เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

3 ก.พ. 2569 00:05 น.

เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

เด็กชายวัย 13 ปีในออสเตรเลีย ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม หลังจากเขาว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมแรงระยะทาง 4 กม. เพื่อไปขอความช่วยเหลือ เพื่อช่วยชีวิตครอบครัวของเขาที่ถูกคลื่นซัดออกไปนอกชายฝั่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 ว่า เด็กชายวัย 13 ปีกับครอบครัวของเขา เล่นแพดเดิลบอร์ดและพายเรือคายัคที่อ่าวจีโอกราฟ (Geographe Bay) ทางตอนใต้ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.) แต่แล้วลมที่พัดแรงได้ซัดพาพวกเขาออกนอกเส้นทาง

เด็กหนุ่มพยายามพายเรือกลับเข้าฝั่งเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เรือคายัคของเขาเริ่มมีน้ำเข้า เขาจึงตัดสินใจว่ายน้ำในระยะทางที่เหลืออีก 4 กิโลเมตรด้วยตัวเอง

“ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง และจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของครอบครัวนี้เป็นเรื่องที่วิเศษมาก โดยเฉพาะหนุ่มน้อยที่ว่ายน้ำถึง 4 กิโลเมตรเพื่อมาแจ้งเหตุ” กลุ่มอาสาสมัครกู้ภัยทางทะเลเนเชอราลิสต์ (Naturaliste) ระบุ

พอล เบรสแลนด์ ผู้บัญชาการของสำนักงานกู้ภัยระบุว่า ความพยายามของเด็กหนุ่มคนนี้เป็นสิ่งที่เหนือมนุษย์ “เขาเล่าว่าเขาว่ายน้ำในช่วง 2 ชั่วโมงแรกโดยที่สวมเสื้อชูชีพไว้ … แต่หนุ่มน้อยผู้กล้าหาญคนนี้คิดว่าเขาคงจะไปไม่ถึงฝั่งแน่หากยังสวมเสื้อชูชีพอยู่ เขาจึงตัดสินใจถอดมันทิ้ง แล้วว่ายน้ำต่ออีก 2 ชั่วโมงโดยไม่มีชูชีพ”

ตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า เด็กชายสามารถขึ้นฝั่งมาแจ้งเหตุได้ในเวลาประมาณ 18:00 น. ของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการค้นหาญาติที่สูญหายครั้งใหญ่จากหาดควินดาลัป ใกล้เมืองบัสเซลตัน

เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยพบตัวแม่วัย 47 ปี พร้อมด้วยลูกชายวัย 12 ปี และลูกสาววัย 8 ปี เมื่อเวลาประมาณ 20:30 น. วันเดียวกัน ในสภาพที่พวกเขากำลังเกาะแพดเดิลบอร์ดอยู่กลางทะเล ซึ่งห่างจากชายฝั่งออกไปถึง 14 กิโลเมตร ก่อนที่เรือกู้ภัยจะไปช่วยพวกเขากลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย

สารวัตรเจมส์ แบรดลีย์ กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีว่า สภาพท้องทะเลสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด “โชคดีที่ทั้งสามคนสวมเสื้อชูชีพไว้ ซึ่งช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดมาได้”

“การกระทำของเด็กชายวัย 13 ปีคนนี้ได้รับคำชมเท่าไหร่ก็ไม่พอ ความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญของเขาได้ช่วยชีวิตแม่และพี่น้องของเขาไว้ในที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

2 ก.พ. 2569 23:10 น.

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

อินเตอร์โพลออกหมายแดง ให้นานาชาติช่วยตามจับกุมพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ของอินโดนีเซีย ฉายา “เจ้าพ่อเบนซิน” ฐานพัวพันทุจริตคอร์รัปชันมูลค่าหลายแสนล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ อินเตอร์โพล (Interpol) ได้ออกหมายแดง (Red Notice) เพื่อจับกุมหนึ่งในเจ้าพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ในคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตมูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.37 แสนล้านบาท)

นายโมฮัมหมัด รีซา ชาลิด ซึ่งมีฉายาว่า “เจ้าพ่อเบนซิน” (gasoline godfather) เป็นที่ต้องการตัวของทางการอินโดนีเซีย จากการมีส่วนพัวพันกับการทุจริตในบริษัท เปอร์ตามินา (Pertamina) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจน้ำมันของรัฐ ระหว่างปี 2561 ถึง 2566 โดยข้อกล่าวหาที่เขาได้รับรวมถึง การฟอกเงินและการทุจริตสัญญาเช่า

นายอันตุง วิดยัตโมโก เลขานุการสำนักงานกลางตำรวจสากลประเทศอินโดนีเซีย กล่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) ว่า อินเตอร์โพลได้ออกหมายแดงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่ง “เรายังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่เราพอจะทราบเบาะแสแล้ว” เขากล่าว

หมายแดงดังกล่าวถูกส่งไปยังประเทศสมาชิกของอินเตอร์โพลทั้ง 196 ประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกในการช่วยระบุตำแหน่งและจับกุมตัวนายรีซา วัย 66 ปี

เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน นายรีซา พร้อมด้วยนายมูฮัมหมัด เคอร์รี อาเดรียนโต รีซา บุตรชาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทเปอร์ตามินาอีกหลายราย ถูกระบุชื่อว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องในคดีทุจริตนี้

สำนักงานอัยการสูงสุด (AGO) ระบุว่า พวกเขาถูกกล่าวหาว่าร่วมกันนำเข้าน้ำมันดิบจากซัพพลายเออร์ในต่างประเทศในราคาที่สูงเกินจริง แทนที่จะจัดหาจากแหล่งภายในประเทศตามที่กฎหมายอินโดนีเซียบัญญัติไว้

ทางสำนักงานอัยการสูงสุดประมาณการความเสียหายจากการทุจริตครั้งนี้ไว้ที่ 285 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และกล่าวว่าจนถึงขณะนี้มีผู้ถูกระบุตัวว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีแล้วทั้งหมด 18 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

2 ก.พ. 2569 21:59 น.

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

ทางการกัมพูชาเผยว่า เจ้าหน้าที่บุกทลายฐานของแก๊งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่อีกแห่งในเมืองบาเวต จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,000 คน และเกือบทั้งหมดเป็นชาวจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาดำเนินการบุกตรวจค้นฐานของแก๊งมิจฉาชีพครั้งใหญ่ โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,044 คน ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศจีนให้ปราบปรามอุตสาหกรรมการหลอกลวงออนไลน์อย่างจริงจัง

จากรายงานของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา พบว่าในจำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัวนั้นเป็นชาวจีนเกือบ 1,800 คน

แถลงการณ์ของกระทรวงฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายในวงกว้างเมื่อเช้าวันเสาร์ (31 มกราคม) ที่ผ่านมา ที่กลุ่มอาคารที่พักซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ก่อเหตุฉ้อโกงทางออนไลน์ ในเมืองบาเวต เมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสวายเรียง ทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศเวียดนาม

ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมมีทั้งสิ้น 2,044 คน ประกอบด้วยชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 1,792 คน, ชาวเมียนมา 179 คน, ชาวเวียดนาม 144 คน, ชาวไต้หวัน 5 คน ส่วนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้

แถลงการณ์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ากัมพูชามีแผนจะส่งตัวผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติเหล่านี้กลับไปดำเนินคดียังประเทศต้นทางหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้ต้องสงสัยชาวจีนจะถูกส่งตัวให้กับรัฐบาลปักกิ่ง เช่นเดียวกับกรณีของนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานเครือบริษัท Prince Holding Group ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา และถูกส่งตัวกลับจีนไปเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นายเฉินถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับกิจกรรมผิดกฎหมายหลายประเภท รวมถึงการเปิดบ่อนคาสิโน การฉ้อโกง การดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย และการฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม

สำนักข่าว Cambodia China Times รายงานเมื่อคืนวันเสาร์ว่า การบุกค้นที่เมืองบาเวตครั้งนี้ถือเป็น “ปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุด” นับตั้งแต่กัมพูชาเริ่มมาตรการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้

นายทัช สุขะ (Touch Sokhak) โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุว่า การบุกตรวจค้นครั้งล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างแท้จริงว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่มีวันผ่อนปรนในการกวาดล้างอาชญากรหลอกลวงออนไลน์ และย้ำด้วยว่า “กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นนรกสำหรับอาชญากร”

ทั้งนี้ กลุ่มอาคารในเมืองบาเวตที่ถูกบุกตรวจค้นประกอบด้วยอาคาร 22 หลัง ดำเนินกิจการคาสิโนบังหน้า และมีรายงานว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เพื่อกระทำการผิดกฎหมายมาอย่างยาวนาน ซึ่งรวมถึงการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ด้วย

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กัมพูชากระจายกำลังเข้าปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงจังหวัดสีหนุวิลล์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร

สำนักข่าว Cambodia China Times อ้างว่า มาตรการปราบปรามที่เข้มงวดนี้ส่งผลให้เว็บไซต์หลอกลวงหลายแห่งตัดสินใจปิดตัวลงเอง และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องต่างพากันหลบหนีออกจากพื้นที่

คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ของกัมพูชาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรวมทั้งสิ้น 5,106 ราย จาก 23 ประเทศ ในข้อหาฉ้อโกงออนไลน์ในกัมพูชา โดยมีผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางแล้วทั้งหมด 4,534 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ

นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ

2 ก.พ. 2569 17:24 น.

นักท่องเที่ยวหญิงออสเตรเลียดับ หลังสายกระเป๋าเป้เกี่ยวลิฟต์สกีที่ญี่ปุ่น ร่างลอยค้างกลางอากาศ

เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันที่รีสอร์ทสกีชื่อดังในจังหวัดนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อนักท่องเที่ยวสาวชาวออสเตรเลียวัย 22 ปี เสียชีวิตหลังจากสายรัดกระเป๋าเป้ไปเกี่ยวติดกับเก้าอี้ลิฟต์สกีขณะกำลังลง ทำให้ร่างแขวนค้างกลางอากาศจนหมดสติ ด้านรีสอร์ทสั่งหยุดเดินลิฟต์ทันทีเพื่อสอบสวนความปลอดภัย

สถานีตำรวจจังหวัดนากาโนะรายงานวันนี้ (2 ก.พ.) ว่า นางสาว บรูก เดย์ วัย 22 ปี นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลหลังจากเกิดอุบัติเหตุสลดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ณ รีสอร์ทสกี สึไกเกะ เมาน์เทน รีสอร์ท (Tsugaike Mountain Resort) ในหมู่บ้านโอตาริ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในหุบเขาฮาคุบะ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันศุกร์ (30 ม.ค.) ขณะที่ผู้ตายกำลังเตรียมตัวลงจากลิฟต์สกี แต่ตัวล็อกสายรัดกระเป๋าเป้ของเธอเกิดหลุดและไปเกี่ยวติดกับพนักเก้าอี้ของลิฟต์อย่างแน่นหนา ประกอบกับเธอได้คาดสายรัดหน้าอกของกระเป๋าเป้เอาไว้ ทำให้ไม่สามารถสลัดตัวออกจากกระเป๋าได้ทันที ร่างของเธอจึงถูกลิฟต์ลากออกไปและถูกแขวนค้างอยู่กลางอากาศ

นายสึเนโอะ คุโบะ ประธานบริษัท Tsugaike Gondola Lift ผู้บริหารจัดการลิฟต์สกี แถลงว่า พนักงานควบคุมลิฟต์ได้รีบกดปุ่มหยุดฉุกเฉินทันทีที่เห็นเหตุการณ์ และเร่งเข้าช่วยเหลือเพื่อนำร่างของเธอลงมา ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน โดยในขณะนั้นเธออยู่ในภาวะที่เชื่อว่า “หัวใจหยุดเต้น”

แม้ทีมแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตอย่างเต็มที่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าเธอได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุ ทางรีสอร์ทได้สั่งระงับการใช้งานลิฟต์สกีตัวดังกล่าวทันที และยืนยันว่าจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งก็ต่อเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นและมีการวางมาตรการป้องกันเหตุซ้ำรอยอย่างเข้มงวดแล้วเท่านั้น

นายคุโบะระบุเพิ่มเติมว่า “เราขอน้อมรับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความจริงใจที่สุด และจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่มั่นคงให้เหล่านักท่องเที่ยวสามารถกลับมาใช้บริการได้อย่างสบายใจอีกครั้ง พร้อมทั้งจะดูแลเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างสุดความสามารถ”

ที่มา ABC News CNN

จีนประหาร 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

จีนประหาร 4 มาเฟีย "ตระกูลไป๋" เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

2 ก.พ. 2569 16:17 น.

จีนประหาร 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

ทางการจีนสั่งประหารชีวิต 4 สมาชิกแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ หนึ่งในตระกูลทรงอิทธิพลของเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ในเมียนมา หลังสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิกตระกูลหมิง ไปเพียง 1 สัปดาห์

สื่อทางการจีนรายงานว่า ทางการได้สั่งประหารชีวิต 4 สมาชิกตระกูลไป๋ ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา หลังสมาชิก 5 ราย รวมถึง ไป๋ ซัวเฉิง ผู้นำตระกูล ถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดย ไป๋ ซัวเฉิง ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วย ก่อนรัฐบาลจีนจะมีคำสั่งประหารในครั้งนี้ 

โดยสมาชิกตระกูลทั้ง 4 รายที่ถูกประหาร เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาจำนวนทั้งหมด 21 ราย ที่ศาลในมณฑลกวางตุ้งตัดสินให้มีความผิดในฐานฉ้อโกง ฆาตกรรม ทำร้ายร่างกาย และข้อหาอื่น ๆ 

โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการจีนได้สั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก “ตระกูลหมิง” เครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ในเมียนมาอีกตระกูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของทางการจีนในการกวาดล้างเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถหลอกลวงเหยื่อชาวจีนไปได้แล้วหลายพันราย

เป็นระยะเวลาหลายปีที่ ตระกูลไป๋ ตระกูลหมิง และตระกูลทรงอิทธิพลอีกหลายตระกูล ร่วมกันครองเมืองชายแดนเล้าก์ก่าย ในประเทศเมียนมา ด้วยการเปิดบ่อนคาสิโน สถานค้าบริการ และ ศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ตระกูลไป๋มีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตัวเอง สร้างอาคารถึง 41 หลัง เพื่อใช้เป็นคาสิโน และศูนย์กลางปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่ได้รายงานว่า มีการใช้ความรุนแรงและการทารุณกรรมเกิดขึ้นเป็นประจำในสถานที่เหล่านั้น

โดยก่อนหน้านี้หลังถูกจับกุม ไป๋ หยิงชาง ลูกชายของ ไป๋ ซัวเฉิง ได้กล่าวกับสื่อว่า ในบรรดาตระกูลต่าง ๆ ตระกูลไป๋คือ “อันดับหนึ่ง”

คำแถลงของศาลระบุว่า การกระทำอาชญากรรมของตระกูลไป๋ นำไปสู่การเสียชีวิตของชาวจีน 6 ราย การฆ่าตัวตาย 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายราย

ตระกูลไป๋เรืองอำนาจขึ้นในช่วงต้นศตวรรษ 2000 หลังผู้นำกองกำลังในเมืองเล้าก์ก่ายถูกขับไล่ในปฏิบัติการทหารที่นำโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาในปัจจุบัน โดยในขณะนั้นมิน อ่องหล่ายต้องการพันธมิตรที่พร้อมให้ความร่วมมือ และ ไป๋ ซัวเฉิง ซึ่งมีอำนาจรองจากผู้นำกองกำลังจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

แต่ยุครุ่งเรืองของตระกูลไป๋ ก็ต้องสิ้นสุดลงในปี 2023 หลังจากรัฐบาลจีนเริ่มหมดความอดทนต่อการเพิกเฉยของกองทัพเมียนมาในการปราบปรามขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงได้ให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในการบุกโจมตี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสงครามกลางเมืองเมียนมา นำไปสู่การทลายแก๊งมาเฟียและส่งตัวสมาชิกให้กับทางการจีน

เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำไปสร้างเป็นสารคดีระดับชาติในประเทศจีน เพื่อตอกย้ำถึงความเด็ดขาดของทางการ ในการกวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้น

การประหารชีวิตที่เกิดขึ้นล่าสุด สะท้อนว่ารัฐบาลจีนต้องการส่งสัญญาณเตือนผู้ที่คิดจะก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเหล่านี้ ให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับการกวาดล้าง และทุกคนที่มีส่วนในกระบวนการจะต้องได้รับโทษ แม้แต่ตระกูลมาเฟียทรงอิทธิพลก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นกระบวนการยุติธรรมไปได้

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า มีผู้คนนับแสนรายถูกหลอกลวงเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์เพื่อไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งในเมียนมาและพื้นที่อื่นๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในจำนวนนี้มีชาวจีนรวมอยู่หลายพันคน และเหยื่อซึ่งถูกฉ้อโกงเงินรวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์นั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวจีนเช่นกัน.

ที่มา: BBC

อ่านข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ ที่นี่

อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ

อิสราเอลประกาศเปิดด่าน "ราฟาห์" เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ

2 ก.พ. 2569 15:45 น.

อิสราเอลประกาศเปิดด่าน “ราฟาห์” เชื่อมกาซา-อียิปต์ ใช้มาตรการคุมเข้ม-ห้ามสื่อต่างชาติ

อิสราเอลยอมเปิดด่านพรมแดนราฟาห์ระหว่างฉนวนกาซาและอียิปต์ ให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางข้ามแดนด้วยการเดินเท้าได้แล้วตามเงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิงของ “โดนัลด์ ทรัมป์” แต่ยังคงสั่งห้ามผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าพื้นที่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียดหลังมีการละเมิดข้อตกลงจนเกิดการโจมตีทางอากาศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

วันนี้ (2 ก.พ.) อิสราเอลได้ทำการเปิดด่านพรมแดนราฟาห์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างฉนวนกาซาและประเทศอียิปต์ เพื่ออนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์สามารถเดินทางเข้าและออกจากพื้นที่ได้ด้วยเท้า หลังจากที่ด่านแห่งนี้ถูกอิสราเอลบุกยึดและสั่งปิดมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024

การเปิดด่านในครั้งนี้ถือเป็นข้อกำหนดสำคัญภายใต้เฟสแรกของแผนสันติภาพที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลระบุว่า ได้มีทีมสังเกตการณ์จากยุโรปเดินทางมาถึงพื้นที่เพื่อร่วมดูแลความเรียบร้อยแล้ว

แม้จะมีการเปิดด่าน แต่ยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด โดยอิสราเอลระบุว่าผู้เดินทางทุกคนจะต้องผ่านการตรวจเช็กด้านความมั่นอย่างละเอียด และจะมีการจำกัดจำนวนผู้สัญจรในแต่ละวันร่วมกับทางการอียิปต์

ที่ผ่านมา การปิดด่านราฟาห์และระเบียงฟิลาเดลฟี (Philadelphi Corridor) ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บชาวปาเลสไตน์ที่ไม่สามารถออกไปรักษาตัวนอกพื้นที่ได้ ข้อมูลจากสหประชาชาติชี้ว่า มีชาวปาเลสไตน์ราว 100,000 คนที่หนีออกจากฉนวนกาซานับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยบางส่วนต้องจ่ายเงินสินบนสูงเพื่อให้ได้ข้ามพรมแดน

แม้พรมแดนจะเริ่มเปิดให้พลเมืองสัญจร แต่อิสราเอลยังคงยืนกรานปฏิเสธไม่ให้ผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าไปในฉนวนกาซา โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของทหารและตัวนักข่าวเอง ขณะนี้สมาคมสื่อมวลชนต่างประเทศ (FPA) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาของอิสราเอลเพื่อคัดค้านคำสั่งนี้ โดยระบุว่าเป็นการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลที่เป็นอิสระของสาธารณชน

ตามแผนการของทรัมป์ในเฟสที่สอง กำหนดให้มีการส่งมอบอำนาจบริหารกาซาให้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่เทคโนแครตของปาเลสไตน์ โดยมีเงื่อนไขให้กลุ่มฮามาสวางอาวุธและอิสราเอลถอนทหารออกเพื่อเริ่มการฟื้นฟูเมือง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงยังคงเปราะบาง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงมีการปะทะกันประปราย โดยมีรายงานว่าตั้งแต่ออกข้อตกลงหยุดยิงในเดือนตุลาคม มีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารเพิ่มกว่า 500 ราย และทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ (31 ม.ค.) อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีข้อตกลงหยุดยิง คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 30 คน โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ที่กลุ่มฮามาสละเมิดข้อตกลงก่อนในวันศุกร์.

ที่มา Reuters

ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. “ซารา ดูเตอร์เต” รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ

ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. "ซารา ดูเตอร์เต" รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ

2 ก.พ. 2569 14:58 น.

ฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองปธน. “ซารา ดูเตอร์เต” รอบใหม่ ปมโกงงบประมาณ-ขู่สังหารผู้นำ

ภาคประชาสังคมและกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายในฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องถอดถอนรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต อีกครั้ง กล่าวหานำเงินสาธารณะไปใช้โดยไม่ชี้แจง ระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาธิการ พร้อมรื้อข้อกล่าวหาขู่ลอบสังหารประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์

ผู้นำภาคประชาสังคมและสมาชิกกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายของฟิลิปปินส์ ได้รวมตัวยื่นคำร้องขอถอดถอน นางซารา ดูเตอร์เต รองประธานาธิบดี ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่กระบวนการก่อนหน้านี้ถูกระงับโดยคำสั่งศาลสูงสุดเมื่อปีที่ผ่านมา

คำร้องดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การกล่าวหาว่า นางซาราใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการบริหารจัดการงบประมาณสาธารณะมูลค่าประมาณ 612.5 ล้านเปโซ (ราว 329 ล้านบาท) ในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ ยังมีการรื้อฟื้นประเด็นที่เธอกล่าวข่มขู่จะลอบสังหารนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดี ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองกันมาก่อน

ประเด็นหลักที่ถูกนำมายื่นในครั้งนี้คือความไม่โปร่งใสของงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ไม่สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ โดย เลลา เดอ ลิมา อดีตวุฒิสมาชิกผู้สนับสนุนคำร้องระบุว่า “ถึงเวลาแล้วที่รองประธานาธิบดีซาราต้องแสดงความรับผิดชอบ” โดยคำร้องฉบับนี้ได้ปรับปรุงเนื้อหาให้รัดกุมและมีความชัดเจนทางกฎหมายมากขึ้นกว่าฉบับเดิมที่เคยถูกศาลสูงสุดตีตกไปเนื่องจากผิดกฎเกณฑ์การยื่นคำร้องซ้ำซ้อนในปีเดียวกัน

ทางด้านทีมทนายความของนางซาราได้ออกแถลงการณ์แสดงความมั่นใจว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริงและจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน คณะกรรมการยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรได้เริ่มกระบวนการไต่สวนคำร้องถอดถอน ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เช่นกัน โดยเขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงงบประมาณโครงการควบคุมน้ำท่วมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “โครงการทิพย์” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีอยู่จริง

ประเด็นนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนฟิลิปปินส์อย่างมาก เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมา หลายเมืองในฟิลิปปินส์ต้องจมอยู่ใต้น้ำจากพายุไต้ฝุ่นรุนแรง แต่โครงการป้องกันน้ำท่วมกลับไม่มีประสิทธิภาพตามงบประมาณที่เสียไป

บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา กลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 100 คนจากกลุ่ม Makabayan ได้รวมตัวกันถือป้ายเรียกร้องให้ขับไล่ทั้งประธานาธิบดีมาร์กอสและรองประธานาธิบดีซารา โดยระบุว่าเป็นการประท้วงเพื่อเตือนสติเหล่านักการเมืองว่าความจงรักภักดีควรมีให้แก่ประชาชน ไม่ใช่ต่อตระกูลการเมืองหรือผู้มีอำนาจ

ตามรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติถอดถอน เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อทำการพิจารณาคดี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และจะถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางของนางซารา ดูเตอร์เต ที่ถูกคาดหมายว่าจะลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2028.

ที่มา AFP

“อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

"อันวาร์ อิบราฮิม" ยันชัด "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" ปมเอี่ยวอีเมล "เจฟฟรีย์ เอพสตีน"

2 ก.พ. 2569 13:57 น.

“อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ตกเป็นเป้าความสนใจ หลังชื่อโผล่ในเอกสารลับชุดล่าสุดของคดี “เจฟฟรีย์ เอพสตีน” เผยเป็นอีเมลหารือกันระหว่างเอพสตีนและพันธมิตร เพื่อดึงตัวอันวาร์เข้าหาธนาคารยักษ์ใหญ่ JP Morgan หวังเป็น “ขุมทอง” ในอนาคต ด้านฝ่ายค้านมาเลเซียจี้ให้ออกมาคำชี้แจงด่วน

ชื่อของนายอันวาร์ อิบราฮิม ปรากฏอยู่ในกลุ่มเอกสารชุดล่าสุดที่เปิดเผยโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ  ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอพสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับที่เคยถูกจับกุมในคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ อย่างไรก็ตาม ชื่อของอันวาร์ไม่ได้ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการทำผิดทางเพศหรือการเดินทางไปยังเกาะส่วนตัวของเอพสตีนแต่อย่างใด แต่เป็นการพูดถึงในบริบทของ “โอกาสทางธุรกิจและการเมือง”

จากอีเมลฉบับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 พันธมิตรของเอพสตีน (ซึ่งถูกปกปิดชื่อ) ได้ส่งข้อความสอบถามว่า ควรจัดให้มีการพบกันเป็นการส่วนตัวระหว่างอันวาร์ กับบุคคลที่ชื่อว่า “Jes” ซึ่งเชื่อกันว่าคือ เจส สเตลีย์ ซีอีโอด้านวานิชธนกิจของ JP Morgan ในขณะนั้น เพื่อผลประโยชน์ในอนาคตของธนาคารหรือไม่

ในอีเมลระบุว่า “ถ้าเขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เขาจะมาสะสางเรื่องต่างๆ และนี่อาจเป็นขุมทอง (Gold mine) สำหรับ JPM” นอกจากนี้ผู้ส่งอีเมลยังอ้างว่ารู้จักอันวาร์เป็นอย่างดีและสนิทสนมกันมานานหลายปี แม้ในช่วงที่คนอื่นคิดว่าอาชีพการเมืองของเขาจบสิ้นลงแล้ว

ด้านเอพสตีนได้ตอบกลับอีเมลดังกล่าว โดยเสนอให้จัดการพบกันในช่วงเดือนพฤษภาคม และยังแนะนำให้เสนอแผนการสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดในมาเลเซีย เพื่อเป็นการจูงใจ โดยอ้างถึงผู้กำกับชื่อดังอย่าง “วู้ดดี้ อัลเลน” ที่เคยทำหนังในหลายประเทศเพื่อแลกกับเงินสนับสนุน

ช่วงเวลาที่เกิดการแลกเปลี่ยนอีเมลดังกล่าว คือหนึ่งปีก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2013 ของมาเลเซีย ซึ่งในเวลานั้นอันวาร์เป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้าน (Pakatan Rakyat) และได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาติตะวันตกในฐานะนักปฏิรูป ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดว่าสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอาจให้การสนับสนุนเขาในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้จริงในปี 2022

ล่าสุด Pemuda Bersatu หรือ ฝ่ายเยาวชนของพรรค Malaysian United Indigenous Party (BERSATU) ในมาเลเซีย นำโดยนายนาอิม บรันเดจ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ชี้แจงความจริง ว่าเคยมีการพบปะกับเอพสไตน์หรือบุคคลที่ระบุในเอกสารหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียถูกมองว่าเป็น “ขุมทอง” ของสถาบันการเงินต่างชาติ

ทั้งนี้ เอกสารชุดดังกล่าวถูกเปิดเผยออกมาตามนโยบายความโปร่งใสในการตรวจสอบคดีเอพสตีน เนื่องจากเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับบุคคลระดับสูงจำนวนมาก รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย ส่วนเจฟฟรีย์ เอพสตีน ได้เสียชีวิตลงในเรือนจำเมื่อปี 2019 ซึ่งมีรายงานว่าเป็นการฆ่าตัวตาย.

ที่มา Malaysiakini

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร หวังลดการพึ่งพาจีน

ญี่ปุ่นขุดพบ "แรร์เอิร์ธ" ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร หวังลดการพึ่งพาจีน

2 ก.พ. 2569 13:29 น.

ญี่ปุ่นขุดพบ “แรร์เอิร์ธ” ใต้ทะเลลึก 6,000 เมตร หวังลดการพึ่งพาจีน

รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ หลังภารกิจสำรวจใต้ทะเลลึกขุดพบตะกอนที่มีแร่หายาก หรือ แรร์เอิร์ธ ปริมาณมหาศาล ณ ระดับความลึก 6,000 เมตร บริเวณเกาะมินามิโทริชิมะ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากจีน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ภารกิจทดลองขุดเจาะใต้ทะเลลึกประสบความสำเร็จในการเก็บกู้ตะกอนที่มีแร่หายาก หรือ “แรร์เอิร์ธ” จากระดับความลึกประมาณ 6,000 เมตร ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งแรกของโลกในการขุดเจาะแร่ที่ระดับความลึกขนาดนี้

นายเค ซาโตะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า “ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์รายละเอียดของตัวอย่างที่เก็บมาได้ เพื่อตรวจสอบปริมาณแร่ที่แน่ชัด” พร้อมย้ำว่าความสำเร็จนี้มีความหมายอย่างยิ่ง ทั้งในด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทรัพยากรทางทะเลอย่างครอบคลุม

การขุดเจาะครั้งนี้ใช้เรือเจาะทางวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า “ชิคิว” (Chikyu) ซึ่งออกเดินทางไปยังเกาะมินามิโทริชิมะในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น และคาดการณ์ว่ามีปริมาณแรร์เอิร์ธสะสมอยู่มากกว่า 16 ล้านตัน ซึ่งหนังสือพิมพ์นิกเคอิ ระบุว่าเป็นแหล่งสำรองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

รายงานระบุว่าแหล่งแร่นี้ประกอบด้วย ดิสพรอเซียม (Dysprosium) ที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วโลกถึง 730 ปี ซึ่งใช้ผลิตแม่เหล็กกำลังสูงในโทรศัพท์และรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอิตเทรียม (Yttrium) ที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้งานถึง 780 ปี โดยใช้ในเทคโนโลยีเลเซอร์

ปัจจุบันจีนเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยครองส่วนแบ่งการทำเหมืองเกือบ 2 ใน 3 และครองส่วนแบ่งการถลุงแร่ทั่วโลกถึง 92% ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลปักกิ่งที่สั่งระงับการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้งานได้สองทาง ซึ่งรวมถึงแร่บางชนิด เพื่อตอบโต้นโยบายของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เคยส่งสัญญาณเรื่องการตอบโต้ทางทหารหากมีการโจมตีไต้หวัน

นักวิเคราะห์จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) ชี้ว่า หากญี่ปุ่นสามารถสกัดแร่จากแหล่งนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้ออกมาเตือนว่า การทำเหมืองใต้ทะเลลึกอาจทำลายระบบนิเวศทางทะเลและรบกวนหน้าดินใต้ทะเลอย่างรุนแรง ขณะที่ในระดับสากล องค์การพื้นดินใต้ทะเลระหว่างประเทศ (ISA) กำลังผลักดันการร่างระเบียบโลกเพื่อควบคุมการขุดเจาะในเขตน่านน้ำสากล แต่ในกรณีนี้ ญี่ปุ่นดำเนินการขุดเจาะภายในเขตน่านน้ำอธิปไตยของตนเองจึงสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายภายในประเทศ

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าจับตา หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีแนวทางสนับสนุนให้เร่งรัดการทำเหมืองในน่านน้ำสากลเพื่อแข่งขันกับจีนในตลาดแร่ยุทธศาสตร์เช่นกัน.

ที่มา AFP

“Bad Bunny” คว้ารางวัลใหญ่แกรมมี “อัลบั้มแห่งปี” ครั้งแรกของอัลบั้มเพลงภาษาสเปน

"Bad Bunny" คว้ารางวัลใหญ่แกรมมี "อัลบั้มแห่งปี"  ครั้งแรกของอัลบั้มเพลงภาษาสเปน

2 ก.พ. 2569 12:37 น.

“Bad Bunny” คว้ารางวัลใหญ่แกรมมี “อัลบั้มแห่งปี” ครั้งแรกของอัลบั้มเพลงภาษาสเปน

“แบด บันนี” (Bad Bunny) ศิลปินชาวเปอร์โตริโก สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีแกรมมี อวอร์ดส์ ด้วยการเป็นศิลปินคนแรกที่คว้ารางวัลอัลบั้มแห่งปีจากอัลบั้มที่ขับร้องเป็นภาษาสเปนทั้งหมด จากผลงานชุดที่ 6 Debí Tirar Mas Fotos ซึ่งเป็นงานที่สะท้อนอัตลักษณ์ ดนตรี และประวัติศาสตร์ลาตินอย่างลึกซึ้ง โดยเขาอุทิศรางวัลให้ผู้อพยพ ท่ามกลางบรรยากาศที่ศิลปินจำนวนมากแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ

ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 68 ณ นครลอสแอนเจลิส Bad Bunny หรือ เบนิโต โอกาซิโอ ศิลปินหนุ่มวัย 31 ปี จากเปอร์โตริโก สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งอัลบั้มชุดที่ 6 “Debí Tirar Mas Fotos” คว้ารางวัลใหญ่ที่สุดอย่าง อัลบั้มแห่งปี (Album of the Year) ไปครองได้สำเร็จ ชนะตัวเต็งอย่าง Lady Gaga, Kendrick Lamar และ Sabrina Carpenter โดยถือเป็นอัลบั้มภาษาสเปนล้วนชุดแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลนี้

Bad Bunny มีอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อ Harry Styles ประกาศชื่อเขา เขาขึ้นรับรางวัลด้วยน้ำตาพร้อมกล่าวอุทิศรางวัลนี้ให้กับ “ทุกคนที่ต้องทิ้งบ้านเกิด ทิ้งแผ่นดิน และประเทศของตนเพื่อมาทำตามความฝัน”

บรรยากาศงานในปีนี้เต็มไปด้วยการแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นการปราบปรามผู้อพยพในสหรัฐฯ ศิลปินจำนวนมากรวมถึง Bad Bunny สวมเข็มกลัด “ICE out” (สื่อถึงหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ) เพื่อประท้วงการทำงานของรัฐบาล

“โอลิเวีย ดีน” (Olivia Dean) เจ้าของรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Best New Artist) กล่าวว่าเธอคือหลานสาวของผู้อพยพและผลผลิตของความกล้าหาญ ขณะที่บิลลี ไอลิช (Billie Eilish) ผู้คว้ารางวัลเพลงแห่งปี (Song of the Year) จาก “Wildflower” ได้เรียกร้องให้ทุกคนสู้ต่อไปและส่งเสียงประท้วง เพราะเสียงของประชาชนนั้นสำคัญที่สุด

ด้านแรปเปอร์ฝีมือฉกาจ “เคนดริก ลามาร์” (Kendrick Lamar) สร้างสถิติใหม่ด้วยการคว้าแกรมมี่สะสมรวม 27 รางวัล แซงหน้า Jay-Z กลายเป็นแรปเปอร์ที่ครองรางวัลแกรมมี่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยในปีนี้เขาคว้ารางวัล อัลบั้มแรปยอดเยี่ยม (Best Rap Album) จาก “GNX” และ บันทึกเสียงแห่งปี (Record of the Year) จากเพลง “Luther” ร่วมกับ SZA

อย่างไรก็ตาม ช่วงการประกาศรางวัล Record of the Year เกิดเหตุการณ์ชวนสับสน เมื่อตำนานอย่าง Cher ลืมอ่านรายชื่อผู้เข้าชิงและเกือบประกาศชื่อผิด จนทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดไปชั่วขณะว่าเป็นรางวัลของศิลปินผู้ล่วงลับอย่าง Luther Vandross แต่ Kendrick Lamar ก็แก้สถานการณ์ได้ดีด้วยการกล่าวสดุดี Vandross บนเวทีแทน

ค่ำคืนนี้เปิดฉากอย่างเร้าใจด้วยโชว์จาก Rosé จากวง Blackpink และ Bruno Mars ในเพลงฮิต “APT.” เวอร์ชั่นร็อค นอกจากนี้ยังมีโชว์ที่สร้างเสียงฮือฮาจาก Justin Bieber ที่ขึ้นแสดงเพลง “Yukon” โดยสวมเพียงกางเกงบ็อกเซอร์และถุงเท้าพร้อมกีตาร์ตัวเดียว และ Lady Gaga ที่มาในชุดเครื่องประดับศีรษะรูปกรงนกสุดอลังการในเพลง “Abracadabra”

สรุปผลรางวัลสำคัญ Grammy Awards ครั้งที่ 68

อัลบั้มแห่งปี: “Debi Tirar Mas Fotos” – Bad Bunny

บันทึกเสียงแห่งปี: “luther” – Kendrick Lamar ร่วมกับ SZA

เพลงแห่งปี (ยกย่องการแต่งเพลง): “Wildflower” – Billie Eilish O’Connell & Finneas O’Connell ผู้แต่งเพลง (Billie Eilish)

ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม: Olivia Dean

การแสดงเดี่ยวเพลงป็อปยอดเยี่ยม: “Messy” – Lola Young

การแสดงคู่/กลุ่มเพลงป็อปยอดเยี่ยม: “Defying Gravity” – Cynthia Erivo & Ariana Grande

อัลบั้มเพลงป็อปยอดเยี่ยม: “Mayhem” – Lady Gaga

อัลบั้มแร็พยอดเยี่ยม: “GNX” – Kendrick Lamar

การแสดงแร็พยอดเยี่ยม: “Chains & Whips” – Clipse (Pusha T & Malice) ร่วมกับ Kendrick Lamar & Pharrell Williams

มิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยม: “Anxiety” – Doechii

อัลบั้มเพลง Urban ยอดเยี่ยม: Bad Bunny – “Debí Tirar Mas Fotos”

การแสดงดนตรีระดับโลกยอดเยี่ยม: Bad Bunny – “Eoo”

อัลบั้มเพลงระดับโลกยอดเยี่ยม: “Caetano e Bethania Ao Vivo” – Caetano Veloso และ Maria Bethania

เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม: “Golden” จาก “KPop Demon Hunters”

ที่มา BBC