เครนยักษ์ถล่มหักกลางในรัสเซีย คนงานควบคุมเครนถูกเหวี่ยงร่วงกระแทกพื้น

เครนยักษ์ถล่มหักกลางในรัสเซีย คนงานควบคุมเครนถูกเหวี่ยงร่วงกระแทกพื้น

19 ม.ค. 2569 09:04 น.

เครนยักษ์ถล่มหักกลางในรัสเซีย คนงานควบคุมเครนถูกเหวี่ยงร่วงกระแทกพื้น

เกิดเหตุเครนก่อสร้างขนาดใหญ่ถล่มภายในโรงงานในสาธารณรัฐตาตาร์สถานของรัสเซีย ผู้ควบคุมเครนซึ่งเป็นหญิงวัย 63 ปี ถูกเหวี่ยงตกจากห้องควบคุมและได้รับบาดเจ็บ

เกิดอุบัติเหตุเครนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถล่มภายในโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองบูกุลมา ซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐตาตาร์สถานของรัสเซีย เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ตามรายงานของหน่วยงานอัยการท้องถิ่น โดนเครนหักกลางและล้มลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ขณะที่กำลังดำเนินการภายในสถานประกอบการ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นวินาทีที่โครงสร้างเครนทรุดลงอย่างฉับพลันและรุนแรง

ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหญิงวัย 63 ปีซึ่งอยู่ในห้องควบคุมเครนถูกเหวี่ยงตกลงมา และได้รับบาดเจ็บจากการตกกระแทกพื้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลในท้องถิ่นเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอัยการกล่าวว่ากำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานอุปกรณ์หนักดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์คล้ายกันซ้ำในอนาคต โดยยังไม่มีการประกาศชัดเจนว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้เพิ่มเติมอีกหรือไม่.

ที่มา+ ดูคลิป  : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครนถล่ม

รถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันสนั่นในสเปน ดับอย่างน้อย 21 ศพ เจ็บสาหัสกว่า 70 ราย

รถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันสนั่นในสเปน ดับอย่างน้อย 21 ศพ เจ็บสาหัสกว่า 70 ราย

19 ม.ค. 2569 07:57 น.

รถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันสนั่นในสเปน ดับอย่างน้อย 21 ศพ เจ็บสาหัสกว่า 70 ราย

รถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันใกล้เมืองทางตอนใต้ของสเปน เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ บาดเจ็บจำนวนมาก ทางการสั่งระงับเส้นทางรถไฟเชื่อมมาดริด–อันดาลูเซียทั้งหมด เร่งช่วยผู้โดยสารติดค้าง

วันที่  19 มกราคม 2569 เกิดอุบัติเหตุรถไฟโดยสารความเร็วสูง 2 ขบวนชนกันอย่างรุนแรงจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้เมืองอาดามุซ ในแคว้นอันดาลูเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 73 ราย

บริษัทเอดิฟ ผู้ดูแลโครงข่ายรถไฟของสเปน ระบุว่า รถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งซึ่งเดินทางจากเมืองมาลากา ไปกรุงมาดริด เกิดตกรางไถลเข้าไปยังรางข้างเคียง ก่อนจะชนกับรถไฟอีกขบวนที่วิ่งสวนทางมาจากมาดริดไปเมืองอูเอลบา  ส่งผลให้รถไฟทั้งสองขบวนตกราง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นประมาณ 10 นาทีหลังรถไฟออกจากเมืองมาลากา เวลา 18.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยขบวนนี้มีผู้โดยสารราว 300 คน ขณะที่หน่วยกู้ภัยแคว้นอันดาลูเซียเร่งช่วยเหลือผู้โดยสารที่ติดอยู่ภายในตู้รถไฟ ขณะที่ทางการสั่งระงับการเดินรถไฟทุกเส้นทางระหว่างกรุงมาดริดกับแคว้นอันดาลูเซีย เป็นการชั่วคราว และเปิดสถานีหลักหลายแห่ง เช่น อาโตชา เซบีญา กอร์โดบา มาลากา และอูเอลบา เพื่อรองรับญาติผู้ประสบเหตุ

ด้านสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย ทรงแสดงความเสียพระทัยอย่างยิ่ง พร้อมส่งสารแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ระบุว่า รัฐบาลกำลังประสานงานกับหน่วยฉุกเฉินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่.

ที่มา  CBS

ไฟป่าชิลีลามหนัก ดับแล้ว 16 ศพ อพยพ 20,000 คน รบ.ประกาศภาวะหายนะ

ไฟป่าชิลีลามหนัก ดับแล้ว 16 ศพ อพยพ 20,000 คน รบ.ประกาศภาวะหายนะ

19 ม.ค. 2569 06:06 น.

ไฟป่าชิลีลามหนัก ดับแล้ว 16 ศพ อพยพ 20,000 คน รบ.ประกาศภาวะหายนะ

ไฟป่าในประเทศชิลียังคงลุกไหม้รุนแรง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ บ้านเรือนถูกทำลายหลายร้อยหลัง และมีผู้อพยพอีกกว่า 20,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี กาเบรียล โบริช แห่งชิลี ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติภูมิภาค ญูเบล (Ñuble) และ บิโอบิโอ (Biobío) ที่กำลังเผชิญกับไฟป่ารุนแรงจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ ประชาชนอย่างน้อย 20,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่

ไฟป่าจุดที่อันตรายที่สุดลุกลามผ่านป่าแห้งแล้งที่อยู่ติดกับเมืองกอนเซปซิออน (Concepción) ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่ง เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยระบุว่า มีบ้านเรือนถูกทำลายไปแล้วประมาณ 250 หลัง

Conaf หน่วยงานด้านป่าไม้ของชิลีเปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังเร่งต่อสู้กับไฟป่าทั้งหมด 24 จุดทั่วประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดี โบริช ประกาศภาวะภัยพิบัติในทั้ง 2 ภูมิภาค และย้ำว่า “เราได้ระดมทรัพยากรทุกอย่างที่มีออกมาใช้แล้ว”

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า จนถึงขณะนี้ไฟป่าได้เผาไหม้พื้นที่ไปแล้วกว่า 20,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 125,000 ไร่) ใน 2 ภูมิภาคดังกล่าว ขณะที่การอพยพประชาชนส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเมืองเป็นโก (Penco) และเมืองลีร์เกน (Lirquen) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองกอนเซปซิออน โดยทั้งสองเมืองนี้มีประชากรรวมกันประมาณ 60,000 คน

ทั้งนี้ กระแสลมที่พัดแรงท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงในช่วงฤดูร้อนได้โหมกระพือเปลวไฟให้ลุกลาม ส่งผลให้ชุมชนต่างๆ ในชิลีตกอยู่ในอันตราย และเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เดนมาร์กลั่น ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล หลังทรัมป์จ่อเก็บภาษีเพิ่ม

เดนมาร์กลั่น ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล หลังทรัมป์จ่อเก็บภาษีเพิ่ม

19 ม.ค. 2569 05:14 น.

เดนมาร์กลั่น ยุโรปไม่ยอมถูกแบล็กเมล หลังทรัมป์จ่อเก็บภาษีเพิ่ม

เดนมาร์กกับชาติยุโรปอีก 7 ประเทศที่ถูก โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตั้งกำแพงภาษี ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ยืนยันยุโรปจะไม่ยอมถูกแบล็กเมล และพวกเขาจะยืนหยัดเคียงข้างกรีนแลนด์

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569 นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประกาศกร้าวว่า “ยุโรปจะไม่ยอมถูกแบล็กเมล (ข่มขู่)” ในขณะที่เธอและบรรดาผู้นำยุโรปคนอื่นๆ กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่จากประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ก่อนหน้านี้นายทรัมป์ระบุว่า เขาจะบังคับใช้มาตรการภาษีใหม่กับพันธมิตรของสหรัฐฯ 8 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, สวีเดน และสหราชอาณาจักร ในอัตรา 10% เริ่ม 1 ก.พ.นี้ และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. ฐานคัดค้านข้อเสนอของเขาในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก

นายทรัมป์ยืนกรานว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังเข้ายึดครอง ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ขณะนี้ กลุ่มประเทศที่ถูกขู่ด้วยมาตรการภาษีได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน โดยระบุว่าแผนการของทรัมป์กำลังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสถานการณ์อันตรายที่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ

“การข่มขู่ด้วยมาตรการภาษีถือเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก” แถลงการณ์ระบุ พร้อมทั้งย้ำว่าพวกเขาจะ “ยืนหยัดเคียงข้างราชอาณาจักรเดนมาร์กและประชาชนชาวกรีนแลนด์อย่างเต็มที่”

ชาติยุโรปทั้ง 8 ย้ำด้วยว่า ในฐานะสมาชิกของพันธมิตรนาโต (NATO) พวกเขายังคง “มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกทั้งสองฝั่งแอตแลนติก”

“เราพร้อมที่จะร่วมเจรจาภายใต้หลักการแห่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งเป็นหลักการที่เรายึดมั่นอย่างหนักแน่นเสมอมา”

อีกด้านหนึ่ง เฟรเดอริกเซนได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “เราต้องการความร่วมมือและเราไม่ใช่ฝ่ายที่มองหาความขัดแย้ง และฉันรู้สึกยินดีกับข้อความที่สอดคล้องกันจากประเทศอื่น ๆ ในทวีปที่ว่า ยุโรปจะไม่ยอมถูกข่มขู่ … มันยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญที่เราจะต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงบนค่านิยมพื้นฐานที่สร้างประชาคมยุโรปขึ้นมา”

ในขณะเดียวกัน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่าเขาได้ต่อสายตรงพูดคุยนางเฟรเดอริกเซน รวมถึงนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายมาร์ก รุตเต เลขาธิการนาโต เมื่อวันอาทิตย์ ก่อนจะได้หารือกับนายทรัมป์

โดยเซอร์ สตาร์เมอร์ได้ย้ำจุดยืนว่า ความมั่นคงของกรีนแลนด์คือสิ่งที่สมาชิกนาโตทุกประเทศให้ความสำคัญมากที่สุด เขายังกล่าวอีกว่า การบังคับใช้กำแพงภาษีกับพันธมิตรเพียงเพราะพวกเขาพยายามรักษาความมั่นคงร่วมกันของสมาชิกนาโตนั้น “เป็นสิ่งที่ผิด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

19 ม.ค. 2569 03:29 น.

ซีเรียตกลงหยุดยิง กับกองกำลังชาวเคิร์ด หลังปะทะ 2 สัปดาห์

รัฐบาลซีเรียประกาศหยุดยิงทั่วประเทศกับกลุ่ม SDF ซึ่งนำโดยชาวเคิร์ด หลังปะทะกันมานาน 2 สัปดาห์ พร้อมเตรียมรวมกองกำลังเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน และรับรองสิทธิชาวเคิร์ด

สื่อของรัฐบาลซีเรียรายงานว่า รัฐบาลซีเรียได้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศกับกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) ที่นำโดยกลุ่มชาวเคิร์ด โดยมีผลบังคับใช้ในทันที ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของประเทศ

การหยุดยิงในครั้งนี้เป็นการยุติการสู้รบที่ดำเนินมาเกือบสองสัปดาห์ และเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกว้างๆ รวม 14 ข้อ ซึ่งจะมีกระบวนการรวมกองกำลัง SDF เข้ากับกองทัพและสถาบันต่างๆ ของรัฐบาลซีเรีย

ประธานาธิบดี อาห์เหม็ด อัล-ชารา มีแถลงการณ์ในกรุงดามัสกัสว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้สถาบันต่างๆ ของรัฐบาลซีเรียสามารถกลับเข้าควบคุม 3 จังหวัดทางภาคตะวันออกและภาคเหนือ ได้แก่ อัล-ฮาซากะห์ (al-Hasakah), ดีร์ เอซซอร์ (Deir Ezzor) และ รักกะ (Raqqa) ได้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการหารือระหว่างนายอัล-ชารา และ ทอม แบร์รัก ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำซีเรีย ณ กรุงดามัสกัส โดยนายแบร์รักได้กล่าวชื่นชมข้อตกลงนี้ว่าเป็นก้าวย่างสำคัญไปสู่การเป็น “ซีเรียที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ทั้งนี้ กองกำลัง SDF ที่นำโดยกลุ่มชาวเคิร์ดจัดตั้งการปกครองตนเองขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองซีเรียเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้จัดหาอาวุธและฝึกฝนกองกำลัง SDF ในฐานะพันธมิตรหลักในพื้นที่เพื่อต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส)

ด้วยการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ กองกำลัง SDF สามารถขับไล่กลุ่มไอซิสออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย และได้เข้าปกครองพื้นที่ทั้งในส่วนของชาวเคิร์ดและพื้นที่ที่มีชาวอาหรับเป็นประชากรส่วนใหญ่

แต่ภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามโดยนายอัล-ชารา และนายอับดี ทางการซีเรียจะเข้ารับช่วงต่อในการดูแลสถาบันพลเรือน ด่านข้ามพรมแดน รวมถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเคยเป็นรากฐานสำคัญในการค้ำจุนการปกครองตนเองของชาวเคิร์ดมาโดยตลอด

บุคลากรทางทหารและฝ่ายความมั่นคงของ SDF จะถูกรวมเข้ากับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยของซีเรียหลังจากผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ ในขณะที่รัฐบาลดามัสกัสจะเข้ารับผิดชอบดูแลเรือนจำและค่ายกักกันที่คุมขังนักรบกลุ่มไอซิสชาวต่างชาติและครอบครัวจำนวนหลายหมื่นคน

นอกจากนี้ รัฐบาลดามัสกัสยังย้ำคำมั่นที่จะรับรองสิทธิทางวัฒนธรรมและภาษาของชาวเคิร์ด ซึ่งรวมถึงการให้ภาษาเคิร์ดมีสถานะเป็นภาษาทางการ และกำหนดให้วันปีใหม่ของชาวเคิร์ดเป็นวันหยุดประจำชาติ นับเป็นการให้การรับรองสิทธิของชาวเคิร์ดอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่ซีเรียได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2489

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจาก ความพยายามในการเจรจาควบรวมกองกำลังก่อนหน้านี้ล้มเหลวและหยุดชะงักไปหลายเดือน และมีขึ้นหลังจากกองกำลังรัฐบาลซีเรียเคลื่อนพลเข้าสู่เมืองรักกะและแหล่งน้ำมันในบริเวณใกล้เคียง ภายหลังการถอนกำลังของ SDF เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน นายอัล-ชารา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หากกองกำลังติดอาวุธกลุ่มหนึ่งจะเข้าควบคุมพื้นที่ 1 ใน 4 ของประเทศ และถือครองทรัพยากรน้ำมัน รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์หลักของชาติเอาไว้เพียงกลุ่มเดียว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

19 ม.ค. 2569 01:58 น.

ดับพุ่ง 5,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อาจเดินหน้าลงโทษประหาร

รอยเตอร์สรายงานว่า ผู้เสียชีวิตในการประท้วงในอิหร่าน เพิ่มขึ้นจนถึง 5,000 ศพแล้ว ขณะที่ฝ่ายตุลาการของอิหร่านส่งสัญญาณว่าการประหารชีวิตอาจยังคงดำเนินต่อไป หลังทรัมป์บอกยุติแล้ว

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอิหร่านเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วงใหญ่ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 5,000 ศพแล้ว โดยเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 500 นาย โดยเขากล่าวหาว่า ผู้ก่อการร้ายและกลุ่มผู้ก่อจลาจลติดอาวุธเป็นผู้สังหารชาวอิหร่านผู้บริสุทธิ์

การประท้วงทั่วประเทศดังกล่าว ปะทุขึ้นจากความไม่พอใจในปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนจะขยายตัวเป็นวงกว้างตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปกครอง จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง กลายเป็นเหตุความไม่สงบที่นองเลือดที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อปี 2522

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาขู่หลายครั้งว่าจะเข้าแทรกแซง หากกลุ่มผู้ประท้วงยังคงถูกสังหารบนท้องถนนหรือถูกประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ขอบคุณผู้นำอิหร่าน อ้างว่ารัฐบาลนี้สั่งระงับการประหารชีวิตผู้คนตามที่มีกำหนดการเอาไว้ถึง 800 ราย

อย่างไรก็ตาม นาย อัสการ์ จาฮันกีร์ โฆษกฝ่ายตุลาการของอิหร่าน แถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ส่งสัญญาณว่าการประหารชีวิตอาจยังคงดำเนินต่อไป

“การกระทำหลายประการถูกระบุว่าเป็นความผิดฐาน Mohareb (โมฮาเรบ) ซึ่งเป็นหนึ่งในบทลงโทษทางอิสลามที่รุนแรงที่สุด” นายจาฮันกีร์กล่าว อนึ่ง คำว่า Mohareb เป็นศัพท์กฎหมายอิสลามที่มีความหมายว่า “การทำสงครามกับพระเจ้า” ซึ่งตามกฎหมายของอิหร่านนั้นมีโทษสถานหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตระหว่างการประท้วงใหญ่ในอิหร่านอยู่ที่ 3,308 ศพ และยังมีอีก 4,382 กรณีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมระบุว่าสามารถยืนยันตัวเลขผู้ถูกจับกุมได้มากกว่า 24,000 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไฟไหม้ห้างฯ ปากีสถาน ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

ไฟไหม้ห้างฯ ปากีสถาน ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

19 ม.ค. 2569 00:10 น.

ไฟไหม้ห้างฯ ปากีสถาน ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายสิบคน

เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองการาจี ของปากีสถาน ล่าสุดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ โดยมีผู้บาดเจ็บและสูญหายอีกหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่ห้างสรรพสินค้า Gul Plaza ในเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน เมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. 2569 ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ รวมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงด้วย 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน ท่ามกลางความกังวลว่า อาจมีผู้ติดค้างอยู่ภายใน

หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นระบุว่า เมื่อทีมช่วยเหลือเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุในวันเสาร์ เปลวไฟได้ลุกลามจากชั้นล่างขึ้นไปยังชั้นบน และไฟได้โหมลุกไหม้เกือบจะทั่วทั้งอาคารแล้ว ส่งผลให้โครงสร้างบางส่วนของห้าง พังถล่มลงมา กลายเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัย

ห้าง Gul Plaza มีร้านค้ากว่า 1,200 แห่ง และครอบคลุมพื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ โดยนายฮัสซัน ข่าน โฆษกหน่วยกู้ภัย 1122 ในการาจีบอกกับ BBC ว่า ภายในห้างแห่งนี้วัสดุไวไฟจำนวนมาก เช่น โฟมพลาสติก ผ้า พรม และน้ำหอม

ขณะที่ทางการท้องถิ่นของเมืองการาจีจัดตั้งโต๊ะลงทะเบียนเพื่อบันทึกรายชื่อและรายละเอียดของผู้ที่ยังสูญหายแล้ว โดยในเบื้องต้นมีผู้ถูกแจ้งหายมากกว่า 30 ราย

ด้านประธานาธิบดี อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี แห่งปากีสถาน ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสั่งการให้รัฐบาลท้องถิ่นของจังหวัดสินธ์ (ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองการาจี) ดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยทั่วทั้งพื้นที่อย่างละเอียด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บรูซ เหลียง ดาวกังฟูฮ่องกงเสียชีวิตแล้ว ปิดตำนาน “เทพเมฆาอัคคี”

บรูซ เหลียง ดาวกังฟูฮ่องกงเสียชีวิตแล้ว ปิดตำนาน “เทพเมฆาอัคคี”

18 ม.ค. 2569 23:12 น.

บรูซ เหลียง ดาวกังฟูฮ่องกงเสียชีวิตแล้ว ปิดตำนาน “เทพเมฆาอัคคี”

บรูซ เหลียง นักแสดงสายศิลปะการต่อสู้ชื่อดังชาวฮ่องกง ผู้เป็นที่รู้จักจากบท “เทพเมฆาอัคคี” จากภาพยนตร์เรื่อง “คนเล็กหมัดเทวดา” เสียชีวิตแล้วในวัย 77 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ม.ค. 2569 ว่า “บรูซ เหลียง” หรือ “เหลียง เสี่ยวหลง” (Leung Siu-lung) นักแสดงศิลปะป้องกันตัวและดาราภาพยนตร์ชื่อดังชาวฮ่องกง และมีผลงานโดดเด่นในภาพยนตร์แอ็กชันมากมาย เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะมีอายุได้ 77 ปี

ตามการเปิดเผยจากกลุ่มเพื่อนสนิทของนายเหลียง ครอบครัวกำลังดำเนินการจัดพิธีศพเป็นการภายใน โดยมีกำหนดการเบื้องต้นสำหรับพิธีไว้อาลัยในวันที่ 26 มกราคม ณ เขตหลงกัง เมืองเซินเจิ้น

ทั้งนี้ เหลียง เสี่ยวหลง หรือที่รู้จักในชื่อ บรูซ เหลียง เป็นบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกงตลอดยุค 70 และ 80 เขาเป็นนักศิลปะป้องกันตัวผู้เชี่ยวชาญทั้งคาราเต้สายโกจูริว (Goju-ryu) และมวยหย่งชุน (Wing Chun) เขาฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์ระดับคลาสสิกมากมาย และในอดีตเคยถูกจัดให้เป็นหนึ่งในกลุ่มนักแสดง “Bruceploitation” (กลุ่มดาราหน้าเหมือนหรือตัวแทนบรูซ ลี) ที่โด่งดังขึ้นมาหลังการเสียชีวิตของ บรูซ ลี ราชากังฟู

บรูซ เหลียง ปรากฏตัวในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Tattoo Connection และเคยร่วมงานกับเฉินหลงใน Magnificent Bodyguards แต่บทบาทที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกรู้จักเขาดีที่สุดคือบท “เทพเมฆาอัคคี” (The Beast) ตัวร้ายสุดแกร่งในภาพยนตร์ฮิตถล่มทลายเรื่อง Kung Fu Hustle (คนเล็กหมัดเทวดา) ของโจว ซิงฉือ เมื่อปี 2547 (ค.ศ.2004) ซึ่งถือเป็นการกลับมาสู่วงการได้อย่างสง่างามหลังจากห่างหายจากหน้าจอไปช่วงหนึ่ง

นายเหลียงโลดแล่นในเส้นทางสายบันเทิงมานานหลายทศวรรษ โดยผลงานในยุคหลังของเขารวมถึงสารคดีเรื่อง Dragonland (พ.ศ. 2550) และซีรีส์จีนเรื่อง Heroes (พ.ศ. 2563) ด้านชีวิตครอบครัว เขาใช้ชีวิตคู่ร่วมกับภรรยา “ซ่ง เซียง” ซึ่งแต่งงานกันในปี 2538 และมีลูกด้วยกัน 2 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : dimsumdaily

อินโดนีเซีย เจอซากเครื่องบินลาดตระเวนแล้ว พบ 1 ศพ หายอีก 9 ราย

อินโดนีเซีย เจอซากเครื่องบินลาดตระเวนแล้ว พบ 1 ศพ หายอีก 9 ราย

18 ม.ค. 2569 22:00 น.

อินโดนีเซีย เจอซากเครื่องบินลาดตระเวนแล้ว พบ 1 ศพ หายอีก 9 ราย

(ภาพจาก AP/THE INDONESIAN NATIONAL SEARCH AND RESCUE AGENCY)

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียพบซากเครื่องบินลาดตระเวนที่ขาดการติดต่อไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว โดยเบื้องต้นพบร่างผู้เสียชีวิต 1 ศพ แต่ยังไม่ทราบชะตากรรมของอีก 9 คนที่เหลือ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ค. 2569 ทางการอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบซากเครื่องบินลาดตระเวนการประมง ที่สูญหายไปในจังหวัดสุลาเวสีใต้แล้ว โดยพบอยู่บริเวณลาดเขาที่มีหมอกปกคลุม และเจ้าหน้าที่กู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 1 ราย จากจำนวนผู้ที่อยู่บนเครื่องทั้งหมด 10 คน

เครื่องบินใบพัดรุ่น ATR 42-500 ซึ่งเป็นของกลุ่มบริษัทการบิน อินโดนีเซีย แอร์ ทรานสปอร์ต ได้ขาดการติดต่อกับหอควบคุมการจราจรทางอากาศเมื่อวันเสาร์ เวลาประมาณ 13.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณเขตมารอส ในจังหวัดสุลาเวสีใต้ ขณะกำลังเดินทางจากเมืองยอกยาการ์ตาไปยังเมืองมากัสซาร์ เมืองเอกของจังหวัดสุลาเวสีใต้

เครื่องบินลำนี้ถูกเช่าเหมาลำโดยกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซียเพื่อปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศด้านการประมง โดยบนเครื่องมีลูกเรือ 7 คนและมีผู้โดยสาร 3 คน เป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทั้งหมด

นายอันดี สุลต่าน เจ้าหน้าที่สำนักงานกู้ภัยจังหวัดสุลาเวสีใต้ เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่นพบซากเครื่องบินกระจายอยู่ในหลายจุดรอบภูเขาบูรูซาราอุง (Bulusaraung) ในเขตมารอส โดยภูเขาลูกดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1,500 กิโลเมตร

“ทีมค้นหาทางอากาศของเรามองเห็นเศษซากหน้าต่างเครื่องบินเมื่อเวลา 07.46 น.” นายสุลต่านกล่าว “และเมื่อเวลาประมาณ 07.49 น. เราได้พบชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของอากาศยาน ซึ่งคาดว่าเป็นส่วนลำตัวของเครื่องบิน” โดยพบส่วนหางของเครื่องบินที่บริเวณตีนเขาด้วย

นายสุลต่านระบุว่า ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยไปยังจุดที่พบซากเครื่องบินแล้ว แต่ปฏิบัติการค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากหมอกหนาและสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา จนกระทั่งช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ก็พบร่างผู้เสียชีวิต 1 รายในหุบเขา ห่างจากยอดเขาบูรูซาราอุงประมาณ 200 เมตร แต่ยังไม่ทราบชะตากรรมของอีก 9 คนที่เหลือ

ส่วนนายมูฮัมหมัด อารีฟ อันวาร์ หัวหน้าสำนักงานกู้ภัยจังหวัดสุลาเวสีใต้ กล่าวว่า หลังจากพบซากเครื่องบินแล้ว ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการค้นหาผู้ประสบภัย โดยจะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 1,200 นาย เพื่อออกค้นหาผู้สูญหาย

ด้านนายซูเรียนโต จาห์โยโน ประธานคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย (KNKT) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเครื่องบินได้พุ่งชนเข้ากับไหล่เขา โดยเป็นการชนประเภท “การบินชนภูมิประเทศโดยที่นักบินยังสามารถควบคุมเครื่องได้” ซึ่งหมายความว่านักบินยังคงควบคุมเครื่องบินได้อยู่และไม่ได้เจตนาพุ่งชน

แต่นายจาห์โยโนย้ำว่า ทีมสอบสวนยังไม่ได้สรุปสาเหตุที่แน่ชัดของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ "อาร์เทมิส 2" ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

18 ม.ค. 2569 11:54 น.

นาซาเคลื่อนจรวด SLS สู่ฐานปล่อย เตรียมภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ส่งมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์รอบ 50 ปี

องค์การนาซาเคลื่อนย้ายจรวด SLS และยานอวกาศโอไรออน สู่ฐานปล่อยที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis 2) ส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ลุ้นทะยานเร็วสุด 6 กุมภาพันธ์นี้ หวังชิงความได้เปรียบเหนือจีนในการสำรวจอวกาศ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ได้เริ่มเคลื่อนย้ายจรวด สเปซ ลอนช์ ซิสเต็ม (Space Launch System หรือ SLS)  สีส้ม-ขาวขนาดมหึมา พร้อมยานอวกาศโอไรออน (Orion) ออกจากอาคารประกอบยาน ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา มุ่งหน้าสู่แท่นยิง 39B ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายระยะทาง 6.5 กิโลเมตรที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดและกินเวลานานถึง 12 ชั่วโมง

การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบระบบขั้นสุดท้ายก่อนเริ่มภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ซึ่งมีกำหนดการยิงจรวดเร็วที่สุดในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ โดยหากการทดสอบทุกอย่างเป็นไปตามแผน นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และชาวแคนาดา 1 คน จะออกเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์เป็นเวลา 10 วัน แม้จะยังไม่มีการลงจอดบนพื้นผิว แต่ถือเป็นก้าวสำคัญตามเป้าหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการนำมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

ในวันเคลื่อนย้ายจรวด นักบินอวกาศทั้ง 4 ราย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิคเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา คอค และ เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา ได้เดินทางมาดูจรวดด้วยตนเอง โดยแฮนเซนเผยว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก และเชื่อว่านี่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อให้เป็นไปได้

นาซากำลังเร่งมืออย่างเต็มที่หลังจากโครงการล่าช้ามานาน โดยการขยับเป้าหมายมาเป็นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ถูกมองว่าเป็นความต้องการของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการเอาชนะจีนในการสำรวจอวกาศ ซึ่งปัจจุบันจีนมีแผนจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2030 และกำลังเตรียมส่งภารกิจไร้คนขับ “ฉางเอ๋อ 7” ไปสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ในปี 2026 นี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้อาร์เทมิส 2 จะคืบหน้าไปมาก แต่ภารกิจอาร์เทมิส 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนการลงจอดบนดวงจันทร์ ที่วางแผนไว้ในปี 2027 อาจต้องถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าบริษัทสเปซเอ็กซ์ ของ อีลอน มัสก์ ยังคงมีความล่าช้าในการพัฒนาจรวดสตาร์ชิป ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการนำนักบินลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์.

ที่มา BBC