับซ้อนและไม่เพียงพอ” และเป็นเพียงกลอุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสดจำนวนมหาศาล ซึ่งเขามองว่าควรจะสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ เมื่อพิจารณาจาก “ความผิดกฎหมายที่ร้ายแรงและน่ารังเกียจ” ที่ทางมหาวิทยาลัยได้กระทำลงไป แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าฮาร์วาร์ดละเมิดกฎหมายข้อใดก็ตาม

คณะทำงานของทรัมป์ได้พุ่งเป้าไปที่สถาบันการศึกษาชั้นนำในกลุ่ม “ไอวี่ลีก” โดยกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ส่งเสริมอุดมการณ์ “การตื่นรู้” หรือ “Woke” และล้มเหลวในการปกป้องนักศึกษาชาวยิวจากการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ที่เกิดขึ้นในวิทยาเขต ซึ่งนักวิจารณ์มองว่านี่คือแคมเปญกดดันมหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดเสรีนิยมอย่างหนักโดยรัฐบาล

แรงกดดันต่อกลุ่มไอวี่ลีกที่ผ่านมา มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของรัฐบาลทรัมป์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่ยอมจ่ายเงินชดเชย 200 ล้านดอลลาร์เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่นำเรื่องเชื้อชาติมาพิจารณาในการรับนักศึกษาหรือการจ้างงาน ส่วนมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ยอมปฏิบัติตามข้อกังวลของรัฐบาล โดยประกาศสั่งห้ามผู้หญิงข้ามเพศเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาสตรี

สำหรับกรณีของฮาร์วาร์ด ทรัมป์ย้ำว่าการเรียกร้องค่าเสียหาย 1,000 ล้านดอลลาร์ครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อความผิดพลาดที่เขามองว่าสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบการศึกษาและสังคมอเมริกัน.

ที่มา Reuters

“บิล-ฮิลลารี คลินตัน” จะเข้าให้การคดี “เอปสตีน” ก่อนคองเกรสเตรียมลงมติฐานละเมิดอำนาจสภา

"บิล-ฮิลลารี คลินตัน" จะเข้าให้การคดี "เอปสตีน" ก่อนคองเกรสเตรียมลงมติฐานละเมิดอำนาจสภา

3 ก.พ. 2569 12:57 น.

“บิล-ฮิลลารี คลินตัน” จะเข้าให้การคดี “เอปสตีน” ก่อนคองเกรสเตรียมลงมติฐานละเมิดอำนาจสภา

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ และฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ตกลงจะเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในการสอบสวนกรณีเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019 หลังยื้อมานานหลายเดือนจนเกือบถูกลงมติฐานหมิ่นอำนาจรัฐสภา ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปีที่อดีตผู้นำสหรัฐฯ จะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ

อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และฮิลลารี คลินตัน ภริยา ตกลงยอมเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อไขปมความสัมพันธ์กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่สภาฯ จะมีการลงมติฐานหมิ่นอำนาจรัฐสภา  หลังจากที่ทั้งคู่ปฏิเสธคำเชิญและหมายเรียกมาเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งหากมีการลงมติครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่อดีตประธานาธิบดีและอดีตรัฐมนตรีจะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ นับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด ในปี 1983

แอนเจล ยูเรญา รองหัวหน้าคณะทำงานของบิล คลินตัน ได้ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าทั้งคู่จะเข้าปรากฏตัวต่อคณะกรรมาธิการฯ แต่ไม่วายตำหนิการทำงานของสภาฯ ว่า “พวกท่าน (คณะกรรมาธิการฯ) ไม่ได้เจรจาด้วยความสุจริตใจ ทั้งที่ทางเราบอกข้อมูลภายใต้คำสัตย์ปฏิญาณไปหมดแล้ว แต่พวกท่านก็ไม่สนใจ อย่างไรก็ตาม อดีตประธานาธิบดีและอดีตรัฐมนตรีจะไปที่นั่น และหวังว่าจะสร้างบรรทัดฐานที่บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม”

ก่อนหน้านี้ ทางครอบครัวคลินตันมองว่าการออกหมายเรียกครั้งนี้เป็นเพียง “กลอุบายทางการเมือง” เพื่อสร้างความอับอายตามคำบงการของโดนัลด์ ทรัมป์ และยืนยันว่าพวกเขาได้ให้ข้อมูลที่จำกัดเท่าที่มีไปหมดแล้ว

แม้บิล คลินตัน จะปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดของเอปสตีนและได้ตัดขาดความสัมพันธ์ไปกว่า 20 ปีแล้ว แต่บันทึกการบินของเครื่องบินส่วนตัวเอปสตีนแสดงให้เห็นว่า คลินตันเคยร่วมเดินทางไปต่างประเทศถึง 4 ครั้งในช่วงปี 2002-2003

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังเคยเปิดเผยภาพถ่ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีตามกฎหมายเปิดเผยข้อมูล โดยปรากฏภาพอดีตประธานาธิบดีคลินตันในอิริยาบถพักผ่อน ทั้งการว่ายน้ำในสระและการนอนพักในอ่างน้ำร้อนภายในคฤหาสน์ของเอปสตีน ซึ่งทางโฆษกของคลินตันชี้แจงว่าเป็นภาพเก่าหลายสิบปีและเกิดขึ้นก่อนที่พฤติกรรมอื้อฉาวของเอปสตีนจะถูกเปิดเผย

เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ จากพรรครีพับลิกัน ย้ำชัดว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” โดยระบุว่าที่ผ่านมาทีมกฎหมายของคลินตันพยายามใช้แท็กติก “ประวิงเวลา” มาโดยตลอด ทั้งที่การออกหมายเรียกครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองพรรค

ขณะนี้ยังไม่มีการระบุวันเวลาที่แน่นอนสำหรับการเข้าให้การ แต่เหตุการณ์นี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตระกูลคลินตันและทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ในอนาคตอย่างไร.

ที่มา BBC

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต อดีตรมว.ยุติธรรม รับสินบนกว่า 620 ล้านบาท

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต อดีตรมว.ยุติธรรม รับสินบนกว่า 620 ล้านบาท

3 ก.พ. 2569 12:24 น.

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต อดีตรมว.ยุติธรรม รับสินบนกว่า 620 ล้านบาท

ศาลจีนสั่งจำคุกตลอดชีวิต “ถัง อวี้จิน” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลังตัดสินว่ามีความผิดฐานรับสินบนเป็นมูลค่าสูงถึง 620 ล้านบาท ตลอดช่วงระยะเวลากว่า 16 ปี

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซี่ยเหมิน ทางตะวันออกของจีน มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายถัง อี้จวิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลังตัดสินว่ามีความผิดฐานรับสินบนเป็นมูลค่าสูงถึง 620 ล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี

คำแถลงของศาลระบุว่า นายถัง วัย 64 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระหว่างปี  2563–2566  ได้ใช้อำนาจหน้าที่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งต่าง ๆ รวมถึงอดีตผู้ว่าการมณฑลเหลียวหนิง และอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครหนิงโป แสวงหาผลประโยชน์ให้กับบุคคลและองค์กรหลายแห่ง

ศาลระบุว่า ระหว่างปี  2549–2565 นายถังรับสินบนรวม 137 ล้านหยวน หรือประมาณ 620 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เช่น การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การจัดหาเงินกู้จากธนาคาร การได้มาซึ่งที่ดิน และการอำนวยความสะดวกในโครงการสำคัญ ซึ่งศาลชี้ว่า มูลค่าการรับสินบนอยู่ในระดับสูงอย่างมาก และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน   

ทั้งนี้ คดีของนายถังถือเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เปิดฉากตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2555.

ที่มา CNA

จีนจวกยับ “ดาไลลามะ” คว้ารางวัลแกรมมี ชี้เป็นการ “ปั่นหัวทางการเมือง” เพื่อต่อต้านจีน

จีนจวกยับ "ดาไลลามะ" คว้ารางวัลแกรมมี ชี้เป็นการ "ปั่นหัวทางการเมือง" เพื่อต่อต้านจีน

3 ก.พ. 2569 11:46 น.

จีนจวกยับ “ดาไลลามะ” คว้ารางวัลแกรมมี ชี้เป็นการ “ปั่นหัวทางการเมือง” เพื่อต่อต้านจีน

ทางการจีนออกโรงคัดค้านอย่างรุนแรง หลังองค์ดาไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งทิเบต คว้ารางวัลแกรมมี สาขาหนังสือเสียง โดยรัฐบาลจีนระบุว่าเป็นการใช้รางวัลทางศิลปะเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีจีน พร้อมย้ำจุดยืนไม่ยอมรับการกำหนดตัวผู้สืบทอดตำแหน่งในต่างแดน

รัฐบาลจีนแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างมากต่อผลการประกาศรางวัลแกรมมีครั้งล่าสุด หลังจากที่ องค์ดาไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดของทิเบต ได้รับรางวัลแกรมมีในสาขาหนังสือเสียง (Audiobook) จากผลงานที่มีชื่อว่า “Meditations: The Reflections of His Holiness the Dalai Lama” โดยจีนระบุว่าขอคัดค้านการใช้รางวัลทางศิลปะเพื่อ “การปั่นหัวทางการเมืองในเชิงต่อต้านจีน”

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า “เราขอคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้รางวัลด้านศิลปะมาเป็นเครื่องมือในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ต่อต้านจีน ซึ่งจุดยืนในเรื่องนี้ของเรานั้นชัดเจนและสม่ำเสมอมาโดยตลอด”

ในทางกลับกัน องค์ดาไลลามะ วัย 90 ปี ซึ่งปัจจุบันพำนักลี้ภัยอยู่ที่เมืองธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียระบุว่า ท่านขอรับรางวัลนี้ด้วยความซาบซึ้งและอ่อนน้อม พร้อมเสริมว่า “อาตมาไม่ได้มองว่ารางวัลนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถือเป็นการยอมรับในความรับผิดชอบร่วมกันต่อสากลโลก” โดยในงานประกาศรางวัล รูฟัส เวนไรต์ (Rufus Wainwright) ศิลปินผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานเป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลแทนท่าน

ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ดาไลลามะและจีนทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการหาผู้สืบทอดตำแหน่ง ซึ่งองค์ดาไลลามะเคยระบุว่า การสืบทอดตำแหน่งของท่านจะเกิดขึ้นใน “โลกเสรี” ซึ่งหมายถึงนอกดินแดนจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์และไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า เทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยืนกรานว่าการสืบทอดตำแหน่งจะต้องเป็นไปตามกฎหมายของจีน พวกเขาจะต้องเป็นผู้อนุมัติการคัดเลือกพระลามะอาวุโสทั้งหมดตามความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด รวมทั้งองค์ดาไลลามะด้วย ซึ่งท้ายที่สุดจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลจีนเท่านั้น

ทั้งนี้ องค์ดาไลลามะต้องลี้ภัยออกจากทิเบตตั้งแต่ปี 1959 หลังจีนส่งกองกำลังเข้าปราบปรามการลุกฮือของชาวทิเบต โดยจีนมองว่าดาไลลามะเป็นกลุ่มกบฏและผู้แบ่งแยกดินแดน ขณะที่ชาวทิเบตพลัดถิ่นกังวลว่า จีนกำลังพยายามเข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่เพื่อกระชับอำนาจในการปกครองทิเบตที่ยึดครองมาตั้งแต่ปี 1950 ให้เบ็ดเสร็จยิ่งขึ้น.

ที่มา BBC

จีนสั่งแบน “มือจับประตูรถแบบซ่อน” ในรถ EV หลังพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

จีนสั่งแบน "มือจับประตูรถแบบซ่อน" ในรถ EV หลังพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

3 ก.พ. 2569 10:50 น.

จีนสั่งแบน “มือจับประตูรถแบบซ่อน” ในรถ EV หลังพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

จีนเป็นประเทศแรกที่ประกาศแบน “มือจับประตูรถแบบซ่อน” ที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้งที่ผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในรถเนื่องจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง บังคับทุกคันต้องมีระบบปลดล็อกประตูแบบกลไก ทั้งจากด้านในและด้านนอกเพื่อความปลอดภัย

ทางการจีนประกาศกฎระเบียบใหม่ สั่งห้ามการใช้มือจับประตูแบบซ่อนในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกมาเคลื่อนไหวสั่งระงับการใช้ดีไซน์ยอดนิยมที่ริเริ่มโดยเทสลา ของอีลอน มัสก์ มาตรการนี้มีขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทั่วโลก หลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรงหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์รถ EV แบรนด์ Xiaomi ในจีนที่ประสบอุบัติเหตุจนระบบไฟฟ้าล้มเหลว ทำให้ประตูไม่สามารถเปิดออกได้จากทั้งด้านในและด้านนอก

กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ระบุว่า รถยนต์ที่จะวางจำหน่ายในจีนได้นั้น ต้องมีระบบปลดล็อกประตูแบบกลไก (Mechanical Release) ทั้งด้านในและด้านนอก โดยกฎใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2027

สำหรับรายละเอียดทางเทคนิคที่กำหนด เช่น ด้านนอกรถ ประตูผู้โดยสารทุกบาน (ยกเว้นฝากระโปรงท้าย) ต้องมีช่องเว้าที่มีขนาดไม่น้อยกว่า 6 ซม. x 2 ซม. และลึกอย่างน้อย 2.5 ซม. เพื่อให้สามารถเข้าถึงมือจับประตูได้ง่ายในยามฉุกเฉิน ส่วนด้านในรถ ต้องมีป้ายหรือสัญลักษณ์บอกวิธีการเปิดประตูที่ชัดเจน ขนาดไม่ต่ำกว่า 1 ซม. x 0.7 ซม.

โดยรถยนต์รุ่นที่ผ่านการอนุมัติแล้วและกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าสู่ตลาด จะได้รับระยะเวลาผ่อนปรนอีก 2 ปี เพื่อปรับปรุงการออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่

ผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน “มือจับประตูแบบซ่อน” เป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของจีน โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ ไชน่า เดลี  ระบุว่ารถยนต์ในกลุ่ม 100 รุ่นที่ขายดีที่สุด กว่า 60% เลือกใช้ดีไซน์นี้เพื่อความสวยงามและเป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์

แม้ข้อบังคับนี้จะใช้กับรถที่ขายในจีนเท่านั้น แต่ด้วยสถานะของจีนที่เป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ทำให้คาดการณ์ว่าผู้ผลิตทั่วโลกอาจต้องปรับตัวตาม นอกจากนี้ หน่วยงานความปลอดภัยในสหรัฐฯ (NHTSA) กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนปัญหาประตูรถเทสลา หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่าระบบไฟฟ้าขัดข้องจนมีเด็กติดอยู่ในรถ และเจ้าของรถบางรายต้องตัดสินใจทุบกระจกเพื่อเอาตัวรอด ขณะที่สหภาพยุโรปเองก็กำลังพิจารณาข้อกำหนดในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน.

ที่มา BBC

เกิดเหตุเหมืองโคลแทน ในคองโกตะวันออกถล่ม คนงานดับกว่า 200 ศพ

เกิดเหตุเหมืองโคลแทน ในคองโกตะวันออกถล่ม คนงานดับกว่า 200 ศพ

3 ก.พ. 2569 10:47 น.

เกิดเหตุเหมืองโคลแทน ในคองโกตะวันออกถล่ม คนงานดับกว่า 200 ศพ

เกิดเหตุดินถล่มบริเวณเหมืองโคลแทน “รูบายา” ทางตะวันออกของประเทศคองโก คร่าชีวิตมากกว่า 200 ศพ รวมคนงาน เด็ก และแม่ค้า ทางการยอมรับยังมีผู้ติดค้างในอุโมงค์เหมือง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์  2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเหมืองโคลแทนถล่มครั้งใหญ่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 ศพ ตามการเปิดเผยของโฆษกผู้ว่าการจังหวัด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มกบฏเอ็ม23 ที่ควบคุมพื้นที่ 

เหมืองรูบายา ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโกมา เมืองเอกของจังหวัดนอร์ทคิวู ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 60 กิโลเมตร โดยฝนตกหนักในช่วงฤดูฝน ทำให้ดินอ่อนตัวและพังถล่มลงมาทับอุโมงค์เหมืองที่ขุดด้วยมือ

ทางด้านโฆษกของผู้ว่าการจังหวัดนอร์ทคิวู เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันศุกร์ว่า มีผู้ตกเป็นเหยื่อจากดินถล่มครั้งนี้มากกว่า 200 คน รวมถึงคนงานเหมือง เด็ก และแม่ค้าที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว บางคนได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ทันเวลาแต่บาดเจ็บสาหัส

เขาระบุว่า ขณะนี้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 20 ราย เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล พร้อมชี้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากสภาพดินที่เปราะบางในช่วงฤดูฝน“ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตอยู่ภายในหลุมเหมือง ดินได้ทรุดตัวลงมาเอง” มูยิซากล่าว

ทั้งนี้ เหมืองรูบายาเป็นแหล่งผลิตโคลแทนราวร้อยละ 15 ของปริมาณทั้งโลก โดยแร่ชนิดนี้ถูกนำไปแปรรูปเป็นแทนทาลัม โลหะทนความร้อนสูงที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอากาศยาน และกังหันก๊าซ ขณะที่เหมืองแห่งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏเอ็ม23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดา นับตั้งแต่ปี  2567 .

ที่มา Aljazeera

นายกฯ UK สั่งตรวจสอบอดีตทูต ปมพัวพันคดีเอปสตีน

นายกฯ UK สั่งตรวจสอบอดีตทูต ปมพัวพันคดีเอปสตีน

3 ก.พ. 2569 06:17 น.

นายกฯ UK สั่งตรวจสอบอดีตทูต ปมพัวพันคดีเอปสตีน

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร สั่งตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน กับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารชุดใหม่ และพบการโอนเงิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรออกคำสั่งให้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ กับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคดีมากมาย และพบว่านายแมนเดลสันอาจมีส่วนพัวพัน

บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง หรือสำนักงานนายกรัฐมนตรี UK ออกแถลงการณ์ในวันจันทร์ (2 ก.พ. 2569) ว่า นายกฯ สตาร์เมอร์สั่งให้มีการสืบสวนเป็นการด่วนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ปีเตอร์ แมนเดลสัน กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศชาวอเมริกันที่เสียชีวิตไปแล้ว ในช่วงเวลาที่แมนเดลสันยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล

นอกจากนี้ สตาร์เมอร์ยังเชื่อว่าแมนเดลสันควรถูกถอดถอนออกจากบรรดาศักดิ์ “ลอร์ด” และไม่ควรนั่งในสภาขุนนาง (House of Lords) อีกต่อไป

อนึ่ง การสืบสวนครั้งนี้ ซึ่งนำโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย คริส วอร์มัลด์ เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีนอีกกว่า 3 ล้านฉบับเมื่อสัปดาห์ก่อน และมีข้อมูลการติดต่อกันระหว่างทั้งคู่ ในช่วงที่แมนเดลสันยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ถูกเผยแพร่ออกมาด้วย

บันทึกทางการเงินที่ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ระบุว่า ในปี 2552 แมนเดลสันซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจ ได้ส่งรายงานสรุปทางเศรษฐกิจที่เตรียมไว้ให้ กอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีในตอนนั้น ไปให้เอปสตีน พร้อมคำบรรยายสั้นๆ ว่า “บันทึกที่น่าสนใจซึ่งส่งถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว”

นอกจากนี้ ยังพบว่าเอปสตีนได้โอนเงินรวม 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการชำระเงิน 3 ครั้ง ไปยังบัญชีที่เชื่อมโยงกับนายแมนเดลสันในช่วงปี 2547-2548

แมนเดลสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการฟื้นฟูพรรคแรงงาน (Labour) ให้กลับมาเป็นขั้วอำนาจทางการเมืองในยุค 1990 ภายใต้การนำของโทนี แบลร์ ได้ประกาศลาออกจากพรรคเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้าง “ความอับอายเพิ่มเติม” ให้กับพรรค

โฆษกของเซอร์สตาร์เมอร์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี “เชื่อว่าปีเตอร์ แมนเดลสัน ไม่ควรเป็นสมาชิกสภาขุนนางหรือใช้บรรดาศักดิ์นี้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะถอดถอนตำแหน่งดังกล่าวได้เอง”

ก่อนหน้านี้ เซอร์ สตาร์เมอร์เรียกร้องให้สมาชิกสภาขุนนางร่วมมือกับรัฐบาลในการ “ปรับปรุงกระบวนการทางวินัยให้ทันสมัย” และ “เปิดทางให้สามารถถอดถอนสมาชิกสภาขุนนางที่ทำให้สภาเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ง่ายขึ้น”

ทั้งนี้ สตาร์เมอร์ได้เรียกร้องให้สมาชิกสภาขุนนางร่วมมือกับรัฐบาลในการ “ปรับปรุงกระบวนการทางวินัยให้ทันสมัย” และ “เปิดทางให้สามารถถอดถอดสมาชิกสภาขุนนางที่ทำให้สภาเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ง่ายขึ้น”

อนึ่ง ลอร์ด แมนเดลสันถูกถอดออกจากตำแหน่งในเดือนกันยายน 2568 หลังจากที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากสตาร์เมอร์เมื่อปลายปี 2564 เนื่องจากความสัมพันธ์กับเอปสตีน ซึ่งลอร์ดแมนเดลสันได้กล่าวขอโทษต่อเหยื่อของเอปสตีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมถึงขอโทษที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรกับเอปสตีนไว้

ส่วนในกรณีล่าสุด ลอร์ด แมนเดลสันบอกว่าจำเรื่องการโอนเงินไม่ได้เลย และไม่ทราบว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นของจริงหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

3 ก.พ. 2569 04:17 น.

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย โดยสหรัฐฯ จะลดกำแพงภาษีที่เก็บจากสินค้าอินเดียเหลือ 18% ขณะที่ฝ่ายอินเดียสัญญาจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และซื้อสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ประกาศผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ และอินเดียได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว และจะเริ่มดำเนินการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันในทันที หลังจากการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศยืดเยื้อมานานหลายเดือน

นายทรัมป์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยังได้ตกลงที่จะซื้อสินค้าจากอเมริกา “ในระดับที่สูงขึ้นมาก” และให้คำมั่นที่จะ “หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะหันมาซื้อจากสหรัฐฯ รวมถึงอาจจะซื้อจากเวเนซุเอลาเพิ่มมากขึ้น”

ประกาศของนายทรัมป์ระบุว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีโมดีแห่งอินเดียเมื่อเช้านี้ ท่านเป็นหนึ่งในมิตรสหายที่ดีที่สุดของผม และเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจและได้รับความเคารพนับถือจากประเทศของท่าน เราได้พูดคุยกันในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องการค้า และการยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน”

“ท่านตกลงที่จะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะซื้อจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอาจจะซื้อจากเวเนซุเอลาด้วย สิ่งนี้จะช่วยยุติสงครามในยูเครนที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้ผู้คนต้องล้มตายหลายพันคนในทุกๆ สัปดาห์!”

“ด้วยมิตรภาพและความเคารพที่มีต่อนายกรัฐมนตรีโมดี และตามคำขอของท่าน เราได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย โดยมีผลทันที ซึ่งสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนในอัตราที่ลดลง โดยลดจาก 25% เหลือ 18% ในขณะเดียวกัน ทางอินเดียก็จะดำเนินการลดภาษีศุลกากรและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสหรัฐฯ ให้เหลือศูนย์ด้วย”

“นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียังให้คำมั่นว่าจะ ‘ซื้อสินค้าอเมริกัน’ ในระดับที่สูงขึ้นมาก นอกเหนือจากการซื้อพลังงาน เทคโนโลยี เกษตรกรรม ถ่านหิน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมของเรากับอินเดียจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นต่อไปในอนาคต นายกรัฐมนตรีโมดีและผมคือคนสองคนที่ ‘ลงมือทำจริงจนสำเร็จ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากคนส่วนใหญ่ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!”

ด้านนายโมดีก็ยืนยันเรื่องการลดอัตราภาษีด้วยการโพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า “ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผลิตภัณฑ์ ‘Made in India’ จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษีเหลือ 18% ในนามของประชาชนอินเดีย 1.4 พันล้านคน ขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสูงสำหรับการประกาศที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้”

“เมื่อสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำงานร่วมกัน ย่อมส่งผลดีต่อประชาชนของเราและปลดล็อกโอกาสอันมหาศาลสำหรับความร่วมมือที่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย”

“ความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งของโลก อินเดียสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพของเขาอย่างเต็มที่ ผมตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับเขาอย่างใกล้ชิดเพื่อนำพาความเป็นหุ้นส่วนของเราไปสู่ระดับที่สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” ข้อความของนายโมดีระบุ

อนึ่ง ประกาศของนายทรัมป์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อินเดียได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรป ซึ่งโมดีได้ยกย่องว่าเป็น “มารดาของข้อตกลงทั้งปวง”

นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่า ความคืบหน้าระหว่างยุโรปและอินเดียอาจเป็นตัว “จุดชนวน” ให้ทั้งนิวเดลีและวอชิงตันเร่งผลักดันข้อตกลงทวิภาคีระหว่างกันให้เร็วขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

3 ก.พ. 2569 03:48 น.

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

อินเดียกำลังหาวิธีแก้วิกฤตงูกัด ซึ่งคร่าชีวิตคนปีละหลายหมื่นราย ชี้ปัญหาขาดแคลนเซรุ่ม, บุคลากรไม่พร้อม และการเข้าถึงสาธารณสุขในชนบทไม่เพียงพอ

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 1 ก.พ. 2026 อ้างข้อมูลจากรัฐบาลกลางอินเดียระบุว่า มีชาวอินเดียประมาณ 50,000 คนเสียชีวิตจากงูกัดในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากงูกัดทั่วโลก ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2020 ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้น โดยระหว่างปี 2000 ถึง 2019 อินเดียอาจมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดสูงถึง 1.2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 58,000 คนต่อปี

ล่าสุด รายงานฉบับใหม่จาก หน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากงูกัดทั่วโลก (GST) พบว่า 99% ของบุคลากรทางการแพทย์ในอินเดียเผชิญกับอุปสรรคในการใช้เซรุ่มแก้พิษงู

นักวิจัยทำการสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ 904 คนในอินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย และไนจีเรีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากงูกัดมากที่สุด และพบอุปสรรคที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ การเข้าถึงเซรุ่มที่จำกัด และการขาดการฝึกอบรมที่เพียงพอ

บุคลากรทางการแพทย์เกือบครึ่งหนึ่งรายงานว่า ความล่าช้าในการรักษาได้นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในผู้ป่วย ซึ่งรวมถึงการต้องตัดแขนขา การผ่าตัด หรือปัญหาด้านการเคลื่อนไหวตลอดชีวิต

ในปี 2017 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้การได้รับพิษจากงูกัดเป็น “โรคเขตร้อนที่ถูกละเลยซึ่งมีความสำคัญสูงสุด” เนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก โดย WHO ประมาณการว่าในแต่ละปีมีผู้คนทั่วโลกถูกงูกัดราว 5.4 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คนต่อปี

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังระบุว่า ปัญหางูกัดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนชนบทที่ยากจนในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงอย่างไม่สมดุลเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

ดร. โยเกช เจน สมาชิกของ GST และแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในรัฐฉัตตีสครห์ ทางตอนกลางของอินเดียกล่าวว่า ในอินเดีย พื้นที่ที่มีรายงานการเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดคือภูมิภาคตอนกลางและตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานในฟาร์ม และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยากจน

ในปี 2024 อินเดียได้เปิดตัว แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการป้องกันและควบคุมการได้รับพิษจากงูกัด (NAPSE) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดอัตราการเสียชีวิตจากงูกัดลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังที่ดีขึ้น การปรับปรุงการจัดหาเซรุ่มและงานวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถทางการแพทย์ และการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่านี่คือก้าวที่มาถูกทางแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังคงขาดความต่อเนื่อง

“ในอินเดีย ปัญหางูกัดถูกมองว่าเป็นปัญหาของคนจน” ดร. เจนกล่าว “นั่นคือสาเหตุที่ไม่มีแรงผลักดันหรือการดำเนินการที่มากพอต่อการเสียชีวิตที่จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้โดยสิ้นเชิงเหล่านี้ เมื่อพูดถึงการรักษางูกัด ทุกวินาทีมีค่าเสมอ”

อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการเข้าถึงสถานพยาบาลเป็นเรื่องปกติในพื้นที่ชนบทของอินเดีย เนื่องจากถนนหนทางที่ย่ำแย่ โรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล และการขาดแคลนบริการรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที

ดร. เจน กล่าวว่า ปัจจุบันบางรัฐกำลังพยายามเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษา โดยการสำรองเซรุ่มแก้พิษงูไว้ในศูนย์สุขภาพระดับปฐมภูมิและศูนย์สุขภาพชุมชน แต่การฉีดเซรุ่มให้ถูกต้องยังคงเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ และพวกเขากลัวที่จะให้เซรุ่ม เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้

“การให้เซรุ่มต้องผสมกับน้ำเกลือและฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ศูนย์สุขภาพหลายแห่งไม่มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น” ดร. เจนอธิบาย

เขากล่าวเสริมว่า อีกปัญหาหนึ่งคือผู้คนจำนวนมากในชนบทของอินเดียยังคงพึ่งพาผู้มีวิชาอาคมหรือการรักษาตามความเชื่อในท้องถิ่น และจะตัดสินใจไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่ออาการทรุดหนักลงแล้วเท่านั้น ซึ่งบ่อยครั้งก็นำไปสู่การเสียชีวิต

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือการจัดหาเซรุ่มแก้พิษงูที่มีคุณภาพสูง

นายเจอร์รี มาร์ติน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร The Liana Trust ซึ่งทำงานเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างคนกับงูในรัฐกรรณาฏะกะ กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียมีเซรุ่มที่สามารถป้องกันพิษของงู “4 สายพันธุ์หลัก” เท่านั้น ได้แก่ งูเห่าอินเดีย, งูทับสมิงคลา, งูแมวเซาอินเดีย และงูเกล็ดเลื่อย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์งูกัดส่วนใหญ่

แต่ยังมีงูพิษอีกหลายสิบชนิดที่อินเดียยังไม่มีเซรุ่มที่ผลิตมาเพื่อแก้พิษโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึง งูเขียวหางไหม้ ที่พบมากในรัฐหิมาจัลประเทศทางตอนเหนือ, งูแมวเซามาลาบาร์, งูจมูกโหนก ที่พบในรัฐทางตอนใต้ รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์อินเดีย (AIIMS) ในเมืองโชธปุระ รัฐราชสถาน เมื่อปีที่แล้ว ได้ตอกย้ำถึงปัญหานี้ โดยพบว่ามีการนำเซรุ่มที่ใช้รักษาพิษงูเกล็ดเลื่อยไปใช้กับผู้ป่วยถูกงูกัด 105 ราย ในกรณีที่ไม่ทราบชนิดงูชัดเจน ปรากฏว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่ดีนัก

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา องค์กร The Liana Trust ได้ทำการศึกษาพิษจากงูสายพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่ม “4 สายพันธุ์หลัก” เพื่อพัฒนาเซรุ่มแก้พิษ แต่มาร์ตินกล่าวว่าความคืบหน้าเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากกระบวนการนี้ต้องใช้ทั้งแรงงานคนและเวลาเป็นอย่างมาก

เขาเรียกร้องให้รัฐอื่น ๆ เจริญรอยตามคำสั่งในปี 2024 ของรัฐบาลรัฐกรรณาฏกะ ที่กำหนดให้การถูกงูกัดเป็น “โรคที่ต้องแจ้งความ” ซึ่งบีบให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องรายงานเหตุการณ์ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหาการรายงานข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

3 ก.พ. 2569 02:19 น.

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

มาริอุส บอร์ก ฮอยบี ลูกชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมเป็นครั้งที่ 4 ก่อนที่เขาจะต้องขึ้นศาลคดีข่มขืนและยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า มาริอุส บอร์ก ฮอยบี ลูกชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่าทำร้ายร่างกาย ก่อนที่เขาจะต้องขึ้นศาลในกรุงออสโลในวันอังคารนี้ (3 ก.พ.) เพื่อรับฟังข้อหาทั้งหมด 38 กระทง ซึ่งรวมถึงการข่มขืนสตรี 4 ราย

ตำรวจระบุว่า การจับกุมตัวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยข้อกล่าวหาล่าสุดของนายฮอยบีเกี่ยวข้องกับการใช้มีดเป็นอาวุธและละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้ และมีความเสี่ยงที่เขาจะกระทำผิดซ้ำ

นี่นับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ที่ฮอยบีถูกตำรวจควบคุมตัว นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 หลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายหญิงสาวที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย โดยฮอยบีให้การภาคเสธ ปฏิเสธการกระทำผิดในข้อหาที่โทษรุนแรงที่สุด เช่น ข่มขืนและใช้ความรุนแรงในครอบครัว แต่ยอมรับข้อหาที่โทษเบากว่าบางข้อหา

เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์นอร์เวย์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากเอกสารคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ที่ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยออกมาชี้ว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ติดต่อกับนายเอปสตีนผ่านทางจดหมายระหว่างปี 2554-2557 หลายปีหลังจากที่อดีตนักการเงินรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีค้าประเวณีไปแล้ว

เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ทรงยอมรับว่าเป็นการ “ตัดสินใจที่ผิดพลาด” ที่ติดต่อกับเอปสตีน และพระองค์ทรงแสดงความเสียพระทัยอย่างที่สุดและขอเป็นกำลังใจให้กับเหยื่อที่ถูกนายเอปสตีนล่วงละเมิด พร้อมทั้งตรัสว่าการติดต่อกับเขาเป็นเรื่องที่ “น่าอับอายอย่างยิ่ง”

มีข้อมูลปรากฏด้วยว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต เคยเข้าพักที่บ้านของเอปสตีนในรัฐฟลอริดาเป็นเวลา 4 คืนในช่วงที่เขาไม่ได้อยู่ที่นั่น และเคยถามเอปสตีนว่า เป็นการไม่เหมาะสมหรือไม่ หากคนเป็นแม่จะแนะนำวอลเปเปอร์รูปผู้หญิงเปลือยสองคนถือกระดานโต้คลื่นให้กับลูกชายวัย 15 ปี

นาย โยนาส การ์ สเตอร์ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์กล่าวว่า เขาเห็นด้วยที่เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ยอมรับว่าพระองค์ตัดสินใจผิดพลาดเรื่องเอปสตีน ซึ่งถือเป็นการสื่อความหมายโดยนัยตำหนิการกระทำของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทั้งนี้ นายฮอยบีเป็นลูกชายของ เมตเต-มาริต ที่เกิดกับนาย มอร์เทิน บอร์ก อดีตเพื่อนชายคนสนิท ก่อนที่เธอจะเสกสมรสเจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ โดยในตอนนั้นฮอยบีมีอายุ 4 ขวบแล้ว ซึ่งเจ้าชายโฮกุนรับเขาเป็นโอรสบุญธรรม แต่ฮอยบีถือเป็นสามัญชน ไม่มีบรรดาศักดิ์ และไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติกิจสาธารณะของเชื้อพระวงศ์

ข้อหาที่ฮอยบีต้องเผชิญนั้น มีตั้งแต่การข่มขืนและการทารุณกรรม ไปจนถึงการละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้ การขนส่งกัญชาน้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม และการขับรถเร็วเกินกำหนด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc