ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

30 พ.ย. 2568 10:32 น.

ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

ทางการยูเครนได้เปิดเผยว่า โดรนทางทะเลของยูเครนได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ซึ่งเป็นเรือที่อยู่ในกลุ่ม “กองเรือเงา” ฃของรัสเซีย ขณะแล่นผ่านทะเลดำ เรือที่ถูกโจมตีคือเรือบรรทุกน้ำมัน “ไคโรส” (Kairos) และ “วิรัต” (Virat) ซึ่งทั้งสองลำติดธงชาติแกมเบีย และถูกขึ้นบัญชีเป็นเรือที่ต้องถูกมาตรการคว่ำบาตร

การโจมตีเกิดขึ้นนอกชายฝั่งตุรกี โดยเรือไคโรสถูกโจมตีในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลดำ ส่วนเรือวิรัตถูกโจมตีซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ในพื้นที่ตอนกลางทางตะวันออก ภาพวิดีโอที่ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าวบีบีซี แสดงให้เห็นโดรนผิวน้ำพุ่งเข้าชนเรือจนเกิดการระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ และมีควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แหล่งข่าวของบีบีซีระบุว่ามีการใช้โดรนรุ่น “ซี เบบี้” (Sea Baby) ซึ่งเป็นโดรนทางทะเลที่พัฒนาโดยหน่วยงานความมั่นคงของยูเครน (SBU)

ทางการตุรกีได้เข้าช่วยเหลือเรือที่ถูกโจมตี และได้เผยแพร่ภาพเรือของตุรกีที่พยายามดับเพลิงบนเรือไคโรส

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการปฏิบัติการของยูเครนอย่างชัดเจน โดยมุ่งเป้าไปที่การทำลายรายได้จากน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำสงคราม โดยเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า เรือที่บรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำนั้นเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยตรง นอกเหนือจากการถูกมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคแคสเปียน  ได้ประกาศระงับการบรรทุกน้ำมันชั่วคราวที่จุดจอดเรือในท่าเรือ โนโวรอสซีสค์ ของรัสเซียในทะเลดำ หลังถูกโจมตีด้วยเรือไร้คนขับในช่วงกลางคืน โดยระบุว่าจุดจอดเรือได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวเมื่อวันเสาร์ (29 พ.ย.) ว่า คณะผู้แทนของยูเครน นำโดย รุสเตม อูเมรอฟ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูง กำลังเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อเดินหน้าเจรจาข้อตกลงยุติสงคราม โดยนายอูเมรอฟเข้ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนแทนที่ อันดรีย์ เยอร์มัก หัวหน้าคณะทำงานของเซเลนสกี ซึ่งลาออกไปหลังจากถูกหน่วยงานต่อต้านการทุจริตเข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์เมื่อวันศุกร์

คณะผู้แทนยูเครนมีกำหนดพบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่รัฐฟลอริดาในวันอาทิตย์ ขณะที่นายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีกำหนดเจรจาในกรุงมอสโกในสัปดาห์หน้า.

ที่มา BBC

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

30 พ.ย. 2568 10:04 น.

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

ฝนตกหนักจากมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน ได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปีในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 600 รายในอินโดนีเซีย ไทย ศรีลังกา และมาเลเซีย ขณะที่ประชาชนนับล้านคนได้รับผลกระทบ และหลายร้อยชีวิตยังคงสูญหาย

สถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งนี้เป็นผลมาจากฝนที่ตกหนักผิดปกติในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราที่เผชิญกับพายุไซโคลนเซนยาร์ (Senyar) ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน อาคารบ้านเรือนนับพันหลังถูกน้ำท่วมมิด ขณะที่สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติของอินโดนีเซียระบุว่า ยังมีผู้สูญหายอีกเกือบ 300 คน ในสุมาตราหลังน้ำท่วมทำลายล้างบ้านเรือน

ไทยยืนยันยอดผู้เสียชีวิตรวมกว่า 160 ราย ใน 10 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ มีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 3.8 ล้านคน โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา ซึ่งน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ อำเภอหาดใหญ่เผชิญกับปริมาณน้ำฝนถึง 335 มิลลิเมตร ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นปริมาณที่หนักที่สุดในรอบ 300 ปี รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินชดเชยสูงสุด 2 ล้านบาท สำหรับครัวเรือนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว

ด้านศรีลังกาเผชิญกับพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 ราย และมีผู้สูญหายประมาณ 170 คน รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน บ้านเรือนถูกทำลายกว่า 15,000 หลัง และประชาชนกว่า 78,000 คนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว นอกจากนี้ พื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

มาเลเซีย แม้จะมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย แต่ความเสียหายก็รุนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในรัฐปะลิสทางตอนเหนือ มีประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิง

การปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ประชาชนนับร้อยคนยังคงติดค้างอยู่ บางส่วนต้องรอความช่วยเหลือบนหลังคาบ้าน ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนได้รับการอพยพแล้ว

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สภาพอากาศสุดขั้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเกิดจากการปะทะกันของพายุไต้ฝุ่นโคโตะ (Koto) ในฟิลิปปินส์ และการก่อตัวของพายุไซโคลนเซนยาร์ (Senyar) ในช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้ส่งผลให้รูปแบบของพายุเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีฝนตกหนัก ความรุนแรงและระยะเวลาของฤดูมรสุมยาวนานขึ้น ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและลมกระโชกแรงกว่าเดิม.

ที่มา BBC

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

30 พ.ย. 2568 06:06 น.

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครผู้ทรงเกียรติของสหราชอาณาจักร ผู้อยู่ในวงการมานานกว่า 60 ปี และเคยคว้ารางวัลมากมายรวมถึงรางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 88 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด หนึ่งในนักเขียนบทละครชื่อดังที่สุดของสหราชอาณาจักร ผู้ได้รับรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำจากบทภาพยนตร์เรื่อง “Shakespeare In Love” เสียชีวิตอย่างสงบ ที่บ้านในเมืองดอร์เซ็ต โดยมีครอบครัวอยู่รายล้อม ขณะมีอายุได้ 88 ปี

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยอย่างยิ่งต่อการจากไปของ “หนึ่งในนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา”

ทั้งสองพระองค์ตรัสในแถลงการณ์ว่า “เขาเป็นมิตรที่รักผู้ใช้พรสวรรค์ของตนอย่างอ่อนน้อม เขาสามารถและเคยเขียนงานเกี่ยวกับทุกหัวข้อ ทั้งท้าทาย สร้างความสะเทือนใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม ซึ่งผลงานเหล่านั้นถือกำเนิดขึ้นจากเรื่องราวส่วนตัวของเขาเอง”

ในแถลงการณ์ United Agents ซึ่งเป็นตัวแทนของ เซอร์ สต็อปพาร์ด ระบุว่า “เขาจะถูกจดจำผ่านผลงานของเขา สำหรับความยอดเยี่ยมและความเป็นมนุษย์ รวมถึงสติปัญญาและไหวพริบ, ความไม่เคารพบูชาต่อสิ่งที่เป็นอยู่, ความมีน้ำใจ และความรักอันลึกซึ้งต่อภาษาอังกฤษของท่าน”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับทอม และได้รู้จักกับเขา” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ผลงานของ เซอร์ สต็อปพาร์ด ตราตรึงใจผู้ชมมานานกว่า 6 ทศวรรษด้วยผลงานที่พาผู้ชมไปสำรวจประเด็นทางปรัชญาและการเมือง นอกจากนั้น เขายังเขียนบทภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์และวิทยุอีกหลายเรื่อง และดัดแปลงนวนิยายเรื่อง “Anna Karenina” ของ ลีโอ ตอลสตอย เป็นภาพยนตร์ในปี 2555 ที่นำแสดงโดย เคียรา ไนต์ลีย์ กับ จูด ลอว์

ในปี 2563 เซอร์ สต็อปพาร์ด เปิดตัวผลงานกึ่งอัตชีวประวัติเรื่องใหม่ชื่อ “Leopoldstadt” ซึ่งมีฉากอยู่ในย่านชาวยิวของกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล “โอลิวิเยร์” (Olivier) สาขาบทละครใหม่ยอดเยี่ยม และคว้ารางวัล “โทนี อวอร์ดส์” (Tony Awards) ถึง 4 รางวัล

ทั้งนี้ เซอร์ สต็อปพาร์ด เกิดมาในชื่อ โทมัส สเตราสเลอร์ ที่ประเทศเชโกสโลวะเกีย ก่อนจะลี้ภัยออกจากบ้านเกิดในช่วงที่นาซียึดครองและมาอาศัยอยู่ในอังกฤษ จากนั้นเขาก็ได้รู้จากญาติว่า ปู่ย่าตายายทั้ง 4 คนของเขาเป็นชาวยิว และทั้งหมดเสียชีวิตในค่ายกักกันของนาซี

“ผมรู้สึกโชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ไม่ต้องเอาชีวิตรอดหรือตาย มันเป็นส่วนที่โดดเด่นของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ของชีวิต” เซอร์ สต็อปพาร์ด บอกกับนิตยสาร “Talk” ของสหรัฐฯ ในปี 2542 ขณะที่รำลึกถึงการกลับไปเยือนเมืองซลิน (Zlin) บ้านเกิดของเขา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก

เซอร์ สต็อปพาร์ด เคยทำงานเป็นนักข่าวในบริสตอลในปี 2497 ก่อนจะมาเป็นนักวิจารณ์ละครเวที และเริ่มเขียนบทละครสำหรับวิทยุและโทรทัศน์

“ผมต้องการเป็นนักข่าวที่ยิ่งใหญ่” เซอร์ สต็อปพาร์ด กล่าว “ความทะเยอทะยานแรกของผมคือการนอนอยู่บนพื้นของสนามบินในแอฟริกา ขณะที่กระสุนปืนกลพุ่งผ่านเครื่องพิมพ์ดีดของผมไป แต่ผมกลับไม่มีประโยชน์มากนักในฐานะนักข่าว ผมรู้สึกว่าผมไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามกับผู้คน”

“ผมมักคิดว่าพวกเขาจะขว้างกาน้ำชาใส่ผม หรือไม่ก็โทรเรียกตำรวจ”

อาชีพนักเขียนบทละครของเซอร์ สต็อปพาร์ด ไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจังจนกระทั่งทศวรรษ 1960 เมื่อบทละครเรื่อง “Rosencrantz and Guildenstern are Dead” เปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาล Edinburgh Fringe Festival ต่อมาได้ถูกนำไปแสดงที่ National Theatre และบรอดเวย์

เซอร์ สต็อปพาร์ด ได้รับเกียรติและรางวัลมากมายตลอดอาชีพการงาน รวมถึงการได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินจากสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 ผู้ล่วงลับ สำหรับการทำคุณประโยชน์ด้านวรรณกรรมในปี 2540

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น ควรถือว่าน่านฟ้าเวเนซุเอลา ถูกปิดทั้งหมดแล้ว

ทรัมป์ลั่น ควรถือว่าน่านฟ้าเวเนซุเอลา ถูกปิดทั้งหมดแล้ว

30 พ.ย. 2568 05:21 น.

ทรัมป์ลั่น ควรถือว่าน่านฟ้าเวเนซุเอลา ถูกปิดทั้งหมดแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความประกาศว่า สายการบินและผู้ค้ายาเสพติดควรถือว่า น่านฟ้าของเวเนซุเอลาถูกปิดทั้งหมดแล้ว ด้านเวเนซุเอลาจวกเป็นคำขู่ยุคล่าอาณานิคม

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “ถึงสายการบิน, นักบิน, ผู้ค้ายาเสพติด และผู้คนมนุษย์ทั้งหมด โปรดถือว่าน่านฟ้าเหนือและโดยรอบเวเนซุเอลาถูกปิดแล้วทั้งหมด” โดยที่ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ

ข้อความของนายทรัมป์มีขึ้นไม่กี่วันหลังจาก สำนักงานบริหารการบินกลาง (FAA) ของสหรัฐฯ เตือนสายการบินต่างๆ ว่าพื้นที่ในและโดยรอบเวเนซุเอลามีกิจกรรมทางทหารมากขึ้น และเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 พ.ย.)

เวเนซุเอลาเพิ่งประกาศแบน 6 สายการบินระหว่างประเทศได้แก่ ไอบีเรีย, TAP โปรตุเกส, โกล (Gol) , ลาตัม (LATAM), อาเบียงกา (Avianca) และเตอร์กิชแอร์ไลน์ส ไม่ให้ลงจอดในประเทศ หลังสายการบินเหล่านี้ล้มเหลวในการกลับมาให้บริการเที่ยวบินอีกครั้งภายในเส้นตาย 48 ชั่วโมงที่เวเนซุเอลาขีดไว้

หลังนายทรัมป์มีข้อความล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของเวเนซุเอลาก็ออกมาตอบโต้ทันที โดยกล่าวหาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ใช้คำขู่แบบยุคล่าอาณานิคม และว่าข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงความก้าวร้าวต่อชาวเวเนซุเอลาอย่างเกินกว่าเหตุ ผิดกฎหมาย และไม่มีเหตุผลอันสมควรอีกครั้ง

ทั้งนี้ โดยทางกฎหมายแล้ว สหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการปิดน่านฟ้าของประเทศอื่น แต่โพสต์ของนายทรัมป์อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเดินทาง และทำให้สายการบินต่าง ๆ ลังเลที่จะให้บริการในพื้นที่ดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เพิ่มการประจำการทางทหารในทะเลแคริบเบียนมากขึ้น โดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด” กับทหารอีก 15,000 นายไปประจำการในระยะที่สามารถโจมตีถึงเวเนซุเอลา อ้างว่าเพื่อต่อสู้กับการลักลอบขนยาเสพติด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (27 พ.ย.) นายทรัมป์เตือนว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ในการหยุดยั้งการลักลอบค้ายาเสพติด “ทางบก” ของเวเนซุเอลา จะเริ่มขึ้น “ในไม่ช้า”

ด้านนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการค้ายาเสพติดของสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นการพยายามขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

สลด ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

30 พ.ย. 2568 03:01 น.

สลด ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

กระทรวงสาธารณสุขในกาซาเผย จำนวนผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่สงครามกับอิสราเอลเริ่มขึ้น เพิ่มจนมีจำนวนมากกว่า 70,000 ศพแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พ.ย. 2568 กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาเพิ่มขึ้นจนทะลุ 70,000 ศพแล้ว หลังจากสงครามปะทุขึ้นเมื่อกว่า 2 ปีก่อน ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามระบุตัวตนของศพที่นำออกจากซากปรักหักพัง

ทางกระทรวงฯ ระบุว่า นับตั้งแต่วันพฤหัสบดี ในฉนวนกาซามีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 301 ศพ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดอยู่ที่ 70,100 ศพ

ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ในฉนวนกาซาถูกทำลายลงนับตั้งแต่อิสราเอลเปิดฉากการโจมตีล้างแค้น หลังกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ศพ และฮามาสลักพาตัวชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ 251 คนเป็นตัวประกัน

ในช่วงเดือนแรก ๆ ของสงคราม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้นับจำนวนศพที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลและบันทึกชื่อพร้อมหมายเลขประจำตัว แต่เมื่อความเสียหายเพิ่มขึ้น ทางการกล่าวว่า พวกเขาได้ชะลอการเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับรายงานหลายพันรายเข้าไปในบัญชีทางการ จนกว่าจะสามารถดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และการแพทย์ได้เสร็จสิ้น

นับตั้งแต่การหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ยอดผู้เสียชีวิตก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทีมกู้ภัยได้ใช้ช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบนี้ค้นหาซากปรักหักพัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียส่งโดรนโจมตีเมืองหลวงยูเครน ทำไฟดับกระทบคนกว่า 600,000 ราย

รัสเซียส่งโดรนโจมตีเมืองหลวงยูเครน ทำไฟดับกระทบคนกว่า 600,000 ราย

30 พ.ย. 2568 02:11 น.

รัสเซียส่งโดรนโจมตีเมืองหลวงยูเครน ทำไฟดับกระทบคนกว่า 600,000 ราย

รัสเซียเปิดฉากโจมตีแคว้นเคียฟ ทางตะวันตกของยูเครน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย และเกิดไฟดับกระทบคนมากกว่า 600,000 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียส่งโดรนเกือบ 600 ลำ กับยิงมิสไซล์อีก 36 ลูก เข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในแคว้นเคียฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงยูเครน ในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันเสาร์ที่ 29 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดไฟดับกระทบประชาชนมากกว่า 600,000 คน

กระทรวงพลังงานของยูเครนระบุว่า ผู้ได้รับผลกระทบจากไฟดับกว่า 500,000 คนอาศัยอยู่ในกรุงเคียฟ ส่วนที่เหลืออยู่ในพื้นที่โดยรอบ

ก่อนที่เวลาต่อมา บริษัท ดีเทค เอเนอร์จี (Dtek Energy) ซึ่งให้บริการพลังงานไฟฟ้าในกรุงเคียฟระบุว่า เจ้าหน้าที่ฟื้นฟูระบบพลังงานให้แก่ชาวบ้านกว่า 360,000 ครัวเรือนแล้ว

ทั้งนี้ รัสเซียยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนและพลังงานของยูเครนขึ้นอีกในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ยูเครนกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว และจำเป็นต้องมีพลังงานเพื่อให้ความร้อน ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ ต่อวิสาหกิจทางอุตสาหกรรม-การทหารของยูเครน และต่อโรงงานพลังงานที่สนับสนุนการดำเนินงานของวิสาหกิจเหล่านั้น

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า การโจมตีล่าสุดของรัสเซียทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 29 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น

ฝ่ายยูเครนก็มุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียเช่นกัน ซึ่งยูเครนระบุว่า นี่เป็นความพยายามจำกัดรายได้จากการส่งออกหลักของรัสเซีย

ด้านหน่วยงานความมั่นคงของยูเครนระบุในวันเสาร์ว่า กองทัพของพวกเขาโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลดำ 2 ลำ โดยเชื่อว่าเรือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” ของรัสเซีย ซึ่งเป็นเรือที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหภาพแอฟริกา สั่งแบน กินี-บิสเซา หลังกองทัพก่อรัฐประหาร

สหภาพแอฟริกา สั่งแบน กินี-บิสเซา หลังกองทัพก่อรัฐประหาร

29 พ.ย. 2568 23:30 น.

สหภาพแอฟริกา สั่งแบน กินี-บิสเซา หลังกองทัพก่อรัฐประหาร

สหภาพแอฟริกาสั่งแบนประเทศ กินี-บิสเซา แล้ว หลังจากทหารก่อรัฐประหารยึดอำนาจ โดย AU ระบุว่า พวกเขาจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 คณะมนตรีความมั่นคงและสันติภาพของสหภาพแอฟริกา (AU) รับรองมติระงับสถานภาพของกินี-บิสเซา ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดของสหภาพ องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ของสหภาพในทันที จนกว่าจะมีการฟื้นฟูระเบียบตามรัฐธรรมนูญ หลังทหารของกินี-บิสเซา ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ

อนึ่ง กินี-บิสเซา เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และเผชิญการก่อรัฐประหารและความพยายามก่อรัฐประหารหลายต่อหลายครั้งนับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อกว่า 50 ปีก่อน รวมถึงความพยายามก่อรัฐประหารในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ประเทศที่มีประชากร 2.2 ล้านคนแห่งนี้ยังเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการค้ายาเสพติดระหว่างลาตินอเมริกาและยุโรป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้วิกฤตทางการเมืองในกินี-บิสเซารุนแรงขึ้น

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (27 พ.ย.) กลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ECOWAS สั่งระงับสถานภาพของกินี-บิสเซาจากคณะกรรมการของพวกเขา จนกว่าจะมีการฟื้นฟูระเบียบตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ทหารของกินี-บิสเซาก่อเหตุรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 พ.ย.) เพียง 3 วันหลังมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสภานิติบัญญัติเมื่อวันอาทิตย์ โดยที่ประธานาธิบดี อูมาโร ซิสโซโก เอ็มบาโล และนาย เฟอร์นันโด ดีอัส ผู้สมัครฝ่ายค้าน ต่างก็อ้างตัวเป็นผู้ชนะทั้งคู่

หลังจากการรัฐประหาร กองบัญชาการทหารสูงสุดของประเทศในแอฟริกาตะวันตกแห่งนี้ ได้แต่งตั้ง พลเอก ฮอร์ตา อินตา-อา อดีตเสนาธิการทหารบก ให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลทหาร ซึ่งจะดูแลประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นระยะเวลา 1 ปี ตามคำประกาศที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับพุ่ง 132 ศพ

ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับพุ่ง 132 ศพ

29 พ.ย. 2568 22:15 น.

ศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไซโคลนถล่มดับพุ่ง 132 ศพ

รัฐบาลศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ หลังจากพายุไซโคลนพัดถล่มอย่างหนัก จนทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด พบผู้เสียชีวิตแล้วถึง 132 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการของประเทศศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันเสาร์ที่ 29 พ.ย. 2568 และร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ หลังผู้เสียชีวิตจากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมอันเป็นผลจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” (Ditwah) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 132 ศพแล้ว และมีผู้สูญหายอีก 176 ราย

ศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) ระบุว่า ผลกระทบจากไซโคลนลูกนี้ทำลายบ้านเรือนไปแล้วกว่า 15,000 หลัง ทำให้ประชาชน 78,000 คนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่รัฐจัดหาให้

ประธานาธิบดี อนุรา กุมาร ดิสสานายาเก แห่งศรีลังกา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและบังคับใช้กฎหมายฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งมอบอำนาจอย่างกว้างขวางให้เขาเพื่อจัดการกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น หลังจากประเทศเกาะแห่งนี้เผชิญฝนตกหนักมานานร่วมสัปดาห์

“เรามีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 132 ศพ และผู้สูญหายอีก 176 ราย” นายสัมภาธ โคตูเวโกดา ผู้อำนวยการศูนย์ DMC กล่าว พร้อมเสริมว่า มีการส่งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการบรรเทาทุกข์แล้ว

ในวันเสาร์ กองทัพศรีลังกาสามารถช่วยเหลือผู้โดยสาร 69 คน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน 1 คน ที่ติดอยู่ในรถบัสในเขตอนุราธปุระ (Anuradhapura) ได้อย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากมีปฏิบัติการช่วยเหลือนานร่วม 24 ชั่วโมง โดยใช้ทั้งเฮลิคอปเตอร์และเรือของกองทัพเรือในปฏิบัติการด้วย

ผู้โดยสารคนหนึ่งบอกกับผู้สื่อข่าวที่โรงพยาบาลท้องถิ่นว่า ทหารเรือช่วยให้พวกเขาปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านใกล้เคียง หลังจากใช้เชือกช่วยให้พวกเขาเดินลุยฝ่าน้ำท่วม “เราโชคดีมาก… ตอนที่เราอยู่บนหลังคา ส่วนหนึ่งของหลังคาก็พังลง… ผู้หญิงสามคนตกลงไปในน้ำ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือให้กลับขึ้นมาบนหลังคาได้”

ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์ต้องยกเลิกความพยายามในการช่วยเหลือครั้งแรก เนื่องจากแรงลมดูดลงจากใบพัด (downdraft) เสี่ยงที่จะพัดหลังคาที่ผู้ประสบภัยนั่งอยู่ให้ปลิวหลุดออกไป ก่อนที่พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากกองเรือของกองทัพเรือ

ขณะที่ถนนในเขตบาดุลลา (Badulla) ตอนกลางของศรีลังกา ยังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดและเสบียงกับสิ่งของบรรเทาทุกข์ไม่สามารถเข้าถึงได้

เจ้าหน้าที่ของศรีลังการะบุด้วยว่า พื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ เนื่องจากเสาไฟฟ้าหักโค่นและโรงงานบำบัดน้ำถูกน้ำท่วม การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็หยุดชะงักในหลายพื้นที่เช่นกัน

อนึ่ง พื้นที่ส่วนใหญ่ของศรีลังกามีฝนลดลงแล้ว รวมทั้งเมืองหลวงกรุงโคลัมโบ แต่ทางตอนเหนือของเกาะยังคงมีฝนตกเนื่องจากผลกระทบที่หลงเหลือของพายุไซโคลนดิตวาห์ ซึ่งเคลื่อนตัวออกจากศรีลังกาในวันเสาร์ และกำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปสู่ประเทศอินเดียที่อยู่ใกล้เคียง

เบื้องต้น สนามบินเจนไน ของอินเดีย ประกาศยกเลิกเที่ยวบินแล้ว 54 เที่ยว โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักมากและลมกระโชกแรงในช่วง 48 ชั่วโมงข้างหน้า

รัฐบาลศรีลังกายังออกแถลงการณ์ขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ และขอให้ชาวศรีลังกาที่อาศัยอยู่ต่างประเทศบริจาคเงินสดเพื่อสนับสนุนชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย

ข่าวระบุว่า นายกรัฐมนตรี ฮาริณี อมาราสุริยา แห่งศรีลังกาได้เข้าพบกับนักการทูตที่ประจำการอยู่ในกรุงโคลัมโบ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดและขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของพวกเขา

อินเดียเป็นประเทศแรกที่ตอบสนองต่อคำขอดังกล่าว โดยส่งเครื่องบินบรรทุกสิ่งของบรรเทาทุกข์ 2 ลำไปยังศรีลังกา ขณะที่เรือรบของอินเดียที่จอดอยู่ที่กรุงโคลัมโบอยู่แล้วเนื่องจากการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ ก็ได้บริจาคเสบียงอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

วิกฤตน้ำท่วมอาเซียน ดับแล้วกว่า 300 ราย อินโดนีเซีย–ไทย–มาเลเซียอ่วม ส่งสัญญาณชัดภาวะโลกรวน

วิกฤตน้ำท่วมอาเซียน ดับแล้วกว่า 300 ราย อินโดนีเซีย–ไทย–มาเลเซียอ่วม ส่งสัญญาณชัดภาวะโลกรวน

29 พ.ย. 2568 10:19 น.

วิกฤตน้ำท่วมอาเซียน ดับแล้วกว่า 300 ราย อินโดนีเซีย–ไทย–มาเลเซียอ่วม ส่งสัญญาณชัดภาวะโลกรวน

สื่อต่างประเทศชี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ อินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย จมบาดาล มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 300 คน และหลายชุมชนถูกตัดขาด

อินโดนีเซียยอดดับพุ่ง 174 ราย หน่วยกู้ภัยยังเข้าไม่ถึงหลายหมู่บ้าน

ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 174 ราย และสูญหายเกือบ 80 คน ขณะที่ฝนตกต่อเนื่องทำให้การเข้าพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบากสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยอินโดนีเซียเตือนว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เพราะยังมีหลายหมู่บ้านที่ถูกตัดขาดทั้งถนนและสัญญาณสื่อสาร

เจ้าหน้าที่รัฐบาลยอมรับว่าสภาพอากาศทำให้การนำเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือล่าช้า และยังมีความเสี่ยงดินถล่มเพิ่มในหลายพื้นที่ ขณะที่นักพยากรณ์อากาศเตือนว่า สุมาตรายังคงมีฝนตกเพิ่ม แม้ความรุนแรงอาจลดลง แต่พื้นที่ที่ดินอิ่มน้ำแล้วเสี่ยงท่วมซ้ำและดินถล่มอีกหลายจุด 

ภาคใต้ของไทยอ่วมหนัก ดับแล้ว 145 ราย ต้องใช้รถห้องเย็นเก็บศพ

ภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะหาดใหญ่และสงขลา เผชิญน้ำท่วมรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ระดับน้ำพุ่งสูงจนชาวบ้านต้องหนีขึ้นไปบนหลังคาบ้านเพื่อรอเรือกู้ภัย ล่าสุดรัฐบาลไทยเผยยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 145 ราย โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ต้องนำรถบรรทุกห้องเย็น มาช่วยเก็บศพ หลังห้องเก็บศพเต็มความจุ

ชาวบ้านบางส่วนเล่าว่า น้ำมาเร็วมากและขึ้นไปถึงเพดานชั้นสอง ร้านถูกน้ำท่วมและถูกปล้นสินค้า เสียหายมหาศาล

มาเลเซียท่วมฉับพลันในปะลิส เสียชีวิตแล้ว 2 ราย

ในรัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย หลังฝนหนักทำให้พื้นที่ตอนเหนือจมใต้น้ำ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัด ภาวะโลกรวนทำให้ “พายุแรง–ฝนถล่ม–น้ำท่วมฉับพลัน” เกิดถี่ขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ฤดูมรสุมรุนแรงขึ้น พายุเคลื่อนตัวช้าลงและก่อฝนปริมาณมากกว่าปกติน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นยังเร่งพลังให้พายุมีความรุนแรงสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของฝนหนักและลมแรงในปีนี้ โดยเหตุการณ์สุดขั้วแบบนี้จะยิ่งหนักและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ น้ำท่วม

ANA ของญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน 65 เที่ยว หลัง Airbus เรียกคืน A320 กระทบการบินทั่วโลก

ANA ของญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน 65 เที่ยว หลัง Airbus เรียกคืน A320 กระทบการบินทั่วโลก

29 พ.ย. 2568 09:34 น.

ANA ของญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน 65 เที่ยว หลัง Airbus เรียกคืน A320 กระทบการบินทั่วโลก

เกิดความโกลาหลในอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก หลัง Airbus เรียกคืนเครื่องบิน A320 จำนวนกว่า 6,000 ลำ ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งต้องนำเครื่องออกจากฝูงบิน และมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากในหลายประเทศ

สายการบิน ANA สายการบินใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในสายการบินที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการที่บริษัทแอร์บัส เรียกคืนเครื่องบินแอร์บัส A320 ในครั้งนี้ โดยมีการประกาศยกเลิกเที่ยวบินถึง 65 เที่ยวในวันนี้ ขณะที่สายการบินในเครืออย่าง Peach Aviation ซึ่งใช้ A320 เป็นหลัก ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

โดยบริษัท Airbus เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนว่า ได้สั่งให้ดำเนินการซ่อมแซมด่วนต่อเครื่องบินตระกูล A320 กว่า 6,000 ลำ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเครื่องบินรุ่นนี้ทั่วโลก หลังมีรายงานเหตุขัดข้องของระบบควบคุมการบิน จากกรณีของเที่ยวบิน JetBlue เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ประสบเหตุร่วงวูบกลางอากาศและต้องลงจอดฉุกเฉิน

แม้การแก้ไขจะเป็นเพียงการย้อนกลับไปใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นก่อนหน้า และใช้เวลาประมาณ สองชั่วโมงต่อเครื่อง แต่สายการบินต่าง ๆ ต้องหยุดให้บริการเครื่องเป็นการชั่วคราว ซึ่งสร้างความล่าช้าและความปั่นป่วนเป็นวงกว้าง ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแลการบินยุโรปได้ออกคำสั่งฉุกเฉินให้ทุกสายการบินต้องซ่อมด่วนก่อนนำเครื่องกลับมาให้บริการ

ล่าสุดมีผู้โดยสารทั่วโลกเริ่มได้รับผลกระทบ หลังสายการบินในหลายภูมิภาคเริ่มประกาศล่าช้าและยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก เช่น American Airlines: เครื่องกว่า 340 ลำต้องซ่อม, Air France: ยกเลิก 35 เที่ยวบิน, Air New Zealand: เตือนการยกเลิกเพิ่ม, Volaris ของเม็กซิโก: อาจล่าช้าถึง 72 ชั่วโมง และ Avianca ของโคลอมเบีย: กระทบมากกว่า 70% ของฝูงบินจนต้องปิดจำหน่ายตั๋วถึง 8 ธันวาคม

ขณะเดียวกัน โรงซ่อมเครื่องบินทั่วโลกก็มีงานค้างจำนวนมากจากกรณีปัญหาเครื่องยนต์ของ Airbus ที่ยังแก้ไขไม่ทัน ทำให้การจัดคิวซ่อมครั้งใหม่นี้ยิ่งเพิ่มความท้าทาย

ด้านนักวิเคราะห์การบินเตือนว่า การเรียกคืนเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของปี โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ทำให้ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าปกติ แม้การซ่อมจะทำได้รวดเร็ว แต่การจัดคิวและกำลังคนในอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงยังเป็นอุปสรรคสำคัญ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แอร์บัส