ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

30 ม.ค. 2569 09:30 น.

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ตั้งกำแพงภาษีประเทศขายน้ำมันให้คิวบา

โดนัลด์ ทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน ขู่ใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีกับประเทศที่จัดหาน้ำมันให้คิวบา ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น

มาตรการดังกล่าวถูกระบุไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ของทรัมป์ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราภาษีหรือรายชื่อประเทศที่จะตกเป็นเป้าหมายโดยตรงก็ตาม

โดยทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อคิวบามาโดยตลอด และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาระบุว่า คิวบากำลังจะล่มสลายในไม่ช้า หลังเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ หยุดส่งน้ำมันและเงินสนับสนุนให้คิวบา ภายหลังประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ถูกกองกำลังสหรัฐฯ ควบคุมตัวเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ เวเนซุเอลาถูกเชื่อว่าส่งน้ำมันให้คิวบาประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเกาะแห่งนี้

ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ลงนามเมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์ระบุว่า นโยบาย แนวปฏิบัติ และการกระทำของรัฐบาลคิวบา ถือเป็นภัยคุกคามที่ไม่ปกติและร้ายแรงต่อสหรัฐอเมริกา พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลฮาวานาเป็นที่พักพิงของศัตรูอันตรายของสหรัฐฯ โดยคำสั่งดังกล่าวจะเปิดทางให้สหรัฐฯ พิจารณาตั้งกำแพงภาษีกับประเทศที่ขายหรือจัดหาน้ำมันให้คิวบา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเรียกร้องให้คิวบายอมทำข้อตกลงก่อนจะสายเกินไป แต่ไม่เคยระบุเงื่อนไขของข้อตกลง หรือผลลัพธ์ที่คิวบาอาจต้องเผชิญหากไม่ยอมทำตาม

ด้านประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบา ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะมาบังคับให้คิวบาต้องทำข้อตกลงตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ในการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลาที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ได้ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานในคิวบาให้รุนแรงขึ้น ประเทศกำลังเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับเป็นระยะ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบไฟฟ้า

บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ระบุเมื่อไม่นานมานี้ว่า คิวบามีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้ส่งออกรายใดก็ตามที่ยินดีขาย โดยไม่ควรถูกแทรกแซงหรือบีบบังคับจากมาตรการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ.

ที่มา : AP

อ่านข่าวเกี่ยวกับ คิวบา

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

30 ม.ค. 2569 08:55 น.

นักวิทย์งง! หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น สุขภาพดีขึ้น แม้น้ำแข็งอาร์กติกละลายจากโลกร้อน

งานวิจัยล่าสุดพบผลลัพธ์ที่ผิดคาด เมื่อพบว่าหมีขั้วโลกในนอร์เวย์ มีสภาพร่างกายอ้วนขึ้นและแข็งแรงขึ้นในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา แม้ภาวะโลกร้อนจะทำให้น้ำแข็งอาร์กติกหดหายลงต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 จนถึงปี 2019 ทีมวิจัยได้ชั่งน้ำหนักและวัดขนาดหมีขั้วโลกโตเต็มวัยรวม 770 ตัว และพบว่าหมีในพื้นที่ดังกล่าวมีไขมันสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่น้ำแข็งในทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ล่าสัตว์หลักของหมีขั้วโลก ลดลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน

โดยปกติแล้ว หมีขั้วโลกต้องพึ่งพาแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลเป็น แท่นล่าเหยื่อ เพื่อจับแมวน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักที่ให้พลังงานสูง ไขมันจากแมวน้ำไม่เพียงช่วยให้หมีมีพลังงานและรักษาความอบอุ่น แต่ยังมีความสำคัญต่อแม่หมีในการผลิตน้ำนมที่มีไขมันสูงสำหรับลูกหมีด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่าหมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดได้ปรับตัวต่อการสูญเสียน้ำแข็ง โดยหันไปล่าเหยื่อบนบกมากขึ้น เช่น กวางเรนเดียร์ และวอลรัส ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่และมีไขมันสูงไม่แพ้กัน งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports และสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสฟาลบาร์ดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ด็อกเตอร์ ยอน อาร์ส นักวิจัยหลักจากสถาบันโพลาร์นอร์เวย์ ระบุว่าหมีที่อ้วนขึ้นหมายถึงสุขภาพที่ดีขึ้น พร้อมยอมรับว่าเขาเองคาดว่าจะเห็นสภาพร่างกายของหมีแย่ลง เมื่อการสูญเสียแผ่นน้ำแข็งในทะเลรุนแรงถึงระดับนี้

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ วอลรัส ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในนอร์เวย์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 หลังถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ การคุ้มครองดังกล่าวทำให้จำนวนวอลรัสเพิ่มขึ้น และกลายเป็นแหล่งอาหารใหม่ที่อุดมด้วยไขมันสำหรับหมีขั้วโลกในปัจจุบัน

อาร์สอธิบายเพิ่มเติมว่า หากพื้นที่แผ่นน้ำแข็งของแมวน้ำมีขนาดเล็กลง แมวน้ำอาจรวมตัวกันในพื้นที่จำกัด ทำให้หมีสามารถล่าได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ผลการศึกษานี้จะถือเป็นข่าวดีในระยะสั้น แต่นักวิจัยเตือนว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืน เมื่อการสูญเสียน้ำแข็งยังคงดำเนินต่อไป หมีขั้วโลกจะต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาแหล่งล่าเหยื่อ ใช้พลังงานมากขึ้น และสูญเสียไขมันสะสมที่จำเป็นต่อการอยู่รอด

องค์กรอนุรักษ์ Polar Bears International ชี้ว่า หมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดเคยเป็นหนึ่งในประชากรที่ถูกล่าหนักที่สุดในโลก ก่อนจะได้รับการคุ้มครองในระดับนานาชาติช่วงทศวรรษ 1970 และผลการวิจัยใหม่นี้อาจสะท้อนการฟื้นตัวของประชากรหลังแรงกดดันจากการล่า รวมถึงการเพิ่มขึ้นของวอลรัสและกวางเรนเดียร์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ด็อกเตอร์ จอห์น ไวต์แมน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสขององค์กรกล่าวว่า ผลการศึกษานี้ถือเป็นสัญญาณบวกในระยะสั้น แต่เตือนว่าสภาพร่างกายเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย งานวิจัยอื่นพบว่าจำนวนวันที่ไร้น้ำแข็งที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ลูกหมี รวมถึงหมีตัวเมียวัยอ่อนและวัยชรา มีอัตราการรอดชีวิตลดลง

ในภูมิภาคอื่นของอาร์กติก ภาวะโลกร้อนกลับส่งผลรุนแรงต่อหมีขั้วโลกอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีหมีขั้วโลก 20 กลุ่มย่อยทั่วอาร์กติก และในอ่าวฮัดสันตะวันตกของแคนาดา ซึ่งเป็นพื้นที่ศึกษาหมีขั้วโลกมากที่สุดแห่งหนึ่ง พบว่าประชากรหมีลดลงโดยตรงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ภาพรวมระยะยาวยังคงชัดเจนว่าหมีขั้วโลกจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำแข็งเพื่อความอยู่รอด และหากการสูญเสียน้ำแข็งยังดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกควบคุม ในที่สุดหมีขั้วโลกก็อาจหายไปจากธรรมชาติ

การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบของโลกร้อนอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่ในระยะยาว หากน้ำแข็งทะเลหายไป หมีขั้วโลกก็ไม่อาจอยู่รอดได้เช่นกัน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีขั้วโลก

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

30 ม.ค. 2569 07:53 น.

รักษาการปธน.เวเนฯ ลงนามกม.ปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน

รักษาการปธน.เวเนซุเอลา ลงนามกฎหมายปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน ลดบทบาทรัฐ-เปิดทางเอกชนควบคุมการผลิตและขายน้ำมัน หวังฟื้นเศรษฐกิจเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง 

วันที่ 29 มกราคม 2569 นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ลงนามกฎหมายปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้าควบคุมการผลิตและการขายน้ำมันได้ ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญของประเทศที่ยึดแนวคิดรัฐควบคุมทรัพยากรพลังงานมานานกว่า 20 ปี

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลาบางส่วน และเปิดทางให้บริษัทพลังงานสหรัฐขยายการดำเนินธุรกิจในประเทศ ถือเป็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังขยับเข้าสู่ทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ สภาแห่งชาติเวเนซุเอลาเพิ่งอนุมัติร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยเป็นช่วงเวลาใกล้กับความตึงเครียดทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังมีปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการเมืองเวเนซุเอลา ขณะที่กฎหมายใหม่ของเวเนซุเอลาระบุว่า บริษัทเอกชนสามารถเข้าควบคุมการผลิตและจำหน่ายน้ำมันได้ นอกจากนี้อนุญาตให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการอิสระแก้ข้อพิพาทการลงทุน

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ทั้งมาตรการคว่ำบาตรและปฏิบัติการทางทะเลที่ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันลดลงอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา.

ที่มา AP

ปล้นอุกอาจกลางโตเกียว คนร้ายใช้สเปรย์ฉีดใส่เหยื่อ ฉกเงินสด 420 ล้านเยน หลบหนีลอยนวล

ปล้นอุกอาจกลางโตเกียว คนร้ายใช้สเปรย์ฉีดใส่เหยื่อ ฉกเงินสด 420 ล้านเยน หลบหนีลอยนวล

30 ม.ค. 2569 06:45 น.

ปล้นอุกอาจกลางโตเกียว คนร้ายใช้สเปรย์ฉีดใส่เหยื่อ ฉกเงินสด 420 ล้านเยน หลบหนีลอยนวล

ตำรวจญี่ปุ่นเร่งล่าคนร้าย 3 คน ก่อเหตุฉีดสเปรย์ใส่เหยื่อ ก่อนชิงกระเป๋าเงินสดมูลค่าราว 420 ล้านเยน หรือกว่า 100 ล้านบาท ในย่านฮิกาชิอุเอโนะ กรุงโตเกียว

วันที่ 29 มกราคม 2569  ตำรวจกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เกิดเหตุปล้นเงินสดครั้งใหญ่ในย่านฮิกาชิอุเอโนะ เมื่อคนร้ายอย่างน้อย 3 คน ใช้สารคล้ายสเปรย์พริกไทยฉีดใส่เหยื่อ ก่อนฉวยกระเป๋าเดินทางที่บรรจุเงินสดรวมมูลค่า 420 ล้านเยน หรือประมาณกว่า 100 ล้านบาท หลบหนีไป

รายงานระบุว่า เหยื่อ 5 คน ซึ่งมีทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวจีน อายุระหว่าง 20-40 ปี กำลังลำเลียงเงินสดขึ้นรถยนต์ ก่อนถูกคนร้ายลงมือก่อเหตุ โดยทั้งหมดได้รับผลกระทบจากสารสเปรย์ แต่ไม่มีรายงานอาการบาดเจ็บรุนแรง

ตำรวจเปิดเผยว่า ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ เบื้องต้นมีข้อมูลว่าหนึ่งในคนร้ายเป็นชายสูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมหมวกไหมพรม เสื้อแจ็กเก็ต และกางเกงสีดำ ขณะที่หลังเกิดเหตุไม่นาน มีชายวัยประมาณ 50 ปี ถูกรถยนต์ชนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 100 เมตร และพบรถมินิแวนสีน้ำเงินถูกทิ้งไว้ใกล้พื้นที่ ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าเหตุการณ์เกี่ยวข้องกันหรือไม่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวน เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย.

ที่มา NHK

ออสเตรเลียจับตาไวรัสนิปาห์ใกล้ชิด ย้ำใช้มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้มงวด

ออสเตรเลียจับตาไวรัสนิปาห์ใกล้ชิด ย้ำใช้มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้มงวด

30 ม.ค. 2569 06:16 น.

ออสเตรเลียจับตาไวรัสนิปาห์ใกล้ชิด ย้ำใช้มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้มงวด

รมว.สาธารณสุขออสเตรเลียระบุ รัฐบาลเฝ้าระวังสถานการณ์ไวรัสนิปาห์รายวัน แม้ยังไม่เปลี่ยนมาตรการรับมือผู้โดยสารป่วย พร้อมเตือนอัตราเสียชีวิตสูงถึง 40-75%

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายมาร์ก บัตเลอร์ รัฐมนตรีสาธารณสุขออสเตรเลีย แถลงว่า รัฐบาลออสเตรเลียกำลังติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ อย่างใกล้ชิด โดยทางการให้ความสำคัญกับความเสี่ยงของไวรัสนิปาห์อย่างจริงจังมาก ท่ามกลางความกังวลหลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในอินเดียเมื่อเดือนธันวาคม 2568

นายบัตเลอร์เปิดเผยว่า ออสเตรเลียมีมาตรการควบคุมโรคสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศอย่างชัดเจนอยู่แล้ว และยังไม่มีคำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนมาตรการในขณะนี้ แต่รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน

รายงานระบุว่า ผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 200 คน ของผู้ติดเชื้อในอินเดีย ยังไม่แสดงอาการป่วย ขณะที่ไวรัสนิปาห์ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2542 ที่มาเลเซีย เป็นไวรัสที่มีแหล่งโรคมาจากค้างคาว และสามารถแพร่สู่สัตว์อื่นและมนุษย์ รวมถึงผ่านอาหาร ผลไม้ที่ปนเปื้อน เจ้าหน้าที่ระบุว่า การแพร่เชื้อจากคนสู่คนเกิดขึ้นได้ยาก แต่หากติดเชื้อแล้วอัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับสูงราว 40-75% 

ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์พบได้หลักในหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย บังกลาเทศ และสิงคโปร์ ขณะที่มีการตรวจพบสัญญาณไวรัสในค้างคาวในอินโดนีเซีย รวมถึงบางพื้นที่ในแอฟริกา เช่น กานา ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสนิปาห์ โดยศูนย์ควบคุมโรคออสเตรเลียแนะนำให้ผู้ที่เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาวและลิง.

ที่มา 9news.com.au

“สี จิ้นผิง” หารือผู้นำอังกฤษ ฟื้นสัมพันธ์สองประเทศ ดันการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี

"สี จิ้นผิง" หารือผู้นำอังกฤษ ฟื้นสัมพันธ์สองประเทศ ดันการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี

30 ม.ค. 2569 00:08 น.

“สี จิ้นผิง” หารือผู้นำอังกฤษ ฟื้นสัมพันธ์สองประเทศ ดันการค้า-ลงทุน-เทคโนโลยี

“สี จิ้นผิง” ให้การต้อนรับและพบหารือ “เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สองฝ่ายประกาศปรับโหมดความสัมพันธ์ หลังสองประเทศเห็นพ้องขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ การลงทุน และเทคโนโลยี

วันที่ 29 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ให้การต้อนรับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ โดยทั้งสองฝ่ายประกาศเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ

ทางด้านนายสตาร์เมอร์ย้ำว่า อังกฤษต้องการสร้างความสัมพันธ์กับจีนในรูปแบบ “ซับซ้อนและสมดุลมากขึ้น” โดยเน้นทั้งโอกาสความร่วมมือและการเปิดพื้นที่หารือในประเด็นที่เห็นต่าง ขณะที่ สี จิ้นผิง ระบุว่าจีนพร้อมพัฒนาความร่วมมือระยะยาวกับอังกฤษ หลังความสัมพันธ์เผชิญความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา

โดยการพบหารือครั้งนี้ถือเป็นการต้อนรับผู้นำอังกฤษเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยจีนตกลงให้พลเมืองอังกฤษเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่านานสูงสุด 30 วัน และลดภาษีนำเข้าวิสกี้จากสหราชอาณาจักรลงครึ่งหนึ่ง

นอกจากนี้ บริษัทแอสตราเซเนกาประกาศแผนลงทุนในจีนมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนายาและขยายการดำเนินงานในประเทศ

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

29 ม.ค. 2569 21:00 น.

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน ส่องพิรุธวงจรเงินสด กลโกงซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้าน

ถอนเงินมากกว่า 250 ล้าน แลกเป็นแบงก์ 100, 500 ส่องพิรุธวงจรเงินสด “นักวิชาการ” ชี้ เศรษฐกิจไทย ไม่มีสภาพคล่องถึงขนาดต้องใช้เงินสดจำนวนมาก พร้อมเปิดกลโกงจ่ายเงินซื้อเสียง ตกเฉลี่ยเขตละ 20 – 30 ล้านบาท

ภายในระยะเวลา 10 วัน หลังธนาคารแห่งประเทศไทย พบการทำธุรกรรมผิดปกติ โดยพบว่ามีการเบิกเงินตั้งแต่ 100 ล้านบาท สูงสุด 250 ล้านบาท โดยผู้ที่เบิกมีการแลกเป็นแบงก์ 100 และ 500 บาท ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมตรวจสอบ ซึ่งพบความผิดปกติในสองเส้นเงิน เบื้องต้นหากพบมีความผิดปกติเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.69 จะยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ด้วยข้อสงสัยของสังคม ทำให้มีการเชื่อมโยงกับเงินที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือหนักกว่านั้นอาจเกี่ยวโยงกับการซื้อเสียงหรือไม่ สิ่งนี้ยังรอการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง

แต่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ วิเคราะห์ว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ว่า เป็นการนำเงินที่เบิกไปใช้ในการเลือกตั้ง มีทั้งแบบที่นำไปใช้จ่ายในการหาเสียง เช่น การเติมน้ำมันให้กับผู้ที่ขับรถหาเสียง หรือผู้ช่วยหาเสียง ที่ส่วนใหญ่ต้องใช้แบงก์ร้อยกับแบงก์ห้าร้อย แต่ในทางกลับกันอาจเป็นการนำไปซื้อเสียงได้

สำหรับเงิน 250 ล้านบาท ที่มีการเบิกจ่าย ถ้ามองในเรื่องของการซื้อเสียง ถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการซื้อเสียงภายใน 1 จังหวัด ประมาณ 2 หมื่นคน ต้องใช้เงินหัวละ 1,000 บาท ต้องใช้เงินประมาณ 20 ล้านบาท ดังนั้นตัวเลขการเบิกจ่าย 250 ล้านบาท ถ้าเป็นการซื้อเสียงภายใน 1 จังหวัด โดยผู้สมัครเพียง 1 คน ก็อาจได้ แต่ถ้าใช้ในการซื้อเสียงมากกว่านั้นถือว่ายังไม่พอ หรือถ้าบางพรรคต้องการซื้อเสียงถึง 10 เก้าอี้ ต้องใช้เงินถึง 2,500 ล้านบาท

ถ้ามองถึงภาคธุรกิจที่ผู้ประกอบการจะเบิกเงินสดมากถึง 250 ล้านบาท แล้วแลกเป็นแบงก์ 100 กับ 500บาท แทบเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไทยยังไม่ได้มีสภาพคล่อง และธุรกิจในไทยยังไม่ได้สะพัดขนาดที่ซื้อง่ายขายคล่อง

การเบิกเงินสดจำนวนถ้าวิเคราะห์อาจมีเหตุผลดังนี้

1.ใช้เพื่อการหาเสียง สำหรับจ้างคน เช่น เติมน้ำมันขับรถหาเสียง หรือขนย้ายสิ่งของในการหาเสียง

2.แจกเงินเพื่อการซื้อเสียง

การตรวจสอบเส้นทางเงินที่ผ่านมา ไทยค่อนข้างมีช่องโหว่อยู่มาก เพียงแต่ตอนนี้มีการตรวจสอบมากขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งมากกว่าปกติ ซึ่งการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของไทย ควรมีการตรวจสอบที่เข้มข้น แต่ไม่ตรวจเฉพาะการซื้อขายทองคำ

เปิดกลโกงจ่ายเงินซื้อเสียงเขตละ 20 – 30 ล้านบาท

หากมองในมุมของการดำเนินการตรวจสอบ ข้อพิรุธเส้นทางเงิน ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง สมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ข้อมูลว่า การเบิกเงิน 250 ล้านบาท แล้วนำไปแลกเป็นแบงก์ย่อย เท่ากับมีการเตรียมการซื้อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องนี้สันนิษฐานได้ เพราะไม่มีใครที่แลกแบงก์ย่อยจำนวนมากขนาดนั้น

สิ่งที่ กกต.ควรทำคือ ขอความร่วมมือกับธนาคาร ในการขอทราบชื่อผู้ที่เบิกจ่ายผิดปกติ และสาขาธนาคารในพื้นที่จังหวัดไหนที่มีการทำธุรกรรมการเงินจำนวนมาก และหลังทราบชื่อแล้วควรไปขอความร่วมมือกับ ปปง. ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ถ้าหากมีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไหน ต้องมีการเข้าไปป้องปราบในพื้นที่ผิดปกติ

เมื่อสอบถามว่า ทำไมต้องแลกเป็นแบงก์ 100 กับแบงก์ 500 บาท ปกติอัตราในการซื้อเสียงเลือกตั้งอยู่ที่หัวละ 300 – 500 บาท และมีเงินบางส่วนที่เป็นค่าบริหารจัดการที่ให้กับหัวคะแนนอีกจำนวนหนึ่ง โดยปกติตกอยู่ที่หัวละ 100 บาท กรณีที่บอกซื้อเสียงหัวละเป็นพันบาท จะจำกัดเฉพาะพื้นที่ ที่มีการแข่งขันสูง

กลไกของการซื้อเสียงเลือกตั้ง ปกติไม่ได้จ่ายเงินซื้อทุกคะแนนเสียงในพื้นที่ พรรคการเมืองจะต้องประเมินว่า มีฐานเสียงเดิมในพื้นที่อยู่เท่าไหร่ แล้วต้องซื้อคะแนนเสียงเท่าไหร่ถึงจะชนะ ตัวอย่างเช่น ฐานเสียงเดิมมี 2 หมื่นเสียง ต้องมีเสียงทั้งหมด 3 หมื่นเสียงถึงจะชนะ ดังนั้นต้องทำการซื้อเสียงอีก 1.5 หมื่นเสียงถึงจะชนะ โดยเงินที่ซื้อเสียงจะไม่ซื้อแบบกระจายหว่านไปทั่ว แต่ต้องมุ่งเป้าในการเช็กชื่อแน่นอน และต้องกาให้จริง

ถ้าประเมินปกติของการเลือกตั้ง 1 เขต จะมีประมาณ 1.6 แสนคน เฉลี่ยคนใช้สิทธิ 70% ประมาณ 112,000คน ถ้าคู่แข่งในเขตนี้มี 3 คน ผู้สมัครที่ชนะต้องมีคะแนนประมาณ 35,000 – 40,000 คะแนน สิ่งที่ต้องประเมินคือ คะแนนพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อมีอยู่จำนวนเท่าไหร่

ตัวเลข 20 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขพื้นฐานที่นักการเมืองชอบพูดกัน ว่าแต่ละเขตใช้เงิน 20 – 30 ล้านบาท ก็เกิดจากการคำนวณ ที่เฉลี่ยหัวละ 500 บาท ต้องซื้ออีกประมาณ 2 หมื่นเสียง ต้องจ่ายเงินประมาณ 10 ล้านบาท

ลุงเผยนาทีรู้ข่าว เครื่องบิน AT-6TH ตก ส่งผลให้ “เรืออากาศโท กรวิชญ์” เสียชีวิต

ลุงเผยนาทีรู้ข่าว เครื่องบิน AT-6TH ตก ส่งผลให้ "เรืออากาศโท กรวิชญ์" เสียชีวิต

29 ม.ค. 2569 20:57 น.

ลุงเผยนาทีรู้ข่าว เครื่องบิน AT-6TH ตก ส่งผลให้ “เรืออากาศโท กรวิชญ์” เสียชีวิต

นายอำเภอแจ้ห่ม รุดให้กำลังใจครอบครัว “เรืออากาศโท กรวิชญ์ เจนคิด” เสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินโจมตี AT-6TH ตก ลุงเผยเศร้า ก่อนขึ้นบิน หลานชายเพิ่งโทรบอกพ่อ ก่อนจะติดต่อไม่ได้อีก จนมาเห็นข่าว

จากกรณีเมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 29 ม.ค. 69 เครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) สังกัดฝูงบิน 411 กองบิน 41 จำนวน 1 เครื่อง ประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติภารกิจการฝึกบินค้นหาและช่วยชีวิต ในพื้นที่การรบ (Combat Search and Rescue) ณ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ (ทิศทาง 210 ระยะทาง 60 กิโลเมตร จากสนามบินเชียงใหม่) ซึ่งเป็นพื้นที่การฝึกของกองทัพอากาศ ส่งผลให้มีนักบิน 2 นาย เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทราบชื่อต่อมาคือ นาวาอากาศตรี สมัชชา คุณมาศ (ครูการบิน) นักบินที่ 1 และ เรืออากาศโท กรวิชญ์ เจนคิด นักบินที่ 2

ต่อมาเวลา 14.43 น. เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่าง 2 นักบินผู้เสียชีวิต ออกจากซากจุดที่เครื่องบินตกได้สำเร็จ ก่อนนำร่างขึ้นบนรถตู้ 2 คัน เพื่อนำไปพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลที่ โรงพยาบาลกองบิน 41 เพื่อชันสูตรพลิกศพตามระเบียบของกองทัพอากาศ

ซึ่งขณะนำร่างนักบินออกจากพื้นที่ ชาวบ้านที่ทราบข่าว ได้นำธงชาติไทยมาร่วมยืนไว้อาลัยและแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้ ขอบคุณนักบินทั้ง 2 นาย ที่พยายามประคองเครื่องบินให้พ้นเขตชุมชน และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของนักบินต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 29 ม.ค.69 นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้มอบหมายให้นายเอกศักดิ์ บุญพา นายอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เข้าแสดงความเสียใจกับครอบครัว เรืออากาศโท กรวิชญ์ เจนคิด หนึ่งในนักบินผู้เสียชีวิต ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 4 ตำบลวิเชตนคร อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เพื่อแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจกับทางครอบครัว

พบกับนายวิชิต คุณาพันธ์ อายุ 69 ปี ลุงของเรืออากาศโท กรวิชญ์ ผู้เสียชีวิต ได้พาเดินดูรูปถ่ายของหลานที่บันทึกภาพในสมัยเรียน ซึ่งพบว่าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 57 และได้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันตนเองโบเดได ประเทศญี่ปุ่น

พร้อมกับเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ช่วงเย็นที่ผ่านมาทางครอบครัวได้เดินทางขึ้นกรุงเทพฯ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารโดยไปขึ้นเครื่องบินที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประกอบพิธีรดน้ำศพที่กรุงเทพมหานคร 

ทั้งยังบอกอีกว่า เรืออากาศโท กรวิชญ์ ชอบเป็นนักบิน ประกอบกับพี่ชายเขาก็เป็นนักบิน เห็นเขามาตั้งแต่เล็กจนได้เป็นนักบินเช่นเดียวกัน

ก่อนเกิดเหตุช่วงเช้า เขาเพิ่งโทรศัพท์มาคุยกับพ่อ บอกว่าจะขึ้นบินแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อเลย แล้วเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ผู้บังคับฝูงบิน ก็โทรมาบอกว่าหลานเสียชีวิตแล้ว ซึ่งทางครอบครัวตกใจตั้งแต่เห็นข่าวอุบัติเหตุช่วง 10.30 น. แล้ว พยายามโทรติดต่อตลอด จนมาเห็นการรายงานชื่อในข่าว.

นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

29 ม.ค. 2569 17:25 น.

นายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์รอดตายหวุดหวิด ถูกซุ่มโจมตีด้วยจรวด RPG (คลิป)

นายกเทศมนตรีเมืองในฟิลิปปินส์รอดชีวิตหวุดหวิด หลังถูกกลุ่มคนร้ายดักซุ่มยิงด้วยเครื่องยิงจรวด RPG และปืนอัตโนมัติกลางปั๊มน้ำมัน เผยเป็นการลอบสังหารครั้งที่ 4 ในชีวิต ตำรวจพุ่งเป้าปมขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น

เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารสุดอุกอาจในฟิลิปปินส์ เมื่อนายอัคมัด อัมปาตวน นายกเทศมนตรีเมือง ชาริฟฟ์ อากวาก จังหวัดมากินดาเนาเดลซูร์ รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากถูกกลุ่มมือปืนดักซุ่มโจมตีด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดต่อต้านรถถังแบบประทับบ่า หรือ RPG เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่กำลังเป็นไวรัลเผยให้เห็นวินาทีที่ชายคนหนึ่งซุ่มอยู่หลังรถตู้สีเทา ฝั่งตรงข้ามปั๊มน้ำมันที่รถ SUV สีดำของนายอัมปาตวนกำลังเลี้ยวเข้าไป ก่อนที่คนร้ายจะยิงจรวด RPG เข้าใส่รถของนายกเทศมนตรีโดยตรง ขณะเดียวกันมีชายอีกคนสวมเสื้อสีแดงกราดยิงปืนอัตโนมัติซ้ำเข้าใส่ตัวรถ

ในคลิปปรากฏภาพขณะที่จรวดพุ่งเข้ากระแทกท้ายรถจนเกิดกลุ่มควันฟุ้งกระจาย แต่รถของนายกเทศมนตรียังคงเร่งเครื่องหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว

สื่อท้องถิ่นอย่าง Minda News ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกเทศมนตรีได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ส่วนฝ่ายคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 ราย และอีก 1 รายยังคงหลบหนีไปได้

พันตำรวจเอก แรนดัลฟ์ ตัวโน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า ผู้นำกลุ่มคนร้ายมีชื่อว่า “แรพแรพ” (Raprap) โดยผู้ร่วมก่อเหตุเป็นเครือญาติกันทั้งหมด ทั้งอา ลูกพี่ลูกน้อง และพี่น้องที่ทำหน้าที่คนขับรถซึ่งหลบหนีไปได้ เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นที่รุนแรงจนนำไปสู่การจ้างวานฆ่า

นายอัมปาตวนให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวว่า เขาไม่คาดคิดว่าคนร้ายจะใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงขนาดนี้ “อาวุธระดับ RPG ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะใช้กันได้ นี่คือฝีมือของมืออาชีพชัดๆ” พร้อมเรียกร้องให้มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายอัมปาตวนถูกลอบสังหาร โดยประวัติการรอดชีวิตของเขาถือว่าน่าเหลือเชื่อ โดยเมื่อปี 2010 เขาตกเป็นเหยื่อระเบิดริมทาง ต่อมาในปี 2014 และ 2019 เขาถูกดักซุ่มยิงอีก 2 ครั้ง.

ที่มา USA TODAY

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

29 ม.ค. 2569 16:26 น.

อาเจะห์เฆี่ยนคู่รักคนละ 140 ครั้ง ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส–ดื่มแอลกอฮอล์

ทางการจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย สั่งลงโทษด้วยการเฆี่ยนคู่รักชายหญิงคนละ 140 ครั้งต่อหน้าสาธารณชน หลังทำผิดกฎหมายชารีอะห์ฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสและดื่มสุรา เผยเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ใช้กฎหมายอิสลาม ด้านฝ่ายหญิงถึงกับเป็นลมหลังการลงโทษเสร็จสิ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ลงโทษอย่างรุนแรงในจังหวัดอาเจะห์ ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวในประเทศอินโดนีเซียที่บังคับใช้กฎหมายอิสลามหรือกฎหมายชารีอะห์ โดยวันนี้ (29 ม.ค. ) ตำรวจศาสนาได้ทำการเฆี่ยนคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งรวมคนละ 140 ครั้ง ต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากที่มาเฝ้าดูในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

มูฮัมหมัด รีซาล หัวหน้าตำรวจชารีอะห์ประจำเมืองบันดาอาเจะห์ เปิดเผยว่า ทั้งคู่ถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนหลังด้วยไม้หวาย แบ่งเป็น 2 กระทงความผิด ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส 100 ครั้ง และการดื่มแอลกอฮอล์อีก 40 ครั้ง รวมเป็น 140 ครั้ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจำนวนการเฆี่ยนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมานับตั้งแต่จังหวัดอาเจะห์ได้รับอำนาจการปกครองตนเองเป็นพิเศษในปี 2001

รายงานระบุว่า ฝ่ายหญิงที่ถูกลงโทษถึงกับหมดสติหลังจากทนรับแรงเฆี่ยนจนครบกำหนด จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำตัวส่งรถพยาบาลทันที

ในวันเดียวกันนี้ ยังมีการลงโทษเฆี่ยนผู้กระทำผิดกฎศาสนารายอื่นๆ อีก 4 ราย รวมเป็น 6 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็น “เจ้าหน้าที่ตำรวจชารีอะห์” และผู้หญิงรายหนึ่ง ซึ่งถูกจับได้ว่าอยู่ด้วยกันในที่ลับตาคน ทั้งคู่ถูกสั่งลงโทษเฆี่ยนคนละ 23 ครั้ง

มูฮัมหมัด รีซาล ระบุว่า “เราไม่มีข้อยกเว้นสำหรับใครทั้งสิ้น แม้จะเป็นสมาชิกในหน่วยงานของเราเองก็ตาม เพราะการกระทำเช่นนี้ทำให้ชื่อเสียงขององค์กรต้องหม่นหมอง”

การลงโทษด้วยการเฆี่ยนยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างเหนียวแน่นจากประชากรในจังหวัดอาเจะห์ เพื่อจัดการกับความผิดต่างๆ เช่น การพนัน, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การมีสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน และการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เคยมีกรณีชายสองคนถูกโบยคนละ 76 ครั้งหลังจากถูกศาลชารีอะห์ตัดสินว่ามีความผิดฐานมีสัมพันธ์ทางเพศเช่นเดียวกัน.

ที่มา AFP