สื่ออิหร่านอ้าง เกาะคาร์กเสียหายเพียงเล็กน้อย หลังสหรัฐฯ โจมตีรอบ 2

สื่ออิหร่านอ้าง เกาะคาร์กเสียหายเพียงเล็กน้อย หลังสหรัฐฯ โจมตีรอบ 2

7 เม.ย. 2569 23:37 น.

สื่ออิหร่านอ้าง เกาะคาร์กเสียหายเพียงเล็กน้อย หลังสหรัฐฯ โจมตีรอบ 2

สื่ออิหร่านยืนยันว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ที่เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 สื่อหลายสำนักของอิหร่านรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวในพื้นที่ว่า จากการประเมินความเสียหายบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) หลังการทิ้งระเบิดโดยสหรัฐฯ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 เม.ย.) พบว่าโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ของศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันแห่งนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์

สำนักข่าว Mehr ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่าโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลบนเกาะ ซึ่งเป็นจุดจัดการการส่งออกน้ำมันของอิหร่านราว 90% ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และยังคงดำเนินการได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารที่ผ่านมา ระบบข้อมูลอัคคีภัยเพื่อการจัดการทรัพยากร (FIRMS) ของ NASA ได้ตรวจพบเหตุเพลิงไหม้จำนวนมากบริเวณปลายทิศใต้และชายฝั่งตะวันตกของเกาะคาร์ก แต่ยังไม่มีการยืนยันความเสียหายอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับ CNN ว่า การโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมามุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหาร ไม่ได้โจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก

อนึ่ง นี่นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์กของอิหร่าน นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยการโจมตีครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ แถลงว่าการโจมตีในครั้งนั้นพุ่งเป้าไปที่คลังเก็บทุ่นระเบิดและขีปนาวุธ รวมถึงสถานที่ทางทหารอื่นๆ รวมกว่า 90 จุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม

อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม

7 เม.ย. 2569 22:07 น.

อิหร่านอ้าง โจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบียไฟลุกท่วม

อิหร่านอ้างว่า ยิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของซาอุดีอาระเบีย จนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง อ้างทำเพื่อตอบโต้ที่โรงงานของอิหร่านถูกโจมตี

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ว่า กองกำลังของพวกเขายิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเมืองจูบาอิล (Jubail) ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อตอบโต้การโจมตีโรงงานปิโตรเคมีของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ของ IRGC สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ของสำนักข่าว AFP ที่ระบุว่า เกิดเพลิงไหม้ในนิคมอุตสาหกรรมเมืองจูบาอิล และมีเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง

ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน สื่ออิหร่านหลายแห่ง รวมถึง Fars, Nour และ Tasnim ได้รายงานข่าวการเกิดเพลิงไหม้เช่นกัน พร้อมทั้งแชร์วิดีโอที่ระบุว่าเป็นภาพของศูนย์อุตสาหกรรมที่กำลังถูกไฟไหม้

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเมื่อคืนที่ผ่านมา “ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย”

“ปากีสถานขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตที่เกิดจากการโจมตีเหล่านี้ และขอตำหนิอย่างรุนแรงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ”

ส่วนทางการซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากนักเกี่ยวกับสถานที่ที่ถูกโจมตีหรือจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียระบุเพียงว่าสามารถสกัดโดรนได้ 18 ลำ โดยไม่มีการให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไรเดอร์ แบกต้นทุนน้ำมันแพง ถูกกดวิ่งงานพ่วง ค่าครองชีพไม่พอกิน

ไรเดอร์ แบกต้นทุนน้ำมันแพง ถูกกดวิ่งงานพ่วง ค่าครองชีพไม่พอกิน

7 เม.ย. 2569 21:45 น.

ไรเดอร์ แบกต้นทุนน้ำมันแพง ถูกกดวิ่งงานพ่วง ค่าครองชีพไม่พอกิน

ไรเดอร์ แบกต้นทุนน้ำมันแพง ถูกกดวิ่งงานพ่วง ค่าครองชีพไม่พอกิน วอนรัฐช่วยเหลือค่าน้ำมัน ต่อรองแพลตฟอร์มให้เข้าถึงสวัสดิการความปลอดภัย ชี้ไรเดอร์หน้าใหม่หันมารับงานเพิ่มขึ้น งานลดลงแต่ค่าส่งเท่าเดิม

จากสถานการณ์น้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ไรเดอร์ส่งอาหารได้รับผลกระทบ จากเดิมที่วิ่งไม่กี่รอบก็สามารถได้เงินเพียงพอในการหล่อเลี้ยงชีวิตรายวันได้ แต่ถึงตอนนี้ต้องวิ่งวันละกว่า 30 เที่ยว เพื่อมีรายได้ให้ถึงพันบาท

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง อนุกูล ราชกุณา ผู้ประสานงานเครือข่ายสหภาพไรเดอร์ ให้ข้อมูลว่า ค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูงมีผลต่อไรเดอร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากค่ารอบในการวิ่งไม่ได้เพิ่มตาม เลยเป็นเรื่องที่สวนทางกับค่าครองชีพ ถือเป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับ เช่น ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มมีการเปลี่ยนเงื่อนไขการทำงาน และมีการปรับเปลี่ยนค่ารอบลง เลยกลายเป็นต้นทุนที่ไรเดอร์ต้องแบกมาตลอด บวกกับมรสุมลูกใหญ่ ที่ค่าน้ำมันขึ้นที่เดียวลิตรละ 6 บาท

ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีต้นทุนแฝง ที่ไรเดอร์ต้องวิ่งไปรับงาน โดยแพลตฟอร์มกำหนดว่าจะไม่เกิน 8กิโลเมตร ทำให้ไรเดอร์ต้องวิ่งไปรับ โดยที่แพลตฟอร์มไม่ต้องจ่ายต้นทุนนี้ให้

บวกกับบางแพลตฟอร์มมีการพ่วงงาน เช่น งานแรกไรเดอร์จะได้ค่าส่ง 20 บาท พอมีการพ่วงมา 3 งาน ไรเดอร์ก็ควรจะได้ค่าส่ง 60 บาท แต่กลายเป็นว่าไรเดอร์ถูกกดค่ารอบลงเหลือ 45 บาท เลยทำให้แพลตฟอร์มเอางานพ่วงมาลดค่ารอบอีกที ตัวอย่างเช่น ไรเดอร์ใน จ.กระบี่ ที่ได้ค่ารอบต่ำที่สุดในไทย ประมาณ 15 บาท/รอบ

ตอนนี้ด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและงานประจำ ทำให้มีคนหน้าใหม่เข้ามาวิ่งไรเดอร์มากขึ้น ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทำให้คนเริ่มมองหาอาชีพใหม่ หรือรายได้เสริมมากขึ้น เลยทำให้คนเข้ามาวิ่งไรเดอร์ในแพลตฟอร์มมากขึ้น เพราะอาชีพเดิมต้นทุนมันสูงจากค่าน้ำมัน เลยหันมาหาอาชีพเสริมหลังเลิกงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคุ้ม

การที่มีไรเดอร์หน้าใหม่เข้ามามากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าค่ารอบจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนงานมีเท่าเดิม ทำให้ไรเดอร์ต้องแย่งกันวิ่งงาน จนทำให้ไรเดอร์มีรายได้ลดลง เพราะมีคนเข้ามาแชร์งานมากขึ้น

แต่ส่วนหนึ่งอัลกอริทึ่มของระบบก็จะมีส่วนอย่างมากในการจ่ายงาน เช่น มีงานอยู่ 100 งาน แต่ไม่ใช่ไรเดอร์ 100 คน จะมองเห็นงานทั้งหมดได้เท่ากัน แต่จะถูกกำกับด้วยอัลกอริทึ่มที่มีการพ่วงงาน ซึ่งอาจมีไรเดอร์ที่ได้งานเพียง 50 คน เพราะแพลตฟอร์มจะเอางานมาพ่วงเพื่อประหยัดต้นทุนอีกทอด

ไรเดอร์เดิมเติมน้ำมันเฉลี่ยวันละ 200 บาท แต่ตอนนี้ต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มวันละ 300 – 350 บาท ซึ่งการวิ่งไรเดอร์ ถ้าไม่วิ่งทั้งวัน จะไม่มีโอกาสที่จะสร้างรายได้ขั้นต่ำได้ เช่น เลิกงานมา 5 โมงเย็น แล้ววิ่งไรเดอร์สัก 2 – 3 ชั่วโมง ถ้าวันไหนแพลตฟอร์มไม่จ่ายงานก็อาจจะไม่ได้งานเลย ทำให้ค่าน้ำมันที่เติมมาวันนั้นเสียไปเลย เท่ากับว่าไรเดอร์ที่จะวิ่งได้ 1,000 บาท หรือมากกว่านั้นต่อวัน ต้องเป็นไรเดอร์ที่วิ่งงานทั้งวัน

การแก้ปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน ทำให้ไรเดอร์บางส่วนต้องไปหาอาชีพประจำทำ แล้วมาวิ่งไรเดอร์เป็นอาชีพเสริม หรือบางคนก็อาศัยรับลูกค้าขาประจำ เพื่อให้มีงานสร้างรายได้อยู่ตลอดเวลา

งานพ่วงบางอย่างก็ไม่น่าจะพ่วงกัน เช่น ก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ กับไอติม พอไปส่งลูกค้า อาหารเสียหายก็จะโดนลูกค้าเคลม ซึ่งไรเดอร์บางส่วนก็ตัดสินใจใช้เงินตัวเองเพื่อชดใช้ให้ลูกค้า เนื่องจากการติดต่อกับแพลตฟอร์มต้องใช้เวลานาน และเป็นผลให้ไรเดอร์ที่ไปส่งสินค้ายอมขาดทุน และอาจถูกแบนได้ 

ทุกวันนี้ต้องวิ่งงาน 30 ตัวถึงจะคุ้มค่าแรง ก็มีแพลตฟอร์มรายหนึ่งออกมาตรการช่วยค่าน้ำมัน แต่มีการจำกัดเวลาและต้องวิ่งให้ได้ 9 พันกว่ารอบ ซึ่งไรเดอร์ที่ไหนจะทำได้

สำหรับไรเดอร์ ก็อยากจะให้หน่วยงานภาครัฐหันมาช่วยเรื่องค่าน้ำมัน และสร้างการต่อรองให้กับคนทำงานต่อแพลตฟอร์ม ที่ไม่ควรเอาเปรียบคนทำงานมากเกินไป ในการให้วิ่งพ่วงงานมากจนหลายคนรู้สึกว่าชีวิตถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย

สิงคโปร์ลั่น ไม่เจรจากับอิหร่าน เรื่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

สิงคโปร์ลั่น ไม่เจรจากับอิหร่าน เรื่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

7 เม.ย. 2569 21:28 น.

สิงคโปร์ลั่น ไม่เจรจากับอิหร่าน เรื่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

รัฐมนตรีสิงคโปร์ลั่น จะไม่เจรจากับอิหร่านเรื่องจ่ายค่าผ่านทางเพื่อให้เรือสินค้าสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ชี้การผ่านช่องแคบนี้เป็น “สิทธิ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ” ของประเทศใด

เมื่อ 7 ม.ย. 2569 ดร. วิเวียน บาลากฤษณัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงในรัฐสภาว่า สิงคโปร์จะไม่เจรจากับอิหร่าน เพื่อขอสิทธิในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

ดร. บาลากฤษณัน กล่าวตอบคำถามของนายฟัดลี ฟอซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พรรคแรงงาน-เขตอัลจูนีด) ที่ตั้งคำถามว่าสิงคโปร์ควรจะเจรจากับอิหร่านหรือพิจารณาจ่ายค่าผ่านทางสำหรับเรือของตนหรือไม่ โดย ดร. บาลากฤษณัน เน้นย้ำว่า การเดินทางผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าวถือเป็น “สิทธิ” ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ”

“มันมีสิทธิในการผ่านทางเพื่อการสัญจร (right of transit passage) อยู่” เขากล่าว “มันไม่ใช่สิทธิพิเศษที่จะให้รัฐชายฝั่งเป็นผู้อนุมัติ ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องไปอ้อนวอนขอ และไม่ใช่ค่าผ่านทางที่ต้องจ่าย”

เขายังย้ำด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซก็เช่นเดียวกับช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยสิทธินี้ได้รับการบัญญัติไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งสิงคโปร์เป็นหนึ่งในภาคีสมาชิก

ดร. บาลากฤษณัน กล่าวเสริมว่าหลักการนี้มีผลบังคับใช้แม้กับรัฐที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันใน UNCLOS โดยระบุว่าการไม่เข้าร่วมนั้นไม่ใช่ “บัตรพ้นผิดฟรี” สำหรับประเทศเหล่านั้น

ก่อนหน้านี้อิหร่านระบุว่า ได้อนุญาตให้เรือจากหลายประเทศเดินทางข้ามช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังจากที่กองกำลังของตนได้สกัดกั้นการสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้จนกระทบอุปทานน้ำมันโลก นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. 2569 โดยรายชื่อประเทศดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นรัฐในเอเชีย ซึ่งรวมถึงจีน อินเดีย ปากีสถาน ญี่ปุ่น ไทย และมาเลเซีย

ดร. บาลากฤษณัน ให้คำนิยามแนวทางของสิงคโปร์ว่าเป็นการยึดถือตามหลักการมากกว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์

“คุณอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงใช้คำนิยามทางกฎหมายที่เข้มงวดเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะผมหมกมุ่นอยู่กับข้อกฎหมายเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์นั้น แท้จริงแล้วก็เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งเช่นกัน”

เขาชี้ให้เห็นว่า ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางเรือ ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ที่ไหลผ่านช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์นั้น มีจำนวนมากกว่าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเสียอีก และในแง่ของการค้าตู้คอนเทนเนอร์ระดับโลก ปริมาณการขนส่งผ่านภูมิภาคนี้ก็สูงกว่าช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน

เขากล่าวเสริมว่า ในขณะที่จุดที่แคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้าง 21 ไมล์ทะเล แต่จุดที่แคบที่สุดในช่องแคบสิงคโปร์นั้นกว้างไม่ถึง 2 ไมล์ทะเลด้วยซ้ำ

“ตอนนี้คุณเข้าใจหรือยังว่า ทำไมเราถึงต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่ากฎหมายระหว่างประเทศและ UNCLOS คือรัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร?” ดร. บาลากฤษณันกล่าว “เสรีภาพในการเดินเรือคือสิทธิ ไม่ใช่สิทธิพิเศษสำหรับเรือและเครื่องบิน และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสิงคโปร์”

เขาสรุปว่า ตนเคยได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน และคาดว่าจะได้หารือกันอีกครั้ง แต่เขาได้ลากเส้นแบ่งไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการเจรจาในเรื่องของการขอผ่านทาง

“ในแง่ของหลักการ และไม่ใช่เพราะเราเลือกข้าง ผมไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาเพื่อขอผ่านทางอย่างปลอดภัยของเรือ หรือเจรจาเรื่องอัตราค่าผ่านทางได้ เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการกัดกร่อนหลักการทางกฎหมายนี้โดยปริยาย” เขากล่าว “นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการที่สิงคโปร์ยึดมั่นในหลักการ โดยไม่เลือกข้าง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านระอุ! ถูกถล่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รถไฟ-ถนนพัง เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

อิหร่านระอุ! ถูกถล่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รถไฟ-ถนนพัง เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

7 เม.ย. 2569 20:31 น.

อิหร่านระอุ! ถูกถล่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รถไฟ-ถนนพัง เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วอิหร่านถูกพุ่งเป้าโจมตีทางอากาศ โดยเฉพาะระบบรางและเส้นคมนาคมหลัก ขณะที่กองทัพอิสราเอล แนะให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้รถไฟและห่างจากเส้นทางรถไฟอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ได้เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งทั่วประเทศ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยพื้นที่สำคัญที่ถูกโจมตีมีดังนี้

  • เมือง คาชาน (Kashan): มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย หลังสะพานรถไฟถูกโจมตี ตามรายงานของสำนักข่าว Mehr
  • เมือง คาราจ (Karaj): สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน (Iranian Red Crescent Society) รายงานการโจมตีทางอากาศใส่เส้นทางรถไฟ พร้อมเผยภาพเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
  • จังหวัด กอม (Qom Province): สะพานคมนาคมภาคพื้นดินถูกโจมตี
  • เส้นทางด่วน ทาบริซ–เตหะราน (Tabriz–Tehran freeway): ถูกยิงโจมตี ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง
  • เมือง อาห์วาซ (Ahvaz): ถนนสายหนึ่งถูกโจมตี โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของจังหวัดคูเซสถานระบุว่าเป็นฝีมือของสหรัฐฯ และอิสราเอล
  • เส้นทาง ทาบริซ–ซานจาน (Tabriz–Zanjan freeway): ถูกปิดใช้งานชั่วคราวจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัย
  • ถนน กาเรห์ ชามาน–มิอาเนห์ (Qareh Chaman–Mianeh road): ปิดทั้งสองทิศทาง หลังถูกโจมตี

นอกจากนี้ สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่า การโจมตีได้ขยายวงไปยังพื้นที่พลเรือน ทั้งย่านที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในวงกว้าง

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งมี สหรัฐอเมริกา เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งนี้ อาจเป็นยุทธศาสตร์เพื่อตัดเส้นทางโลจิสติกส์ของประเทศ และเพิ่มแรงกดดันทางทหารในระยะสั้น เพื่อให้อิหร่านยอมเจรจา.

ที่มา : CNN

เดือดกลางอิสตันบูล! มือปืนบุกยิงใกล้กงสุลอิสราเอล ก่อนปะทะเดือดกับจนท. ดับ 1 เจ็บหลายราย

เดือดกลางอิสตันบูล! มือปืนบุกยิงใกล้กงสุลอิสราเอล ก่อนปะทะเดือดกับจนท. ดับ 1 เจ็บหลายราย

7 เม.ย. 2569 20:03 น.

เดือดกลางอิสตันบูล! มือปืนบุกยิงใกล้กงสุลอิสราเอล ก่อนปะทะเดือดกับจนท. ดับ 1 เจ็บหลายราย

เกิดเหตุยิงปะทะอย่างรุนแรงใกล้สถานกงสุลอิสราเอลในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ส่งผลให้มือปืนอย่างน้อย 1 รายเสียชีวิต และอีก 2 รายถูกเจ้าหน้าที่ยิงสกัด ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

ผู้ว่าการนครอิสตันบูลเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ก่อเหตุและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้เวลายิงต่อสู้นานหลายนาทีบริเวณใกล้จุดรักษาความปลอดภัยของอาคาร 

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของตุรกีระบุว่า ผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับองค์กรที่แสวงหาผลประโยชน์จากศาสนา และมีการระบุตัวตนผู้ต้องสงสัยแล้ว โดยในจำนวนนี้มีผู้ก่อเหตุ 2 คนเป็นพี่น้องกัน 

ในที่เกิดเหตุมีการระดมกำลังตำรวจจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดอาวุธ และทีมกู้ชีพเข้าควบคุมสถานการณ์ ขณะที่พื้นที่โดยรอบถูกปิดล้อมเพื่อความปลอดภัย

กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลออกแถลงการณ์ว่า กำลังตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ภายในสถานกงสุล เนื่องจากไม่ได้ใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว 

เหตุยิงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลด้านความมั่นคงในหลายประเทศ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตุรกีกำลังเร่งสอบสวนแรงจูงใจและเครือข่ายของผู้ก่อเหตุเพิ่มเติม.

ที่มา : BBC

ทรัมป์กร้าว อารยธรรมอิหร่านจะดับสูญ หากไม่มีข้อตกลงก่อนพ้นเส้นตาย

ทรัมป์กร้าว อารยธรรมอิหร่านจะดับสูญ หากไม่มีข้อตกลงก่อนพ้นเส้นตาย

7 เม.ย. 2569 20:02 น.

ทรัมป์กร้าว อารยธรรมอิหร่านจะดับสูญ หากไม่มีข้อตกลงก่อนพ้นเส้นตาย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่อิหร่านรอบใหม่โดยระบุว่า อารยธรรมของอิหร่านจะดับสูญ หากไม่มีการทำข้อตกลงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนที่เส้นตายในคืนวันอังคารนี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) จะผ่านพ้นไป

เมื่อ 7 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ส่งคำขู่รุนแรงไปยังอิหร่าน โดยระบุว่า “อารยธรรมทั้งอารยธรรมจะดับสูญในคืนนี้” ในขณะที่เส้นตายที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำหนดให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซกำลังใกล้เข้ามา

“อารยธรรมทั้งอารยธรรมกำลังจะดับสูญไปในคืนนี้ และจะไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้อีก ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่มันก็น่าจะเป็นไปเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ในเมื่อขณะนี้เรามีการ ‘เปลี่ยนระบอบการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์’ โดยที่มีกลุ่มคนใหม่ที่ฉลาดกว่า และมีความคิดที่สุดโต่งน้อยกว่าก้าวขึ้นมามีอำนาจ บางทีสิ่งมหัศจรรย์ที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์อาจจะเกิดขึ้นก็ได้ ใครจะไปรู้?”

“เราจะได้รู้กันในคืนนี้ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานและซับซ้อนของโลก 47 ปีแห่งการขู่กรรโชก การคอรัปชัน และความตาย จะสิ้นสุดลงเสียที ขอพระเจ้าอวยพรประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเถิด!”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่าจะทำลายโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนอื่นๆ ของอิหร่าน โดยกล่าวว่าประเทศนี้จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายหากไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในเวลา 20.00 น. วันอังคารที่ 7 เม.ย.ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) หรือราว 7.00 น.วันพุธตามเวลาไทย

สมาชิกสภาพรรคเดโมแครตหลายคนประณามคำขู่ของนายทรัมป์ โดยระบุว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและพลเรือนของอิหร่าน อาจเข้าข่ายเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม แต่โดนัลด์ ทรัมป์ กับทำเนียบขาวปฏิเสธความกังวลดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

สหรัฐฯ โจมตี “เกาะคาร์ก” ของอิหร่านรอบ 2 อ้างถล่มเป้าหมายทางทหาร

สหรัฐฯ โจมตี “เกาะคาร์ก” ของอิหร่านรอบ 2 อ้างถล่มเป้าหมายทางทหาร

7 เม.ย. 2569 19:46 น.

สหรัฐฯ โจมตี “เกาะคาร์ก” ของอิหร่านรอบ 2 อ้างถล่มเป้าหมายทางทหาร

ทำเนียบขาวยืนยัน กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเกาะคาร์กของอิหร่านเป็นครั้งที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นการโจมตีเป้าหมายทางทหาร ไม่ใช่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 7 เม.ย. 2569 ว่า ทำเนียบขาวและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายทางทหารบน “เกาะคาร์ก” (Kharg Island) ของอิหร่าน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยยืนยันว่า การโจมตีในครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยโจมตีเกาะคาร์กมาแล้วเมื่อวันที่ 13 มีนาคม โดยในขณะนั้นกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) แถลงว่ามีเป้าหมายที่ถูกโจมตีรวม 90 แห่ง ซึ่งประกอบไปด้วย “คลังเก็บทุ่นระเบิดทางเรือ บังเกอร์เก็บขีปนาวุธ และสถานที่ทางทหารอื่น ๆ อีกหลายแห่ง”

อนึ่ง เกาะคาร์กเป็นเกาะขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซีย ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 24 กิโลเมตร แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดของอิหร่าน

ข้อมูลระบุว่า อิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 9 ใน 10 บาร์เรลผ่านเกาะแห่งนี้ โดยปริมาณการส่งออกอยู่ที่ราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปลายทางสำคัญคือจีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เกาะคาร์ก ยุทธศาสตร์สำคัญอิหร่าน อเมริกา เปิดฉากถล่ม กระทบแหล่งน้ำมันโลก

เกาะคาร์ก ยุทธศาสตร์สำคัญอิหร่าน อเมริกา เปิดฉากถล่ม กระทบแหล่งน้ำมันโลก

7 เม.ย. 2569 19:38 น.

เกาะคาร์ก ยุทธศาสตร์สำคัญอิหร่าน อเมริกา เปิดฉากถล่ม กระทบแหล่งน้ำมันโลก

เกาะคาร์ก (Kharg Island) เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” และหัวใจทางเศรษฐกิจของอิหร่าน ในสถานการณ์ปัจจุบัน เกาะนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ตึงเครียดที่สุดในความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

ทำไมเกาะคาร์กถึงสำคัญอย่างยิ่งต่ออิหร่าน?

เกาะขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ พื้นที่ประมาณ 20 ตร.กม. คือฐานที่ตั้งของเทอร์มินัลส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ:

  • ทางผ่านน้ำมัน 90-95%: น้ำมันดิบเกือบทั้งหมดที่อิหร่านผลิตได้และส่งออกไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะจีน จะต้องถูกลำเลียงผ่านท่อใต้ทะเลมาที่เกาะนี้เพื่อขึ้นเรือบรรทุกน้ำมัน
  • แหล่งรายได้หลัก: รายได้จากการขายน้ำมันที่ผ่านเกาะคาร์กคือ เงินงบประมาณหลักที่รัฐบาลอิหร่านใช้ขับเคลื่อนประเทศ จ่ายเงินเดือนกองทัพ (IRGC) และสนับสนุนกลุ่มตัวแทน (Proxies) ต่างๆ ในภูมิภาค
  • คลังจัดเก็บน้ำมัน: มีถังเก็บน้ำมันขนาดมหึมา และโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน ซึ่งอิหร่านใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง

ทำไมอเมริกาถึงเน้นทำลายหรือควบคุมเกาะนี้?

สำหรับสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2026 เกาะคาร์กคือ “จุดรวมศูนย์ของอำนาจต่อรอง”

  • ตัดวงจรการเงิน: หากทำลายหรือปิดล้อมเกาะนี้ได้ เศรษฐกิจอิหร่านจะเข้าสู่สภาวะ “อัมพาต” ทันที เพราะไม่มีรายได้เข้าประเทศ
  • มาตรการกดดันขั้นสูงสุด: สหรัฐฯ มองว่าการทำลายเป้าหมายทางทหารบนเกาะ และการขู่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน เป็นการบีบให้เตหะรานต้องยอมเจรจาหรือหยุดการเคลื่อนไหวในช่องแคบฮอร์มุซ
  • การตัดช่องทางเสบียง: หากปราศจากเงินจากการขายน้ำมัน ความสามารถของอิหร่านในการทำสงครามยืดเยื้อจะลดลงอย่างมหาศาล

ประเมินว่า “ถ้าถล่มได้จะชนะสงครามหรือไม่?”

นักวิเคราะห์มองว่าการถล่มหรือยึดเกาะคาร์ก “เป็นดาบสองคม” และอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการชนะสงครามอย่างเบ็ดเสร็จ:

  • ในเชิงเศรษฐกิจ อเมริกาชนะ : อิหร่านจะล้มละลายในทางเทคนิค และสูญเสียขีดความสามารถในการส่งออกน้ำมันไปหลายปี
  • ในเชิงยุทธศาสตร์ มีความเสี่ยงสูง : อิหร่านขู่เสมอว่าหากเกาะคาร์กถูกทำลาย พวกเขาจะ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง (Historic Spike) กระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ เอง
  • การตอบโต้อย่างรุนแรง: อิหร่านอาจเปลี่ยนจากการรบแบบปกติไปเป็นการโจมตีแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare) เต็มรูปแบบ โดยใช้โดรนและมิสไซล์ถล่มแหล่งน้ำมันของพันธมิตรสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือ ยูเออี เพื่อให้พังพินาศไปด้วยกัน
  • ผลกระทบหลังสงคราม: การทำลายเทอร์มินัลน้ำมันจะทำให้อิหร่านในอนาคต (แม้เปลี่ยนรัฐบาล) ฟื้นตัวได้ยากมาก ซึ่งอาจสร้างความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคในระยะยาว

บีบโรงกลั่นคายกำไรส่วนต่าง ลดราคาน้ำมัน คาดปล่อยดีเซลลิตรละ 60 บ. จีดีพีติดลบหนัก

บีบโรงกลั่นคายกำไรส่วนต่าง ลดราคาน้ำมัน คาดปล่อยดีเซลลิตรละ 60 บ. จีดีพีติดลบหนัก

7 เม.ย. 2569 18:12 น.

บีบโรงกลั่นคายกำไรส่วนต่าง ลดราคาน้ำมัน คาดปล่อยดีเซลลิตรละ 60 บ. จีดีพีติดลบหนัก

บีบโรงกลั่นคายกำไรส่วนต่าง ลดราคาน้ำมัน คาดปล่อยดีเซลราคาพุ่ง 60 บาท/ลิตร จีดีพีไทยติดลบหนัก นับถอยหลังเงินเฟ้อ เลิกจ้างสูง เศรษฐกิจพังทั้งระบบ

วิกฤตพลังงานสงครามอิหร่าน ส่งผลกระทบให้น้ำมันในไทยพุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ที่ตอนนี้พุ่งไปเกินลิตรละ 20 บาท ซึ่งรัฐบาลอนุทิน เริ่มมีมาตรการที่จะลดค่าการกลั่น ที่ตอนนี้กระทรวงพลังงานประกาศว่าวันที่ 7 เม.ย. 69 ค่าการกลั่นอยู่ที่ 17.50 บาท/ลิตร สูงกว่าค่าการกลั่นเดิมในปีที่แล้วเกือบเท่าตัว สวนทางกับกองทุนน้ำมันที่ติดลบกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลอาจพิจารณากู้เงินเพื่อมาชดเชยในกองทุนอีกระลอก

มติกบง ขณะที่วันนี้ (7 เม.ย.69) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน แถลงถึงมาตรการมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะมีการลดราคาหน้าโรงกลั่น โดยพิจารณา เดือน มี.ค.69 ลดราคาหน้าโรงกลั่นลงได้ 2 บาท/ลิตร ซึ่งต้องมาดูอีกทีว่า เมื่อลดราคาหน้าโรงกลั่นแล้ว 2 บาท/ลิตร จะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงตามมาได้หรือไม่

ค่าการกลั่น เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่รัฐบาลพยายามบีบโรงกลั่นให้ลดราคาลง แม้โรงกลั่นจะอ้างว่าด้วยต้นทุนการขนส่งและราคาการซื้อน้ำมันดิบที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัว จากเดิมเดือน ม.ค.69 ค่าการกลั่นอยู่ที่2.14 บาท/ลิตร เพิ่มสูงขึ้นในเดือน มี.ค. 69 อยู่ที่ 7.23 บาท/ลิตร จนล่าสุดค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นถึง 17.50บาท/ลิตร

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ ถึงค่าการกลั่นน้ำมันว่า การที่รัฐบาลมีมาตรการการให้ลดค่าการกลั่นน้ำมัน จะมีผลทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่การลดควรเป็นแนวทางที่ช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากตอนนี้ค่าการกลั่นถูกโยงกับราคาหน้าโรงกลั่น โดยตอนนี้ ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นถึง 17.50 บาท/ลิตร ถือว่ามีราคาที่สูงมาก จากเดิมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2 บาท/ลิตร

ดีเซล ตอนนี้ราคาขึ้นมาถึง 68.8 % แต่ราคาหน้าโรงกลั่นขึ้นไปเกือบ 200% ซึ่งถ้ามีกระบวนการที่กดราคาค่าการกลั่น ให้มีประโยชน์จะช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนได้

ตอนนี้กองทุนน้ำมัน กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่มาจากประชาชน และช่วยพยุงราคาน้ำมันเหมือนกับประชาชนกำลังช่วยตัวเองอยู่ เพราะเงินกองทุนน้ำมันก็มาจากประชาชน ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ได้ช่วยลดภาษีน้ำมัน ส่วนต้นทุนอีกส่วนจากบริษัทน้ำมันก็ไม่ได้มาช่วย ดังนั้น รัฐบาล นอกจากลดราคาค่าการกลั่นแล้ว ต้องมาดูกระบวนการในการลดภาษีน้ำมันช่วยประชาชนด้วย

ด้านโรงกลั่นก็อ้างว่า ด้วยภาวะสงครามทำให้ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบและการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้บริษัทน้ำมันก็ไม่ได้จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ซึ่งคุณเก็บเกี่ยวกำไรมามากแล้ว

ค่าการกลั่นน้ำมันของไทย ตอนนี้ไม่ควรเกิน 5 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 17.50 บาท/ลิตร ถือว่าไปไกลมากแล้ว ต่างจากเวียดนาม ที่จะกำหนดราคาน้ำมันโดยรัฐบาล ไม่ได้ให้เอกชนเป็นผู้คิดราคาน้ำมัน เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ที่โรงกลั่นน้ำมันเป็นของรัฐบาล

ส่วนข้อเสนอในการเปิดให้มีการแข่งขันแบบเสรีในเรื่องของโรงกลั่นน้ำมันในไทย ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยได้ในอนาคต แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน ตอนนี้ก็เป็นตลาดเสรีในการที่ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนโรงกลั่นน้ำมันในไทยได้ แต่ความต่างอยู่ที่เอกชนเป็นคนคิดราคาน้ำมัน ทำให้ราคาหน้าปั๊มดีดตัวสูงขึ้นมาก ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดี ไทยควรเปิดให้เป็นการค้าเสรี แต่ต้องมีการควบคุมราคาแบบเวียดนาม ที่เปิดให้เข้ามาลงทุน แต่สูตรในการคิดราคาน้ำมัน รัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคา

ค่าการกลั่นถือเป็นกำไรข้างต้น แต่ไม่ใช่กำไรสุทธิที่จะได้ ซึ่งเดิมค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 2 บาทกว่า ถ้าบวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น อีก 3 บาท จะตกลิตรละไม่เกิน 5 บาท ก็ถือว่าเป็นราคาค่าการกลั่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ และคิดว่าควรตั้งกรอบเพดานค่าการกลั่นให้เป็นการคิดแบบถาวร

สูตรคำนวณราคาน้ำมันตอนนี้ต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ ตั้งแต่การกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น และค่าการกลั่นใหม่ทั้งหมด เพราะวิธีคิดราคาน้ำมันไทยต่างจากเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย แม้ประเทศเหล่านี้จะอ้างอิงราคาขายของสิงคโปร์ แต่เวลาคิดจริงไม่ได้นำมาทั้งหมด แต่จะเป็นเพียงค่าราคากลาง แล้วมากำหนดตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ โดยคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก

ราคาน้ำมันแพง ภาษีน้ำมันไม่ลดราคา ภาระตกที่ประชาชน

ภาษีน้ำมัน เป็นอีกปัจจัยที่เกิดคำถามในภาวะวิกฤตพลังงานว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการลดส่วนนี้ รศ.ดร.อัทธ์ ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่เจอปัญหาราคาน้ำมันแพง ประชาชนเหมือนช่วยตัวเองมาตลอด ขณะที่ภาษีน้ำมัน รัฐบาลก็ไม่ยอมลดให้ ต่างจากเวียดนามตอนนี้ ลดภาษีน้ำมันเหลือ 0 บาท/ลิตร ไปจนถึงเดือน มิ.ย.นี้

“1 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนเหมือนช่วยตัวเองอยู่ในการแก้ปัญหาน้ำมันแพง รัฐบาลเหมือนยังไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตอนนี้การแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงถือว่าช้ามาก โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีต้นทุนในการทำการเกษตรที่สูงมากขึ้น เช่นกลุ่มผู้ปลูกข้าว อ้อย และกาแฟ”

ขณะที่มาตรการในการกู้เงินเพื่อมาช่วยเหลือกองทุนน้ำมัน ยังมองว่าจำเป็น เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมัน ติดลบกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลต้องคิดถึงความคุ้มค่าว่า ถ้ากู้มาช่วยกองทุนน้ำมัน กับการที่รัฐช่วยลดภาษีน้ำมัน อันไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน แต่ถ้ากู้มา ก็เหมือนประชาชนเจอสองเด้ง ทั้งราคาค่าภาษีน้ำมัน และเงินกู้ที่ต้องจ่ายในอนาคตหลังจากที่เรากู้เงินมา

เศรษฐกิจไทย เมื่อของแพง กำลังซื้อลดลง

รศ.ดร.อัทธ์ มองว่า หากคำนวณราคาของน้ำมันดีเซลที่มีส่วนสำคัญในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง ซึ่งดีเซลขึ้นราคามา 50.54 บาท/ลิตร ทำให้จีดีพีของไทยเหลือ 1 % ต่อปี แต่ถ้าดีเซล ขึ้นมา 60 บาท/ลิตร จีดีพีของไทยจะเหลือ 0.5 % และบางไตรมาสจะเริ่มติดลบ ซึ่งเดิมสภาพัฒน์ระบุว่าจีดีพีไทยจะโตขึ้น 2 % ภายในปีนี้ แต่พอราคาพลังงานเพิ่มก็จะทำให้จีดีพีลดลง จาก การวิเคราะห์พบว่า ถ้าดีเซล ขึ้นมา 60บาท/ลิตร จีดีพีของไทยจะติดลบ และเตรียมนับถอยหลังวิกฤตเศรษฐกิจในภาพใหญ่ได้เลย

เศรษฐกิจไทย จะอยู่ในภาวะเงินเฟ้อสูงมาก ถึง 5 – 6 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนก็จะไม่มีเงินไปใช้จ่าย และจะเริ่มมีการเลิกจ้างจำนวนมาก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ดังนั้น ประชาชนควรเตรียมรับมือกับภาวะที่จะเกิดขึ้น

ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก แม้สงครามจะสงบ แต่ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าราคาพลังงานจะกลับมาเป็นปกติ เนื่องจากมีการทำลายแหล่งน้ำมันและโรงก๊าซขนาดใหญ่ของภูมิภาค ที่ต้องใช้เวลานานในการซ่อมแซม