How to ลดเครียด-ลดความดัน ทำได้ทุกวันแม้อยู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/603523

  • วันที่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

How to ลดเครียด-ลดความดัน ทำได้ทุกวันแม้อยู่บ้าน

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยลดความเครียด และลดความดันโลหิตสูง ที่สามารถทำได้เองที่บ้าน สะดวกง่ายกว่าที่คิด

พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนในที่นี้ เราหมายถึงการนอนหลับที่สนิท รู้หรือไม่ว่าการนอนไม่เพียงพอ อดหลับอดนอน หรือนอนหลับๆ ตื่นๆ ทำให้เกิดความเครียดสะสม และยังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญของภาวะความดันโลหิตสูงอีกด้วย นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพจิตและสุขภาพกายโดยทั่วไปอื่นๆ อีกด้วย

รู้จักวิธีการผ่อนคลาย

ผ่อนคลายไม่ได้หมายถึงแค่การนวดผ่อนคลาย แต่หมายถึงกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะมีกิจกรรมที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจแตกต่างกันไป บางคนอาจชอบฟังเพลง ดูหนังสบายๆ วาดรูป เย็บปักถักร้อย การนั่งสมาธิ การเล่นโยคะ หรือการรำไทเก๊ก กระทั่งการออกกำลังกาย เช่น แอโรบิก ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ลองค้นหากิจกรรมที่ทำแล้วชอบ ทำแล้วรู้สึกผ่อนคลาย แล้วหาเวลาให้กับสิ่งเหล่านี้บ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

หมั่นพบปะเพื่อนและเข้าสังคม

ความดันโลหิตสูงมักพบมากในคนสูงวัย ดังนั้นอย่าเอาตัวเองออกห่างจากสังคมเพื่อนมากเกินไป ควรพบปะเพื่อนฝูงเพื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว หรือกับเพื่อนฝูง เช่น ชวนกันออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ไปกินข้าว ดูหนัง ท่องเที่ยว ทำให้ช่วยคลายเครียดได้อย่างธรรมชาติ

work-life balance ให้ได้

ไม่ว่างานจะเยอะจะยุ่งแค่ไหน หากจัดสรรแบ่งเวลาให้ดีก็จะมีเวลาทำกิจกรรมกับเพื่อน คนรัก และคนในครอบครัว หรือการรักษา work-life balance เราจะลดความตึงเครียดจากการทำงานไปได้มาก ลองเริ่มจากการวางแผนตารางการทำงาน การลำดับความสำคัญก่อน-หลังของงาน ดูก็ได้

อย่าปล่อยให้ปัญหาคาราคาซัง

การปล่อยให้มีปัญหาคาราคาซังอยู่ต่อไปเรื่อยๆ มีแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง ทั้งตัวงาน สุขภาพจิต และสุขภาพกาย รวมถึงไปปัญหาส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ หรือในครอบครัว เมื่อไรก็ตามที่มีปัญหา ควรรีบแก้ไข พูดคุยเปิดใจโดยเร็วที่สุด

ไม่ลืมดูแลตัวเอง

ควรหาเวลาช่วงว่างในสุดสัปดาห์มาดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการสปา นวดกดจุด นวดแผนโบราณ ไปกินอาหารอร่อยๆ ทำผม เดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ ทำอาหารที่อยากกินที่บ้าน ดูหนัง ฟังเพลงที่ชอบ และให้รางวัลตัวเอง เช่น การไปเข้าคลาสฟิตเนส การไปพักผ่อนท่องเที่ยว การช้อปปิ้ง เป็นต้น

มีตัวช่วยระบายความเครียด

เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกเครียดจนเกินจะรับไหว ควรเล่าเรื่องราวที่รู้สึกว่าเป็นปัญหาให้กับคนรอบตัวได้รับฟังบ้าง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง หรือใครก็ตามที่เราไว้ใจ หรือหากคิดว่าการระบายความในใจออกไปยังไม่ได้ผลที่ดีนัก ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาทางรักษาก่อนที่ความเครียด และความดันโลหิตจะทำลายสุขภาพไปมากกว่านี้

ภาพ freepik

ไขมันส่วนเกินสะสม จุดรวมพลผลแทรกซ้อนกระทบสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604735

  • วันที่ 28 ต.ค. 2562 เวลา 12:24 น.

ไขมันส่วนเกินสะสม จุดรวมพลผลแทรกซ้อนกระทบสุขภาพ

สถาบันโรคทรวงอก เตือนผู้ที่มีภาวะไขมันส่วนเกินสะสมมากกว่าปกติ หรือโรคอ้วนลงพุง ทำให้ระบบหายใจทำงานติดขัด ก่อให้เกิดโรคหอบหืดตามมา

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การรับประทานอาหารเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะที่มีไขมันสะสมมากผิดปกติหรือมากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญออกไป ส่งผลให้พุงยื่นออกมาอย่างชัดเจน เรียกว่า “โรคอ้วนลงพุง”

ผลแทรกซ้อนของโรคอ้วนลงพุงทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ อาทิ

  • เสี่ยงกับภาวะไขมันอุดตันหลอดเลือดและหัวใจ
  • โรคหลอดเลือดแดงแข็ง
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • ไตวาย
  • มะเร็ง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ไขมันอาจสะสมในปอดจนเบียดทางเดินหายใจทำให้หลอดลมตีบลง เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหอบหืดได้

ผู้ที่เข้าเกณฑ์เสี่ยงโรคอ้วนลงพุงจะมีลักษณะต่างๆ อย่างน้อย 3 ข้อ ดังนี้

1. ภาวะอ้วนลงพุง

2. ความดันโลหิตสูง 130/85 มม.ปรอทขึ้นไป

3. น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารสูงกว่า 100 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตรขึ้นไป

4. ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

5. มีไขมันดี ชนิด HDL ต่ำ โดยเพศชายน้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และเพศหญิงน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

หากพบว่าร่างกายมีลักษณะดังกล่าว ต้องรีบหาแนวทางการรักษาและป้องกันโรคอ้วนลงพุง เพื่อห่างไกลโรคร้ายแทรกซ้อนที่จะตามมาอย่างทันท่วงที

โรคอ้วนลงพุงทำให้มีอาการโรคหอบหืดตามมา

นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคอ้วนลงพุง เป็นกระบวนการหนึ่งที่ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม ทำให้มีอาการโรคหอบหืดตามมา อาการในผู้ป่วยโรคหอบหืดมักจะเหนื่อยหอบเวลาออกแรง ไอ เสมหะเหนียวข้น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก และมีเสียงดังวี๊ดๆ หรือมีอาการในช่วงกลางคืน และมีค่าความเร็วของลมหายใจออกสูงสุดอยู่ระหว่าง 50–80 % ของค่าที่ดีที่สุด

การปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยง ทำได้ง่ายๆ โดย

  • ควบคุมอาหาร ทและลดน้ำหนักในรายที่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน
  • ออกกำลังกาย อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ให้ได้ 5 วันต่อสัปดาห์
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่ให้มีปริมาณมากเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด มัน กะทิ
  • ดื่มน้ำเปล่า หลีกเลี่ยงน้ำหวานและน้ำอัดลม

หากสามารถปฏิบัติตนตามคำแนะนำต่างๆเหล่านี้ ได้อย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ จะทำให้หลีกหนีโรคอ้วนลงพุง ส่งผลให้มีสุขภาพแข็งแรงห่างไกลโรคร้ายที่แทรกซ้อนตามมาอีกด้วย

 

ภาพ Freepik.com

อย่าให้ ‘อัมพฤกษ์ อัมพาต’ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604732

  • วันที่ 28 ต.ค. 2562 เวลา 11:59 น.

อย่าให้ 'อัมพฤกษ์ อัมพาต' เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ

29 ต.ค. วันอัมพาตโลก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์ในประเด็น “อย่าให้ อัมพฤกษ์ อัมพาต…เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ” ให้ประชาชนรู้ถึงสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต พร้อมชวนดูแลสุขภาพเพราะโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์วันอัมพาตโลก ปี 2562 ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ตุลาคม ของทุกปี และประเด็นในการรณรงค์ปีนี้ คือ “อย่าให้ อัมพฤกษ์ อัมพาต…เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ” เพื่อเน้นให้ประชาชนรู้ถึงสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต พร้อมเชิญชวนให้ดูแลสุขภาพของตนเอง เพราะโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้

รู้จักกับโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะสมองขาดเลือดหล่อเลี้ยงส่งผลต่ออะไร

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ความรู้ว่า อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดหล่อเลี้ยงทำให้มีอาการชาที่ใบหน้า ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขน ขา ข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง เคลื่อนไหวไม่ได้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบหรือตันและหลอดเลือดสมองแตก

จากรายงานขององค์การอัมพาตโลก (WSO) พบว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก พบผู้ป่วยจำนวน 80 ล้านคน ผู้เสียชีวิตประมาณ 5.5 ล้านคน และยังพบผู้ป่วยใหม่ถึง 13.7 ล้านคนต่อปี โดย 1 ใน 4 เป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป และร้อยละ 60 เสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ ยังได้ประมาณการความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในประชากรโลกปี 2562 พบว่า ทุกๆ 4 คน จะป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง 1 คน โดยร้อยละ 80 ของประชากรโลกที่มีความเสี่ยงสามารถป้องกันได้

สำหรับประเทศไทย จากรายงานข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข พบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตั้งแต่ปี 2556-2560 มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2559 พบผู้ป่วย 293,463 รายในปี 2560 พบผู้ป่วย 304,807 ราย และจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองปีละประมาณ 30,000 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศไทย ซึ่งสามารถเกิดได้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย และปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาโรคหลอดเลือดสมอง จึงได้กำหนดคำขวัญการรณรงค์วันอัมพาตโลกในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 คือ “อย่าให้ อัมพฤกษ์ อัมพาต…เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณ” เพื่อให้เกิดความตระหนักในการป้องกันโรคดังกล่าว พร้อมกับรู้ถึงสัญญาณเตือนของโรคตามหลักการจำง่ายๆ ดังนี้

“F.A.S.T” สัญญาณเตือนของอัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง ที่ควรรีบไปหาหมอ

F (Face) เวลายิ้มแล้วพบว่ามุมปากข้างหนึ่งตก

A (Arms) ยกแขนข้างใดข้างหนึ่งไม่ขึ้น

S (Speech) มีปัญหาด้านการพูด แม้แต่ประโยคง่ายๆ

และ T (Time) เวลามีอาการเหล่านี้ ให้รีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง (รวมการรักษา) เพื่อจะได้รับการรักษาให้ทันเวลาและสามารถฟื้นฟูให้กลับมาได้เป็นปกติมากที่สุด หรือโทรสายด่วน 1669 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

แนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยง

  1. เลิกสูบบุหรี่
  2. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  3. กลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว ควรดูแลรักษาสุขภาพตามที่แพทย์แนะนำ ควรรับประทานยาและไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามแผนการรักษา
  4. ควบคุมน้ำหนักตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์
  5. ออกกำลังกายวันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์
  6. ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย มีการจัดการความเครียดที่เหมาะสม
  7. ลดอาหารหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผัก ผลไม้
  8. ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 

ภาพ Freepik.com

รู้วิธีปรับชีวิต…พิชิตโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604631

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 07:10 น.

รู้วิธีปรับชีวิต...พิชิตโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ

หลายคนอาจคิดว่าโรคกระเพาะอาหารอักเสบและสำไส้อักเสบคือโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกันก็มีข้อแตกต่างอื่นๆ ซึ่งทั้งสองโรคนี้ป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

หนึ่งในโรคฮิตของคนวัยทำงาน คือโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง

นายแพทย์อานนท์ พีระกูล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนนทเวช ให้ข้อมูลว่า โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน ทั้งการปนเปื้อนของอาหาร สารพิษในอาหาร การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร รวมถึงท็อกซินของแบคทีเรีย รวมถึงการกินยาบางชนิดก็ทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ ยกตัวอย่างเช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายเส้น และยาแก้ปวดที่ไม่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ (NSAIDs: Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs)

นอกจากอาหารและยาแล้ว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารได้โดยตรงจึงทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ยิ่งดื่มตอนท้องว่างก็ยิ่งทำให้เกิดการอักเสบได้มากเป็นเงาตามตัว ปัจจัยที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือการติดเชื้อแบคทีเรียจำเพาะบางอย่างในกระเพาะอาหาร เชื้อที่ว่าคือ เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ที่ปนเปื้อนกับอาหาร ที่ต้องแยกออกมาเพราะเชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหารได้ในอนาคตหากไม่รักษาหรือปล่อยให้การอักเสบนั้นเป็นเรื้อรัง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ ที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อแบคทีเรีย จำพวกอีโคไล (E.coli) และ Staphylococcus spp. ซึ่งทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไทฟอยด์ อหิวาตกโรค นอกจากนี้ไวรัสหลายๆ สายพันธุ์ก็ทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบได้ โดยโรคลำไส้อักเสบจะมีความเกี่ยวพันกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบเนื่องจากสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วยเช่นกัน โดยคนไข้ที่มีอาการลำไส้อักเสบอาจมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบร่วมด้วย เพราะอาหารที่รับประทานเข้าไปจะถูกลำเลียงจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้ตามกระบวนการย่อยอาหารของร่างกาย

สำหรับอาการที่แสดงออก หากเป็นโรคกระเพาะอักเสบ อาการที่เด่นชัดคือ อาเจียน ปวดท้องแบบแสบร้อนหรือบิดมวน แน่นท้อง เรอบ่อย และเนื่องจากเป็นตำแหน่งกลางหน้าอก บางคนอาจมีอาการเรอเปรี้ยว รู้สึกขมคอและจุกแน่นในลำคอ ซึ่งอาการจะไปคล้ายคลึงกับภาวะกรดไหลย้อน แต่ถ้าเป็นโรคลำไส้อักเสบ อาการที่เด่นชัดคือ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ้ามีอาการรุนแรงบางคนถ่ายเป็นมูกเลือด ระยะเวลาในการแสดงอาการของโรคหลังจากได้รับเชื้อนั้นไม่แน่นอน บางรายอาจอยู่ที่ 1–2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียก็สามารถเกิดในเวลาสองสามชั่วโมงหลังจากได้รับเชื้อเข้าไปได้

แนวทางในการรักษา เมื่อคนไข้ถึงมือแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ สอบถามอาการ และตรวจร่างกายเพื่อประเมินความรุนแรงก่อน การให้การรักษาทั้งสองโรค ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม เช่นการถ่ายภาพรังสีช่องท้อง หรือการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง ยกเว้นถ้าแพทย์สงสัยว่าอาการปวดท้องดังกล่าวอาจจะมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะนิ่วในถุงน้ำดีหรือทางเดินน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตันหรือภาวะอุจจาระค้างในลำไส้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเล่าอาการเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจน แพทย์จึงจะตรวจเพิ่มเติมด้วยการถ่ายภาพรังสีช่องท้อง ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะให้ยาและรักษาตามอาการ กรณีถ้าโรคกระเพาะอักเสบหรือลำไส้อักเสบนั้นมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารเป็นพิษ หรือติดเชื้อในกระเพาะอาหาร แพทย์ก็จะพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้าอาการนั้นเป็นมานาน พิจารณาแล้วไม่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงจากอาหารที่กิน แต่เกิดจากภาวะกรดเกิน หมอจะให้ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารเป็นยาหลัก

คำแนะนำโดยทั่วไป หากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือถ่ายเหลวจากภาวะกระเพาะอาหารอักเสบ หรือลำไส้อักเสบ ซึ่งมักมีระดับความรุนแรงไม่มาก ก็สามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น ดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution – ORS) เพื่อช่วยชดเชยภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไป กินยาแก้ปวดมวนท้อง ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน อาการจะดีขึ้นภายในหนึ่งถึงสองวันหลังกินยา แต่ถ้าอาการเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียนบ่อย หรืออาเจียนทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร จนไม่สามารถรับประทานอาหารได้เลย มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องอย่างรุนแรง วูบ หน้ามืด จะเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะการขาดน้ำรุนแรง มีความเสี่ยงต่อภาวะช็อคได้ และช่วงที่มีอาการของทั้งสองโรค ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทนม ถั่ว งา น้ำอัดลม ชา กาแฟ เพราะจะทำให้มีอาการท้องอืด จุกเสียด และแน่นท้องมากขึ้นได้ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผัก และผลไม้สดในช่วงที่มีลำไส้อักเสบด้วย เพราะมีโอกาสปนเปื้อนได้สูง

อย่างที่บอกว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยจากทั้งสองโรคนี้ส่วนใหญ่เริ่มจากการรับประทานอาหาร ถ้าไม่อยากล้มหมอนนอนโรงพยาบาล ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์เพราะจะยิ่งทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหาร การหลีกเลี่ยงการรับประทานยากลุ่มแก้ปวด/คลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมถึงสุขอนามัยเบื้องต้นอย่างการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ยังเป็นหลักปฏิบัติสากลที่ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคเหล่านี้ได้เช่นกัน

 

ภาพ : Freepik

ชำแหละพฤติกรรมการกินที่แย่ลง ดันตัวเลขคนตายจากโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604630

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

ชำแหละพฤติกรรมการกินที่แย่ลง ดันตัวเลขคนตายจากโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น

ผลสำรวจพฤติกรรมการบริโภคคนไทยเลือกกินตามใจชอบ รสชาติ ความอยาก มากกว่าคำนึงถึงเรื่องความสะอาด คุณค่า สะดวก ราคา สอดคล้องกับที่ กรมควบคุมโรค เผยคนไทยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองปีละประมาณ 3 หมื่นราย จากปัจจัยโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง

จากการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอนามัย และสวัสดิการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2556 และปี 2560 ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างประมาณ 2.8 หมื่นครัวเรือน ปรากฏแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมการกินของคนไทยที่น่าสนใจ ได้แก่

พฤติกรรมการเลือกซื้ออาหาร

ในปี 2560 ปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเมื่อเลือกซื้ออาหารเป็นอันดับหนึ่งคือ

  1. ความชอบ ร้อยละ 22.1
  2. รสชาติ ร้อยละ 18.5
  3. ความอยากทาน ร้อยละ 18.2
  4. ความสะอาด ร้อยละ 17.8
  5. คุณค่า ร้อยละ 12.9
  6. ความสะดวก ร้อยละ 6.5
  7. ราคา ร้อยละ 4.0

ซึ่งชี้ว่าคนไทยให้ความสำคัญกับความสุขจากการกินมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ สุขภาพ และคุณภาพ

แนวโน้มด้านคุณภาพของอาหารในปัจจุบัน

ในปี 2556 คุณภาพของอาหารกลับมีสัดส่วน 32.2%  แต่ในปี 2560 ตัวเลขกลับลดลงเหลือเพียง 30.7% สะท้อนว่าสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบันแล้วอาหารอร่อยอย่างเดียวอาจไม่พอ ร้านค้าต้องมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจควบคู่ไปด้วย เช่น รูปแบบการนำเสนอ ประสบการณ์ หรือการบริการที่ดึงดูด เป็นต้น

พฤติกรรมการบริโภคที่แย่ลงของคนไทย

คนไทยกินบ่อยขึ้น จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนไทยกินบ่อยขึ้น โดยในปี 2560 คนไทยกว่าร้อยละ 89.4 กินอาหาร 3 มื้อต่อวัน ซึ่งมีตัวเลขเพิ่มขึ้นจาก 88.0% ในปี 2556

คนกินมากกว่า 3 มื้อมีจำนวนเพิ่มขึ้น  สัดส่วนของคนที่กินอาหารมากกว่า 3 มื้อก็เพิ่มขึ้นจาก 3.8% ในปี 2556 มาเป็น 4.1% ในปี 2560 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในเพศหญิงและชาย และเพิ่มในหลายช่วงอายุ ได้แก่ เด็ก (6-14 ปี) วัยรุ่น (15-24 ปี) และคนวัยทำงาน (25-59 ปี) ยกเว้นผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่กลับมีสัดส่วนการกินมากกว่า 3 มื้อที่ลดลง

คนไทยกินรสหวาน เค็ม มากขึ้น โดยสัดส่วนของคนที่กินรสหวานเป็นอาหารมื้อหลักเพิ่มจาก 11.2% ในปี 2556 มาเป็น 14.2% ในปี 2560 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่มอายุน้อยกว่า 25 ปีเป็นสำคัญ และยังพบการเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค

ขณะที่รสเค็มเพิ่มจาก 13.0% มาเป็น 13.8% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของการบริโภคในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นหลัก

รสชาติที่ถูกปากของไทย

สำหรับรสชาติอาหารมื้อหลักของคนไทยส่วนใหญ่ จากข้อมูลการสำรวจในปี 2560 คือ

  1. รสจืด (38.3%)
  2. รสเผ็ด (26.2%)
  3. รสหวาน (14.2%)
  4. รสเค็ม (13.8%)
  5. รสเปรี้ยว (4.8%)

ทั้งนี้ รสชาติอาหารมื้อหลักของคนไทยมีลักษณะของการกินตามช่วงอายุ เช่น การกินรสหวานจะมีสัดส่วนสูงที่สุดในวัยเด็กที่ 32.5% โดยมีสัดส่วนลดหลั่นลงไปตามช่วงอายุ และน้อยที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุที่กินรสหวานเป็นหลักเพียง 6.6% เท่านั้น ขณะที่รสชาติอื่นๆ ได้แก่ เผ็ด เค็ม และเปรี้ยว จะมีสัดส่วนน้อยที่สุดในวัยเด็ก โดยจะเพิ่มขึ้นในวัยรุ่นและวัยทำงาน ตามลำดับ แล้วจะลดน้อยลงอีกครั้งในกลุ่มผู้สูงอายุ

ตัวเลขการบริโภคผัก-ผลไม้

คนไทยบริโภคผักและผลไม้สดลดลง ถึงแม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่กว่า 98.8% จะมีการบริโภคผักและผลไม้อย่างน้อย 1 วันในแต่ละสัปดาห์โดยสัดส่วนดังกล่าวไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2556 แต่สัดส่วนของคนที่กินผักและผลไม้ทุกวันกลับลดลง จาก 54.5% เป็น 41.1% โดยเป็นการลดลงในทุกกลุ่มอายุ เพศ และภูมิภาค

เทรนด์การอดอาหารเพื่ดน้ำหนัก

คนไทยอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักกันมากขึ้น และเพิ่มการกินอาหารเสริม ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการดูแลตัวเองที่มากขึ้น โดยกลุ่มคนที่งดอาหารมื้อหลักเพื่อลดน้ำหนักมีสัดส่วนมากขึ้นจาก 9.4% (ของคนที่กินอาหารน้อยกว่า 3 มื้อเป็นประจำ) ในปี 2556 มาเป็น 12.4% ในปี 2560 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในทั้งเพศหญิงและชาย แต่จะเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าในกลุ่มผู้หญิงซึ่งเพิ่มจาก 14.1% เป็น 19.2% และเมื่อพิจารณารายกลุ่มอายุ พบว่า สัดส่วนคนงดอาหารมื้อหลักเพื่อลดน้ำหนักมีเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ แต่กลุ่มวัยทำงานและกลุ่มผู้สูงอายุมีการเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่ากลุ่มเด็กและวัยรุ่น

อย่างไรก็ดี แม้จะมีทิศทางเพิ่มขึ้น แต่คนที่อดอาหารเพื่อลดน้ำหนักก็ยังถือว่าเป็นคนส่วนน้อย โดยในปี 2560 มีสัดส่วนต่อประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปทั้งสิ้นเพียง 0.8% เท่านั้น (ประมาณ 5 แสนคน)

อาหารเสริมกับคนไทย

คนไทยบริโภคอาหารกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและกลุ่มแร่ธาตุวิตามินมากขึ้น โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 19.1% ในปี 2556 เป็น 21.6% ในปี 2560 เป็นการบริโภคเพิ่มขึ้นของคนต่างจังหวัด ขณะที่คนกรุงเทพฯ บริโภคน้อยลง แต่ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนผู้บริโภคอาหารเสริมมากที่สุด (1 ใน 3 ของคนกรุงเทพฯ บริโภคอาหารเสริม/วิตามิน)

แนวโน้มของตัวเลขการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก พบผู้ป่วยจำนวน 80 ล้านคน ผู้เสียชีวิตประมาณ 5.5 ล้านคน และยังพบผู้ป่วยใหม่ถึง 13.7 ล้านคนต่อปี โดย 1 ใน 4 เป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป และร้อยละ 60 เสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ ยังได้ประมาณการความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในประชากรโลกปี 2562 พบว่า ทุกๆ 4 คน จะป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง 1 คน โดยร้อยละ 80 ของประชากรโลกที่มีความเสี่ยงสามารถป้องกันได้

สำหรับประเทศไทย จากรายงานข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข พบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตั้งแต่ปี 2556-2560 มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี 2559 พบผู้ป่วย 293,463 รายในปี 2560 พบผู้ป่วย 304,807 ราย และจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองปีละประมาณ 30,000 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศไทย ซึ่งสามารถเกิดได้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย และปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะโรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

9 เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนที่สาวหลัก 4 ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601422

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 06:38 น.

9 เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนที่สาวหลัก 4 ต้องรู้

อายุยิ่งเยอะ การลดน้ำหนักก็ยิ่งยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะระบบเผาผลาญที่เริ่มแย่ลง ไหนจะโรคต่างๆ ที่เริ่มถามหา โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าเลข 4

งานนี้ใครที่อายุ 40+ แต่อยากผอมเร็ว ผอมไว ผอมทันใจแบบไม่มีโยโย่ละก็ เรามีเทคนิคการกินดีๆ มาให้ลองทำตามกัน กินตามนี้รับรองว่าน้ำหนักลดไว แถมสุขภาพดีขึ้นแน่นอน!

1.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดน้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมอัดแน่นไปด้วยน้ำตาลนั่นเอง โดยน้ำอัดลม 1 กระป๋องนั้นมีน้ำตาลมากถึง 7 ช้อนชา!!! ซึ่งถ้าเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่ทัน และสะสมจนกลายเป็นไขมันได้ หากจะเบิร์นน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องต้องวิ่ง 30-40 นาทีเลยทีเดียว!

2.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำมีประโยชน์มากมายต่อการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดความอยากอาหารก่อนการกินอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะทำให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใครที่ไม่รู้จริงๆ ว่าเราต้องดื่มน้ำเท่าไรถึงจะเพียงพอ จะใช้เกณฑ์ 8 แก้วต่อวันก็ได้ หรือประมาณ 1 ลิตร 2 ขวดนั่นเอง

3.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดหวานหรือสารให้ความหวานทั้งหลาย อย่างที่บอกไปค่ะว่าน้ำอัดลมอุดมด้วยน้ำตาลมากมาย แต่ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำอัดลมเท่านั้นที่มีน้ำตาล แต่ขนมและอาหารอีกหลายๆ อย่างก็มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเช่นกัน หรือแม้จะเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมแล้วก็ควรกินให้น้อยเช่นกัน เพราะทำให้อ้วนได้เหมือนกัน ฉะนั้น ควรกินสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่กินไปตลอด และพยายามควบคุมการกินน้ำตาลให้น้อยลง

4.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดมีแคลอรี่มากกว่าแป้งซะอีก และแอลกอฮอล์บางชนิดก็ยังมีส่วนผสมของน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือน้ำผลไม้ ที่ทำให้แคลอรี่ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก หากเลิกดื่มแอลกอฮอล์ได้ไม่เพียงห่างโรคแต่ยังผอมด้วย

5.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดนมข้นหวาน ในชา กาแฟ ที่มีส่วนผสมของนมข้นหวานแนะนำให้หยุดดื่มด่วน เพราะถ้าเทียบแล้วใน 1 ช้อนโต๊ะ นมข้นหวานกลับมีแคลอรี่สูงกว่าน้ำตาลซะอีก แถมนมข้นหวานยังเพิ่มไขมันชนิดเลวและลดไขมันชนิดดี และยังเป็นต้นเหตุของโรคคลอเรสเตอรอลสูง โรคหัวใจขาดเลือดด้วย

6.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการลดอาหารสำเร็จรูป ในอาหารสำเร็จรูปมีเกลือมากกว่าที่เราคิด ซึ่งเกลือนั้นนอกจากจะทำให้เกิดโรคแล้ว โซเดียมที่อยู่ในเกลือยังทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้มากถึง 2 กิโลกรัม เพราะร่างกายจะทำการเก็บน้ำได้อัตโนมัติเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกทางไต แต่กว่าจะขับโซเดียมออกหมด ร่างกายเราก็จะบวมขึ้น จนเรารู้สึกตัวบวมได้

7.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการกินผักใบเขียวทุกวัน หากใครที่ยังลดน้ำตาลลดอาหารบางอย่างไม่ได้ก็แนะนำให้กินผักใบเขียวให้มากขึ้น เพราะผักนั้นมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนักแบบสุดๆ ทั้งช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งถ้าระบบย่อยอาหารดี ขับถ่ายคล่อง ก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้ง่ายขึ้น

8.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเพิ่มโปรตีนในทุกมื้อ นอกจากจะต้องเพิ่มการกินผักแล้ว โปรตีนก็จำเป็นในแต่ละมื้ออาหารเช่นกัน เพราะโปรตีนจะช่วยเติมเต็มความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย ถ้าอยากลดน้ำหนักให้ได้ผลสุดๆ แนะนำให้ลดคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหารแทนนะ

9.ลดน้ำหนักเร่งด่วนด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที หากอยากผอมเร็วผอมไว ก็ต้องกระตุ้นการเผาผลาญกันหน่อย ซึ่งการเดินเหมาะกับสาวๆ วัย 40+ มากๆ เพราะเป็นการออกกำลังกายแบบที่ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่มีการกระแทก ไม่ต้องกลัวว่าจะปวดเข่า คนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็สามารถทำได้ หากเดินได้วันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยก็ช่วยลดไขมัน ลดน้ำหนักได้ดีแล้ว

 

ภาพ freepik

วัยทองกับอาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/601135

  • วันที่ 27 ต.ค. 2562 เวลา 06:10 น.

วัยทองกับอาหารที่ควรกิน-ควรหลีกเลี่ยง

ปรับตัว กลับใจ เลือกกินอาหารที่ใช่ ช่วยลดอารมณ์วัยทอง

คนทำงานหลายคนที่อยู่ในช่วงวัย 45-50 ปี โดยเฉพาะกับสุภาพสตรี มักมีอาการแปลกๆ จากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล หลายอาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่งผลถึงอารมณ์จนทำให้คนใกล้ตัวเริ่มไม่อยากเข้าใกล้ ซึ่งเป็นอาการที่ถูกเรียกว่า “อารมณ์วัยทอง” ซึ่งฟังแล้วเจ็บปวดสำหรับผู้หญิงบางคน แต่อย่าคิดให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากรู้เท่าทันและรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้มีความสุขได้

วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือน เกิดจากสารเคมีในร่างกายไม่สมดุลด้วยสาเหตุจากรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนลดลง จนส่งผลถึงสุขภาพร่างกายภายนอก หากผู้หญิงคนไหนมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน นอนไม่หลับหรือหลับยาก อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หลงลืมง่ายละก็ อาการเหล่านี้เป็นอาการเบื้องต้นที่มีเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนโดยตรง ดังนั้น การกินอาหารที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการใช้อย่างเอสโตรเจน ก็สามารถช่วยเสริมฮอร์โมนส่วนที่ขาดได้เช่นกัน

หลักการบริโภคอาหารในวัยทอง

อายุที่มากขึ้นส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลง การเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองในระยะเริ่มต้นและระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้ผิวดี ไม่แห้งแตก รวมถึงป้องกันโรคที่อาจเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากเกิน

อาหารที่ควรรับประทาน

เนื่องจากระดับฮอร์โมนเพศองคนวัยนี้ลดลง อาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำจึงเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข เช่น

เต้าหู้ และน้ำเต้าหู้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วเหลืองทุกชนิด ควรรับประทานเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด นี่แหละคืออาหารที่อุดมไปด้วยเอสโตรเจนระดับสูง ขณะเดียวกันยังมีไฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในรูปของเหลว ช่วยให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ  วัยทองยังเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน มีโอกาสที่จะกระดูกแตกหักง่าย จึงควรรับประทานอาหารอุดมด้วยแคลเซียม เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ ผักใบเขียวและผลไม้ ซึ่งผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีธาตุโบรอน ช่วยเพิ่มความสามารถในการกักฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมได้ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ รวมถึงแอปเปิ้ล องุ่น และส้ม ทั้งนี้ผักในตระกูลกะหล่ำอุดมด้วยธาตุโบรอน ได้แก่ บล็อกโคลี แขนงผัก ดอกกะหล่ำ หัวไชเท้า เป็นต้น

ผักและผลไม้ การเลือกรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นยังช่วยเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์กับร่างกาย รวมถึงกากใยยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกเรื้อรัง และช่วยให้สบายตัว ทั้งนี้ ในผักผลไม้ยังอุดมด้วยสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยบรรเทาอาการวัยทองลงได้

น้ำมะพร้าว ผลไม้เพื่อสุภาพสตรีที่หาซื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นน้ำมะพร้าว มีสรรพคุณช่วยขับพิษและของเสียออกจากร่างกาย เปรียบเสมือนของขวัญจากธรรมชาติที่อัดแน่นไปด้วยปริมาณเอสโตรเจน และยังมีสารจำพวกคอลลาเจนและอิลาสตินที่จะช่วยให้ผิวสตรีวัยทองเปล่งปลั่งดุจสาวแรกรุ่นด้วยเช่นกัน

ข้าวสาลีและธัญพืช อาหารเพื่อสุขภาพอย่างข้าวสาลีและธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสีนี่ก็ถูกพูดถึงกันมากในกลุ่มอาหารสุขภาพ อันอุดมไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนจากธรรมชาติ ชนิดไอโซฟลาโวน มีคุณสมบัติในการปรับฮอร์โมนเอสโตรเจนภายในร่างกายสุภาพสตรีทั้งหลายให้สมดุลด้วยเช่นกัน

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยัง เป็นสารซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน และเป็นศูนย์รวมสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปรับสภาพผิว ต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย และยังเป็นผลไม้กลุ่มที่กินแล้วไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารบางชนิดอาจไปกระตุ้นให้ภาวะวัยทองมีอาการมากขึ้นได้ เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ทั้งนี้การดื่มชา กาแฟเป็นประจำยังส่งผลทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

ผู้ที่อยู่ในภาวะวัยทองควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดหรือเผ็ดร้อน ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และอาหารแปรรูป เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดต่ำลง ส่งผลให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง อ้วนได้ง่าย ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวาน

โรค MS (Multiple Sclerosis) ภัยเงียบใหม่ของวัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604739

  • วันที่ 28 ต.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

โรค MS (Multiple Sclerosis) ภัยเงียบใหม่ของวัยทำงาน

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ เตือนคนวัยทำงานระวังภัยโรคเอ็มเอส (มัลติเพิล สเคอโรสิส) ทำให้แขนขาอ่อนแรง ชาตามร่างกาย มีปัญหาในการเดิน การทรงตัว ตาพร่ามัวมองไม่เห็น พร้อมแนะวิธีการสังเกตเพื่อรักษาให้ทันท่วงที

รู้จักกับโรคเอ็มเอส

โรคมัลติเพิลสเคอโรสิส (Multiple Sclerosis) หรือโรคเอ็มเอส (MS) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของปลอกประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา ซึ่งร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคเอ็มเอสจะเกิดอาการขึ้นในช่วงอายุระหว่าง 20–40 ปี ซึ่งเป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน จากการสำรวจพบว่า 3 ใน 4 ของผู้ป่วยเอ็มเอสได้รับผลกระทบต่อการทำงาน ทั้งนี้ พบว่าหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา มากกว่าร้อยละ 30 ของผู้ป่วยเอ็มเอสจะเกิดภาวะทุพพลภาพภายใน 20–25 ปี หลังเริ่มมีอาการครั้งแรก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า รวมไปถึงมีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรมหากพบมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นประมาณ 1%

สาเหตุของโรค

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่แน่ชัด จากข้อมูลพบว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่น ความไม่สมดุลของภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อไวรัสบางชนิด โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและในช่วงวัยทำงาน อายุเฉลี่ยประมาณ 20-40 ปี โดยผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง ตามองไม่เห็นหรือมองภาพซ้อน ปัญหาเกี่ยวกับการกลืน การออกเสียง สะอึก ปวดแสบร้อน หรือคล้ายไฟช็อตการทรงตัวที่ผิดปกติ ภาวะเมื่อยล้า ปัญหาด้านความจำ อารมณ์ ความคิด และการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เป็นต้น

อาการของโรคเอ็มเอส

ในโรคเอ็มเอส ระบบภูมิคุ้มกันของท่านเองจะทำลายปลอกประสาท (Myelin) ซึ่งทำหน้าที่หุ้มเส้นประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง รวมถึงเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็น ความเสียหายที่เกิดจากการทำลายปลอกหุ้มประสาทจะทำให้การส่งสัญญานระหว่างเซลล์ประสาทช้าลงหรือขัดขวางการส่งสัญญานระหว่างเซลล์ประสาท เป็นสาเหตุให้เกิดอาการต่างๆ ในโรคเอ็มเอส มักจะพบอาการผิดปกติของระบบประสาทเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบของระบบประสาทส่วนกลาง อาการผิดปกติเหล่านี้เรียกว่า การกำเริบหรือการกลับเป็นซ้ำของโรค ซึ่งอาการที่เกิดจากการกำเริบของโรคมีได้หลากหลายแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย แต่ที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปัญหาเกี่ยวกับการเดิน มีอาการเกร็งปวด ขากระตุก
  • ปัสสาวะไม่ออก
  • อาการชา แน่นๆ รอบอก อ่อนแรงหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มแทง
  • อาการปวด ปวดร้าวที่คอและกลางหลัง
  • ปัญหาเรื่องการมองเห็น ตามัวกึ่งเฉียบพลัน เห็นภาพซ้อน สีผิดเพี้ยน
  • ปัญหาเรื่องการทรงตัว ทรงตัวลำบาก

โรคนี้ติดต่อหรือไม่

แพทย์หญิงทัศนีย์ ตันติฤทธิ์ศักดิ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า โรคเอ็มเอส ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วยแต่ละคนจะแสดงอาการแตกต่างกัน บางคนเป็นหนัก บางคนแสดงอาการเป็นครั้งคราว และไม่สามารถคาดเดา การเกิดอาการได้จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

วิธีการรักษา

วิธีการรักษาปัจจุบันยังไม่มีการรักษาแบบให้หายขาด แต่เป็นการรักษาเพื่อฟื้นฟูร่างกายและควบคุมอาการไม่ให้แย่ลง โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ

1. รักษาด้วยยา ตามอาการของผู้ป่วย จะเป็นยาที่บรรเทาอาการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด เป็นต้น

2. การบำบัด โดยยึดเส้นและออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงลดการสั่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัว โดยออกกำลังกายที่ไม่หนักมาก รวมทั้งยังเป็นการช่วยยืดเส้นอีกด้วย

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเอ็มเอส

ผู้ป่วยเป็นโรคเอ็มเอสควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • งดสูบบุหรี่
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ยืดกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักผลไม้ที่มีเส้นใยช่วยในการขับถ่าย
  • หลีกเลี่ยงความเครียด

อย่างไรก็ตาม โรคเอ็มเอสเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ควรหมั่นสังเกตร่างกายของตนเอง หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อจะได้รีบรักษาได้อย่างทันท่วงที

 

ภาพ freepik.com

10 ทักษะสำคัญที่คนทำงานจำเป็นจะต้องมี รับปี 2020 !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604187

  • วันที่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 15:13 น.

10 ทักษะสำคัญที่คนทำงานจำเป็นจะต้องมี รับปี 2020 !!

อะไรคือทักษะที่คนทำงานยุคใหม่จำเป็นจะต้องมี? เมื่อวิวัฒนาการไม่หยุดนิ่ง แล้วมนุษย์จะหยุดพัฒนาตัวเองได้อย่างไร และนี่คือ 10 ทักษะสำคัญที่เราทุกคนจำเป็นต้องมีในปี 2020 เตรียมตัวฝึกทักษะไว้ตั้งแต่วันนี้…ยังทัน!!!

1.ทักษะในการแก้ปัญหาซับซ้อน (Complex Problem Solving)

เมื่อปัญหาเกิดขึ้นและกระทบยังหลายๆ ส่วนงาน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คนทำงานยุคใหม่จะต้องผสมผสานการใช้ความคิดเชื่อมโยง และการคิดเชิงระบบควบคู่กัน ซึ่ง AI ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ มนุษย์ต้องเข้ามาแก้ปัญหาโดยย้อนไปดูถึงต้นทาง ด้วยการใช้ความสร้างสรรค์และความละเอียดอ่อน เพื่อไม่เกิดการวนซ้ำของปัญหากลับมาอีก2.คิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

เป็นความสามารถในการใช้ตรรกะและเหตุผลในการประเมิณจุดแข็งและจุดอ่อนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยุคนี้ผู้ที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลดิบๆ และตีความออกมาใหม่ให้น่าสนใจ จะเป็นที่ต้องการในตลาดที่ซับซ้อนและทำงานแบบ co-working

3.มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative)

ความสามารถในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และการคิดสิ่งใหม่ที่ต่างออกไปจากเดิมจะเป็นที่ต้องการ โดยความคิดสร้างสรรค์จะเรียกร้องสัญชาตญาณในการคิดนอกกรอบและการสุ่มเลือก ‘สูง’ ในระดับที่ AI ทำไม่ได้ นี่คืออีกสิ่งที่มนุษย์จะได้เปรียบ AI เสมอ

4.บริหารจัดการบุคคล (People Management)

หุ่นยนต์อาจวิเคราะห์และคำนวณได้อย่างยอดเยี่ยม แต่มันก็ไม่สามารถมาแทนสิ่งที่เรียกว่า ‘ภาวะการเป็นผู้นำ’ และความสามารถในการจัดการอย่างมนุษย์ อาทิ การโน้มน้าว สร้างแรงจูงใจ พัฒนา ชี้นำผู้คน และสามารถเข้าใจจุดแข็งของคนอื่น

5.ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี (Coordinating with others)

การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและการทำงานเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม เป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่ผู้ประกอบการและนายจ้างต้องการ ตามมาด้วยความสามารถในการประสานงาน ปรับตัว ทำความเข้าใจ และรับฟังผู้อื่น

6.มีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)

ความฉลาดทางการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจ ความอยากรู้อยากเห็น จะกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าจ้างบุคลากรระดับผู้บริหารขึ้นไปในอนาคต

7.ตัดสินใจและประเมินได้ดี (Judgment and Decision Making)

ความสามารถในการย่อยข้อมูลมหาศาล แล้วแปลงให้เป็นรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ รวมไปถึงการทำความเข้าใจปัจจัยและผลกระทบต่างๆ และสามารถเลือกตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด คือทักษะที่เป็นประโยชน์ในสังคมอุดมข้อมูลในอนาคต

8.มีการบริการที่ดี (Service Orientation)

คนที่รู้ถึงความสำคัญของการนำเสนอ ‘คุณค่า’ หรือตัวช่วยในการแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้า ผ่านรูปแบบการบริการและความช่วยเหลือต่างๆ จะเป็นที่ต้องการ

9.ทักษะในการต่อรอง (Negotiation)

การต่อรองในที่นี้คือ ความสามารถในการประเมินและค้นหาจุดร่วมของความต้องการทั้งสองฝ่าย และสร้างข้อเสนอที่ยอมรับได้จากทุกคนจะทำให้การแก้ปัญหาลงท้ายแบบวินวิน เป็นทักษะที่จำเป็นเพื่อการอยู่รอดของอุตสาหกรรมที่ต้องตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่เสมอ

10.ความยืดหยุ่นทางปัญญา (Cognitive Flexibility)

คือความสามารถในการเปิดรับความคิดใหม่ๆ และแก้ปัญหาโดยการผสมผสานทักษะที่หลากหลายเข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว เช่น ความสามารถในการสลับ เปลี่ยน โยกย้าย บุคลากรที่แตกต่างกันให้ถูกหรือตรงกับความสามารถจะเป็นสิ่งสำคัญในการควบรวมหลายธุรกิจหรืออุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

และนี่คือ 10 ทักษะสำคัญที่คนทำงานต้องมีในปี 2020 เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากความสามารถอันหลากหลายมากขึ้นของเทคโนโลยี ทำให้คนจ้างงานเองก็คาดหวังความสามารถอันหลากหลายขึ้นจากคนทำงานเช่นกัน โดยทักษะส่วนใหญ่ที่ว่ามานี้ก็ยังเป็นทักษะที่หุ่นยนต์ยังเลียนแบบได้ยาก และยังไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้อยู่

5 สเต็ปรับมือเมื่อสุ่มเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/604178

  • วันที่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 13:45 น.

5 สเต็ปรับมือเมื่อสุ่มเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

ส่องฟังก์ชันความปลอดภัยโมบายล์ แบงก์กิ้ง ในยุคสังคมไร้เงินสด พร้อม 5 สเต็ปรับมือเมื่อสุ่มเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปกับการทำธุรกรรมธนาคารในยุคดิจิทัล ซึ่งทุกคนสามารถทำรายการและตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง สะดวกรวดเร็วผ่านโมบายล์ แบงก์กิ้งของผู้ให้บริการ หมดปัญหาตามหาสาขาธนาคาร และช่วยลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปเพื่อเดินทางไปทำธุรกรรม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคสู่สังคมไร้เงินสดดังกล่าว เป็นแนวโน้มที่น่าจับตามอง เนื่องจากจะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป

ข้อมูลจาก Hootsuite ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ได้รวบรวมสถิติผู้ใช้งานโมบายล์ แบงก์กิ้งในประเทศ พบว่ามีจำนวนผู้ใช้งานสูงถึง 74% หรือราว 51 ล้านคน และยังคงมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มันก็อาจเป็นช่องทางให้เกิดการโจรกรรมผ่านไซเบอร์ หรือ Cyber Crime เพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน โดยกว่า 91% ของการหลอกลวงหรือการโจรกรรมข้อมูลมาจากอีเมล (Email) และ 35% ของผู้ใช้งานโมบายล์ แบงก์กิ้ง ได้รับข้อความ (SMS) จากผู้ไม่ประสงค์ดีที่ต้องการนำข้อมูลไปใช้ในการทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายตามมากับทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ

ด้านธนาคารผู้ให้บริการ นอกจากจะต้องออกแบบโมบายล์แอปพลิเคชันเพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วแล้ว ยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูล รวมถึงมีบริการต่างๆ ที่ช่วยแจ้งเตือนลูกค้าอย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันนี้มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้ลูกค้าลดความกังวลในการทำธุรกรรมผ่านโมบายล์ แบงก์กิ้งได้ ไม่ว่าจะเป็น

· แสดงรายการเรียลไทม์ บนโมบายล์แอปฯ

ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ บนแอปฯ ของธนาคารได้ทันที รวมถึงมีระบบแจ้งเตือน เมื่อเกิดการทำ โอน – รับ – ใช้จ่าย ผ่านโมบายล์แอปฯ ทำให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายการที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

· โอทีพี (One-Time Pin) และโมบายล์ โทเค็น (Mobile Token)

หนึ่งในสเต็ปหลักประกันก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง ที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องใส่รหัสการใช้งานครั้งเดียว หรือ โอทีพี (One-Time Pin) ที่ส่งตรงจากธนาคารเข้าสู่โทรศัพท์ส่วนตัวของผู้ใช้ เพื่อใช้ยืนยันการทำในแต่ละธุรกรรม นอกจากนี้ ในบางธนาคารผู้ใช้งานยังให้บริการยืนยันการทำธุรกรรมด้วย “โมบายล์ โทเค็น” หรือรหัสส่วนตัวที่กำหนดโดยตัวผู้ใช้งานเอง ช่วยเพิ่มขีดความปลอดภัย กรณีการถูกดักโจรกรรมข้อมูลผ่านทาง SMS และสามารถทำรายการต่อได้แม้ว่าจะเดินทางอยู่ในต่างประเทศและไม่ได้เปิดบริการโรมมิ่ง

· เชื่อมทัชพ้อยน์ รับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

แม้จะมีระบบการแจ้งเตือนผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ติดตามข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ธนาคารจึงจำเป็นต้องพัฒนา และเชื่อมต่อการแจ้งเตือนธุรกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้ในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ทางอีเมล สำหรับกลุ่มคนทำงาน ข้อความ SMS ที่เหมาะกับกลุ่มที่ไม่เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยีมากนัก หรือแม้กระทั่งไลน์ (LINE) แอปพลิเคชัน ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก

· ป้องกันรายการที่น่าสงสัยผ่าน 2-way SMS

2-way SMS เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์เสริมความปลอดภัย ที่นำมาใช้เพื่อความปลอดภัยของการใช้บัตร เมื่อธนาคารพบว่ามีรายการที่น่าสงสัยผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต ธนาคารจะส่งข้อความไปยังลูกค้าเพื่อตรวจสอบว่าลูกค้าได้ทำรายการดังกล่าวจริงหรือไม่ ในกรณีที่ลูกค้าตอบกลับว่าลูกค้าไม่ได้ทำรายการนั้นๆ ด้วยตนเอง ธนาคารฯ จะทำการอายัติบัตรและติดต่อลูกค้าเพื่อให้คำแนะนำในลำดับต่อไป ซึ่งเป็นการป้องกันรายการทุจริตอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น

· ไบโอเมตริกซ์อัจฉริยะ

เทคโนโลยีล่าสุดที่พัฒนาขึ้นสอดรับกับความสามารถของสมาร์ทโฟน ซึ่งบางธนาคารได้นำเอาการพิสูจน์ตัวตนทางชีวภาพ หรือ ไบโอเมตริกซ์ (Biometric Authentication) เช่น การตรวจสอบลายนิ้วมือ และการจดจำใบหน้า เพื่อใช้ในการเข้าล็อกอินสู่แอปฯ และใช้ยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรม ซึ่งให้ความปลอดภัยที่สูง ยากที่จะถูกลอกเลียน เมื่อเปรียบเทียบกับการใส่รหัสผ่านหรือโอทีพี และยังอำนวยความสะดวกและรวดเร็วกับลูกค้ามากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ธนาคารซิตี้แบงก์ มีข้อแนะนำ 5 ขั้นตอนในกรณีผู้ใช้งานคาดว่ามีแนวโน้มถูกโจรกรรมข้อมูล ได้แก่

  1. ปิดการเชื่อมต่อไวไฟ (Wi-Fi) แล้วใช้สัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์แทน ในการเข้าสู่โมบายล์แอปฯ
  2. ตรวจสอบรายการใช้จ่ายหรือการทำธุรกรรมล่าสุดทันทีผ่านแอป
  3. ระงับการใช้งานบัตรชั่วคราวผ่านแอปฯ ทันทีที่พบรายการที่น่าสงสัย
  4. เปลี่ยนรหัสผ่าน และรหัสแอปฯ ใหม่
  5. ติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อแจ้งรายการที่น่าสงสัยทันที