จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

31 ม.ค. 2569 21:44 น.

จีนสั่งสอบ รมต.สถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องสงสัยพัวพันคดีคอร์รัปชัน

ทางการจีนเผย กำลังสอบสวนรัฐมนตรีกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน ในข้อหา ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนล่าสุดที่ถูกสอบสวนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลาง (CCDI) ของจีนออกแถลงการณ์ว่า นายหวัง เสียงสี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน กำลังถูกสอบสวนในข้อหาต้องสงสัยว่า “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นคำเรียกโดยนัยสื่อถึงการคอร์รัปชัน

CCDI ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนายหวัง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่รัฐมนตรีจีนจะถูกสอบสวนในขณะที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่

รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เดินหน้ากวาดล้างการทุจริตอย่างเข้มข้นมานานหลายปี โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน กระทรวงกลาโหมได้ประกาศว่ากำลังสอบสวน นายจาง โหย่วเสีย นายพลระดับสูงสุดของประเทศ ซึ่งมีอำนาจรองจากนายสีเพียงผู้เดียวในโครงสร้างผู้นำทางทหาร

นายสีกล่าวในเดือนนี้ว่า การต่อต้านการทุจริตคือสมรภูมิที่จีนจะแพ้ไม่ได้ หลังจากที่มีการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 65 รายในปีที่ผ่านมา ในขณะที่การตรวจสอบได้ขยายวงกว้างไปยังอดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ

ทั้งนี้ นายหวัง วัย 63 ปี เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม 2565 หลังจากเคยดำรงตำแหน่งประธานบริษัท National Energy Investment Corp ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตไฟฟ้า

ตามรายงานอย่างเป็นทางการจากกระทรวงจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน นายหวังปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ม.ค.) โดยร่วมการประชุมภายใน ซึ่งเป็นวาระที่บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องทำการวิจารณ์ตนเอง

นอกจากนี้ สื่อของรัฐอย่าง China Daily รายงานว่า หน่วยงานตรวจสอบการทุจริตยังได้ประกาศสอบสวน นายซุน เส้าเฉิง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองมองโกเลียในอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

31 ม.ค. 2569 09:06 น.

WHO ประเมิน ไวรัสนิปาห์ในอินเดีย ความเสี่ยงระบาดต่ำ เฝ้าระวังผู้สัมผัสกว่า 190 คน ยังไม่พบติดเพิ่ม

องค์การอนามัยโลกประเมิน “ไวรัสนิปาห์” ในอินเดียเสี่ยงแพร่ต่ำ ผู้สัมผัสกว่า 190 คนยังไม่พบติดเชื้อ หลายประเทศเอเชียรวมไทยเพิ่มคัดกรองสนามบิน แม้โรคอัตราเสียชีวิตสูงและยังไม่มียารักษาเฉพาะ

วันที่ 30 มกราคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินความเสี่ยงการแพร่ระบาดไวรัสนิปาห์ในอินเดียอยู่ในระดับต่ำ หลังตรวจผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อกว่า 190 คน ยังไม่พบผลบวกหรือแสดงอาการป่วย ขณะที่หลายประเทศเอเชียเข้มคัดกรองสนามบิน ป้องกันการลุกลามข้ามพรมแดน

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่โครงการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของ WHO เปิดเผยว่า ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 2 รายในอินเดีย เป็นจำนวนมากกว่า 190 คน ยังไม่พบว่าติดเชื้อหรือมีอาการของโรค ทำให้ประเมินว่าความเสี่ยงการแพร่กระจายในระดับประเทศ ภูมิภาค และทั่วโลก “ยังอยู่ในระดับต่ำ” 

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ติดเชื้อทั้งสองรายอยู่ระหว่างรักษาในโรงพยาบาล และยังมีชีวิตอยู่ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการดีขึ้น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญรอข้อมูลลำดับพันธุกรรมไวรัสจากอินเดีย เพื่อตรวจสอบว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ แต่ย้ำว่ายังไม่มีหลักฐานที่น่ากังวลในขณะนี้ 

ขณะที่ หลังจากอินเดียยืนยันพบผู้ติดเชื้อ หลายพื้นที่ในเอเชีย เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ได้เพิ่มมาตรการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าประเทศ ขณะที่แหล่งที่มาของการติดเชื้อครั้งล่าสุดยังไม่ชัดเจน โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำหวานปาล์มสด หรือการสัมผัสเชื้อในสถานพยาบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม.

ที่มา CNA

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน “ดยุคแห่งยอร์ก” พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน "ดยุคแห่งยอร์ก" พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

31 ม.ค. 2569 08:33 น.

เอกสารลับคดีเอปสตีนฉาวอีกระลอก พบอีเมลชวน “ดยุคแห่งยอร์ก” พบหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยเอกสารชุดล่าสุดในคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีผู้ต้องโทษคดีล่วงละเมิดทางเพศ พบอีเมลเชิญเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก นัดพบกับหญิงรัสเซียวัย 26 ปี

อีเมลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่เพิ่งถูกเปิดเผย โดยเอปสตีนส่งอีเมลถึงบัญชีที่ใช้ชื่อว่า “The Duke” เมื่อวันที่ 11–12 สิงหาคม 2010 โดยเสนอจะแนะนำหญิงสาวชาวรัสเซียวัย 26 ปี ซึ่งเขาระบุว่าอาจเหมาะจะรับประทานอาหารค่ำด้วย และแจ้งว่าหญิงคนดังกล่าวจะเดินทางมาลอนดอนในช่วงเดือนเดียวกัน

โดยบัญชี The Duke ตอบกลับว่า จะอยู่ที่นครเจนีวาจนถึงเช้าวันที่ 22 สิงหาคม แต่ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้พบเธอ พร้อมสอบถามว่า “เธอจะนำข้อความจากคุณมาด้วยหรือไม่” และขอให้เอปสตีนส่งข้อมูลติดต่อให้หญิงสาว รวมถึงถามว่ามีข้อมูลอื่นเกี่ยวกับเธอที่อาจเป็นประโยชน์หรือไม่

เอปสตีนตอบกลับว่า หญิงสาวรายนี้ อายุ 26 ปี เป็นชาวรัสเซีย ฉลาด สวยงาม น่าเชื่อถือ และเธอมีอีเมลของคุณแล้ว

โดยยังมีอีเมลอีกฉบับเสนอให้พบกันที่พระราชวังบักกิงแฮม

นอกจากนี้ เอกสารยังเปิดเผยอีเมลอีกชุดหนึ่ง ลงวันที่ 27 กันยายน 2010 ระหว่างเอปสตีนกับบัญชี “The Duke” ซึ่งที่อยู่อีเมลถูกปิดบังเอปสตีนเขียนว่า เขาอยู่ในกรุงลอนดอน และสอบถามถึงเวลานัดหมาย พร้อมระบุว่าเราจะต้องมีเวลาส่วนตัวด้วย

ฝ่าย “The Duke” ตอบกลับว่า กำลังเดินทางออกจากสกอตแลนด์ และอาจถึงลอนดอนราว 18.00 น. พร้อมเสนอทางเลือกว่า “หรือเราอาจรับประทานอาหารค่ำที่พระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก”

เอปสตีนตอบกลับสั้น ๆ ว่า “bp please” 

รายงานของ BBC News ระบุว่า เนื้อหาในอีเมล ไม่ได้ชี้ชัดถึงการกระทำผิดทางกฎหมาย และทาง BBC ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของอีเมลเหล่านี้ได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มแรงกดดันต่อเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเผชิญการตรวจสอบจากสาธารณชนมานานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตกับเอปสตีน

BBC ได้ติดต่อไปยัง แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ เพื่อขอความเห็น โดยพระองค์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกกรณีมาโดยตลอด และยืนยันว่าไม่เคยเห็น รับรู้ หรือสงสัยพฤติกรรมที่นำไปสู่การจับกุมและตัดสินโทษเอปสตีน

ทั้งนี้ เอปสตีนถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2008 จากคดีชักชวนเด็กหญิงอายุ 14 ปีเพื่อค้าประเวณีในรัฐฟลอริดา และพ้นโทษในเดือนกรกฎาคม 2010 เพียงหนึ่งเดือนก่อนการแลกเปลี่ยนอีเมลดังกล่าว

เจ้าชายแอนดรูว์เคยถูกกล่าวหาโดย เวอร์จิเนีย จิฟเฟร ว่าล่วงละเมิดทางเพศเธอขณะยังเป็นเยาวชน หลังเธออ้างว่าถูกเอปสตีนค้ามนุษย์ทางเพศ ซึ่งพระองค์ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด ก่อนจะตกลงจ่ายเงินยุติคดีแพ่งในปี 2022 โดยยังยืนยันว่าไม่เคยพบเธอมาก่อน

อีเมลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารมากกว่า 3 ล้านหน้า ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงวิดีโอกว่า 2,000 รายการ และภาพกว่า 180,000 ภาพ ซึ่งถูกเปิดเผยหลังครบกำหนด 6 สัปดาห์ ตามกฎหมายที่ลงนามโดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ตาม เอกสารจำนวนมากถูกปิดบังข้อมูลอย่างหนัก โดยบางหน้าเป็นสีดำทั้งหมด ทำให้รายละเอียดสำคัญยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ครบถ้วน.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เอปสตีน

ลุยจิ มันจิโอนี รอดโทษประหาร หลังศาลสหรัฐฯ สั่งยกฟ้องคดีฆาตกรรมซีอีโอบ.ประกัน

ลุยจิ มันจิโอนี รอดโทษประหาร หลังศาลสหรัฐฯ สั่งยกฟ้องคดีฆาตกรรมซีอีโอบ.ประกัน

31 ม.ค. 2569 07:02 น.

ลุยจิ มันจิโอนี รอดโทษประหาร หลังศาลสหรัฐฯ สั่งยกฟ้องคดีฆาตกรรมซีอีโอบ.ประกัน

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ยกฟ้องข้อหาฆาตกรรมและอาวุธปืนในระดับรัฐบาลกลาง จากคดีลอบสังหาร ไบรอัน ธอมป์สัน ซีอีโอบริษัทประกันสุขภาพยักษ์ใหญ่ ทำให้ ลุยจิ มันจิโอนี ไม่ต้องเผชิญโทษประหารชีวิต

ผู้พิพากษา มาร์กาเร็ต การ์เน็ตต์ แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม ระบุว่า ศาลถูกจำกัดโดยแนวคำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐฯ ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าข้อหาฆาตกรรมรัฐบาลกลางต่อไปได้ เนื่องจากไม่สอดคล้องทางกฎหมายกับข้อหาสะกดรอยข้ามรัฐจำนวน 2 กระทง ซึ่งยังคงอยู่ในคดีนี้

อย่างไรก็ตาม มันจิโอนียังต้องเผชิญ ข้อหาฆาตกรรมในคดีแยกที่อัยการของรัฐนิวยอร์กเป็นผู้ฟ้อง ซึ่งยังอาจมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ผู้พิพากษาการ์เน็ตต์อธิบายว่า กฎหมายฆาตกรรมของรัฐบาลกลางกำหนดให้ข้อหาดังกล่าวต้องเชื่อมโยงกับ อาชญากรรมรุนแรงอื่น แต่ข้อหาสะกดรอยตาม ไม่เข้าข่ายอาชญากรรมรุนแรง และไม่จำเป็นต้องมีเจตนาใช้ความรุนแรงเสมอไป จึงไม่สามารถใช้เป็นฐานรองรับข้อหาฆาตกรรมรัฐบาลกลางได้

เธอยอมรับว่า คำตัดสินนี้อาจทำให้ประชาชนทั่วไปสับสน และดูขัดกับสัญชาตญาณทางกฎหมาย เพราะพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา การข้ามรัฐเพื่อลอบสังหารผู้บริหารบริษัทประกันสุขภาพ พร้อมพกปืนติดท่อเก็บเสียง ย่อมถูกมองว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงอย่างชัดเจน

แต่เธอย้ำว่า ศาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแนวคำวินิจฉัยของศาลสูงอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม แม้จะรอดพ้นโทษประหารชีวิต แต่มันจิโอนี วัย 27 ปี ยังเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่สามารถขอทัณฑ์บนได้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาสะกดรอยข้ามรัฐ

โดมินิก เจนไทล์ อัยการรัฐบาลกลาง ระบุในที่พิจารณาคดีว่า ฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่

ด้าน คาเรน อักนิฟิโล  ทนายความของมันจิโอนี กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการไต่สวนว่า ขอขอบคุณผู้พิพากษาสำหรับคำตัดสินที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง และลูกความขอเธอโล่งใจมาก

ทั้งนี้ ไบรอัน ธอมป์สัน ซีอีโอธุรกิจประกันสุขภาพของ UnitedHealth Group ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 บริเวณหน้าโรงแรมฮิลตัน ใจกลางแมนฮัตตัน มันจิโอนีถูกจับกุมที่รัฐเพนซิลเวเนีย 5 วันหลังเกิดเหตุ และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

แม้เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองจะออกมาประณามเหตุสังหารอย่างกว้างขวาง แต่ในโลกออนไลน์ มันจิโอนีกลับถูกยกให้เป็นฮีโร่ในสายตาของชาวอเมริกันบางส่วน ที่ไม่พอใจกับ ค่ารักษาพยาบาลที่แพงลิ่วและแนวปฏิบัติของบริษัทประกันสุขภาพ

ขณะนี้ มันจิโอนียังให้การปฏิเสธข้อหา ฆาตกรรม อาวุธปืน และปลอมแปลงเอกสาร ในคดีของศาลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งยังไม่กำหนดวันพิจารณาคดี โดยก่อนหน้านี้ อัยการรัฐเคยประสบความพ่ายแพ้เมื่อศาลสั่งยกฟ้องข้อหาก่อการร้าย 2 กระทงไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ศาลรัฐบาลกลางกำหนดให้ คัดเลือกคณะลูกขุนในเดือนกันยายน และเริ่มการพิจารณาคดีในวันที่ 12 ตุลาคม นี้.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ซีอีโอบริษัทประกัน

ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

31 ม.ค. 2569 05:44 น.

ญี่ปุ่นช็อก สถิติเด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 2568 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

ญี่ปุ่นเผยตัวเลขสุดช็อก ปี 2568 เด็กนักเรียนฆ่าตัวตาย 532 ราย สูงสุดตั้งแต่เก็บสถิติมา สาเหตุหลักตั้งแต่ความกังวลผลการเรียน อนาคต สุขภาพ นับเป็นการสะท้อนว่าวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชนยังน่าห่วง

วันที่ 30 มกราคม 2569 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานที่ระบุว่า ในปี 2568 มีเด็กนักเรียนระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายรวม 532 ราย ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2523 และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย 

รายงานระบุว่า ในจำนวนนี้แบ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลาย 352 ราย มัธยมต้น 170 ราย และประถมศึกษา 10 ราย โดยแนวโน้มการเสียชีวิตในกลุ่มนักเรียนหญิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 และในปีล่าสุดมีจำนวนมากกว่านักเรียนชายในหลายช่วงอายุ ส่วนสาเหตุหลักที่พบในกลุ่มอายุต่ำกว่า 19 ปี ได้แก่ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน เช่น ผลการเรียน ความกังวลเรื่องอนาคต รองลงมาคือปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า รวมถึงปัญหาครอบครัว 

ขณะเดียวกัน ตัวเลขการฆ่าตัวตายรวมของญี่ปุ่นในปี 2568 อยู่ที่ 19,097 ราย ลดลง 1,223 รายจากปีก่อนหน้า และต่ำกว่า 20,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลเปรียบเทียบในปี 2521 โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 13,117 ราย และผู้หญิง 5,980 ราย ในขณะที่สาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายในภาพรวมยังคงเป็นปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาครอบครัว 

ทางด้านเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการฆ่าตัวตายในกลุ่มเด็กและเยาวชน ถือเป็นความท้าทายใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเพิ่มมาตรการช่วยเหลือ เช่น การขยายบริการให้คำปรึกษาผ่านโซเชียลมีเดีย และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อป้องกันการสูญเสียในกลุ่มเยาวชนที่ยังเพิ่มขึ้น แม้ตัวเลขรวมทั้งประเทศจะลดลงต่อเนื่องก็ตาม.

ที่มา NHK 

วงการฮอลลีวูดสูญเสีย “แคทเธอรีน โอฮารา” คุณแม่จาก Home Alone เสียชีวิตวัย 71 ปี

วงการฮอลลีวูดสูญเสีย "แคทเธอรีน โอฮารา" คุณแม่จาก Home Alone เสียชีวิตวัย 71 ปี

31 ม.ค. 2569 04:35 น.

วงการฮอลลีวูดสูญเสีย “แคทเธอรีน โอฮารา” คุณแม่จาก Home Alone เสียชีวิตวัย 71 ปี

วงการบันเทิงโลกสูญเสีย “แคทเธอรีน โอฮารา” นักแสดงระดับตำนาน เสียชีวิตในวัย 71 ปี ที่นครลอสแอนเจลิส หลังป่วยช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทิ้งผลงานดัง Home Alone และ Schitt’s Creek

วันที่ 30 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า “แคทเธอรีน โอฮารา” นักแสดงหญิงชาวแคนาดา เจ้าของบทบาทแม่ของหนูน้อยโดดเดี่ยวผู้น่ารัก ในภาพยนตร์ Home Alone และบทมอยร่า โรส ในซีรีส์ Schitt’s Creek เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 71 ปี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 หลังป่วยช่วงสั้น ที่บ้านพักในนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ ตามการยืนยันจากผู้จัดการและต้นสังกัด 

โอฮาราเริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากคณะละครตลก Second City ในแคนาดา ก่อนก้าวสู่รายการสเกตช์ชื่อดัง SCTV และต่อยอดสู่ภาพยนตร์ฮอลลีวูด จนกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงตลกหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุค ส่วนผลงานสำคัญที่ทำให้เธอเป็นที่จดจำทั่วโลก ได้แก่ภาพยนตร์ Home Alone ในปี 2533 และภาคต่อในปี 2535 ตามด้วยซีรีส์ดังอย่าง Schitt’s Creek ซึ่งทำให้เธอคว้ารางวัลเอ็มมี และลูกโลกทองคำกับบทบาท มอยรา โรส พร้อมเสียงชื่นชมอย่างมาก  

นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางอาชีพนักแสดงเธอยังร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังมากมายและมีผลงานโด่งดังอีกหลายเรื่อง   รวมไปถึง The Studio และซีซัน 2 ของ The Last of Us ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอมมีอีกครั้ง 

หลังข่าวการเสียชีวิตเผยแพร่ เพื่อนร่วมวงการจำนวนมากร่วมไว้อาลัย โดย แม็กคอเลย์ คัลกิน นักแสดงที่รับบทลูกชายใน Home Alone โพสต์ข้อความอาลัยถึงเธออย่างซาบซึ้ง.

ที่มา TMZ / CNN

ยูเอ็นเผยข้อมูล กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งช่วงเลือกตั้ง คร่าชีวิตพลเรือนกว่า 170 ศพ

ยูเอ็นเผยข้อมูล กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งช่วงเลือกตั้ง คร่าชีวิตพลเรือนกว่า 170 ศพ

30 ม.ค. 2569 23:44 น.

ยูเอ็นเผยข้อมูล กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งช่วงเลือกตั้ง คร่าชีวิตพลเรือนกว่า 170 ศพ

ยูเอ็นเผยข้อมูลกองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งช่วงเลือกตั้ง คร่าชีวิตพลเรือนกว่า 170 ศพ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เลือกตั้งไม่เสรี

วันที่ 30 มกราคม 2569 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  เปิดเผยว่า มีพลเรือนอย่างน้อย 170 คนเสียชีวิต จากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมากว่า 400 ครั้ง ในช่วงการเลือกตั้งที่จัดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569

รายงานระบุว่า การโจมตีทางอากาศรวมอย่างน้อย 408 ครั้ง เกิดขึ้นตลอดช่วงหาเสียงและลงคะแนนเสียง โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ตรวจสอบได้ ขณะที่การเลือกตั้งจัดขึ้น 3 ระยะ ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ถึง 25 มกราคม 2569 

สหประชาชาติยังระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นในพื้นที่ที่กองทัพควบคุมเป็นหลัก และมีประชากรจำนวนมากถูกกีดกันจากกระบวนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้พลัดถิ่นและชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวโรฮิงญา 

ด้านโวลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น ระบุว่า กองทัพกำลังใช้ความรุนแรงเพื่อยึดอำนาจต่อไป พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกเพิ่มแรงกดดันเพื่อยุติความรุนแรงในเมียนมา 

ทั้งนี้ เมียนมาตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพตั้งแต่รัฐประหารโค่นรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2564 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน.

ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวลล์ ท่ามกลางคำถามเรื่องอิสระนโยบายการเงิน

ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวลล์ ท่ามกลางคำถามเรื่องอิสระนโยบายการเงิน

30 ม.ค. 2569 23:03 น.

ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่ แทนพาวเวลล์ ท่ามกลางคำถามเรื่องอิสระนโยบายการเงิน

ทรัมป์เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ขึ้นคุมธนาคารกลางแทนเจอโรม พาวเวลล์ ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง–ข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระนโยบายการเงิน

วันที่ 30 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เสนอชื่อ นายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลาง หรือเฟด คนใหม่ หลังวาระของนายเจอโรม พาวเวลล์ จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคมนี้

การเสนอชื่อนายวอร์ช มีขึ้นหลังทรัมป์เดินหน้ากดดันนายพาวเวลล์มาอย่างต่อเนื่อง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เฟดดำเนินการ โดยผู้นำสหรัฐโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า วอร์ชอาจกลายเป็น “หนึ่งในประธานเฟดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” โดยที่ผ่านมา นายวอร์ช วัย 55 ปี ถูกมองว่าอยู่ในวงอิทธิพลทางการเมืองของทรัมป์ และเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการลดดอกเบี้ย แม้คาดว่าจะไม่ใช้นโยบายผ่อนคลายรุนแรงเท่ากับผู้สมัครบางราย

อย่างไรก็ตาม การเสนอชื่อครั้งนี้คาดว่าจะต้องเผชิญการไต่สวนอย่างเข้มข้นในวุฒิสภาสหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่มีเสียงวิจารณ์ว่าแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของเฟด

ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยังเปิดการสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับพาวเวลล์ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์ รวมถึงนายพาวเวลล์เองมองว่า ความเคลื่อนไหวของทรัมป์อาจเป็นความพยายามกดดันให้เฟดกำหนดนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล.

ที่มา CNN

“อภิสิทธิ์” ขายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ต แนะจัดงบใหม่ นับประชากรแฝงด้วย

“อภิสิทธิ์” ขายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ต แนะจัดงบใหม่ นับประชากรแฝงด้วย

30 ม.ค. 2569 22:04 น.

“อภิสิทธิ์” ขายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ต แนะจัดงบใหม่ นับประชากรแฝงด้วย

“อภิสิทธิ์” ปราศรัยภูเก็ต ชู “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” คืนอำนาจคนท้องถิ่น ยันไม่ได้รังเกียจนักลงทุน แต่รัฐบาลต้องรักษากฎเกณฑ์ ชงแนวทางจัดสรรงบประมาณใหม่ ต้องนับตัวเลขประชากรแฝงด้วย

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 30 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดภูเก็ตถึงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแดนใต้ ย้ำจุดยืน “บ้านเมืองสุจริต” คือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรัง ทั้งเรื่องทุนสีเทา การจราจร และการจัดการขยะ พร้อมเสนอโรดแมปยกฐานะจังหวัดภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า “แม้ภูเก็ตจะเป็นจังหวัดเดียวที่เศรษฐกิจเติบโตเกิน 5% มาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ภาพรวมประเทศโตไม่ถึง 2% แต่ความสำเร็จนี้กลับมาพร้อมภาระที่คนภูเก็ตต้องแบกรับ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และกลุ่มทุนต่างชาติสีเทาที่เข้ามาสร้างอาณาจักรธุรกิจแบบครบวงจร ผูกขาดรายได้ในกลุ่มพวกพ้องและส่งเงินออกนอกประเทศ เราไม่ได้รังเกียจนักลงทุน แต่รัฐบาลต้องรักษากฎเกณฑ์ ไม่ปล่อยปละละเลยจนคนไทยเสียโอกาส หากเราตั้งต้นด้วยบ้านเมืองที่สุจริต ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขได้ทันที”

“ส่วนปัญหาความแออัดและการจราจรก็วิกฤตกว่ากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาโครงการขนาดใหญ่ทั้งอุโมงค์และระบบรางถูกแช่แข็ง เพราะการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กระทรวงในกรุงเทพฯ พร้อมเสนอแนวทางจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยเลิกนับแค่ประชากรตามทะเบียนบ้าน แต่ต้องนำตัวเลขประชากรแฝงและจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็นฐานคำนวณงบประมาณ พร้อมเสนอผลักดันให้บริษัทห้างร้านที่ทำมาหากินในภูเก็ตต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ท้องถิ่นอย่างถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์มีโมเดลการบริหารเพื่อพัฒนาภูเก็ตเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษภูเก็ตมหานคร” ที่เน้นการกระจายอำนาจผ่านคณะกรรมการกระจายอำนาจนำร่อง โดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายนานนับปี เพื่อให้คนภูเก็ตมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องสำคัญเอง เช่น 1.การคมนาคม อนุมัติโครงการรถเมล์ไฟฟ้า หรือระบบขนส่งเชื่อมสนามบินได้โดยไม่ต้องรอส่วนกลาง 2.การจัดการวิกฤต ลงทุนเครื่องสูบน้ำและเตาเผาขยะที่เพียงพอต่อความต้องการจริง 3.สิทธิประโยชน์ภาษี ใช้มาตรการจูงใจทางภาษีให้เอกชนร่วมลงทุนจัดการสิ่งแวดล้อมและขยะ พรรคให้ความสำคัญกับความแตกต่างหลากหลายของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ตที่เป็นฮับการเดินเรือและการท่องเที่ยวระดับโลก หรือการแก้ปัญหาเกษตรกรรมในระยอง ความหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือเครื่องมือที่คนประชาธิปัตย์คิดมาอย่างละเอียดเพื่อให้คนภูเก็ตกำหนดอนาคตตัวเองได้ เมื่อบ้านเมืองสุจริต ทรัพยากรที่มีจะถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

“เพื่อไทย-ประชาชน” ตอบคำถาม “ภูมิใจไทย” จะรับผิดชอบอย่างไร หากทำตามนโยบายที่หาเสียงไม่ได้

"เพื่อไทย-ประชาชน" ตอบคำถาม "ภูมิใจไทย" จะรับผิดชอบอย่างไร หากทำตามนโยบายที่หาเสียงไม่ได้

30 ม.ค. 2569 19:13 น.

“เพื่อไทย-ประชาชน” ตอบคำถาม “ภูมิใจไทย” จะรับผิดชอบอย่างไร หากทำตามนโยบายที่หาเสียงไม่ได้

“พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน” ตอบคำถาม “พรรคภูมิใจไทย” หากทำนโยบายที่หาเสียงกับประชาชนไว้ไม่ได้ จะรับผิดชอบอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

วันที่ 30 ม.ค. 2569 โค้งสุดท้ายของเลือกตั้ง 2569 “ดีเบตอีกสักตั้ง กับไทยรัฐเลือกตั้ง 69” โดย กาย พงศ์เกษม เปิดเวทีดีเบตอีกครั้ง ชิงธงโค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง 2569 กับตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง ได้แก่ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

เมื่อเข้าสู่ช่วง “1 คำถาม 2 คนดีเบต” คำถามที่ 3 นายสิริพงศ์ ได้เป็นผู้ตั้งคำถามถึงประเด็นเรื่องของนโยบาย โดยถามว่า ในส่วนประชาชนที่ฟังนโยบายนักการเมืองต่างๆ ที่หาเสียง พอถึงเวลาแล้วดำเนินการ หรือทำไม่ได้ แต่ละพรรคการเมืองจะแสดงความรับผิดชอบต่อบางเรื่องอย่างไร โดยเฉพาะนโยบายที่ในการหาเสียงพูดไว้ดิบดี พอถึงเวลานโยบายนั้นก็หายไป จะต้องทำอย่างไร

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ท่านถามตรง ผมก็ตอบตรง ท่านคงหมายถึงตัวดิจิทัลวอลเล็ต ดิจิทัลวอลเล็ตเราเข้าไป 2 ปี ครึ่งหนึ่งของวาระรัฐบาล เราสามารถกระจายเม็ดเงินลงสู่ประชาชนครึ่งหนึ่งของตัวนโยบายได้ ถ้าเราได้ครบวาระ 4 ปี เราเชื่อว่าครบทุกคนจะได้โครงการดิจิทัลวอลเล็ต และเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ ในเชิงผลตอบรับ ในเชิงของตัวเลข สามารถทำให้จีดีพีเพิ่มได้ สามารถทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลงกว่าการที่ไม่ทำอะไรเลย 2-3 ปี เราถือตรงนี้เป็นความสำเร็จ

ในการนำเสนอนโยบายครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย นโยบายทางด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ เวลาเรามอง ต้องมองถึงมิติทางความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลาใดๆ มันมีพลวัตของมัน ในการออกแบบนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ในครั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นเรื่องสำคัญ ท่านจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ที่ครบวงจร ในการเติมเงินให้กับพี่น้องที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000 บาท ก็เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลให้พวกเขามีรายได้ที่เพียงพอสำหรับอาหารในมื้อต่อๆ ไป

เรามีโครงการประกันกำไรสินค้าราคาเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเข้าไปช่วยพี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่นวัตกรรมทางด้านการเกษตร เรามีโครงการหวยเกษตรที่จะเป็นการผูกระหว่างแรงจูงใจกับความชอบลุ้นโชค นำไปสู่การออมให้กับพี่น้องประชาชน เรามีโครงการเศรษฐีเงินล้าน 9 รางวัล เพื่อการได้มาซึ่งข้อมูล และขยายฐานภาษี และนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการนำเข้าสู่ฐานภาษีใหม่ๆ เรามีโครงการเกี่ยวกับ SME ในการสนับสนุนพี่น้อง SME ทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ให้ภาครัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มมากขึ้น การเป็นกลไกระบบค้ำประกันสินเชื่อระบบใหม่ ท่านจะเห็นว่าครั้งนี้พรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายที่ครบวงจร และตอบสนองภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้น

ด้าน ดร.วีระยุทธ ตอบว่า เป็นคำถามที่ดีและสร้างสรรค์มาก ผมคิดว่านักการเมืองทุกคน และพรรคการเมืองจะต้องตอบคำถามนี้ร่วมกัน สำหรับพรรคประชาชน รอบนี้เรากังวลเรื่องนี้ เลยทำงานเรื่องการเทรนนโยบาย ให้คนที่มีส่วนทำนโยบายแต่ละด้านหาคำตอบมาเลยว่า What Why และ How ที่หมายความว่า ท่านต้องระบุได้เลยว่าจะไปแก้ตรงไหน 

บางเรื่องของกฎระเบียบ กฎกระทรวง ดังนั้นรัฐมนตรีสามารถแก้ได้เลย อย่างที่เราพูดเรื่องคอร์รัปชัน ยกตัวอย่างเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เฉพาะเจาะจงมันอยู่ที่ระเบียบการคลัง พ.ศ. 2561 ดังนั้นถ้าแก้ไป แก้ที่ตัวนี้ได้ จะเห็นว่าเราให้ความสำคัญทุกนโยบายจะมีบอกเลยว่า ถ้าเป็น พ.ร.บ. เราเข้าใจว่ามันจะนานกว่า ต้องใช้เวลาหาฉันทามติในสภาให้ได้ แต่ถ้าเรื่องไหนเป็นกฎกระทรวง ระดับนโยบายที่ตัว รมต. ทำได้

ดังนั้นเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อีกเรื่องหนึ่งก็คือกรอบวงเงินงบประมาณที่จะสามารถใช้ได้ แม้ว่าแต่ละปีเราจะมีงบประมาณแผ่นดิน แต่ว่างบที่ใช้ได้จริง ตัดค่าใช้จ่ายต่างๆ มันจะเหลือไม่มาก และปีนี้ถ้าเข้าไปปีหน้าจะใช้งบได้ประมาณ 6.9 แสนล้าน ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่พอจะใช้งบทางนโยบายได้ ดังนั้นเรื่องสวัสดิการ อย่างเบี้ยผู้สูงวัย เราจึงตั้งต้นจากรอบนี้ว่าเหลือเงินเท่านี้ ควรแบ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่ เป็นสวัสดิการ การศึกษาเท่าไหร่ จึงได้คำตอบว่าจะเริ่มต้นที่ 1,000 จบที่ 1,500 ซึ่งเราทำตามกรอบวินัยการเงินการคลังที่มี เราให้ความสำคัญกับทั้งคนกดงบ เป็นเรื่องที่เราเตรียมความพร้อม เพื่อเข้าไปแล้วทำได้เลย