ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

21 ม.ค. 2569 03:59 น.

ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

โดนัลด์ ทรัมป์ จัดงานแถลงข่าว ชูผลงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงเรื่องเศรษฐกิจและการตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่ยืนยันจุดยืนเรื่องกรีนแลนด์โดยเชื่อว่า เรื่องนี้จะไปได้สวย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวประจำวันที่ทำเนียบขาว ในวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ด้วย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับยุโรปเรื่องกรีนแลนด์ และคำขู่ใช้มาตรการภาษีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ

นายทรัมป์ก้าวขึ้นสู่โพเดียมแถลงข่าวพร้อมกับแฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ ซึ่งเขาเรียกมันว่ารายการ “ผลงานความสำเร็จ” ของเขา และนำเอกสารบางส่วนออกมาแสดงให้คนในห้องประชุมดู โดยส่วนใหญ่เป็นการพูดถึงนโยบายด้านคนเข้าเมืองในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

นายทรัมป์ยังชูรูปถ่ายของกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมในรัฐมินนิโซตา พร้อมกับกล่าวอ้างว่าคนเหล่านี้คือ “อาชญากรต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อีกไม่นานเขาจะเดินทางไปยัง “สถานที่ที่สวยงามในสวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งคำพูดนี้เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ได้จากคนในห้องแถลงข่าว ก่อนที่เขาจะเสริมว่า “ผมมั่นใจว่ามีคนรอต้อนรับผมอย่างมีความสุขแน่นอน”

อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งประเด็นคำขู่ของเขาที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลัง กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในที่ประชุม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสกล่าวต่อเหล่าผู้นำโลกที่ดาวอสว่า “มาตรการภาษีใหม่ๆ ที่สะสมอย่างไม่จบสิ้น” จากทางสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” ขณะที่นายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ ของแคนาดา ก็ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่าเขา “คัดค้านอย่างรุนแรง” ต่อการเก็บภาษีในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ชมผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา

นายทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลาเพียงสั้นๆ โดยมีการพูดถึงนาง มารีอา โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ผู้ซึ่งได้มอบเหรียญรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่ทรัมป์ ในตอนที่เธอเข้าพบเขาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

“บางทีเราอาจจะให้เธอเข้ามามีส่วนร่วมในทางใดทางหนึ่ง” ทรัมป์กล่าว พร้อมกับชื่นชมมาชาโดว่าเป็น “ผู้หญิงที่วิเศษอย่างน่าเหลือเชื่อ”

จับ “อาชญากร” นับหมื่นคน

จากนั้น นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในรัฐมินนิโซตา โดยระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ได้เข้าควบคุมตัวผู้อยู่อาศัยที่ไม่มีเอกสารจำนวนกว่า 10,000 คน และเขากล่าวว่า ทั้งหมดเป็น “อาชญากร” และเป็น “พวกที่เลวร้ายที่สุดในบรรดาพวกที่เลวร้าย”

ทั้งนี้ ก่อนที่นายทรัมป์จะเริ่มแถลง เจ้าหน้าที่ได้แจกสำเนาเอกสารข่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “365 ชัยชนะใน 365 วัน” ของประธานาธิบดีความสำเร็จอันดับที่ 1 ในรายการนั้นคือ การทำให้อัตราการย้ายถิ่นฐานสุทธิติดลบ ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

เสียใจกรณี เรเน่ กู๊ด

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์แสดงความเสียใจหลายครั้งต่อเหตุการณ์ที่ เรเน่ กู๊ด ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสองสัปดาห์ก่อน “มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก … นั่นเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า เขารู้สึก “แย่มาก” เมื่อทราบว่าพ่อของกู๊ดนั้นเป็นแฟนตัวยงของเขา และถึงขั้นพูดว่า บางครั้งหน่วยงาน ICE ก็อาจจะ “ทำผิดพลาด” และ “รุนแรงกับผู้คนมากเกินไป”

คำพูดของนายทรัมป์ในครั้งนี้ถือว่าสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนอื่นๆ เคยพูดไว้หลังเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คริสตี โนเอม ที่ระบุว่ากู๊ดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และมีเจตนาที่จะใช้รถยนต์ของเธอพุ่งชนเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ ICE

เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะภาษีนำเข้า

ส่วนเรื่องภาษีนำเข้า นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ไปเยี่ยมชมโรงงานฟอร์ดในรัฐมิชิแกน ซึ่งเขาอ้างว่าเมื่อ 2 ปีก่อนโรงงานแห่งนี้กำลังจะปิดตัวลง แต่ปัจจุบันกลับเปิดทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง และกล่าวว่า “ภาษีนำเข้าคือสิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องนี้” ก่อนจะเสริมว่า “ผมไม่รู้ว่าศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไร”

“เราจัดเก็บรายได้มาได้หลายแสนล้านดอลลาร์แล้ว และถ้าเราแพ้คดีนั้น ก็เป็นไปได้ว่าเราต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อจ่ายเงินเหล่านั้นคืน” ทรัมป์กล่าวต่อ และเสริมว่า เขาไม่รู้ว่าจะจ่ายคืนได้โดยไม่กระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร พร้อมอ้างว่า ตอนนี้สหรัฐฯ มีความมั่นคงแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและไม่มีภาวะเงินเฟ้อ ก็เพราะภาษีนำเข้า

เมื่อถูกนักข่าวถามว่า เขาคิดอย่างไรที่มีชาวอเมริกันที่รู้สึกว่า เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น นายทรัมป์ยืนยันว่า เขาได้รับช่วงต่อ “ความวุ่นวายที่เลวร้าย” มาจากอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน และยืนยันว่า สิ่งที่เขาทำนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนั้นคือ “ปาฏิหาริย์” และเป็น “ภาพที่สวยงาม” พร้อมเสริมว่า “ราคาสินค้าต่าง ๆ กำลังลดต่ำลงอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางเศรษฐกิจจากเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ แตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ในขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ การจ้างงาน และภาพรวมเศรษฐกิจในวงกว้าง

และแม้ว่าราคาน้ำมันและไข่ไก่จะปรับตัวลดลง แต่ราคาอาหารประเภทอื่นกลับแพงขึ้น และชาวอเมริกันยังคงไม่พอใจกับค่าที่พักอาศัย ค่าเลี้ยงดูบุตร และค่าบริการทางการแพทย์

พ้อไม่ได้เครดิตเท่าที่ควร

นายทรัมป์ตัดพ้อด้วยว่า เขาไม่ได้รับเครดิตจากการทำให้ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นเลย และบ่นอีกว่า ไม่มีการพูดถึงเรื่องความพยายามของเขา ในการลดค่ายาตามใบสั่งแพทย์เลย และกล่าวโทษสื่อมวลชนที่ไม่ยอมรายงานข่าวในเรื่องนี้

นายทรัมป์กล่าวอีกว่า เขายังไม่ได้รับเครดิตมากพอจากการทำให้อัตราเงินเฟ้อที่เขารับช่วงต่อมาจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนก่อนลดลงได้ “บางทีผมอาจจะมีทีมประชาสัมพันธ์ที่แย่ก็ได้ เรายังสื่อสารเรื่องนี้ออกไปไม่ถึงผู้คน เราได้รับมรดกเป็นตัวเลข (เงินเฟ้อ) ที่สูงมาก และเราก็ไปรับลดมันลงมาได้ตั้งเยอะ” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของรัฐบาลกลางที่ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคม 2568 ขยับขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เสื่อมศรัทธานอร์เวย์

หลังจากนั้น นายทรัมป์พูดถึงสงครามที่เขาอ้างว่าเป็นคนยุติอีกครั้ง เช่น ความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน ก่อนจะอ้างต่อว่า ประเทศนอร์เวย์เป็นผู้ควบคุมการให้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ “นอร์เวย์เป็นคนบงการทั้งหมด … มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี”

“ผมเสื่อมความศรัทธาในนอร์เวย์ไปเยอะเลย” ทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมา และเผยว่า เขาเชื่อฝังใจเลยว่า นอร์เวย์เป็นผู้ควบคุมรางวัลนี้

ทรัมป์บอกอีกว่า มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2568 บอกกับเขาว่าเธอไม่สมควรได้รับรางวัลนี้ แต่เป็นทรัมป์ต่างหากที่สมควรได้รับ และอ้างคำพูดของนางมาชาโดด้วยว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์สมควรได้รับมัน เพราะเขายุติสงครามไปถึง 8 แห่ง”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า เขาได้ยุติสงครามไปแล้วถึง 8 แห่งและสำหรับเขานั้น การแก้ไขความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย โดยย้ำว่า “ผมไม่ได้ทำเพื่อรางวัลโนเบลหรอก” พร้อมเสริมว่าตอนนี้เขากำลังพยายามยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนอยู่

แต่ทรัมป์ยังคงยืนกรานว่า “นอร์เวย์มีอำนาจควบคุมรางวัลโนเบลอย่างมหาศาล ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม”

อนึ่ง รางวัลโนเบลได้รับการตัดสินและมอบโดยคณะกรรมการโนเบลที่เป็นอิสระ ไม่ใช่โดยรัฐบาลนอร์เวย์

โวทำเพื่อนาโตมากกว่าใคร

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า ไม่มีใครทำเพื่อนาโต (NATO) ได้มากเท่ากับเขาอีกแล้ว “ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่นั่นก็จะบอกคุณแบบนั้น … ผมว่าคุณลองไปถามเลขาธิการ [นาโต] เกี่ยวกับเรื่องนี้ดูก็ได้ … เราทุ่มเงินมหาศาลไปกับนาโต และผมรู้ว่าเราจะเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาแน่นอน แต่ผมแค่สงสัยจริงๆ ว่าพวกเขาจะยอมมาช่วยเราหรือไม่”

นายทรัมป์อ้างถึงความสำเร็จในการทำให้ประเทศสมาชิกนาโตยอมตกลงจ่ายเงินสมทบงบประมาณด้านกลาโหมสูงถึง 5% ของ GDP จากเดิมเพียง 2%

“พวกเขากำลังซื้อของจำนวนมากจากเราและส่งต่อไปให้ยูเครน” ทรัมป์กล่าว “นาโตจะมีความสุข และเราเองก็จะมีความสุข … เราจำเป็นต้องมีมันเพื่อความมั่นคงของโลก”

จากนั้นนักข่าวถามนายทรัมป์ว่า เขายังคงมุ่งมั่นที่จะให้สหรัฐฯ เป็นสมาชิกนาโตต่อไปหรือไม่ ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศสมาชิกนาโตอื่น ๆ มาโดยตลอด และกลุ่มพันธมิตรนี้ “แข็งแกร่งขึ้นมาก” ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในทำเนียบขาว

“ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “นาโตจะดีได้เท่าที่พวกเรา (สหรัฐฯ) เป็นเท่านั้น” และหากไม่มีสหรัฐฯ องค์กรนี้ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก

คกก.สันติภาพอาจแทนที่ UN

หลังจากนายทรัมป์เริ่มเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถามคำถามหลังจากพูดมานานกว่าชั่วโมง คำถามแรกที่เขาได้รับคือเรื่องแผนการจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของเขา และคำถามที่ว่าเขาต้องการให้คณะกรรมการนี้เข้ามาแทนที่องค์การสหประชาชาติ (UN) หรือไม่

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบว่า “ก็อาจจะเป็นไปได้” และกล่าวหาว่า UN “ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก” แม้จะมีศักยภาพอยู่บ้าง แต่ตัวเขาเองไม่เคยคิดที่จะพึ่งพา UN ในการยุติสงครามใดๆ เลย

ไม่เห็นด้วยเรื่องแผนเกาะชากอส

นักข่าวถามนายทรัมป์เรื่องโพสต์บน Truth Social ที่เขาตราหน้าข้อตกลงของสหราชอาณาจักร ที่จะยกหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส และเช่าฐานทัพทหารที่สำคัญกลับคืนมาว่าเป็น “การกระทำที่โง่เขลาอย่างมหันต์” โดยถามว่าตอนนี้จุดยืนของเขาเปลี่ยนไปหรือไม่ เนื่องจากนายทรัมป์เคยสนับสนุนแผนการของสหราชอาณาจักรมาก่อน

ทรัมป์ตอบว่า เมื่อตอนที่สหราชอาณาจักรวางแผนเรื่องนี้ในตอนแรก มันเป็นการ “พูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์” แต่ในขณะนี้กลับกลายเป็นการ “พยายามจะทำสัญญาเช่าและขายมันทิ้ง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์บอกว่า เขาคัดค้าน

ทรัมป์ย้ำว่า เกาะชากอสไม่เหมือนกรีนแลนด์ แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อโลกพอสมควร และเขาคิดว่าสหราชอาณาจักรควรจะรักษาหมู่เกาะชากอสเอาไว้ต่อไป

เชื่อเรื่องกรีนแลนด์ไปได้สวย

นักข่าวถามนายทรัมป์เรื่องที่เขาขู่จะตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้เสียงค้านกรณีกรีนแลนด์ และถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าการใช้มาตรการภาษีของเขานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“เราก็คงต้องไปฟ้องร้องในเรื่องอื่นแทน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือวิธีที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด รวดเร็วที่สุด และซับซ้อนน้อยที่สุดแล้ว”

เขายังกล่าวอีกว่า “เรามีกำหนดการประชุมหลายนัดเกี่ยวกับเรื่องเกาะกรีนแลนด์ และผมคิดว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทีเดียว”

นักข่าวถามด้วยว่า เขาจะทำถึงขนาดไหนเพื่อให้ได้กรีนแลนด์มาครอบครอง ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า “เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้เอง”

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ชาวกรีนแลนด์ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าพวกเขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ นายทรัมป์ตอบว่า เมื่อเขาได้พูดคุยกับชาวกรีนแลนด์ เขามั่นใจว่าชาวกรีนแลนด์จะต้องรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

21 ม.ค. 2569 00:53 น.

EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

บีบีซี เผย สหภาพยุโรปเตรียมระงับการอนุมัติข้อตกลงภาษีที่พวกเขาทำไว้กับสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่ตั้งกำแพงภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์

สำนักข่าว บีบีซี รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ ว่า รัฐสภายุโรปกำลังวางแผนที่จะระงับการอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน โดยคาดว่าจะมีการประกาศการระงับข้อตกลงดังกล่าว ณ เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ในวันพุธนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปอีกระลอก ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เร่งความพยายามในการเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์ พร้อมทั้งขู่จะเก็บภาษีนำเข้าใหม่จากชาติยุโรป ที่แสดงการต่อต้านแผนการของเขา เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงิน และทำให้เกิดการพูดถึงเรื่องสงครามการค้าอีกครั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการตอบโต้สหรัฐฯ สำหรับมาตรการทางการค้าดังกล่าวด้วย

ตลาดหุ้นของทั้งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลดลงในวันอังคาร โดยตลาดหุ้นยุโรปเผชิญกับภาวะขาดทุนต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ขณะที่ดัชนีหลักทั้งสามของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงมากกว่า 1% ในช่วงเช้าของการซื้อขาย

ทางด้านตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 1.1742 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินปอนด์ขยับขึ้น 0.2% ไปอยู่ที่ 1.346 ดอลลาร์

ทั้งนี้ ข้อตกลงภาษีระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีนำเข้าต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกเมื่อเดือนเมษายนปี 2568 โดยข้อตกลงดังกล่าวจะลดอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บลงจาก 30% เหลือ 15% แลกกับการที่ยุโรปจะลงทุนในสหรัฐฯ และปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังคงต้องรอการอนุมัติจากรัฐสภายุโรปเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องเกาะกรีนแลนด์ นายแมนเฟรด เวเบอร์ สมาชิกรัฐสภายุโรปผู้ทรงอิทธิพลชาวเยอรมัน ก็ออกมากล่าวว่า “การอนุมัติ (ข้อตกลง) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะนี้”

ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปได้สั่งระงับแผนการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเดิมทีตั้งเป้าไปที่สินค้าจากอเมริกาคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9.3 หมื่นล้านยูโร ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน

อย่างไรก็ตาม การพักมาตรการตอบโต้ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งหมายความว่ามาตรการภาษีของสหภาพยุโรปจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เว้นแต่ว่าทางกลุ่มจะตัดสินใจขยายเวลาออกไปหรือให้การอนุมัติข้อตกลงฉบับใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

20 ม.ค. 2569 23:01 น.

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

สหราชอาณาจักรอนุมัติให้จีนสร้างสถานทูตแห่งใหม่ในกรุงลอนดอนแล้ว หลังแผนชะงักมานาน 3 ปี จากความกังวลเรื่องการสอดแนม โดยจะเป็นสถานทูตจีนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรอนุมัติให้จีนดำเนินการสร้างสถานเอกอัครราชทูตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปในพื้นที่กรุงลอนดอนแล้ว โดยหวังว่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่ง แม้จะมีคำเตือนจากนักการเมืองทั้งในอังกฤษและสหรัฐฯ ว่าสถานที่แห่งนี้อาจถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการจารกรรมข้อมูล

สถานทูตดังกล่าวจะสร้างบนพื้นที่ของโรงกษาปณ์หลวงเดิม ซึ่งมีอายุกว่าสองศตวรรษใกล้กับหอคอยแห่งลอนดอน แต่แผนการหยุดชะงักมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจาก ชาวบ้านท้องถิ่น, สมาชิกรัฐสภา และกลุ่มนักรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงที่พำนักอยู่ในอังกฤษ

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร จะเดินทางเยือนจีน โดยคาดกันว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้นำอังกฤษคนแรกที่เดินทางเยือนจีน นับตั้งแต่ปี 2561 โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนของทั้งอังกฤษและจีนระบุว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอนุมัติโครงการสถานทูตดังกล่าว

แม้จะมีความกังวลด้านความมั่นคง แต่หน่วยข่าวกรองของอังกฤษซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุมัติ ระบุว่าภัยคุกคามใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นนั้นสามารถบรรเทาหรือป้องกันได้ โดยโฆษกประธานรัฐบาลกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ความมั่นคงแห่งชาติคือหน้าที่ลำดับแรกของเรา”

อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ยืดเยื้อมาหลายปีนี้อาจยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ เนื่องจากผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ระบุว่าจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาล โดยให้เหตุผลว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐของอังกฤษได้แอบให้คำมั่นสัญญาเป็นการส่วนตัวกับจีนว่าโครงการจะได้รับอนุมัติ ก่อนที่กระบวนการพิจารณาผังเมืองจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์

ทั้งนี้ จีนซื้อที่ดินของโรงกษาปณ์หลวงเดิมของอังกฤษเมื่อปี 2561 ในราคา 255 ล้านปอนด์ (ราว 1 หมื่นล้านบาท ในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) และจีนตั้งใจที่จะสร้างสถานทูตแห่งใหม่ให้เป็นหนึ่งในฐานปฏิบัติการทางการทูตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 55,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าอาคารสถานทูตจีนเดิมในลอนดอนเกือบ 10 เท่า

แต่คำขออนุญาตปลูกสร้างสถานทูตแห่งใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวถูกสภาท้องถิ่นปฏิเสธในปี 2565 จนกระทั่งปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ขอให้นายกฯ สตาร์เมอร์ เข้ามาแทรกแซงในเรื่องนี้

รัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาดึงอำนาจการตัดสินใจเรื่องผังเมืองมาดูแลเองเมื่อปีที่แล้ว และมีการตั้งคณะไต่สวนขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน เพื่อรับฟังข้อโต้แย้งว่าควรจะอนุมัติการสร้างสถานทูตนี้หรือไม่

นักการเมืองบางส่วนในอังกฤษและสหรัฐฯ ระบุว่า ควรสั่งห้ามไม่ให้จีนก่อสร้างบนพื้นที่ใกล้กับย่านการเงินประวัติศาสตร์ของลอนดอน เนื่องจากอาจเปิดโอกาสให้รัฐบาลปักกิ่งดักฟังข้อมูลจากสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของบริษัทการเงินต่างๆ ที่พาดผ่านอยู่ใต้ดินในบริเวณนั้น

ทางด้านพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ได้ออกมาประณามการตัดสินใจครั้งนี้ว่าเป็น “พฤติกรรมขี้ขลาดที่น่าอับอาย” จากรัฐบาลที่ “ไร้กระดูกสันหลังอย่างสิ้นเชิง”

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนในลอนดอนได้ออกแถลงการณ์สั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า ทางสถานทูตได้รับทราบการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

20 ม.ค. 2569 21:47 น.

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีไวน์-แชมเปญฝรั่งเศส 200% กดดัน เอ็มมานูเอล มาครง เข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ขณะที่ฝรั่งเศสโจมตีกลับว่าคำขู่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าไวน์และแชมเปญจากฝรั่งเศสในอัตราสูงถึง 200% เพื่อบีบให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่นายทรัมป์พยายามริเริ่มขึ้น เพื่อมุ่งแก้ไขความขัดแย้งทั่วโลก

โครงการริเริ่มดังกล่าวของนายทรัมป์ จะเริ่มต้นด้วยการแก้ไขปัญหาในฉนวนกาซา ก่อนจะขยายผลไปยังความขัดแย้งอื่นๆ ซึ่งโครงการนี้ได้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทขององค์การสหประชาชาติ (UN) ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดกับมาครงระบุว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีเจตนาที่จะปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมในครั้งนี้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับจุดยืนของมาครง ทรัมป์กล่าวว่า “เขาพูดแบบนั้นเหรอ? จริงๆ ก็ไม่มีใครต้องการเขาอยู่แล้ว เพราะอีกไม่นานเขาก็จะพ้นจากตำแหน่ง” และเสริมว่า “ผมจะเก็บภาษีไวน์และแชมเปญของเขา 200% แล้วเดี๋ยวเขาก็เข้าร่วมเอง แต่จริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมก็ได้”

อนึ่ง ฝรั่งเศสมีกำหนดจัดการเลือกตั้งเพื่อหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนมาครงในปี 2570

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังได้โจมตีผู้นำฝรั่งเศสอีกระลอกด้วยการเปิดเผยข้อความส่วนตัวที่นายมาครงส่งมา ซึ่งระบุว่า เขาไม่เข้าใจการกระทำของทรัมป์ในกรณีเกี่ยวกับเกาะกรีนแลนด์

ทั้งนี้ ไวน์และสุราที่ส่งออกจากสหภาพยุโรปไปยังสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าในอัตรา 15% นับตั้งแต่ทรัมป์และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป บรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-สหภาพยุโรปเมื่อปีก่อน แต่ฝรั่งเศสพยายามล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้ลดอัตราให้เหลือ 0%

สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับไวน์และสุราของฝรั่งเศส โดยในปี 2567 มียอดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 3.8 พันล้านยูโร

ผู้ช่วยของประธานาธิบดีมาครงระบุว่า ทำเนียบประธานาธิบดีทราบถึงคำขู่ของนายทรัมป์แล้ว พร้อมย้ำว่า การใช้ภาษีข่มขู่เพื่อกดดันนโยบายต่างประเทศของฝ่ายที่สาม เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ด้านนายกาเบรียล ปิการ์ด ประธานสมาพันธ์ผู้ส่งออกไวน์และสุราของฝรั่งเศส (FEVS) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ (ก่อนที่จะมีคำขู่ครั้งล่าสุด) ว่า อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการทางการค้าก่อนหน้านี้ โดยกิจกรรมทางธุรกิจในสหรัฐฯ ลดลงถึง 20% ถึง 25% ในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

20 ม.ค. 2569 21:12 น.

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวในญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาไฟอาโซะ พร้อมลูกเรือกับผู้โดยสารรวม 3 คน โดยต่อมามีการพบเศษซากปริศนาบริเวณปล่องภูเขาไฟด้วย แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็น ฮ.ที่หายไปหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวลำหนึ่งสูญหายไปในช่วงก่อนเที่ยงของวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้กับปล่องภูเขาไฟบนภูเขาอาโซะ ในจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น โดยในเวลาต่อมามีการพบเศษซากที่ดูเหมือนจะเป็นตัวเครื่องอยู่ภายในบริเวณปล่องภูเขาไฟ

บนเฮลิคอปเตอร์มีผู้โดยสารชาวไต้หวัน 2 คน และนักบินชาวญี่ปุ่นวัย 64 ปี ซึ่งมีประสบการณ์การบินมากกว่า 40 ปี โดยเครื่องเดินทางออกจากสวนสัตว์ Aso Cuddly Dominion ในเมืองอาโซะเมื่อเวลา 10.52 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อชมวิวภูเขาไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการของสวนสัตว์แห่งนี้

บริษัท Takumi Enterprise ผู้ให้บริการเฮลิคอปเตอร์ลำที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวอยู่ระหว่างการบินนำเที่ยวเป็นรอบที่ 3 ของวัน แต่กลับขาดการติดต่อกับเฮลิคอปเตอร์หลังจากเครื่องขึ้นบินได้ประมาณ 10 นาที โดยที่ไม่มีรายงานความผิดปกติใดๆ ในระหว่างการบิน 2 รอบแรก

ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของทั้ง 3 คนบนเครื่อง โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้ประสานงานไปยังองค์กรของชาวไต้หวันในเมืองฟุกุโอกะแล้ว เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่าผู้โดยสารทั้งสองคนเป็นนักท่องเที่ยว

ด้านเจ้าหน้าที่สำนักงานดับเพลิงระบุว่า หลังจากเวลา 16.00 น. เล็กน้อย ก็มีการตรวจพบวัตถุที่มีลักษณะคล้ายตัวเครื่องเฮลิคอปเตอร์อยู่บริเวณทางลาดชันภายในปล่องภูเขาไฟนากาดาเกะ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้ายอดเขาที่ประกอบกันเป็นภูเขาอาโซะ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าใช่เฮลิคอปเตอร์ที่หายไปหรือไม่

พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟอาโซะซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง ให้ข้อมูลกับสื่อว่า สภาพอากาศเหนือพื้นที่เกิดเหตุในช่วงเช้าของวันที่ 20 ม.ค. มีเมฆมาก ซึ่งส่งผลให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นเขานากาดาเกะไม่ชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : straitstimes

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

20 ม.ค. 2569 16:46 น.

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความส่วนตัวในการสนทนากับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โชว์อำนาจต่อรองปมขอซื้อ “กรีนแลนด์” หลังพลาดหวังรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 เจ้าตัวลั่นโลกไม่ปลอดภัยถ้าสหรัฐฯ ไม่ได้คุมกรีนแลนด์เบ็ดเสร็จ ขณะที่ยุโรปเตรียมงัดมาตรการตอบโต้ทางการค้าครั้งใหญ่

ในข้อความการสนทนากับนายรุตเตอ ซึ่งทรัมป์นำมาเผยแพร่ เลขาธิการนาโตแสดงท่าทีชื่นชมบทบาทของทรัมป์ในประเด็นซีเรีย กาซา และยูเครน พร้อมระบุว่าจะใช้เวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส เพื่อสนับสนุนผลงานของทรัมป์ และยืนยันความตั้งใจในการ “หาทางออกเกี่ยวกับกรีนแลนด์” โดยกล่าวว่า “รอคอยที่จะได้พบคุณ”

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อความจาก เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ชวนทรัมป์ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ปารีสเพื่อหารือทางออกเรื่องกรีนแลนด์ที่เขายัง “ไม่เข้าใจ” ในสิ่งที่ทรัมป์กำลังทำอยู่ ท่ามกลางคำขู่ของทรัมป์ที่จะเก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศสสูงถึง 200% หากฝรั่งเศสไม่ยอมร่วมวงเจรจาสันติภาพตามเงื่อนไขของเขา พร้อมระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนสอดคล้องกันในประเด็นซีเรียและอิหร่าน ทั้งนี้ ข้อความตอบกลับของทรัมป์ไม่ปรากฏในภาพที่เผยแพร่ และทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าว
การเปิดเผยข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เชื่อมโยงความพยายามผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ โดยสาเหตุที่ทำให้ทรัมป์ทวีความเกรี้ยวกราด ส่วนหนึ่งมาจากความผิดหวังที่คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 ให้กับ “มาเรีย คอรีนา มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา แทนที่จะเป็นเขา โดยทรัมป์ส่งข้อความหานายกฯ นอร์เวย์ว่า “ในเมื่อประเทศของคุณตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลให้ผม ผมก็ไม่มีพันธะที่จะต้องคิดถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป แต่จะคิดถึงสิ่งที่เหมาะสมสำหรับสหรัฐฯ” 

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกนาโตและมีอธิปไตยเหนือกรีนแลนด์ โดยยืนยันว่าเดนมาร์กไม่สามารถปกป้องกรีนแลนด์จากภัยคุกคามของรัสเซียและจีนได้ และขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากประเทศในสหภาพยุโรปหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ หากสหรัฐฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์

ท่าทีดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของนาโต ซึ่งเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากสงครามยูเครน และแนวทางของทรัมป์ที่เรียกร้องให้พันธมิตรเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมและตลาดการเงินยุโรปเริ่มผันผวนจากความเสี่ยงการกลับมาของสงครามการค้า

ด้านเดนมาร์กย้ำว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อขายได้ รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กระบุว่า “เราอยู่ในปี 2026 การค้าขายทำได้ แต่ไม่ใช่การซื้อขายผู้คน” ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ยืนยันว่าดินแดนแห่งนี้ต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ภายใต้หลักการเจรจา ความเคารพ และกฎหมายระหว่างประเทศ

สหภาพยุโรปเตรียมหารือมาตรการตอบโต้ในการประชุมฉุกเฉินที่กรุงบรัสเซลส์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางการค้า ขณะที่ผู้นำหลายประเทศยุโรปพยายามนัดพบทรัมป์ที่การประชุมดาวอส เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทั้งนี้ รัสเซียปฏิเสธแสดงความเห็นโดยตรงต่อแผนการของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ แต่ระบุว่า หากทรัมป์สามารถเข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ได้จริง เหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Independent

“คัมชัตกา” ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

"คัมชัตกา" ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

20 ม.ค. 2569 16:05 น.

“คัมชัตกา” ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

สถานการณ์ในเมืองปิตราปัฟลอฟสค์-คัมชัตสกี เมืองหลวงของคาบสมุทรคัมชัตกา ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตแม้พายุหิมะจะเริ่มสงบลงแล้วก็ตาม โดยในบางพื้นที่หิมะท่วมสูงกว่า 3 เมตร เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวเมืองต้องเร่งขุดอุโมงค์หิมะเพื่อออกจากอาคารและจัดการกับถนนที่กลายเป็นน้ำแข็ง หลังพายุหิมะกำลังแรงพัดถล่มต่อเนื่องมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เวรา โปลยาโควา หัวหน้าศูนย์อุตุนิยมวิทยาคัมชัตกา เปิดเผยว่า ปริมาณหิมะที่สะสมตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมถือเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติเมื่อ 50 ปีที่แล้ว โดยเมื่อเดือนธันวาคม ปริมาณหิมะสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 เท่า ส่วนเดือนมกราคม (1-16 ม.ค.) ปริมาณหิมะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 150%

หิมะในเมืองสูงเฉลี่ย 170 เซนติเมตร แต่ในบางจุดหิมะที่ถูกลมพัดสะสม มีความสูงเกินกว่า 2.5 – 3 เมตร จนท่วมมิดชั้นหนึ่งของอาคารที่พักอาศัยหลายแห่ง

ทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองปิตราปัฟลอฟสค์-คัมชัตสกี ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (15 ม.ค.) หลังจากเกิดเหตุสลดมีชายสูงอายุ 2 ราย เสียชีวิตจากการถูกหิมะถล่มลงมาจากหลังคาอาคาร ซึ่งนายกเทศมนตรีได้ตำหนิบริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่ล่าช้าในการกำจัดหิมะบนหลังคาจนเกิดอันตราย

ด้านนายวลาดิเมียร์ โซโลดอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคคัมชัตกา ระบุว่า “สถานการณ์บนท้องถนนเข้าขั้นวิกฤต” โดยได้ขีดเส้นตายให้เจ้าหน้าที่ต้องเคลียร์ถนนสายหลักเพื่อเปิดการจราจรให้ได้ภายในวันที่ 21 มกราคมนี้ พร้อมสั่งการให้เฝ้าระวังความเสี่ยงจากหิมะถล่ม ในเขตที่พักอาศัยและอันตรายจากแท่งน้ำแข็งที่ย้อยลงมาจากหลังคาอาคารด้วย

ปัจจุบัน ชาวเมืองเริ่มออกมาช่วยกันตักหิมะออกจากหน้าบ้านและทางเดินรถ รถประจำทางบางส่วนเริ่มกลับมาวิ่งให้บริการ แต่ในหลายพื้นที่ยังคงต้องใช้รถออฟโรดประสิทธิภาพสูง ในการสัญจรแทน

นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐยังได้สั่งการให้ตรวจสอบการจัดส่งอาหารและเชื้อเพลิงแบบ “รายวัน” เพื่อป้องกันการขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกล และสั่งให้โรงเรียนเร่งกลับมาเปิดการเรียนการสอนโดยเร็วที่สุดหากความปลอดภัยเอื้ออำนวย.

ที่มา The Moscow Times

“ทรัมป์” จวกอังกฤษ “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

"ทรัมป์" จวกอังกฤษ "โง่เขลาอย่างยิ่ง" ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

20 ม.ค. 2569 15:03 น.

“ทรัมป์” จวกอังกฤษ “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตีแผนของสหราชอาณาจักรในการคืนอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส โดยเรียกการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็น “การกระทำที่โง่เขลาอย่างยิ่ง” และสะท้อนถึงความอ่อนแอด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ พร้อมใช้เป็นเหตุผลกดดันเดนมาร์กให้ขาย “กรีนแลนด์” แก่สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทรัมป์ระบุทางทรูธโซเชียลว่า “น่าตกใจที่สหราชอาณาจักร พันธมิตรนาโตที่ “ยอดเยี่ยม” ของเรา กำลังวางแผนที่จะยกเกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่สำคัญ ให้แก่ประเทศมอริเชียส โดยไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจีนและรัสเซียได้สังเกตเห็นการกระทำที่อ่อนแออย่างสิ้นเชิงนี้แล้ว ประเทศเหล่านี้เป็นมหาอำนาจระหว่างประเทศที่ยอมรับเฉพาะความแข็งแกร่งเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของผม จึงได้รับความเคารพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หลังจากเพียงหนึ่งปีเท่านั้น”

“การที่สหราชอาณาจักรยกดินแดนที่สำคัญอย่างยิ่งให้ผู้อื่น เป็นการกระทำที่โง่เขลาอย่างยิ่ง และเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติมากมายที่ทำให้ต้องได้เกาะกรีนแลนด์มา เดนมาร์กและพันธมิตรในยุโรปต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ -ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ที่น่าสนใจคือ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ เคยอ้างว่าทรัมป์ได้ “แสดงความยินดี” กับข้อตกลงนี้ เช่นเดียวกับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เคยออกแถลงการณ์สนับสนุนว่าดีลนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสหรัฐฯ-อังกฤษ

นอกจากจะด่าทออังกฤษแล้ว ทรัมป์ยังใช้ประเด็นนี้ย้อนกลับไปกดดันเดนมาร์กอีกครั้ง โดยระบุว่า “การที่อังกฤษยกดินแดนสำคัญเช่นนี้ให้คนอื่น คือความโง่เขลาครั้งใหญ่ และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลด้านความมั่นคงที่ยืนยันว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์ ” พร้อมเรียกร้องให้เดนมาร์กและพันธมิตรยุโรป “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ภายใต้ข้อตกลงที่รัฐบาลอังกฤษของนายเคียร์ สตาร์เมอร์ อังกฤษตกลงคืนอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส (หลังถูกแยกออกมาในปี 1965 ช่วงเป็นอาณานิคม) และอังกฤษจะเช่าเกาะ ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดและเป็นที่ตั้งฐานทัพร่วมสหรัฐฯ-อังกฤษ กลับคืนมาเป็นเวลา 99 ปี บวกออปชันขยายสัญญาอีก 40 ปี นอกจากนั้น รัฐบาลอังกฤษต้องจ่ายค่าเช่าและชดเชยให้มอริเชียสเป็นเงินปีละ 101 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,231 ล้านบาท)

หมู่เกาะชากอสถูกอังกฤษซื้อไว้ด้วยเงิน 3 ล้านปอนด์ในปี 1965 ท่ามกลางการโต้แย้งจากมอริเชียสว่าถูกบังคับให้ยกเกาะเพื่อแลกกับเอกราช ต่อมาอังกฤษได้ขับไล่ชาวท้องถิ่น (Chagossians) ออกจากบ้านเกิดหลายพันคนเพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ สร้างฐานทัพ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ต้องระเหเร่ร่อนไปอยู่ในมอริเชียส เซเชลส์ และบางส่วนในสหราชอาณาจักรมาจนถึงปัจจุบัน

การกลับลำของทรัมป์ในครั้งนี้อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษตึงเครียดขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสัญญาเช่าฐานทัพยุทธศาสตร์สำคัญในมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้

ที่มา BBC

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น “ไม่ขอปรองดอง” กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น "ไม่ขอปรองดอง" กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

20 ม.ค. 2569 12:36 น.

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น “ไม่ขอปรองดอง” กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

บรูคลิน เพลต์ซ เบ็คแฮม บุตรชายคนโตของเซอร์เดวิด เบ็คแฮม และวิกตอเรีย เบ็คแฮม ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการปรองดองกับครอบครัว พร้อมกล่าวหาพ่อแม่ว่าโจมตีเขาและภรรยาผ่านสื่อ และพยายามบ่อนทำลายความสัมพันธ์ของเขากับนิโคลา เพลต์ซ เบ็คแฮม อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปล่อยข่าวลือผ่านสื่อเพื่อรักษาภาพลักษณ์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงไปทั่วโลก เมื่อ บรูคลิน เพลท์ซ เบ็คแฮม วัย 26 ปี ตัดสินใจโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามกว่า 16 ล้านคน ระเบิดความอัดอั้นที่มีต่อพ่อแม่ของเขา เซอร์เดวิด และ เลดี้เบ็คแฮม (วิกตอเรีย) โดยยืนยันว่าเขา “ไม่อยากปรองดองกับครอบครัว” อีกต่อไป หลังจากถูกคุกคามและพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยา นิโคลา เพลท์ซ เบ็คแฮม มาอย่างยาวนาน

แถลงการณ์ส่วนใหญ่กล่าวถึงภรรยาของเขา นิโคลา เพลต์ซ เบ็คแฮม นักแสดงชาวอเมริกัน บุตรสาวของมหาเศรษฐีเนลสัน เพลต์ซ โดยบรูคลินอ้างว่า ภรรยาของเขาถูกครอบครัวดูหมิ่นมาโดยตลอด แม้ทั้งคู่พยายามประสานความสัมพันธ์แล้วก็ตาม

บรูคลินได้เปิดเผยความจริงในมุมของเขาเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องความไม่ลงรอยระหว่างแม่กับลูกสะใภ้ โดยระบุว่า วิกตอเรียพยายามขัดขวางงานแต่งงานของเขา ตั้งแต่การ “ยกเลิกการทำชุดแต่งงานให้นิโคลาในนาทีสุดท้าย” ทั้งที่รู้ว่าลูกสะใภ้ตื่นเต้นที่จะได้ใส่ชุดแบรนด์ของแม่สามี ทำให้นิโคลาต้องเร่งหาชุดใหม่ด้วยความโกลาหล

นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาแม่ของเขาว่า “แย่งซีน” ในช่วงเต้นรำครั้งแรกของบ่าวสาว โดยเมื่อเขาถูกเรียกขึ้นเวที กลับกลายเป็นวิกตอเรียที่ยืนรอเพื่อเต้นรำกับเขาแทนที่จะเป็นภรรยา และเธอยังเต้นรำในลักษณะที่เขาเรียกว่า “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ต่อหน้าแขกทุกคน จนเป็นสาเหตุให้เขาและนิโคลาต้องจัดพิธีสาบานตนใหม่ในปี 2025 เพื่อสร้างความทรงจำที่มีความสุขจริงๆ แทนความอับอาย

ประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือ บรูคลินอ้างว่าก่อนงานแต่งงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ พ่อแม่ได้พยายามกดดันและ “ติดสินบน” เพื่อให้เขาเซ็นสัญญาสละสิทธิ์ในชื่อของตัวเอง ซึ่งอาจหมายถึงสิทธิ์ในการทำธุรกิจภายใต้ชื่อเบ็คแฮม เมื่อเขาปฏิเสธ ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไปทันที โดยเขาวิจารณ์ครอบครัวว่าให้ค่ากับ “การโปรโมตผ่านสื่อและยอดขาย” มากกว่าความรักที่แท้จริง พร้อมประโยคเด็ดว่า “แบรนด์เบ็คแฮมต้องมาก่อนเสมอ”

บรูคลินยังชี้แจงถึงกรณีที่เขาไม่ได้ไปร่วมงานวันเกิดอายุครบ 50 ปีของเดวิดเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยบอกว่าจริงๆ แล้วเขาและภรรยาเดินทางไปลอนดอนเพื่อร่วมงาน แต่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเดวิดปฏิเสธการพบกันแบบส่วนตัว และยืนยันว่าต้องเจอในงานเลี้ยงที่มีกล้องและแขกนับร้อยเท่านั้น แต่สุดท้ายเดวิดยอมพบเขา แต่มีเงื่อนไขว่า “ห้ามนิโคลามาด้วย” ซึ่งบรูคลินมองว่าเป็นการตบหน้าอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ เขายังแฉว่าวิกตอเรียพยายามชักนำผู้หญิงจากอดีตของเขาให้เข้ามาวุ่นวายในชีวิตเพื่อสร้างความลำบากใจ และเขายังถูกน้องชาย (โรมิโอ และ ครูซ) โจมตีผ่านโซเชียลมีเดียตามคำสั่งของพ่อแม่ ก่อนจะถูกบล็อกการติดต่อทั้งหมดในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

บรูคลินทิ้งท้ายว่า เขาถูกควบคุมมาเกือบทั้งชีวิตและต้องอยู่กับความวิตกกังวลมาโดยตลอด แต่หลังจากก้าวออกมาจากครอบครัว ความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นได้หายไปเป็นครั้งแรก “ผมไม่ได้ถูกใครล้างสมอง แต่ผมกำลังยืนหยัดเพื่อตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต”

ขณะนี้ ทางฝั่งตัวแทนของเดวิดและวิกตอเรีย เบ็คแฮม ยังไม่มีการตอบรับหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อแถลงการณ์ที่รุนแรงนี้.

ที่มา BBC

“โต เลิม” ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

"โต เลิม" ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

20 ม.ค. 2569 11:50 น.

“โต เลิม” ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

“โต เลิม” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม แสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มั่นใจดันเศรษฐกิจโตเกิน 10% ต่อปีจนถึงปี 2030 พร้อมชูนโยบายปฏิรูประบบราชการ-ขยายการค้าโลก รับมือสงครามภาษีจากสหรัฐฯ ท่ามกลางการจับตามองการควบตำแหน่งประธานพรรคและประธานาธิบดีเพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อตัดสินอนาคตทางการเมืองของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยเขาสัญญาว่าจะนำพาเศรษฐกิจเวียดนามให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบจากสภาวะเศรษฐกิจโลก

นายโต เลิม ระบุต่อหน้าตัวแทนพรรคเกือบ 1,600 คนว่า เวียดนามตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีไม่ต่ำกว่า 10% ไปจนถึงปี 2030 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพียง 6.5 – 7.0% ในช่วงครึ่งทศวรรษแรก เป้าหมายนี้ถูกกำหนดขึ้นท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ วิกฤตโรคระบาด และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและอาหาร

ในสุนทรพจน์ความยาว 40 นาที นายโต เลิม เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้เวียดนามจะถูกรัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเก็บภาษีนำเข้า 20% เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและทำสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังเร่งหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต

ผู้นำเวียดนามยังให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง เครือข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ มูลค่าเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท) เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับประเทศจีน การสร้างสนามบินแห่งใหม่ ใกล้เมืองใหญ่เพื่อรองรับการขยายตัวของภูมิภาค รวมถึงโรงโอเปร่าแห่งที่ 3 ในกรุงฮานอย ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลี ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความชื่นชอบดนตรีคลาสสิกส่วนตัวของเขา

การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญที่นายโต เลิม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ จะพยายามรักษาตำแหน่ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุด และอาจควบตำแหน่ง ประธานาธิบดี ซึ่งปัจจุบันตำแหน่งหลังเป็นของนายเลือง เกื่อง นายพลกองทัพที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ ก่อนหน้าเขา

ที่ผ่านมา นายโต เลิม ได้รับคำชมจากนักลงทุนต่างชาติในเรื่องการปฏิรูประบบราชการที่เด็ดขาด แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเลิกจ้างข้าราชการจำนวนมาก รวมถึงการให้อำนาจตำรวจในการตรวจสอบกฎหมายและควบคุมธุรกิจมากขึ้น จนเกิดกระแสการเผชิญหน้าระหว่างฝั่งความมั่นคงและฝั่งกองทัพที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลเช่นกัน.

ที่มา Reuters