นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

20 ม.ค. 2569 11:31 น.

นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยนำเสียงเพลง ส่งความสุข และแรงบันดาลใจให้เด็กๆ 150 คน ที่ศูนย์เมอร์ซี่ ชุมชนคลองเตย โดยนักดนตรีชื่อดังชาวอิสราเอล เนียร์ แบรนด์ มาร่วมขับกล่อมดนตรี

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเชิญ เนียร์ แบรนด์  นักดนตรีระดับปรมาจารย์มาแสดงดนตรีส่งความสุขให้แก่เด็กๆ 150 คน ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “หนึ่งคน หนึ่งเปียโน” เพื่อสร้างความเพลิดเพลินสนุกสนานให้เด็กๆ ที่มีอายุ 3 ถึง 15 ปี กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างอิสราเอลและประเทศไทย ทั้งในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล และประชาชนต่อประชาชน

งานนี้เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมมม์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มาร่วมฟังดนตรีที่นำความสุขและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ด้วย พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่เด็กๆ ที่มาฟังดนตรี

มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล ศูนย์เมอร์ซี่ ตั้งอยู่ในชุมชนคลองเตย กรุงเทพฯ ดำเนินงานภายใต้การดูแลของบาทหลวงโจเซฟ เอช.    ไมเออร์ เป็นองค์กรชุมชนที่ให้การสนับสนุนเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชนที่เปราะบางมานานกว่า 54 ปี โดยมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การศึกษา และโอกาสที่เท่าเทียม พร้อมทั้งปลูกฝังคุณค่าด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และความเมตตาผ่านการพัฒนาสังคมแบบองค์รวม 

ขณะที่ เนียร์ แบรนด์ วาทยากรระดับปรมาจารย์ นักแสดง และนักการศึกษาด้านดนตรีชาวอิสราเอล ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะทูตวัฒนธรรมที่เป็นตัวแทนของอิสราเอล ต่อผู้คนทุกเพศทุกวัยและทุกภูมิหลัง พันธกิจตลอดชีวิตของเขาคือการนำความสุขและความงดงามของดนตรีคลาสสิกมาสู่ผู้ชมทั่วโลก เขาเดินทางไปแสดงดนตรีมาแล้วในหลายประเทศในแอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา สร้างสายสัมพันธ์ที่เน้นเรื่องความรักในดนตรี และชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

อโลนา ฟิชเชอร์-คัมมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวในงานว่า “ในแต่ละปีสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ จะจัดโครงการเพื่อชุมชนตามความตั้งใจที่มีมาโดยตลอด เพื่อตอบแทนสังคมที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่นด้วยดีเสมอมา ดนตรีมีพลังพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจ ทั้งยังจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และเปิดประตูสู่ความฝันให้เด็กๆ จึงหวังว่าการแสดงในวันนี้จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้ เชื่อมั่นในอนาคตของตนเอง และมองโลกในฐานะที่เป็นสถานที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยโอกาส ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสามัคคีปรองดองต่อไป”.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สถานทูตอิสราเอล

ยูเอ็นย้ำ “Board of Peace” บอร์ดสันติภาพของทรัมป์ มีอำนาจเฉพาะแผนกาซา ไม่เกี่ยวภารกิจโลก

ยูเอ็นย้ำ “Board of Peace” บอร์ดสันติภาพของทรัมป์ มีอำนาจเฉพาะแผนกาซา ไม่เกี่ยวภารกิจโลก

20 ม.ค. 2569 11:16 น.

ยูเอ็นย้ำ “Board of Peace” บอร์ดสันติภาพของทรัมป์ มีอำนาจเฉพาะแผนกาซา ไม่เกี่ยวภารกิจโลก

ยูเอ็นย้ำ “Board of Peace” คณะกรรมการสันติภาพที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งขึ้น ได้รับไฟเขียวจากคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นให้ทำงานเฉพาะแผนสันติภาพฉนวนกาซาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับภารกิจโลก 

วันที่ 20 มกราคม 2568 นายฟาร์ฮาน ฮัก รองโฆษกองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น แถลงย้ำว่า คณะกรรมการสันติภาพ” หรือ Board of Peace ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอจัดตั้งขึ้น ได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ให้ทำงานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนสันติภาพฉนวนกาซาเท่านั้น ไม่ครอบคลุมภารกิจด้านความขัดแย้งระดับโลกอื่น ๆ

รองโฆษกฯ กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันว่า ยูเอ็นเคยทำงานร่วมกับองค์กรลักษณะคล้ายกันมาแล้วหลายแห่ง บางองค์กรมีข้อตกลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับยูเอ็น ขณะที่บางแห่งไม่มี พร้อมย้ำว่ายังต้องรอดูรายละเอียดว่า Board of Peace จะถูกจัดตั้งและดำเนินงานอย่างไร ก่อนพิจารณาความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป อย่างรัสเซีย เบลารุส และไทย เป็นกลุ่มล่าสุดที่ได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมคณะกรรมการนี้ ขณะที่ฝรั่งเศสแม้ได้รับการทาบทาม แต่ยังไม่ตอบรับในระยะนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ซึ่งทำงานใกล้ชิดประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสมีความกังวลเกี่ยวกับการเคารพหลักการและโครงสร้างของสหประชาชาติ ทำให้ยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วมในเวลานี้

ขณะเดียวกันเกิดคำถามว่า Board of Peace อาจกลายเป็นกลไกคู่ขนานหรือคู่แข่งกับคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น ซึ่งเป็นองค์กรด้านความมั่นคงระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในส่วนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลออกมาแสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน โดยระบุว่า ความริเริ่มคณะกรรมการนี้เป็นผลเสียต่ออิสราเอล  และควรถูกยกเลิก.

ญี่ปุ่นทุบสถิตินักท่องเที่ยวปี 2025 พุ่ง 42 ล้านคน แม้นักท่องเที่ยวจีนดิ่งเกือบครึ่ง

ญี่ปุ่นทุบสถิตินักท่องเที่ยวปี 2025 พุ่ง 42 ล้านคน แม้นักท่องเที่ยวจีนดิ่งเกือบครึ่ง

20 ม.ค. 2569 11:09 น.

ญี่ปุ่นทุบสถิตินักท่องเที่ยวปี 2025 พุ่ง 42 ล้านคน แม้นักท่องเที่ยวจีนดิ่งเกือบครึ่ง

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเผยสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2025 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.7 ล้านคน อานิสงส์เยนอ่อนค่าช่วยหนุน แม้ยอดนักท่องเที่ยวจีนในเดือนธันวาคมจะดิ่งลงถึง 45% หลังเกิดความตึงเครียดทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นและจีน

กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศรวม 42.7 ล้านคนในปี 2025 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าปี 2024 ที่เคยทำสถิติราว 37 ล้านคน โดยแรงหนุนสำคัญมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนในเดือนธันวาคมลดลงราว 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือประมาณ 330,000 คน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่น หลังนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน ส่งผลให้จีนแสดงท่าทีไม่พอใจและแนะนำพลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น

ข้อมูลระบุว่า คำเตือนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนอย่างชัดเจน ทั้งที่จีนยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 มีนักท่องเที่ยวจีนเกือบ 7.5 ล้านคน คิดเป็นหนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และมีการใช้จ่ายในไตรมาสที่สามสูงถึงราว 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติญี่ปุ่น หรือ JNTO ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสูงกว่านักท่องเที่ยวชาติอื่นราว 22% ในปีที่ผ่านมา

ด้านรัฐมนตรีคมนาคม ยาสุชิ คาเนโกะ ระบุว่า การที่ญี่ปุ่นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวรวมเกิน 40 ล้านคนเป็นครั้งแรก ถือเป็น “ความสำเร็จที่สำคัญ” แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเดือนธันวาคมจะลดลง แต่ญี่ปุ่นยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศและภูมิภาคอื่นมาทดแทนได้ พร้อมแสดงความหวังว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเดินทางอีกครั้งในเร็ววัน

การเติบโตของการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมาจากนโยบายรัฐบาลที่ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ ตั้งแต่ภูเขาไฟฟูจิ ศาลเจ้า ไปจนถึงร้านอาหารท้องถิ่นในพื้นที่ห่างไกล โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ได้ 60 ล้านคนต่อปีภายในปี 2030

อย่างไรก็ตาม ทางการยอมรับว่าจำเป็นต้องกระจายนักท่องเที่ยวให้ทั่วถึงมากขึ้น หลังหลายเมืองเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้น โดยเฉพาะเกียวโต ที่ชาวบ้านร้องเรียนถึงความแออัด การรบกวนเกอิชาเพื่อถ่ายภาพ ปัญหาการจราจร และขยะ

ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่เริ่มออกมาตรการจัดการนักท่องเที่ยว เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมและจำกัดจำนวนนักปีนเขาต่อวันบนภูเขาไฟฟูจิ รวมถึงการติดตั้งสิ่งกีดขวางชั่วคราวหน้าร้านสะดวกซื้อในปี 2024 เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวลงไปยืนกลางถนนถ่ายภาพวิวภูเขาไฟฟูจิที่กลายเป็นกระแสไวรัล.


ที่มา AFP

ฟิลิปปินส์เฮ ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ เสริมความมั่นคงพลังงาน ลดพึ่งพาถ่านหิน

ฟิลิปปินส์เฮ ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ เสริมความมั่นคงพลังงาน ลดพึ่งพาถ่านหิน

20 ม.ค. 2569 09:50 น.

ฟิลิปปินส์เฮ ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ เสริมความมั่นคงพลังงาน ลดพึ่งพาถ่านหิน

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เผยฟิลิปปินส์ค้นพบก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสต ใกล้แหล่งมาลัมปายา นับเป็นการค้นพบครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ เสริมความมั่นคงพลังงาน ลดพึ่งพาถ่านหิน

วันที่ 20 มกราคม 2569 นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ เปิดเผยการค้นพบก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสต (Condensate) เชื้อเพลิงเหลวที่มีมูลค่าสูง จากหลุมสำรวจแห่งใหม่ชื่อ “มาลัมปายา อีสต์ วัน” (Malampaya East One – MAE-1) ใกล้แหล่งก๊าซมาลัมปายา นอกชายฝั่งเกาะปาลาวัน ถือเป็นการค้นพบก๊าซธรรมชาติครั้งแรกของประเทศในรอบกว่า 10 ปี

ผู้นำฟิลิปปินส์ ระบุว่า คาดว่ามีก๊าซธรรมชาติในชั้นหินของหลุมแห่งนี้ ราว 98,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือเทียบเท่าการผลิตไฟฟ้าได้เกือบ 14,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี โดยผลทดสอบเบื้องต้นพบว่า ก๊าซไหลออกมาในอัตรา 60 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สะท้อนศักยภาพการผลิตสูง ใกล้เคียงกับหลุมก๊าซดั้งเดิมของมาลัมปายา

หลุม MAE-1 ตั้งอยู่ห่างจากโครงการก๊าซสู่ไฟฟ้ามาลัมปายา ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศเพียงแห่งเดียวของฟิลิปปินส์ ราว 5 กิโลเมตร และยังมีการสำรวจแหล่งใกล้เคียงเพิ่มเติมในพื้นที่เดียวกัน

ทั้งนี้ โครงการนี้ดำเนินการโดยกลุ่มผู้รับสัมปทาน “เซอร์วิส์ คอนแทรกต์ 38”  นำโดยบริษัทไพร์ม เอเนอร์จี ร่วมกับ UC38 บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PNOC Exploration Corporation) และ Prime Oil and Gas Inc. ขณะที่ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าแหล่งมาลัมปายาอาจหมดลงภายในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ขยายสัญญาการผลิตแหล่งก๊าซดังกล่าวออกไปอีก 15 ปี พร้อมเปิดทางให้ขุดเจาะหลุมใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ขณะเดียวกันประเทศก็เริ่มนำเข้า LNG เพื่อรองรับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าก๊าซต่อเนื่อง.

ที่มา Reuters

พายุหิมะถล่มสหรัฐฯ รถชนต่อเนื่องกว่า 100 คันในรัฐมิชิแกน เจ็บหลายราย

พายุหิมะถล่มสหรัฐฯ รถชนต่อเนื่องกว่า 100 คันในรัฐมิชิแกน เจ็บหลายราย

20 ม.ค. 2569 09:40 น.

พายุหิมะถล่มสหรัฐฯ รถชนต่อเนื่องกว่า 100 คันในรัฐมิชิแกน เจ็บหลายราย

เกิดอุบัติเหตุรถชนต่อเนื่องครั้งใหญ่บนทางหลวงในรัฐมิชิแกนของสหรัฐฯ หลังพายุหิมะจากอิทธิพลของทะเลสาบเกรตเลกส์ปกคลุมพื้นที่ ส่งผลให้รถยนต์มากกว่า 100 คันชนกันหรือไถลออกนอกถนน

สภาพอากาศเลวร้ายจากพายุหิมะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุรถชนต่อเนื่องมากกว่า 100 คัน ตำรวจรัฐมิชิแกนต้องสั่งปิดการจราจรทั้งสองฝั่งของทางหลวงอินเตอร์สเตตหมายเลข 196 ใกล้เมืองแกรนด์แรพิดส์ เพื่อเร่งเคลื่อนย้ายรถที่ประสบเหตุ รวมถึงรถบรรทุกพ่วงมากกว่า 30 คัน เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์นี้เป็นผลกระทบล่าสุดจากพายุฤดูหนาวครั้งใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวปกคลุมหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติออกคำเตือนอุณหภูมิเย็นจัดและพายุหิมะในหลายรัฐ ตั้งแต่มินนิโซตา วิสคอนซิน อินดีแอนา โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย ไปจนถึงนิวยอร์ก

ขณะที่ก่อนหน้านี้ หิมะตกลงไปไกลถึงรัฐฟลอริดาตอนเหนือ และส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลในรัฐแมสซาชูเซตส์และชิคาโก ด้านเจ้าหน้าที่เตือนว่า หลายพื้นที่ในฟลอริดาตอนกลางและจอร์เจียตะวันออกเฉียงใต้ อาจเผชิญอุณหภูมิติดลบในช่วงข้ามคืนถึงวันอังคาร

ทางการคาดว่าถนนสายดังกล่าวจะต้องปิดการจราจรอีกหลายชั่วโมงเพื่อเคลียร์พื้นที่และอำนวยความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมา.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐอเมริกา

ฉลามโจมตีไม่หยุด รอบที่ 4 ใน 48 ชั่วโมง ล่าสุดชายเล่นเซิร์ฟบาดเจ็บในนิวเซาท์เวลส์

ฉลามโจมตีไม่หยุด รอบที่ 4 ใน 48 ชั่วโมง ล่าสุดชายเล่นเซิร์ฟบาดเจ็บในนิวเซาท์เวลส์

20 ม.ค. 2569 09:09 น.

ฉลามโจมตีไม่หยุด รอบที่ 4 ใน 48 ชั่วโมง ล่าสุดชายเล่นเซิร์ฟบาดเจ็บในนิวเซาท์เวลส์

สถานการณ์ฉลามทำร้ายคนตามแนวชายฝั่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียยังน่าห่วง หลังเกิดเหตุฉลามกัดคนเป็นครั้งที่ 4 ภายในไม่ถึง 48 ชั่วโมง ล่าสุดเป็นนักโต้คลื่นวัย 39 ปีเมื่อเช้าวันอังคารที่ผ่านมา

เหตุฉลามทำร้ายคนครั้งล่าสุดนี้ มีรายงานว่าฉลามกัดทะลุกระดานโต้คลื่นของผู้บาดเจ็บ ส่งผลให้เขาได้รับบาดแผลเล็กน้อย และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยขณะนี้อาการอยู่ในขั้นคงที่ เหตุเกิดใกล้แคมป์ Point Plomer ซึ่งอยู่ห่างจากนครซิดนีย์ขึ้นไปทางเหนือราว 450 กิโลเมตร

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันจันทร์ นักโต้คลื่นอายุน้อยรายหนึ่งรอดชีวิตอย่างหวุดหวิดจากการถูกฉลามโจมตีที่หาดดีไวห์ ในนครซิดนีย์ ขณะที่อีกเหตุซึ่งเกิดขึ้นห่างออกไปไม่กี่ชั่วโมงบริเวณหาดแมนลี ส่งผลให้ชายวัย 27 ปีได้รับบาดเจ็บรุนแรง

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันอาทิตย์ เด็กชายวัย 12 ปี ก็ถูกฉลามกัดจนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ชายหาดยอดนิยมในอ่าวซิดนีย์ นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ทางการต้องออกคำเตือนอย่างเร่งด่วน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ทะเลเตือนว่า ฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แหล่งน้ำตามชายฝั่งและปากแม่น้ำกลายเป็นพื้นที่อุดมด้วยสารอาหาร ดึงดูดฉลามเข้ามาใกล้ฝั่งมากขึ้น ขณะเดียวกัน น้ำที่ขุ่นและทัศนวิสัยต่ำ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กับฉลาม

ทางการเชื่อว่า ฉลามหัวบาตร (Bull shark) อาจเกี่ยวข้องกับหลายเหตุโจมตีในครั้งนี้ โดยฉลามชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็มและน้ำจืด และถูกจัดเป็นหนึ่งในฉลามที่มีอันตรายต่อมนุษย์มากที่สุด เป็นฉลามสายพันธุ์ที่คร่าชีวิตมนุษย์มากเป็นอันดับ 3 ของโลก

ล่าสุดตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ออกคำเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำและทำกิจกรรมทางทะเลในช่วงนี้ เนื่องจากสภาพอากาศและคุณภาพน้ำยังไม่เอื้ออำนวยต่อความปลอดภัย

แม้ออสเตรเลียจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดเหตุฉลามโจมตีบ่อยครั้งของโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า โอกาสถูกฉลามโจมตียังคงมีน้อยมาก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ต่อเนื่องหลายครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฉลาม

ทรัมป์ลั่น จ่าย 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้เป็นสมาชิกถาวรบอร์ดสันติภาพ

ทรัมป์ลั่น จ่าย 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้เป็นสมาชิกถาวรบอร์ดสันติภาพ

20 ม.ค. 2569 08:56 น.

ทรัมป์ลั่น จ่าย 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้เป็นสมาชิกถาวรบอร์ดสันติภาพ

รัฐบาลทรัมป์ เสนอให้ประเทศต่าง ๆ จ่ายเงินสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการเป็นสมาชิกถาวรใน “บอร์ดสันติภาพ” กลไกใหม่ที่ทรัมป์ผลักดันขึ้นมาเพื่อจัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศ 

เอกสารดังกล่าวระบุว่า ทำเนียบขาวได้เชิญผู้นำหลายประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกบอร์ดสันติภาพ หรือคณะกรรมการสันติภาพ ซึ่งทรัมป์จะดำรงตำแหน่งประธานด้วยตนเอง โดยมีรายชื่อผู้นำอย่าง ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี และนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา

ตามร่างกฎบัตร บอร์ดสันติภาพกำหนดให้ประเทศสมาชิก ซึ่งต้องมีผู้นำประเทศเป็นตัวแทน มีวาระดำรงตำแหน่งไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่กฎบัตรมีผลบังคับใช้ และสามารถต่ออายุได้ตามดุลยพินิจของประธานบอร์ด

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าว ไม่ใช้กับประเทศที่จ่ายเงินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 31,500 ล้านบาท ภายในปีแรก ของการจัดตั้งบอร์ด ซึ่งเท่ากับเปิดช่องให้ประเทศที่จ่ายเงินจำนวนมหาศาลสามารถรักษาสถานะสมาชิกได้ยาวนานกว่าเดิม

บอร์ดสันติภาพถูกเสนอขึ้นครั้งแรกเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการฟื้นฟูกาซา หลังสงคราม แต่เนื้อหาในกฎบัตรไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เฉพาะดินแดนปาเลสไตน์ โดยระบุว่าบอร์ดมีเป้าหมายในการส่งเสริมเสถียรภาพ ฟื้นฟูการปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากความขัดแย้ง

ทำเนียบขาวระบุว่า โครงสร้างขององค์กรจะประกอบด้วยบอร์ดหลัก คณะกรรมการปาเลสไตน์ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนแครตเพื่อบริหารกาซา และคณะกรรมการบริหารอีกชุดหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทเชิงที่ปรึกษา

อย่างไรก็ตาม พบว่าปฏิกิริยาจากพันธมิตรสำคัญอย่าง ฝรั่งเศสและแคนาดา เป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ ระบุว่า ฝรั่งเศสยังไม่สามารถเข้าร่วมได้ในขั้นตอนนี้ เนื่องจากกฎบัตรของบอร์ดมีขอบเขตกว้างเกินกว่าการฟื้นฟูกาซาตามกรอบที่สหประชาชาติรับรอง และขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศของฝรั่งเศส โดยเฉพาะสถานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

ด้านแหล่งข่าวรัฐบาลแคนาดาระบุว่า ออตตาวาจะไม่จ่ายเงินเพื่อเข้าร่วมบอร์ด และยังไม่ได้รับคำขอให้ชำระเงิน แม้นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ จะส่งสัญญาณยอมรับคำเชิญเข้าร่วมก็ตาม

ศาสตราจารย์พอล วิลเลียมส์ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน มองว่า ข้อเสนอขายสมาชิกถาวรในราคา 1 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าทรัมป์กำลังพยายามสร้างทางเลือกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแบบจ่ายเงิน แต่เป็นระบบที่ทรัมป์เพียงคนเดียวถืออำนาจยับยั้ง

เนื้อหาในกฎบัตรยังพาดพิงถึงสหประชาชาติ โดยระบุว่าบอร์ดสันติภาพควรมีความกล้าที่จะก้าวออกจากแนวทางและสถาบันที่ล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของทรัมป์ที่วิพากษ์วิจารณ์ UN มาโดยตลอด และเพิ่งประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 66 ฉบับ ซึ่งกว่าครึ่งเกี่ยวข้องกับ UN

ด้านสหประชาชาติออกมาตอบโต้ทันที โดยโฆษกประธานสมัชชาใหญ่ UN ระบุว่ามีองค์กรพหุภาคีสากลเพียงหนึ่งเดียวที่ทำหน้าที่ด้านสันติภาพและความมั่นคงของโลก และนั่นคือสหประชาชาติ

นักวิเคราะห์จาก International Crisis Group ระบุว่า มีอย่างน้อย 60 ประเทศที่ได้รับเชิญเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพ บางประเทศอาจมองว่าเป็นโอกาสสร้างความใกล้ชิดกับทรัมป์ แต่หลายประเทศอาจมองว่าเป็นการรวบอำนาจในเวทีโลก

ตามร่างกฎบัตร ทรัมป์ในฐานะประธานบอร์ด จะมีอำนาจถอดประเทศสมาชิกออกได้ เว้นแต่จะถูกคัดค้านด้วยเสียงสองในสามของสมาชิกทั้งหมด และยังมีสิทธิเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งประธาน หากตนเองพ้นจากตำแหน่ง

นักวิเคราะห์จาก German Marshall Fund ระบุว่า น่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่พร้อมเข้าร่วมโครงการนี้ ในช่วงเวลาที่หลายประเทศยังคงพยายามปกป้องระบบพหุภาคีเดิม.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

“คิม จองอึน” สั่งปลดฟ้าผ่า รองนายกฯ กลางงานพิธีเปิดโรงงาน เซ่นปัญหาโครงการปรับปรุงเครื่องจักร

"คิม จองอึน" สั่งปลดฟ้าผ่า รองนายกฯ กลางงานพิธีเปิดโรงงาน เซ่นปัญหาโครงการปรับปรุงเครื่องจักร

20 ม.ค. 2569 08:44 น.

“คิม จองอึน” สั่งปลดฟ้าผ่า รองนายกฯ กลางงานพิธีเปิดโรงงาน เซ่นปัญหาโครงการปรับปรุงเครื่องจักร

“คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โวยวายต่อหน้าสาธารณชน สั่งปลดฟ้าผ่า “ยาง ซองโฮ” รองนายกฯ ที่ดูแลด้านอุตสาหกรรมเครื่องจักรของประเทศ กลางงานพิธีเปิดโรงงาน ชี้บริหารโครงการล้มเหลว

วันที่ 20 มกราคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ มีคำสั่งปลดนายยาง ซองโฮ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายอุตสาหกรรมเครื่องจักร ออกจากตำแหน่งทันทีระหว่างพิธีเปิดโครงการปรับปรุงโรงงานเครื่องจักร “เรียงซอง” ระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา 

รายงานข่าวระบุว่า คิม จองอึน โวยวายตำหนิการดำเนินโครงการนี้ว่าเผชิญปัญหามากมาย ก่อให้เกิดความสับสนที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยไม่จำเป็น และยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับไม่น้อย โดยรายงานระบุว่า พรรคแรงงานต้องส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบโครงการอย่างละเอียด และพบปัญหากว่า 60 เรื่อง พร้อมกล่าวหาคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและปกป้องผลประโยชน์ตนเอง

พร้อมกันนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวหาว่านายยางมีพฤติกรรมและคำพูดไม่เหมาะสม เสมือนเยาะเย้ยศูนย์กลางพรรคและไม่สมควรดำรงตำแหน่งผู้นำ

โดยโครงการโรงงานเครื่องจักรเรียงซอง ในจังหวัดฮัมกยองใต้ เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรของเกาหลีเหนือ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่การประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 8 เมื่อปี 2564 โดยโรงงานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตอุปกรณ์ให้เหมืองแร่และโรงงานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

ที่ผ่านมาการปลดรองนายกรัฐมนตรีต่อหน้าสาธารณชนแบบครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่พบได้ยากและถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการเข้มงวดวินัยในหมู่เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจ ก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจใหม่และปรับโครงสร้างบุคลากรระดับสูงหลายหน่วยงาน.

ที่มา Yonhap

ออสเตรเลียเร่งสืบ พบศพหญิงสาวกลางหาด มีฝูงดิงโกห้อมล้อม

ออสเตรเลียเร่งสืบ พบศพหญิงสาวกลางหาด มีฝูงดิงโกห้อมล้อม

20 ม.ค. 2569 06:19 น.

ออสเตรเลียเร่งสืบ พบศพหญิงสาวกลางหาด มีฝูงดิงโกห้อมล้อม

(ภาพจาก WILLIAM WEST / AFP)

เจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียกำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริง หลังมีการพบศพหญิงสาวชาวแคนาดาอยู่กลางชายหาดยอดนิยมแห่งหนึ่ง โดยมีฝูงหมาป่าดิงโกห้อมล้อมร่างของเธออยู่

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 ตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ว่า มีผู้พบศพหญิงสาวชาวแคนาดาวัย 19 ปี เมื่อเวลาประมาณ 06:30 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น บนชายหาดของเกาะ การี (K’gari) นอกชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย

สารวัตรพอล อัลจี เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ชายสองคนที่กำลังขับรถไปตามแนวชายหาดสังเกตเห็นฝูงหมาป่าดิงโกประมาณ 10 ตัว รุมล้อมวัตถุบางอย่างอยู่ ก่อนจะพบว่าวัตถุนั้นคือร่างของหญิงสาว และขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเธอเสียชีวิตจากการจมน้ำ หรือถูกสัตว์เหล่านี้โจมตีกันแน่

อย่างไรก็ตาม สารวัตรอัลจีกล่าวว่ามีร่องรอยบนร่างกายที่สอดคล้องกับการถูกสัมผัสและรบกวนโดยหมาป่าดิงโก “มันเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจและน่าสยดสยองอย่างมากสำหรับพวกเขา (ผู้ที่พบศพ)”

ด้านสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียรายงานว่า หญิงสาวรายนี้ทำงานอยู่ที่โฮสเทลสำหรับนักท่องเที่ยวอิสระมาตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเธอได้บอกกับเพื่อนๆ ว่าจะออกไปว่ายน้ำในช่วงเช้าเวลา 05:00 น.

“เธอเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังหาความสุขในส่วนที่สวยงามของโลก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้เป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสลดใจ” อัลจีกล่าว และเสริมว่าจะมีการชันสูตรพลิกศพในวันพุธนี้

อนึ่ง ศพของหญิงสาวถูกพบบริเวณใกล้กับซากเรือมาเฮโน ซึ่งอัปปางและถูกซัดขึ้นฝั่งมาตั้งแต่ปี 1935 (พ.ศ. 2478) โดยซากโครงเหล็กของเรือได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

พื้นที่แถบนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีประชากรหมาป่าดิงโกอาศัยอยู่มาก ซึ่งเป็นสุนัขป่าสายพันธุ์พื้นเมืองที่ได้รับการคุ้มครองในอุทยานแห่งชาติของรัฐควีนส์แลนด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Zootopia 2 ทุบสถิติ แอนิเมชันจากฮอลลีวูด ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

Zootopia 2 ทุบสถิติ แอนิเมชันจากฮอลลีวูด ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

20 ม.ค. 2569 05:49 น.

Zootopia 2 ทุบสถิติ แอนิเมชันจากฮอลลีวูด ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล

Zootopia 2 ทำลายสถิติเป็นแอนิเมชันจากฮอลลีวูดทำเงินสูงสุดตลอดกาลด้วยรายได้ 1.7 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้า Inside Out 2 แต่ยังตามหลัง Ne Zha 2 จากจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ม.ค. 2569 ว่า Zootopia 2 (ซูโทเปีย: นครสัตว์มหาสนุก 2) กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันจากฮอลลีวูดที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลแล้ว หลังจากกวาดรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกไปถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.3 หมื่นล้านบาท)

Zootopia 2 ทำรายได้แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Inside Out 2 ซึ่งทำสถิติไว้ที่ 1.69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.28 หมื่นล้านบาท) หลังจากเข้าฉายในปี 2567

ปัจจุบัน Zootopia 2 รั้งอันดับ 9 ของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์บ็อกซ์ออฟฟิศโลก ตามหลังภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Avatar, Titanic, Avengers: Endgame และ Star Wars: The Force Awakens

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Zootopia 2 จะทำลายสถิติของฮอลลีวูด แต่ภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำรายได้สูงที่สุดในภาพรวมยังคงเป็น Ne Zha 2 (นาจา 2) จากประเทศจีน ซึ่งกวาดรายได้ไปถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.87 หมื่นล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา

“ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้เป็นของแฟนๆ ทั่วโลก และเหนือสิ่งอื่นใด ความกระตือรือร้นของพวกคุณคือสิ่งที่ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้” อลัน เบิร์กแมน ประธานร่วมของดิสนีย์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ระบุในแถลงการณ์ “พวกเราภูมิใจในตัวเหล่าผู้สร้างภาพยนตร์ของเราเป็นอย่างยิ่ง… Zootopia 2 คือความสำเร็จที่เหนือธรรมดา และเราขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชีวิตขึ้นมา”

Zootopia 2 ยังทำลายสถิติภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำรายได้เปิดตัวในช่วงสุดสัปดาห์แรกสูงที่สุด และเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันจากฮอลลีวูดที่ทำรายได้แตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกได้เร็วที่สุดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์แนวผจญภัยแฟนตาซีอย่าง Ne Zha 2 (นาจา 2) ยังคงนำห่าง โดยรายได้ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 2.2 พันล้านดอลลาร์นั้นมาจากตลาดในประเทศจีน

อนึ่ง Zootopia ที่ฉายในสหราชอาณาจักรและยุโรปทั้ง 2 ภาค ใช้ชื่อว่า Zootropolis เพราะติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เนื่องจากสวนสัตว์ในเดนมาร์กถือครองสิทธิ์ชื่อ “Zootopia” อยู่ ดิสนีย์จึงต้องเลี่ยงไปใช้ชื่ออื่น ขณะที่ในเยอรมนีใช้ชื่อว่า Zoomania ด้วยเหตุผลคล้ายกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc