7 โรคยอดฮิตที่ตามติดชีวิตคนทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/605990

  • วันที่ 11 พ.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

7 โรคยอดฮิตที่ตามติดชีวิตคนทำงาน

ภัยสุขภาพที่คุกคามชีวิตคนทำงานในยุคนี้มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

คนวัยทำงานส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากนัก เพราะวันนี้บังไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน เราจึงมักจะลืมคำนึงถึงการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตอยู่กับความเร่งรีบตลอดเวลา ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย กินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ล้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรคต่างภัยไข้เจ็บต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. โรคปลอกประสาทอักเสบ จากข้อมูลทางสถิติ โรคปลอกประสาทอักเสบเป็นโรคใกล้ตัวหญิงวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 20-40 ปี หากเป็นมากจะสูญเสียการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนอาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
  2. โรคเครียดลงกระเพาะ ส่วนมากเกิดจากความเครียด เพราะในขณะที่เราเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติ จะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ จนเกิดการระคายเคือง ส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร
  3. โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับความกดดันอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้โรคนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย อีกด้วย จากการรายงานขององค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2568 จะมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นเป็น 1.56 พันล้านคน
  4. ออฟฟิศซินโดรม เป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยตรงกับพนักงานออฟฟิศ ด้วยพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนทำงานที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อยู่เป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับตัว จนทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึง ก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบได้ จากสถิติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า “คนวัยทำงานร้อยละ 60 มีภาวะโรคออฟฟิศซินโดรม”
  5. โรคหัวใจ มักเกิดขึ้นกับคนวัยทำงาน คนวัยทำงานมีการดำเนินชีวิตที่ต้อง ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ประกอบกับการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงแถมยังมีรสชาติจัด และไม่มีเวลาออกกำลังกาย ปัจจัยเหล่านี้แหละ ที่ส่งผลทำให้ตัวคุณอาจเกิดโรคหัวใจได้อย่างง่ายดาย
  6. โรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่คนทำงานหลายคนมักมองข้ามไป แต่ความจริงแล้วโรคดังกล่าวเป็นภัยเงียบที่หนุ่มสาววัยทำงานควรระวังไว้ เนื่องด้วยชีวิตที่เร่งรีบของคนทำงาน อาจมีตัวเลือกสำหรับอาหารไม่มากนัก ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องบริโภคอาหารรสจัด ของมัน ของทอด หรือน้ำอัดลม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือบางคนที่ทำงานดึกดื่น จนไม่มีเวลากินข้าวจนต้องมากินข้าวก่อนจะนอน เมื่อกินเสร็จก็นอนทันที นับได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ เป็นพฤติกรรมที่ส่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
  7. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อีกหนึ่งโรคยอดฮิตของวัยทำงาน สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้คนเกิดโรคนี้คือ เมื่อปวดปัสสาวะแล้วไม่ยอมลุกไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำน้อย หรือเลือกดื่มกาแฟแทนน้ำเปล่า ซึ่งพฤติกรรมที่เราทำจนเกิดเป็นนิสัยแบบนี้ส่งผลให้เกิดโรคร้ายได้

 

ภาพ freepik

สูตินรีแพทย์ไขข้อข้องใจ เมื่อไหร่ควรวางแผนมีบุตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/605783

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 16:00 น.

สูตินรีแพทย์ไขข้อข้องใจ เมื่อไหร่ควรวางแผนมีบุตร

จะมีลูกทั้งทีต้องมีการวางแผน สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ แนะนำการวางแผนครอบครัว พร้อมการเตรียมตัวหากอยากมีบุตร

เชื่อกันว่าการมีบุตรจะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ แต่ก็มีบางครอบครัวที่มีบุตรในขณะที่ยังไม่พร้อม ยังไม่รวมปัญหาอื่นๆ ทั้งปัญหาด้านสุขภาพและการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นภายหลังการคลอดบุตร ปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ทั้งในหญิงที่ไม่พร้อมและการตั้งครรภ์ในหญิงวัยรุ่นหรือวัยเรียน และอีกหลากหลายปัญหาที่พบเห็นได้บ่อยๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมเราจึงต้องมีการวางแผนการมีบุตร

เมื่อใดจึงเริ่มวางแผนการมีบุตร

นายแพทย์ธีธัช อดทน สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด กล่าวถึงการเตรียมตัวก่อนมีบุตรว่าถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากมีการเตรียมตัวดี หรือมีการวางแผนการมีบุตรในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับสภาพความสมบูรณ์ของร่างกาย การตั้งครรภ์นั้นจะทำให้คุณแม่แข็งแรง คุณลูกปลอดภัย ซึ่งการวางแผนการมีบุตรนั้น สามารถทำได้ทั้งก่อนแต่งงานหรือหลังแต่งงานแล้ว โดยต้องวางแผนร่วมกันทั้งฝ่ายหญิงและชาย และควรเริ่มวางแผนก่อนจะมีบุตรจริงอย่างน้อย 1-3 เดือน

การวางแผนการมีบุตรทำได้โดยการเข้าพบสูติแพทย์ โดยต้องพบแพทย์ทั้งสองฝ่าย เพื่อดูความพร้อมในการมีบุตร ซึ่งแพทย์จะมีการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด เก็บประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว และอื่นๆ ที่จะใช้ในการดูแลสุขภาพตนเองเพื่อวางแผนการมีบุตร การฝากครรภ์ รวมถึงการดูแลสุขภาพกายและใจหลังคลอด

ต้องทำอะไรบ้างสำหรับการวางแผนการมีบุตร

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายของทั้งสองฝ่าย โดย “ฝ่ายชาย” จะตรวจความเข้มข้นของเลือด โรคโลหิตจาง หรือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดต่างๆ โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรคเอชไอวี โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบบี หมู่เลือด รวมไปถึงโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในคนไทย เช่น โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย

ส่วน “ฝ่ายหญิง” จะมีการตรวจเหมือนกับฝ่ายชาย แต่จะมีการตรวจเพิ่มเติมในกลุ่มของภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน แพทย์จะแนะนำให้รับวัคซีนก่อนที่จะเริ่มการตั้งครรภ์ เพราะหากมีการติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงที่จะทำให้บุตรพิการแต่กำเนิดได้ แต่หากมีภูมิคุ้มกันแล้ว แม้จะได้รับเชื้อมา ความรุนแรงหรือความผิดปกติของทารกในครรภ์ก็จะน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน โดยเมื่อรับวัคซีนโรคหัดเยอรมันแล้ว แนะนำให้คุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือนหลังฉีดวัคซีน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

สุขภาพแข็งแรงดี จำเป็นต้องตรวจร่างกายหรือไม่

ไม่ว่าสุขภาพจะแข็งแรงเพียงไร ก็ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อวางแผนการมีบุตร เพราะโรคทางพันธุกรรมและโรคทางเพศสัมพันธ์บางอย่างไม่แสดงอาการให้เห็น แต่จะทราบได้จากการตรวจเลือดและซักประวัติ เพื่อตรวจหาความเสี่ยง หากตรวจพบก่อนอาการแสดงออกให้เห็น เข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยป้องกันการติดเชื้อระหว่างคู่ และยังช่วยป้องกันการส่งผลเสียไปยังลูกด้วย

คำแนะนำจากคุณหมอสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร

นายแพทย์ธีธัช ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ประสงค์ตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์ เพราะการตรวจเช็คบางอย่างจะทำให้สามารถรู้ และวางแผนการรักษาอาการหรือความผิดปกติที่ไม่แสดงออกได้ดีกว่ารอจนมีอาการหรือความผิดปกติ และสำหรับผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรม โดยเฉพาะโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งในคนไทยเป็นพาหะทางพันธุกรรมที่พบค่อนข้างบ่อย หากตรวจพบว่าเป็นพาหะทั้งคู่ ถือเป็นคู่เสี่ยงที่จะเป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ซึ่งคุณหมอจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการมีบุตรได้อย่างถูกต้อง

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพและการวางแผนการมีบุตร หรือคำถามด้านสุขภาพอื่นๆ สามารถขอคำปรึกษาได้จากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด และสามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก: Principal Healthcare Company

วิ่งแล้วปวดเข่า-ปวดหลัง หมอเผยวิธีแก้แค่ปรับท่าวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/605780

  • วันที่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 13:08 น.

วิ่งแล้วปวดเข่า-ปวดหลัง หมอเผยวิธีแก้แค่ปรับท่าวิ่ง

“ปวดเข่า-ปวดหลัง” อาการบาดเจ็บยอดฮิตของนักวิ่ง แพทย์แนะนำให้ปรับท่าในการวิ่งเพื่อลดอาการบาดเจ็บ ก่อนโทษว่าเป็นเพราะรองเท้าไม่ดี

ปัจจุบันคนหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น “การวิ่ง” ก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย และลงทุนน้อย แค่มีรองเท้าวิ่งหนึ่งคู่ก็สามารถเริ่มวิ่งได้แล้ว แต่ด้วยความคิดที่ว่าการวิ่ง ‘ง่าย’ นี่แหละที่ทำให้นักวิ่งหน้าใหม่หลายคนละเลยที่จะเรียนรู้วิธีการวิ่งที่ถูกต้อง พอเกิดอาการบาดเจ็บก็ไปทึกทักเอาว่าเพราะรองเท้าไม่ดีเป็นสาเหตุ

นพ.ประชัน บัญชาศึก แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การกีฬา ประจำโรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า “แม้ว่าการวิ่งจะเป็นการออกกำลังกายที่ดูง่าย และไม่อันตราย แต่ก็มักพบนักวิ่งทั้งมือเก่ามือใหม่ได้รับบาดเจ็บกันอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็เพราะในการวิ่งจะมีช่วงที่ร่างกายลอยอยู่ในอากาศ เมื่อกลับลงสู่พื้นจะต้องใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการรับน้ำหนัก หรือแรงกระแทกที่มากกว่าภาวะปกติราว 3 เท่าของน้ำหนักตัว นักวิ่งจึงอาจได้รับบาดเจ็บสะสมจากการกระแทกซ้ำ ๆ แน่นอนว่ารองเท้าสำหรับวิ่งสามารถช่วยลดแรงกระแทกขณะวิ่งได้ส่วนหนึ่ง แต่หากนักวิ่งมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม เช่น กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอ ไม่มีความยืดหยุ่นที่ดี วิ่งในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง วิ่งในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือการวิ่งมากเกินไป ก็จะเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการบาดเจ็บได้มากขึ้น”

‘ปวดเข่า-ปวดหลัง’ อาการบาดเจ็บยอดฮิตของนักวิ่ง

· ปวดเข่าด้านหน้า เป็นการบาดเจ็บที่ผิวกระดูกอ่อนของกระดูกสะบ้า จากการเสียดสีของลูกสะบ้ากับกระดูกต้นขา เป็นอาการบาดเจ็บที่นักวิ่งเป็นกันมากจนได้รับชื่ออาการว่า Runner’s knee โดยคนไข้จะมีอาการปวดรอบ ๆ กระดูกสะบ้าเวลางอเข่า โดยเฉพาะเวลาขึ้นลงเนินเขาหรือบันได เกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยคือการก้าวยาวเกินไปเวลาวิ่ง วิ่งลงส้นเท้าในขณะที่เข่าตึง การไม่บริหารให้เกิดความยืดหยุ่นของข้อและกล้ามเนื้อก่อนการวิ่ง รวมไปถึงการเพิ่มระยะทางวิ่งในขณะที่กล้ามเนื้อแกนกลางร่างกาย กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อกล้ามเนื้อเกิดการล้า จะส่งผลให้เข่าทั้งสองข้างต้องรับแรงกระแทกมากขึ้น จึงเสี่ยงต่อการปวดเข่า

·ปวดเข่าด้านนอก หรือ ITBS (iliotibial band syndrome) เป็นอาการอักเสบที่เกิดจาก IT Band ซึ่งเป็นเอ็นที่อยู่ด้านข้างต้นขาเสียดสีกับกระดูกเข่าด้านนอก ส่งผลให้คนไข้มีอาการเจ็บเข่าด้านนอกร้าวขึ้นไปต้นขา สาเหตุมักจะเกิดจากการวิ่งระยะไกล โดยสภาพกล้ามเนื้อเกิดความล้า วิ่งขึ้นลงทางชัน วิ่งในพื้นแข็ง ๆ เป็นเวลานาน รวมไปถึงการวิ่งโดยลงเท้าในลักษณะเปิดเข้าด้านใน

· ปวดหลัง เป็นอีกหนึ่งอาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยในนักวิ่งมือใหม่ จะมีอาการปวดไปทั้งแผ่นหลัง หรือปวดเฉพาะบริเวณเอว โดยสาเหตุอาจเกิดจากการวิ่งโน้มตัวไปข้างหน้ามากเกินไป การไม่แกว่งมือตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้ร่างกายขาดสมดุล จึงเกิดการเกร็งตัวอัตโนมัติเพื่อรักษาสมดุล กล้ามเนื้อแผ่นหลังที่เกิดการเกร็งตัวเป็นเวลานานจึงล้าและมีอาการปวด รวมไปถึงการที่ไม่ได้ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบลำตัวให้แข็งแรงพอ

มาปรับ ‘ท่าวิ่ง’ ลดอาการบาดเจ็บกันเถอะ!

·ศีรษะ ควรตั้งให้ตรงเป็นแกนเดียวกับลำตัว ไม่ก้ม ไม่เงย สายตามองตรงไปข้างหน้า เพื่อให้ไม่เกิดการเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อคอ และไม่ทำให้น้ำหนักลงที่บั้นเอว ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังได้

·ลำตัวและหลัง ควรตั้งตรงตามธรรมชาติ ยืดหลังให้ตรงแต่ไม่เกร็ง เพื่อให้การหายใจเข้ามีประสิทธิภาพ ปอดขยายตัวได้อย่างเต็มที่ และป้องกันอาการปวดหลังได้

·แขนและไหล่ แขนควรแกว่งให้สัมพันธ์กับการก้าวเท้าขณะวิ่ง ตั้งศอกเป็นมุมประมาณ 90 องศา ไหล่ไม่ห่อ ไม่ยกสูง และไม่โยกเวลาวิ่ง

·เข่า เท้าและข้อเท้า วิ่งปลายเท้าตรงไปข้างหน้าไม่บิดเข้าข้างใน การวางเท้าลงพื้นไม่ควรกระแทกกับพื้นแรง ๆ ส้นเท้าควรสัมผัสพื้นก่อน ตามด้วยฝ่าเท้า เมื่อปลายเท้าแตะพื้นจะพอดีกับจังหวะที่ส้นเท้าเปิดขึ้น พร้อมถีบตัวเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งการลงเท้าที่ผิดวิธีอาจทำให้เกิดข้อเท้าพลิกได้ ส่วนเข่าไม่ควรยกสูงมากนักและไม่เหยียดจนสุด ไม่ควรก้าวยาวเกินไป และขณะเท้าสัมผัสพื้นควรปล่อยเข่าสบาย ๆ ไม่เกร็ง เพื่อให้การงอเข่าเป็นไปตามธรรมชาติ

“นอกจากการปรับท่าวิ่งแล้ว สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือการวอร์มอัพและยืดกล้ามเนื้อก่อนการวิ่ง เพื่อให้กล้ามเนื้อและข้อต่อมีความยืดหยุ่น จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ และจะต้องไม่หักโหมจนเกินไป ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วและระยะทาง โดยเฉลี่ยไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์ รวมไปถึงการบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อลำตัว สะโพก และต้นขาอย่างต่อเนื่องที่สำคัญคือหากเกิดอาการบาดเจ็บไม่ควรฝืนวิ่งต่อ อย่าคิดว่าวิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วอาการจะดีขึ้น เปลี่ยนไปออกกำลังกายที่ได้รับแรงกระแทกน้อยกว่า เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และอาจรับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บค่อยกลับมาวิ่งใหม่ แต่หากมีอาการกล้ามเนื้อขาอักเสบ หรือบวม ปวดเกินกว่าที่จะทนได้ ควรรีบพบแพทย์” นพ.ประชัน กล่าว

อาหารลดความดัน กินได้ทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599876

  • วันที่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

อาหารลดความดัน กินได้ทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดี

อาหารประเภทใดที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง?

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงดูแลสุขภาพโดยการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเสียใหม่ หันมารับประทานอาหารแดช (DASH Diet) หรืออาหารที่ช่วยให้ควบคุมความดันโลหิต ด้วยการลดปริมาณเกลือโซเดียม จากคำแนะนำของสมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา คนทั่วไปไม่ควรได้รับโซเดียมเกินวันละ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือแกงประมาณ 1 ช้อนชา

แต่สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไม่ควรได้รับเกินวันละ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน โดยอาหารแดชจะแนะนำให้ผู้ป่วยลดการบริโภคเกลือโซเดียมในแต่ละมื้อ และรับประทานอาหารที่หลากหลายซึ่งอุดมไปด้วยสารโภชนาการสำคัญ อันมีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมงกานีส เป็นต้น

8 ตัวอย่างอาหารลดความดันโลหิตสูง ได้แก่

ผักใบเขียว ผักใบเขียวมักมีโพแทสเซียมซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยเไตขับโซเดียมออกมาผ่านทางปัสสาวะ และปรับปริมาณโซเดียมภายในร่างกายให้เกิดความสมดุล ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงได้ โดยผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม เช่น ผักกาด คะน้า ปวยเล้ง เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไตรุนแรงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากร่างกายได้รับโพแทสเซียมในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนเสมอ

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่นั้นมีสารอาหารที่สำคัญอย่างสารฟลาโวนอยด์ (Flavoniods) ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า การบริโภคผลไม้ดังกล่าวอาจช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง และลดระดับความดันโลหิตลง

นมพร่องมันเนยและโยเกิร์ต เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี และมีไขมันต่ำ โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า ผู้หญิงที่รับประทานโยเกิร์ต 5 หน่วยบริโภคขึ้นไปต่อสัปดาห์ อาจไปลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึงร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปบนฉลากบนบรรจุภัณฑ์ทุกครั้ง เนื่องจากการเติมน้ำตาลในปริมาณมากอาจกลายเป็นโทษต่อร่างกายแทน

เมล็ดพืชและถั่ว เมล็ดพืชอย่างเมล็ดทานตะวันหรือเมล็ดฟักทองแบบไม่โรยเกลือเต็มไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม ใยอาหาร รวมถึงสารพฤกษเคมีต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดความดันโลหิตได้ นอกจากนั้น ถั่วพิสตาชิโอยังถือเป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีสรรพคุณในด้านนี้ด้วย

ปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง ปลาแซลมอนและปลาแมคเคอเรลอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งอาจช่วยลดความดันโลหิต และลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด

ดาร์กช็อกโกแลต เป็นช็อกโกแลตที่ประกอบไปด้วยโกโก้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำตาลน้อยกว่าปกติ จากการศึกษาวิจัย พบว่า ผู้บริโภคดาร์กช็อกโกแลตมีระดับความดันโลหิตตัวบนลดลงโดยเฉลี่ยถึง 3 มิลลิเมตรปรอท และระดับความดันโลหิตตัวล่างลดลงโดยเฉลี่ยถึง 2 มิลลิเมตรปรอท ดังนั้น ดาร์กช็อกโกแลตจึงอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยลดระดับความดันโลหิตลงได้ โดยควรบริโภคไม่เกิน 100 กรัมต่อวัน

น้ำมันมะกอก เป็นไขมันดีที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่อาจช่วยให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตลดลง อย่างไรก็ตาม แม้น้ำมันมะกอกจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูง แต่หากบริโภคมากจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

กระเทียม นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยมีการค้นคว้าสรรพคุณในการลดความดันโลหิตของกระเทียมแล้วผลปรากฏว่า สมุนไพรดังกล่าวเพิ่มปริมาณสารไนตริกออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นหลอดเลือดให้เกิดการขยายตัว อาจส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง

โรคเนื้อเน่า อาการติดเชื้อที่เนื้อเยื้อใต้ผิวหนังส่ออันตรายถึงชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/605431

  • วันที่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 12:10 น.

โรคเนื้อเน่า อาการติดเชื้อที่เนื้อเยื้อใต้ผิวหนังส่ออันตรายถึงชีวิต

รู้จักกับโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน หรือโรคเนื้อเน่า สาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน รวมถึงวิธีการรักษา การป้องกัน และคำแนะนำจากกรมควบคุมโรค

Necrotizing Fasciitis ชื่อภาษาไทยคือ โรคแบคทีเรียกินเนื้อคน หรือโรคเนื้อเน่า เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่เนื้อเยื้อใต้ผิวหนัง อาทิ ไขมันใต้ผิวหนัง ผังผืดและกล้ามเนื้อ จะมีความรุนแรงมาก อันตรายถึงชีวิต หากรักษาไม่ทัน เพราะเชื้อจะทำลายเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง โดยกล้ามเนื้อที่มักพบบ่อยคือที่แขน ขา บริเวณแผลผ่าตัด และลำตัว

สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Streptococcus และ Staphylococcus aureus เมื่อเชื้อเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยผ่านทางแผลที่ผิวหนัง เชื้อจะเจริญอย่างรวดเร็วและหลั่งสารพิษ (Toxin) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อ มีผลทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นไม่พอทำให้กล้ามเนื้อตาย และเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและลามไปทั่วร่างกาย

อาการของโรค  ได้แก่ มีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน เหงือออก เป็นลม ช๊อกหมดหมดสติ

อาการของโรคแบ่งตามระยะเวลาที่เกิดโรค

  • อาการของโรควันที่ 1-2 มีอาการปวดบริเวณที่เกิดโรค บวม และแดง ลักษณะจะคล้ายกับผิวหนังอักเสบหรือไฟลามทุ่ง แต่โรคเนื้อเน่าเกิดในชั้นลึกกว่านั้นซึ่งมองไม่เห็น อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้นซึ่งไม่สอดคล้องกับอาการทางผิวหนังที่ตรวจพบ ไม่ตอบสนองต่อยาปฎิชีวนะ ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวหัวใจเต้นเร็ว มีลักษณะอาการขาดน้ำ
  • อาการของโรควันที่ 2-4 พบว่าบริเวณที่บวมจะกว้างกว่าบริเวณผิวหนังที่แดง มีผื่นผุพองซึ่งบ่งบอกว่าผิวหนังขาดเลือด และมีเลือดออก ผิวมีสีออกคล้ำเนื่องจากผิวหนังเริ่มตาย เมื่อกดผิวจะพบว่าแข็งไม่สามารถคลำขอบของกล้ามเนื้อได้ อาจจะคลำได้กรอบแกรบใต้ผิวหนัง เนื่องจากเกิดแก๊สใต้ผิวหนัง
  • อาการของโรควันที่ 4-5จะมีความดันโลหิตต่ำ และมีภาวะโลหิตเป็นพิษ ผู้ป่วยจะไม่ค่อยรู้สึกตัว

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเนื้อเน่า ได้แก่

  1. ผิวหนังมีแผลจากแมลงกัดต่อย อุบัติเหตุถูกของมีคมตำหรือบาด แผลผ่าตัด
  2. คนที่มีโรคประจำตัว เช่น ติดสุรา ติดยาเสพติด โรคตับ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัณโรค
  3. อาจเกิดหลังจากป่วยเป็นโรคไข้สุกใส
  4. มีการใช้ยา Steroid

การรักษา ควรรีบมาพบแพทย์โดยด่วนเพื่อวินิจฉัยหากพบอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น และผ่าตัดเอาเนื้อที่ตายหรือเนื้อที่ติดเชื้อออกให้มากที่สุด ผ่าตัดเพื่อระบายเอาหนองออก และตัดเนื้อเยื่อที่ตาย หากติดเชื้อรุนแรงอาจจำเป็นต้องตัดอวัยวะนั้นออก

ภาวะแทรกซ้อนของโรคแบคทีเรียกินเนื้อหรือโรคเนื้อเน่า Necrotizing Fasciitis อาจทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดหรืออวัยวะในร่างกายทำงานล้มเหลวจนอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่รอดชีวิตอาจมีแผลเป็นหรืออาจพิการแขนขาจากการรักษาได้เช่นกัน

การป้องกันโรค

  • การดูแลแผล การดูแลแผลจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคเนื้อเน่า  เมื่อเกิดแผล รีบทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดทันที
  • ทำความสาดแผลทุกวัน และใช้อุปกรณ์ทำแผลที่สะอาด
  • ระหว่างที่มีแผลควรหลีกเลี่ยงการใช้สระน้ำ และอ่างอาบน้ำร่วมกัน
  • ล้างมือทุกครั้งก่อนแหละหลังสัมผัสแผลบริเวณที่ติดเชื้อได้ง่าย

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค โดย นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดี และโฆษกกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า โรคเนื้อเน่า หรือเรียกว่า เนคโครไทซิง แฟสเชียไอติส (Necrotizing fasciitis) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนในแผล ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย 2 ชนิด คือ Streptococcus pyogenes และ Staphylococcus aureus โดยมีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างรุนแรง พบบ่อยในช่วงฤดูฝน มักพบในผู้ที่มีบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ หรือแผลจากการถูกแมลงหรือยุงกัด แล้วสัมผัสกับแบคทีเรียที่อยู่ในดินหรือในน้ำ และอาจดูแลแผลไม่ดี จนแผลลาม ทำให้แผลติดเชื้อซ้ำซ้อน

สำหรับประเทศไทย แต่ละปีจะพบผู้ป่วยโรคเนื้อเน่าประมาณ 100-200 ราย พบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตำแหน่งที่เกิดมากสุดคือที่บริเวณขา รองลงมาเป็นบริเวณเท้า เมื่อเชื้อโรคที่พบในดินในน้ำทั่วๆ ไปเข้าไปในแผล จะทำให้เกิดการอักเสบ ลุกลามได้ง่าย รายที่รุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะไตวาย ช็อก และอาจเสียชีวิตได้ ที่สำคัญหากมาพบแพทย์ช้า เมื่อมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกแล้ว จะทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงด้วย

ประชาชนที่มีความเสี่ยงเกิดโรคเนื้อเน่า ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ ฯลฯ

สำหรับการป้องกันโรค ขอให้ประชาชนระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผลขึ้น โดยเฉพาะบริเวณขาหรือเท้า แต่หากมีบาดแผลขอให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ และทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ และใส่ยาฆ่าเชื้อ ระวังอย่าให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปในบาดแผล โดยเฉพาะบาดแผลที่เกิดจากวัสดุที่สกปรก เช่น ตะปู หนาม ไม้ที่อยู่ในน้ำทิ่มแทง ควรไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านทั้งนี้ ถ้าปวดบริเวณแผล บวม ร้อน แดงมากขึ้น หรือมีไข้ร่วมด้วย อาจเกิดการติดเชื้อได้ ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัย ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาได้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

พนักงานไมโครซอฟต์ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นถึง 40% หลังบริษัททดลองหยุด 3 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605350

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 16:30 น.

พนักงานไมโครซอฟต์ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นถึง 40% หลังบริษัททดลองหยุด 3 วัน

เรื่อง: ณัฐพันธ์ ส่งวิรุฬห์

ไมโครซอฟต์ ประจำประเทศญี่ปุ่นได้อนุญาตให้พนักงานไมโครซอฟต์กว่า 2,300 ราย ในบริษัททำงานเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นการทดลองรูปแบบการทำงานใหม่ตามนโยบายของโครงการ Work Life Choice Challenge ที่เปิดตัวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตามรายงานข่าวจาก CNBC

ซึ่งจากการเฝ้าติดตามผลการทดลองในเดือนสิงหาคม ปรากฏว่ายอดขายของพนักงานสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 39.9% แถมยังลดต้นทุนการใช้ไฟฟ้าบริษัทไป 23.1% และลดการใช้กระดาษไปได้ถึง 58.7% รวมทั้งพนักงานมีความพึงพอใจมากถึง 92.1% กับการทำงานเหลือ 4 วัน

สำหรับกลยุทธ์การปรับวันทำงานเหลือ 4 วันถือว่าหลาย ๆ บริษัททั่วโลกเคยนำมาใช้และประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องการลดความเครียดในการทำงานของพนักงาน แต่ในครั้งนี้ถือได้ว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นกับบริษัทในญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชั่วโมงทำงานมากที่สุดในโลก

4 เทคนิคต้องมีเมื่อร่วมงานกับองค์กรหลากวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605301

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

4 เทคนิคต้องมีเมื่อร่วมงานกับองค์กรหลากวัฒนธรรม

เมื่อต้องร่วมงานในองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม 4 เรื่องจำเป็นเหล่านี้ไม่มีไม่ได้

ในยุคที่โลกพัฒนาไปไกล แต่ละประเทศมีการเปิดเสรีให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาทำงานในประเทศของตนเองมากขึ้น การทำงานร่วมกับองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การทำงานร่วมกันสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ

1.ตรงต่อเวลา เรื่องของการตรงต่อเวลายังคงเป็นสิ่งสำคัญในทุกๆ การทำงาน ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงออก ถึงการให้ความสำคัญกับเวลาแล้ว ยังเป็นการสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ร่วมงาน โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ที่เป็นอีกหนึ่งชาติที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก หากอยากให้การเจรจาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จงอย่าลืมให้ความสำคัญกับการตรงต่อเวลา

2.เข้าใจความต่าง สำหรับใครที่มีเพื่อนร่วมงานเป็นชาวต่างชาติ การเข้าใจถึงความต่างทางวัฒนธรรม นับเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะช่วยให้แต่ละฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านของความเชื่อ ค่านิยม รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติและความต่างทางศาสนา โดยพยายามเรียนรู้และศึกษาวัฒนธรรมของเพื่อนร่วมงาน นอกจากจะช่วยให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานแล้ว ยังช่วยให้เรามีหัวข้อในการพูดคุย ทักทาย เพื่อสร้างความคุ้นเคยกันได้อีกด้วย

3.ภาษาสร้างโอกาส ภาษานับเป็นสิ่งสำคัญกับการทำงานในยุคปัจจุบัน แม้ว่าการมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงาน แต่ทุกวันนี้โลกเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประเทศที่มีภาษาเป็นของตัวเอง อย่าง จีนและญี่ปุ่นได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจ การมีทักษะภาษาที่สามจึงถือเป็นอีกสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยสร้างโอกาสและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้มากขึ้น

4.กล้าคิด กล้าทำ มีค่านิยมหลายๆ อย่างของคนไทยที่ได้รับการยกย่องในหมู่ของชาวต่างชาติ แต่ยังมีค่านิยมบางอย่างที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เช่น การกลัวที่จะถามหรือแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพราะเกรงว่าจะถูกมองเป็นตัวตลก เป็นสิ่งที่เราควรแก้ไขเมื่อต้องทำงานร่วมกับชาวต่างชาติ จงกล้าคิด กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น รวมถึงกล้าที่จะถาม จงจำไว้ว่า ถ้าไม่กล้าที่จะถามก็ไม่มีทางรู้

 

ภาพ freepik

10 เทคนิคมองการใช้ชีวิตวัยทองให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/605234

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

10 เทคนิคมองการใช้ชีวิตวัยทองให้เป็นสุข

เพราะเราต้องอยู่กันไปอีกนานนะสิ…คุณหมอแนะวิธีมองและวิธีคิดเพื่ออยู่แบบวัยทองอย่างมีความสุข

เมื่อไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ หลายคนก็วาดฝันที่จะมีความสุขในวัยทอง และแน่นอนความสุขกับการมีชีวิตยืนยาวก็ต้องถูกใช้ควบคู่กับการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า พญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช เจ้าของหนังสือ “วัยทอง(ฉบับปรับปรุง)” แนะวิธีมองและคิดกับวัยทองให้เป็นสุข ดังนี้

1.ถือเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดีๆ ที่ได้ทำมา

คุณผู้หญิงแทบทุกคนได้ทำงานอุทิศชีวิตทั้งเพื่อตนเอง ครอบครัว การงาน ฯลฯ เมื่อมาถึงจุดนี้ จึงเป็นช่วงวัยที่จะได้มีเวลาหยุดมอง ทบทวน คิดถึงสิ่งดีๆ ที่ทำมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความสุขมหาศาล เช่นว่า ลูกทุกคนเรียนหนังสือจบหมด มีการงานที่ดี คิดถึงทีไรก็มีความสุข ความภาคภูมิใจ

2.ถือเป็นช่วงโอกาสที่มีสิ่งดีๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต

ในวัยนี้ คุณควรจะหย่อนการทำงานลงบ้าง หลายคนไปท่องเที่ยว หลายคนทำงานอดิเรกที่ชอบ หลายคนหันมาคุยกับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน เช่น เขียนหนังสือ เล่นกีฬา เล่นดนตรี ท่องเที่ยว หลายคนได้หลานคนแรก

3.ถือเป็นช่วงที่เติมเต็มความฝันให้ชีวิต

บางคนกลับไปเรียนหนังสือ บางคนเรียนคอมพิวเตอร์ เรียนวาดรูป ปั้นถ้วยชาม อุทิศเวลาวาดฝาผนังโบสถ์วิหาร เขียนหนังสือ ออกกำลังกาย ฯลฯ บางคนได้รับเกียรติยศและชื่อเสียงจากงานอดิเรกที่ชอบเป็นของแถมด้วย

4.ถือเป็นช่วงที่ดีที่จะตรวจเช็กสุขภาพ

เป็นวัยที่การแพทย์เน้นให้ตรวจสุขภาพ นอกจากจะได้รักษาโรคตั้งแต่แรกเจอ ยังป้องกันโรคที่จะเกิดในวัยทองส่วนใหญ่ เน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลัง การลดความเครียด การเสริมวิตามิน แคลเซียม ฯลฯ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เข้าสู่วัยทองอย่างมีความสุขขึ้น

5.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะได้ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและตกแต่งบ้าน

คงจำเวลาที่มีลูกตัวน้อยวิ่งเจี๊ยวจ๊าวได้ บ้านแทบไม่เป็นบ้าน โซฟาพัง ฝาผนังมีรอยขีดเขียน ห้องรกเลอะเทอะด้วยของเล่น เมื่อถึงวัยนี้ คุณสามารถเลือกมีความสุขด้วยการแต่งบ้านใหม่ ทำสวนในแบบที่ชอบ หรือเลี้ยงสัตว์อย่างมีความสุข

6.ถือเป็นช่วงเวลารื้อฟื้นความโรแมนติก

อย่าคิดว่าวัยทองคือวัยเรื้อความรัก การอยู่ด้วยกันมานานทำให้รู้จักและรู้ใจ มองผ่านความเปล่งปลั่งทางร่างกาย พบแต่ความสวยงามของการกระทำที่ดีต่อกัน ในวัยนี้หลายคู่ชวนกันไปเที่ยวฮันนีมูนรอบใหม่ บางคู่จัดพิธีแต่งงานอีกรอบ

7.ถือเป็นช่วงเวลาดูแลการเงินการคลังของครอบครัว

ถ้าก่อนวัยทองวางแผนการเงินไว้ดี เมื่อถึงวัยนี้ก็สามารถปล่อยมือจากเรื่องทำมาหากินได้บ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าเข้าสู่วัยทองขณะที่เศรษฐกิจไม่ดีนัก ก็ยังพอมีเวลาที่จะหาลู่ทางได้อยู่ วัยนี้ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความรักความอบอุ่นในครอบครัว วิธีใช้ชีวิต ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างด้วย

8.ถือเป็นช่วงเวลาดูแลตัวเอง

เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสกันหน่อย เช่น ถ้าผมเปลี่ยนสี ก็เปลี่ยนทรงเปลี่ยนสีให้เข้ากับบุคลิก เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว เสื้อผ้า รองเท้าให้แปลกให้ใหม่ไปเลย ซื้อของที่อยากได้ให้ตนเองและคนรัก

9.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะทำความรู้จักตัวเองให้ดี

เดินทางมาเกินครึ่งระยะทางของชีวิต จึงควรหันกลับไปมองอดีต สรุปประสบการณ์ บทเรียน เพื่อเตรียมการสำหรับอนาคต หลายคนหันมาศึกษาคำสอนทางศาสนา ฝึกสติ ฝึกจิต

10.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะคืนสิ่งดีให้สังคม

คนวัยทองสั่งสมประสบการณ์อันมีประโยชน์ต่อสังคมมาก การอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีในสังคมถือเป็นการได้ทำประโยชน์แก่สังคมขั้นที่ 1 การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่โกงกิน ถือเป็นประโยชน์ขั้นที่ 2 ยิ่งถ้าได้อุทิศตนทำประโยชน์แก่ชุมชนสังคมในสิ่งที่ถนัด ก็ยิ่งทำให้วัยทองมีคุณค่า

 

ภาพ freepik

7 ข้อนี้ HR บอกว่า “คุณไม่ผ่าน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603518

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

7 ข้อนี้ HR บอกว่า "คุณไม่ผ่าน"

ความท้าทายของคนที่ทำงานด้านทรัพยากรบุคคล หรือ HR นอกจากการคัดกรองเรซูเม่จากผู้สมัครจำนวนมากแล้ว การสัมภาษณ์งานก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ท้าทายไม่แพ้กัน เพราะต้องใช้เวลาในช่วงสั้น สัมภาษณ์ผู้สมัครเพื่อจะทำให้รู้จักตัวตนของพวกเขามากขึ้นผ่านบุคลิกและทัศนคติว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับหรือไม่ แต่ก็มีหลายครั้งที่คนเป็น HR พบข้อบกพร่องจนอาจจะยังลังเลใจหรือรู้สึกสงสัยว่า ผู้สมัครคนนี้จะใช่คนที่ควรรับเข้าทำงานแค่ไหน

พูดถึงแต่แง่ลบของบริษัทเดิม

นับเป็นเรื่องปกติที่คนเปลี่ยนงานจะรู้สึกไม่พอใจ หรือไม่มีความสุขจนต้องมองหางานใหม่ แต่ถ้าผู้ที่มาสัมภาษณ์เอาแต่พูดถึงแค่แง่ลบของบริษัทเดิม ก็คงพอทำให้เรามองเห็นได้ว่าเขาพร้อมที่จะตำหนิคนอื่นอยู่เสมอ จนบางครั้งก็ดูไม่เป็นมืออาชีพในการทำงานมากพอ ทั้งที่จริงคือเขาควรควบคุมสติตัวเองให้ได้ แล้วอธิบายว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เขาไม่มีความสุขในการทำงานและเลือกที่จะลาออก

ปกปิดสาเหตุของการเปลี่ยนงาน

เป็นธรรมดาที่ HR จะอยากรู้สาเหตุของการลาออก แต่ถ้าผู้สมัครไม่บอกสาเหตุของการเปลี่ยนงาน หรืออธิบายแบบคลุมเครือ เราก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าทำไมเขาจึงไม่บอก เพราะนี่อาจหมายความว่าเขาลาออกจากที่เก่าด้วยเหตุผลที่ไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าเราจะเสี่ยงรับก็อาจเป็นผลเสียกับบริษัทได้ในอนาคต

ไม่ยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเอง

ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ไม่ว่าเราจะเป็นคนเก่งหรือทำงานได้สมบูรณ์แบบแค่ไหน แต่เรื่องแบบนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราถามผู้สมัครเรื่องความผิดพลาดในอดีตว่าได้เรียนรู้อะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร แต่เขาเลือกที่จะไม่บอกหรือตอบว่าไม่มี ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำลังปิดบังอะไรเราอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ยังเป็นจุดสังเกตได้ว่า คนที่รู้ข้อด้อยของตัวเอง กล้ายอมรับความผิดพลาด มักจะเป็นคนที่พร้อมเปิดใจรับฟังความเห็นและคำแนะนำจากคนอื่นเสมอ

โอ้อวดมากเกินไป

การพยายามแสดงออกถึงความมั่นใจเป็นคุณสมบัติที่ดีของการทำงาน แต่ในการสัมภาษณ์งานถ้าพูดถึงความสำเร็จมากเกินไปจนเกินพอดี ก็จะกลายเป็นเหมือนการพูดโอ้อวดไปได้ ถ้าเรารู้สึกว่าผู้สัมภาษณ์พูดค่อนข้างเกินจริง หรือเวลาที่เรามีข้อสงสัยแล้วเขาตอบได้แค่กว้างๆ นั่นก็อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องถามตัวเองอีกครั้งแล้ว

ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

การควบคุมอารมณ์ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำงาน เพราะเราต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอยู่เสมอ ถ้าควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็จะส่งผลกระทบต่อคนอื่น และแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ลองสังเกตผู้สมัครของเราดูว่าเขาควบคุมอารมณ์ได้ไหม ถ้าเกิดบางคำถามที่ถามออกไปแล้วเขาแสดงอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ ร้องไห้ พูดสะบัดเสียง ตื่นเต้น ประหม่า จนตอบถูกๆ ผิดๆ หรือตอบคำถามทั่วไปไม่ได้ นี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องคิดหนักด้วยเหมือนกัน

ให้หัวหน้าเมื่อนานมาแล้วเป็นบุคคลอ้างอิง

ที่จริงแล้วผู้สมัครควรเลือกหัวหน้าคนปัจจุบันมาเป็นบุคคลอ้างอิง แต่ในกรณีที่เขายังไม่ได้แจ้งบริษัทว่าจะลาออก และยังไม่อยากให้หัวหน้ารู้ว่ากำลังหางานใหม่ ก็ควรเลือกหัวหน้าคนล่าสุดมาเป็นบุคคลอ้างอิง ไม่ใช่เลือกคนที่เป็นหัวหน้าเมื่อสิบปีที่แล้ว ถ้าผู้สมัครยังไม่ยอมให้ติดต่อบุคคลอ้างอิงคนล่าสุดเราก็ควรต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าเพราะอะไร

ครอบครัวไม่สนับสนุนงานนี้

ต้องบอกว่าคนใกล้ตัวและคนในครอบครัวคือส่วนสำคัญที่มีผลต่อการเลือกตัดสินใจของผู้สมัคร ถ้าคนเหล่านี้ไม่สนับสนุนงานที่ผู้สมัครมาสัมภาษณ์ก็อาจจะส่งผลเสียต่อทั้งบริษัทและตัวเขาเองในอนาคต ลองคิดภาพนักศึกษาจบใหม่ที่ต้องมาทำงานไกลจากบ้าน เช่าหอพักอยู่คนเดียวเพื่อให้เดินทางสะดวก ทั้งๆ ที่ผู้ปกครองอยากให้ลูกเลือกทำงานใกล้บ้านมากกว่า ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น คนเป็น HR ก็ต้องคิดดูให้ดีว่าจะมีปัญหาอะไรตามมาอีกบ้าง

 

ภาพ freepik

เคล็ดลับการออมเงินเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/522711

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 10:35 น.

เคล็ดลับการออมเงินเมื่อเศรษฐกิจถึงขาลง ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ไตรมาสนี้มีคำเตือนหลายสำนักประกาศให้ระวังการใช้จ่าย แม้หลายคนมองว่าการออมเงินเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่มีคำว่าสาย ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วย  7 ประเภทการออมฉลาดกันก่อนก็ได้

มนุษย์เงินเดือนอาจมองว่าการเก็บการออมเงินเป็นเรื่องยาก หากใครยังตั้งต้นตั้งตัวไม่ได้  ลองเริ่มด้วยการอาศัยหลัก “ออม-เปิด-ลงทุน” ดูซิ

1. ออมก่อนใช้ หักไว้ทันที

เมื่อถึงวันเงินเดือนเข้า ให้รีบแบ่งเงินส่วนหนึ่งเก็บ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารอีกบัญชีทันที และส่วนที่เหลือค่อยนำมาแบ่งเป็นรายจ่ายต่างๆ เช่น รายจ่ายส่วนตัว ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ สำรวจดูว่าสามารถออมเงินในแต่ละเดือนได้กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน อาจเริ่มต้นที่ 10% ก่อน แล้วค่อยขยับ เป็น 20-30% ตามกำลังความสามารถ เพียงเริ่มแบ่งเงินออมก่อนใช้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี สำหรับอนาคตในวันข้างหน้าแล้ว

2. เปิดบัญชีเพื่อออม บัญชีเพื่อใช้

การเปิดบัญชีก็เพื่อเป็นการจัดระเบียบ ตามความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป เช่น บัญชีเพื่อใช้ จะเป็นการแบ่งเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สามารถฝากถอน โอนเงิน จ่ายบิล ค่าใช้จ่าย ได้ตลอดเวลา ส่วนบัญชีเพื่อออม ให้มองหาสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง ไม่ซ่อนเงื่อนไข และอาจจะแบ่งบัญชีเพื่อออมนี้ เป็นระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อเป็นการวางแผนการเงินในอนาคตได้ดีขึ้น

3. ลงทุนให้งอกเงย

ควรศึกษาหรือมองหาวิธีที่จะทำให้เงินที่ออมนั้นงอกเงยเพิ่มดอกเพิ่มผล เช่น การลงทุนหุ้น หรือลงทุนในกองทุนรวม ที่มีความเสี่ยงน้อย และมีผลประโยชน์ที่น่าสนใจ เช่น มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องมีเรื่องภาษี ซึ่งสามารถนำเงินออมนี้ไปใช้สิทธิในเรื่องของการลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF/RMF หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันชีวิตในลักษณะของการออมเงินระยะยาวพร้อมให้ความคุ้มครอง

แนะนำ 7 ประเภทการออมฉลาด

ประเภทการออมได้แบบฉลาดๆ ออมได้แบบง่ายๆ และไม่ต้องเสียภาษี จะเป็นอะไรกันบ้างมาดูกันเลย

1.สลากออมทรัพย์จากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

สลากออมทรัพย์จัดอยู่ในเงินฝากเผื่อเรียก เป็นการออมเงินที่เหมือนการฝากเงินกับธนาคาร โดยผู้ซื้อสลากนั้นจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ธนาคารกำหนด แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษที่มากกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป โดยผู้ซื้อสลากจะได้รับสิทธิในการลุ้นรางวัลทุกเดือนหรือทุกงวดจนกว่าจะครบกำหนดอายุของสลากนั้นๆ

ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา 42(8)(ก) และ(11) ที่ระบุไว้ว่า “ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก” และ “รางวัลบัตรออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” ได้รับยกเว้นภาษี

2.ฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์

ก่อนจะฝากเงินกับสหกรณ์ได้ ก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกของสหกรณ์นั้นๆ ก่อน โดยผลตอบแทนที่ได้จะมีทั้งในรูปแบบของเงินปันผล และดอกเบี้ยเงินฝาก(ออมทรัพย์) ซึ่งผลตอบแทนทั้งสองรูปแบบจะสูงกว่าดอกเบี้ยจากธนาคารทั่วไป แถมได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 42(8)(ข) และพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 40

3.เงินฝากประจำระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปสำหรับผู้มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์

คุณสมบัติของเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมายมาตรา 50(2) และมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากรนั้น จะต้องเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปี(12 เดือน)ขึ้นไป และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทรวมกันแล้ว ต้องมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 3 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น และผู้ฝากต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์(นับตามวันเดือนปีเกิดของผู้ฝาก)

4.การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ โดยดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 2 หมื่นบาท

เงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นออมทรัพย์ที่ไม่ใช้เช็คในการถอน ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ผ่านระบบการหักหรือโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์นี้ ไปยังบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีเงินฝากอื่นใด และจะต้องมีจำนวนดอกเบี้ยรวมกันทุกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของทุกธนาคารทั้งสิ้นไม่เกิน 2 หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น

5.เงินฝากประจำปลอดภาษี

เงินฝากประจำปลอดภาษีเป็นการฝากเงินรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือนนับแต่วันที่เริ่มฝาก โดยยอดเงินฝากแต่ละครั้งต้องมีจำนวนเท่ากันทุกเดือน และยอดเงินที่ฝากในแต่ละครั้ง จะต้องไม่เกิน 2.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 6 แสนบาท ดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถเปิดได้คนละ 1 บัญชีเท่านั้น(รวมทุกธนาคาร)

6.ลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษี เนื่องจากเงินปันผลของกองทุนต่างๆ นั้น จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10%(มาตรา 48(3) แห่งประมวลรัษฎากร) ไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษสำหรับเงินได้ประเภทนี้ ที่จะเลือกเสียภาษีในอัตราที่ถูกไว้ (Final TAX) โดยไม่ต้องนำไปคำนวณเป็นเงินได้เมื่อยื่นแบบ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลงทุนไปพร้อมกันด้วย

7.ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในการนำเงินไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทใด เช่น รถไฟฟ้า เขื่อน ถนน เป็นต้น กองทุนกำหนดให้บุคคลธรรมดาผู้ซื้อกองทุน ได้รับสิทธิยกเว้นสำหรับเงินปันผลที่ได้จากการลงทุนเป็นเวลา 10 ปีภาษีต่อเนื่อง นับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนรวมดังกล่าว รวมทั้งกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ ก็ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเช่นกัน