นั่งทำงานเกิน 6 ชม.ต่อวัน ได้ของแถมอะไรกันบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/603533

  • วันที่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

นั่งทำงานเกิน 6 ชม.ต่อวัน ได้ของแถมอะไรกันบ้าง

วารสารทางการแพทย์ เผยการนั่งทำงานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน เป็นอีกสาเหตุการเสียชีวิตของคนทำงาน ทั้งยังสร้างภาระให้แก่ภาครัฐ

ตามรายงานการศึกษาซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Epidemiology and Community Health ระบุว่าในปี 2016-2017 ภาครัฐฯ ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจ เป็นเงินจำนวน 424 ล้านปอนด์ โรคเบาหวาน เป็นเงินจำนวน 281 ล้านปอนด์ และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นเงิน 30 ล้านปอนด์

งานวิจัยจาก Queen’s University Belfast and Ulster University ค้นพบว่า การเสียชีวิตของผู้คนในสหราชอาณาจักรจำนวน 69,000 คน (คิดเป็นร้อยละ 11.6) ในปี 2016 เกิดจากการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานจนเกินไป ซึ่งเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อีกทั้งทางทีมวิจัยได้นำข้อมูลมาเปรียบเทียบระหว่างค่าใช้จ่ายของ NHS ซึ่งเป็นระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติในปี 2016-2017 และการสำรวจพฤติกรรมการทำงานที่เสี่ยงต่อสุขภาพในปี 2012 ได้ข้อสรุปออกมาว่า หลังจากพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ และการเล่นฟิตเนส ตลอดจนการนั่งทำงานที่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ร้อยละ 17 ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดร้อยละ 7.5 และลดความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ 5

Leonie Heron หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า แม้คุณจะออกกำลังกายตามคำแนะนำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะทางสุขภาพ หากคุณยังใช้เวลานั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานก็ส่งผลต่อการเกิดโรคได้

ด้าน Naveed Sattar ผู้เชี่ยวชาญด้านการเผาผลาญจาก University of Glasgow กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่างการนั่งเป็นเวลานานจะส่งผลเลวร้ายต่อร่างกายมากถึงขณะนั้น หากมีการขยับร่างกายอยู่เรื่อยๆ และมีการออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ

 

ภาพ Freepik

รู้หรือไม่? จากสถิติมีคนไทยมากถึง 80% เป็นออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604815

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 11:09 น.

รู้หรือไม่? จากสถิติมีคนไทยมากถึง 80% เป็นออฟฟิศซินโดรม

“ออฟฟิศซินโดรม” อาการปวดๆ ตึงๆ ที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง IWG ผู้ดำเนินการบริหารแบรนด์ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานชั้นนำระดับโลก แนะนำ 5 เคล็ดลับหลีกเลี่ยงอาการออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคที่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตรงบริเวณกระดูกสันหลัง และเป็นโรคที่มักจะเกิดกับพนักงานออฟฟิศที่ต้องทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งในท่าซ้ำๆ แม้อาการในระยะแรกอาจจะไม่รุนแรงมากนัก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาให้ถูกวิธีอาจจะลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังและเกิดอันตรายตามมาได้ เช่น ผลกระทบถึงกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร การไหลเวียนของเลือด และความสามารถในการมองเห็นลดลง หรือ สำหรับบางคนอาจมีอาการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้าและความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง

ข้อมูลเชิงสถิติโดยโรงพยาบาลสมิติเวช พบว่า คนไทยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำงานในออฟฟิศมักมีอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่ง IWG ในฐานะผู้ดำเนินการบริหารแบรนด์ผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงานชั้นนำระดับโลกอย่าง Regus (รีจัส), Spaces (สเปซเซส) และ HQ (เอชคิว) จึงขอนำเสนอ 5 เคล็ดลับง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในที่ทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงโรคออฟฟิศซินโดรมนี้

1. เปลี่ยนท่านั่ง ยืดกล้ามเนื้อ ปรับอิริยาบถบ่อยๆ

มนุษย์ออฟฟิศใช้เวลาในการนั่งทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ลองลุกจากที่นั่งแล้วออกห่างจากคอมพิวเตอร์บ้าง เพื่อยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายขยับร่างกาย อย่างน้อยทุก ๆ 20 นาที เพื่อป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว ทุก ๆ 1 ชั่วโมง ลองเดินไปรอบ ๆ บริเวณโต๊ะทำงาน เพื่อยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แขน ข้อมือและขา เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจได้ดีแล้ว ยังเป็นการช่วยพักสายตาได้ดีอีกด้วย

2. ผ่อนคลายสายตา

คุณเคยมีอาการเมื่อยล้าทางสายตา (Digital eye strain) มาก่อนหรือไม่ นั่นคือผลกระทบที่คุณได้รับจากการจ้องมองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินไป ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ ควรพักสายตาทุก ๆ 10 นาทีหรือกะพริบตา บ่อย ๆ เพราะจะช่วยให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นขึ้น หรือลองเนรมิตพื้นที่สีเขียวขนาดย่อมให้โต๊ะทำงานของคุณ เพื่อลดอาการปวดตา ในขณะเดียวกันการเข้าถึงแสงธรรมชาติอย่างเพียงพอ ยังสามารถช่วยลดผลกระทบของอาการปวดตา ซึ่งเป็นสาเหตุที่เราอยากแนะนำให้พนักงานออฟฟิศทุดท่านลองลดแสงจอคอมพิวเตอร์ลง เพื่อเป็นการลดปริมาณแสงสีน้ำเงินที่ปล่อยออกมาสัมพันธ์กับดวงตาให้น้อยที่สุด ซึ่งแสงสีน้ำเงินมักเป็นสีเจ้าปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียดทางตามากกว่าสีอื่น ๆ

3. ไม่ไหวอย่าฝืน

การทำงานอย่างหนักเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่คุณควรรู้ถึงขีดจำกัดของตนเองไว้เสมอ หัดสังเกตอาการปวดและความรู้สึกเหนื่อยล้าที่มักเป็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาการเหล่านี้คือสัญญาณที่ร่างกายกำลังฟ้อง เมื่ออาการปวดดูท่าจะไม่หายง่ายๆ ลองหากิจกรรมอื่น ๆ ทำเพื่อเป็นการผ่อนคลายบรรเทาอาการปวด ลองลุกขึ้น ดื่มน้ำ หรือออกไปเดินบ้างเพื่อยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและรับอากาศบริสุทธิ์เพื่อเปลี่ยนทิวทัศน์ แล้วคุณจะกลับมานั่งโต๊ะทำงานเหมือนเดิมได้ด้วยความรู้สึกสดชื่น พร้อมลุยต่อได้!

4. จัดพื้นที่ทำงานให้ตรงตามหลักสรีรศาสตร์ของคุณ

ควรทำให้แน่ใจว่าพื้นที่ทำงานของคุณเหมาะกับการใช้งานตามหลักสรีรศาสตร์ของคุณ ซึ่งนั่นหมายถึง ความสูงของเก้าอี้ ระยะห่างระหว่างอุปกรณ์บนโต๊ะทำงานต่าง ๆ รวมไปถึงท่านั่ง ซึ่งช่วยให้คุณมีความสุขและสนุกไปกับการทำงานแบบไม่ต้องปวดข้อ แต่ก็ต้องตรวจสอบให้มั่นใจอีกว่าความสูงของเก้าอี้นั้นไม่เตี้ยหรือไม่สูงจนเกินไป ควรอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุดหรือเป็นตำแหน่งที่อยู่ในระยะสายตาที่คุณสามารถมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ รวมไปถึงระยะห่างคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่างจากคุณและดูให้แน่ใจว่าพื้นที่สำหรับวางเม้าส์นั้นเพียงพอต่อการรขยับแขนหรือไม่ แต่จะต้องพึงจำไว้ว่าแขนห้ามงอเด็ดขาด!

5. ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคุณ

มนุษย์ออฟฟิศเองนอกจากจะทำงานแล้วควรดูแลสุขภาพตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีอาหารใดที่จะช่วยบำรุงหรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคออฟฟิศซินโดรมได้ แต่อาหารเพื่อสุขภาพอย่างเช่น ผัก ผลไม้ และไขมันจากปลาที่พอเหมาะ จะช่วยลดการอักเสบภายในร่างกายมากกว่ารับประทานอาหารจากคาร์โบไฮเดรตและอาหารแปรรูป และที่สำคัญห้ามลืมเด็ดขาด สำหรับการตรวจสุขภาพร่างกายอย่างเป็นประจำ เพราะถึงแม้ว่าอาการออฟฟิศซินโดรมอาจดูไม่รุนแรงในตอนแรก แต่หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ร้ายแรงต่อสุขภาพได้

ทั้งนี้ จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยว่า ความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลภายในองค์กรที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี และบุคคลที่มีความสามารถทางด้านการรู้คิด จะช่วยให้พวกเขาพร้อมที่จะต่อสู้ดิ้นรนต่อความก้าวหน้าในชีวิต และยังรักษาความสมดุลในชีวิตของการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้มีความสุขและมีสุขภาพดีอีกด้วย โดย IWG มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชั่นสถานที่ทำงานที่ตอบโจทย์การทำงานที่ให้ความยืดหยุ่นได้ให้กับลูกค้าที่หลากหลาย พร้อมมอบการบริการแบบครบวงจรด้วยการออกแบบหลักสรีรศาสตร์และ มีสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ที่เหมาะสมทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้คุณและธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จในระยะยาว

ปัจจุบัน IWG บริษัทผู้ดูแลและบริหารแบรนด์พื้นที่สำนักงานชั้นนำพร้อมเปิดให้บริการแล้วกว่า 3,300 แห่ง ใน 1,100 เมืองใน 120 ประเทศ โดยลูกค้าในประเทศไทยสามารถเลือกใช้บริการได้ตามที่เอื้อต่อการทำงานจาก 3 แบรนด์ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ IWG อย่าง รีจัส (Regus) สเปซเซส (Spaces) และ เอชคิว (HQ) ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และศรีราชา โดยแต่ละแห่งจะตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางธุรกิจที่เหมาะแก่กลุ่มผู้ประกอบการ (Entrepreneurs), สตาร์ทอัพ (Startup), เอสเอ็มอี (SMEs) ไปจนถึงบริษัทข้ามชาติรายใหญ่

เจี๊ยะบุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อกลางวันเต็มคำที่ห้องอาหารจีน ไดนาสตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/605297

  • วันที่ 04 พ.ย. 2562 เวลา 10:52 น.

เจี๊ยะบุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อกลางวันเต็มคำที่ห้องอาหารจีน ไดนาสตี้

เต็มอิ่มจุใจไปกับบุฟเฟ่ต์ติ่มซำสุดคุ้ม ณ ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ห้ามพลาด! บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันกับเมนูติ่มซำเเสนอร่อยน่าเจี๊ยะกว่า 70 รายการที่ปั้นสดใหม่ทุกวัน ณ ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ ที่รังสรรค์เมนูความอร่อยโดยเชฟก้องซุ่น แซ่เลี่ยง หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหาร ด้วยวัตถุดิบคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม สะอาด สดใหม่ พร้อมให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยแบบไม่อั้นกับบุฟเฟต์ติ่มซำ ในราคาเริ่มต้นเพียง 850 บาท++ / ท่าน พิเศษ ลดราคา 25% สำหรับบุฟเฟ่ต์ติ่มซำ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 ธันวาคม 2562

ลิ้มลองเมนูติ่มซำน้องใหม่ อาทิ ฟองเต้าหู้ปูอลาสก้าทอด, ปอเปี๊ยะปลาทอด, ปอเปี๊ยะเป็ดทอด, กุ้งอัลมอนด์ทอดซอสมะนาว, ปลาหิมะนึ่งเต้าซี่, กุ้งนึ่งฟักทองญี่ปุ่น, กุ้งนึ่งซอสปักกิ่ง และแตงซูชินี่นึ่งไส้กุ้ง และอีกหลากเมนูให้เลือกรับประทาน ราคาเริ่มต้นเพียง 90 บาท++ / เมนู

แวะไปลองเมนูสุดอร่อยแบบนี้ได้ที่ ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ ชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 11.30 – 14.30 น. และ 18.00 – 22.30 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02 100 6255

เฟซบุ๊ก : Centara Grand at CentralWorld

อินสตาแกรม: Centaragrand_Centralworld

ปลาดิบตำรับญี่ปุ่นแท้ต้องที่ SEIRYU SUSHI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/605198

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 14:05 น.

ปลาดิบตำรับญี่ปุ่นแท้ต้องที่ SEIRYU SUSHI

ฟินกับปลาดิบคุณภาพพรีเมี่ยม เนื้อเน้นๆ เต็มๆ คำ รังสรรค์โดยเชฟมากฝีมือ ในราคาที่เอื้อมถึง คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คอปลาดิบที่กำลังมองหาร้านอาหารญี่ปุ่นที่อัดแน่นด้วยคุณภาพและราคาไม่สูงเกินเอื้อม ต้องไม่พลาด SEIRYU SUSHI ร้านอาหารญี่ปุ่นเกรดพรีเมี่ยม ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ซูชิและซาชิมิทั้งแบบทานสดๆ และแบบเป็นคำๆ รวมทั้งข้าวหน้าต่างๆ ที่รับรองว่าถูกจริตกับคนไทยอย่างเราๆ เคล้าไปด้วยบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นผสมความโมเดิร์นอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกไม่ต่างกับการนั่งทานที่ญี่ปุ่นเลย

SEIRYU SUSHI มีจุดเริ่มต้นจากความชื่นชอบในการเสาะหาร้านอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ เอาใจคนคอเดียวกันด้วยการเสิร์ฟความพรีเมี่ยมทุกระดับในราคาที่เข้าถึงได้ การรันตีความสดใหม่ด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรจากแหล่งที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น ปรุงโดยเชฟมากฝีมือที่สั่งสมประสบการณ์ด้านอาหารญี่ปุ่นมากว่า 7 ปี ใส่ใจในทุกรายละเอียด ใส่ความตั้งใจลงในอาหารทุกคำ

เริ่มอุ่นเครื่องกันที่เมนูเบาๆ เอาใจสายกินผักกันด้วย Kaisen Salad (360 บาท) สลัดรวมชามใหญ่ที่ปรุงจากวัตถุดิบยอดฮิตทั้งกุ้งหวานๆ อะโวคาโด้มันๆ เพิ่มสัมผัสในปากด้วยโทบิโกะ ที่เสิร์ฟมาบนผักสลัดหลากหลายชนิด ทานคู่กับน้ำสลัดน้ำมันงาสูตรเฉพาะกลิ่นหอม รสชาติเข้ากัน

เอาใจแซลมอนเลิฟเวอร์ด้วย Salmon Family Set (750 บาท) ที่รวบรวมความอร่อยจากทุกส่วนของแซลมอน ไม่ว่าจะเป็นแซลมอนซาชิมิ ท้องแซลมอนซาชิมิ แซลมอนซาชิมิสไลซ์ที่เบิร์นจนหอม แซลมอนหั่นเต๋ายำแบบไทยและแบบญี่ปุ่นที่เสิร์ฟพร้อมไข่แซลมอนเม็ดโต เพิ่มความกรุบกรอบด้วยหนังแซลมอนทอดกรอบที่มาพร้อมกับซอสสไปซี่มาโยรสแซ่บซี้ดคล้ายน้ำยำของไทย และซอสวาซาบิมาโยเข้มข้นสูตรเฉพาะ แซลมอนแต่ละชิ้นสไลซ์ได้หนากำลังดี กัดเข้าไปแล้วเต็มคำ สัมผัสได้ถึงความนุ่มและสดใหม่ จุใจ ให้สามผ่านเลย

ต่อกันที่ Volcano Salmon Wrap (240 บาท) ซูชิแซลมอนสไลซ์บางๆ ที่นำมาห่อข้าวญี่ปุ่นปั้นขนาดพอดีคำแล้วเบิร์นพอสุก ท็อปด้วยซอสสไปซี่มิโซะ Engawa และ Tobiko แล้วเบิร์นไฟอีกครั้งให้ได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลาย เนื้อสัมผัสทุกอย่างละลายในปาก คำเดียวไม่พอแน่นอน ถ้ายังไม่จุใจต้องเพิ่ม Ryu Sushi Set (850 บาท) กับความอร่อยของ 4 เมนูซูชิยอดฮิตให้ได้ลิ้มลองความสดใหม่แบบเต็มชิ้น ทั้ง Engawa, Anago, Unagi และ Salmon เนื้อเน้นๆ ข้าวน้อยๆ ได้รสชาติของเนื้อปลาทั้ง 4 ชนิดเต็มๆ

ใครที่เน้นความอิ่มอยู่ท้องแนะนำข้าวหน้าต่างๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายหน้าไม่ว่าจะเป็น  Unagi Onsen Tamago Don (480 บาท) ที่ไม่อยากให้คนรักปลาไหลพลาด เพราเชฟรังสรรค์ความอร่อยตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่นเป๊ะๆ ทั้ง Unagi ที่นำไปย่างจนหอม หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ วางบนข้าวซูชิกลิ่นกรุ่น ท็อปปิ้งด้วยไข่ออนเซ็นรสหวาน ใครทานแล้วเป็นต้องติดใจ

หรือจะเป็นอีกหนึ่งชามที่ควรลิ้มลอง Sanshoku Don (530 บาท) ข้าวหน้าปลาดิบ 3 สีที่อัดแน่นมาด้วย Salmon, Hamachi และ Kihana Maguro Akami ชิ้นหนากำลังดี แถมสีสวยอีกต่างหาก

ตบท้ายของคาวที่ Sunny Uni kani Miso (520 บาท) มันปูซูไวชั้นดีที่นำไปย่างจนส่งกลิ่นหอม ท็อปด้วยไข่ดองสูตรพิเศษและไข่หอยเม่นสดส่งตรงจากฮอกไกโด ทานพร้อมข้าวญี่ปุ่นที่นำมันปูลงไปคลุกเข้ากันอย่างลงตัว เพียงแค่ตักเข้าปากก็ได้กลิ่นมันปูหอมๆ ลอยอยู่ในปากจนอยากจะตักคำต่อไปเลย

คอมพลีทมื้อนี้กันด้วย Croissant Waffle with Green Tea Ice-cream (160 บาท) ลิ้มรสความหอมหวานของครัวซองวาฟเฟิลที่นำไปอบจนร้อนส่งกลิ่นมาแต่ไกล ทานคู่ไอศครีมรสมัทฉะ ท็อปปิ้งด้วยถั่วแดงบด ราดด้วยซอสคาราเมล ฟินตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นี้ ตั้งแต่วันนี้-30 พ.ย. 2562 ทางร้านได้จัดเทศกาล Nippon Donburi Festival  เทศกาลข้าวหน้าต่างๆ ที่เป็นเมนูยอดฮิตในหมู่คนญี่ปุ่นและคนไทยมาเอาใจนักชิม อาทิ KANI KOURA DON (630 บาท), HOKKAI DON (890 บาท), SAIKYO HOTATE DON (450 บาท), KAKI TAMA DON (330 บาท) และยังมีเมนูเดิมในราคาพิเศษ เช่น Engawa Don (290 บาท จาก 320 บาท), Kaisen Don (310 บาท จาก 350 บาท), Otaru Don  (910 บาท จาก 980 บาท) Unagi Onsen Tamago Don ที่เราแนะนำไปก็ลดเหลือ 390 บาทเท่านั้น

เมนูอร่อยๆ นี้รอให้ทุกคนไปลิ้มลองที่ SEIRYU SUSHI ชั้น 2 ของ The Mercury Ville ชิดลม ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอสชิดลม เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.00 น. สำรองที่นั่ง โทร.02-658-7373

เดอะ ดิสทริคท์ กริลล์ รูม แอนด์ บาร์ มาแล้วห้ามพลาดเมนูไหนบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/605007

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

เดอะ ดิสทริคท์ กริลล์ รูม แอนด์ บาร์ มาแล้วห้ามพลาดเมนูไหนบ้าง

โพสต์ทูเดย์ พาลิ้มลองเมนูใหม่สำหรับมื้อค่ำ ที่ “ห้องอาหาร เดอะ ดิสทริคท์ กริลล์ รูม แอนด์ บาร์” บนชั้น 2 ของโรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท ประชิดรถไฟฟ้าเดินทางมาแสนสะดวก ที่สำคัญห้องอาหารแห่งนี้มีรางวัลการันตีเพียบ อาทิ  Thailand Tatler Best Restaurants 2019 และรางวัลว้าวๆ อีกนับไม่ถ้วน

 

ห้องอาหารแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเหล่าสเต๊กเลิฟเว่อร์ เพราะขึ้นชื่อเรื่องพรีเมี่ยมสเต๊กเฮ้าส์ ซึ่งเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ ยูล่า ฮารางกี (Executive Chef Gyula Harangi) และเชฟ เดอ คูซีน คริสเตียน คาลูวัต (Chef de Cuisine Christian Caluwaert) ได้เนรมิตเมนูอาหารร่วมสมัยสุดพรีเมี่ยมมาเอาใจคนรักเนื้อโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อวัวออสเตรเลียน แองกัส (Australian Angus beef) เนื้อวากิวญี่ปุ่น (Japanese Black Wagyu) เนื้อชัคโรล (Chuck Roll) หรือเนื้อโทมาฮอว์ก (Tomahawk) นอกจากนี้ ยังมีเนื้อลูกวัวชุบแป้งทอด (veal schnitzel) เนื้อแกะออสเตรเลีย (Australian lamb chops) และซี่โครงหมู (pork ribs)

 

ด้านคนรักซีฟู้ดไม่น้อยหน้า เพราะที่ห้องอาหารแห่งนี้มีอาหารทะเลสด สะอาด คุณภาพเลิศ ไว้คอยบริการ ไม่ว่าจะเป็น หอยเชลล์ฮอกไกโด (Hokkaido scallop) หรือดิสทริคท์ ทาวเวอร์ (District Tower) ซึ่งรวมเอาอาหารทะเลสดๆ อาทิ กุ้งล็อบสเตอร์ กุ้งทะเลไซส์เบิ้ม ขาปูยักษ์ หอยนางรม และหอยเชลล์ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มที่ให้เลือกหลายอย่างตามความชอบ ยังมีบอสตัน ล็อบสเตอร์ (Boston lobster) ขาปูอลาสก้า (Alaskan king crab leg) และสเต็กปลาแซลมอน (Scottish salmon) ให้เลือกละลานตาอย่าบอกใคร

ส่วนที่พิเศษสำหรับซีซั่นนี้ เชฟได้รังสรรค์เมนูสุดเริ่ดและเมนูใหม่ๆ มาเอาใจทุกคน ดังนี้ Appetizers Tiger prawns – Cured, heirloom tomato, Chalawan beer gazpacho, Aberquina olive oil Tuna medium rare – Capsicum piperade, cured ham, pine nuts, green pesto Duck confit & foie gras terrine – Aromatic herbs, brioche toast, kiwi-pimento chutney

Signatures District Caesar salad – Heart of Romaine lettuce, crispy bacon, Parmigiano-Reggiano Hokkaido scallops – Green peas, pancetta, white wine sauce Chuck roll – 48hrs slow cooked, hay smoked Wagyu beef, bone marrow

Steaks Australian Angus ribeye – Grain fed Diamantina Black Angus MBS 3 Australian Wagyu tenderloin – Stockyard MBS 4/5 Mains Veal schnitzel – Milk fed veal loin, parsley, crispy bread crust, crumbled egg, green and farm fresh vegetables, tartar sauce Pork ribs – Roasted garlic, roasted apple, apple BBQ sauce

Seafood District tower (full) – Chilled or grilled seafood-6 oysters,1 whole lobster, 1 king crab leg, 2 jumbo prawns, 2 scallops Scottish salmon – Grilled, sun dried tomato, roasted fennel, aged balsamic, citrus gremolata Alaskan cod fish – Pan roasted, quail egg, steamed vegetables, garlic mayonnaise

 

ความอร่อยยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะที่นี่มีของหวานโฮมเมดหลากหลายเมนูไว้ปิดท้ายความอร่อยในมื้อพิเศษ อาทิ เค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง (signature flourless chocolate cake) ทีรามิสุเบย์ลี่ส์ (Bailey’s tiramisu)ตามด้วย Flourless chocolate cake – Dark chocolate ganache, white chocolate mousse, raspberry sorbet Baileys tiramisu – Coffee meringue, pistachio tuile Matcha & mango – Matcha tea cake, mango filling, black sesame ice cream Banoffee pie – Graham cracker crust, dulce de leche, banana, whipped cream และอื่นๆ อีกมากมาย

 

ส่วนที่ดีงามไม่แพ้อาหาร ก็คือบรรยายกาศของห้องอาหารที่สุดแสนจะโมเดิร์น เลือกใช้แสงไฟสลัวและแสงเทียนเพิ่มความโรแมนติก มีกรอบรูปแสดงภาพถ่ายสีขาวดำอาร์ทๆ ของเมืองและแลนด์มาร์กประเทศต่างๆ ประดับตกแต่งอยู่ตามผนัง เข้ากับเฟอร์นิเจอร์หนังหรูหรา นอกจากนี้ ยังมีที่นั่งให้เลือกหลายโซน ทั้งโซนนั่งชิลแบบเคาน์เตอร์บาร์ ไพรเวทโซน รองรับตั้งแต่คู่รัก ครอบครัว หรือปาร์ตี้สังสรรค์กันก็ได้

 

ใครกำลังหาสถานที่เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาพิเศษ หรือดื่มด่ำมื้อค่ำกับแก๊งค์เพื่อน พร้อมจิบไวน์และค็อกเทลรสชาติดี ต้องมาที่ ห้องอาหาร เดอะ ดิสทริคท์ กริลล์ รูม แอนด์ บาร์ โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท เปิดให้บริการอาหารค่ำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18:00- 23:00 น. และซันเดย์ บรันช์ ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 11:30-15:00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-797-0000 หรืออีเมล diningbangkok@marriott.com

จรุงใจไปกับเสน่ห์เมนูอาหารดอกไม้ ในงาน Central Anniversary 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/604872

 

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 17:52 น.

จรุงใจไปกับเสน่ห์เมนูอาหารดอกไม้ ในงาน Central Anniversary 2019

สัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมนูอาหารดอกไม้ ในงาน Central Anniversary 2019 ที่ “เซ็นทรัลชิดลม” และ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี”

กลิ่นหอมจรุงใจจากหมู่มวลดอกไม้หลากหลายสีสันนับล้านดอก กลับมาบานสะพรั่งอีกครั้ง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบ 6 รอบ 72 ปี ห้างเซ็นทรัล กับงาน “Central Anniversary 2019” (เซ็นทรัล แอนนิเวอร์ซารี 2019) ที่ปีนี้ตั้งใจเนรมิตห้างเซ็นทรัลชิดลม และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ให้เป็นสวนสวรรค์แห่งหมู่มวลพฤกษา ภายใต้คอนเซปต์ พันธุ์ไม้สีเหลืองหายากที่ตราตรึง และเหล่าดอกไม้บานสะพรั่งนอกฤดูกาล ที่งานนี้เหล่านักชิมต้องห้ามพลาดกับเมนูอาหารปรุงพิเศษด้วยดอกไม้มากมายให้ได้ลิ้มรสความอร่อยในเทศกาลอาหารดอกไม้ที่ Eathai และ Foodloft ระหว่างวันที่ 7-12 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

เริ่มกันที่ อีทไทย (Eathai) ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “A Floral Taste Celebration” โดยมีไฮไลต์ได้แก่ กิจกรรม The Floral Chef’s Table ที่ได้ “เชฟแอ้ม-นรี บุณยเกียรติ” 1 ใน10 ผู้เข้าแข่งขันจากรายอาหารชื่อดัง มาเนรมิตเมนูอาหารดอกไม้ตำรับชาววัง สไตล์ Chef’s Table ที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษสำหรับงานนี้

อาทิ “ปอเปี๊ยะสดดอกไม้ก้อยกุ้งและเมี่ยงปลาดิบแนม” ที่นำก้อยกุ้งมาปรุงตามตำรับโบราณห่อมาในแผ่นปอเปี๊ยะใสจนมองเห็นมวลดอกไม้ เสิร์ฟคู่น้ำพริกก้อยจำแลงรสกลมกล่อม ทานเคียงเมี่ยงปลาดิบจากท้องทะเลไทย ต่อด้วยเมนู “แกงสิงหลไก่ถอดรูป ลุดตี่” แกงโบราณพื้นบ้านของชาวสิงหลที่สืบทอดสูตรมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 โดยแกงมีความหอมเป็นเอกลักษณ์จากเครื่องเทศ หอมของเตยที่ตัดด้วยกลิ่นจากยอดผักชีลาว ทานคู่กับแผ่นแป้งลุดตี่กลมบางสีเหลืองนวล

ห้ามพลาดกับเมนู “ข้าวสามงาห่อใบตองเชิงปลากรายรมควันชานอ้อย” อาหารที่แสดงออกถึงความเป็นไทย เรียบง่าย แต่ชัดเจน ประกอบไปด้วยงา 3 ชนิด ได้แก่ งาขาว งาดำ และงาขี้ม่อน ที่นำมาคั่วให้หอม ตักใส่ห่อใบตองปิดทอง ทานคู่เชิงปลากรายเนื้อแน่นซึ่งผ่านการรมควันจากชานอ้อย ตามเมนู “ขนมช่อดอกลำเจียก” ที่นำแป้งข้าวเหนียวคั่วให้หอมแล้วพรมด้วยกะทิและกลิ่นอ่อนๆ ของดอกไม้ไทย และเมนู “สาโทส้มฉุน” เจลลี่ส้มฉุนรสหอมหวานอมเปรี้ยว ผสานกลิ่นของสาโทจากข้าวไทย รับประทานคู่กับเกล็ดน้ำแข็งส้มฉุนที่พร้อมละลายในปาก ตัดกับรสเผ็ดซ่าของขิงสดสร้างความสดชื่นปิดท้ายมื้ออาหาร

สำหรับผู้ที่สนใจ โดยกิจกรรม The Floral Chef’s Table จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2562 เวลา 18.00-20.00 น. (จำกัด 12 ที่นั่ง/วันเท่านั้น) สามารถสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0 2160 5995

นอกจากนี้ ที่ Eathai ยังเมนูเด็ดจากร้านดังให้เลือกชิมอีกมากมาย ได้แก่ “ร้าน Ma Maison Home Cooking Recipes อาหารไทยโบราณ บ้านปาร์คนายเลิศ” กับเมนู ข้าวยำอัญชัน ความพิเศษอยู่ที่ น้ำบูดู ที่นำมาทำข้าวยำส่งตรงมาจากสายบุรี จังหวัดปัตตานี นำมาเคี่ยวกับสมุนไพรไทย เสิร์ฟพร้อมกับผักปลอดสาร และดอกไม้ทานได้เพื่อสุขภาพบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด ช่วยระบบขับถ่าย ทานแล้วสดชื่น ตามมาด้วย หมี่น้ำปาร์คนายเลิศดอกไม้ทอด เป็นเมนูต้นตำรับจากบ้านปาร์คนายเลิศ ที่ประยุกต์ขั้นจากการนำหมี่กรอบและดอกไม้ทอดกรอบใส่ในน้ำซุปต้มยำสูตรเฉพาะที่มีกลิ่นของมันกุ้งเสวยและความหอมของกลิ่นส้มซ่า และ ดอกไม้คลุกฝุ่น เป็นเครื่องยำสามกรอบ ที่มี กระเพาะปลาหลอดเล็ก ปลาหมึกวง กุ้ง รวมถึงดอกไม้ที่ทานได้ มาทอดกรอบ คลุกเคล้ากับน้ำยำน้ำพริกเผาที่มีรสชาติสามรสกลมกล่อม และเมนูของหวานเติมความสดชื่น อย่าง ไอศครีมน้ำมะพร้าว และ ขนมปลากริมไข่เต่า

และห้ามพลาดอีกร้านอาหารไทยต้นตำรับกับ “ร้านผุดฉัน (อ.ป้อม)” มาพร้อมเมนู หมี่กะทิอัญชัน ที่นำเส้นหมี่แช่ในน้ำดอกอัญชัน แถมยังนำน้ำดอกอัญชันผสมลงในกะทิเพื่อให้สีม่วงอ่อนๆ สวยงาม อีกทั้งรสชาติที่กลมกล่อมสามรสแบบไทยภาคกลาง แนมด้วยไข่เจียวซอยฝอย ดอกอัญชันสด ใบกุ๋ยชายและใบบัวบก มีครบทั้งรูป รส กลิ่น และสี รวมอยู่ในจานนี้ เป็นจานพิเศษที่ถ้าใครได้ลิมรส รับรองต้องประทับใจอย่างแน่นอน รวมถึงอีกหลายเมนู ได้แก่ ไข่ฟูดอกไม้ซอสมะขาม และ ลูกชิดลอยแก้วน้ำกระเจี๊ยบ

เอาใจคนรักเส้นกันบ้าง กับเมนูเส้นขนมจีนที่ “ร้านเกษรทิพย์” เส้นขนมจีนจากแป้งข้าวเจ้าสดใหม่ผสมด้วยสีของกลีบดอกไม้หลายสีสันชวนรับประทาน ราดด้วยน้ำยาแบบต่างทำให้มีความอร่อยได้หลายหลายรสชาติ อาทิ ขนมจีนแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายใส่ดอกโสน ที่แกงแบบเข้มข้นเมื่อราดบนขนมจีนแล้วคลุกให้เข้ากันแบบขลุกขลิกได้กลิ่นหอมๆ ของเครื่องแกงยิ่งทำให้ชวนลิ้มลองเป็นอย่างมากเลยทีเดียว หรือจะเป็นเมนู ขนมจีนน้ำพริกกุ้ง ก็อร่อยเข้ากันได้ดี

ถ้ายังไม่จุใจยังมีหลากหลายเมนูดอกไม้จากร้านดังให้เลือกอร่อย ไม่ว่าจะเป็น แกงกะหรี่ดอกไม้รวมทอด จาก “ร้านฉั่วฮุ่ยเจียง by Rod tiem” แกงกะหรี่รสชาติเข้มข้นทานคู่กับดอกไม้รวมทอด ทั้งดอกอัญชัน ดอกขจร ดอกโสนเมนูที่รังสรรค์ขึ้นมาเพื่องานดอกไม้ สำใครที่ชอบของว่างห้ามพลาด! ร้านของว่างไทยกับ ขนมช่อม่วงทำสดใหม่ๆ และขนมรูปแบบดอกไม้ต่างๆ ขนมเบื้องดอกไม้ ไส้เค็มอัญชัญ และไส้หวานดอกไม้ จาก “ร้านขนมเบื้องคุณกรองพร” และเยลลี่ดอกไม้ 3 มิติ ท่สร้างสรรค์ลวดลายด้วยงานฝีมือจากการนำโยเกิร์ตฉีดเข้าไป กลายเป็นเยลลีดอกไม้ 3 มิติที่เลอค่าจากร้าน “ร้าน Floral Me” นอกจากอร่อยกับอาหารดอกไม้มากมายภายในงานแล้วยังมี กิจกรรมสุดพิเศษเวิร์คชอป Flower Dumpling Thai Dessert ให้คุณได้ร่วมทำ “ขนมช่อม่วง” กับ “ช่อดอกมะลิ” โดย อาจารย์ป้อม จากร้านผุดฉัน เวลา 12:00 – 14:00 น. กิจกรรมมีเฉพาะวันเสาร์ที่ 9 – 10 พฤศจิกายน 2562 เท่านั้น (เพียงรับประทานอาหารและเครื่องดื่มครบ 300 บาท)

ต่อเนื่องกับเมนูดอกไม้ที่ ฟู้ดลอฟท์ (Foodloft) ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม กับเมนูของหวานและเครื่องดื่มสุดพิเศษในงาน “Sakura Sensations” ที่มาพร้อมหลากหลายเมนูเครื่องดื่มและของหวาน ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกซากุระมาให้คุณได้ลิ้มรสความอร่อย ที่ไม่เหมือนใคร จะมีเมนูอะไรบ้างนั้นไปดูกัน

เริ่มกันที่ Sakura Mizu shingen mochi โมจิหยดน้ำกลิ่นดอกซากุระ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำเชื่อมน้ำตาลดำคุโระมิซึ และ ผงถั่วเหลืองคินาโกะ ตกแต่งด้วยทองคำเปลว เพิ่มความหรูหราและอรรถรสในการรับประทาน ถัดมากับเมนู Sakura-Black cherry ice-cream ไอศกรีมสไตล์เจลาโต้ต้นตำรับแท้จากอิตาลี ผสมผสานกระรสชาติอย่างดอกซากุระได้อย่างลงตัว เนื้อเนียนแน่น ทำจากนมสดเกรดพรีเมี่ยม ตัดรสหวานด้วยผลเชอร์รี่ดำรสเปรี้ยวอมหวาน กลมกล่อมลงตัวอย่างน่าทึ่ง ไอเท็มลับต้องลองที่มีเฉพาะในงาน Central Anniversary 2019 เท่านั้น

ต่อกันที่เมนู Sakura Peach mousse cake มูสเค้กทรงโดม (ครึ่งวงกลม) ทำมาจากลูกพีชสีขาวและน้ำเชื่อมกลิ่นซากุระ เพิ่มรสชาติเปรี้ยวตัดความหวานด้วยโยเกิรต์รสธรรมชาติ ภายในมูสเค้กสอดไส้ราสเบอร์รี่เซอร์ไพรส์เพื่อเพิ่มสีสันและความสนุกในการรับประทาน ราดด้วยเกรซไวท์ช็อกโกแลตสีชมพูพาสเทสและตกแต่งด้วยการโปรยผงทองคำแท้อัพเลเวลเป็นขนมระดับลัคชูรี่ที่ต้องลองชิมให้ได้

ถัดมาที่เมนูเครื่องดื่มคลายร้อน Sakura Latteเครื่องดื่มเย็นสีชมพูหวานๆ ปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบชั้นดีจากญี่ปุ่น สดชื่น หอมกลิ่นซากุระ หวานน้อย ปิดท้ายด้วย Sakura-Lychee sparkling เครื่องดื่มเย็นๆดับกระหาย สีชมพูพาสเทล ผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดอกซากุระ และ ลิ้นจี่ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน กลิ่นหอมชื่นใจ

อิ่มอร่อยกับกับเมนูอาหารดอกไม้รับบประทานได้จนคุณจะต้องหลงใหล ได้ที่ อีทไทย ชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และ ฟู้ดลอฟท์ ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 7-12 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.พร้อมบริการเดลิเวอรี่ส่งตรงถึงบ้านคุณ!

กรุ่นกลิ่นความรักกับ Wedding Showcase @เรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/604870

  • วันที่ 29 ต.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

กรุ่นกลิ่นความรักกับ Wedding Showcase @เรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา

Wedding Showcase-Your Day Your Way โรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา งานที่คู่รักต้องมาหากอยากวิวาห์หวานชื่น

 

ผ่านไปแล้วกับงาน “Wedding Showcase-Your Day Your Way” ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา โดยภายในงานอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความรักและความโรแมนติก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Wedding in All Seasons ที่ให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศการแต่งงานในหลากหลายรูปแบบ ด้วยการใช้แต่ละโทนสีมาเป็นตัวแทนความรักหวานชื่นในแต่ละฤดู

 

งานนี้มีการจัดสถานที่จำลองงานแต่งงานทั่วทั้งบริเวณโรงแรม ทั้งภายในห้องบอลรูม สนามหญ้ากลางโรงแรม และบริเวณริมหาด โดยนำเสนอการจัดงานหลากหลายไอเดียที่สามารถรองรับการแต่งงานได้ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ พร้อมโชว์วงดนตรี แสง เสียง เอฟเฟ็กต์ อาหารและเครื่องดื่มจากทีมเชฟของโรงแรม สนุกสนานและประทับใจไปกับกิจกรรมเวิร์คช็อปแต่งหน้าจากเครื่องสำอางแบรนด์ดังอย่าง Nars พร้อมพูดคุยเทรนด์แต่งหน้าเจ้าสาวสุดชิคโดยเมคอัพอาร์ตติสชื่อดัง

 

สายหวานห้ามพลาดกับเวิร์คช็อป DIY มงกุฎดอกไม้สำหรับเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาว จาก Bridemaid Closeup นอกจากนั้น ภายในงานครั้งนี้ยังรวบรวมพันธมิตรที่ยกขบวนมาให้คำปรึกษาแก่คู่บ่าว-สาว ไม่ว่าจะเป็นชุดประดับสุดหรูจากแบรนด์ Suparno เวดดิ้งแพลนเนอร์มืออาชีพจาก Venita ชุดเจ้าสาวและเจ้าบ่าวคอลเลคชั่นล่าสุดจากห้องเสื้อ Tawin Collection

 

การ์ดแต่งงานและของชำร่วยในแบบฉบับของคู่รักจาก Venita โฟโต้บูธที่พร้อมอัพโหลดรูปภาพและข้อความได้ทันใจจาก I-magix ตลอดจนทริปฮันนีมูนและดินเนอร์สุดหรุบนเรือยอร์ชในราคาสุดพิเศษ จาก  Sailing YachtThailand เฉพาะงานนี้

 

นอกจากนนั้น คู่รักทุกคู่รับส่วนลดพิเศษและโปรโมชั่นจากทางโรงแรมและเวดดิ้งพาร์ทเนอร์ และลุ้นเป็น Top Spender เพื่อรับทริปสุดโรแมนติกดินเนอร์บนเรือยอร์ชจาก Sailing Yacht Thailand ไม่หมดเพียงแค่นั้นคู่รักทุกคู่ที่ลงทะเบียนยังมีสิทธิ์จับฉลากชิงโชครับรางวัลที่พักจากโรงแรมในเครือแมริออททั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

สำหรับคู่รักที่พลาดงานในครั้งนี้ไปก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะสามารถติดตามข่าวสารการจัดงาน Wedding Showcase ครั้งต่อไปได้จากหน้า Facebook ของโรงแรมได้ที่  RENPattayaResort หรือ www.renaissancepattaya.com

ปวดข้อ มีผื่น อ่อนเพลีย สัญญาณแรกเริ่มของโรค SLE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/605237

  • วันที่ 03 พ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

ปวดข้อ มีผื่น อ่อนเพลีย สัญญาณแรกเริ่มของโรค SLE

สังเกตตัวเองกับอาการปวดข้อ ผื่นบนใบหน้า แพ้แสงแดด เหนื่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกเหมือนมีไข้ต่ำๆ นั่นอาจเป็นอาการเริ่มแรกของโรค SLE

Systemic Lupus Erythematosus หรือโรค SLE เป็นโรคไม่ติดต่อ เกิดจากภูมิต้านทานทำร้ายตัวเอง ปกติภูมิต้านทานของเรา จะมีหน้าที่ทำร้ายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เชื้อโรคตายโดยการหลั่งสารอักเสบ แต่ในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ภูมิต้านทานไม่สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายกับเซลล์และเนื้อเยื่อของตัวเองได้ จึงทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายคิดว่าเซลล์ปกตินั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมจึงได้ไปทำร้ายเซลล์นั้น ทำให้เกิดการอักเสบจนมีผลกระทบกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนัง ข้อ ระบบเลือด ไต และระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งถ้าปล่อยให้มีการอักเสบเป็นเวลานานจะทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย จนทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ดังนั้น ในการรักษาจึงต้องรีบควบคุมการอักเสบให้ได้ก่อนที่จะไปทำลายอวัยวะต่างๆ อย่างถาวร โดยมีสาเหตุจากพันธุกรรม ร่วมกับสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งมักจะพบในวัยรุ่นเพศหญิง ความเครียด แสงแดด การติดเชื้อ และยาบางชนิด

อาการของโรคเอสแอลอี สามารถแสดงอาการได้หลายรูปแบบ แต่ละคนก็จะมีอาการที่ต่างกัน โดยอาการจะมีช่วงกำเริบและสงบสลับกันไป แต่มักจะไม่หายขาด ส่วนใหญ่จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนน้อยจะมีอาการแบบรุนแรง รวดเร็ว สามารถเกิดอาการได้ทุกระบบ อาการที่พบบ่อยได้แก่ อาการปวดข้อ อาการผื่นบนใบหน้า เช่น ผื่นผีเสื้อ คือผื่นที่ขึ้นบริเวณจมูกและแก้มทั้งสองข้าง ผื่นแพ้แสงแดด เหนื่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกเหมือนมีไข้ต่ำๆ ซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกที่พบได้บ่อยที่สุด มีแผลในปากบริเวณเพดานปากและเหงือก ผมร่วง ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อซีด เป็นจ้ำเลือดง่าย

หากมีอาการที่สมองจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ ชัก หรืออ่อนแรงได้ อาจจะมีอาการเยื่อหุ้มปอดและหัวใจอักเสบทำให้มีอาการหายใจแล้วเจ็บหน้าอกได้ หากโรคเอสแอลอี ทำให้ไตอักเสบจะทำให้มีอาการบวมทั้งที่เท้า ขา และหนังตา ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นฟอง หรือมีเลือดในปัสสาวะ โดยมากกว่าร้อยละ 90 ในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี พบอาการปวดข้อเป็นอาการนำ

ส่วนมากมักมีอาการอักเสบของข้อร่วมด้วย โดยสังเกตจากมีอาการบวม ตึงรอบๆ ข้อผู้ป่วยบางรายอาจจะปวดข้อแต่ไม่มีอาการอักเสบก็ได้ ซึ่งบริเวณที่พบได้บ่อย คือ ข้อเล็กๆ ในนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก และข้อเข่า อาจจะมีการปวด ร่วมกับบวมตึง อาการมักจะแย่ที่สุดในช่วงเช้า หลังจากตื่นนอน หรือหลังจากที่ไม่ได้ขยับข้อมานานๆ จะทำให้มีการสะสมของสารอักเสบรอบๆ ข้อมากขึ้น

พอได้ขยับเขยื้อน หรืออาบน้ำอุ่นๆ จะทำให้อาการดีขึ้น แม้ว่าอาการบวม อักเสบจะไม่มาก แต่ในบางครั้งผู้ป่วยโรคเอสแอลอีจะมีอาการปวดได้มากๆ ไม่สัมพันธ์กับการอักเสบที่เห็น บางคนปวดมากจนแทบลุกจากเตียงไม่ได้ในตอนเช้า อาการปวดข้อในโรคเอสแอลอียังมีอาการปวดแบบย้ายที่ คือ ปวดจากข้อหนึ่งย้ายไปอีกข้อหนึ่ง วันหนึ่งปวดข้อมืออีกวันปวดข้อเข่า บางครั้งญาติหรือคนที่บ้านก็ไม่เข้าใจ เพราะดูไม่เห็นจะอักเสบหรือบวมแดงอะไร

อันนี้ต้องอธิบายคนในครอบครัวให้เข้าใจ และขอความเข้าใจ เห็นใจให้คนไข้อยู่เสมอๆ นอกจากอาการปวดบริเวณข้อแล้วยังมีอาการปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดระบม ตัวรุมๆ ไม่สบายตัว ร่วมด้วยได้ อาการปวดข้อช่วงเช้านี้จะแตกต่างจากการปวดข้ออื่นๆ เช่น อาการปวดข้อจากโรคข้อเสื่อม ซึ่งมักจะปวดเมื่อมีการใช้งาน อาการดีขึ้นเมื่อได้พักหรืออยู่นิ่ง อาการปวดข้อในโรคเอสแอลอี จะเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง มักเป็นทั้งสองข้าง แบบสมมาตรกัน คือเป็นทั้งด้านซ้ายและขวา

หากมีอาการดังข้างต้นและสงสัยว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคเอสแอลอี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไม่เครียด เพราะความเครียดอาจจะทำให้โรคกำเริบเพิ่มได้ ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม ซึ่งแพทย์จะตรวจเลือด เพื่อหาโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำลายตัวเอง ที่เรียกว่าแอนติบอดีซึ่งหากให้ผลบวก จะเป็นข้อมูลในการช่วยวินิจฉัยโรคเอสแอลอี และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังและซับซ้อนในหลายๆ ครั้งผู้ป่วยจึงอาจจะท้อแท้และหมดกำลังใจ ดังนั้น ครอบครัวมีความสำคัญอย่างมาก ที่จะสนับสนุนในเรื่องจิตใจ ให้ความเข้าใจถึงตัวโรคที่เกิดขึ้น และให้กำลังใจกับผู้ป่วย เพื่อจะได้ต่อสู้กับโรคต่อไป

 

ภาพ Freepik

6 ปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมหน้าหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/602283

  • วันที่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

6 ปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมหน้าหนาว

ฤดูหนาว เป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นลง และบางพื้นที่อาจเย็นลงเฉียบพลัน ทำให้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สภาพอากาศเช่นนี้ทำให้ร่างกายป่วยได้ง่ายกว่าปกติ ทั้งยังเอื้อต่อการอยู่รอดและแพร่กระจายของไวรัสมากที่สุด ดังนั้น เมื่อลมหนาวพัดมา ปัญหาสุขภาพที่ควรระวังทั้งไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ไข้หัด อุจจาระร่วง และไข้สุกใส จะมีอาการ วิธีป้องกัน และการดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

ไข้หวัด

ไข้หวัด คือโรคพื้นฐานที่เป็นได้แทบจะทุกฤดูกาล แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวอาจจะเป็นได้ง่ายกว่าปกติถึง 2 เท่า ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ เชื้อที่พบบ่อยคือเชื้อ “ไรโนไวรัส” (Rhinovirus) โดยผู้ป่วยมักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอจาม คันคอ นำมาก่อน จากนั้นจะเริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดศรีษะ และปวดเมื่อยตามตัว

วิธีการรักษา

สำหรับคนส่วนมากมักหายเอง เมื่อเป็นไข้หวัดควรพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำให้บ่อย เช็ดตัวทุกชั่วโมงเพื่อระบายความร้อนในร่างกาย และรับประทานยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก เหล่านี้เพียงบรรเทาอาการ ไม่ได้รักษา หรือทำให้หายเร็วขึ้น แต่ถ้ามีไข้ขึ้นสูงติดต่อกันนาน ควรพบแพทย์ เพื่อเช็คอาการให้ละเอียดต่อไป

การดูแลตัวเอง

ควรรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เป็นต้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ ควรสวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่มาจากการ ไอและจาม

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาแต่รุนแรงกว่า และหากปล่อยไว้จนมีอาการแทรกซ้อนอาจทำให้เสียชีวิตได้ ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส “อินฟลูเอนซา” (Influenza virus) ทางระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้มีอาการ หนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศีรษะอย่างรุนแรง และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

วิธีการรักษา

การรักษาคล้ายกับโรคไข้หวัดนั่นคือ ควรดื่มน้ำให้มาก เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย เช็ดตัวทุกชั่วโมง รับประทานยาตามอาการ และมียาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่ถ้ารับประทานยาลดไข้แล้วอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์ทันที

การดูแลตัวเอง

วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีบริการตามโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทั่วไป นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ช้อน เป็นต้น และควรใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่ เจลแอลกฮอลล์ หรือเช็ดมือด้วยทิชชู่เปียก เป็นต้น

ปอดบวม

ปอดบวม คือภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส จนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนภายในถุงลม ผู้ป่วยมักมีอาการ คือ ไอ จาม มีเสมหะมาก แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก คัดจมูก หนาวสั่น มีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน ปอดบวมมักพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรัง และในผู้ป่วยโรคหอบหืด ปอดบวมมักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ และเด็กเล็กอายุระหว่าง 5 – 10 ปี

วิธีรักษา

หากมีอาการคล้ายเป็นปอดบวม ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และหากแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการปอดบวมแล้ว จะให้รับประทานยาปฏิชีวนะ ควบคู่ไปกับยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และยาขยายหลอดลม พร้อมแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำจะช่วยละลายเสมหะได้

การดูแลตัวเอง

อาการปอดบวมส่วนใหญ่มักเริ่มจากการเป็นไข้หวัด ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเริ่มเป็นไข้หวัด ให้รีบรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน พยายามดื่มน้ำอุ่นมากๆ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก สำหรับเด็กเล็กควรฉีดวัคซีนป้องกันปอดบวม หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และหมั่นรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

หัด

หัด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า “รูบีโอราไวรัส” (Rubeola virus) เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก อาการของโรคจะคล้ายไข้หวัด คือมีไข้ มีน้ำมูก มักไอแห้งตลอดเวลา ตาและจมูกแดง โดยมักมีไข้สูงประมาณ 3 – 4 วันติดต่อกัน จากนั้นจึงขึ้นผื่นแดง ตามร่างกาย โดยผื่นจะค่อยๆ โตขึ้น และมีสีเข้มขึ้น อาการที่สังเกตได้ว่าจะเป็นหัดคือ ผู้ป่วยมักมีตุ่มใส ๆ ขึ้นในปาก ตรงกระพุ้งแก้มและฟันกราม ซึ่งเป็นตุ่มที่เกิดเฉพาะในโรคหัดเท่านั้น หลังจากผื่นออกประมาณ 2 – 3 วัน อาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ และหายได้เอง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ โรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม อุจจาระร่วง สมองอักเสบ และหูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น ทั้งนี้หัดจะติดต่อทางลมหายใจ ไอ จาม กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดโรคนี้คือวัยเด็กช่วงอายุ 5 – 9 ปี

วิธีการรักษา

โรคหัดไม่ใช่โรคร้ายแรงนัก แต่ยังไม่มียารักษาโดยตรง จึงต้องรักษาตามอาการ เช่น รับประทานยาลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ อาการต่างๆ จะทุเลาลงเอง แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น หายใจสั้น เจ็บที่หน้าอกขณะหายใจ ชัก ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

การดูแลตัวเอง

วิธีที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีนรวม หัด หัดเยอรมันและคางทูม จะช่วยป้องกันโรคหัดได้ โดยปัจจุบันเด็กทุกคนจะได้รับวัคซีนนี้เมื่ออายุ 9 – 12 เดือน และต้องฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 6 ปี

อุจจาระร่วง

อุจจาระร่วง เป็นโรคที่มาพร้อมกับฤดูหนาว ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส “โรต้า” (Rotavirus) มักพบในเด็ก อายุต่ำกว่า 5 ปี โดยกลุ่มที่พบบ่อยที่สุดคือเด็กอายุ 6 – 12 เดือน เพราะเด็กวัยนี้ยังมีภูมิต้านทานต่ำและมักมีพฤติกรรมหยิบสิ่งของเข้าปาก ซึ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

อาการคือ มีไข้ ถ่ายเหลวและอาเจียนอย่างหนัก จนอาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการตามที่กล่าวมา ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีการรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรง จึงทำได้แค่ประคับประคองอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้น โดยควรให้ผู้ป่วยจิบสารละลายเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ แต่หากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่ได้ จำเป็นต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแทน ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ และอาการจะค่อยๆ ทุเลาลง

การดูแลตัวเอง

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรต้าไวรัส ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดรับประทาน โดยมีทั้งชนิด 2 หรือ 3 ครั้ง แล้วแต่ชนิดของวัคซีน เด็กสามารถรับได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน วัคซีนจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค และลดความรุนแรงลงได้

อีกปัจจัยสำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องรักษาสุขอนามัยภายในบ้าน เพื่อป้องกันเด็กหยิบจับสิ่งของแล้วติดเชื้อ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดหรือย่านชุมชน ก็จะช่วยป้องกันโรคได้ส่วนหนึ่ง

โรคไข้สุกใส

โรคไข้สุกใส มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวคือเดือนมกราคม – มีนาคม เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส “วาริเซลลา” (Varicella virus) หรือไวรัส “เฮอร์ปีส์ในมนุษย์ชนิดที่ 3” (Human herpesvirus type 3) ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง หรือการสัมผัสของใช้ของผู้ป่วย เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป

พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี อาการแรกเริ่มจะคล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่คือ ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่จะมีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขึ้นตามร่างกาย มีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง หลังจากนั้นจะแห้งและตกสะเก็ดภายใน 5 – 10 วัน และอาการไข้ก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

วิธีการรักษา

ไข้สุกใส ต้องรักษาตามอาการ เมื่อมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหยุดพักจนกว่าจะหายดี ห้ามแคะ แกะเกา บริเวณตุ่ม เพราะอาจทำให้อักเสบ และเป็นแผลเป็นได้ ส่วนมากผู้ป่วยโรคนี้ไม่ต้องพบแพทย์ เพราะอาการไม่รุนแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อน และอาการจะทุเลาลงเอง

การดูแลตัวเอง

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้สุกใส โดยฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยเป็น ก็สามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้เช่นกัน โรคนี้ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัส ฉะนั้นเมื่อพบผู้ที่เป็นโรคนี้ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน หรือสัมผัสถูกตัวกัน แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคไข้สุกใสแล้วจะไม่เป็นซ้ำ จึงอยู่ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคได้ตามปกติ

ทั้ง 6 โรคนี้ เป็นโรคที่มักระบาดในช่วงฤดูหนาว เพราะติดต่อได้ง่าย เช่น การไอ จาม สัมผัส หรือใช้สิ่งของร่วมกัน เราจึงควรดูแลร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รักษาความสะอาด ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งสกปรก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคโลหิตจาง ควรดูแลร่างกายเป็นพิเศษ เนื่องจากมีระดับภูมิต้านทานต่ำ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

 

ภาพ : Freepik

กรมสุขภาพจิตห่วงคนไทยป่วยซึมเศร้า ทุก2ชั่วโมงฆ่าตัวตายสำเร็จ1ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/605098

  • วันที่ 01 พ.ย. 2562 เวลา 12:46 น.

กรมสุขภาพจิตห่วงคนไทยป่วยซึมเศร้า ทุก2ชั่วโมงฆ่าตัวตายสำเร็จ1ราย

รัฐบาลผลักดันโครงการ“ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”ลดตัวเลขโรคซึมเศร้า กรมสุขภาพจิตเผยอัตราเฉลี่ยเฉลี่ย 9.55 นาทีพยายามฆ่าตัวตาย 1 คน 2 ชม. ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 1-7 พฤศจิกายนของทุกปี รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ โดยปี2562 กระทรวงสาธารณสุข โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข พร้อมด้วยกรมสุขภาพจิต ได้มีการรณรงค์ภายใต้แนวคิด “สุขภาพจิตไทย …ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ตามสโลแกนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โดยมีเป้าประสงค์ป้องกันโรคซึมเศร้า ให้คนไทยหันมาสนใจคนรอบข้าง ซึ่งเริ่มได้จากจุดเล็กๆ เช่น ครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ฯลฯ เนื่องจากสังคมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว บวกกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันนั้น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเครียด อันนำไปสู่โรคซึมเศร้า ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เฉลี่ยแล้ว 9.55 นาที จะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 1 คน ขณะที่ 2 ชั่วโมงจะมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ซึ่งรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จึงอยากเชิญชวนสังคมช่วยกันป้องกันการฆ่าตัวตาย ซึ่งทำได้หลายวิธี รวมถึงการเอาใจใส่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยต้องหันมาสนใจคนรอบข้างมากขึ้น” น.ส. ไตรศุลี กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเฉลี่ยแล้วคนไทยมีความพยายามฆ่าตัวตาย 53,000 คนต่อปี ฆ่าตัวตายได้สำเร็จประมาณ 4,000 คนต่อปี ส่วนคนที่ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จนั้น มีแนวโน้นที่จะพยายามกลับมาฆ่าตัวตายซ้ำอีก ทั้งนี้ หากดูตัวเลขการตายอย่างผิดธรรมชาติของประชากรไทย จะพบว่าอันดับ 1 อุบัติเหตุ ส่วนอันดับ 2 คือการฆ่าตัวตาย ขณะที่อันดับ 3 คือการฆ่ากันตาย จึงจะเห็นว่า การฆ่าตัวตายนั้น มีตัวเลขเฉลี่ยที่สูงกว่าการฆ่ากันตาย

อนึ่ง กรมสุขภาพจิต จะจัดงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2562 สุขภาพจิตไทย…ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานไนน์สแควร์ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 กทม. โดยจะมีการให้คำปรึกษา และให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมหรือรับคำปรึกษา ภายงานได้ตามวันดังกล่าวด้วย