“อาซาฮี” เผยข้อมูลลูกค้ากว่า 1.5 ล้านรายรั่วไหล หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

"อาซาฮี" เผยข้อมูลลูกค้ากว่า 1.5 ล้านรายรั่วไหล หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

27 พ.ย. 2568 13:29 น.

“อาซาฮี” เผยข้อมูลลูกค้ากว่า 1.5 ล้านรายรั่วไหล หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

บริษัทอาซาฮี ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ เมื่อเดือนกันยายน อาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ามากกว่า 1.5 ล้านราย รั่วไหลสู่สาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบปฏิบัติการทั่วทั้งโรงงานในญี่ปุ่นและทำให้บริษัทต้องเลื่อนการประกาศผลประกอบการประจำปีออกไป

บริษัทอาซาฮี ได้เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับผลการสอบสวนการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานของโรงงานทั่วประเทศญี่ปุ่น จนถึงขั้นทำให้พนักงานต้องจดบันทึกรับคำสั่งซื้อด้วยปากกาและกระดาษ

อาซาฮีระบุว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่เคยติดต่อศูนย์บริการลูกค้าของบริษัทมีความเป็นไปได้ที่จะถูกเปิดเผย โดยบริษัทจะแจ้งให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบทราบในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ บริษัทยังเสริมว่าจะต้องเลื่อนการเปิดเผยผลประกอบการทางการเงินประจำปีออกไป เพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการโจมตีครั้งนี้

แม้ว่าอาซาฮีจะไม่ได้ระบุตัวตนหรือข้อเรียกร้องของผู้โจมตี แต่กลุ่มที่ชื่อว่า Qilin ซึ่งเคยโจมตีบริษัทใหญ่ ๆ มาก่อน ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบในการโจมตีอาซาฮี

ผู้ผลิตเบียร์กล่าวว่า จากการค้นพบเบื้องต้น พบการขัดข้องที่ศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งของบริษัทเมื่อวันที่ 29 กันยายน และแม้จะสามารถแยกเครือข่ายที่ถูกโจมตีได้อย่างรวดเร็ว แต่คณะผู้ตรวจสอบพบว่า ผู้โจมตีได้แทรกซึมเข้าสู่เครือข่าย ทำการเข้ารหัสข้อมูล และปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ไปแล้ว

อาซาฮีระบุว่า ข้อมูลบางส่วนในคอมพิวเตอร์ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่จัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกแฮ็ก ได้ถูกเปิดเผย ซึ่งรวมถึงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า 1.52 ล้านราย ได้แก่ ชื่อ, เพศ, ที่อยู่ และข้อมูลการติดต่อ ข้อมูลของพนักงานและอดีตพนักงานประมาณ 107,000 คน ข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวของพนักงาน 168,000 คน ชื่อและรายละเอียดการติดต่อของบุคคลภายนอกที่เคยติดต่อกับบริษัท 114,000 ราย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รั่วไหลในรายการของอาซาฮี ไม่รวมถึงรายละเอียดบัตรเครดิต

บริษัทยืนยันว่า ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่แล้ว และผลกระทบจากการโจมตีจำกัดอยู่เพียงระบบที่จัดการในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยบริษัทในยุโรป เช่น Peroni และ Fuller’s Brewery ในสหราชอาณาจักร ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีครั้งนี้

บริษัทใช้เวลาเกือบสองเดือนในการควบคุมการโจมตี และกำลังดำเนินการกู้คืนระบบและปรับปรุงเครือข่ายใหม่ การหยุดชะงักดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเครื่องดื่มในร้านค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากอาซาฮีครองส่วนแบ่งตลาดเบียร์ประมาณ 40% ของประเทศ การขาดแคลนยังส่งผลกระทบต่อเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ของอาซาฮี เช่น เบียร์ขิงและโซดา

นายอัตสึชิ คัตสึกิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ได้กล่าวขอโทษต่อความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และกล่าวว่า “เรากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ระบบกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งดำเนินมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลทั่วทั้งกลุ่ม”

ก่อนหน้านี้ แบรนด์ระดับโลกอื่น ๆ ก็เคยเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่คล้ายกัน เช่น Jaguar Land Rover ก็ถูกบีบให้ต้องขอรับเงินฉุกเฉิน หลังจากถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่ทำให้การดำเนินงานในโรงงานของอังกฤษต้องหยุดชะงัก.

ที่มา BBC

รถไฟทดสอบพุ่งชนคนงานในยูนนาน เสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย

รถไฟทดสอบพุ่งชนคนงานในยูนนาน เสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย

27 พ.ย. 2568 12:47 น.

รถไฟทดสอบพุ่งชนคนงานในยูนนาน เสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถไฟพุ่งชนคนงานริมรางรถไฟ ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ในช่วงเช้ามืดของวันนี้ (27 พ.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนระบุว่า รถไฟทดสอบขบวนหมายเลข 55537 ซึ่งเป็นรถไฟที่ใช้ในการทดสอบอุปกรณ์ตรวจวัดแผ่นดินไหว ได้พุ่งชนเข้ากับกลุ่มคนงานก่อสร้างที่กำลังเข้าสู่แนวรางรถไฟบริเวณทางโค้ง ใกล้กับสถานีหลัวหยางเจิ้น ในเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนาน

สำนักงานการรถไฟคุนหมิง ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า รถไฟดังกล่าว “กำลังวิ่งผ่านทางโค้งภายในสถานีหลัวหยางเจิ้นคุนหมิงตามปกติ” เมื่อเกิดการชนกับคนงานก่อสร้างที่เข้ามาในพื้นที่ราง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การขนส่งทางรถไฟได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วในช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี โดยผู้บาดเจ็บทั้งสองรายกำลังได้รับการรักษาพยาบาล ซีซีทีวีรายงานว่า การรักษาผู้บาดเจ็บและงานซ่อมแซมที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ทางการระบุว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการชนครั้งนี้

สำนักงานรถไฟแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รายงานระบุว่า หน่วยงานการรถไฟจะดำเนินการให้ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบตามกฎหมายและข้อบังคับ ศึกษาบทเรียนจากอุบัติเหตุ และพยายามทุกวิถีทางเพื่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของการขนส่งทางรถไฟ

มีการตั้งข้อสังเกตว่า อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมในจีนค่อนข้างเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากกฎระเบียบที่คลุมเครือและมาตรฐานความปลอดภัยที่หย่อนยาน.

ที่มา South China Morning Post / Global Times

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

27 พ.ย. 2568 12:04 น.

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

สื่อของรัฐบาลพม่ารายงานว่า คณะผู้ปกครองทหารจะอภัยโทษและยกเลิกข้อหาให้แก่บุคคลรวม 8,665 คน ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนธันวาคม ซึ่งถูกประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อรวบอำนาจ โดยยังไม่ชัดเจนว่ามีนักโทษการเมืองรวมอยู่ในการปล่อยตัวครั้งนี้กี่คน

สื่อของรัฐบาลพม่ารายงานว่า คณะผู้ปกครองทหารของพม่าได้มีคำสั่งให้มีการลดหย่อนโทษหรือยกเลิกข้อหาแก่พลเรือนรวมทั้งหมด 8,665 คน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถใช้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

คำสั่งดังกล่าวรวมถึงการ ลดหย่อนโทษ ให้แก่ผู้ต้องขัง 3,085 คน ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดภายใต้มาตรา 505A ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดให้การแสดงความคิดเห็นที่อาจก่อให้เกิดความกลัวหรือเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นความผิดทางอาญา นอกจากนี้ ยังมีการ ยกเลิกข้อหา ให้แก่บุคคลอีก 5,580 คน ที่ยังหลบหนีอยู่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ในบรรดาบุคคลที่ได้รับการอภัยโทษและยกเลิกข้อหาเหล่านี้ มีนักโทษทางการเมืองอยู่จำนวนเท่าใด หรือการปล่อยตัวจะเกิดขึ้นเมื่อใด

ก่อนที่จะมีการประกาศอภัยโทษอย่างเป็นทางการ ซอว์ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารพม่า กล่าวเมื่อวันพุธว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ของตนได้ “อย่างเสรีและเป็นธรรม” ในการเลือกตั้งที่กำลังจะจัดขึ้น

ทั้งนี้ พม่าตกอยู่ในความวุ่นวาย นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพเมื่อปี 2021 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบล ผู้ซึ่งถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การประท้วงทั่วประเทศต่อต้านการรัฐประหารได้ขยายตัวกลายเป็นการต่อต้านด้วยอาวุธ โดยมีการผนึกกำลังกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม

ตามข้อมูลของ สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชน พบว่ามีประชาชนถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาทางการเมืองแล้วมากกว่า 30,000 คน นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

รัฐบาลทหารพม่ามีกำหนดจัดการเลือกตั้งในหลายระยะในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม แต่เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านจำนวนมากถูกสั่งห้ามเข้าร่วมหรือประกาศบอยคอต ทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวถูกประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายแห่งมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อรวมอำนาจการปกครองของกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศจะยกเลิกสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับพลเมืองพม่าในสหรัฐฯ โดยอ้างว่าพวกเขาสามารถเดินทางกลับไปยังประเทศได้อย่างปลอดภัยแล้ว โดยยกเหตุผลของการเลือกตั้งที่กองทัพวางแผนไว้ว่าเป็นสัญญาณของสถานการณ์ที่ดีขึ้น

ซอว์ มิน ตุน กล่าวเมื่อวันพุธว่า การประกาศของสหรัฐฯ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และยินดีต้อนรับพลเมืองที่อยู่ต่างประเทศให้กลับมามีส่วนร่วมในการลงคะแนนเสียง.

ที่มา Reuters

นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

27 พ.ย. 2568 11:38 น.

นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

เกิดเหตุสลด นักท่องเที่ยวหญิงอายุประมาณ 20 ปีลงเล่นน้ำที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ถูกฉลามกัดเสียชีวิต ส่วนผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกันถูกกัดต้นขาเหวอะ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุฉลามกัดนักท่องเที่ยวเสียชีวิต ที่ชายหาดที่อยู่ห่างไกลของเมืองครอว์ดี้เบย์ ในเขตอุทยานแห่งชาติครอว์ดี้ เบย์ ในรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ของออสเตรเลีย ขณะที่มีนักท่องเที่ยวอีกรายถูกฉลามกัดมีแผลเหวอะบริเวณต้นขา ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นชายอายุน่าจะไล่เลี่ยกัน จนถึงตอนนี้ทางการยังสั่งปิดพื้นที่ชายหาดแห่งนี้ และชายหาดใกล้เคียง พร้อมส่งโดรนขึ้นบินสำรวจ โดยมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นฉลามสายพันธุ์ใด

พร้อมกันนี้ตำรวจแนะนำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังชายหาดแห่งนี้และใกล้เคียง ตลอดจนให้ฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยชายฝั่ง

ทั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์คนถูกฉลามทำร้าย ครั้งที่ 5 ของออสเตรเลียในปีนี้ ครั้งก่อนหน้านี้คือเมื่อไม่ถึง 3 เดือนก่อน เมื่อนักท่องเที่ยวชายถูกฉลามกัดเสียชีวิตบริเวณชายหาดทางตอนเหนือของเมืองซิดนีย์ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งแถบนี้. 

ที่มา BBC

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ "อย่ายั่วยุจีน" ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

27 พ.ย. 2568 11:21 น.

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แนะนำให้นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น หลีกเลี่ยงการยั่วยุจีน ในประเด็นอธิปไตยเหนือไต้หวัน หลังจากเกิดข้อพิพาททางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับจีน จากคำกล่าวของผู้นำญี่ปุ่นที่ว่าอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากไต้หวันถูกโจมตี

วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานวันนี้ (27 พ.ย.) โดยอ้างอิงแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ได้รับทราบข้อมูลการสนทนา ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้แนะนำ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ไม่ให้กระตุ้นจีนในประเด็นอธิปไตยของไต้หวัน คำแนะนำดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดความตึงเครียดทางการทูตครั้งใหญ่ระหว่างญี่ปุ่นและจีน

ความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีชนวนมาจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ที่เคยเสนอว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากไต้หวันซึ่งเป็นดินแดนที่จีนอ้างสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของตนเองถูกโจมตี

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 พ.ย.) นายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ และได้เน้นย้ำประเด็นที่มีความอ่อนไหวอยู่เสมอ โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า นายสีกล่าวว่า การคืนสู่มาตุภูมิของไต้หวันเป็น “ส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

หลังจากการสนทนาระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ไม่นาน ทรัมป์ก็ได้โทรศัพท์ไปยังทาคาอิจิ และ “แนะนำเธอไม่ให้ยั่วยุจีนในประเด็นอธิปไตยของไต้หวัน

รายงานระบุว่า คำแนะนำจากทรัมป์นั้นเป็นไปอย่าง “นุ่มนวล” และเขาไม่ได้กดดันให้นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเพิกถอนคำพูดของเธอ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นหลายรายระบุว่า “ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดความกังวล”

ตามรายงานของ WSJ ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งเรื่องไต้หวันเป็นอันตรายต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดที่บรรลุข้อตกลงกับนายสีเมื่อเดือนที่แล้ว” ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงคำมั่นของจีนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ มากขึ้น หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้า

จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำกล่าวของทาคาอิจิ โดยได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และได้แนะนำพลเมืองของตนไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น นอกจากนี้ สื่อของรัฐบาลจีนยังรายงานว่า มีการเลื่อนกำหนดการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นอย่างน้อยสองเรื่องในประเทศจีนอีกด้วย.

ที่มา AFP 

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

27 พ.ย. 2568 11:14 น.

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาตอบโต้เดือด บทวิเคราะห์ของสำนักข่าว CNA ที่ระบุว่ากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ระบุเนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด และเป็นเพียงมุมมองความเห็นของผู้เขียน

รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธเนื้อหา ในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักข่าว CNA เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่มุ่งวิจารณ์ความพยายามของกัมพูชาในการปราบปรามเครือข่าย ออนไลน์สแกม – คอลเซนเตอร์ – อาชญากรรมข้ามชาติ โดยกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาแถลงว่า บทความดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิด และเป็นเพียงมุมมองอารมณ์และความเห็นทางการเมืองของผู้เขียน

บทความที่เป็นประเด็น เขียนโดย เนียร์มัล โฆช นักข่าวอาวุโสของ Straits Times ผู้มีประสบการณ์กว่า 30 ปี โดยระบุว่า แม้กัมพูชาจะมีการบุกทลายหลายครั้ง แต่ภาพที่เห็นอาจหลอกตา และอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ยัง ฝังรากลึกในประเทศ

โฆษกกระทรวงมหาดไทยยังโต้แย้งว่า บทความดังกล่าวไม่สะท้อนความจริงและไม่เคารพความพยายามของเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างชาติ” พร้อมย้ำว่ากัมพูชาไม่ใช่ประเทศเดียว ที่เผชิญปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคนี้

โฆษกยังระบุด้วยว่า แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วก็เผชิญปัญหาเดียวกัน และสื่อ CNA เองก็เคยผลิตสารคดีเชิงสืบสวนเกี่ยวกับอีกประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกจัดว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลายแห่งไม่ใช่เพียงกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชายังอ้างว่าได้ดำเนินการตามแผนปราบปราม ศูนย์สแกม – คอลเซนเตอร์ – อาชญากรรมเทคโนโลยี อย่างจริงจังและโปร่งใส โดยเปิดเผยสถิติล่าสุดว่าในปี 2023: จับกุมและเนรเทศชาวต่างชาติ 283 คน, ปี 2024: เพิ่มเป็น 2,982 คน และปีนี้ (2025): จับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงทางเทคโนโลยีแล้ว 24 คดี

ในจำนวนนี้ 13 คดีมาจากการสืบสวนโดยตรง, 11 คดีร่วมมือกับต่างประเทศ, ผู้ต้องหาต่างชาติที่ถูกคุมตัวปีนี้: 1,859 คน และส่งฟ้องศาลแล้ว 11 คดี รวมผู้ต้องหา 148 ราย รวมถึงหัวหน้าแก๊งและกลุ่มเสี่ยงสูง

รัฐบาลย้ำว่า การปราบปรามยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และให้ความร่วมมือใกล้ชิดกับหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เหมือนกัน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนกัมพูชาและชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค.

ที่มา : CNA

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

27 พ.ย. 2568 10:43 น.

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

เกาหลีใต้ยืนยัน อาสาสมัครชาวเกาหลีใต้ ที่ไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังยูเครนเพื่อต่อสู้การรุกรานของรัสเซีย ได้เสียชีวิตแล้วจากการสู้รบในพื้นที่ดอแนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า นายคิม (ไม่ระบุชื่อ) วัย 50 ปี อาสาสมัครชาวเกาหลีใต้ที่ไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังยูเครนเพื่อต่อสู้การรุกรานของรัสเซีย ได้เสียชีวิตแล้วจากการสู้รบในพื้นที่ดอแนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครน

แถลงการณ์ระบุว่า นายคิมเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคม ในพื้นที่ดอแนตสค์ โดยทางการยูเครนได้แจ้งข้อมูลการเสียชีวิตและกำหนดการพิธีศพให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทราบล่วงหน้า และได้มีการจัดพิธีศพขึ้นที่กรุงเคียฟ เมื่อวันอังคาร (25 พ.ย.) ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่กงสุลจากสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำยูเครนได้เข้าร่วมในพิธี 

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังระบุว่า ได้ให้ความช่วยเหลือด้านการติดต่อกงสุลที่จำเป็นแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สื่อรัสเซียรายงานโดยอ้างหน่วยงานความมั่นคงรัสเซียว่า มีชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งเข้าร่วมรบในฐานะทหารอาสา และบางรายถูกสังหาร แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังไม่เคยยืนยัน โดยระบุว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล.

ที่มา Yonhap

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

27 พ.ย. 2568 09:52 น.

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

ระทึก ไฟไหม้โรงพยาบาลในสเปน ไฟลุกลามรวดเร็วเพราะฉนวนติดไฟง่ายที่ติดด้านนอกอาคาร เจ้าหน้าที่เร่งอพยพผู้ป่วยทั้งตึก ควบคุมเพลิงได้ทัน เคราะห์ดีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงพยาบาล ซานตา ลูเซีย ในเมือง การ์ตาเฮนา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน หลังเปลวไฟปะทุจากบริเวณชั้นดาดฟ้าของอาคาร 5 ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามผนังอาคาร เนื่องจากกระแสลมแรง และวัสดุปิดผิวอาคารที่ติดไฟง่าย ทำให้เกิดควันดำพวยพุ่งเห็นได้ทั่วเมือง

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ และสามารถสกัดเพลิงได้ภายในไม่นาน แต่ก่อนหน้านั้นต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและบุคลากรการแพทย์จำนวนมากออกจากพื้นที่เสี่ยง ส่งต่อไปยังโซนปลอดภัยของโรงพยาบาลและศูนย์แพทย์ใกล้เคียง

หน่วยงานท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ได้เปิดใช้แผนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณด้านหน้าและพื้นที่ส่วนกลางของตึก ขณะที่หอผู้ป่วยวิกฤตและหน่วยดูแลสำคัญยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติ ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยคาดว่าจุดเริ่มต้นมาจากพื้นที่ระเบียงชั้นบนของอาคาร.

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

27 พ.ย. 2568 09:45 น.

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

ไฟไหม้ชุมชนแออัดกลางกรุงธากา เผาผลาญบ้านเรือนกว่า 1,500 หลัง แม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ประชาชนหลายพันคนต้อง ไร้บ้านในชั่วข้ามคืน นับเป็นเหตุอัคคีภัยที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในปีนี้

เพลิงไหม้เริ่มขึ้นเมื่อค่ำวันอังคารตามเวลาในท้องถิ่น ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชุมชนแออัดที่มีบ้านเรือนปลูกชิดกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เวลานานกว่า 16 ชั่วโมง กว่าจะสามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะที่ควันดำขนาดมหึมาพวยพุ่งขึ้นปกคลุมกรุงธากาตลอดคืน

พันโท โมฮัมหมัด ทาจูล อิสลาม เชาฮ์ดูรี ผู้อำนวยการดับเพลิง เปิดเผยว่า บ้านมากกว่า 1,500 หลัง ถูกไฟไหม้หรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกมา มีเพียงเสื้อผ้าติดตัว

ชุมชนคอเรลเป็นสลัมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงธากา มีพื้นที่กว่า 160 เอเคอร์ หรือประมาณ 406 ไร่ มีผู้อยู่อาศัยกว่า 60,000 ครอบครัว หลายคนเป็นผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ ที่ย้ายหนีภัยน้ำท่วมและความยากจนจากชนบท แต่กลับต้องเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ในเมืองหลวง

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ย่านหรูของธากา ทำให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำเด่นชัดยิ่งขึ้น เมื่อเปลวไฟลุกท่วมชุมชนราคาต่ำที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารสูงสุดทันสมัย

ช่วงเช้าวันพุธ ผู้ประสบภัยจำนวนมากต่างกลับมาค้นหาของมีค่าที่อาจเหลือรอดอยู่ใต้เศษซากไฟไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การเข้าถึงพื้นที่ล่าช้าเนื่องจากตรอกซอกซอยแคบ ทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก

กรุงธากาซึ่งมีประชากรกว่า 10.2 ล้านคน เต็มไปด้วยชุมชนแออัดที่ผู้คนอพยพจากชนบทเข้ามาหางาน แต่ต้องเผชิญทั้งความยากจน ความแออัด รวมถึงต้องเสี่ยงภัยไฟไหม้ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

27 พ.ย. 2568 06:01 น.

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

เจ้าหน้าที่ฮ่องกงกำลังยังคงพยายามดับเพลิงที่ลุกไหม้อาคารสูงหลายแห่งตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ศพ ขณะที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 3 คน

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์สูงหลายแห่งในโครงการที่พักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 44 ศพ แล้ว ในขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 45 รายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ทางการระบุว่า มีผู้สูญหายอย่างน้อย 279 ราย เมื่อวันพุธ หลังจากที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสามทศวรรษของฮ่องกง โดยไฟลุกลามไปทั่วอาคารสูงที่ถูกหุ้มด้วยนั่งร้านไม้ไผ่ที่ติดไฟได้ง่าย และสะเก็ดไฟถูกลมพัดไปติดอาคารใกล้เคียงอีกหลายแห่งซึ่งมีนั่งร้านห่อหุ้มอยู่ในสภาพเดียวกัน

หลายชั่วโมงหลังจากที่เพลิงเริ่มไหม้ในเขตไท่โปทางตอนเหนือของเมือง เปลวไฟและกลุ่มควันหนาทึบยังคงปกคลุมอาคารสูง 32 ชั้น ซึ่งเชื่อว่ามีผู้คนจำนวนมากติดอยู่ข้างใน ในขณะที่ทีมกู้ภัยระดมพลเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ

จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ โดยฮ่องกงเป็นหนึ่งในสถานที่สุดท้ายในโลกที่ยังคงใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุก่อสร้างนั่งร้าน โดยทางการฮ่องกงทยอยเลิกใช้งานนั่งร้านไม้ไผ่เหล่านี้ตั้งแต่เดือนมีนาคมด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RTHK ของฮ่องกงรายงานว่า ตำรวจจับกุมชาย 3 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยทำให้มีผู้เสียชีวิตโดยไม่เจตนาจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ โดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

ด้านเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อพยายามเข้าถึงชั้นบนของโครงการที่พักอาศัยหว่อง ฟุก คอร์ต ซึ่งมีอพาร์ตเมนต์ 2,000 ห้องในอาคารซึ่งแบ่งเป็น 8 บล็อก เนื่องจากความร้อนที่รุนแรง

นาย จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงบอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นายเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย ในขณะที่มีประชาชนประมาณ 900 คน ต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวซึ่งจัดเอาไว้แล้ว 8 แห่ง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดับเพลิงและช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยที่ติดอยู่ภายใน ประการที่สองคือการสนับสนุนผู้บาดเจ็บ ประการที่สามคือการสนับสนุนและฟื้นฟู จากนั้น เราจะทำการสอบสวนอย่างละเอียด” นายลีกล่าว

ส่วนนายเดเร็ก อาร์มสตรอง ชาน รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยดับเพลิง กล่าวว่า “อุณหภูมิในที่เกิดเหตุสูงมาก และมีบางชั้นที่เราไม่สามารถเข้าถึงผู้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือได้ แต่เราจะพยายามต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna