อิหร่านเรียกร้องประชาชนตั้ง “โล่มนุษย์” ปกป้องโรงไฟฟ้า หลังทรัมป์ขู่ถล่ม

อิหร่านเรียกร้องประชาชนตั้ง "โล่มนุษย์" ปกป้องโรงไฟฟ้า หลังทรัมป์ขู่ถล่ม

7 เม.ย. 2569 15:43 น.

อิหร่านเรียกร้องประชาชนตั้ง “โล่มนุษย์” ปกป้องโรงไฟฟ้า หลังทรัมป์ขู่ถล่ม

รัฐบาลอิหร่านปลุกระดมเยาวชนและประชาชนทำ “โล่มนุษย์” ล้อมโรงไฟฟ้าหวังกันการโจมตี หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศกร้าวเตรียมถล่มโครงสร้างพื้นฐาน-สะพานทุกแห่งให้พินาศ หากอิหร่านไม่ยอมเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกในช่องแคบฮอร์มุซตามกำหนด

รัฐบาลอิหร่านประกาศเรียกร้องให้พลเรือน รวมถึงกลุ่มเยาวชน นักกีฬา และศิลปิน ออกมารวมตัวกันสร้าง “โล่มนุษย์”  รอบโรงไฟฟ้าทั่วประเทศในเวลา 14.00 น. ของวันอังคาร (7 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อประณามการขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

นายอาลีเรซา ราฮิมี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเยาวชนและกีฬาของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐบาลว่า “เราจะยืนหยัดประสานมือกันเพื่อบอกว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะคืออาชญากรรมสงคราม” โดยเรียกกิจกรรมนี้ว่า “โล่มนุษย์เยาวชนอิหร่านเพื่ออนาคตที่สดใส” อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่านี่คือความพยายามของรัฐบาลอิหร่านในการใช้ประชาชนของตนเองเป็น “โล่มนุษย์” เพื่อสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศ

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความด้วยถ้อยคำรุนแรง ยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดมาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างรุนแรง

ทรัมป์ระบุว่า “วันอังคารจะเป็นวันแห่งโรงไฟฟ้าและวันแห่งสะพานในอิหร่าน… ทุกอย่างจะพินาศ” พร้อมสำทับในการแถลงข่าวว่าสหรัฐฯ มีแผนการที่จะทำลายสะพานและโรงไฟฟ้าทุกแห่งในอิหร่านให้ระเบิดและลุกเป็นไฟจนใช้งานไม่ได้อีกต่อไป โดยจะใช้เวลาปฏิบัติการเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามเส้นตายในวันที่ 8 เมษายนนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายพลังงานจากมหาวิทยาลัยบาร์อิลันในอิสราเอล วิเคราะห์ว่า แม้การถล่มโรงไฟฟ้าจะสร้างความเสียหายมหาศาลต่อภาคประชาชน แต่อาจไม่สามารถหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวมีแหล่งจ่ายไฟสำรองและโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแยกต่างหากสำหรับฐานยิงขีปนาวุธ

นอกจากนี้ อิหร่านยังพึ่งพาการกลั่นน้ำจืดจากทะเลเพียง 10% ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอ่าวอาหรับ ดังนั้นวิกฤตไฟฟ้าดับจึงอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำในทันทีจนเกิดการจลาจลอย่างที่สหรัฐฯ คาดหวัง

มีรายงานว่าในช่วงเช้ามืดวันอังคาร ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นในหลายพื้นที่ของกรุงเตหะรานและเมืองคาราจที่อยู่ใกล้เคียง ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ด้านอิหร่านก็ได้ตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายรอบภูมิภาคเช่นกัน

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า เมื่อถึงเส้นตายที่ทรัมป์กำหนดไว้ในช่วงดึกของวันอังคาร ตามเวลาสหรัฐฯ สถานการณ์จะลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์จากเหตุการณ์ปิดช่องแคบในครั้งนี้.

ที่มา news.com.au

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย "มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย" วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

7 เม.ย. 2569 15:04 น.

เนปาลสั่งฟ้อง 32 ราย “มาเฟียกู้ภัยหิมาลัย” วางยา นนท. หวังเงินประกันกว่า 600 ล้าน

รัฐบาลเนปาลเดินหน้าปราบปรามขบวนการโกงประกันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สั่งฟ้อง 32 ราย ทั้งเจ้าของบริษัททัวร์ บริษัทเฮลิคอปเตอร์ และโรงพยาบาล หลังผลสอบพบพฤติกรรม “วางยา” ให้นักท่องเที่ยวป่วย เพื่อจัดฉากกู้ภัยนักเดินเขาด้วยเฮลิคอปเตอร์โดยไม่จำเป็นเพื่อเรียกรับเงินประกัน รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 640 ล้านบาท

ทางการเนปาลประกาศใช้มาตรการ “ไม่ยอมรับการทุจริต”ขั้นเด็ดขาด หลังเสร็จสิ้นการสืบสวนขบวนการฉ้อโกงเงินประกันภัยกู้ภัยนักเดินเขาในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นการทุจริตที่ดำเนินมาอย่างยาวนานและกัดเซาะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ล่าสุดสำนักงานอัยการเขตได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงกาฐมาณฑุ ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 32 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าของบริษัทนำเที่ยวเดินเขาชื่อดัง ผู้บริหารบริษัทเฮลิคอปเตอร์เช่าเหมาลำ และเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 9 ราย ส่วนอีก 23 รายยังคงหลบหนี

จากการสืบสวนของหน่วยสืบสวนกลางพบว่ากลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ทำงานประสานกันเป็นเครือข่ายเพื่อ “แบ่งปันผลกำไร” จากเงินประกันภัย โดยมีกลโกงที่น่าตกใจ ด้วยการวางยาให้นักท่องเที่ยวป่วย มีการแอบผสม “เบกกิ้งโซดา” ลงในอาหารเพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดอาการป่วยหรือท้องเสียอย่างรุนแรง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย

โดยนักท่องเที่ยวที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจะถูกกดดันให้ตกลงรับการอพยพทางอากาศ พร้อมมีการปลอมแปลงเอกสารทางการแพทย์เพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทประกันภัยในต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังพบกรณีการแจ้งเคลมเงินประกันหลายครั้งจากการกู้ภัยเพียงครั้งเดียว หรือรายงานเที่ยวบินกู้ภัยผีที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ตัวเลขจากการสืบสวนระบุว่า ขบวนการนี้ฉ้อโกงเงินประกันไปแล้วไม่ต่ำกว่า 19.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 641 ล้านบาท) โดยบริษัท Mountain Rescue Service เพียงแห่งเดียว ถูกตรวจพบว่ามีเที่ยวบินกู้ภัยที่ “น่าสงสัย” ถึง 171 เที่ยวจากทั้งหมด 1,248 เที่ยว กวาดเงินไปกว่า 10 ล้านดอลลาร์

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้รุนแรงถึงขั้นบริษัทประกันภัยระหว่างประเทศบางแห่ง เริ่มระงับการขายกรมธรรม์ประกันภัยการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเนปาล ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้หลักของประเทศที่พึ่งพานักปีนเขาและนักเดินเขานับแสนคนต่อปี

นายชยา นารายัน อาชารยา โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวเนปาล ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและบังคับใช้ใบอนุญาตเฉพาะเอเจนซี่ที่โปร่งใสเท่านั้น ขณะที่ศาลได้ให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นอันดับต้นๆ โดยตั้งวงเงินค่าปรับผู้ต้องหารวมกันสูงถึง 1.51 พันล้านรูปีเนปาล

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมการปีนเขาแห่งเนปาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงว่าไกด์บนยอดเขาเอเวอเรสต์มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลโกงนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักปีนเขามืออาชีพที่กำลังจะเดินทางมาในฤดูกาลที่จะถึงนี้.

ที่มา AFP / Anadolu

“เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

"เจิ้ง ลี่เหวิน" ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

7 เม.ย. 2569 14:00 น.

“เจิ้ง ลี่เหวิน” ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี ชูภารกิจสร้างสันติภาพ

นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) พรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน เดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้เพื่อเริ่มต้นการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเวลา 6 วัน นับเป็นการเยือนจีนของผู้นำพรรคในรอบเกือบ 10 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้าง “สันติภาพ” ระหว่างช่องแคบ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองและทหารที่พุ่งสูงขึ้น

นางเจิ้งถือเป็นผู้นำพรรค KMT คนแรกที่เดินทางเยือนจีนนับตั้งแต่ปี 2016 โดยเธอมีกำหนดการเยือนนครเซี่ยงไฮ้ เมืองหนานจิง และกรุงปักกิ่ง ซึ่งคาดว่าเธอจะเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก่อนที่เธอจะมีกำหนดการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาในลำดับถัดไป

นางเจิ้งซึ่งรับตำแหน่งประธานพรรคก๊กมินตั๋งเมื่อปีที่แล้ว กล่าวว่าเธอตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงด้วยความยินดี และหวังที่จะเป็น “สะพานเชื่อมสันติภาพ” หลังจากจีนตัดการสื่อสารบางส่วนกับไต้หวัน หลังจากนางไช่ อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีไต้หวันเมื่อปี 2016 โดยอ้างว่านางไช่ปฏิเสธที่จะสนับสนุนแนวคิดเรื่องจีนเดียว

ก่อนออกเดินทาง นางเจิ้งได้แถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรคในนครไทเป โดยระบุว่าไต้หวันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม “ความปรารถนาดีต้องถูกสร้างขึ้น และความไวเนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันจำเป็นต้องขยายออกไปทีละก้าวจากทั้งสองฝ่าย” เธอกล่าวเสริมว่าการเยือนครั้งนี้มุ่งเน้นที่เสถียรภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นการจัดซื้ออาวุธตามที่ฝ่ายรัฐบาลกังวล

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่สภาไต้หวันซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก กำลังติดหล่มในการพิจารณางบประมาณป้องกันประเทศมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.27 ล้านล้านบาท) โดยนางเจิ้งคัดค้านงบประมาณดังกล่าวและยืนยันว่า “ไต้หวันไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม” พร้อมเสนอแผนของพรรค KMT ที่จะจัดสรรงบเพียง 3.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันสำหรับการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ แทน

ทางด้านหน่วยงานนโยบายกิจการจีนของรัฐบาลไต้หวัน ออกโรงเตือนว่า จีนอาจใช้การเยือนครั้งนี้เป็นเครื่องมือในการ “ตัดขาดการจัดซื้ออาวุธและความร่วมมือทางทหารระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ” ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงหลักของไต้หวัน

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯ กำลังกดดันให้ฝ่ายค้านไต้หวันสนับสนุนงบประมาณซื้ออาวุธเพื่อป้องกันการโจมตีจากจีน ขณะที่ภายในพรรค KMT เองก็มีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย ระหว่างกลุ่มที่ต้องการกระชับมิตรกับจีนตามแนวทางของนางเจิ้ง กับกลุ่มสายกลางที่มองว่าไต้หวันจำเป็นต้องมีงบประมาณกลาโหมที่สูงกว่านี้เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น

การเยือนของนางเจิ้งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีกำหนดการพบปะกับสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งประเด็นการขายอาวุธให้ไต้หวันเป็นหนึ่งในเรื่องที่จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงมาโดยตลอด โดยนางเจิ้งทิ้งท้ายว่า ไต้หวันไม่จำเป็นต้อง “เลือกข้าง” ระหว่างจีนและสหรัฐฯ  แต่ต้องรักษาสมดุลเพื่อความปลอดภัยของประชาชนนั่นเอง.

ที่มา AFP

จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”

จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า "ช่องแคบฮอร์มุซ"

7 เม.ย. 2569 12:41 น.

จับตา UNSC เตรียมถกมติคุ้มครองเรือสินค้า “ช่องแคบฮอร์มุซ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงมติรับรองมาตรการคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์ตึงเครียดทำราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ด้านนักการทูตเผยร่างมติฉบับล่าสุดถูกปรับลดความรุนแรงลง ตัดข้อความ “อนุญาตให้ใช้กำลัง” ออก หลังเผชิญการคัดค้านอย่างหนักจากจีนและรัสเซีย

นักการทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีกำหนดลงมติในวันนี้ (7 เม.ย.) เกี่ยวกับร่างมติคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์พลังงานที่สำคัญของโลก ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิดเกือบทั้งหมดหลังเผชิญการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียนของคณะมนตรีฯ พยายามผลักดันร่างมติมาหลายฉบับเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้ถือสิทธิ์วีโต้อย่างจีนและรัสเซีย ซึ่งคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว

รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ร่างมติฉบับล่าสุดได้ตัดข้อความ “การอนุญาตให้ใช้กำลังทุกวิถีทางที่จำเป็น” ออกไป และเปลี่ยนเป็นการ “สนับสนุนอย่างยิ่ง” ให้รัฐที่มีส่วนได้ส่วนเสียประสานความร่วมมือในลักษณะ “การป้องกันตามความเหมาะสมแก่สถานการณ์” เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ซึ่งรวมถึงการจัดเรือคุ้มกันเรือสินค้าและการยับยั้งความพยายามใดๆ ที่จะขัดขวางเส้นทางเดินเรือสากล

ก่อนหน้านี้ จีนได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าการอนุญาตให้ใช้กำลังคือการทำให้ “การใช้ความรุนแรงที่ผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย” ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำว่าวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือ “การหยุดยิง” โดยเร็วที่สุด เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซรายใหญ่ที่สุดของโลก

สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงไม่แน่นอน เมื่ออิหร่านยืนกรานว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าสงครามจะยุติอย่างถาวร ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยื่นคำขาดให้อิหร่านตกลงในเงื่อนไขภายในคืนวันอังคารนี้ พร้อมคำขู่ว่าหากไม่ปฏิบัติตาม อิหร่านอาจถูก “กำจัด” 

ทั้งนี้ การจะผ่านมติดังกล่าวได้ต้องได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, จีน และรัสเซีย ใช้สิทธิ์วีโต้คัดค้าน ซึ่งนักการทูตมองว่าร่างมติที่ถูกลดระดับลงนี้มีโอกาสผ่านได้มากกว่าเดิม แต่ยังคงต้องจับตาท่าทีสุดท้ายของจีนและรัสเซียอย่างใกล้ชิด.

ที่มา Reuters

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

7 เม.ย. 2569 12:29 น.

ผลสำรวจชี้ อาเซียนเอนเอียง “จีน” มากกว่าสหรัฐฯ แบบเฉียดฉิว หากถูกบังคับเลือกข้าง

สถาบันวิจัย ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ เผยผลสำรวจประจำปี 2026 พบว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางจีนมากกว่าสหรัฐฯ เล็กน้อย หากจำเป็นต้องเลือกข้าง

ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำระหว่างวันที่ 5 มกราคม ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2026 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,008 คน ครอบคลุมทั้ง 11 ประเทศสมาชิกของอาเซียน รวมถึงติมอร์-เลสเต ที่เพิ่งเข้าร่วมเมื่อปี 2025 โดยรายงาน “State of Southeast Asia 2026” ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% เลือกสนับสนุนจีน เทียบกับ 48% ที่เลือกสหรัฐอเมริกา สะท้อนภาพภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคที่ยังสูสีและเปราะบาง ระหว่างสองขั้วอำนาจ

รายงานชี้ว่า แม้จีนจะกลับมานำหน้าอีกครั้ง แต่ช่องว่างที่แคบเพียง 52 ต่อ 48 บ่งชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงแบ่งออกเป็นสองฝั่ง มากกว่าจะเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมา ผลสำรวจมีความผันผวน โดยจีนเคยนำในปี 2024 ก่อนที่สหรัฐฯ จะกลับมาแซงในปี 2025 และล่าสุดจีนกลับขึ้นนำอีกครั้งในปี 2026

เมื่อแยกตามรายประเทศ พบว่ากลุ่มที่หนุนจีนสูง ได้แก่ อินโดนีเซีย (80.1%), มาเลเซีย (68%), สิงคโปร์ (66.3%), ติมอร์-เลสเต (58.2%), ไทย (55%) และบรูไน (53.5%) 

ขณะที่กลุ่มที่หนุนสหรัฐฯ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (76.8%), เมียนมา (61.4%), กัมพูชา (61%) และเวียดนาม (59.2%) ส่วนสปป.ลาว มีคะแนนสูสีเกือบเท่ากัน

รายงานวิเคราะห์ว่า ประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจกับจีนสูง มักเอนเอียงไปทางปักกิ่ง ขณะที่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เช่น ฟิลิปปินส์ ยังคงยืนข้างวอชิงตันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังต้องการรักษาความเป็นกลาง แต่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง อาจบีบให้ต้องเลือกข้างในอนาคต นอกจากนี้ กว่า 55.6% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตนกับจีนจะดีขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า.

ที่มา :channelnewsasia

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

7 เม.ย. 2569 12:11 น.

บังกลาเทศเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉิน หลังหัดระบาด ดับกว่า 100 รายในเดือนเดียว

บังกลาเทศเปิดปฏิบัติการฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศ หลังพบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ท่ามกลางผู้ติดเชื้อพุ่งกว่า 7,500 ราย โดยยูนิเซฟจับมือรัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนฉุกเฉินให้เด็กกว่า 1.2 ล้านคน หลังพบปัญหาขาดแคลนวัคซีน สะท้อนช่องว่างระบบวัคซีนที่สะสมมานาน

รัฐบาลบังกลาเทศประกาศเริ่มแคมเปญฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 เม.ย.) เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคหัดที่ทวีความรุนแรงจนคาดว่าคร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตที่สงสัยว่ามาจากโรคหัดแล้วกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อสะสมกว่า 7,500 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันผลตรวจแล้วกว่า 900 ราย ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ทั้งปีพบผู้ป่วยเพียง 125 รายเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุที่โรคหัดกลับมาระบาดหนักครั้งนี้เกิดจาก “ช่องโหว่” ในระบบสร้างภูมิคุ้มกัน โดยปกติบังกลาเทศจะมีการฉีดวัคซีนรอบพิเศษทุก 4 ปี แต่กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ตามมาด้วยสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี 2024 ที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีรายงานปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า ทำให้วัคซีนในคลังขาดแคลน ขณะที่ยูนิเซฟ แสดงความกังวลเมื่อพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อระลอกนี้เป็นทารกอายุต่ำกว่า 9 เดือน ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์รับวัคซีนตามโปรแกรมปกติ ทำให้เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด

ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ ล่าสุด ทางการบังกลาเทศเปิดฉีดวัคซีนหัดและหัดเยอรมันในพื้นที่ย่อย 30 เขต ตั้งเป้าครอบคลุมเด็กกว่า 1.2 ล้านคน อายุ 6 เดือนถึง 5 ปี โดยเน้นกลุ่มที่พลาดการฉีดวัคซีนตามกำหนด โดยเน้นหนักในพื้นที่แออัดอย่างกรุงธากา และค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในเมืองค็อกซ์บาซาร์ 

โรคหัดเป็นโรคทางเดินหายใจที่แพร่เชื้อได้ง่ายมากผ่านทางอากาศ อาการเบื้องต้น ได้แก่ ไข้สูง ไอ จาม ตาแดงและแฉะ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกย้ำว่า การจะหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ ประชากรในพื้นที่ต้องได้รับวัคซีนครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 95%

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้แนวโน้มผู้ป่วยหัดทั่วโลกลดลงในระยะยาว แต่ช่วงปี 2024-2025 กลับพบการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงหลังการระบาดของโควิด-19 และกระแสต่อต้านวัคซีนที่เพิ่มสูงขึ้นในบางประเทศ.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

"ทรัมป์" เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

7 เม.ย. 2569 11:18 น.

“ทรัมป์” เดือด ขู่จำคุกนักข่าว ปมเผยข้อมูลลับช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ดำเนินคดีนักข่าวที่รายงานข่าวการช่วยเหลือนักบินในอิหร่าน พร้อมเรียกร้องเปิดเผยแหล่งข่าว อ้างกระทบความมั่นคง ท่ามกลางความตึงเครียดกับสื่อที่ทวีความรุนแรง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงระบุว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้สื่อข่าวที่รายงานข่าวการช่วยเหลือนักบินในอิหร่านเป็นคนแรก โดยยื่นคำขาดให้เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูล มิเช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุก

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ซึ่งมีนักบินอยู่บนเครื่อง 2 นาย ต่อมาสื่อมวลชนหลายสำนักได้รายงานว่านักบินนายแรกได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยโดยกองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์มองว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นการบ่อนทำลายความปลอดภัยของปฏิบัติการกู้ภัยนักบินรายที่สองที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนั้น แม้ว่าในเวลาต่อมานักบินรายที่สองจะได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยก็ตาม

คำแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชน โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการนำเสนอข่าวสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่เขามองว่าเป็นไปในเชิงลบ

ทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่ได้พูดถึงการช่วยเหลือนักบินคนแรกเลยเป็นชั่วโมง แต่แล้วกลับมีคนทำข้อมูลรั่วไหล ซึ่งเรากำลังตามล่าหาตัวผู้ปล่อยข่าวรายนี้อย่างจริงจัง” พร้อมเสริมว่า “เราจะไปที่บริษัทสื่อที่นำเสนอข่าวนั้น และจะบอกพวกเขาว่า ‘นี่คือเรื่องความมั่นคงของชาติ จงมอบข้อมูลมา หรือไม่ก็ไปติดคุก'”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าทรัมป์หมายถึงสื่อสำนักใดหรือนักข่าวคนไหนเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีสื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ The New York Times, CBS News และ Axios ที่รายงานข่าวการกู้ภัยในเวลาไล่เลี่ยกัน

การออกมาข่มขู่ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับการโจมตีเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งเดือน เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้โพสต์ข้อความเตือนสถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอ “ข่าวปลอม” ว่าอาจส่งผลกระทบต่อการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการ

ขณะนี้ทางทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่านักข่าวรายใดคือเป้าหมายของการข่มขู่ในครั้งนี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้อำนาจรัฐคุกคามสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน.

ที่มา Reuters

“โต เลิม” ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

"โต เลิม" ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

7 เม.ย. 2569 11:02 น.

“โต เลิม” ผงาดนั่งเก้าอี้ ปธน.เวียดนาม รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก “โต เลิม” ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ควบเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ถือเป็นการปิดฉากยุค “ผู้นำร่วม” เข้าสู่ยุค “ผู้นำสูงสุด” อย่างเต็มตัว พร้อมประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งเป้าโต 10% ต่อปี ท่ามกลางความท้าทายจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ และวิกฤตพลังงานโลก

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามมีมติเห็นชอบ 100% เลือกนายโต เลิม วัย 68 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม วาระปี 2026-2031 อย่างเป็นทางการ การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในครั้งนี้ถือเป็นการกระชับอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากนายโต เลิม จะควบทั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดี ซึ่งเป็นรูปแบบการนำที่คล้ายคลึงกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน

นายเล ฮง เฮียป ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเวียดนาม จากเดิมที่เน้นการตัดสินใจร่วมกันแบบคณะบุคคลไปสู่รูปแบบการนำแบบ “ผู้นำที่เข้มแข็ง” หรือกลายเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศอย่างแท้จริง

โต เลิม ขึ้นสู่อำนาจหลังการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตผู้นำพรรค “เหงียน ฟู้ จ่อง” เมื่อปี 2024 และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา นายโต เลิม ได้เร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้างรัฐ  โดยมีการยุบรวมจังหวัด ยุบเลิกกระทรวงและหน่วยงานรัฐไปถึง 8 แห่ง และปรับลดจำนวนข้าราชการลงเกือบ 150,000 ตำแหน่ง เพื่อขจัดระบบราชการที่ล่าช้าและรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจ

นายโต เลิม ตั้งเป้าหมายด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับ 10% ต่อปี ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผ่านนโยบายที่สนับสนุนภาคเอกชนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แม้ว่าในปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตถึง 8% แม้จะเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษี 20% จากรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายโต เลิม ยังต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญหลายด้านทั้งแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่พยายามสกัดกั้นการสวมสิทธิ์ส่งออกสินค้าจีนผ่านเวียดนาม รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จนอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานในภูมิภาค และการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก และจีน ในฐานะผู้จัดส่งวัตถุดิบรายใหญ่ที่สุด

ในการแถลงต่อสภา นายโต เลิม ย้ำว่า “ชาติใดที่กล้าปฏิรูปเชิงยุทธศาสตร์ ปรับปรุงสถาบันต่างๆ ได้ทันท่วงที และดึงศักยภาพของประชาชนออกมาได้ ชาตินั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ นายโต เลิม ถือเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเวียดนาม ที่สามารถควบสองตำแหน่งสูงสุดผ่านกระบวนการคัดเลือกตามปกติของพรรค โดยไม่ได้เป็นการเข้ารับตำแหน่งแทนผู้ที่เสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจบารมีที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปัจจุบัน.

ที่มา AFP

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

7 เม.ย. 2569 09:37 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านแสดงความเสียใจ ประกาศล้างแค้นให้หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ถูกอิสราเอลสังหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านไว้อาลัยหัวหน้าข่าวกรอง IRGC ย้ำไม่รับดีลหยุดยิง ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ประกาศจะตอบโต้

วันที่ 7 เมษายน 2569 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ พลตรี มาจิด คาเดมี หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) จากการโจมตีของอิสราเอล โดยในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ของรัฐ ผู้นำอิหร่านกล่าวว่า พลตรีคาเดมีได้เข้าร่วม แนวหน้าของนักรบผู้เสียสละ สะท้อนความสูญเสียของผู้นำระดับสูงอิหร่านที่ถูกสังหารจากการโจมตีต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า ผู้นำอิหร่านไม่ได้ปรากฏตัวหรือกล่าวต่อสาธารณะนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากบิดา ขณะเดียวกัน สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่านยืนยันว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงล่าสุด และยังคงย้ำจุดยืนต้องการยุติสงครามอย่างถาวร

ขณะที่ทางด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ประกาศจะตอบโต้หลัง หัวหน้าหน่วยข่าวกรองขององค์กร เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา โดยแถลงการณ์ของหน่วยข่าวกรอง ระบุว่า ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ครั้งใหญ่ ภายใต้ปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “Crushing Revenge” โดยเตือนว่าการตอบโต้จะเกิดขึ้นกับผู้วางแผนและผู้ลงมือก่อเหตุ.

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars  หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

7 เม.ย. 2569 09:07 น.

เนทันยาฮูประกาศกร้าวทำลายแหล่งก๊าซ South Pars หัวใจสำคัญพลังงานโลกในอิหร่านแล้ว

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุหนัก หลัง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลแถลงยืนยัน อิสราเอลได้โจมตีทำลายโครงสร้างสำคัญของแหล่งก๊าซยักษ์ “เซาท์ พาร์” ของอิหร่านแล้ว

เนทันยาฮูระบุในคลิปวิดีโอว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนโจมตีเชิงระบบ เพื่อทำลาย เครื่องจักรทำเงิน ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Revolutionary Guard) โดยกล่าวว่าอิสราเอลกำลังทำลายโรงงาน กำจัดเครือข่าย และเดินหน้าจัดการบุคคลระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

ด้าน อิสราเอล แคทซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เปิดเผยว่า การโจมตีเกิดขึ้นที่โรงงานปิโตรเคมี South Pars (เซาท์ พาร์) ในเมืองอาซาลูเยห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

เขาระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผลิตปิโตรเคมีคิดเป็นประมาณ 50% ของทั้งประเทศ และถือเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ การโจมตีพื้นที่ South Pars เมื่อเดือนมีนาคม ได้จุดชนวนให้อิหร่าน เปิดฉากตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพพลังงานโลก

ด้านโฆษกกองทัพอิสราเอล นาดาฟ โชชานีระบุเพียงว่าอิหร่านจะไม่มีความคุ้มกันใดๆ ท่ามกลางการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา ยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อการโจมตีดังกล่าวในทันที แม้จะมีรายงานว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกันในวันเดียวกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 25 ราย

มีรายงานว่าหลังการโจมตี อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ส่งสัญญาณความขัดแย้งที่มีแนวโน้มลุกลามเป็นวงกว้าง.

ที่มา : AP