‘โรคตึกเป็นพิษ’ ภัยร้ายเลี่ยงยากของคนเมืองปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610360

  • วันที่ 01 ม.ค. 2563 เวลา 09:09 น.

'โรคตึกเป็นพิษ' ภัยร้ายเลี่ยงยากของคนเมืองปี 2020

รู้หรือไม่ ประชากร 1 ใน 3 ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีประวัติป่วยกลุ่มโรคตึกเป็นพิษ (Sick Building Syndrome) และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สาเหตุมาจากฝุ่นละออง PM2.5 มลพิษทางอากาศ และความแออัดของที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน

คนเมืองในยุคปี 2020 เสี่ยงป่วยด้วยโรค “Sick building syndrome” หรือ “กลุ่มโรคตึกเป็นพิษ” เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับมลภาวะภายในอาคารจากปัจจัยบางอย่าง เช่น วัสดุโครงสร้างของอาคาร สีที่ใช้ภายในอาคาร และการถ่ายเทอากาศภายในอาคาร เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหัว ไอ จาม คลื่นไส้ และหายใจไม่สะดวก โดยอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเองเมื่อผู้ป่วยออกจากตัวอาคาร

อาการของโรคตึกเป็นพิษจะปรากฏเมื่อผู้ที่ประสบภาวะนี้อยู่ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยอาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

  • เจ็บตา หรือเจ็บคอ
  • แสบร้อนในจมูก มีน้ำมูก
  • หนาว เป็นไข้
  • ผิวแห้ง เป็นผื่น
  • อ่อนเพลีย
  • หงุดหงิด หรือหลงลืม
  • ปวดหัว ปวดท้อง
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • มีอาการของภาวะภูมิแพ้ เช่น จาม หรือคัน เป็นต้น
  • แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก
  • ไม่มีสมาธิ

นอกจากนี้ ภาวะ SBS อาจทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางเดินหายใจหรือเป็นภูมิแพ้อยู่ก่อนแล้วมีอาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น ผู้ป่วยโรคหอบก็จะเสี่ยงอาการกำเริบมากขึ้นเมื่ออยู่ในอาคาร เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อผู้ป่วยออกจากอาคาร อาการต่าง ๆ ก็จะหายไป

สาเหตุของโรคตึกเป็นพิษ

แม้ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่ก็มีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดภาวะ SBS ได้ ดังนี้

  • สารเคมีที่ใช้ภายในอาคาร เช่น น้ำยาถูพื้น สารฟอร์มาลดีไฮด์ สีที่ใช้ทาภายในอาคาร เป็นต้น
  • อุปกรณ์สำนักงานอย่างจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่กรองแสงที่เป็นอันตรายต่อสายตา
  • ควันรถ ฝุ่นภายในอาคาร หรือมลพิษอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง
  • เสียงรบกวน
  • อากาศที่ไม่ถ่ายเทภายในอาคาร
  • ก๊าซเรดอน และแร่ใยหินในตัวอาคาร
  • ไฟที่ส่องสว่างภายในอาคาร
  • ความร้อนหรือความชื้นภายในอาคาร
  • จุลชีพต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา เป็นต้น
  • ความเครียดจากการทำงานหรือการเรียน
  • การป่วยเป็นโรควิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้า

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตึกเป็นพิษ

ภาวะ SBS อาจส่งผลถึงชีวิตและการทำงาน เช่น ทำให้คุณภาพงานแย่ลง ตกงาน ต้องย้ายสถานที่ทำงาน หรือทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบโครงสร้างของอาคารและการไปตรวจสุขภาพจากอาการป่วยที่เกิดขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ภาวะ SBS อาจส่งผลให้อาการของโรคที่เป็นอยู่กำเริบบ่อยและรุนแรงขึ้น เช่น โรคปอดอักเสบลีเจียนแนร์ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว ช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ไตวายเฉียบพลัน และโรคหอบที่หากอาการรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เป็นต้น

การป้องกันโรคตึกเป็นพิษ

เนื่องจากยังไม่สามารถระบุสาเหตุของภาวะ SBS ได้อย่างชัดเจน การป้องกันตนเองจากภาวะนี้จึงทำได้ค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นสามารถป้องกันได้โดยไปพบแพทย์เพื่อรักษาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุหรือทำให้อาการของภาวะ SBS แย่ลง รวมถึงไม่อยู่ในอาคารนานจนเกินไป และปรับปรุงสถานที่ทำงานให้ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  1. เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก
  2. เปลี่ยนอุปกรณ์ภายในสำนักงานที่เก่าและก่อมลพิษ เช่น จอคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ๊น หรือหลอดไฟ เป็นต้น
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ภายในสำนักงาน เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น เป็นต้น
  4. ดูดฝุ่นหรือทำความสะอาดบริเวณที่ทำงานให้ปราศจากเชื้อโรคและฝุ่น
  5. ลดความเครียดโดยพักสายตาระหว่างทำงาน หรือเดินยืดเส้นยืดสายในช่วงพักเที่ยง

ทั้งนี้ กลุ่มโรค Sick building syndrome เป็นกลุ่มโรคที่วงการแพทย์ในปัจจุบันให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากพบว่าประชากร 1 ใน 3 ของผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีประวัติป่วยเป็นกลุ่มโรคนี้ และแนวโน้มผู้ป่วยจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเมืองมีประชากรหนาแน่น การจราจรติดขัด และอาคารบางแห่งยังเป็นโครงสร้างแบบเก่าที่มีความชื้น การระบายอากาศที่ดี และใช้สีทาผนังหรือสิ่งพิมพ์ที่เป็นสารระเหยง่าย (volatile organic compounds) มลพิษภายในอาคารเกิดขึ้นได้จากทั้งที่เล็ดลอดเข้ามา และเกิดจากภายในอาคารเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ระบบระบายอากาศไม่ถ่ายเท พรมทางเดินมีไรฝุ่น มีการตกแต่งใหม่ มีการใช้สีทาผนังซึ่งเต็มไปด้วยสารเคมีต่างๆ มีความชื้น รอยรั่วซึมซึ่งทำให้เกิดเป็นเชื้อราตามฝาผนัง ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ อ่อนเพลียง่าย ปวดหัว ไอ จาม คลื่นไส้ หายใจไม่สะดวก ฯลฯ

นอกจากนี้ คนเมืองยังสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคประเภทออฟฟิศซินโดรม ซึ่งมาจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ขาดการออกกำลังกาย เพราะพื้นที่ในแนวดิ่งไม่เอื้ออำนวย เช่นเดียวกับการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs (Non-Communicable diseases) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากวิธีการใช้ชีวิต ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การบริโภคอาหาร การขาดการออกกำลังกาย

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา คือการปรับปรุงสถานที่ในเป็นมิตรกับสุขภาวะให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโด แม้ระบบอาคารจะถูกออกแบบใหม่เพื่อให้อากาศถ่ายเท แต่ถ้าคอนโดอยู่ในสถานที่ตั้งที่มีดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็ต้องมีเครื่องฟอกอากาศช่วย และต้องถูกวางในห้องที่สมาชิกครอบครัวใช้เวลามากที่สุด โดยเปิดทิ้งไว้ล่วงหน้า 30 นาทีเป็นอย่างน้อย ขณะเดียวกันการจัดห้องนอนก็ต้องโล่งที่สุด ไม่ควรมีพรมซึ่งเสี่ยงต่อการเก็บไรฝุ่น ผ้าม่านต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการมีตุ๊กตาและหมอนจำนวนมาก เพราะเสี่ยงต่อการเก็บกักเชื้อโรคและสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น

ที่สำคัญ คนเมืองยุคนี้ต้องปรับตัวพฤติกรรมตามหลัก 4Es ตั้งแต่ Eating (การกิน), Exercise (การออกกำลังกาย), Environment (ปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว), Emotion (ปรับอารมณ์) ให้ถูกสุขลักษณะ และติดตามข่าวสารอยู่เสมอ หากไปยังสถานที่ใดที่ค่าดัชนีเตือนว่าต้องระวัง ไม่ควรลืมพกพาหน้ากากอนามัยให้เป็นนิสัยและยิ่งเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในที่ที่มีฝุ่นมากต้องใส่หน้ากากแบบ N95 ซึ่งป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเชื้อไวรัสได้ ส่วนในกรณีผู้มีประวัติป่วยเป็นภูมิแพ้ ต้องพกยาติดตัวไว้ตลอด เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะต้องไปเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเมื่อใด

เคาท์ดาวน์ปีนี้…ไม่มี Hang Over #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610507

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2562 เวลา 12:23 น.

เคาท์ดาวน์ปีนี้...ไม่มี Hang Over

ความรู้จากแพทย์ “Hang Over” หรืออาการเมาค้างมีเทคนิคป้องกันได้ คุณหมอเผยวิธีการเตรียมตัวอย่างไรไม่ให้แฮงค์ พร้อมแนะเคล็ดลับแก้อาการเมาค้าง

แม้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการสังสรรค์ เพราะช่วยเพิ่มความสนุกสนาน แต่ก็มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางและส่งผลต่อสมองของเรา นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เผยเทคนิคแก้ Hang Over พร้อมให้ความรู้ว่า แอลกอฮอล์มีชื่อทางเคมีว่า Ethanol หรือ Ethyl Alcohol จัดเป็นสารกดประสาทชนิดหนึ่ง เมื่อดื่มไปแล้วร่างกายเราจะทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดออกไป แต่ผลกระทบอาจจะไม่ใช่แค่รอตับกำจัดแค่นั้น แต่ระหว่างที่รอ แอลกอฮอล์จะส่งผลมากมายต่อร่างกาย

แอลกอฮอล์กับร่างกาย

เมื่อแอลกอฮอล์เดินทางไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เพื่อดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด ตับอ่อนจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา (อินซูลินเป็นฮอร์โมนขี้งก ที่ชอบออกมาเก็บน้ำตาลในเลือดที่ล่องลอย เข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกินไป) หากว่าเราปล่อยให้ท้องว่าง ระดับน้ำตาลในเลือดจะน้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม หากเผลอดื่มแอลกฮอล์ไปทีละมากๆ จะยิ่งถูกฮอร์โมนอินซูลินออกมาขโมยน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง จึงเกิดอาการคล้ายน้ำตาลตก และจะเริ่มมีอาการมึนๆ งงๆ ตามมา และมึนเมาได้ไวกว่าคนที่รองท้องมาด้วยอาหาร หรือทานของแกล้มไปด้วย

แอลกอฮอล์กับสมอง

เมื่อแอลกอฮอล์ไหลวนในกระแสเลือดแล้วจะเดินทางไปยังสมอง โดยจะถูกซึมซับเข้าสู่สมองหลายส่วน เช่น

  • สมองส่วนหน้า (Frontal lobe) มีทำหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจ อารมณ์ ความคิด สติปัญญา บุคลิกภาพ หากดื่มมากไป จะทำให้เราขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจผิดพลาด บุคลิกภาพที่ผิดปกติอาจเผยออกมา (เช่น จากสาวเรียบร้อยก็อาจจะเต้นคึกคักแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนได้) สำหรับผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ เมื่อสมองส่วนนี้ถูกทำลาย จะทำให้การเรียนรู้ การเข้าสังคมผิดปกติได้
  • สมองส่วนความจำ (Hippocampus) เป็นหน่วยเก็บความทรงจำที่ดราม่าทั้งหลายของเรา และความทรงจำปกติ หากแอลกอฮอล์ซึมเข้าไปถึงส่วนนี้ เราจะเริ่มจำสิ่งต่างๆ ในวันนั้นได้เลือนราง บางครั้งความทรงจำที่เก็บซ่อนไว้ ก็เผยออกมาให้ต้องร้องไห้ฟูมฟายคุมสติไม่ได้ ใครที่บอกว่ากินเหล้าแล้วจะลืมเรื่องบางอย่างได้ อาจไม่ใช่เสมอไป สำหรับผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ เมื่อสมองส่วนนี้ถูกทำลาย จะทำให้เป็นโรคความจำเสื่อม การเรียนรู้ผิดปกติ ดังนั้นในช่วงก่อนสอบจึงไม่แนะนำให้ไปดื่ม
  • สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) สมองส่วนนี้ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ความหิว ความอิ่ม การนอนหลับ หากสมองส่วนนี้ถูกซึมซับด้วยแอลกฮอล์จะทำให้ หิวง่าย กระหายน้ำ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตจะผิดปกติแปรปรวน และคุณภาพการนอนผิดปกติ
  • สมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย เมื่อดื่มเข้าไปมากๆ ก็จะเริ่มเดินไม่ตรง เดินไปชนคนนั้น คนนี้ บางคนอาจทำแก้วที่ถืออยู่หล่นได้ ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์จึงมีปัญหาเรื่องการทรงตัวด้วย
  • ก้านสมอง (Brain Stem) คอยควบคุมการส่งถ่ายข้อมูลจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อดื่มในปริมาณมาก จะทำให้การรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ช้าลง
  • ก้านสมองส่วนท้าย หรือเมดัลลา (medulla oblongata) มีหน้าที่เหนืออำนาจจิตใจเกี่ยวกับการควบคุม การอาเจียน การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันเลือด หากดื่มมากไป จะทำให้คลื่นไส้ได้ง่าย และถ้าดื่มมากเกินที่ร่างกายจะรับไหว จะทำให้หมดสติ ช็อค หยุดหายใจ และเสียชีวิตได้

ดังนั้น การดื่มแต่พองาม พอมึน พอตัว นอกจากจะช่วยให้เรายังพอมีสติอยู่ได้ ยังช่วยชีวิตสมองในหลายๆ ส่วนด้วย สำหรับอาการเมาค้างนั้น จะมีอาการ คือ ปวดศีรษะและกล้ามเนื้อตามร่างกาย กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง นอนหลับไม่สนิท ไม่มีสมาธิ ชีพจรเต้นเร็ว หากเกิดอาการเมาค้างที่รุนแรงมากจนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ อาจเป็นสัญญาณของภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ ซึ่งถือว่าอันตรายต่อชีวิต ต้องรีบมาโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน

เมาค้างเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของ อะซิตัล แอลดีไฮด์ (Acetal aldehyde) โดยเอนไซม์ alcohol dehydrogenase แต่ อะซิตัล แอลดีไฮด์ มีพิษต่อเซลล์ร่างกาย ร่างกายจึงมีเอนไซม์ Acetal dehydrogenase มาเปลี่ยนให้เป็น สารอะซีเตต (Acetate) ที่ไม่มีพิษ และ ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงาน ได้ แต่ในร่างกายคนเราบางคน ผลิตเอนไซม์ Acetal dehydrogenase ได้ในปริมาณที่จำกัด จึงเกิดการสะสมของ Acetal aldehyde ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ ทำให้ระบบประสาทและสมอง ระบบการย่อยและระบบการดูดซึมอาหาร การนอนหลับ ผิดปกติได้

เตรียมตัวอย่างไรไม่ให้แฮงค์

  • อย่าปล่อยให้ท้องว่างก่อนไปดริ้ง หาข้าวหรืออาหารเบาๆ รองท้องไปสักหน่อย เพราะถ้าท้องว่างเราจะเมาง่ายและน้ำตาลในกระแสเลือดตกวูบได้ หากไม่ได้รองท้องไป ควรสั่งกลับแกล้มเพื่อให้มีอะไรตกถึงท้องบ้าง
  • อย่าดื่มแอลกอฮอล์ทีละมากๆ หรือเข้มข้นมากจนเกินไป แนะนำให้ผสมกับเครื่องดื่มหรือ มิกเซอร์ และค่อยๆ ดื่ม
  • ดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว ทุกชั่วโมงเพื่อไม่ให้ระดับแอลกฮอล์ในเลือดเข้มข้นจนเกินไป และทดแทนน้ำที่เสียไปกับปัสสาวะ ระหว่างดื่มแอลกอฮอล์
  • การทานวิตามินรวมหรือกรดอะมิโนแอล-ซีสเทอีน (L-Cysteine) ก่อนไปดริ้ง อาจช่วยลดการอักเสบของตับ จากการที่เซลล์ตับถูกแอลกอฮอล์ทำร้ายได้

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ยังผลต่อตับ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไขมันสะสมที่ตับ (fatty liver) รวมทั้งเพิ่มโอกาสให้สารพิษที่ร่างกายได้รับมาสะสมในตับ หากดื่มบ่อยๆ อาจนำไปสู่ตับอักเสบ พังผืดที่ตับ ในที่สุด ก็จะกลายเป็นตับแข็ง ดังนั้น สุขภาพที่ดี เรากำหนดได้เอง จากการดื่มอย่างมีสติและพอประมาณ

วิธีแก้แฮงค์

จากงานวิจัยมากมาย ระบุว่า ไม่มียาลดการเมาใดๆ หรือยาสูตรสำเร็จแก้อาการเมาค้างได้ผล 100% ดีที่สุดคือดื่มแต่น้อย ส่วนวิธีที่มักนิยมใช้แก้อาการ เมาค้าง เช่น

  • ดื่มน้ำเปล่าครั้งละ 1-2 แก้วบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายปวดปัสสาวะ และน้ำจะพาสารตกค้างจากแอลกอฮอล์ออกมากับปัสสาวะ บางคนอาจดื่มชาร่วมด้วย เพราะชามีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ
  • รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก อาจพอช่วยลดอาการเมาค้างได้บ้าง
  • ดื่มน้ำผักและผลไม้ปั่นที่รสออกเปรี้ยวหวานอาจช่วยได้ เนื่องจากเราจะสูญเสียวิตามินแร่ธาตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ จนทำให้มีอาการอ่อนเพลียได้ หรืออาจใช้วิตามินชนิดเม็ดฟู่ละลายน้ำดื่มก็สามารถทำได้ไม่มีข้อห้าม
  • สำหรับผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน การดื่มน้ำขิง ชามินต์ อาจช่วยลดอาการเหล่านี้ได้
  • วิตามินอาหารเสริม ที่อาจช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี แมกนีเซียม และกรดอะมิโนแอล-ซีสเทอีน (L-Cysteine)
  • หากมีอาการปวดหัว ตัวร้อน ร่วมด้วย สามารถทานยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ได้ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟ่น หรือยาตัวอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งนี้ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนซื้อยา เพื่อซักถามประวัติการแพ้ยาอย่างละเอียดก่อนที่จะทาน
  • สำหรับกาแฟนั้น อาจไม่ได้ช่วยทำให้อาการแฮงค์ดีขึ้น แต่อาจทำให้เราตื่นตัว แต่ถ้าร่างกายยังพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนน้อย เมื่อหมดฤทธิ์กาแฟ จะทำเพลียหนักมากกว่าเดิมถ้ายังฝืนทำงานต่อ

แอลกอฮอล์เป็นพิษ อันตรายสายปาร์ตี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610488

  • วันที่ 31 ธ.ค. 2562 เวลา 09:10 น.

แอลกอฮอล์เป็นพิษ อันตรายสายปาร์ตี้

แพทย์เตือนสายปาร์ตี้ อย่าสนุกจนลืมระวัง “แอลกอฮอล์เป็นพิษ”

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเฉลิมฉลอง หรืองานปาร์ตี้ ไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็ต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อช่วยทำให้บรรยากาศในงานสนุกสนานมากยิ่งขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากและเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

สาเหตุของภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ

การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในระยะเวลาที่สั้น ทำให้ตับซึ่งทำหน้าที่ขับแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือด ไม่สามารถขับแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายออกได้ทัน จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ ซึ่งไม่สามารถระบุระยะเวลาในการแสดงอาการที่ชัดเจนได้

แต่หากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 12 ดื่มมาตรฐานในระยะเวลาอันสั้น หรือมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษสูงมาก นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูดซึมสารของร่างกายแต่ละบุคคล และชนิดของเครื่องดื่มนั้น ๆ ว่ามีดีกรีหรือปริมาณแอลกอฮอล์เข้มข้นมากแค่ไหน เช่น

  • เบียร์ มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 5% จะมี 1 ดื่มมาตรฐานเท่ากับ 1 กระป๋อง หรือ 1 ขวดเล็ก 330 มิลลิลิตร
  • ไวน์ มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 12% จะมี 1 ดื่มมาตรฐานเท่ากับ 1 แก้ว หรือ 100 มิลลิลิตร
  • สุรากลั่น มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ประมาณ 40% จะมี 1 ดื่มมาตรฐานเท่ากับ 3 ฝา หรือ 30 มิลลิลิตร

อาการของภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ

  • เริ่มกระวนกระวาย สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง
  • ไม่สามารถทรงตัวได้
  • ง่วงซึม นอนหลับเยอะกว่าปกติ
  • มีอาการกึ่งโคม่า รู้สึกตัวแต่ไม่สามารถตอบสนองได้
  • อาเจียนออกมาเป็นจำนวนมาก หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • หายใจช้าลง หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ
  • น้ำตาลในเลือดต่ำจนทำให้เกิดอาการชัก หรือเสียชีวิต

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  • โทรเรียก 1669 หรือเรียกรถพยาบาลอย่างเร่งด่วน
  • ไม่ควรปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ตามลำพัง เฝ้าสังเกตอาการของผู้ป่วยตลอดเวลา
  • พยายามปลุกให้ผู้ป่วยมีสติ ไม่หลับ และพยุงให้อยู่ในท่านั่ง
  • หากผู้ป่วยรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำเปล่าเข้าไปเยอะ ๆ
  • ไม่พยายามให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมา เพราะอาจระคายเคืองทางเดินอาหารจนทำให้อาเจียนเป็นเลือดได้
  • หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่รู้สึกตัว ให้จับนอนตะแคง เฝ้าสังเกตการหายใจจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษนั้นสำคัญมาก หากผู้ดูแลหรือผู้ที่ช่วยเหลือมีความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่หมดสติ เปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตลดน้อยลงและมีโอกาสรอดมากขึ้นนั่นเอง

 

ข้อมูลโดย อ.พญ.วิจิตรา เลี้ยงสว่างวงศ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คลิกชมรายการได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=FOJ_V3gwW2E&feature=emb_logo

จักรยานคู่ใจ เลือกอย่างไรให้เข้าขา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610447

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 14:30 น.

จักรยานคู่ใจ เลือกอย่างไรให้เข้าขา

ด้วยความที่จักรยานเป็นพาหนะที่ให้ความคล่องตัวสูง ช่วยเลี่ยงปัญหารถติดของคนเมืองได้ แถมบางคนก็ยังยกให้การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายสุดโปรด ถ้าจะซื้อสักคันจะเริ่มต้นเลือกจักรยานแบบไหนให้เป็นจักรยานคู่ใจ ต้องมาดูกัน

เลือกตามการใช้งาน

สิ่งแรกเมื่อตัดสินใจจะซื้อจักรยานสักคัน แนะนำว่าควรเริ่มต้นเลือกจากการเลือกประเภทของจักรยาน ซึ่งจักรยานในปัจจุบันก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจักรยานทั่วไป จักรยานแข่ง จักรยานสำหรับปั่นเพื่อการออกกำลังกาย โดยแต่ละประเภทย่อมมีดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยการจะเลือกซื้อจักรยานสักคัน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรเลือกซื้อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ปั่นเองและเพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน

เลือกให้เหมาะกับสรีระ

สำหรับจักรยานนอกจากการเลือกที่มีดีไซน์สวยงาม เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในขณะปั่นแล้ว การเลือกจักรยานให้เหมาะกับรูปร่างของผู้ปั่นถือเป็นอีกข้อสำคัญที่ควรคำนึงถึง เช่น การเลือกจักรยานตามความสูงของผู้ปั่น ที่ตัวนักปั่นเองจะสามารถรู้สึกได้ถึงความคล่องตัว ซึ่งจะมีวิธีการวัดไซส์ที่ค่อนข้างละเอียดสำหรับจักรยานที่ใช้เพื่อการแข่งขัน ดังนั้น ผู้ปั่นจึงควรเลือกไซส์จักรยานให้เหมาะกับส่วนสูงและรูปร่างของตัวเอง โ ดยอาจจะสอบถามมาตรฐานการวัดไซส์จากทางร้านค้า

ตั้งงบประมาณ

หลังจากเลือกประเภทของจักรยานที่ถูกใจได้แล้ว อีกสิ่งที่ควรให้ความสำคัญหลังจากนี้ก็คือการตั้งงบประมาณคร่าวๆ ว่าอยากได้จักรยานราคาประมาณไหน ซึ่งจักรยานในทุกวันนี้ก็มีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนเลยทีเดียว นอกจากประเมินราคาของตัวจักรยานแล้วก็อย่าลืมคำนึงถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ด้วย เช่น หมวกกันกระแทก อุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยทั้งหลายซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักปั่นต้องมีไว้เพื่อความปลอดภัย

คำนึงถึงเส้นทางการปั่น

การเลือกเส้นทางสำหรับปั่นก็นับเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถนนในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถึงแม้จะมีการรณรงค์ให้คนกรุงหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในการปั่นบนท้องถนนอยู่บ้าง เพราะฉะนั้น นักปั่นมือใหม่จึงควรศึกษาเส้นทางให้แน่ใจก่อนเลือกปั่น หากจะปั่นไปทำงานทุกวัน ควรจะเลือกเส้นทางไหนเพื่อความปลอดภัย เส้นทางสะดวกหรือไม่ หรือการเลือกปั่นสำหรับออกกำลังกายในระยะทางสั้นๆ จะปั่นในสวนสาธารณะที่มีเลนจักรยาน หรือการเข้าร่วมกลุ่มนักปั่น ก็ช่วยให้ได้ข้อมูลดีๆ ที่หลากหลายจากเพื่อนนักปั่น

เลือกร้านดีหายห่วง

เมื่อได้ประเภท ได้ราคาที่ถูกใจ และดีไซน์ที่เหมาะกับการใช้งานแล้ว สิ่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจซื้อก็คือการตัดสินใจเลือกผู้ช่วยดีๆ อย่างร้านตัวแทนขายจักรยาน หากเลือกร้านดีๆ ที่มีบริการดูแลหลังการขาย ก็เหมือนได้เพื่อนรู้ใจเพิ่มมาอีกคน แต่ถ้าหากใจเร็วด่วนได้ รีบตัดสินใจ ก็อาจจะต้องปวดใจกับปัญหาจุกจิกที่ตามมา เพราะฉะนั้น ควรใช้เวลาสักนิดก่อนจ่ายเงิน เพื่อจะได้ปั่นกันไปได้อย่างสบายใจและปั่นกันไปได้นานๆ

 

ภาพ freepik

ถาม-ตอบ “เมาแล้วขับ” กับ “ความผิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610366

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 19:28 น.

ถาม-ตอบ "เมาแล้วขับ" กับ "ความผิด"

รู้แล้วอย่าทำ “เมาแล้วขับ” เพราะขับรถขณะเมาสุรามีโทษทางอาญา เสียค่าปรับ ถูกจับติดคุก พักการใช้ใบขับขี่ หรือถูกเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีพ

สถิติอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปรากฏตัวเลขไม่น้อยเลยสักปี ลองคิดดูดีๆ ว่าครั้งต่อไปจะ “เมาแล้วขับ” หรือ “เมาไม่ขับ” คุณเลือกได้

ถาม : เมาแค่ไหน เรียกว่า เมาแล้วขับ ?

ตอบ : แค่ไหนเรียกว่า “เมา” ตอบยากมาก แต่ถ้าพิจารณาจากคำว่า “เมา” ตามหลักกฎหมายคือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่า “เมา” แล้ว ส่วนบุคคลที่ยังมีอายุไม่ถึง 20 ปี หรือผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราว (ใบอนุญาตแบบ 2 ปี) ทางกฎหมายระบุเอาไว้ว่า หากชมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาแล้ว

ถาม : “เมาแล้วขับ” เป็นความผิดในคดีอาญาหรือไม่ ?

ตอบ : การเมาแล้วขับเป็นความผิดในคดีอาญา 100% เพราะมีโทษทางอาญาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ (โทษทางอาญา 5 ประการได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน) สำหรับบางคนที่ทำตัวดีมาตลอด แต่วันดีคืนร้ายขับรถขณะเมาสุราจนโดนข้อหาเมาแล้วขับเป็นครั้งแรก เท่ากับคุณได้กระทำความผิดอาญาแล้ว และหากทำผิดเป็นครั้งที่ 2, 3, 4…โทษเมาแล้วขับก็จะเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่สามารถลดโทษได้

ถาม : เมาแล้วขับ ต้องเสียค่าปรับเท่าไหร่ ?

ตอบ : สำหรับค่าปรับเมาแล้วขับ สามารถแบ่งตามข้อหาได้ดังนี้

  • เมาแล้วขับ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบขับขี่ และสามารถยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีโทษจำคุก 2-6 ปี ปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุก 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งเพิกถอนใบขับขี่

ถาม : เมาแล้วขับ ประกันชั้นไหนคุ้มครองบ้าง ?

ตอบ : หากเกิดอุบัติเหตุขณะที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามข้อตกลงตามกรมธรรม์ที่ทำเอาไว้ แต่หากมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคือการเมาแล้วขับตามกฎหมาย ทางบริษัทประกันก็จะให้ความคุ้มครองเช่นเดิม แต่ไม่ได้คุ้มครองตัวคุณ จะไปคุ้มครองให้แก่คู่กรณีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะทำประกันชั้น 1 ก็ตาม คุณก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น

ถาม : พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองการเมาแล้วขับหรือไม่ ?

ตอบ : ถึงแม้ว่าการเมาแล้วขับนั้นประกันภาคสมัครใจจะไม่ให้ความคุ้มครองแก่ตัวผู้ขับเลยก็ตาม แต่ยังเหลือตัวช่วยอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์ โดยจะจ่ายค่าสินไหมและค่ารักษาพยาบาลขั้นต้นให้กับบุคคลทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่ไม่รวมค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตัวรถยนต์ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเมามากแค่ไหนก็ตาม คุณก็จะยังคงได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.อยู่

ถาม : หลังจากรับโทษเมาแล้วขับจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

ตอบ : หลังจากโดนข้อหาเมาแล้วขับแล้วนอกจากเสียค่าปรับ ต้องทำการอบรม รายงานตัว และยังต้องมีเครื่องติดตามตัว อีกทั้งยังต้องบำเพ็ญประโยชน์ โดยส่วนใหญ่ศาลจะกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ หลังจากจ่ายในส่วนของค่าปรับข้อหาเมาแล้วขับ ด้วยการคุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง และเงื่อนไขอื่นๆ อาทิ การอบรมระเบียบวินัยจราจร ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และห้ามออกจากบ้านในช่วงเวลาที่กำหนด (ตั้งแต่ 22.00–04.00 น.) โดยใช้เครื่องติดตามที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ที่เป็นเครื่องติดตามตัว

คู่มือวางแผนการใช้โบนัสตาม Gen #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610198

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

คู่มือวางแผนการใช้โบนัสตาม Gen

ต่อยอดโบนัสด้วยการเลือกลงทุนให้เหมาะกับช่วงวัย เพิ่มความมั่นใจเรื่องการเงินในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่คนทำงานรอคอยในช่วงสิ้นปี นอกจากวันหยุดยาว คงหนีไม่พ้น “เงินโบนัส” ส่วนจะได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่การประเมินผลงานและผลประกอบการของแต่ละบริษัท ไม่ว่าคุณจะได้เงินโบนัสแล้วหรือยังคงลุ้นอยู่ ก็ควรวางแผนต่อยอดเงินโบนัสให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหนึ่งในวิธีให้เงินทำงานแทนเราก็คือ “การลงทุน” โดยแต่ละช่วงอายุวัยทำงานก็มีจุดประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกัน วันนี้เราขอแนะนำวิธีบริหารเงินโบนัสให้งอกเงย และเกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละช่วงวัย

Gen Z วัยหนุ่มสาวไฟแรง

วัยรุ่น Gen Z ที่กำลังสนุกกับงานแรกในชีวิต เป็นวัยที่เติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีทันสมัยและโซเชียลมีเดีย  อาจยังไม่มีภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบเท่าไหร่ ยังมีเวลาและพละกำลังทำงานไปอีกนาน เมื่อได้เงินโบนัสจากงานแรกในชีวิต แน่นอนว่าป็นสิ่งที่ทำให้คุณยิ้มแก้มปริไปนานเลย

แต่ก็อย่าชะล่าใจไป น้องใหม่ควรต่อยอดเงินโบนัสด้วยการลงทุนในความเสี่ยงปานกลาง-สูง โดยแบ่งเงิน 25% ของเงินโบนัสทั้งหมดนำไปลงทุนในกองทุน เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน พันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้ ควรนำไปฝากออมทรัพย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง คิดดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดตามจำนวนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น และจ่ายดอกเบี้ยแบบรายเดือน

Gen Y วัยสร้างความมั่นคง

หนุ่มสาว Gen Y ผู้มีประสบการณ์ทำงานมาพอตัว ปีที่ผ่านมามาหลังจากหักลบกลบหนี้แล้วเงินโบนัสยังเหลือไปลงทุนบ้างหรือเปล่า? วัยนี้เป็นวัยที่ต้องมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง แต่ก็เป็นช่วงวัยที่มีภาระรายจ่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ คอนโด หรือวางแผนแต่งงาน

ดังนั้น การลงทุนที่เหมาะสมกับหนุ่มสาว Gen Y คือการลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ซื้อมากับราคาที่ขายไป และเงินปันผล คือส่วนแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทที่ให้กับผู้ถือหุ้น ปัจจุบันเราสามารถติดตามราคาหุ้นแบบเรียลไทม์ได้ง่ายๆ ด้วยแอปพลิเคชั่นทางการเงิน เข้ากับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงานสุดๆ

และสำหรับคนที่วางแผนสร้างครอบครัวมีลูก ควรเลือกประกันชีวิตประเภทเงินออม ซึ่งข้อดีคือคุณจะมีความคุ้มครองชีวิตในระยะยาว เพราะไม่สามารถถอนออกก่อนระยะเวลาที่ทำสัญญาไว้  ประกันชีวิตแบบเงินออมมีทั้งระยะสั้น 10-15 ปี และระยะยาวไปจนถึง 20 ปี อีกทั้งเงินที่ได้จากประกันชีวิตแบบเงินออมยังไม่ต้องเสียภาษีใดๆ

Gen X วัยสะสมความมั่งคั่ง

วัยที่มีความมั่นคงทั้งการงานและการเงิน มีเงินเหลือเก็บมากกว่าวัยอื่นๆ แต่ก็ต้องการความมั่งคั่งเพื่ออนาคตการศึกษาของลูก และเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ เงินโบนัสที่เหลือควรเลือกแผนการลงทุนระยะยาว ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะต้องมีเงินสำรองค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและครอบครัว เช่น กองทุน RMF ประกันสุขภาพ รวมทั้งประกันบำนาญเพื่อวางแผนเกษียณโดยเฉพาะ ซึ่งจะไม่มีผลตอบแทนหรือเงินคืนเหมือนประกันชีวิตสะสมทรัพย์ แต่จะคืนให้เป็นเงินบำนาญจ่ายให้เราจำนวนเท่ากันทุกปีตั้งแต่เริ่มเกษียณ ในกรณีที่เสียชีวิตก่อนเกษียณจะได้รับเงินชดเชยที่สูงกว่าเบี้ยที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แต่ถ้าเสียชีวิตหลังเกษียณจะได้เงินชดเชยเป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังไม่ได้รับ หรือเบี้ยที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แล้วหักด้วยเงินบำนาญที่เคยรับไปแล้ว

เห็นแล้วใช่ไหมว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็ควรสร้างความมั่นคงในหน้าที่การเงินไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน ตัวเลขเงินโบนัสจะมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการบริหารจัดการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้น เริ่มลงทุนวัยทำงานตั้งแต่วันนี้ ความสำเร็จที่หวังไว้อยู่ไม่ไกลแน่นอน

 

ภาพ Freepik

จะทำอย่างไร เมื่อต้องปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านเพียงลำพัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610117

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 16:59 น.

จะทำอย่างไร เมื่อต้องปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านเพียงลำพัง

สัตวแพทย์ แนะทริคที่เจ้าของน้องหมาน้องแมวควรทำก่อนปล่อยให้สัตว์เลี้ยงแสนรักต้องอยู่บ้านลำพังช่วงหยุดยาวปีใหม่

พอเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ เชื่อว่าหลายคนคงจะเตรียมตัวหยุดพักผ่อนกันแล้ว บางบ้านอาจจะเดินทางกลับภูมิลำเนา บางบ้านอาจมีแพลนเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ หากบ้านไหนไม่มีสัตว์เลี้ยงก็ไม่น่ากังวลใจเท่าไหร่ แต่บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงต้องเตรียมตัวให้ดี ควรวางแผนว่าจะพาน้อง ๆ ร่วมเดินทางไปด้วย หรือจะปล่อยให้อยู่เฝ้าบ้านเพียงลำพัง มีข้อมูลดีๆ จาก สพ.ญ.อรประวีณ ตั้งธนศิริกุล สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เกี่ยวกับวิธีการเตรียมตัวเมื่อจำเป็นต้องปล่อยให้น้องๆ อยู่บ้านเพียงลำพังมาฝากกัน

หากจำเป็นต้องปล่อยให้น้องอยู่บ้านเพียงลำพัง ในกรณีที่เจ้าของต้องออกไปทำงาน หรือเดินทางไปท่องเที่ยวไม่กี่วัน เจ้าของควรจะต้องเตรียมตัวดังต่อไปนี้

– ชามน้ำ ชามอาหาร ควรเทในปริมาณที่เพียงพอสำหรับจำนวนชั่วโมงหรือจำนวนวันที่จะไม่อยู่ แต่ถ้าหากไม่อยู่หลายวันการเทอาหารทิ้งไว้นานๆ อาจะทำให้อาหารบูด เสีย เกิดความชื้น ทำให้น้อง ๆ ไม่ทาน หรือกินเข้าไปก็อาจทำให้ท้องเสียได้

– จัดพื้นที่สำหรับขับถ่าย เช่น วางแผ่นรองซับ วางกระบะทราย ในตำแหน่งที่น้องสามารถเข้ามาขับถ่ายได้สะดวก

– ฝากคนที่ไว้ใจ หากเจ้าของตัวจริงไม่อยู่บ้านนานเป็นเวลาหลายวัน ควรให้เพื่อน ญาติ หรือคนที่รู้จัก แวะเวียนมาคอยดูแล ให้อาหาร และน้ำ เปลี่ยนแผ่นรองซับ เปลี่ยนกระบะทรายของน้องหมาและน้องแมวอย่างน้อยวันละครั้ง

ข้อควรระวังของการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพัง

การปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่บ้านตามลำพังนั้น มีข้อควรระวังโดยเจ้าของควรปล่อยน้องๆ ให้อยู่ในบริเวณที่ไม่สามารถหนีออกจากบ้านได้ เพราะการที่เจ้าของไม่อยู่ อาจทำให้น้องๆ สงสัยว่าเจ้าของหายไปไหน จึงเกิดพฤติกรรมหลบหนี โดยการปีนป่ายเพื่อไปหาเจ้าของได้

กรณีที่มีน้องหมาหรือน้องแมวหลายตัว บ่อยครั้งที่เมื่อเจ้าของไม่อยู่ ปล่อยน้องไว้กันเองตามลำพัง มักจะเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดตามมา เช่น การเล่นกันที่รุนแรง การกัดกันเอง หรือแม้กระทั่งการกินสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดอันตราย ซึ่งกว่าเจ้าของจะกลับบ้านมาก็อาจจะช่วยเหลือไม่ทัน หรือ บาดแผลลุกลามรุนแรงมากแล้ว

หากจำเป็นต้องเดินทางหลายวัน และไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปด้วยได้ แนะนำว่าควรนำมาฝากเลี้ยงที่สถานบริการรับฝากเลี้ยงสัตว์เป็นการดีที่สุด เพราะสถานที่รับฝากเลี้ยงจะมีการแยกสุนัขและแมวเป็นสัดส่วน เมื่อเวลามาฝากน้องๆ จะไม่เครียด ไม่ได้ยินเสียงเห่า ไม่ได้กลิ่นกัน โดยในส่วนของสุนัขจะมีการแยกกรง ในขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ตามน้ำหนัก เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้รับความสะดวกสบาย ไม่อึดอัด

ในขณะที่มารับบริการ สำหรับการฝากเลี้ยงน้องแมว จะมีพื้นที่แยกสำหรับการปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่น ลับเล็บ เล่นของเล่น ขับถ่ายในกระบะทราย เพื่อผ่อนคลาย ลดความกังวลในขณะที่พามามาฝากเลี้ยง หากเจ้าของมีความต้องการให้น้องได้อยู่แบบส่วนตัวในห้องกว้าง สามารถเลือกห้องกระจก และห้องวีไอพีได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีสถานบริการรับฝากสัตว์เลี้ยงที่ให้บริการหลากหลาย โดยเจ้าของควรเลือกสถานที่รับฝากที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ เพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง

ในบางโรงพยาบาลสัตว์ก็มีการให้บริการรับฝากสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ซึ่งหากเจ้าของเลือกฝากเลี้ยงที่นี่ เรียกได้ว่าสามารถอุ่นใจคลายกังวลได้ เพราะสัตว์เลี้ยงจะมีพยาบาลดูแลตลอด 24 ชม. คอยให้อาหาร น้ำ และทำความสะอาดกรงเมื่อสกปรก เปลี่ยนกระบะทราย หรือแม้กระทั่งพาน้องออกมาขับถ่าย รวมไปถึงการแจ้งข้อมูลอัพเดตชีวิตประจำวันให้เจ้าของได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีบริการถ่ายรูป ถ่ายคลิป เพื่อส่งให้กับเจ้าของทางไลน์ให้หายคิดถึงได้อีกด้วย และหากพบว่าน้องหมาและน้องแมว มีความผิดปกติ เช่น ถ่ายเหลว ปัสสาวะมีเลือดปน มีน้ำมูก ไอจาม จะมีเจ้าหน้าที่โทรแจ้งอาการเพื่อขออนุญาติให้สัตวแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยต่อไป

ทริคง่ายๆ เพียงเท่านี้ เจ้าของสัตว์เลี้ยงก็สามารถอุ่นใจคลายกังวล สามารถใช้เวลาชาร์จแบตในช่วงวันหยุดยาวได้อย่างเต็มที่ สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ต้องการข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจบริการรับฝากเลี้ยง “ฝากดวงใจไว้กับเรา” สามารถรับบริการได้ที่ รพส.ทองหล่อ ทุกสาขา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง www.facebook.com/ThonglorPet

5 เทรนด์แห่งอนาคตที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610100

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 15:16 น.

5 เทรนด์แห่งอนาคตที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020

เรื่องที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 เพื่อเตรียมรับมือ เข้าใจการทำงานกับ AI สร้างทักษะใหม่ และเรียนรู้ไปพร้อมกับเทคโนโลยี

แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ถูกใช้งานจากทั่วโลก Udemy รวบรวมข้อมูลจากผู้เรียนกว่า 40 ล้านคน และแบบสอบถามจากผู้นำด้านการพัฒนาการและการเรียนรู้ (Learning & Development) กว่า 200 คน สรุปเป็นข้อมูลเทรนด์อนาคตของสิ่งที่คนทำงานต้องเข้าใจและเรียนรู้ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

1.AI จะถูกนำมาใช้จริงมากขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในปี 2020

AI เคยเป็นแค่คอนเซ็ปต์ของเครื่องมือที่จะสามารถทำงานได้สารพัดประโยชน์ และอาจถึงขั้นทำงานแทนที่มนุษย์ได้ ครั้งหนึ่งสิ่งนี้เคยเป็นแค่แนวคิด แต่ปัจจุบัน AI ได้ถูกนำมาใช้งานจริงมากขึ้น อาทิ

  • เซลส์นำ AI มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและนำเสนอการขายที่แม่นยำยิ่งขึ้น
  • HR ใช้ AI ในการวิเคราะห์ใบสมัคร ประเมิน และถึงขึ้นช่วยในการสัมภาษณ์
  • การเงิน นำ AI มาช่วยศึกษาบัญชี และวิเคราะห์รายละเอียดเล็กน้อยที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัทลง

ในปี 2020 เราจะเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น และได้เห็น AI ทำงานที่หลากหลายยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราต้องเรียนรู้เรื่อง AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น หรือสร้างทักษะใหม่เพื่อทำงานร่วมกับ AI

2.2020 จะเป็นปีของการเรียนรู้การทำงานร่วมกับระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์

บางอย่างเมื่อมันเริ่มต้นไปแล้ว เราก็ไม่อาจหยุดยั้งมันได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งคอมพิวเตอร์ถูกใช้ในออฟฟิศสำนักงาน และคนทำงานต้องเรียนรู้ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยตัวเองทำงานอย่างไร ส่วนเทคโนโลยี AI สามารถเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพของคนทำงานได้ในแทบทุกสาขาอาชีพ แต่คำถามสำคัญคือ เราจะทำงานร่วมกับเครื่องมือชิ้นใหม่ตัวนี้ได้อย่างไร หรือเราจะใช้ AI ช่วยเราทำงานอย่างไร

3.Re-skill คนทำงาน

ที่ผ่านมาในการทำธุรกิจ หากมีทักษะใดที่ไม่มีความจำเป็นต่อการทำงานแล้ว องค์กรก็มักจะทำการ Lay off พนักงาน และรับสมัครคนทำงานใหม่ที่มีทักษะที่พวกเขาต้องการเข้ามาแทนที่

แต่ต่อจากนี้ ด้วยภาวะขาดแคลนทักษะในตลาดแรงงาน ทำให้การแย่งชิงคนทำงานที่มีทักษะที่ต้องการจะทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก องค์กรต่างๆ จึงเหมาะสมกว่าที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ภายใน Re-skill ทักษะของแรงงานที่มีอยู่แล้ว เพื่อสร้างทักษะที่ต้องการโดยไม่ต้องหาคนใหม่

4.ข้อมูลจะถูกใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรมากขึ้น

ประสบการณ์ในการทำงานอาจทำให้คนทำงานสร้างสัญชาตญาณที่ช่วยในการวิเคราะห์ ตัดสินใจ แต่ต่อไปเรื่องเหล่านี้อาจไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เมื่อองค์กรต่างๆ มีข้อมูลจำนวนมาก (Big Data) ในมือ ข้อมูลเหล่านั้นร่วมกับเครื่องมือจะช่วยสร้างการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างงเเม่นยำ ยิ่งกว่าสัญชาตญาณ หรือประสบการณ์จะสามารถวิเคราะห์ได้ ทั้งยังทำได้ในระยะเวลาที่เร็วกว่าอีกด้วย สิ่งนี้อาจเปลี่ยนตัวแปรในมูลค่าของคนทำงาน และประสบการณ์อาจไม่ใช่สิ่งชี้วัด แต่คือความสามารถในการใช้ข้อมูลแทน

5.ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะด้านเทคโนโลยี

จากข้อมูลผู้เรียนของ Udemy ได้แสดงให้เห็นว่า หลากหลายประเทศให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง โดยมีผู้ซื้อคอร์สเรียนบนแพลตฟอร์มของ Udemy ในคอร์สที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จากหลากหลายประเทศ สิ่งนี้สะท้อนความต้องการแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีจากทุกพื้นที่ และสะท้อนว่าหากเรารู้เรื่องเทคโนโลยีจะอยู่ที่ไหนก็ได้

 

ภาพ freepik

เคล็ดลับเคลียร์งานก่อนหยุดปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609850

  • นที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 07:19 น.

เคล็ดลับเคลียร์งานก่อนหยุดปีใหม่

การคิดเรื่องงานช่วงวันหยุดอาจส่งผลเสียมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากเราจะไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ยังเหลือเวลาให้ครอบครัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็นด้วย มาดูเคล็ดลับที่จะช่วยให้งานและจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างเรียบร้อย พร้อมแล้วแพ็กกระเป๋าเดินทางได้เลย

สัปดาห์สุดท้ายปลายปีแบบนี้ ถึงเวลาที่ใครหลายคนรอคอย พนักงานส่วนใหญ่ก็เตรียมตัวกลับบ้านพักผ่อนกับครอบครัว ส่วนผู้ประกอบการหลายคนก็คงต้องหัวหมุน จัดการธุรกิจก่อนวันหยุด วางแผนทุกอย่างให้เรียบร้อย ความกังวลเรื่องงานอาจถาโถมเข้ามาทำให้คุณลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างการพักผ่อนและชาร์จแบตเตอรีให้ตัวเอง ฉะนั้น เราจึงมีเคล็ดลับช่วยให้คุณจัดการธุรกิจได้อย่างเรียบร้อยและไปเที่ยวได้อย่างไร้กังวล

ลิสต์สิ่งที่ต้องทำออกมาให้หมด

เมื่อมีสิ่งที่คุณต้องจัดการประมาณ 108 อย่างในช่วงนี้แต่คุณยังคงมีเวลาเท่าเดิมต่อวัน คงเป็นไปได้ยากหากคุณจะสามารถจัดการทุกอย่างได้สำเร็จ คุณจำเป็นต้องลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำออกมาก่อนและเลือกทำเฉพาะสิ่งที่สำคัญที่สุด อะไรที่รอไม่ได้ อะไรที่ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนวันหยุดยาว ลูกค้าคนไหนที่ต้องส่งของให้หรือร้านค้าร้านไหนที่ต้องเร่งสั่งของก่อนวันหยุด คุณอาจจะเครียดเพราะมีสิ่งที่ต้องทำเต็มไปหมดในเวลาที่จำกัด แต่ถ้าลิสต์ออกมาคุณจะเห็นภาพรวมว่าทุกอย่างนั้นจัดการได้

บอกให้ทุกคนรู้ว่าคุณจะหยุดทำงานวันไหน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะหยุดในวันหยุดยาว บางคนอาจยังเปิดร้านและทำธุรกิจตามปกติ แต่หากคุณจะหยุดยาวต้องแจ้งให้ทุกคนทราบว่ามีวันไหนบ้างที่องค์กรของคุณหยุดทำงาน เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ว่าควรงดทำธุรกิจกับคุณในช่วงนี้ และจะสามารถเริ่มทำธุรกิจกับคุณได้อีกทีวันที่เท่าไหร่ นอกจากนี้ การวางแผนหยุดล่วงหน้าขององค์กรยังดีสำหรับพนักงานของคุณด้วยในการที่พวกเขาจะได้เตรียมตัวจองตั๋วกลับบ้านหรือเดินทางไปพักผ่อน ส่วนคุณเองก็จะได้วางแผนเดินทางไปพักผ่อน ชาร์จแบตเตอรีให้ตัวเองด้วยเช่นกัน 

 วางแผนการทำงานล่วงหน้า

หลังจากวันหยุดยาว ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาโถมเข้ามาในวันแรก เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งเหยิงของธุรกิจแบบสุดๆ ทางที่ดีคุณจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ลองดูว่าเปิดออฟฟิศมาวันแรกต้องทำอะไรบ้าง ต้องประชุมเรื่องอะไร ต้องคุยกับใคร มีลูกค้าคนไหนที่ต้องเซอร์วิส ทุกอย่างต้องจดไว้ให้เรียบร้อย คุณจะได้ไม่ต้องนั่งกังวลระหว่างทริปพักผ่อนว่าเปิดมาต้องทำอะไร เพราะคุณวางแผนเอาไว้หมดแล้วเรียบร้อย

ประชุมการทำงานกับลูกน้องไว้ก่อน

ช่วงวันหยุดยาวเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเคลียร์สมองตัวเองให้โล่งเพื่อที่จะได้กลับมาทำงานหลังวันหยุดอย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นก่อนที่จะถึงวันหยุดจึงควรประชุมกับลูกน้อง โดยแบ่งประเด็นการประชุมออกเป็น 2 ช่วงคือก่อนวันหยุด ติดตามผลงานในแต่ละส่วนว่าเสร็จเรียบร้อยหรือยัง มีอะไรที่ติดขัดตรงไหน ต้องแก้ไขอะไร หากคุณรู้ก่อนจะได้จัดการได้ทัน ส่วนที่ 2 คือหลังวันหยุด วางแผนการทำงานล่วงหน้าไปเลย เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับมาทำงานทุกคนจะได้ใช้สมองที่ปลอดโปร่งลงมือทำงานได้อย่างทันที ไม่ต้องมานั่งประชุมกันอีกรอบ

อย่าทำงานช่วงวันหยุด

หากไม่มีอะไรจำเป็น บอกลูกน้องทุกคนเลยว่าไม่ต้องทำงานช่วงวันหยุด ไม่ต้องติดต่อเรื่องงานหากไม่จำเป็น ทั้งคุณและลูกน้องจะได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ควรงดใช้สมาร์ทโฟนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเวลาที่คุณมีสมาร์ทโฟนติดตัวตลอด คุณจะเริ่มคิดว่า เข้าไปเช็กอีเมลหน่อยดีกว่า จนในที่สุดก็กลายเป็นว่าคุณไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ ดังนั้น เก็บสมาร์ทโฟนไว้ หยิบหนังสือดีๆ สักเล่มขึ้นมาแทน แล้วปล่อยให้ตัวเองได้พักบ้าง ให้เวลากับครอบครัวบ้าง ลดความกังวลเรื่องงานบ้าง ไว้หมดช่วงเวลาวันหยุดยาวค่อยมาคิดเรื่องงานกันใหม่  

ภาพ freepik

ไปเชียงใหม่ ลิสต์ร้านนี้ไว้ไม่ผิดหวัง The Faces Gallery & Gastro Bar #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/598084

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 15:40 น.

ไปเชียงใหม่ ลิสต์ร้านนี้ไว้ไม่ผิดหวัง The Faces Gallery & Gastro Bar

ขึ้นเหนือแอ่วเมืองเชียงใหม่ ลิสต์ร้านนี้ไว้ไม่ผิดหวัง “The Faces Gallery & Gastro Bar” หลบมุมซุ้มเมืองโบราณ ชิมอาหารรสดี เต็มอิ่มอาหารตา ชื่นอุรางานศิลป์

มีโอกาสไปเยือนเชียงใหม่หลายครั้ง แต่ละครั้งก็มักได้รับความประทับใจกลับมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ได้อิ่มเอมเปรมใจไปกับอาหารฟิวชั่น คั่นด้วยเสียงน้ำตก หลบร้อนที่มุมเมืองลึกลับที่รายล้อมด้วยศิลปะโบราณท่ามกลางต้นไม้สุดร่มรื่น ของร้าน The Faces Gallery & Gastro Bar (เดอะ เฟสเซส แกลอรี่ แอนด์ กาสโทร บาร์)

ร้านนี้อยู่ใกล้ประตูเชียงใหม่ เพียงแค่ 200 เมตร สังเกตป้ายร้านง่ายๆ เดินเข้าซอยนิดเดียวก็จะมองเห็นซุ้มประตูหน้าร้านที่ทำจากอิฐมอญฟิลเมืองโบราณตั้งตระหง่านทางขวามือ เดินเข้ามาภายในสัมผัสกับความมีเสน่ห์ผสานมนต์ขลังอารยธรรมเก่าแก่เหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปอยู่ในอาณาจักรขอมโบราณ ตื่นตาไปกับงานศิลปะ เทวรูป และประติมากรรมฝาผนัง

ด้านอาหารและเครื่องดื่มจัดเต็มไม่น้อยหน้าด้วยเมนูฟิวชั่นที่เสิร์ฟมาหรูหราน่าลั่นชัตเตอร์ เริ่มด้วยเครื่องดื่มดับร้อนอย่าง เปปเปอร์มิ้นต์โซดา (85 บาท) สดชื่น หอม หวาน เย็น สมเป็นเปปเปอร์มิ้นต์ ตามด้วย สตรอเบอร์รี่สมูทตี้ (120 บาท) แก้วนี้เปรี้ยวหวานกลมกล่อม ยังมีเครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร อาทิ น้ำส้ม สับปะรด มะม่วง เสาวรส มะตูม อัญชันน้ำผึ้งมะนาว

ด้านเมนูเรียกน้ำย่อยแนะนำเป็น สะเต๊ะไก่ (150 บาท) ได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศมาแต่ไกล สำหรับไก่สะเต๊ะย่างร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหมกไก่ อาจาด และน้ำจิ้ม ต่อด้วย เมี่ยงปลาทอด (220 บาท) เมนูที่ประยุกต์มาจากอาหารไทยโบราณ เนื้อปลาชุบแป้งทอดกรอบเสิร์ฟคู่ใบชะพลูและน้ำเมี่ยงสูตรพิเศษของร้าน ใครชอบรสจี๊ดจ๊าดขึ้นมาหน่อยต้อง สลัดยำทูน่า (160 บาท) สลัดผักไฮโดรโปนิก ท็อปด้วยปลาทูน่า ราดน้ำสลัดสไตล์ยำไทยให้รสเผ็ดเปรี้ยวหวานลงตัว

ต่อที่ สปาเก็ตตี้เขียวหวานทะเล (220 บาท) เมนูเส้นเหนียวหนึบคลุกเคล้าน้ำแกงเขียวหวานของไทย ใส่ซีฟู้ดไซส์บิ๊กทั้งหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปลา หรือจะลองเป็นสปาเก็ตตี้ขี้เมา สปาเก็ตตี้ต้มยำ ทางร้านนี้ก็มีให้เลือก ส่วนคนชอบพิซซ่าแป้งบางกรอบต้องร้องว้าวกับ The Faces Pizza (420 บาท) พิซซ่าอบเตาฟืนหน้าตาดีมีทั้งพาร์ม่าแฮม สโมกแซลมอน ไข่ ผักร็อกเก็ต มะกอกดำ มอสซาเรลล่าชีส มาสคาโปนชีส ซอสมะเขือเทศ นอกจากนี้ ยังมีพิซซ่าหน้าต่างๆ อาทิ พิซซ่านาโปลี ซาลามี่ ไส้กรอกรมควัน แฮมเห็ด นูเทลล่า

ปิดท้ายด้วยเมนูสายเลือดไทยอย่าง ต้มข่าไก่ ต้มยำเห็ด ต้มยำทะเลน้ำไส-น้ำข้น ส่วนที่ถูกใจคนรีวิวยกให้ แกงคั่วหอยขมใบชะพลู (200 บาท) แกงไทยในตำนานที่หาทานรสอร่อยแบบนี้มีไม่กี่ร้าน ด้วยน้ำแกงคั่วที่เข้มข้น ขลุกขลิก หอม เผ็ดนิดหน่อย อร่อยหนุบหนับกับเนื้อหอยขมที่ใส่มาเยอะสมราคา กินกับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากั๊นเข้ากัน

ตามมาเช็กอินเพื่อพิสูจน์ความฟินแบบนี้ ได้ที่ร้าน The Faces Gallery & Gastro Bar ตั้งอยู่ที่ราชมรรคา ซอย 6  เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 13.00-22.00 น. โทร. 089-009-6969