แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

1 ธ.ค. 2568 10:12 น.

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้การเมืองออสเตรเลีย หลังเข้าพิธีแต่งงานกับคู่รักในงานวิวาห์สุดเรียบง่ายและเป็นส่วนตัว โดยจัดขึ้นที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี

นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรอบ 124 ปีของรัฐบาลกลางออสเตรเลียที่เข้าพิธีแต่งงานระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้นำ โดยพิธีจัดขึ้นในช่วงบ่ายที่ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงแคนเบอร์รา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น มีแขกประมาณ 60 คน รวมถึงรัฐมนตรีหลายคนเข้าร่วม โดยมีผู้ประกอบพิธีสมรสเป็นเจ้าหน้าที่จดทะเบียน โดยสื่อออสเตรเลียเพิ่งรายงานข่าวในภายหลังจากพิธีเสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากนายอัลบาเนซีต้องการความเป็นส่วนตัวสูง

ในแถลงการณ์ร่วม นายอัลบาเนซี เจ้าบ่าวและโจดี เฮย์ดอน เจ้าสาวกล่าวว่า “เรามีความสุขมากที่ได้ประกาศความรักและคำสัญญา ต่อหน้าครอบครัวและเพื่อนสนิทที่สุดของพวกเรา” โดยมีรายงานว่าทั้งคู่เขียนคำสาบานด้วยตัวเอง มีเจ้าตูบ “โทโท” สุนัขประจำบ้านรับหน้าที่ถือแหวน ส่วน “เอลล่า” หลานสาววัย 5 ขวบของเจ้าสาว ทำหน้าที่โปรยดอกไม้

อัลบาเนซี วัย 62 ปี ซึ่งหย่าร้างและมีบุตรชายหนึ่งคน ได้ขอเฮย์ดอน วัย 46 ปี แต่งงานเมื่อวันวาเลนไทน์ปีที่แล้ว ภายในทำเนียบนายกรัฐมนตรีเช่นกัน เดิมทีทั้งคู่วางแผนจัดงานแต่งงานใหญ่กว่าเดิม ก่อนการเลือกตั้งกลางปี 2025 โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่ากำลังพิจารณาเชิญ จัสติน ทรูโด อดีตนายกรัฐมนตรีแคนาดา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมาร่วมงานด้วย แต่ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคแรงงานมองว่า การจัดงานแต่งงานใหญ่ในช่วงที่ประชาชนเผชิญ วิกฤตค่าครองชีพ อาจกระทบคะแนนเสียงพรรค จึงเสนอให้เลื่อนพิธีไปหลังการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยวันจัดงาน

เฮย์ดอน ซึ่งทำงานในสายการเงิน รู้จักกับอัลบาเนซีครั้งแรกในงานเลี้ยงธุรกิจที่เมืองเมลเบิร์นในปี 2020 ก่อนทั้งคู่จะเริ่มสานสัมพันธ์และใช้เวลา 4 ปีจนถึงวันแต่งงาน โดยพิธีแต่งงานเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังสภาฯ ปิดสมัยประชุมปลายปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำเนียบรัฐบาลเงียบสงบเหมาะแก่การจัดงานเล็ก ๆ ในครอบครัว.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ผู้นำออสเตรเลีย

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

1 ธ.ค. 2568 06:10 น.

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

กลุ่มมือปืนในไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือ และลักพาตัวเจ้าสาวกับเพื่อนๆ และเด็กทารกอีก 1 คน และว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้วก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา และลักพาตัวผู้หญิงรวม 13 คน กับเด็กทารกอีก 1 คนไป นับเป็นเหตุลักพาตัวครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในชาติแอฟริกาแห่งนี้

ชาวบ้านท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าสาวอีก 10 คน อยู่ในกลุ่มผู้ที่ถูกลักพาตัวไปจากหมู่บ้านชาโช (Chacho) ในรัฐโซโกโต (Sokoto State) เมื่อวันอาทิตย์ โดยที่ทารกคนหนึ่ง แม่ของทารก และผู้หญิงอีกคนก็ถูกพาตัวไปด้วย

อนึ่ง ในภูมิภาคแถบตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย มีประเพณีที่เจ้าสาวจะใช้เวลาค่ำคืนแรกของการแต่งงานกับเพื่อนเจ้าสาวในบ้านใหม่ โดยที่เจ้าบ่าวจะย้ายเข้ามาอยู่ทีหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “กลุ่มโจร” บุกโจมตีสถานที่ต่างๆ ทั่วไนจีเรีย และก่อเหตุลักพาตัวผู้คนมากมายเพื่อเรียกค่าไถ่ ในขณะที่รัฐบาลกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้หาทางแก้ไขสถานการณ์ ส่งผลให้ประธานาธิบดีโบลา ทินูบู ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อ 26 พ.ย.

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารในไนจีเรีย เพื่อยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า การสังหารชาวคริสต์โดยกลุ่มอิสลามิสต์หัวรุนแรง

รายงานข่าวกรองของไนจีเรียระบุว่า ในรัฐโซโกโตมีเหตุการณ์ลักพาตัวฝีมือกลุ่มโจรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนพฤศจิกายน ทำลายสถิติการโจมตีมากครั้งที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่า การที่รัฐข้างเคียงทำข้อตกลงเพื่อให้กลุ่มโจรยุติการโจมตีในรัฐของพวกเขา เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การโจมตีในรัฐโซโกโตเพิ่มขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงโจมตีการทำข้อตกลงเหล่านี้มาตลอด โดยให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำให้แก๊งโจรสามารถตั้งฐานที่มั่นในแหล่งซ่องสุมของพวกเขาได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงโจมตีในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปได้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

1 ธ.ค. 2568 05:31 น.

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยื่นคำร้องต่อประธานาธิบดี เพื่อขออภัยโทษคดีคอร์รัปชันที่เขากำลังถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว อ้างจะช่วยลดความแตกแยกในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ยื่นคำร้องต่อฝ่ายกฎหมายของสำนักงานประธานาธิบดีแล้ว เพื่อขออภัยโทษข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อหาทางยุติการดำเนินคดีในศาลซึ่งยืดเยื้อมานาน และทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศอย่างรุนแรง

นายเนทันยาฮูกล่าวว่า คำร้องนี้จะช่วยรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิภาค นอกจากนั้น ข้อกำหนดที่ให้เขาต้องไปปรากฏตัวที่ศาลสัปดาห์ละสามครั้ง เป็นสิ่งรบกวนสมาธิที่ทำให้เขานำพาประเทศได้ยากลำบาก

“การดำเนินคดีที่ผ่านมาฉีกเราออกจากกันจากภายใน ปลุกปั่นความแตกแยก และทำให้ความบาดหมางลึกล้ำยิ่งขึ้น ผมมั่นใจเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในชาติว่า การยุติการพิจารณาคดีโดยทันทีจะช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมการปรองดองในวงกว้างที่ประเทศของเราต้องการอย่างยิ่งยวด”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามของเขาออกมาโจมตีทันทีว่า คำร้องดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตยของอิสราเอล และเป็นการส่งข้อความอันตรายว่าเขาอยู่เหนือกฎหมาย

ขณะที่สำนักงานของนาย ไอแซค เฮอร์ซ็อก ประธานาธิบดีอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์ว่า “หลังจากได้รับความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ประธานาธิบดีจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างมีความรับผิดชอบและจริงใจ”

นายเนทันยาฮูเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในประวัติศาสตร์อิสราเอลที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกนำตัวขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน โดยเขาถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง ใช้อำนาจในทางที่ผิด และรับสินบน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับผู้สนับสนุนทางการเมืองที่ร่ำรวย อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาใด ๆ

นายเนทันยาฮูปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และประณามการดำเนินคดีตัวเขาว่าเป็นการ “ล่าแม่มด” ที่จัดฉากขึ้นโดยสื่อ ตำรวจ และฝ่ายตุลาการ

การยื่นคำร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลายสัปดาห์หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิสราเอลอภัยโทษให้แก่นายเนทันยาฮู และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายทรัมป์เพิ่งส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีเฮอร์ซ็อก และเรียกคดีทุจริตของเนทันยาฮูว่าเป็น “การดำเนินคดีทางการเมืองที่ไม่ยุติธรรม”

ทั้งนี้ คำร้องขอพระราชทานอภัยโทษของเนทันยาฮูประกอบด้วยเอกสารสองฉบับ คือ จดหมายรายละเอียดที่ลงนามโดยทนายความของเขา และจดหมายที่ลงนามโดยเนทันยาฮูเอง เอกสารเหล่านี้จะถูกส่งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความคิดเห็น จากนั้นจะถูกโอนไปยังที่ปรึกษาด้านกฎหมายในสำนักงานประธานาธิบดี ซึ่งจะรวบรวมความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ประธานาธิบดีพิจารณา

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนรวมถึงนาง เอมิ พัลมอร์ อดีตอธิบดีกรมกระทรวงยุติธรรมอิสราเอล กล่าวว่า คำร้องขออภัยโทษนี้ไม่สามารถหยุดการพิจารณาคดีได้

“คุณไม่สามารถอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ในขณะที่การพิจารณาคดียังคงดำเนินอยู่ แล้วมาขอให้ประธานาธิบดีเข้าแทรกแซงได้” และเสริมว่าวิธีเดียวที่จะหยุดการพิจารณาคดีได้คือต้องขอให้อัยการสูงสุดระงับการดำเนินคดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

1 ธ.ค. 2568 04:10 น.

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

ผู้ก่อตั้งองค์กรสนับสนุนสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี จากการทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 พ.ย. 2568 ว่า นายลุดวิก มิเนลลี วัย 92 ปี ผู้ก่อตั้งองค์กร “ดิกนิตัส” (Dignitas) ซึ่งรณรงค์เรื่องสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจ (right-to-die) ในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิตแล้วจากการทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ เพียงไม่กี่วันก่อนจะถึงวันเกิดอายุ 93 ปีของเขา

องค์กรดิกนิตัสโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายมิเนลลี โดยระบุว่า เขาได้ใช้ชีวิตเพื่อ “เสรีภาพในการเลือก การกำหนดชีวิตด้วยตนเอง และสิทธิมนุษยชน”

อนึ่ง นายมิเนลลีก่อตั้งองค์กร ดิกนิตัส ในปี 2541 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา องค์กรก็ได้ช่วยให้คนหลายพันคนจากโลกนี้ไปอย่างสงบ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บางประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงจุดยืนเรื่องการ “ช่วยทำอัตวินิบาตกรรม” โดยออสเตรเลีย, แคนาดา และนิวซีแลนด์ เริ่มมีการออกกฎหมายสนับสนุนเรื่องดังกล่าว ขณะที่รัฐสภาของสหราชอาณาจักรก็กำลังพิจารณากฎหมายว่าด้วยการช่วยทำอัตวินิบาตกรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้ต่อต้านกฎหมายดังกล่าวออกมาโต้แย้งว่า กฎหมายนี้อาจนำไปสู่การบีบบังคับผู้พิการและผู้เปราะบางให้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองได้

ทั้งนี้ ผู้คนจำนวนมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กร ดิกนิตัส ให้จากโลกนี้ไป เป็นผู้ที่เดินทางมายังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากในประเทศของพวกเขาไม่อนุญาตให้มีการช่วยทำอัตวินิบาตกรรม

ตลอดชีวิตของนายมิเนลลี เขารณรงค์เรื่องสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจอย่างแข็งขัน โดยมีคำขวัญให้แก่องค์กรของตัวเองว่า “ศักดิ์ศรีในการมีชีวิต ศักดิ์ศรีในการตาย”

ในการสัมภาษณ์กับ BBC เมื่อปี 2553 นายมิเนลลีกล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นว่าเราต้องต่อสู้เพื่อนำสิทธิมนุษยชนสุดท้ายมาใช้ในสังคมของเรา และสิทธิมนุษยชนสุดท้ายคือสิทธิในการตัดสินใจยุติชีวิตของตนเอง และความเป็นไปได้ที่จะยุติชีวิตนี้โดยปราศจากความเสี่ยงและความเจ็บปวด”

เดิมทีแล้วนายมิเนลลีมีอาชีพเป็นนักข่าว โดยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวให้กับนิตยสารข่าวเยอรมัน แดร์ ชปีเกล ก่อนจะไปศึกษากฎหมายและหันมาสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน

หลังจากการก่อตั้งดิกนิตัส เขาต้องเผชิญกับข้อพิพาททางกฎหมายหลายครั้ง และประสบความสำเร็จในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาของสวิสหลายคดี

ในแถลงการณ์ ดิกนิตัสระบุว่าผลงานของนายมิเนลลีนั้นมีอิทธิพลอย่างยั่งยืน โดยชี้ไปที่คำตัดสินของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปในปี 2554 ซึ่งยืนยันสิทธิของบุคคลว่าสามารถตัดสินใจกำหนดรูปแบบและเวลาของการยุติชีวิตของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การการุณยฆาต (Euthanasia) ซึ่งคือการที่แพทย์ฉีดยาเพื่อยุติชีวิตของบุคคลโดยเจตนาเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน นั้นผิดกฎหมายในสวิตเซอร์แลนด์

แต่การทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ (assisted dying) ซึ่งคือการที่บุคคลได้รับยาจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ แล้วนำไปใช้เองนั้น ได้รับการอนุญาตตามกฎหมายมานานหลายทศวรรษแล้ว

ดิกนิตัสระบุในแถลงการณ์ของพวกเขาว่า จะยังคง “บริหารจัดการและพัฒนาสมาคมตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง ในฐานะองค์กรสากลที่เป็นมืออาชีพและพร้อมต่อสู้เพื่อการกำหนดชีวิตตนเองและเสรีภาพในการเลือก ทั้งในขณะมีชีวิตและเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

1 ธ.ค. 2568 03:32 น.

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้อาคารสูงอย่างรุนแรงในฮ่องกง เพิ่มขึ้นเป็น 146 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 150 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอาคารเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้อาคารสูงของโครงการที่พักอาศัย “หว่องฟุกคอร์ต” (Wang Fuk Court) ที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 146 ศพแล้ว และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีก 150 คน

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวสร้างความเสียหายให้แก่อาคาร 7 จาก 8 หลังของโครงการหว่องฟุกคอร์ต ในเขตไท่โปทางตอนเหนือของเกาะฮ่องกง โดยในเบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ แต่ข้อกล่าวหาที่ว่า ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัสดุก่อสร้างที่ติดไฟง่าย ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

การไว้อาลัยนาน 3 วันเริ่มต้นขึ้นแล้วในวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) โดยมีผู้คนนับพันมารวมตัวกัน ณ จุดเกิดเหตุเพื่อไว้อาลัยให้กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย และมีผู้คนเข้าคิวยาวถึง 2 กม. เพื่อรอวางดอกไม้และข้อความไว้อาลัย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของเกาะฮ่องกงในรอบมากกว่า 70 ปี โดยไฟลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามนั่งร้านไม้ไผ่และตาข่ายก่อสร้างที่หุ้มอยู่นอกอาคารสูง 31 ชั้น ก่อนที่ลมจะพัดสะเก็ดไฟลอยไปติดที่อาคารหลังอื่น ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและมีนั่งร้านหุ้มอยู่ภายนอกในลักษณะเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ หรือราว 40 ชั่วโมง จึงจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ต้องใช้ทีมนักดับเพลิงจำนวนกว่า 2,000 คน ในวันเดียวกัน ตำรวจก็เริ่มเข้าไปเก็บหลักฐานภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ และล่าสุดพวกเขาตรวจค้นอาคารที่ถูกไฟไหม้เสร็จสิ้นแล้ว 4 จาก 7 หลัง

มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ด้วย 1 นาย คือเจ้าหน้าที่ โฮ ไว่โหว อายุ 37 ปี และบาดเจ็บอีก 12 นาย เนื่องจากต้องผจญเพลิงความร้อนสูงกว่า 500 องศาเซลเซียส

จนถึงตอนนี้ มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 11 คน โดย 8 คนตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า ก่อเหตุทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร ขณะที่อีก 3 คนถูกควบคุมตัวในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ระบุว่า ผู้ที่ถูกจับกุมในการสอบสวนคดีทุจริตครั้งนี้รวมถึงผู้อำนวยการของบริษัทวิศวกรรมและผู้รับเหมาช่วงนั่งร้าน โดยก่อนหน้านี้โฆษกตำรวจกล่าวว่า พวกเขามีเหตุผลที่เชื่อว่า “ผู้ที่รับผิดชอบบริษัทดังกล่าวประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ซึ่งนำไปสู่การเกิดเพลิงไหม้และทำให้ไฟ “ลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้”

หลังเกิดเหตุ ทางการฮ่องกงสั่งระงับงานก่อสร้างอาคารในโครงการเอกชนกว่า 30 แห่งเป็นการชั่วคราว

เมื่อวันเสาร์ ตำรวจฮ่องกงควบคุมตัวชายวัย 24 ปีคนหนึ่งในข้อหาต้องสงสัยว่าปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจรัฐ โดยชายผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ยื่นคำร้องให้มีการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้โดยอิสระ

ทั้งนี้ โครงการหว่องฟุกคอร์ตสร้างขึ้นในปี 2526 มีห้องพักทั้งหมด 1,984 หน่วย และมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,600 คน ตามการสำรวจประชากรในปี 2564 โดยที่ผู้อาศัยเกือบ 40% มีอายุ 65 ปีขึ้นไป บางคนอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มาตั้งแต่แรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

30 พ.ย. 2568 23:13 น.

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในศรีลังกา จากอิทธิพลของพายุไซโคลน เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 330 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา ถูกน้ำท่วมในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.2568 หลังจากพายุไซโคลนกำลังแรงทำให้เกิดฝนตกหนักและโคลนถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 334 ศพ และมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ของศรีลังการะบุว่า ขอบเขตของความเสียหายในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพิ่งเริ่มปรากฏให้เห็นเท่านั้น หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถเปิดทางถนนที่ถูกต้นไม้ที่หักโค่นกับโคลนที่ถล่มลงมากีดขวาง

ศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 334 ศพ หลังเกิดฝนตกหนักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” และมีผู้สูญหายอีกเกือบ 400 ราย

พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบเกิดน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเคลานีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทางการออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

“แม้ว่าพายุไซโคลนจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ตอนนี้ฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำกำลังทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวแม่น้ำเคลานี” เจ้าหน้าที่ศูนย์ DMC กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งอินเดียตอบสนองเป็นชาติแรก และเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาส่งมาก็ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 24 คนในวันอาทิตย์ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และชายนั่งรถเข็น ที่ติดค้างอยู่ในเมืองค็อตมาเล ซึ่งห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

กองทัพอากาศศรีลังกากล่าวว่า ปากีสถาน ก็กำลังส่งทีมกู้ภัยมาเช่นกัน ส่วนญี่ปุ่นเตรียมส่งทีมมาประเมินความต้องการเร่งด่วนของศรีลังกา และให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือ

ทางการระบุด้วยว่า น้ำที่ท่วมในเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันจึงจะลดลง ในขณะที่พายุไซโคลนดิตวาห์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือสู่ประเทศอินเดีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

30 พ.ย. 2568 22:10 น.

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

เหตุน้ำท่วมรุนแรงบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 442 ศพ นอกจากนั้นยังมีผู้สูญหายกับผู้บาดเจ็บรวมกว่าพันราย ในขณะที่ทางการกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 โดยล่าสุดอยู่ที่ 442 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการช่วยเหลือยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางถนนสายหลักที่ถูกตัดขาด และอินเทอร์เน็ตกับไฟฟ้าได้รับการฟื้นฟูเพียงบางส่วนเท่านั้น

สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BNPB) เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 640 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 400 คนใน 3 จังหวัดได้แก่ สุมาตราเหนือ สุมาตราตะวันตก และอาเจะห์

เหตุน้ำท่วมทำให้ประชาชนมีเกือบ 50,000 ครอบครัวที่ต้องอพยพ และมีอย่างน้อย 2 เมืองบนเกาะสุมาตรายังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ในวันอาทิตย์ โดยทางการระบุว่า ได้ส่งเรือรบ 2 ลำจากกรุงจาการ์ตาเพื่อนำความช่วยเหลือไปมอบให้ผู้ประสบภัยแล้ว โดยคาดว่าจะเดินทางไปถึงในวันจันทร์นี้

อนึ่ง ไซโคลน เซนยาร์ ซึ่งเป็นพายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภูมิภาคแถบนี้ ทำให้มรสุมในอินโดนีเซียรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่บนเกาะสุมาตรา ทำให้บ้านเรือนถูกพัดหายไปและอาคารหลายพันหลังจมอยู่ใต้น้ำ

หน่วยงานภัยพิบัติของอินโดนีเซียกล่าวว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัย และแม้ว่าผู้คนนับหมื่นรายจะได้รับการอพยพแล้ว แต่ยังมีอีกหลายร้อยคนที่ยังคงติดค้างอยู่

ที่เมืองตาปานูลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีรายงานว่าชาวบ้านได้บุกเข้าปล้นร้านค้าเพื่อหาอาหารประทังชีวิต ในขณะที่รัฐบาลกลางของอินโดนีเซียกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติบนเกาะสุมาตรา เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีการประสานงานกันมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

30 พ.ย. 2568 12:33 น.

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

เกิดเหตุกราดยิงภายในห้องจัดเลี้ยงแห่งหนึ่งในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างงานรวมญาติ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กและผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นการก่อเหตุที่มุ่งเป้าไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ

สำนักงานเขตซานวาคินเคาน์ตี้ เปิดเผยว่า เกิดเหตุกราดยิงภายในห้องจัดเลี้ยงในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่มีการจัดงานรวมญาติภายในห้องดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 10 ราย โดยผู้เคราะห์ร้ายมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่

นางเฮเธอร์ เบรนต์ โฆษกสำนักงานเขตซานวาคินเคาน์ตี้ แถลงต่อผู้สื่อข่าว ณ จุดเกิดเหตุว่า ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า “เหตุการณ์นี้อาจเป็นการก่อเหตุแบบพุ่งเป้า” นางเบรนต์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เกินกว่าจะหยั่งถึง” และระบุว่า “ภารกิจอันดับหนึ่งของเราคือการระบุตัวผู้ต้องสงสัย” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการทำงานเพื่อระบุแรงจูงใจที่เป็นไปได้ แต่ยังไม่มีการระบุตัวผู้ต้องสงสัยหรือจับกุมใครได้

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของผู้บาดเจ็บในทันที แต่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าผู้บาดเจ็บหลายรายถูกนำส่งโรงพยาบาล

เมืองสต็อกตันเป็นเมืองที่มีประชากรประมาณ 320,000 คน ตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนียตอนกลาง ห่างจากเมืองซาคราเมนโตไปทางใต้ประมาณ 45 ไมล์ ด้านสำนักงานผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย นายกาวิน นิวซัม เปิดเผยว่าผู้ว่าการรัฐได้รับรายงานเกี่ยวกับ “เหตุกราดยิงอันน่าสยดสยอง” นี้แล้ว

ที่มา ABC News / AP

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

คิม จองอึน ประกาศเสริม "ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์" ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

30 พ.ย. 2568 11:50 น.

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศกร้าวจะเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพอากาศด้วย “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่” เพื่อเตรียมพร้อมตอบโต้การยั่วยุจากศัตรู ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดขั้นสูงสุด หลังเกาหลีเหนือปฏิเสธการเจรจาและติดตั้งรั้วลวดหนาม 3 ชั้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ประกาศแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพอากาศ โดยให้คำมั่นว่าจะติดตั้ง “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่”

นายคิมกล่าวสุนทรพจน์ในงานฉลองครบรอบ 80 ปี กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ เมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.)  โดยมี คิม จูแอ บุตรสาวของเขา ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่ได้รับการยอมรับ เข้าร่วมพิธีด้วย

นายคิมระบุว่า “กองทัพอากาศจะได้รับมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ และได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญใหม่” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงประเภทของยุทโธปกรณ์ดังกล่าว ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวเสริมว่า “กองทัพอากาศจะต้องปราบปรามและควบคุมการกระทำที่สอดแนมและการยั่วยุทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากศัตรูทุกรูปแบบได้อย่างเด็ดขาด”

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐ แสดงให้เห็นนายคิมและบุตรสาวกำลังรับชมเครื่องบินขับไล่ทำการบินผาดโผนแสดงแสนยานุภาพบนท้องฟ้า

ในพิธีดังกล่าว นายคิมยังชมการบินสาธิตของกองทัพอากาศจากแท่นสังเกตการณ์ และการแสดง ตลอดจนการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์คิมจองอิลให้แก่กองทัพอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของประเทศ

ในขณะที่เกาหลีเหนือยังคงผลักดันการปรับปรุงกองกำลังทหารให้มีความทันสมัย แต่ก็ยังมุ่งเน้นไปที่การเสริมกำลังกองทัพอากาศด้วยการเปิดตัวการซ้อมรบทางอากาศด้วยกระสุนจริงครั้งแรกโดยใช้เครื่องบินทหารเมื่อเดือนพฤษภาคม และระบบเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศในเดือนมีนาคม

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างยิ่งบริเวณชายแดนระหว่างสองเกาหลี โดยเฉพาะหลังเกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาของเกาหลีใต้ เพื่อป้องกันการปะทะกันทางทหารโดยไม่ตั้งใจ

เกาหลีใต้ได้เสนอจัดการเจรจาทางทหารเพื่อหารือเกี่ยวกับ “เส้นแบ่งเขตทางทหาร” หลังมีรายงานการรุกล้ำโดยกองทัพเกาหลีเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 พ.ย.) นายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ “กระทำการขั้นสุดโต่ง” ด้วยการติดตั้งรั้วลวดหนามถึงสามชั้นตามแนวชายแดน นายอี แจมยอง ยังได้เตือนถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “เรามาถึงจุดที่ไม่รู้ว่าการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจจะเกิดขึ้นเมื่อใด” พร้อมระบุว่า “ช่องทางการติดต่อทั้งหมดถูกตัดขาด พวกเขาปฏิเสธการเจรจาและการติดต่อทั้งหมด นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”.

ที่มา Yonhap

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

30 พ.ย. 2568 10:59 น.

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางการฮ่องกงได้จัดพิธีไว้อาลัย ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 3 นาที หน้าสำนักงานใหญ่ของรัฐบาล เพื่อเริ่มต้นช่วงเวลาการไว้ทุกข์ 3 วัน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองในรอบมากกว่า 70 ปี

มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 128 ราย จากเหตุเพลิงไหม้ที่โหมกระหน่ำอาคารสูง 7 หลัง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 พ.ย.) มีผู้บาดเจ็บ 83 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 150 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก

นายจอห์น ลี ผู้นำสูงสุดของฮ่องกง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมการยืนสงบนิ่ง 3 นาที มีการลดธงชาติจีนและธงของฮ่องกงลงครึ่งเสา นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งจุดไว้อาลัยทั่วเมืองเพื่อให้สาธารณชนสามารถแสดงความเคารพและลงนามในสมุดแสดงความเสียใจได้

เหตุเพลิงไหม้เริ่มต้นที่กลุ่มอาคารหวังฟุก คอร์ท ในเขตต่ายโป ซึ่งเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2526 และมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,600 คน เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังอาคาร 7 ใน 8 หลัง และต้องใช้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 2,000 นาย ใช้เวลาเกือบสองวันในการควบคุมเพลิง

แม้สาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วทั้งภายในและภายนอกอาคาร เนื่องจากมีวัสดุไวไฟถูกติดตั้งอยู่ด้านนอกอาคาร ซึ่งรวมถึง โฟมโพลิสไตรีน ที่ติดอยู่ด้านนอกหน้าต่าง และตาข่ายพลาสติกที่ล้อมรอบนั่งร้าน

อาคารดังกล่าวถูกคลุมด้วยนั่งร้านไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างและปรับปรุงในฮ่องกง ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างว่ายังเหมาะสมที่จะใช้งานอยู่หรือไม่

เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย ในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร โดยหน่วยงานอิสระต่อต้านการทุจริตฮ่องกงระบุว่าผู้ถูกจับกุมรวมถึงผู้อำนวยการของบริษัทวิศวกรรมและผู้รับเหมาช่วงนั่งร้าน ก่อนหน้านี้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 ราย ในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท

หตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในฮ่องกง โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบ และมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสูง ประชาชนที่อาศัยในหวังฟุก คอร์ต รายงานว่าสัญญาณเตือนไฟไหม้เสีย และมีข้อกล่าวหาว่าบริษัทที่ทำการปรับปรุงอาคารมีความประมาท ขณะที่หน่วยงานดับเพลิงของฮ่องกงยืนยันว่าสัญญาณเตือนไฟไหม้ในอาคารทั้ง 8 หลัง ไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการของฮ่องกงเปิดเผยว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารหวังฟุก คอร์ต มาแล้ว 16 ครั้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และมีการยืนยันว่าการสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างละเอียดจะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า.

ที่มา BBC