เตือนสาวอยากผอมเร็ว งานวิจัยชี้ ปากกาลดน้ำหนัก ถ้าหยุดใช้น้ำหนักเด้งกลับไว

เตือนสาวอยากผอมเร็ว งานวิจัยชี้ ปากกาลดน้ำหนัก ถ้าหยุดใช้น้ำหนักเด้งกลับไว

8 ม.ค. 2569 08:37 น.

เตือนสาวอยากผอมเร็ว งานวิจัยชี้ ปากกาลดน้ำหนัก ถ้าหยุดใช้น้ำหนักเด้งกลับไว

ผลวิจัยล่าสุดชี้ ปากกาลดน้ำหนัก หรือยาฉีดลดน้ำหนักยอดฮิตอย่าง Mounjaro, Wegovy และ Ozempic อาจช่วยให้ผอมลงได้จริงในช่วงแรก แต่เมื่อหยุดใช้ น้ำหนักจะเด้งกลับมาเร็วกว่าที่คาด

งานศึกษาชิ้นใหม่ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ระบุว่า ผู้ที่ใช้ปากกาลดน้ำหนัก หรือยาฉีดลดน้ำหนักเพื่อลดความอ้วน เมื่อหยุดฉีดยาแล้ว มีแนวโน้มจะกลับมาอ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกือบเท่าน้ำหนักเดิมภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี

โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดทบทวนงานศึกษาทั้งหมด 37 งาน รวมผู้เข้าร่วมกว่า 9,000 คน ครอบคลุมยาฉีดลดน้ำหนักทุกชนิดที่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่เฉพาะ GLP-1 โดยศึกษาจากผู้ที่ใช้ยาเฉลี่ยนาน 10 เดือน และจะมีระยะติดตามหลังหยุดยา 8 เดือน

เมื่อแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มยาฉีด GLP พบว่า จาก 6 งานวิจัย จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,700 คน ผู้ใช้ยากลุ่มนี้ ลดน้ำหนักได้มากกว่าวิธีอื่น แต่กลับมาอ้วนเร็วกว่าอย่างชัดเจน

โดยพบว่ากลุ่มที่ใช้ยาลดน้ำหนักทั่วไป จะลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 8.3 กิโลกรัม ในปีแรกน้ำหนักกลับมา 4.8 กิโลกรัม และกลับสู่น้ำหนักเดิมใน 20 เดือน

ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาฉีด GLP ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 14.7 กิโลกรัม แต่น้ำหนักเด้งกลับถึง 2 ใน 3 ภายในปีเดียว และกลับสู่น้ำหนักเดิมใน 18 เดือน

ดร.แซม เวสต์ ผู้ร่วมวิจัย ระบุว่าคนที่ใช้ยากลุ่ม GLP ลดน้ำหนักได้มากจริง แต่เมื่อหยุดยา น้ำหนักก็กลับมาเร็วกว่า ขณะที่ศาสตราจารย์ ซูซาน เจ็บบ์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อธิบายว่าการกลับมาอ้วนหลังการลดความอ้วนเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ความเร็วของการเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มใช้ยาฉีด ซึ่งเธอคาดว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะคนที่คุมอาหารต้องฝึกควบคุมความอยากด้วยตัวเอง แต่ยาฉีดช่วยกดความหิวแทนทั้งหมด ดังนั้นเมื่อหยุดยา ร่างกายและจิตใจจึงยังไม่พร้อมรับมือกับความอยากอาหาร

โดยยาลดน้ำหนักเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม GLP-1 medicines ซึ่งเดิมใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน โดยทำงานผ่านการเลียนแบบฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งหลังรับประทานอาหาร ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน และอยากอาหารน้อยลง

สำหรับ Mounjaro จะออกฤทธิ์กับฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งด้วย ทำให้ควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดได้มากขึ้น ส่งผลให้การลดน้ำหนักเห็นผลชัด จนเกิดกระแสใช้เพื่อลดหุ่นในเชิงความงาม แม้ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

องค์การ NHS ของอังกฤษระบุว่า การลดน้ำหนักเพียง 5–10% ก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็งบางชนิดได้ แต่ดร.เวสต์เตือนว่าเมื่อคนกลับมาอ้วนขึ้น ผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือดก็หายไปด้วย

ทั้งนี้ นักวิจัยยอมรับว่า ยังไม่มีคำตอบชัดเจน ว่าควรใช้ยานานแค่ไหน หรือหยุดอย่างไรดีที่สุด เพราะยากลุ่มนี้ยังใหม่ และยังไม่มีข้อมูลระยะยาวมากพอ ดังนั้นผลวิจัยนี้ชี้ชัดว่า จำเป็นต้องวางแผนดูแลคนที่หยุดยาให้ดีกว่านี้ หรืออาจต้องพิจารณาการใช้ยาระยะยาวในบางราย.

ที่มา : the guardian

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปากกาลดความอ้วน

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ ยิงผู้หญิงดับในมินนีแอโพลิส อ้างพยายามขับรถชน จนท.

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ ยิงผู้หญิงดับในมินนีแอโพลิส อ้างพยายามขับรถชน จนท.

8 ม.ค. 2569 06:02 น.

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ ยิงผู้หญิงดับในมินนีแอโพลิส อ้างพยายามขับรถชน จนท.

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงผู้หญิงดับในเมืองมินนีแอโพลิส อ้างพยายามขับรถชนเจ้าหน้าที่ ด้านทางการท้องถิ่นจวกยับ พร้อมไล่ ICE ให้ออกไปจากรัฐมินนิโซตา

เมื่อ 7 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ก่อเหตุยิงผู้หญิงวัย 37 ปีรายหนึ่งจนเสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิส โดยเหตุยิงกันครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลทรัมป์ประกาศเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างผู้อพยพครั้งใหญ่ในรัฐมินนิโซตา

น.ส.ทริเซีย แมคลาฟลิน โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ ICE เผชิญหน้ากับ “กลุ่มผู้ก่อจลาจล” ในระหว่างการปฏิบัติการตามเป้าหมาย โดยเธอกล่าวหาว่าผู้เสียชีวิตว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อจลาจลที่ใช้ความรุนแรงซึ่งใช้ยานพาหนะเป็นอาวุธ พยายามขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่เพื่อหมายเอาชีวิต

“เจ้าหน้าที่ ICE ซึ่งเกิดความเกรงกลัวอันตรายต่อชีวิตของตนเอง ชีวิตของเพื่อนร่วมงาน และความปลอดภัยของสาธารณชน จึงได้ตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันตัว” โฆษกกล่าวเสริม

อนึ่ง หญิงผู้เสียชีวิตถูกระบุในเวลาต่อมาว่าชื่อ เรเน กู๊ด (Renee Good) อายุ 37 ปี

อย่างไรก็ตาม นายเจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิสออกมาโต้กลับอย่างดุเดือด กล่าวหา ICE ว่า ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ “ICE กำลังพยายามปั่นกระแสว่านี่เป็นการป้องกันตัว แต่หลังจากที่ผมได้ดูคลิปวิดีโอด้วยตัวเองแล้ว ผมอยากจะบอกทุกคนเลยว่านั่นมันไร้สาระสิ้นดี”

“นี่คือการที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจอย่างประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้มีคนต้องตายและถูกฆ่า” นายเจคอบกล่าว และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ICE ออกไปจากเมือง โดยยืนยันว่าหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางกำลังพรากครอบครัวให้แยกจากกัน และสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายบนท้องถนนในมินนีแอโพลิส

ขณะที่นายไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจมินนีแอโพลิส ระบุว่าตำรวจท้องถิ่นเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุและพบผู้หญิงคนหนึ่งมีบาดแผลถูกยิงที่ศีรษะ เจ้าหน้าที่ได้พยายามช่วยชีวิตในที่เกิดเหตุ รวมถึงการทำ CPR จากนั้นเธอถูกนำตัวส่งศูนย์การแพทย์ “เฮนเนพิน เคาน์ตี” (Hennepin County) แต่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ข้อมูลเบื้องต้นจากโอฮาราระบุว่า ผู้เสียชีวิตอยู่ในรถของเธอและจอดขวางถนน บนถนนพอร์ตแลนด์อเวนิว ระหว่างซอย 33 และ 34

“ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางคนหนึ่งได้เดินเท้าเข้าไปหาเธอ และรถคันดังกล่าวก็ได้เริ่มขับออกไป จากนั้นมีการยิงปืนเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 นัด” โอฮารากล่าว พร้อมเสริมว่าหลังจากนั้นรถก็ได้เสียหลักพุ่งชนข้างทาง

โอฮาราระบุว่าเขา กังวลเป็นอย่างมาก ต่อกลยุทธ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางนำมาใช้ เขาตั้งข้อสังเกตว่าแม้การใช้กำลังถึงแก่ชีวิตจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลในบางสถานการณ์ แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ต่างถูกฝึกฝนมาเพื่อลดความเสี่ยงและลดความจำเป็นในการใช้กำลังถึงแก่ชีวิตให้เหลือน้อยที่สุด

“สำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เป็นมืออาชีพในประเทศนี้ ผมเชื่อว่าพวกเขาจะบอกคุณเหมือนกันว่า มันเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อมีการยิงเข้าไปในรถของคนที่ไม่มีอาวุธ” นายโอฮารากล่าว

ขณะนี้ตำรวจมินนีแอโพลิสได้ส่งมอบคดีให้ทาง FBI และสำนักงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งรัฐมินนิโซตา (BCA) เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนต่อแล้ว โดยจะมีการตรวจสอบประเด็นการใช้กำลังถึงแก่ชีวิตในครั้งนี้โดยเฉพาะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr

ทรัมป์กร้าว นาโตไม่มีสหรัฐฯ ก็ไม่น่ากลัว ลั่น ไม่มีผมยูเครนโดนยึดไปแล้ว

ทรัมป์กร้าว นาโตไม่มีสหรัฐฯ ก็ไม่น่ากลัว ลั่น ไม่มีผมยูเครนโดนยึดไปแล้ว

8 ม.ค. 2569 02:54 น.

ทรัมป์กร้าว นาโตไม่มีสหรัฐฯ ก็ไม่น่ากลัว ลั่น ไม่มีผมยูเครนโดนยึดไปแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความใหม่ เชิดชูผลงานของตัวเอง รวมถึงการทำให้ชาติสมาชิกนาโตยอมสมทบทุนงบประมาณเพิ่มเป็น 5% ชี้หากไม่มีสหรัฐฯ นาโตก็ไม่น่ากลัว

เมื่อวันพุธที่ 7 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social พูดถึงผลงานของตัวเขาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการทำให้ชาติสมาชิกนาโตยอมจ่ายเงินสมทบทุนงบประมาณเพิ่มจาก 2% ของ GDP เป็น 5% พร้อมกล่าวอ้างอีกว่า หากเขาไม่เข้ามายุ่ง ยูเครนคงถูกรัสเซียยึดครองไปแล้ว

“จำเอาไว้ สำหรับพวกแฟนตัวยงของ NATO ทั้งหลาย แต่ก่อนพวกเขาจ่ายแค่ 2% ของ GDP และส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมจ่ายด้วย จนกระทั่งผมเข้ามา! สหรัฐฯ เคยจ่ายแทนพวกเขาอย่างโง่เขลา! ผมทำให้พวกเขาขยับขึ้นมาเป็น 5% ของ GDP ได้ด้วยความเคารพ และพวกเขาก็ยอมจ่ายทันที ใครๆ ก็บอกว่ามันทำไม่ได้ แต่มันทำได้ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาต่างก็เป็นเพื่อนของผม ถ้าไม่มีผมเข้าไปยุ่ง ป่านนี้รัสเซียคงได้ยูเครนไปทั้งหมดแล้ว”

“จำไว้ด้วยว่า ผมยุติสงครามได้ถึง 8 แห่งด้วยตัวคนเดียว และนอร์เวย์ซึ่งเป็นสมาชิก NATO กลับตัดสินใจอย่างโง่เขลาที่ไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่ผม แต่นั่นไม่สำคัญหรอก! สิ่งที่สำคัญคือผมได้รักษาชีวิตคนไว้เป็นล้านๆ คน”

“รัสเซียและจีนไม่มีความเกรงกลัวต่อ NATO เลยหากไม่มีสหรัฐอเมริกา และผมสงสัยว่า NATO จะอยู่เคียงข้างเราไหมในตอนที่เราต้องการพวกเขาจริงๆ ทุกคนโชคดีที่ผมสร้างกองทัพของเราขึ้นมาใหม่ในสมัยแรก และจะทำแบบนั้นต่อไป เราจะอยู่เคียงข้าง NATO เสมอ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมอยู่เคียงข้างเราก็ตาม”

“ชาติเดียวที่จีนและรัสเซียเกรงกลัวและให้เกียรติคือ สหรัฐอเมริกาที่สร้างขึ้นใหม่โดย DJT (โดนัลด์ เจ. ทรัมป์) ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!!!” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ โดยลงนามปิดท้ายว่า “ประธานาธิบดี DJT”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial/@realDonaldTrump

UK ยอมรับ ช่วยสหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซีย ในแอตแลนติก

UK ยอมรับ ช่วยสหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซีย ในแอตแลนติก

8 ม.ค. 2569 01:30 น.

UK ยอมรับ ช่วยสหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซีย ในแอตแลนติก

รัฐบาลสหราชอาณาจักรยอมรับว่า มีส่วนช่วยในปฏิบัติการของสหรัฐฯ เพื่อเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียกลางมหาสมุทรแอตแลนติก หลังจากไล่ล่ามานาน 2 สัปดาห์

เมื่อ 7 ม.ค. 2569 นาย จอห์น ฮีลลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรระบุว่า ได้สนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ รวมถึงการสนับสนุนด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษ

“วันนี้กองทัพสหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นถึงทักษะและความเป็นมืออาชีพ ในการสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ และสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมัน ‘เบลลา 1’ (Bella 1) ได้สำเร็จ ในขณะที่เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังรัสเซีย”

“ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันทั่วโลก ในการปราบปรามขบวนการฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร”

“สหราชอาณาจักรจะยังคงยกระดับการดำเนินการต่อต้านกิจกรรมของ ‘กองเรือเงา’ (Shadow fleet) ต่อไป เพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ เศรษฐกิจของเรา และเสถียรภาพของโลก เพื่อทำให้สหราชอาณาจักรมีความปลอดภัย ทั้งภายในประเทศและมีความเข้มแข็งในต่างแดน” นายฮีลลีย์กล่าว

ทั้งนี้ กองเรือเงา คือกลุ่มเรือบรรทุกน้ำมันที่มีโครงสร้างเจ้าของไม่ชัดเจน หรือมีการลักลอบเปลี่ยนสัญชาติเรือเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พยายามสกัดกั้นเรือ เบลลา 1 ตั้งแต่เดือนธันวาคม แต่ทางเรือปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่ขึ้นตรวจค้น ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรือลำดังกล่าวได้เปลี่ยนสัญชาติธงเรือจากประเทศกายอานา ไปเป็นรัสเซียแทน

อีกด้านหนึ่ง ที่การแถลงข่าวในทำเนียบขาวสหรัฐฯ น.ส. แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของรัฐบาลทรัมป์ ถูกถามเรื่องการเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันนี้ โดยลีวิตต์กล่าวว่าเรือเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร และเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา”

ลีวิตต์กล่าวว่า เรือ “มาริเนรา” (Marinera) ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า “เบลลา 1” ถูกศาลออกหมายจับ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้ายึดเรือดังกล่าวกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และหมายศาลดังกล่าวยังครอบคลุมถึงลูกเรือที่อยู่บนเรือด้วย ซึ่งพวกเขาอาจถูกดำเนินคดีเมื่อเดินทางมาถึงสหรัฐฯ แล้ว

ส่วนในกรณีของเรือ “โซเฟีย” (Sophia) ที่ถูกยึดในทะเลแคริบเบียน น.ส. ลีวิตต์กล่าวว่า ขณะนี้เรือลำดังกล่าวกำลังถูกพามาสหรัฐฯ โดยมีเรือของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ คอยคุ้มกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ลั่น มีแผนระยะยาวในเวเนซุเอลา เผยน้ำมันจะถูกส่งมาในเร็วๆ นี้

สหรัฐฯ ลั่น มีแผนระยะยาวในเวเนซุเอลา เผยน้ำมันจะถูกส่งมาในเร็วๆ นี้

8 ม.ค. 2569 01:00 น.

สหรัฐฯ ลั่น มีแผนระยะยาวในเวเนซุเอลา เผยน้ำมันจะถูกส่งมาในเร็วๆ นี้

โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ มีแผนระยะยาวสำหรับเวเนซุเอลา โดยน้ำมันจากเวเนซุเอลาจะถูกส่งถึงสหรัฐฯ ในเร็วๆ นี้ และจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของชาวอเมริกันกับเวเนซุเอลา

เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ จัดการแถลงข่าวเพื่อเผยข้อมูลเพิ่มเติมในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องเวเนซุเอลา ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่งมีปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ และจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร กับภริยา ถึงที่บ้านพักในกรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงที่อาคารรัฐสภาว่า สหรัฐฯ จะนำน้ำมันที่มีอยู่ในเวเนซุเอลาออกมาขาย และ “จะขายในตลาดตามราคาตลาด” โดยเงินที่ได้จากการขายน้ำมันนั้นจะถูกจัดการเพื่อให้สหรัฐฯ “ควบคุมการจัดสรรในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา”

“เรามีอำนาจต่อรองสูงมากที่จะดำเนินการในด้านการสร้างเสถียรภาพ” นายรูบิโอกล่าว และเสริมว่า สหรัฐฯ จะทำให้มั่นใจว่า “บริษัทของอเมริกา ตะวันตก และบริษัทอื่นๆ จะสามารถเข้าถึงตลาดเวเนซุเอลาได้อย่างเป็นธรรม”

รูบิโอเรียกแผนการช่วงที่ 2 ของสหรัฐฯ สำหรับเวเนซุเอลาว่าเป็น “การฟื้นฟู” ซึ่งจะรวมถึง “การนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้นำฝ่ายค้าน” และตามด้วยขั้นตอน “การเปลี่ยนผ่าน” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวเสริมว่า ชาวเวเนซุเอลา “เข้าใจดีว่าวิธีเดียวที่พวกเขาจะเคลื่อนย้ายน้ำมันและสร้างรายได้ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจล่มสลาย คือการให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกับสหรัฐอเมริกา”

รูบิโอปฏิเสธเสียงวิจารณ์จากบรรดาวุฒิสมาชิกที่มองว่าสหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการแบบ “ด้นสด” ในเวเนซุเอลา โดยเขายืนยันว่าระบอบการปกครองเดิมไม่สามารถเคลื่อนย้ายน้ำมันหรือสร้างรายได้ได้อีกต่อไป เว้นแต่สหรัฐฯ จะอนุญาต ซึ่งทำให้รัฐบาลวอชิงตันมี “อำนาจต่อรองที่มหาศาล” และมี “อำนาจในการควบคุม”

เขาย้ำด้วยว่า สหรัฐฯ พยายามหลายต่อหลายครั้ง เพื่อไม่ต้องใช้กำลังบุกเข้าไปจับกุมตัวมาดูโร แต่น่าเสียดายที่ความพยายามเหล่านั้นไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า เป็นสิทธิของประธานาธิบดีที่จะดำเนินการใดๆ หากมีภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

อีกด้านหนึ่ง น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวซึ่งถามเรื่องข้อกล่าวอ้างของนายทรัมป์ที่ว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมดูแลเวเนซุเอลา โดยระบุว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังมีการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา และการตัดสินใจของพวกเขานั้น จะยังคงถูกกำหนดโดยสหรัฐอเมริกาต่อไป

น.ส.ลีวิตต์ยังพูดถึงข้อตกลงด้านน้ำมันที่จัดทำโดย ประธานาธิบดีและทีมงานของเขาร่วมกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา พร้อมระบุว่าข้อตกลงนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทั้งชาวอเมริกันและชาวเวเนซุเอลา

ลีวิตต์ย้ำว่า น้ำมันจะถูกส่งมอบให้กับสหรัฐอเมริกา และจะ “ส่งมาถึงที่นี่ในเร็วๆ นี้” ขณะที่เงินทุนจะถูกจัดสรรเพื่อประโยชน์ของชาวอเมริกันและชาวเวเนซุเอลา ตามดุลยพินิจของสหรัฐฯ

เธอกล่าวอีกว่า สหรัฐฯ มีแผนระยะยาวสำหรับการดำเนินงานในเวเนซุเอลาและน้ำมันจำนวน 30 ถึง 50 ล้านบาร์เรลนี้เป็นเพียง “ปฏิบัติการก้าวแรกที่พวกคุณทุกคนกำลังได้เห็น” อนึ่ง ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การขายน้ำมันของเวเนซุเอลาให้แก่สหรัฐอเมริกาจะเริ่มต้นขึ้นในทันที โดยเริ่มจากการขนส่งงวดแรกในปริมาณประมาณ 30 ล้านถึง 50 ล้านบาร์เรล และจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีกำหนด

เมื่อถูกถามถึงวิธีที่สหรัฐฯ จะให้ความมั่นใจกับแรงงานว่าจะมีความปลอดภัยในเวเนซุเอลา ลีวิตต์กล่าวว่าทรัมป์ขอสงวนสิทธิ์ในการใช้กำลังทหารหากจำเป็น และจะดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อชาวอเมริกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาจับกุมตัว “เฉิน จื้อ” เจ้าพ่อสแกมเมอร์ ส่งตัวไปจีนแล้ว

กัมพูชาจับกุมตัว “เฉิน จื้อ” เจ้าพ่อสแกมเมอร์ ส่งตัวไปจีนแล้ว

7 ม.ค. 2569 23:00 น.

กัมพูชาจับกุมตัว “เฉิน จื้อ” เจ้าพ่อสแกมเมอร์ ส่งตัวไปจีนแล้ว

(ภาพจากเว็บไซต์ Prince Holding Group)

ทางการกัมพูชาเผย จับกุมตัว เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีน ผู้ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา และส่งตัวไปยังประเทศจีนแล้วในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

เมื่อวันพุธที่ 7 ม.ค. 2569 กระทรวงมหาดไทยของประเทศกัมพูชาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่จับกุมตัวนาย เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเชื้อสายจีน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์ในกัมพูชาได้แล้ว และเขาถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีนแล้วในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาจับกุมชาวจีน 3 ราย ได้แก่ เฉิน จื้อ, สวี่ จี้เหลียง (Xu Ji Liang) และ เซ่า จี้ฮุย (Shao Ji Hui) และได้ส่งตัวบุคคลดังกล่าวให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นไปตามคำร้องขอจากทางการจีน

เมื่อเดือนตุลาคม 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กล่าวหา เฉิน จื้อ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชา ว่าเป็นตัวการใหญ่ในขบวนการต้มตุ๋นเงินคริปโตมูลค่านับล้านล้าน และเกี่ยวข้องกับการกักขังเหยื่อค้ามนุษย์ในค่ายบังคับใช้แรงงาน

ทั้งนี้ นายเฉิน จื้อ ถูกศาลตั้งข้อหาลับหลังจำเลย ในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน หลังจากที่เขาและผู้ร่วมขบวนการที่ไม่เปิดเผยชื่อ ถูกกล่าวหาว่าให้ประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงาน เพื่อหลอกลวงนักลงทุน และนำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงไปซื้อเรือยอชต์ เครื่องบินเจ็ต รวมถึงภาพวาดของปิกัสโซ

สหรัฐฯ ยังยึดบิตคอยน์ (Bitcoin) มูลค่ารวมกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยนาย แคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) กล่าวในตอนนั้นว่า นี่เป็นการทลายขบวนการฉ้อโกงทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ธุรกิจต่างๆ ของเฉินยังถูกคว่ำบาตรโดยทางการสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการร่วมกันเพื่อกวาดล้าง “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”

อนึ่ง เฉิน จื้อ ในวัย 37 ปี เป็นประธานผู้ก่อตั้ง Prince Holding Group ซึ่งดำเนินธุรกิจในหลากหลายสาขา เช่น อสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค

หน่วยธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทประกอบด้วย Prince Real Estate Group, Prince Huan Yu Real Estate Group และ Prince Bank โดยกลุ่มบริษัทนี้มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชามูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ “Prince Plaza” ในกรุงพนมเปญ

ตามข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมา นายเฉินเกิดที่ประเทศจีน และถือครองทั้งสัญชาติกัมพูชาและสัญชาติอังกฤษ

ขณะที่บนเว็บไซต์ของบริษัทมีการระบุว่า เฉินเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับความเคารพนับถือและเป็น “ผู้ใจบุญ” ที่มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจของกัมพูชา มีส่วนร่วมในกิจกรรมการกุศลต่างๆ ผ่าน “มูลนิธิพรินซ์” (Prince Foundation) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสาธารณกุศลของบริษัท

นายเฉินเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา นอกจากนี้เขายังได้รับบรรดาศักดิ์ทางราชการที่รัฐบาลมอบให้คือ “เนียะ ออกญา” (Neak Oknha) ซึ่งหมายถึง “มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซียได้แล้ว หลังไล่ตามมา 2 สัปดาห์

สหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซียได้แล้ว หลังไล่ตามมา 2 สัปดาห์

7 ม.ค. 2569 22:03 น.

สหรัฐฯ ยึดเรือน้ำมันติดธงรัสเซียได้แล้ว หลังไล่ตามมา 2 สัปดาห์

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พยายามเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงชาติรัสเซีย ในมหาสมุทรแอตแลนติก หลังจากไล่ตามมานาน 2 สัปดาห์ โดยอ้างว่าเรือลำนี้กำลังขนน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันพุธที่ 7 ม.ค. 2569 ว่า หน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียและมีความเชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาได้แล้ว หลังจากมีการไล่ล่ากันในมหาสมุทรแอตแลนติกนานกว่า 2 สัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเนื่องจากมีเรือดำน้ำและเรือรบของรัสเซียอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

การเข้ายึดครั้งนี้อาจเพิ่มความตึงเครียดกับรัสเซีย โดยเกิดขึ้นหลังจากเรือบรรทุกน้ำมันซึ่งเดิมชื่อ “เบลลา 1” (Bella 1) แต่ปัจจุบันใช้ชื่อ “มาริเนรา” (Marinera) ได้เล็ดลอดผ่าน “การปิดล้อม” ทางทะเลของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร และขัดขืนความพยายามของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ในการขอขึ้นตรวจเรือ

กองบัญชาการภูมิภาคยุโรปของกองทัพสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า รัฐบาลทรัมป์เข้ายึดเรือลำดังกล่าวเนื่องจากละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

“การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่ถูกคว่ำบาตรและผิดกฎหมายยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลกก็ตาม” พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในการตอบกลับโพสต์ของกองบัญชาการภูมิภาคยุโรป

ด้านทางการรัสเซียออกมาประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรงต่อกรณีการเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าว

กระทรวงคมนาคมของรัสเซียระบุในแถลงการณ์ว่า “ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เสรีภาพในการเดินเรือย่อมมีผลบังคับใช้ในน่านน้ำสากล และไม่มีรัฐใดมีสิทธิใช้กำลังต่อเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้อำนาจตุลาการของรัฐอื่น”

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังระบุอีกว่า เรือลำดังกล่าวได้รับ “อนุญาตชั่วคราว” ให้เดินเรือภายใต้ธงชาติรัสเซียเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พร้อมเสริมว่า “การติดต่อกับตัวเรือขาดหายไป” หลังจากกองทัพเรือของสหรัฐฯ ได้บุกขึ้นเรือในน่านน้ำสากล ซึ่งอยู่นอกเขตน่านน้ำทางทะเลของรัฐใดๆ

เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยหน่วยยามฝั่งและกองทัพสหรัฐฯ โดยนี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ที่กองทัพสหรัฐฯ พยายามเข้ายึดเรือที่ติดธงชาติรัสเซีย

เจ้าหน้าที่เสริมว่ามีเรือทางทหารของรัสเซียอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดปฏิบัติการ รวมถึงเรือดำน้ำลำหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าเรือเหล่านี้อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุเพียงใด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้กับประเทศไอซ์แลนด์

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พยายามสกัดกั้นเรือลำนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ทางเรือปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่ขึ้นตรวจค้น ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เรือลำดังกล่าวได้เปลี่ยนสัญชาติธงเรือจากประเทศกายอานา ไปเป็นรัสเซียแทน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยกับรอยเตอร์สว่า ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำที่มีความเชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาในเขตน่านน้ำละตินอเมริกา ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าบังคับใช้มาตรการ “ปิดล้อม” เรือที่ถูกคว่ำบาตรจากเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ บุกจู่โจมกรุงการากัสช่วงก่อนรุ่งสางของวันเสาร์ที่ผ่านมา เข้าจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร และนำตัวเขาไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลาเรียกการจับกุมตัวมาดูโรครั้งนี้ว่าเป็นการ “ลักพาตัว” และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามขโมยทรัพยากรน้ำมันสำรองมหาศาลของประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่ามีปริมาณมากที่สุดในโลก

ด้านนายทรัมป์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ โต้กลับ โดยกล่าวหาเวเนซุเอลาว่า ขโมยน้ำมันของสหรัฐฯ สื่อถึงกรณีที่เวเนซุเอลาประกาศโอนกิจการด้านพลังงานของบริษัทเอกชน รวมถึงบริษัทต่างชาติทั้งหมด มาเป็นของรัฐ ในช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค.69 ต้องกาบัตรกี่ใบ แจ้งไม่ไปใช้สิทธิอย่างไร

เลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค.69 ต้องกาบัตรกี่ใบ แจ้งไม่ไปใช้สิทธิอย่างไร

7 ม.ค. 2569 21:55 น.

เลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค.69 ต้องกาบัตรกี่ใบ แจ้งไม่ไปใช้สิทธิอย่างไร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เป็นการเลือกตั้งกรณีครบวาระทั่วประเทศ โดยมีรายละเอียดการจัดการเลือกตั้งและผลกระทบทางกฎหมาย ดังนี้

1. วิธีการจัดการเลือกตั้ง (ขั้นตอนการลงคะแนน)

การไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 11 ม.ค. 69 มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:

  • เวลาลงคะแนน: ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • หลักฐานที่ต้องใช้: บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรหมดอายุก็ใช้ได้) หรือบัตรที่ทางราชการออกให้ที่มีรูปถ่ายและเลขบัตรประชาชน (เช่น ใบขับขี่, พาสปอร์ต) หรือเปิดผ่านแอปพลิเคชัน ThaID
  • จำนวนบัตรเลือกตั้ง: โดยทั่วไปคุณจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
    1. สีชมพู : สำหรับเลือก “นายก อบต.” (เลือกได้เพียงเบอร์เดียว)
    2. สีเขียว : สำหรับเลือก “สมาชิกสภา อบต.” (เลือกได้ตามจำนวนที่เขตนั้นกำหนด เลือกได้ไม่เกิน 6 หมายเลข)

2. ผลทางกฎหมายหากไม่ไปเลือกตั้ง

หากคุณมีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิ และไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งครั้งนั้นๆ โดยมีผลเสียดังนี้:

  • ด้านการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น: * ไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส., ส.ว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้
    • ไม่สามารถสมัครรับเลือกเป็นกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านได้

ด้านตำแหน่งทางการเมือง:

  • ไม่สามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองได้

ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น, เลขานุการ/ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือเลขานุการประธานสภาท้องถิ่นได้

ด้านการตรวจสอบ: * เสียสิทธิในการเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

3. ผลกระทบในระยะยาว

แม้การถูกจำกัดสิทธิจะมีกำหนดเพียง 2 ปี แต่หากมีการเลือกตั้งครั้งถัดไป (เช่น เลือกตั้ง ส.ส. หรือเลือกตั้งท้องถิ่นอื่นๆ) ในช่วงเวลาที่คุณยังถูกจำกัดสิทธิอยู่ คุณจะเสียโอกาสในการก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองหรือการรับตำแหน่งสำคัญในท้องถิ่นทันที นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงประวัติการใช้สิทธิพลเมืองในฐานข้อมูลของรัฐด้วย

4. การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ

หากติดธุระจำเป็นจริงๆ คุณสามารถแจ้งเหตุเพื่อรักษาไม่ให้เสียสิทธิได้ ดังนี้:

  • ช่วงเวลาแจ้ง: 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง (4-10 ม.ค. 69) หรือ 7 วันหลังวันเลือกตั้ง (12-18 ม.ค. 69)
  • ช่องทาง: 1. ยื่นด้วยตนเองหรือมอบหมายผู้อื่นที่ที่ว่าการอำเภอ
2. ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
3. แจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote หรือเว็บไซต์ของกรมการปกครอง (วิธีนี้สะดวกที่สุด)

ส่อง 5 อันดับ อบต. รายได้รวมมากที่สุด ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 11 ม.ค. 69

ส่อง 5 อันดับ อบต. รายได้รวมมากที่สุด ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 11 ม.ค. 69

7 ม.ค. 2569 20:45 น.

ส่อง 5 อันดับ อบต. รายได้รวมมากที่สุด ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 11 ม.ค. 69

ส่อง 5 อันดับ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีรายได้รวมมากที่สุด จากข้อมูลล่าสุดปี 2567 ก่อนถึงการเลือกตั้ง อบต.รอบใหม่ 11 ม.ค. 69

ในวันที่ 11 ม.ค.2569 ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งมีความสำคัญในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กที่สุด และมีเขตพื้นที่ที่ต้องดูแลอยู่นอกเขตเมือง มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด โดยจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลและให้บริการประชาชนในหมู่บ้านและตำบลแทนส่วนกลาง เพื่อให้ประชาชนทุกหนแห่งได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ข้อมูลจากกรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 6 ธ.ค. 2568 พบว่าทั่วประเทศ มี อบต. ทั้งหมด 4,993 แห่ง โดยตัวเลขนี้มีแนวโน้มจะลดลงเรื่อย ๆ จากการควบรวม อบต. บางส่วน หรือการยก อบต. ที่มีความเจริญในระดับหนึ่งให้เป็นเทศบาลเพื่อให้มีอิสระในการบริหารงานมากขึ้น

อบต.ถูกจับตามองในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในมิติด้านรายได้และงบประมาณ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้ในท้องถิ่น รวมถึงขนาดและความซับซ้อนของภารกิจที่ อบต. แต่ละแห่งต้องรับผิดชอบ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลรายได้รวมของ อบต.ทั่วประเทศ โดยข้อมูลทางการล่าสุดปี 2567 พบว่า อบต. หลายแห่งมีรายได้รวมในระดับสูง โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่มีการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ มีแหล่งอุตสาหกรรม การคมนาคม และกิจกรรมทางธุรกิจจำนวนมาก ส่งผลให้สามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

5 อันดับ อบต. ที่มีรายได้รวมมากที่สุด ปี 2567 

1. อบต.บางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ

  • พื้นที่ 39.36 ตร.กม.
  • ประชากร 92,568 คน
  • รายได้รวม 1,027.83 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 385.19 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 494.96 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 147.69 ล้านบาท

2.อบต.บางโฉลง จ.สมุทรปราการ

  • พื้นที่ 33.50 ตร.กม.
  • ประชากร 44,573 คน
  • รายได้รวม 673.18 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 408.76 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 253.33 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 7.52 ล้านบาท

3.อบต.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ

  • พื้นที่ 56.11 ตร.กม.
  • ประชากร 32,035 คน
  • รายได้รวม 663.00 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 344.96 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 256.9 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 64.71 ล้านบาท

4. อบต.มาบยางพร จ.ระยอง

  • พื้นที่ 64.65 ตร.กม.
  • ประชากร 24,086 คน
  • รายได้รวม 624.55 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 410.45 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 175.03 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 39.07 ล้านบาท

5.อบต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ

  • พื้นที่ 31.00 ตร.กม.
  • ประชากร 37,233 คน
  • รายได้รวม 574.62 ล้านบาท แบ่งเป็น

– เงินจัดเก็บเอง 231.24 ล้านบาท

– เงินรัฐจัดสรร 274.65 ล้านบาท

– เงินอุดหนุน 68.73 ล้านบาท

จากข้อมูล 5 อันดับ อบต. ที่มีรายได้สูงสุด พบว่า 4 ใน 5 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนอีก 1 แห่ง อยู่ในจังหวัดระยอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม ระดับรายได้ของ อบต.แต่ละพื้นที่เป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนขนาดและภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการดำเนินงานและการบริหารจัดการในทางปฏิบัติยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหลายด้าน

แพทย์ไม่แนะนำผ่าตัด “มหาเธร์” วัย 100 ปี หลังล้มกระดูกสะโพกหัก หวั่นความเสี่ยงจากอายุ

แพทย์ไม่แนะนำผ่าตัด "มหาเธร์" วัย 100 ปี หลังล้มกระดูกสะโพกหัก หวั่นความเสี่ยงจากอายุ

7 ม.ค. 2569 17:28 น.

แพทย์ไม่แนะนำผ่าตัด “มหาเธร์” วัย 100 ปี หลังล้มกระดูกสะโพกหัก หวั่นความเสี่ยงจากอายุ

นายมุคริซ มหาเธร์ บุตรชายของ ดร.มหาเธร์ โมฮาหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยว่าบิดาของเขาซึ่งมีอายุ 100 ปี จะไม่เข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการกระดูกสะโพกขวาหักหลังจากล้มในบ้าน เนื่องจากข้อจำกัดด้านวัยที่สูงมากจนการผ่าตัดอาจมีความเสี่ยงสูงเกินไป แต่จะใช้วิธีฟื้นฟูร่างกายตามมาตรฐานแทน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 ม.ค.) โดยนายนายมุคริซระบุว่า ดร.มหาเธร์ ล้มลงภายในบ้านพักหลังจากเสร็จสิ้นการเดินออกกำลังกายตามปกติในตอนเช้า จากนั้นได้ถูกนำตัวส่งสถาบันหัวใจแห่งชาติในกรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วยรถพยาบาลในสภาพที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ซึ่งผลการตรวจยืนยันว่ากระดูกสะโพกขวาหัก

ในวิดีโอที่ส่งต่อกันในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมือง นายมุคริซกล่าวว่า “เมื่อพิจารณาจากอายุที่แตะระดับ 100 ปีแล้ว การผ่าตัดจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้วิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพตามมาตรฐาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะ เป้าหมายคือเพื่อให้ท่านกลับมามีสุขภาพแข็งแรงและปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติเหมือนที่เคยทำมาโดยตลอด”

ด้านนางมารีนา บุตรสาวของ ดร.มหาเธร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาว่า อาการบาดเจ็บของบิดานั้น “รุนแรงแต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” พร้อมเสริมว่า “ในวัย 100 ปี การล้มหรือกระดูกหักย่อมเป็นเรื่องแย่เสมอ และต้องใช้เวลาในการเยียวยา”

ดร.มหาเธร์ เคยเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจมาแล้วหลายครั้งในอดีต และเพิ่งเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการอ่อนเพลียหลังจบงานฉลองวันเกิดครบ 100 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาถือเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียถึง 2 สมัย (ค.ศ. 1981-2003 และ 2018-2020) และเคยเป็นผู้นำประเทศจากการเลือกตั้งที่มีอายุมากที่สุดในโลกขณะดำรงตำแหน่งสมัยที่สองในวัย 94 ปี

ขณะนี้ครอบครัวได้ขอความกรุณาจากสาธารณชนให้ความเป็นส่วนตัวแก่ ดร.มหาเธร์ เพื่อให้เขาได้พักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่ในช่วงหลายสัปดาห์ต่อจากนี้.

ที่มา AFP