น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร

น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร

29 พ.ย. 2568 08:35 น.

น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร

ชาวฮ่องกงจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มจิตอาสาและองค์กรชุมชน ต่างเร่งให้ความช่วยเหลือ บริจาคเงินและของใช้ หลังเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในอาคารที่พักอาศัยในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สิ่งของบรรเทาทุกข์จากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป เช่น ผ้าห่ม อาหาร และน้ำดื่ม ถูกนำส่งอย่างต่อเนื่องไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ของผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ขณะเดียวกันยังมีชาวเมืองจำนวนมากรวมตัวกัน เพื่อช่วยกันลำเลียงสิ่งของ จัดกิจกรรมระดมทุน และเปิดให้คำปรึกษาด้านจิตใจทางออนไลน์ให้แก่ผู้ประสบภัยด้วย

อาสาสมัครรายหนึ่งกล่าวว่าเธอรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำระดับชาติ ผู้นำในทุกระดับ รวมถึงทุกภาคส่วนของสังคม ใครมีเงินก็ช่วยเงิน ใครมีกำลังก็ช่วยแรง ทำให้รู้สึกได้ว่าพอมีเหตุร้าย ทุกฝ่ายก็พร้อมเข้ามาช่วยเหลือ โดยอาสาสมัครมาจากทั่วฮ่องกง รวมถึงจากจีนแผ่นดินใหญ่และต่างประเทศ หลายคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ต่างมาด้วยใจอาสา

ขณะที่อาสาสมัครนักเรียนอีกคนหนึ่งกล่าวเสริมว่า “ทุกคนกำลังร่วมแรงร่วมใจกัน นี่สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของการช่วยเหลือกันเมื่อมีภัยอย่างแท้จริง”

แองกัส อึ้ง ฮก-หมิง ประธานสมาคมเยาวชนเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area Youth Association) เปิดเผยว่า ได้ระดมอาสาสมัครจำนวนมากเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยและช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยได้เปิดรับอาสาสมัครถึง 1,200 คนภายในสองวัน ขณะนี้สิ่งของยังเพียงพอ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครก็มีจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าทุกคนพร้อมร่วมมือกันเต็มที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย 

ทั้งนี้ ปฏิบัติการดับเพลิง กู้ภัย และค้นหาผู้สูญหายได้เสร็จสิ้นในเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดเหตุไฟไหม้ที่คอนโดมิเนียมวังฟุก คอร์ต เมื่อบ่ายวันพุธ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 128 ราย.

ที่มา : bastillepost

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮ่องกง

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึงคนใกล้ชิด “ออง ซาน ซูจี” ตามแผนนิรโทษกรรมก่อนเลือกตั้ง

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึงคนใกล้ชิด "ออง ซาน ซูจี" ตามแผนนิรโทษกรรมก่อนเลือกตั้ง

29 พ.ย. 2568 06:20 น.

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึงคนใกล้ชิด “ออง ซาน ซูจี” ตามแผนนิรโทษกรรมก่อนเลือกตั้ง

กองทัพเมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึง “อู จ่อ โต” คนใกล้ชิดนางออง ซาน ซูจี ตามแผนมาตรการนิรโทษกรรมก่อนจัดการเลือกตั้ง 28 ธ.ค. ขณะผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นเพียงฉากทางการเมือง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดี รายงานว่า กองทัพเมียนมาได้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวนหนึ่งในมาตรการนิรโทษกรรมก่อนการเลือกตั้ง โดยหนึ่งในผู้ได้รับอิสรภาพคือนาย อู จ่อ โต อดีตหัวหน้าคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของนางออง ซาน ซูจี  

ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน ทางการเมียนมาประกาศนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ให้ผู้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจำกัดเสรีภาพหลังรัฐประหารจำนวน 3,085 คน ถูกยกเลิกโทษ แต่ยังไม่ชัดว่ามีผู้ถูกปล่อยจริงเท่าใด เพราะหลายคนมีคดีอื่นเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากเรือนจำอินเส่ง ในนครย่างกุ้ง รายงานว่าเช้าวันเดียวกันมีผู้ต้องขังราว 200 คน ได้รับการปล่อยตัว ท่ามกลางครอบครัวที่มารอด้วยป้ายชื่อและโผกอดด้วยน้ำตาเมื่อได้พบกันอีกครั้ง ส่วนทางด้านนายอู จ่อ โต ซึ่งถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2564 ได้หลีกเลี่ยงการให้ความเห็นทางการเมืองหลังได้รับอิสรภาพ แต่ย้ำว่าจะเข้มแข็งและเดินหน้าทำงานร่วมกับนางซูจี ซึ่งยังถูกคุมตัวในเรือนจำที่กรุงเนปีดอว์

ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและผู้แทนสหประชาชาติบางรายมองว่า การเลือกตั้งเมียนมาที่กำลังจะมาถึงเป็นเพียงฉากบังหน้า เพื่อสร้างภาพปรองดองโดยไม่มีหลักฐานว่ากองทัพจะคืนอำนาจให้ประชาชนจริง ในขณะที่ก่อนหน้านี้ กองทัพได้ออกกฎหมายใหม่ลงโทษผู้วิจารณ์หรือประท้วงการเลือกตั้งสูงสุดถึง 10 ปี

ทั้งนี้ ข้อมูลของกลุ่มผู้ช่วยเหลือนักโทษการเมือง ระบุว่า กองทัพเมียนมายังคงควบคุมตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองมากกว่า 22,000 คน ทั่วประเทศ แม้จะมีการปล่อยตัวบางส่วนก่อนเลือกตั้งก็ตาม.

ที่มา Irrawaddy

ภาพ AFP

แอร์บัสสั่งอัปเดตซอฟต์แวร์ A320 กว่า 6,000 ลำ หลังพบรังสีดวงอาทิตย์รบกวนข้อมูลควบคุมการบิน

แอร์บัสสั่งอัปเดตซอฟต์แวร์ A320 กว่า 6,000 ลำ หลังพบรังสีดวงอาทิตย์รบกวนข้อมูลควบคุมการบิน

29 พ.ย. 2568 05:47 น.

แอร์บัสสั่งอัปเดตซอฟต์แวร์ A320 กว่า 6,000 ลำ หลังพบรังสีดวงอาทิตย์รบกวนข้อมูลควบคุมการบิน

บริษัทแอร์บัส สั่งอัปเดตซอฟต์แวร์ A320 กว่า 6,000 ลำ หลังพบรังสีดวงอาทิตย์รบกวนข้อมูลควบคุมบิน หวั่นทำให้เที่ยวบินทั่วโลกได้รับผลกระทบล่าช้า หรือยกเลิกเที่ยวบินในช่วงสุดสัปดาห์เดินทางคับคั่ง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทแอร์บัส ผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ของยุโรป ออกคำสั่งให้สายการบินทั่วโลกปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ของเครื่องบิน A320 เป็นการด่วนกว่า 6,000 ลำ หรือราวครึ่งหนึ่งของฝูงบินแอร์บัสทั้งหมด หลังตรวจพบว่ารังสีความเข้มสูงจากดวงอาทิตย์ อาจทำให้ข้อมูลสำคัญของระบบควบคุมการบินเกิดความผิดพลาด

แอร์บัสระบุว่า การเปลี่ยนซอฟต์แวร์ต้องดำเนินการก่อนเที่ยวบินตามกำหนดถัดไป ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวบินในหลายประเทศ ขณะเดียวกันองค์การความปลอดภัยการบินแห่งยุโรป เตรียมออกคำสั่งฉุกเฉินกำหนดให้สายการบินทุกแห่งต้องดำเนินการตามมาตรการนี้ทันที

ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเผยว่า คำสั่งเร่งด่วนนี้มีสาเหตุมาจากเหตุการณ์เที่ยวบิน JetBlue 1230 เส้นทาง แคนคูน–นวร์ก เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ประสบปัญหาระบบควบคุมการบินจนเกิดการลดระดับอย่างฉับพลัน ผู้โดยสารหลายคนได้รับบาดเจ็บ เครื่องต้องลงฉุกเฉินที่เมืองเทมปา รัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ และอยู่ภายใต้การสอบสวนของสำนักงานบริหารการบินสหรัฐ  

รายงานข่าวระบุว่า ระบบที่เกี่ยวข้องคือ “คอมพิวเตอร์ควบคุมการบินหลัก” (Elevator and Aileron Computer- ELAC) ซึ่งเชื่อมคำสั่งจากการบังคับของนักบินไปยังแผงควบคุมด้านหลังเครื่องบิน แม้ว่าผู้ผลิตระบบคือบริษัท ธาเลสจากฝรั่งเศสจะยืนยันว่า ส่วนฮาร์ดแวร์ทำตามสเป็กของแอร์บัส แต่ซอฟต์แวร์ที่มีปัญหาไม่ใช่ความรับผิดชอบของบริษัท

โดยคำสั่งที่ออกมาทำให้สายการบินใหญ่เริ่มหยุดบินเพื่ออัปเดตซอฟต์แวร์ อาทิ อเมริกันแอร์ไลน์  ซึ่งเป็นผู้ใช้ A320 มากที่สุด ระบุว่าเครื่องประมาณ 340 ลำ ต้องอัปเดต และคาดว่าจะเสร็จภายใน 1–2 วัน ใช้เวลาลำละราว 2 ชั่วโมง ในขณะที่สายการบินอื่นอย่าง วิซ แอร์ , อีซี เจ็ต , เดลตา แอร์ไลน์ส ,แอร์ อินเดีย , แอร์ นิวซีแลนด์ , ลุฟท์ฮันซา และอินดิโก ต่างแจ้งเตือนผู้โดยสารถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเครื่องบิน  A320 ให้บริการทั่วโลกกว่า 11,300 ลำ ซึ่งทางแอร์บัสยอมรับว่า คำสั่งนี้จะสร้างผลกระทบต่อผู้โดยสารทั่วโลก แต่ยืนยันว่าการแก้ไขเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกเที่ยวบิน.

ที่มา BBC

ลาออกแล้ว หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบปรน.ยูเครน ตัวแทนเจรจาหลักกับสหรัฐฯ หลังถูกบุกค้นที่พักในกรุงเคียฟ

ลาออกแล้ว หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบปรน.ยูเครน ตัวแทนเจรจาหลักกับสหรัฐฯ หลังถูกบุกค้นที่พักในกรุงเคียฟ

29 พ.ย. 2568 00:58 น.

ลาออกแล้ว หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบปรน.ยูเครน ตัวแทนเจรจาหลักกับสหรัฐฯ หลังถูกบุกค้นที่พักในกรุงเคียฟ

เซเลนสกีประกาศ นายอันดรีย์ ยาร์มัค หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบปรน.ยูเครน ตัวแทนเจรจาหลักกับสหรัฐฯ ยื่นหนังสือลาออกแล้ว หลังถูกบุกค้นที่พักในกรุงเคียฟ

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประกาศว่า นายอันดรีย์ ยาร์มัค หัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดี และผู้เจรจาสันติภาพคนสำคัญ ได้ยื่นใบลาออก หลังหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันบุกค้นที่พักภายในเขตรัฐบาลกลางกรุงเคียฟ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนถูกสหรัฐฯ กดดันอย่างหนักให้เร่งทำข้อตกลงสันติภาพ หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี การลาออกของยาร์มัค วัย 54 ปี ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดเซเลนสกีที่สุดคนหนึ่ง ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างอำนาจในทำเนียบ และอาจกระทบยุทธศาสตร์การเจรจา

เซเลนสกีกล่าวในแถลงการณ์ว่า ต้องการจัดระเบียบใหม่ในสำนักงานประธานาธิบดี เพื่อปกป้องเอกภาพภายในช่วงเวลาสำคัญของประเทศ พร้อมย้ำว่าไม่มีเรื่องอื่นใด นอกจากการป้องกันยูเครน

ด้านโฆษกของยาร์มัคเผยว่า หน่วยงานปราบโกงยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใด ทำให้ยาร์มัคยังไม่ถือเป็นผู้ต้องสงสัย และไม่ได้รับแจ้งสาเหตุของการตรวจค้น ขณะที่เขาระบุผ่านเทเลแกรมว่าให้ความร่วมมือเต็มที่ พร้อมทนายความ

ทั้งนี้ นายยาร์มัค เป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในทำเนียบและการเจรจากับสหรัฐฯ โดยเพิ่งถูกเซเลนสกีมอบหมายให้ดูแลการเจรจาครั้งใหญ่กับรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินหน้าผลักดันร่างข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่ ขณะที่นายเซเลนสกีกล่าวว่า จะเริ่มปรึกษาหารือเพื่อแต่งตั้งหัวหน้าคณะทำงานคนใหม่ในวันเสาร์นี้.

ตร.ฮ่องกงจับเพิ่ม 8 ราย ผู้เกี่ยวข้องเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย ยอดตายพุ่ง 128 ศพ สูญหายกว่า 200 คน

ตร.ฮ่องกงจับเพิ่ม 8 ราย ผู้เกี่ยวข้องเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย ยอดตายพุ่ง 128 ศพ สูญหายกว่า 200 คน

28 พ.ย. 2568 23:33 น.

ตร.ฮ่องกงจับเพิ่ม 8 ราย ผู้เกี่ยวข้องเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย ยอดตายพุ่ง 128 ศพ สูญหายกว่า 200 คน

ตร.ฮ่องกงรวบผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม 8 ราย จากโศกนาฏกรรมไฟไหม้ตึกพักอาศัย ถูกสอบตั้งแต่ผู้บริหารบ.ที่ปรึกษา ผจก.โครงการ ผู้รับเหมา นายหน้า ขณะที่ผู้รอดชีวิตต้องนอนตามศูนย์พักพิงเป็นคืนที่ 3  

เนื้อหา:วันที่ 29 พ.ย. สื่อฮ่องกงรายงานความคืบหน้าเหตุไฟไหม้ร้ายแรงที่ หวังฟุกคอร์ท ย่านไทโป ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนเพิ่มเป็น 128 ศพ และยังมีผู้สูญหายมากถึง ราว 200 คน ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บยังคงทยอยรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วเมือง

ทางการเปิดเผยว่าในวันศุกร์ (28 พ.ย.)ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 8 ราย ในการสืบสวนครั้งใหญ่ของสำนักงานปราบปรามทุจริต ประกอบด้วย ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษา 2 คน ผู้จัดการโครงการดูแลงานบำรุงรักษา 2 คน ตลอดจนผู้รับเหมานั่งร้าน 3 คน และนายหน้าคนกลาง 1 คน

ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้จับกุมชาย 3 คนจากบริษัทก่อสร้างในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต่อชีวิตผู้อยู่อาศัย หลังพบว่าใช้วัสดุที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และมีส่วนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

เหตุสลดครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วฮ่องกง เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูง จากการที่เปลวไฟสามารถลุกลามจากอาคารเดียวกลายเป็น เพลิงไหม้พร้อมกันหลายตึกสูงหลายสิบชั้น ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามาตรการความปลอดภัยถูกปล่อยปละละเลยได้อย่างไร

ด้านรัฐบาลฮ่องกงประกาศมาตรการเยียวยา โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับ 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ประมาณ 7.2 แสนบาท ส่วนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับเงินช่วยเหลือ 50,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 1.8 แสนบาท  ภายในสัปดาห์หน้า.

ที่มา CNN

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ"

28 พ.ย. 2568 15:56 น.

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

ศาลสูงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้มีคำตัดสินที่สร้างความผิดหวังต่อกลุ่มผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยระบุว่า กฎหมายที่ห้ามการสมรสระหว่างคู่รักเพศเดียวกันนั้น “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ซึ่งถือเป็นคำตัดสินที่สวนทางกับแนวโน้มของศาลอื่น ๆ ทั่วประเทศ ที่เคยตัดสินว่าการห้ามดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และทำให้ความหวังในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นต้องหยุดชะงักลง

ศาลสูงกรุงโตเกียวได้ตัดสินคดีเกี่ยวกับการสมรสเพศเดียวกันวันนี้ (28 พ.ย.) โดยผู้พิพากษาอายูมิ ฮิกาชิ ระบุว่า ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสเพศเดียวกันควรถูกพิจารณาโดยรัฐสภาเป็นอันดับแรก ซึ่งคำตัดสินนี้ทำให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่รับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันอย่างสมบูรณ์ หรือให้ความคุ้มครองทางกฎหมายที่ชัดเจน

ด้านนอกศาลสูงกรุงโตเกียว โจทก์และทีมกฎหมายที่รวมตัวกันต่างแสดงความผิดหวัง โดยชูป้ายที่มีข้อความว่า “คำตัดสินไม่ยุติธรรม”

ชิโน คาวาจิ หนึ่งในโจทก์ กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า คำตัดสินนี้ “ยากที่จะทำความเข้าใจ” และตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของศาล ส่วนฮิโรมิ ฮาโตไก คู่รักของเธอ กล่าวว่าเธอ “โกรธแค้นอย่างยิ่ง” แต่ยืนยันว่าจะ “ต่อสู้ต่อไป”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เป็นการก้าวถอยหลังที่สร้างความเสียหาย” ในประเด็นสมรสเพศเดียวกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิในการสมรสอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับคู่รักต่างเพศ

คำตัดสินของศาลโตเกียวในวันนี้ ถือเป็นคำตัดสินสุดท้ายจากคดีสมรสเพศเดียวกันทั้งสิ้น 6 คดี ที่ยื่นฟ้องทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2564 ซึ่งรวมถึงศาลในเมืองซัปโปโร โอซากา และฟุกุโอกะ

ในบรรดา 6 คดีนี้ มีถึง 5 คดีที่ศาลตัดสินว่า การห้ามสมรสเพศเดียวกันนั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” แม้ว่าศาลจะปฏิเสธคำเรียกร้องค่าชดเชยของโจทก์ก็ตาม คำตัดสินของศาลโตเกียวจึงเป็น ข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นท่ามกลางชุดคำตัดสินที่เคยสร้างความหวังให้กับการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม คดีทั้งหมดนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป ซึ่งจะเป็นการตัดสินชี้ขาดขั้นสุดท้ายในประเด็นนี้.

ที่มา BBC

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

28 พ.ย. 2568 14:53 น.

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริตของฮ่องกง ได้จับกุมผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษาด้านการปรับปรุงอาคารเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมผู้ถูกจับกุมจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 7 ทศวรรษ พุ่งเป็น 5 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด ณ บ่ายวันศุกร์ ทะลุ 128 ราย และยังมีผู้สูญหายกว่า 200 ราย ที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

สื่อฮ่องกงรายงานความคืบหน้าของโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ที่อาคารที่พักอาศัย “หวังฟุกคอร์ท” ในเขตต่ายโป  ซึ่งเริ่มลุกไหม้เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ (26 พ.ย.) ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 128 ราย แล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 79 ราย และทางการได้รับแจ้งผู้สูญหายถึง 467 ราย ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันชะตากรรมได้ประมาณ 200 ราย

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ได้ขยายผลการสอบสวนและเข้าจับกุมกรรมการบริษัท Will Power Architects Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่รับผิดชอบโครงการปรับปรุงอาคารในที่เกิดเหตุเพิ่มอีก 2 คน หลังจากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตำรวจได้จับกุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัท Prestige Construction & Engineering Co Limited ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้าง จำนวน 3 ราย ในข้อหาต้องสงสัยว่า ฆ่าคนตายโดยประมาท ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงกรรมการบริษัท 2 ราย ทำให้ยอดผู้ถูกจับกุมรวมเป็น 5 ราย

ทั้ังนี้ มีกรณีขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูญหาย 467 กรณี แต่บางกรณีอาจเป็นผลมาจากการสอบถามที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 39 ราย บาดเจ็บ 35 ราย กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล พบผู้ปลอดภัย 110 ราย และอีก 200 รายยังคงสูญหาย

ในบรรดาผู้สูญหาย 200 ราย มีบางคนอยู่ใน “สถานการณ์” ที่ไม่ชัดเจน ถังเปิดเผยว่าในจำนวนนี้มี 80 ศพที่ “ไม่สามารถระบุตัวตนได้” สิ่งที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยคือร่างของพวกเขาอาจถูกเผาไหม้จนจำไม่ได้

เจ้าหน้าที่ระบุว่าจากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่ามีการใช้วัสดุที่เข้าข่ายไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย เจ้าหน้าที่พบโฟมสไตรีนซึ่งเป็นสารไวไฟสูงถูกใช้ปิดช่องหน้าต่างลิฟต์ในทุกชั้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วภายในตัวอาคาร และลามเข้าสู่ห้องพักผ่านทางเดิน นอกจากนั้น วัสดุตาข่ายและผ้าคลุมที่ใช้ภายนอกอาคารเพื่อคลุมนั่งร้าน ก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยเช่นกัน ซึ่งทำให้ไฟที่ลุกไหม้จากนั่งร้านไม้ไผ่ภายนอก  ได้โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว

สำนักงานดับเพลิงฮ่องกงกล่าวในการแถลงข่าวว่า เพลิงไหม้เริ่มต้นจากชั้นล่างแล้วลุกลามขึ้นไปยังชั้นบน และเสริมว่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป และกล่าวต่อว่า เมื่ออุณหภูมิสูงสุดของไฟสูงถึง 500 องศาเซลเซียส นี่จึงเป็นสาเหตุให้ไฟจึงลุกไหม้ขึ้นอีกครั้งในบางจุดหลังจากถูกดับลงแล้ว และยืนยันว่าไฟทั้งหมดถูกดับลงแล้ว ณ  เวลาประมาณ 10:18 น. ตามเวลาท้องถิ่น 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าตำรวจจะเริ่มเข้าไปในอาคารหวังฟุกคอร์ทในวันนี้เพื่อเริ่มรวบรวมหลักฐาน และจะใช้เวลาในการสอบสวนในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าได้ระดมรถดับเพลิง 391 คัน และรถพยาบาล 188 คัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 2,311 นายเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 12 นายระหว่างปฏิบัติการนี้  เจ้าหน้าที่ยังระบุว่าไม่ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ และเชื่อว่าการหย่อนน้ำดับเพลิงทาสงอากาศไม่มีประสิทธิภาพในการดับไฟภายในอาคาร 

เจ้าหน้าที่ยังกล่าวอีกว่าไม่ได้ใช้โดรน และกล่าวว่ายังคงศึกษาวิธีการใช้โดรนในการปฏิบัติการประเภทนี้อยู่ เจ้าหน้าที่กล่าวว่าหน่วยดับเพลิงได้ตรวจสอบสัญญาณเตือนไฟไหม้ทั้ง 8 ตึกแล้ว แต่พบว่าระบบทำงานไม่มีประสิทธิภาพ

นาย จอห์น ลี กา-ชิว ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบโครงการปรับปรุงอาคารในที่พักอาศัยของรัฐบาลทั้งหมดโดยทันที และยืนยันว่าจะมีการสืบสวนคดีอาชญากรรมครั้งนี้อย่างเข้มข้น

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการระดมสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและสูญเสียให้น้อยที่สุด

ปัจจุบัน ไฟที่ลุกไหม้อาคารทั้ง 7 ใน 8 หลังของโครงการหวัง ฟุก คอร์ท สามารถควบคุมได้แล้ว และยังคงมีผู้พักอาศัย 56 รายที่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล.

ที่มา South China Morning Post BBC

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

28 พ.ย. 2568 12:46 น.

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

เผยนักดับเพลิงฮ่องกงผู้สละชีพจากเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย เสียชีวิต 1 เดือนก่อนถึงวันแต่งงานกับแฟนสาวที่คบกันมา 10 ปี ขณะที่ยอดตายไฟไหม้พุ่ง 94 ศพ กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดของฮ่องกง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สื่อฮ่องกงรายงานเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ในเหตุไฟไหม้ซึ่งทำให้นาย “โฮ ไว่โหว” นักผจญเพลิงวัย 37 ปี ต้องสังเวยชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาวที่คบกันมานานกว่า 10 ปี ในเดือนหน้า

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนเสียชีวิตนายโฮกำลังเตรียมแต่งงานกับแฟนสาวที่คบหากันยาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งเขามักโพสต์ภาพคู่หวานให้เห็นบ่อยครั้ง ขณะที่แฟนสาวโพสต์ข้อความสุดสะเทือนใจว่า“ซูเปอร์ฮีโร่ของฉันทำภารกิจเสร็จแล้ว และกลับไปยังดาวคริปทอนแล้ว” 

รายงานข่าวระบุว่า โฮซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษประจำสนามบิน ได้ผันตัวเป็นนักดับเพลิงเมื่อ 9 ปีก่อน เขาเดินทางถึงจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 15.01 น. และลงพื้นที่ค้นหาผู้ติดอยู่ภายในอาคาร แต่ได้ขาดการติดต่อกับทีมราว 15.30 น. ก่อนที่เพื่อนร่วมงานจะพบร่างเขาหมดสติอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งด้านนอกอาคาร มีบาดแผลไฟลุกไหม้บริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง แม้ถูกเร่งนำส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ยืนยันการเสียชีวิตเวลา 16.45 น.

หลังเหตุการณ์เกิดขึ้น แรงอาลัยหลั่งไหลจากทั้งเพื่อนร่วมงานและชาวฮ่องกง กรมบริการดับเพลิงฮ่องกง  ปรับหน้าเว็บไซต์เป็นขาวดำเพื่อไว้อาลัย ขณะที่เพื่อนร่วมทีมโพสต์ภาพร่วมงานกับโฮ พร้อมข้อความว่า “จะไม่ลืมคุณ” และ “ขอให้ไปสู่สุคติ” ด้านชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปแสดงความเสียใจในอินสตาแกรมของเขา โดยเขียนว่า “คุณคือฮีโร่ของชาวฮ่องกง”

“You’re a Stupid Person!” ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว “โง่” หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

"You’re a Stupid Person!" ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว "โง่" หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

28 พ.ย. 2568 12:39 น.

“You’re a Stupid Person!” ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว “โง่” หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้สื่อข่าวหญิงรายหนึ่งระหว่างการแถลงข่าว โดยกล่าวว่า “You’re a Stupid Person!” หรือ “เธอมันโง่” หลังจากเธอถามคำถามเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งก่อเหตุยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมโทษฝ่ายบริหารของรัฐบาลไบเดนที่ปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามาในประเทศโดยไม่มีการตรวจสอบ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ฉุนขาดและเรียกผู้สื่อข่าวรายหนึ่งว่าเป็น “คนโง่” ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) หลังจากที่เธอได้ซักถามเขาเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดียิงทหารทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นาย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับเหตุยิงดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ระบุว่า “เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าผู้ต้องสงสัยได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ CIA ในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลาหลายปี และเขาได้รับการตรวจสอบประวัติแล้ว ผลการตรวจสอบก็ ‘ผ่าน’ ด้วยดี”

ทรัมป์ตอบโต้ว่า “เขาเป็นบ้า ผมหมายถึงเขาเสียสติ มันเกิดขึ้นบ่อยเกินไปกับคนพวกนี้ คุณเห็นแล้ว แต่ดูสิ พวกเขาเข้ามาแบบนี้ แห่กันเข้ามา ไม่มีอะไรตรวจสอบเลย พวกเขาเข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ และเรามีคนแบบนี้อีกมากในประเทศนี้ และเราจะเอาพวกเขาออกไป”

ผู้สื่อข่าวจึงตั้งคำถามต่อว่า “จริง ๆ แล้ว ผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม ของคุณเพิ่งรายงานในปีนี้ว่า กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและ FBI ได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติชาวอัฟกันที่ถูกพาเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างถี่ถ้วน แล้วทำไมคุณถึงตำหนิฝ่ายบริหารของรัฐบาลไบเดนสำหรับสิ่งที่ชายคนนี้ทำ?”

ทรัมป์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เพราะพวกเขาปล่อยให้เข้ามา คุณโง่หรือเปล่า? คุณเป็นคนโง่หรือไง?” ทรัมป์ตอกกลับอย่างฉุนเฉียว “เพราะพวกเขาเข้ามาบนเครื่องบินพร้อมกับคนอีกหลายพันคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ และคุณกำลังถามคำถามก็เพราะคุณเป็นคนโง่”

เขากล่าวต่อไปว่า มีกฎหมายที่ผ่านออกมาซึ่งทำให้การเนรเทศคนเหล่านี้เป็นเรื่องเกือบเป็นไปไม่ได้เมื่อเข้ามาแล้ว และย้ำว่าคนเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีใครเช็คประวัติ และมันเป็นความอัปยศอดสู ทรัมป์ตำหนิสถานการณ์อัฟกานิสถานทั้งหมดว่าเป็นความยุ่งเหยิง

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศการเสียชีวิตของซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี ในเย็นวันพฤหัสบดี หลังจากที่เธอถูกยิงโดยผู้ต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวอัฟกานิสถานเมื่อวันก่อนหน้า ขณะที่ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ก็ถูกยิงในการโจมตีครั้งเดียวกันและยังคงอาการวิกฤต

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้คำพูดที่รุนแรงต่อผู้สื่อข่าว ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์เคยเรียกผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งว่า “piggy” (ลูกหมู) และอีกคนว่า “a terrible person” (คนแย่ๆ) และเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นายทรัมป์ก็ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรายงานของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ ที่มุ่งเน้นไปที่อายุและสัญญาณความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นของเขา โดยได้เรียกผู้เขียนบทความที่เป็นผู้หญิงว่า “ugly” (น่าเกลียด).

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

28 พ.ย. 2568 12:02 น.

ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม-ดินถล่มเกาะสุมาตราพุ่ง 84 ศพ ยังสูญหายหลายสิบคน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรงทั่วเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียในช่วงสัปดาห์นี้ พุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 84 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคน ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายพื้นที่ยังถูกตัดขาดการสื่อสาร เจ้าหน้าที่เร่งอพยพและให้ความช่วยเหลือ 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยและดินถล่มที่เกิดขึ้นทั่วเกาะสุมาตราในสัปดาห์นี้ ได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 84 ราย แล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคน

จังหวัดสุมาตราเหนือ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 รายในเมืองซิบอลกา  ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเจ้าหน้าที่กำลังมุ่งเน้นที่การอพยพและการให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากหลายพื้นที่ยังคงถูกตัดขาดทั้งการเข้าถึงและการสื่อสาร เจ้าหน้าที่หวังว่าสภาพอากาศจะดีขึ้นเพื่อสามารถใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดได้

ส่วนจังหวัดสุมาตราตะวันตก หัวหน้าสำนักงานภัยพิบัติในพื้นที่ยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 12 รายที่ยังคงตามหาอยู่

นอกจากนี้ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักยังทำให้เกิดน้ำท่วมในจังหวัดอาเจะห์ ส่งผลให้เกิดดินถล่ม และต้องอพยพประชาชนเกือบ 1,500 คน นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้าในบางส่วนของจังหวัดก็ถูกตัดขาดเช่นกัน

ตามปกติแล้ว ฤดูมรสุมประจำปีของอินโดนีเซียจะอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ซึ่งมักนำมาซึ่งฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมฉับพลัน แต่สถานการณ์ในปีนี้กลับรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน ที่พัดถล่มในภูมิภาคในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ระบบอากาศดังกล่าวได้ส่งผลให้หลายพื้นที่ทางภาคใต้ของไทยประสบภาวะน้ำท่วมรุนแรง มีผู้เสียชีวิตเกินกว่า 100 ศพ และผู้คนจำนวนมากติดค้างอยู่ในบ้านพัก ส่วนในมาเลเซียก็มีน้ำท่วมหนักและมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบของพายุ รวมถึงระยะเวลาและความรุนแรงของฤดูฝน ทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และกระแสลมที่รุนแรงขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็เคยเกิดเหตุดินถล่มจากฝนตกหนักในจังหวัดชวากลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 38 ราย และสูญหายประมาณ 13 ราย.

ที่มา CNA