มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

28 พ.ย. 2568 03:54 น.

มือปืนยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เคยทำงานให้ CIA ในอัฟกานิสถาน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่า ชายผู้ก่อเหตุยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เคยทำงานร่วมกับ CIA ของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานมาก่อน

เมื่อ 27 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นาย เราะห์มานอุลเลาะห์ ลากันวัล ชายชาวอัฟกานิสถานผู้ถูกกล่าวหาว่ายิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เคยทำงานร่วมกับสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ในอัฟกานิสถาน ก่อนที่เขาจะเดินทางมายังสหรัฐฯ เมื่อ 4 ปีก่อน

ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่า ยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย 2 นาย ได้แก่ ซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี และ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ในจุดที่ห่างจากทำเนียบขาวเพียงไม่กี่ช่วงตึก

“เราภาวนาขอให้พวกเขารอดชีวิต และภาวนาว่าข้อหาสูงสุดในคดีนี้จะไม่ใช่การฆาตกรรมโดยเจตนา” น.ส.จีนิน ปีร์โร อัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี

ขณะที่นาย แคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ ยืนยันในงานแถลงข่าวเดียวกันว่า ผู้ต้องสงสัยมีความสัมพันธ์กับกองกำลังพันธมิตรในอัฟกานิสถาน ก่อนจะย้ายมาอยู่สหรัฐฯ

ทั้งนี้ นายลากันวัลเดินทางมายังสหรัฐฯ ในปี 2564 ภายใต้โครงการของรัฐบาล ภายใต้โครงการที่ให้การคุ้มครองพิเศษด้านการตรวจคนเข้าเมืองแก่ชาวอัฟกานิสถาน หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน

อดีตผู้บัญชาการทหารที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับนายลากันวัลบอกกับสำนักข่าว BBC ภาษาอัฟกันว่า นายลากันวัลช่วยอารักขากองกำลังสหรัฐฯ ที่สนามบินคาบูล ขณะที่ประชาชนหลายพันคนพยายามเร่งรีบหนีออกจากอัฟกานิสถานก่อนที่กลุ่มตาลิบานจะเข้ายึดอำนาจ

นายลากันวัลถูกเกณฑ์เข้าร่วมหน่วย 03 ของกองกำลังของกองกำลังจู่โจมของเมืองกันดาฮาร์เมื่อ 9 ปีก่อน โดยหน่วยของเขาเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่า “กองกำลังแมงป่อง” ซึ่งเบื้องต้นทำงานภายใต้ CIA ก่อนจะไปอยู่ใต้สังกัดสำนักงานข่าวกรองอัฟกานิสถานชื่อ กองอำนวยการความมั่นคงแห่งชาติ (NDS)

อดีตผู้บัญชาการบอกกับ BBC ว่า นายลากันวัลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ GPS โดยเขาเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงและรักกีฬา

หน่วยของนายลากันวัลทั้งหมดถูกย้ายจากเมืองกันดาฮาร์ไปยังกรุงคาบูล 5 วันก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะบุกเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ และพวกเขาปกป้องสนามบินต่อหลังจากนั้นอีก 6 วัน ก่อนที่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องนั่งเครื่องบินไปยังสหรัฐฯ เช่นเดียวกับผู้อพยพคนอื่นๆ

การถอนตัวของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564 ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในขณะนั้น เริ่มโครงการที่เรียกว่า “ปฏิบัติการต้อนรับพันธมิตร” (Operation Allies Welcome) ซึ่งอนุญาตให้ชาวอัฟกันกว่า 77,000 คน เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ภายใต้ความคุ้มครองพิเศษ

นายลากันวัลเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว และยื่นข้อลี้ภัยในสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ก่อนที่คำร้องของเขาจะได้รับการอนุมัติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งให้สำนักข่าว CBS ว่า “รัฐบาลไบเดนให้ความชอบธรรมในการนำผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือปืนรายนี้ เข้ามาในสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน 2564 เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง CIA ในฐานะสมาชิกของกองกำลังพันธมิตรในกันดาฮาร์ ซึ่งยุติลงไม่นานหลังจากการอพยพอันสับสนวุ่นวาย”

ขณะที่ น.ส.ปีร์โรกล่าวว่า การยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการยิงโดย “เจาะจงเป้าหมาย” และย้ำว่า นายลากันวัลขับรถข้ามประเทศจากเมืองเบลลิงแฮม รัฐวอชิงตัน ทางตะวันตกของสหรัฐฯ มายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทางตะวันออก เพื่อก่อการโจมตีนี้

เธอกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังทบทวนประวัติการเข้าเมืองของเขา และวิธีการตรวจสอบประวัติก่อนที่เขาจะเดินทางมายังสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ผลจากการก่อเหตุของนายลากันวัล ทำให้เมื่อวันพุธ สหรัฐฯ ระงับการพิจารณาคำข้อลี้ภัยทั้งหมดของชาวอัฟกานิสถาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องตรวจสอบคนต่างด้าวทุกคนที่เข้าสู่ประเทศในยุครัฐบาลไบเดนใหม่ทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นปฏิเสธข่าว ทรัมป์บอกนายกฯ อย่ายั่วยุจีนเรื่องไต้หวัน

ญี่ปุ่นปฏิเสธข่าว ทรัมป์บอกนายกฯ อย่ายั่วยุจีนเรื่องไต้หวัน

28 พ.ย. 2568 01:44 น.

ญี่ปุ่นปฏิเสธข่าว ทรัมป์บอกนายกฯ อย่ายั่วยุจีนเรื่องไต้หวัน

โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นออกมาปฏิเสธรายงานของสื่อสหรัฐฯ ที่ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับนายกฯ หญิงของญี่ปุ่นว่า อย่ายั่วยุจีนเรื่องอธิปไตยไต้หวัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาปฏิเสธรายงานของหนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) ที่ระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แนะนำนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ไม่ให้ยั่วยุจีนเรื่องอำนาจอธิปไตยของไต้หวัน ซึ่งกำลังเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นคุกรุ่นอยู่ในตอนนี้

ความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียเริ่มขึ้นหลังจากที่ นางทาคาอิจิกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนว่า การที่จีนโจมตีไต้หวันอาจนับได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น และอาจกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางทหารจากฝ่ายญี่ปุ่นได้

ตามการรายงานของกระทรวงการต่างประเทศจีน นาย สี จิ้นผิง ได้เร่งรัดประเด็นนี้ในการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายทรัมป์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าการกลับคืนสู่จีนของไต้หวันเป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หลังจากการหารือดังกล่าวไม่นานนายทรัมป์ก็โทรศัพท์หานางทาคาอิจิ และแนะนำเธอไม่ให้ยั่วยุรัฐบาลปักกิ่งในเรื่องอำนาจอธิปไตยของเกาะไต้หวัน โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่ไม่เปิดเผยชื่อ และชาวอเมริกันที่อ้างว่าได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมานายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ก็ออกมาปฏิเสธรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล โดยเขาระบุในงานแถลงข่าวประจำวันว่า “บทความดังกล่าวมีข้อความที่ระบุว่า “ในส่วนของคำถามเรื่องอำนาจอธิปไตยของไต้หวัน (ทรัมป์) ได้แนะนำเธอไม่ให้ยั่วยุรัฐบาลจีน” แต่ในข้อเท็จจริงไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น”

ด้านนางทาคาอิจิกล่าวว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเธอกับนายทรัมป์ พวกเธอหารือเกี่ยวกับการสนทนาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง รวมถึงความสัมพันธ์ทวิภาคี “ประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่าเราเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก และเขาเสนอว่าฉันสามารถโทรหาเขาได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ”

แต่ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นบอกว่า คำพูดของนายทรัมป์เป็นเรื่องที่น่ากังวล “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งเรื่องไต้หวันมาเป็นอันตรายต่อการลดความตึงเครียด ซึ่งเขากับนายสีบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนก่อน รวมถึงคำมั่นสัญญาที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากเกษตรกรอเมริกันที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้า เพิ่มมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อไฟไหม้ตึกฮ่องกงพุ่ง 75 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน

สลด เหยื่อไฟไหม้ตึกฮ่องกงพุ่ง 75 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน

27 พ.ย. 2568 23:08 น.

สลด เหยื่อไฟไหม้ตึกฮ่องกงพุ่ง 75 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุไฟไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์ในฮ่องกง เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 75 ศพแล้ว ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยังคงติดอยู่ภายในอาคาร

สำนักงานดับเพลิงเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เปิดเผยในคืนวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์สูงหลายแห่งในโครงการที่พักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ในเขตไท่โป ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 75 ศพ แล้ว ในขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 76 ราย

เหตุเพลิงไหม้ปะทุขึ้นเมื่อเวลา 14:51 น. วันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น ตึกอพาร์ตเมนต์สูง 31 ชั้นตึกหนึ่ง โดยไฟไหม้นั่งร้านไม้ไผ่ที่ห่อหุ้มอยู่นอกอาคารอย่างหนัก ก่อนที่ลมจะพัดสะเก็ดไฟไปติดที่นั่งร้านของอาคารอื่นๆ ในโครงการ จนลุกไหม้ทั้งสิ้น 7 จากทั้งหมด 8 ตึก

โครงการดังกล่าวเปิดตั้งแต่ปี 2526 โดยจากการสำรวจสำมะโนประชากรของรัฐบาลในปี 2564 อาคารแห่งนี้มีห้องชุดทั้งหมด 1,984 ห้อง และเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนประมาณ 4,600 คน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าตอนเกิดเหตุมีผู้คนอยู่ในอาคารกี่คน

ในวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมที่มองเห็นจากภายนอกได้ทั้งหมดแล้ว และกำลังดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในอาคาร โดยเบื้องต้นช่วยออกมาได้สำเร็จแล้ว 55 คน แต่ยังมีผู้สูญหายอีกเกือบ 300 คน

ด้านนายจอห์น ลี ผู้บริหารเขตฯ ฮ่องกง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เปิดศูนย์พักพิงฉุกเฉินไปแล้ว 9 แห่ง และขณะนี้มีผู้ประสบภัยเข้ามาอยู่อาศัยมากกว่า 500 คน นอกจากนั้น รัฐบาลกำลังจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งผู้ประสบภัยจะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 10,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 41,400 บาท)

ขณะเดียวกัน กลุ่มอาสาสมัคร “ฮ่องกง การ์เดียนส์” (Hong Kong Guardians) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ 20 คนของพวกเขากำลังออกปฏิบัติการช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงและผู้คนออกจากตึกที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังมีสัตวแพทย์และพยาบาลสัตว์อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย

ทั้งนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ก่อนหน้านี้ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยว่า จับกุมตัวผู้บริหารบริษัทรับเหมาก่อสร้างซึ่งรับผิดชอบในการปรับปรุงอาคารที่เกิดเหตุแล้ว 3 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดในคดีฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และกำลังสืบสวนว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือการทุจริตในการปฏิบัติงานหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศรีลังกาอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่ม ดับแล้ว 31 ศพ อพยพอีกนับพันคน

ศรีลังกาอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่ม ดับแล้ว 31 ศพ อพยพอีกนับพันคน

27 พ.ย. 2568 22:17 น.

ศรีลังกาอ่วม น้ำท่วม-ดินถล่ม ดับแล้ว 31 ศพ อพยพอีกนับพันคน

หลายพื้นที่ของศรีลังกากำลังเผชิญกับเหตุน้ำท่วมและดินถล่ม หลังฝนตกหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพบผู้เสียชีวิตแล้ว 31 ศพ และประชาชนนับพันคนต้องอพยพ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 ทางการของประเทศศรีลังกาออกมาเปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วมและดินถล่มซึ่งเกิดจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 31 ศพ ทั่วประเทศ ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 14 ราย

ศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) ของศรีลังกาออกแถลงการณ์ระบุว่า การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเขตบาดุลลา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกชาในภาคกลางของประเทศ โดยดินโคลนไหลลงมาจากภูเขาทับบ้านเรือนผู้คนในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพฤหัสบดี ทำให้มีผู้ประสบภัยอย่างน้อย 16 คน ถูกฝังทั้งเป็น

นอกจากนั้นยังมีผู้เสียชีวิตในลักษณะเดียวกันอีก 4 ศพ ที่เขตนูวาราเอลิยา ซึ่งอยู่ติดกัน ส่วนผู้เสียชีวิตที่เหลือได้รับการรายงานจากพื้นที่อื่น ๆ

โคลนถล่มที่เกิดขึ้นหลายจุดสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนเกือบ 400 หลัง และครอบครัวมากกว่า 1,100 ครัวเรือนต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

DMC ระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำทั่วประเทศศรีลังกากำลังเพิ่มสูงขึ้น และเตือนให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำย้ายไปยังพื้นที่สูง ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันศรีลังกากำลังเผชิญฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ฝนตกรุนแรงกว่าปกติเนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำทางตะวันออกของเกาะ

คาดกันว่าทั่วประเทศศรีลังกาจะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มม. และบางพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนืออาจมีปริมาณน้ำฝนมากถึง 250 มม.ในวันพฤหัสบดี

ล่าสุดรัฐบาลได้สั่งระงับการสอบของนักเรียนชั้นปีสุดท้ายทั่วประเทศเป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เกาหลีใต้คว่ำบาตร 15 บุคคล–132 องค์กร พัวพันแก๊งสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกาหลีใต้คว่ำบาตร 15 บุคคล–132 องค์กร พัวพันแก๊งสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

27 พ.ย. 2568 16:42 น.

เกาหลีใต้คว่ำบาตร 15 บุคคล–132 องค์กร พัวพันแก๊งสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อ 15 บุคคล และ 132 องค์กร ที่มีส่วนร่วมอย่างผิดกฎหมายในอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปยังชาวเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป (Prince Group) และ กลุ่มฮุยวัน (Huione Group)

การขึ้นบัญชีดำเพื่อคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการจัดการกับอาชญากรรมองค์กรขนาดใหญ่ในภูมิภาค หลังจากการเสียชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีใต้รายหนึ่ง ซึ่งถูกทรมานโดยแก๊งหลอกลวงหางานออนไลน์ในกัมพูชา เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศและกระตุ้นให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นับเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้ใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นอิสระต่ออาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ผู้ที่ถูกมาตรการคว่ำบาตรประกอบด้วยองค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกลวงออนไลน์อื่น ๆ รวมถึงสมาชิกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป (Prince Group) และ กลุ่มฮุยวัน (Huione Group)

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า Prince Group เป็นผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งดำเนินการอยู่ใน Prince Complex และ Mango Complex ในกัมพูชา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากถูกล่อลวงด้วยคำสัญญาเรื่องงานที่มีรายได้สูง

ส่วน Huione Group ดำเนินการแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญโดยแก๊งหลอกลวงออนไลน์เพื่อการฟอกเงิน

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้กล่าวว่า “รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่และครอบคลุมเพื่อตอบสนองต่ออาชญากรรมข้ามชาติที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองของเรา” พร้อมระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรที่เป็นอิสระในวันนี้ เป็นการต่อยอดความพยายามในการกำจัดอาชญากรรมข้ามชาติ และการหารือกับประเทศอื่น ๆ ในประเด็นนี้

ก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศจีนเพื่อร่วมมือในการต่อต้านแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ ในระหว่างการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีอี แจ-มยอง กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อต้นเดือนนี้ เนื่องจากเชื่อกันว่าแก๊งสแกมเมอร์จำนวนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดำเนินการโดย หรือเชื่อมโยงกับพลเมืองจีนหรือธุรกิจที่บริหารโดยชาวจีน

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังได้ลงนามใน MOU กับกัมพูชา เพื่อจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจภายในสำนักงานตำรวจกัมพูชา เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมที่คล้ายคลึงกันซึ่งพุ่งเป้ามาที่ชาวเกาหลีใต้ และเพื่อปกป้องพลเมืองของตนให้ดียิ่งขึ้น.

ที่มา Yonhap

ยอดดับพุ่ง 55 ราย สูญหายกว่า 280 คน ไฟไหม้อาคารที่พักอาศัยฮ่องกง เลวร้ายสุดในรอบ 7 ทศวรรษ

ยอดดับพุ่ง 55 ราย สูญหายกว่า 280 คน ไฟไหม้อาคารที่พักอาศัยฮ่องกง เลวร้ายสุดในรอบ 7 ทศวรรษ

27 พ.ย. 2568 15:44 น.

ยอดดับพุ่ง 55 ราย สูญหายกว่า 280 คน ไฟไหม้อาคารที่พักอาศัยฮ่องกง เลวร้ายสุดในรอบ 7 ทศวรรษ

เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่อาคารชุดพักอาศัยหวังฟุกคอร์ท ในเขตต่ายโป ของฮ่องกง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 55 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 280 คน นับเป็นเหตุเพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปีของฮ่องกง ขณะที่ทางการได้จับกุมผู้รับเหมา 3 รายในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท และสั่งสอบสวนวัสดุก่อสร้างที่ติดไฟง่ายซึ่งทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

นายจอห์น ลี กา-ชิว ผู้นำเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบการปรับปรุงอาคารชุดพักอาศัยสาธารณะทั้งหมดเป็นการเร่งด่วน ขณะที่ทางการได้เริ่มการสอบสวนทางอาญาในเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีของฮ่องกง

เหตุเพลิงไหม้ที่อาคารชุด หวังฟุกคอร์ท ในย่านต่ายโป ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 55 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 280 คน ท่ามกลางปฏิบัติการกู้ภัยที่ยังคงดำเนินต่อไป รายงานระบุว่า มีผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว 76 ราย โดย 15 รายมีอาการวิกฤต และ 28 รายมีอาการสาหัส เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งนำผู้ประสบภัยออกจากอาคารที่ถูกไฟไหม้อย่างต่อเนื่อง

เปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอาคาร 4 ใน 7 หลัง ได้ถูกควบคุมไว้ได้แล้ว ขณะที่อีก 3 อาคารที่เหลือยังคงมีเพลิงไหม้บนชั้นสูงของโครงสร้างอาคารสูง 31 ชั้น

ไฟไหม้ครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 14.51 น. ของวันพุธ (26 พ.ย.) และลุกลามอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นทะเลเพลิง มีกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า และไฟได้ลามไปยังอาคาร 7 ใน 8 หลังของอาคารชุดอย่างรวดเร็ว

ภาพวิดีโอเบื้องต้นเผยให้เห็นนั่งร้านไม้ไผ่ภายนอกอาคารที่ถูกไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะถูกเปลวเพลิงโหมกระหน่ำจนกลายเป็นเสาควันไฟหลายต้น โดยมีเศษตาข่ายสีเขียวของนั่งร้านที่กำลังลุกไหม้ตกลงสู่พื้น

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบว่า มีการนำโฟมสไตรีนที่ติดไฟได้ง่ายมาใช้ปิดบริเวณหน้าต่างลิฟต์ในแต่ละชั้น ซึ่งทางการระบุว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วภายในอาคารและลามเข้าสู่ห้องพักผ่านทางโถงทางเดิน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเปิดเผยเมื่อคืนวันพุธว่า ตาข่ายและผ้าใบที่ใช้ภายนอกอาคารเพื่อคลุมนั่งร้านก่อสร้างก็ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัย

ทางการได้จับกุมบุคคล 3 ราย ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ 2 คน และที่ปรึกษา 1 คน ของผู้รับเหมาที่รับผิดชอบการปรับปรุงอาคาร ในข้อหาต้องสงสัยว่า ฆ่าคนตายโดยประมาท เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานในตาข่ายนั่งร้าน และปิดผนึกหน้าต่างด้วยโฟมสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ติดไฟง่ายและทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ลุกลามอย่างรวดเร็ว

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งเมื่อคืนวันพุธ และเรียกร้องให้มีการ “พยายามอย่างเต็มที่” เพื่อลดการบาดเจ็บและสูญเสียให้ได้มากที่สุด ขณะที่นายจอห์น ลี ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลในเช้าวันพฤหัสบดี และให้คำมั่นว่าจะสืบสวนสาเหตุของเพลิงไหม้และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอย่างละเอียด

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในฮ่องกง นับตั้งแต่เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในอดีต ซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 1948 ที่โกดังวิงออน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 176 ราย และเป็นรองเพียงเหตุเพลิงไหม้ที่สนามแข่งม้าแฮปปี้วัลเลย์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1918 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 600 ราย.

ที่มา South China Morning Post

ประวัติ “นายกฯแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทำไมโลกโซเชียลถามหา

ประวัติ “นายกฯแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทำไมโลกโซเชียลถามหา

27 พ.ย. 2568 14:55 น.

ประวัติ “นายกฯแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทำไมโลกโซเชียลถามหา

ประวัติ “นายกฯ แป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเต็มกำลัง ทำไมโลกโซเชียลถามหา หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่

ประวัติ “นายกฯ แป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นักบริหารท้องถิ่นผู้คร่ำหวอด คนในพื้นที่คุ้นเคยในชื่อ “นายกฯ แป้น” เป็นนักการเมืองและนักบริหารท้องถิ่นผู้มีบทบาทสำคัญในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะ นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในปัจจุบัน

เส้นทางราชการและการเมืองท้องถิ่น

ก่อนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง มีประสบการณ์ทำงานรับราชการมาอย่างยาวนานในพื้นที่ภาคใต้ เคยเป็นที่รู้จักในนาม “ปลัดแป้น” มาก่อน ด้วยความรู้ความเข้าใจในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง จากการเคยดำรงตำแหน่งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา ท่านเคยเป็นนายอำเภอมาแล้วใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอรัตภูมิ, อำเภอจะนะ, และอำเภอหาดใหญ่

ประสบการณ์ในตำแหน่งนายอำเภอหาดใหญ่ ถือเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ท่านมีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่เป็นอย่างดี ก่อนจะผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นอย่างเต็มตัว

ชัยชนะในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่

นายณรงค์พร ณ พัทลุง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและชนะการเลือกตั้งเป็น นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ท่านลงสมัครในฐานะผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่สามารถเอาชนะอดีตนายกเทศมนตรีคนเก่าได้สำเร็จ

หลังเข้ารับตำแหน่ง ท่านได้มีการแถลงนโยบายต่อสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยมุ่งเน้นนโยบายที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น นโยบายเร่งด่วน 6 เรื่อง, ด้านการสร้างโอกาสและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก,ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา, และด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อเมืองน่าอยู่

บทบาทการบริหารในสถานการณ์วิกฤต

ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเทศบาลนครหาดใหญ่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอำเภอหาดใหญ่ โดยท่านได้ติดตามข้อมูลข่าวสารและแจ้งเตือนประชาชนในยามวิกฤต

ด้วยเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้ รุนแรงและเกินความควบคุม ทำให้โลกโซเชียลเกิดคำถาม และตามหา “นายกฯแป้น” ที่มักโพสต์การทำงานลงบนโลกโซเชียล ซึ่งจากข้อมูลในเฟสบุ๊กส่วนตัว พบมีการโพสต์คลิปการทำงานอย่างหนัก ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.68

“ราอูล โรชา” ประธานมิสยูนิเวิร์ส ถูกเม็กซิโกตั้งข้อหาค้ายา อาวุธสงคราม น้ำมันเถื่อน

"ราอูล โรชา" ประธานมิสยูนิเวิร์ส ถูกเม็กซิโกตั้งข้อหาค้ายา อาวุธสงคราม น้ำมันเถื่อน

27 พ.ย. 2568 14:36 น.

“ราอูล โรชา” ประธานมิสยูนิเวิร์ส ถูกเม็กซิโกตั้งข้อหาค้ายา อาวุธสงคราม น้ำมันเถื่อน

ราอูล โรชา ประธานและเจ้าของร่วมองค์กรมิสยูนิเวิร์สถูกสำนักงานอัยการสูงสุดเม็กซิโก ตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเป็นผู้นำองค์กรอาชญากรรมที่ลักลอบค้ายาเสพติด, อาวุธสงคราม และน้ำมันเถื่อนระหว่างกัวเตมาลาและเม็กซิโก รายงานดังกล่าวถูกเปิดเผยท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งที่ถาโถมเข้าใส่เวทีมิสยูนิเวิร์สในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์ Reforma ของเม็กซิโก รายงานว่า ราอูล โรชา นักธุรกิจชาวเม็กซิกันซึ่งดำรงตำแหน่งประธานและเจ้าของร่วมขององค์กรมิสยูนิเวิร์ส และยังเป็นเจ้าหน้าที่กงสุลของกัวเตมาลาในเม็กซิโก ถูกสำนักงานอัยการสูงสุดเม็กซิโก ตั้งข้อหาและมองว่าเป็นผู้นำองค์กรอาชญากรรม

องค์กรดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือผ่านแม่น้ำอุซูมาซินตา ก่อนจะขนส่งต่อด้วยรถบรรทุกไปยังเมืองเกเรตาโร ประเทศเม็กซิโก

ตามรายงานของ Reforma เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ยัสมิน มาโยรัล มาริน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานอัยการพิเศษเพื่อปราบปรามอาชญากรรมองค์กรของเม็กซิโก ได้ร้องขอหมายจับนายโรชาในข้อหาอาชญากรรมองค์กร สืบเนื่องจากความเกี่ยวข้องในการค้ายาเสพติดและอาวุธปืน

ส่วนหนึ่งของการสอบสวน สำนักงานอัยการได้บุกค้นบ้านพักหลายแห่ง ซึ่งพวกเขาอ้างว่ายึดหลักฐานบันทึกการบริจาคเงินของนายโรชาให้กับองค์กรอาชญากรรม โดยมีการบันทึกยอดเงินบริจาคหนึ่งครั้งรวมมูลค่า 2.1 ล้านเปโซ

ในหมายจับที่ Reforma ได้รับมานั้นสำนักงานอัยการอ้างว่า สมาชิกขององค์กรอาชญากรรมที่นายโรชาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำ “มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทั้งสามระดับ เพื่อดำเนินภารกิจของตนโดยเจตนา ซึ่งรวมถึงการจำหน่ายน้ำมัน, ยาเสพติด, และการลักลอบค้าและจำหน่ายอาวุธสงครามในปริมาณมาก”

Reforma อ้างแหล่งข่าวของรัฐบาลกลางว่า นายโรชาได้ติดต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ในเดือนตุลาคมเพื่อเจรจาขอรับสารภาพแลกกับการได้รับความคุ้มกันจากการดำเนินคดี ทั้งนี้ นายโรชาและตัวแทนขององค์กรมิสยูนิเวิร์ส ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ

ข่าวการตั้งข้อหาต่อนายโรชาเป็นเพียงหนึ่งในข่าวฉาวล่าสุดที่ถาโถมเข้าใส่เวทีมิสยูนิเวิร์สทั้งก่อนและหลังการประกวดรอบสุดท้ายเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา:

โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ผู้เข้าประกวดหลายคนได้วอล์คเอาต์ออกจากงานพรีอีเวนต์ หลังจากที่ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้บริหารกองประกวดได้ตำหนิออกสื่อต่อ ฟาติมา บอช นางงามจากเม็กซิโก (ซึ่งต่อมาเป็นผู้ชนะ) ว่าปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการถ่ายภาพสำหรับโซเชียลมีเดีย ซึ่งหลังจากนั้น นายโรชาได้ลงโทษณวัฒน์ โดยจำกัดไม่ให้เข้าร่วมการประกวดรอบสุดท้าย

นอกจากนั้น สามวันก่อนการประกวด โอมาร์ ฮาร์ฟูช  ได้ประกาศลาออกจากการเป็นคณะกรรมการตัดสิน โดยกล่าวหาผ่านโซเชียลมีเดียว่า องค์กรมิสยูนิเวิร์ส ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการชั่วคราว” เพื่อคัดเลือกผู้เข้ารอบ 30 คนสุดท้าย ก่อนที่ผู้เข้าประกวดจาก 136 ประเทศจะได้ขึ้นเวทีในรอบคัดเลือก โดยกองประกวดได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ฮาร์ฟูชยังอ้างว่า ผู้เข้าประกวดรายหนึ่งมีความสัมพันธ์กับคณะกรรมการคัดเลือกของกองประกวด และเขาตัดสินใจลาออกหลังจากขอให้นายโรชาแสดงความ “โปร่งใส” แต่ถูกปฏิเสธ

ทั้งนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวชาวเม็กซิกันเกี่ยวกับสถานการณ์ของการประกวดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นายโรชาเคยยอมรับว่าเขา “เบื่อหน่ายมาก” หลังจากเข้าซื้อกิจการกองประกวดเมื่อเดือนมกราคม 2024 และกำลัง “มองหาใครบางคนที่จะโอนกิจการให้”.

ที่มา PEOPLE

สรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ – หาดใหญ่ 9 จังหวัด เสียชีวิตแล้ว 25 ราย

สรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ - หาดใหญ่ 9 จังหวัด เสียชีวิตแล้ว 25 ราย

27 พ.ย. 2568 14:04 น.

สรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ – หาดใหญ่ 9 จังหวัด เสียชีวิตแล้ว 25 ราย

สรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ 9 จังหวัด วันนี้ (27 พ.ย. 68) เสียชีวิตแล้ว 25 ราย ประชาชนได้รับกระทบ 2,953,206 คน และมี 1,078,617 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน เร่งนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ 6จังหวัด ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น

ปภ. รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ 9 จังหวัด ที่สงขลา พัทลุง และสุราษฎร์ธานี ระดับน้ำเริ่มลดลงบางจุดแล้ว

วันนี้ (27 พ.ย. 68 เวลา 10.30 น.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ประจำวัน ที่สงขลา พัทลุง และสุราษฎร์ธานี ระดับน้ำเริ่มลดลงบางจุดแล้ว พร้อมเร่งระดมความช่วยเหลือฉุกเฉินและเครื่องจักรกลเข้าจัดการสถานการณ์ใน 6 จังหวัดที่ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันเดินหน้าแผนเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ในจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลาย

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ของศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 27พ.ย. 68 เวลา 06.00 น.) สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงมีอยู่เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังแรงขึ้น ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กินพื้นที่ 105 อำเภอ 708 ตำบล 5,243 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,078,617 ครัวเรือน 2,953,206 คน และมีผู้เสียชีวิตตามที่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ รวม 25 ราย (นครศรีธรรมราช 6 ราย ปัตตานี 3 ราย ยะลา 2 ราย พัทลุง 2 ราย สงขลา 5 ราย และนราธิวาส 4 ราย) โดยที่สงขลา พัทลุง และสุราษฎร์ธานี ระดับน้ำเริ่มลดลง

จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ ท่าฉาง กาญจนดิษฐ์ เคียนซา พระแสง เมือง เวียงสระ และบ้านนาสาร 36 ตำบล 247 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,991 ครัวเรือน 42,327 คน ระดับน้ำลดลง 

จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 22 อำเภอ ได้แก่ ชะอวด เมืองฯ ท่าศาลา พรหมคีรี ร่อนพิบูลย์ นาบอน สิชล ฉวาง ทุ่งสง เฉลิมพระเกียรติ หัวไทร ลานสกา บางขัน พระพรหม ช้างกลาง ปากพนัง จุฬาภรณ์ นบพิตำ ทุ่งใหญ่ พิปูน เชียรใหญ่ และถ้ำพรรณรา 161 ตำบล 1,483 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 223,221 ครัวเรือน 637,267 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 

จังหวัดตรัง ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ นาโยง ห้วยยอด รัษฎา ย่านตาขาว วังวิเศษ กันตัง เมืองฯ สิเภา และปะเหลียน 54 ตำบล 283 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 12,647 ครัวเรือน 47,426คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 

จังหวัดพัทลุง ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 11 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ ควนขนุน กงหรา เขาชัยสน ศรีนครินทร์ บางแก้ว ป่าบอน ปากพะยูน ศรีบรรพต ป่าพะยอม และตะโหมด 65 ตำบล 670 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 188,480 ครัวเรือน 454,033 คน ระดับน้ำลดลง

จังหวัดสตูล ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ ควนโดน ละงู ท่าแพ มะนัง ควนกาหลง เมืองฯ และทุ่งหว้า 30 ตำบล 219 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 26,349 ครัวเรือน 68,926 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

จังหวัดสงขลา ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 16 อำเภอ ได้แก่ รัตภูมิ เมืองฯ จะนะ คลองหอยโข่ง ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ หาดใหญ่ ควนเนียง นาทวี สิงหนคร นาหม่อม บางกล่ำ สะเดา เทพา และสะบ้าย้อย 127ตำบล 964 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 369,951 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง 

จังหวัดปัตตานี ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 12 อำเภอ ได้แก่ สายบุรี แม่ลาน โคกโพธิ์ มายอ ยะรัง ไม้แก่น ยะหริ่ง ปะนาเระ ทุ่งยางแดง กะพ้อ หนองจิก และเมืองฯ 115 ตำบล 697 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 114,620 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 

จังหวัดยะลา ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ รามัน เบตง บันนังสตา ธารโต กรงปินัง ยะหา และกาบัง 53 ตำบล 289 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 45,634 ครัวเรือน 122,350 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 

จังหวัดนราธิวาส ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 13 อำเภอ ได้แก่ บาเจาะ ยี่งอ เมืองฯ ระแงะ ตากใบ สุไหงปาดี ศรีสาคร รือเสาะ สุไหงโก-ลก เจาะไอร้อง สุคิริน แว้ง และจะแนะ 67 ตำบล 391 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 81,724 ครัวเรือน 281,318 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประสานงานกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ในพื้นที่น้ำลด จะเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนหลังน้ำลด ในพื้นที่น้ำเพิ่ม มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการ ส่วนหน้า ณ ศูนย์ ปภ. เขต 12 สงขลา เพื่อสนับสนุนความช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งการอพยพผู้ประสบภัย การจัดส่งถุงยังชีพ รถประกอบอาหาร รถผลิตน้ำดื่ม และชุดปฏิบัติการกู้ภัย เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน 

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ภาคใต้ตอนล่างยังมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักได้บางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจจะเกิดขึ้น สำหรับชาวเรือให้เดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าเกาะซิมูลู นอกชายฝั่งสุมาตรา อินโดนีเซีย ไม่มีคำเตือนสึนามิ

แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าเกาะซิมูลู นอกชายฝั่งสุมาตรา อินโดนีเซีย ไม่มีคำเตือนสึนามิ

27 พ.ย. 2568 13:55 น.

แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าเกาะซิมูลู นอกชายฝั่งสุมาตรา อินโดนีเซีย ไม่มีคำเตือนสึนามิ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.6 แมกนิจูด บริเวณเกาะซิมูลู นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.6 แมกนิจูด บริเวณเกาะซิมูลู (Simeulue Island) นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ทางตะวันตกของอินโดนีเซีย เมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) โดยยังไม่พบรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ

USGS ระบุว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเวลา 11.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ความลึกประมาณ 25 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดียยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงจากสึนามิ จากแผ่นดินไหวครั้งนี้

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาและภูมิอากาศอินโดนีเซีย (BMKG) บันทึกความแรงอยู่ที่ 6.3 แมกนิจูด ลึก 10 กิโลเมตร พร้อมย้ำว่าแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดสึนามิ

อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประสบเหตุแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นมาบรรจบและมีการเคลื่อนไหวสูง ทำให้เกิดทั้งภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวเป็นประจำ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย