เมียนมาเริ่มนับคะแนนเลือกตั้งรอบสอง คนออกมาใช้สิทธิบางตาท่ามกลางความหวาดกลัว

เมียนมาเริ่มนับคะแนนเลือกตั้งรอบสอง คนออกมาใช้สิทธิบางตาท่ามกลางความหวาดกลัว

12 ม.ค. 2569 10:00 น.

เมียนมาเริ่มนับคะแนนเลือกตั้งรอบสอง คนออกมาใช้สิทธิบางตาท่ามกลางความหวาดกลัว

เมียนมาเริ่มกระบวนการนับคะแนน หลังปิดหีบการเลือกตั้งทั่วไปรอบที่สอง ขณะที่บรรยากาศการลงคะแนนเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนน้อยอย่างเห็นได้ชัด

วันที่ 11 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ทางการเมียนมาเริ่มกระบวนการนับคะแนน หลังปิดหีบการเลือกตั้งทั่วไปรอบที่สอง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหาร ภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนในปี 2564   

การเลือกตั้งรอบสองจัดขึ้นใน 100 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมถึงหลายพื้นที่ในนครย่างกุ้ง ขณะที่บรรยากาศการลงคะแนนเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนน้อยอย่างเห็นได้ชัด ส่วนรอบที่สามมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25 มกราคมนี้

รายงานข่าวระบุว่า การเลือกตั้งรอบแรกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคตัวแทนกองทัพ คว้าคะแนนไปเกือบ 90% ในขณะที่ผู้สมัครอิสระไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลย และหลายพรรคยอมรับว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนต่ำกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิ์จำนวนหนึ่งยังไม่เข้าใจการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์.

ที่มา Irrawaddy / AP

ชาวเนปาลนับพันคน ชุมนุมทวงคืนสถาบันกษัตริย์ ก่อนการเลือกตั้งใหญ่เดือนมีนาคมนี้

ชาวเนปาลนับพันคน ชุมนุมทวงคืนสถาบันกษัตริย์ ก่อนการเลือกตั้งใหญ่เดือนมีนาคมนี้

12 ม.ค. 2569 09:35 น.

ชาวเนปาลนับพันคน ชุมนุมทวงคืนสถาบันกษัตริย์ ก่อนการเลือกตั้งใหญ่เดือนมีนาคมนี้

ชาวเนปาลนับพันคนชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องให้มีการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ก่อนเลือกตั้งมี.ค.นี้ ขณะที่รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งเข้าบริหารประเทศ เจอกระแสความไม่พอใจที่แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นล่าช้า

วันที่ 11 มกราคม 2568 ชาวเนปาลนับพันคนรวมตัวชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องให้มีการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาที่กำหนดจัดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ โดยผู้ชุมนุมพร้อมใจกันตะโกนคำขวัญ “เรารักกษัตริย์ของเรา นำกษัตริย์กลับมา” โดยการชุมนุมครั้งล่าสุดเป็นไปอย่างสงบ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของตำรวจควบคุมฝูงชน

โดยการชุมนุมจัดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าปฤถวี นารายัน ชาห์ กษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ชาห์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 นับเป็นการชุมนุมครั้งแรกของกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตราชวงศ์ หลังเหตุประท้วงรุนแรงของกลุ่มคนรุ่นใหม่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 

หนึ่งในผู้ชุมนุม ระบุว่าทางเลือกสุดท้ายและทางเลือกเดียวของเนปาล คือการกลับคืนสู่สถาบันกษัตริย์ พร้อมเสริมว่า หลังการเคลื่อนไหวของคนรุ่น Gen Z และเส้นทางที่ประเทศดำเนินมานั้นจำเป็นต้องฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์เพื่อจัดการสถานการณ์ที่สับสนในปัจจุบัน

นอกจากนี้วันที่จัดการชุมนุมยังตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระเจ้าปฤถวี นารายัน ชาห์ ซึ่งในอดีตการชุมนุมประจำปีลักษณะนี้เคยลุกลามเป็นความรุนแรง มีการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจ โดยเมื่อเดือนมีนาคม ปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ จากการชุมนุมสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ 

ทั้งนี้ เนปาลยกเลิกระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐในปี 2551 หลังกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ถูกกดดันให้สละราชสมบัติ ขณะที่รัฐบาลเฉพาะกาลปัจจุบันของนายกรัฐมนตรีสุชิลา การ์กี เพิ่งเข้าบริหารประเทศหลังการประท้วงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจปัญหาคอร์รัปชัน อัตราการว่างงาน และการบริหารประเทศที่ล้มเหลว.

ที่มา AP

กลุ่มสิทธิอ้าง ประท้วงอิหร่านดับทะลุ 500 ศพ ทรัมป์จ่อประชุมทางเลือกโจมตี

กลุ่มสิทธิอ้าง ประท้วงอิหร่านดับทะลุ 500 ศพ ทรัมป์จ่อประชุมทางเลือกโจมตี

12 ม.ค. 2569 06:06 น.

กลุ่มสิทธิอ้าง ประท้วงอิหร่านดับทะลุ 500 ศพ ทรัมป์จ่อประชุมทางเลือกโจมตี

กลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วงใหญ่ที่ประเทศอิหร่านเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 500 ศพแล้ว ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประชุมทางเลือกต่างๆ ที่จะใช้กับอิหร่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. 2569 กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า เหตุประท้วงรุนแรงในประเทศอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 490 ศพในฝ่ายผู้ประท้วง ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 48 ศพ โดยมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 10,600 คน ตลอดการประท้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

รัฐบาลอิหร่านยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ก่อนหน้านี้ว่า จะโจมตีอิหร่าน “อย่างหนักหน่วง” หากพวกเขา “เริ่มเข่นฆ่าประชาชน” และโพสต์ข้อความในวันเสาร์ว่า “อิหร่านกำลังมองหาเสรีภาพ ในแบบที่อาจไม่เคยมีมาก่อน สหรัฐฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ!!!”

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส เมื่อวันอาทิตย์ว่า ทรัมป์มีกำหนดหารือกับที่ปรึกษาอาวุโสในวันอังคารเพื่อพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะใช้กับอิหร่าน

ขณะที่ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่าทางเลือกเหล่านั้นรวมถึงการโจมตีทางทหาร, การใช้อาวุธลับไซเบอร์, การขยายมาตรการคว่ำบาตร และการให้ความช่วยเหลือทางออนไลน์แก่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล

ทางด้านนาย โมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาเตือนวอชิงตันไม่ให้ “คาดการณ์ผิดพลาด”

“เราขอพูดให้ชัดเจนว่า ในกรณีที่มีการโจมตีอิหร่าน ดินแดนที่ถูกยึดครอง (อิสราเอล) รวมถึงฐานทัพและเรือทหารทั้งหมดของสหรัฐฯ จะตกเป็นเป้าหมายอย่างชอบธรรมของเรา” กาลิบัฟ ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านกล่าว

ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ธ.ค. 2568 จากความไม่พอใจในปัญหาค่าเงินตกต่ำ ก่อนจะลุกลามเป็นการประท้วงต่อต้านการปกครองของรัฐบาล ที่ดำเนินมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านกล่าวโทษสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วงที่เกิดขึ้น เพื่อทำลายเสถียรภาพของอิหร่าน และเรียกกลุ่มผู้ประท้วงบางส่วนที่ก่อเหตุจุดไฟเผามัสยิด, โจมตีธนาคาร และทรัพย์สินสาธารณะว่า “ผู้ก่อการร้าย”

“เหล่าครอบครัวทั้งหลาย ผมขอร้องพวกคุณว่า อย่าปล่อยให้ลูกหลานของท่านเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ก่อจลาจลและผู้ก่อการร้ายที่ตัดศีรษะและเข่นฆ่าผู้คน” นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวในการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรทัศน์ พร้อมเสริมว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังประชาชนและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิหร่านได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอังกฤษเข้าพบที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประท้วงต่อ “ความเห็นในเชิงแทรกแซง” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งอังกฤษ กับกรณีที่มีผู้ประท้วงปลดธงชาติอิหร่านออกจากอาคารสถานทูตในกรุงลอนดอน แล้วแทนที่ด้วยธงยุคก่อนการปฏิวัติอิสลาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปมสหรัฐฯ โค่นมาดูโรฟ้าแลบ 3 เหตุชิงกินรวบอำนาจ

ปมสหรัฐฯ โค่นมาดูโรฟ้าแลบ 3 เหตุชิงกินรวบอำนาจ

ปมสหรัฐฯ โค่นมาดูโรฟ้าแลบ 3 เหตุชิงกินรวบอำนาจ

12 ม.ค. 2569 05:01 น.

สถานการณ์โลกร้อนแรงขึ้นทันที เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา” ได้สั่งเปิดปฏิบัติการทางทหารบุกโจมตี เวเนซุเอลา “เพื่อควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร” แบบสายฟ้าแลบใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนำตัวส่งไปดำเนินคดีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับยาเสพติดในสหรัฐฯ

ถังแก๊สระเบิด บ่าว-สาวปากีสถานดับสลด หลังแต่งงานวันเดียว

ถังแก๊สระเบิด บ่าว-สาวปากีสถานดับสลด หลังแต่งงานวันเดียว

12 ม.ค. 2569 03:17 น.

ถังแก๊สระเบิด บ่าว-สาวปากีสถานดับสลด หลังแต่งงานวันเดียว

เกิดเหตุถังแก๊สระเบิดที่บ้านหลังหนึ่งในเมืองหลวงของปากีสถาน ส่งผลให้คู่บ่าวสาวซึ่งเพิ่งแต่งงานกันได้วันเดียว เสียชีวิตทั้งคู่ และมีผู้เคราะห์ร้ายรายอื่นอีก 6 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ม.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุถังแก๊สระเบิดที่บ้านหลังหนึ่งในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ส่งผลให้คู่บ่าวสาวที่เพิ่งจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสได้เพียงวันเดียว เสียชีวิตทั้งคู่

เหตุระเบิดยังทำให้มีผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ อีก 6 ศพ รวมถึงแขกที่มาร่วมงานแต่งงานและสมาชิกในครอบครัวที่พักอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 10 คน

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ (11 ม.ค.) ส่งผลให้หลังคาบ้านพังถล่มลงมา ผนังบางส่วนของตัวบ้านถูกแรงอัดจนพังทลาย ทำให้เศษซากปรักหักพังและเครื่องเรือนกระจัดกระจายไปทั่ว

เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นเนื่องจากมีแก๊สรั่วไหลจนสะสมอยู่เต็มห้องก่อนจะเกิดการระเบิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีบ้านใกล้เรือนเคียงอีก 3 หลังได้รับความเสียหายด้วย

นายฮานีฟ มาซีห์ พ่อของเจ้าบ่าว เปิดเผยว่าลูกชายของเขาเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์ไปเมื่อวันก่อน โดยคู่บ่าวสาวพร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัวและแขกเหรื่อ กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ในบ้านตอนที่เกิดการระเบิด

มาซีห์กล่าวว่า ทุกคนเข้านอนเมื่อเวลาประมาณ 03:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และต้องตื่นมาพบกับความพินาศย่อยยับ โดยนอกจากลูกชายของมาซีห์แล้ว ลูกสะใภ้ ภรรยา และน้องสะใภ้ของเขาต่างก็เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ทั้งหมด

ด้านตำรวจระบุว่า ได้ปิดล้อมที่เกิดเหตุแล้วและกำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุของการระเบิด โดยมีการส่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานในชุดคลุมสีขาวเข้าตรวจสอบซากปรักหักพังอย่างละเอียด มีการใช้สุนัขดมกลิ่นและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้แน่ใจว่าช่วยทุกคนออกมาจากใต้ซากปรักหักพังแล้วด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบแล้ว 7 ศพ ภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์ หายอีก 29 ความหวังริบหรี่

พบแล้ว 7 ศพ ภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์ หายอีก 29 ความหวังริบหรี่

12 ม.ค. 2569 02:27 น.

พบแล้ว 7 ศพ ภูเขาขยะถล่มในฟิลิปปินส์ หายอีก 29 ความหวังริบหรี่

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุภูเขาขยะถล่มที่ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเป็น 7 ศพแล้ว ในขณะที่ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติมเหลือน้อยเต็มทีแล้ว

เจ้าหน้าที่ในประเทศฟิลิปปินส์กล่าวในวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. 2569 ว่า ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตจากเหตุภูเขาขยะขนาดมหึมาถล่มทับอาคารใกล้เคียงในภาคกลางของประเทศ เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว หลังจากเวลาผ่านไปหลายวัน แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งขุดค้นซากขยะจำนวนมหาศาล เพื่อค้นหาผู้ประสบเหตุ

เจ้าหน้าที่กู้ร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งรายเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 7 ศพ โดยยังมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 29 ราย ในขณะที่ช่วงเวลาวิกฤต 72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสพบผู้รอดชีวิตมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดเหตุในเมืองเซบู ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค.) โดยภูเขาขยะซึ่งมีความสูงประมาณตึก 20 ชั้นที่บ่อขยะบินาลิว (Binaliw Landfill) พังถล่มลงมาทับอาคารสำนักงาน โครงเหล็ก และพื้นที่ทำงานใกล้เคียง ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่สุขาภิบาลประมาณ 50 คนถูกฝังทั้งเป็น

อนึ่ง บ่อขยะบินาลิว เป็นพื้นที่จัดการขยะของเอกชนที่รองรับขยะจากเมืองเซบู ซึ่งมีประชากรเกือบหนึ่งล้านคน

“เมื่อวานนี้ เราตรวจพบสัญญาณชีพสองจุดผ่านอุปกรณ์เรดาร์เฉพาะทาง โดยยังตรวจพบเสียงหัวใจเต้นอยู่ลึกลงไปใต้ซากปรักหักพัง 30 เมตร แต่ในขณะนี้ ยังไม่มีรายงานการพบสัญญาณดังกล่าวเพิ่มเติมแล้ว” นายเวนเดลล์ บียานูเอวา เจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นบอกกับ AFP เมื่อวันอาทิตย์

จนถึงตอนนี้มีผู้รอดชีวิตเพียง 12 รายที่ถูกดึงตัวออกมาจากกองขยะได้อย่างปลอดภัยและถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล

โดยเมื่อวันเสาร์ เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะเกิดการถล่มซ้ำ เนื่องจากภูเขาขยะยังคงมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องหยุดปฏิบัติงานเป็นระยะ นอกจากนั้น ฝนที่ตกลงมายังเพิ่มอันตรายดังกล่าวให้มากขึ้นด้วย

นายบียานูเอวาบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จะเปลี่ยนเป้าหมายจากการกู้ชีพ เป็นการกู้ร่างในวันจันทร์นี้ โดยเสริมในภายหลังว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับทีมงานจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไฟป่าออสเตรเลีย ยังลุกโชน 30 จุด คร่าแล้ว 1 ศพ บ้านวอด 300 หลัง

ไฟป่าออสเตรเลีย ยังลุกโชน 30 จุด คร่าแล้ว 1 ศพ บ้านวอด 300 หลัง

12 ม.ค. 2569 01:41 น.

ไฟป่าออสเตรเลีย ยังลุกโชน 30 จุด คร่าแล้ว 1 ศพ บ้านวอด 300 หลัง

เหตุไฟป่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียยังคงรุนแรง เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บ้านเรือนถูกทำลายนับร้อยหลัง ขณะที่ทางการเตือนว่า ไฟอาจลุกไหม้ไปอีกหลายสัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ม.ค. 2569 ว่า เหตุไฟป่ารุนแรงหลายสิบจุดในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งลุกไหม้มานานหลายวันแล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ ขณะที่บ้านเรือนถูกทำลายอีกกว่า 300 หลัง

ไฟป่าส่วนใหญ่อยู่ในรัฐวิกตอเรีย และบางส่วนในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งได้เผาไหม้พื้นที่กินอาณาบริเวณกว้างเกือบสองเท่าของขนาดพื้นที่เกรเทอร์ลอนดอน

รัฐวิกตอเรียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่นักผจญเพลิงหลายพันคนและเครื่องบินมากกว่า 70 ลำกำลังเร่งต่อสู้กับเปลวเพลิง นอกจากนี้ ผู้อยู่อาศัยในชุมชนมากกว่าสิบแห่งได้รับคำแนะนำให้ละทิ้งที่อยู่อาศัยเพื่อความปลอดภัย

ทางการออสเตรเลียกังวลว่า ไฟป่าในครั้งนี้ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด แห้งแล้ง และกระแสลมแรง อาจจะยังคงเผาไหม้ต่อเนื่องไปอีกนานหลายสัปดาห์

นางจาซินตา อัลลัน หัวหน้ารัฐบาลรัฐวิกตอเรียเปิดเผยว่า จนถึงตอนนี้มีไฟป่าที่ยังคงลุกไหม้อยู่ 30 จุดทั่วรัฐ โดยมี 10 จุดที่น่ากังวลเป็นพิเศษ โดยไฟเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 350,000 เฮกตาร์ (ราว 2.187 ล้านไร่) นับจนถึงเวลา 8.00 น. วันอาทิตย์ (10 ม.ค.)

“เราจะยังคงเห็นไฟป่าเกิดขึ้นทั่วรัฐต่อไปอีกระยะหนึ่ง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงยังห่างไกลจากจุดที่เลวร้ายที่สุดของเหตุการณ์นี้อีกมาก” นางอัลลันบอกกับสื่อออสเตรเลีย “ขณะนี้ยังมีไฟป่าที่ยังคงลุกไหม้อยู่และกำลังคุกคามบ้านเรือนรวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ”

ด้านตำรวจเผยว่า พบร่างผู้เสียชีวิตในหมู่บ้านโกเบอร์ (Gobur) ใกล้กับเมืองลองวูด (Longwood) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเมลเบิร์น เมืองหลวงของรัฐไปทางเหนือประมาณ 110 กิโลเมตร โดยขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตได้

ควันจากไฟป่ากำลังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ทั่วรัฐวิกตอเรีย รวมถึงในเขตปริมณฑลของเมลเบิร์นด้วย

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า ฮาร์คอร์ต (Harcourt) บริเวณที่ราบสูงภาคกลางของรัฐวิกตอเรีย โดย ไทโรน ไรซ์ หนึ่งในนักผจญเพลิงต้องสูญเสียบ้านของตัวเองไปในกองเพลิง ซึ่งเขามารู้ข่าวว่าบ้านกำลังถูกไฟไหม้ในขณะที่เขากำลังออกไปปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าอีกจุดหนึ่งอยู่

เขาบอกกับสื่อออสเตรเลียว่า ความรู้สึกนั้น “เหมือนถูกเตะเข้าที่หน้าท้องอย่างจัง แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเจอเรื่องแบบนี้ และผมก็คงไม่ใช่คนสุดท้ายเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เตือนคิวบา ให้รีบทำข้อตกลง ก่อนจะสายเกินไป

ทรัมป์เตือนคิวบา ให้รีบทำข้อตกลง ก่อนจะสายเกินไป

11 ม.ค. 2569 23:28 น.

ทรัมป์เตือนคิวบา ให้รีบทำข้อตกลง ก่อนจะสายเกินไป

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนประเทศคิวบา ให้รีบทำข้อตกลงก่อนจะสายเกินไป เพราะน้ำมันกับเงินที่พวกเขาได้จากเวเนซุเอลามาตลอดนั้น จะหยุดลงแล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงเตือนประเทศคิวบาว่า ให้รีบทำข้อตกลงก่อนจะสายเกินไป เพราะว่าหลังจากนี้น้ำมันและเงินที่ส่งไปจากเวเนซุเอลาให้คิวบา จะหยุดลงแล้ว ตามหลังปฏิบัติการจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา

เวเนซุเอลาเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นของคิวบามาตลอด และเชื่อกันว่า เวเนซุเอลาส่งน้ำมันไปให้ประเทศเกาะแห่งนี้ประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ทรัมป์ระบุว่าเรื่องนี้กำลังจะจบลงแล้ว

“คิวบาอยู่รอดมาได้หลายปีด้วยน้ำมันและเงินจำนวนมหาศาลจากเวเนซุเอลา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน คิวบาได้มอบ ‘การรักษาความปลอดภัย’ ให้แก่ผู้นำเผด็จการ 2 คนล่าสุดของเวเนซุเอลา แต่ตอนนี้มันจะไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป!” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social เมื่อวันอาทิตย์

“จะไม่มีการส่งน้ำมันหรือเงินไปยังคิวบาอีกต่อไป ไม่มี! ผมขอแนะนำอย่างจริงจังให้พวกเขาทำข้อตกลงเสียก่อนที่จะสายเกินไป” นายทรัมป์ระบุ โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขของข้อตกลงหรือผลลัพธ์ที่คิวบาอาจจะต้องเผชิญ

อนึ่ง คิวบาได้จัดหาทีมอารักขาความปลอดภัยส่วนตัวให้กับนายมาดูโรมานานหลายปีแล้ว โดยรัฐบาลคิวบาระบุว่ามีพลเมืองของตน 32 รายถูกสังหารระหว่างปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา

ด้านนายทรัมป์ระบุว่า “ชาวคิวบาเหล่านั้นส่วนใหญ่ตายแล้วจากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเวเนซุเอลาไม่ต้องการความคุ้มครองจากพวกอันธพาลและพวกกรรโชกทรัพย์ที่จับพวกเขาเป็นตัวประกันมานานหลายปีอีกต่อไป”

“ตอนนี้เวเนซุเอลามีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก (อย่างเทียบกันไม่ติด!) คอยคุ้มครองพวกเขา และเราจะคุ้มครองพวกเขาอย่างแน่นอน” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลของทรัมป์จะยังไม่ได้ระบุแผนการที่ชัดเจนต่อคิวบา แต่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวว่าการแทรกแซงทางทหารนั้นไม่จำเป็น เพราะประเทศนี้ “พร้อมที่จะล่มสลาย” อยู่แล้ว

นายทรัมป์ยังแชร์ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่เสนอให้นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของคิวบา โดยนายทรัมป์โพสต์ข้อความว่า “ฟังดูดีสำหรับผมนะ!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านลั่นตอบโต้แน่ หากสหรัฐฯ โจมตี ประท้วงดับแล้ว 100 ศพ

อิหร่านลั่นตอบโต้แน่ หากสหรัฐฯ โจมตี ประท้วงดับแล้ว 100 ศพ

11 ม.ค. 2569 22:10 น.

อิหร่านลั่นตอบโต้แน่ หากสหรัฐฯ โจมตี ประท้วงดับแล้ว 100 ศพ

ทางการอิหร่านออกโรงเตือนว่า พวกเขาพร้อมตอบโต้ หากสหรัฐฯ โจมตีพวกเขาตามคำขู่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่การประท้วงยังรุนแรง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพแล้ว

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ว่า ทางการอิหร่านออกมาเตือนว่า จะทำการตอบโต้หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีพวกเขาตามคำขู่ ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงยังคงออกมาท้าทายการปราบปรามของรัฐบาลเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 2 แห่งบอกกับสื่อว่า มีร่างผู้เสียชีวิตถูกส่งให้พวกเขามากกว่า 100 ศพในเวลาเพียง 2 วัน

บีบีซี ระบุว่า คลิปวิดีโอจากที่เกิดเหตุกับคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ชี้ว่ารัฐบาลอิหร่านกำลังยกระดับการปราบปรามการประท้วง ซึ่งขยายตัวไปมากกว่า 100 เมืองทั่วทุกจังหวัดในอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ว่า จะโจมตีอิหร่าน “อย่างหนักหน่วง” หากพวกเขา “เริ่มเข่นฆ่าประชาชน” ต่อมาในวันเสาร์ (10 ม.ค.) นายทรัมป์ออกมากล่าวอีกว่า “สหรัฐฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ในขณะที่อิหร่านกำลังมองหาเสรีภาพ”

วันเดียวกัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรของอิหร่านออกมาตอบโต้คำขู่ของนายทรัมป์ว่า หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี อิสราเอลรวมถึงฐานทัพและฐานส่งกำลังบำรุงทางเรือทั้งหมดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ จะตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีอย่างชอบธรรมในทันที

ทั้งนี้ การประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่านมีสาเหตุหลักมาจาก ความไม่พอใจในวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง เช่น เงินเฟ้อสูง ค่าเงินตกต่ำ สินค้าจำเป็นแพงขึ้น ก่อนจะลุกลามไปสู่ความไม่พอใจต่อการบริหารงานที่ผิดพลาด การคอร์รัปชัน และนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล ประกอบกับความต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคนรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านยกระดับการปราบปรามผู้ชุมนุมมากขึ้น โดยล่าสุด อัยการสูงสุดของอิหร่านระบุว่า ผู้ใดก็ตามที่ออกมาร่วมประท้วงจะถือว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า” ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต ในขณะที่อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวหาผู้ประท้วงว่าเป็นเพียงกลุ่มคนป่าเถื่อน ที่พยายามจะ “เอาใจ” โดนัลด์ ทรัมป์

ในขณะที่การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชน 2 แห่งรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ศพ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงด้วย

เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหลายแห่งบอกกับ BBC ว่า พวกเขาต้องรับมือกับจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจนเกินขีดความสามารถ โดย BBC ตรวจสอบยืนยันแล้วว่า มีการนำร่างผู้เสียชีวิต 70 รายไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแรชต์เมื่อคืนวันศุกร์ และบุคลากรทางการแพทย์รายหนึ่งเผยว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 38 รายที่โรงพยาบาลในกรุงเตหะราน

ด้านผู้บัญชาการตำรวจของอิหร่านกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า ได้ยกระดับการเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงมากขึ้น โดยมีการจับกุม “ตัวการสำคัญ” เมื่อคืนวันเสาร์ พร้อมอ้างด้วยว่า การเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นฝีมือของกลุ่มบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนและบงการมา ไม่ใช่ฝีมือของกองกำลังความมั่นคง แต่ไม่เผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน มีผู้ประท้วงถูกจับกุมไปแล้วมากกว่า 2,500 คน นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สถาบันโนเบลยันรางวัลสันติภาพ “โอนให้กันไม่ได้” หลังผู้นำฝ่ายค้านเวเนฯ เปรยจะยกรางวัลให้ “ทรัมป์”

สถาบันโนเบลยันรางวัลสันติภาพ "โอนให้กันไม่ได้" หลังผู้นำฝ่ายค้านเวเนฯ เปรยจะยกรางวัลให้ "ทรัมป์"

11 ม.ค. 2569 11:52 น.

สถาบันโนเบลยันรางวัลสันติภาพ “โอนให้กันไม่ได้” หลังผู้นำฝ่ายค้านเวเนฯ เปรยจะยกรางวัลให้ “ทรัมป์”

คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ออกแถลงการณ์ ยืนยันกฎเหล็ก “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” ไม่สามารถโอนสิทธิ์ เปลี่ยนมือ หรือเพิกถอนได้ หลัง “มาเรีย คอรินา มาชาโด” เจ้าของรางวัลปี 2025 เปรยกลางรายการข่าวว่าอาจมอบรางวัลนี้ให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบแทนที่ช่วยจับกุม “นิโกลัส มาดูโร”

สถาบันโนเบลแห่งนอร์เวย์ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไม่สามารถโอน เปลี่ยนมือ หรือเพิกถอนให้แก่ผู้อื่นหลังประกาศผลแล้ว ตามข้อบังคับของมูลนิธิโดยตัดสินใจครั้งเดียวและถาวร โดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลและสถาบันโนเบลระบุว่า “เมื่อรางวัลโนเบลได้รับการประกาศแล้ว จะไม่สามารถเพิกถอน แบ่งปัน หรือโอนไปยังผู้อื่นได้” เป็นคำตัดสินที่สิ้นสุดไม่สามารถอุทธรณ์ได้

คำชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้กระแสข่าวกรณีที่ นางมาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาและเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี 2025 ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการของ ชอน แฮนนิตี้ ทางสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) โดยเธอระบุว่าการส่งต่อรางวัลนี้ให้แก่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นการแสดงความขอบคุณจากชาวเวเนซุเอลา

นางมาชาโดกล่าวในรายการว่า ความตั้งใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถูกทางการสหรัฐฯ จับกุมตัวได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเมื่อแฮนนิตี้ถามย้ำว่าเธอได้เสนอขอมอบรางวัลนี้ให้ทรัมป์จริงหรือไม่ เธอตอบเพียงว่า “มันยังไม่เกิดขึ้น (ในตอนนี้)”

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยแสดงความสนใจในรางวัลโนเบลมาโดยตลอด ได้ออกมากล่าวว่าเขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะรับรางวัลนี้ หากนางมาชาโดมอบให้ในระหว่างการเข้าพบกันที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์หน้า

สำหรับนางมาชาโด อดีตสมาชิกสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลา ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปในปี 2024 โดยหน่วยงานที่ฝักใฝ่นายมาดูโร อย่างไรก็ตาม เธอได้ให้การสนับสนุนผู้สมัครตัวแทนที่ถูกมองว่าชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แม้นายมาดูโรจะประกาศชัยชนะด้วยตนเองท่ามกลางข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส ซึ่งผู้สังเกตการณ์อิสระต่างระบุว่าพบความผิดปกติในผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจน

สถาบันโนเบลยังเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า คณะกรรมการจะไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อการกระทำหรือคำแถลงของเจ้าของรางวัลหลังจากที่ได้รับมอบรางวัลไปแล้ว แต่ยืนยันว่าสิทธิ์ในตัวรางวัลนั้นไม่สามารถส่งต่อให้กันได้ตามกฎหมาย.

ที่มา Reuters