50 เสน่ห์แห่งรสชาติแปลกใหม่เคล้ากลิ่นอายตะวันตก ผสานรสชาติตะวันออก สองความต่างที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/603903

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

50 เสน่ห์แห่งรสชาติแปลกใหม่เคล้ากลิ่นอายตะวันตก ผสานรสชาติตะวันออก สองความต่างที่ลงตัว

ร่วมดื่มด่ำเสน่ห์แห่งรสชาติอาหารจานใหม่ จากโคสต์ บีชคลับและบิสโทร ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ หัวหิน

กลายเป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมสุดสร้างสรรค์ ด้วยห้องอาหาร โคสต์ บีชคลับและบิสโทร และทีมคัลลินารีมากฝีมือ ขอต้อนรับช่วงเวลาปลายฝนต้นหนาวในเดือนตุลาคมด้วยรายการอาหารจานใหม่ที่สร้างสรรค์ประจำปีนี้ เพื่อมอบ 50 เสน่ห์แห่งรสชาติแปลกใหม่ เคล้ากลิ่นอายตะวันตกแต่ผสานรสชาติแบบตะวันออกอย่างลงตัว พร้อมให้ทุกท่านได้สัมผัสตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป

สำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ห้องอาหาร โคสต์ บีชคลับและบิสโทร ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน เชิญทุกท่านสัมผัส 50 เสน่ห์แห่งรสชาติ จากรายการอาหารเมนู อะ ลา คาร์ท (à la carte) ที่สร้างสรรค์ใหม่ประจำปีนี้ด้วยหลากหลายวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก เคล้ากลิ่นอายตะวันตกแต่ผสานรสชาติแบบตะวันออกไว้อย่างลงตัวให้ทุกท่านได้ลองรับประทาน

เริ่มต้นประสบการณ์รับประทานอาหารเปี่ยมเสน่ห์ จากอาหารเรียกน้ำย่อยจานเด่น อาทิ เซบิเช่ ทอสทาดา (Tuna Ceviche Tostadas) อาหารว่างสไตล์เม็กซิกันที่เชฟนำเสนอความสดใหม่ของปลาทูน่าเนื้อนุ่ม ควบคู่รสสัมผัสที่หลากหลาย ทั้งจากแป้งตอร์ติญ่าบางกรอบขนาดพอดีคำ อโวคาโดเขียวสดเนื้อฉ่ำ พริกฮาลาพินโญ่เผ็ดร้อนจัดจ้าน ก่อนตัดรสชาติด้วยมะนาวสดและซอสสูตรพิเศษชวนอร่อยแบบไม่ซ้ำใคร สลัดมะเขือเทศและชีสบูราต้า (Heirloom tomato salad with Burrata) อร่อยชุ่มฉ่ำรสหวานอมเปรี้ยวจากสลัดมะเขือเทศหลากสีชวนรับประทาน เคียงน้ำสลัดบัลซามิกสูตรเฉพาะที่สร้างสมดุลแห่งรสชาติแก่ชีสบูราต้าเข้มข้นแต่มอบความละมุนลิ้น ที่เสิร์ฟเคียงมาในจานอาหารนี้ได้เป็นอย่างดี

ต่อเนื่องในเสน่ห์แห่งรสชาติด้วยอาหารจานหลักหลากหลายรูปแบบ ทั้งสปาเก็ตตี้ทะเลครีมซอสไวน์ขาว จานคลาสสิกด้วยเส้นสปาเก็ตตี้เหนียวนุ่ม เคียงหอยทะเลตัวโตเนื้อแน่นนานาชนิดในซอสครีม ที่ได้รสชาติกลมกล่อมจากไวน์ขาวฝรั่งเศสและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแซฟฟรอน เพิ่มความลงตัวให้จานนี้อย่างดีเยี่ยม สเต็กปลากะพงสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เนื้อปลากะพงขาวชิ้นโต หวานแน่นความสดใหม่ ที่เสิร์ฟบนความสดชื่นของสลัดมะเขือเทศสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนแสนสดชื่นและไมโครกรีนหลากสี ก่อนเพิ่มมิติรสชาติด้วยสลัดรสชาติแบบยำไทย เป็นจานอาหารแสนอร่อยสำหรับทุกคน

หรือหากคุณหลงใหลในเสน่ห์ของสเต็กชิ้นโต โคสต์ บีชคลับและบิสโทร ขอแนะนำ สเต็กเนื้อวัวแองกัส ที่เน้นเนื้อสันในส่วนเทนเดอร์ลอยน์ (Tenderloin) จากประเทศออสเตรเลียที่นุ่มอร่อย เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงรสเยี่ยม อาทิ มันฝรั่งอบเนยทรัฟเฟิล สลัดมะเขือเทศและเห็ดนานาชนิด เคียงซอสรสเข้มข้นที่ผสานกลิ่นอายตะวันออกด้วยรสอันโดดเด่นของผลเก๋ากี้ดำ หรือ โกจิเบอร์รี (Goji Berry) มากสรรพคุณ พลางลิ้มลองเมนู พิซซ่ากะเพราไก่ไข่ดาว แสนคลาสสิคแต่เต็มไปด้วยรสชาติที่แปลกใหม่จากซอสพิซซ่าสูตรกะเพราเข้มข้นที่มีที่โคสต์เท่านั้น ก่อนปิดท้ายมื้อพิเศษในครั้งนี้ด้วย หนึ่งในเมนูของหวานสุดอลังการที่เชฟภูมิใจนำเสนอ เฟลม ช็อคโกแลต โรมานอฟ ที่เสิร์ฟพร้อมเปลวไฟสุดอลังการจาก แอบแซงธ์ ทรงพลัง มอบความนุ่มลึกของรสชาติ ให้แก่ ไอศกรีมวานิลลา สตรอว์เบอร์รี โรมานอฟ และ ช็อคโกแลตบอล ในเมนูนี้ได้เป็นอย่างดี

พลาดไม่ได้กับประสบการณ์การรับประทานครั้งใหม่ที่เปี่ยมเสน่ห์แห่งรสชาติ จากเมนูจานเด่น กว่า 50 รายการ สร้างสรรค์เป็นพิเศษโดยทีมคัลลินารีมากฝีมือแห่งห้องอาหาร โคสต์บีชคลับและบิสโทร ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ที่พร้อมมอบความแปลกใหม่ในวงการอาหารเมืองหัวหิน พลางแบ่งปันเรื่องราวและเสียงหัวเราะกับเพื่อนหรือคนรัก ท่ามกลางสายลม แสงแดด ดวงดาวและเกลียวคลื่น

“50 เสน่ห์แห่งรสชาติ” ให้บริการสำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ณ ห้องอาหารโคสต์บีชคลับและบิสโทร โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ในราคาเริ่มต้น 140++ บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ 0 3251 2021-38

The Faces Gallery & Gastro Bar ชิมเมนูฟิวชั่นสุดตื่นตา ชื่นอุรากับศิลปะล้ำค่าน่าอภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/598084

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 14:40 น.

The Faces Gallery & Gastro Bar ชิมเมนูฟิวชั่นสุดตื่นตา ชื่นอุรากับศิลปะล้ำค่าน่าอภิรมย์

ใครมีแพลนขึ้นเหนือแอ่วเมืองเชียงใหม่ ลิสต์ร้านนี้ไว้ไม่ผิดหวัง “The Faces Gallery & Gastro Bar” หลบมุมซุ้มเมืองโบราณ ชิมอาหารรสดี เต็มอิ่มอาหารตา ชื่นอุรางานศิลป์

มีโอกาสไปเยือนเชียงใหม่หลายครั้ง แต่ละครั้งก็มักได้รับความประทับใจกลับมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ได้อิ่มเอมเปรมใจไปกับอาหารฟิวชั่น คั่นด้วยเสียงน้ำตก หลบร้อนที่มุมเมืองลึกลับที่รายล้อมด้วยศิลปะโบราณท่ามกลางต้นไม้สุดร่มรื่น ของร้าน The Faces Gallery & Gastro Bar (เดอะ เฟสเซส แกลอรี่ แอนด์ กาสโทร บาร์)

ร้านนี้อยู่ใกล้ประตูเชียงใหม่ เพียงแค่ 200 เมตร สังเกตป้ายร้านง่ายๆ เดินเข้าซอยนิดเดียวก็จะมองเห็นซุ้มประตูหน้าร้านที่ทำจากอิฐมอญฟิลเมืองโบราณตั้งตระหง่านทางขวามือ เดินเข้ามาภายในสัมผัสกับความมีเสน่ห์ผสานมนต์ขลังอารยธรรมเก่าแก่เหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปอยู่ในอาณาจักรขอมโบราณ ตื่นตาไปกับงานศิลปะ เทวรูป และประติมากรรมฝาผนัง

ด้านอาหารและเครื่องดื่มจัดเต็มไม่น้อยหน้าด้วยเมนูฟิวชั่นที่เสิร์ฟมาหรูหราน่าลั่นชัตเตอร์ เริ่มด้วยเครื่องดื่มดับร้อนอย่าง เปปเปอร์มิ้นต์โซดา (85 บาท) สดชื่น หอม หวาน เย็น สมเป็นเปปเปอร์มิ้นต์ ตามด้วย สตรอเบอร์รี่สมูทตี้ (120 บาท) แก้วนี้เปรี้ยวหวานกลมกล่อม ยังมีเครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร อาทิ น้ำส้ม สับปะรด มะม่วง เสาวรส มะตูม อัญชันน้ำผึ้งมะนาว

ด้านเมนูเรียกน้ำย่อยแนะนำเป็น สะเต๊ะไก่ (150 บาท) ได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศมาแต่ไกล สำหรับไก่สะเต๊ะย่างร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหมกไก่ อาจาด และน้ำจิ้ม ต่อด้วย เมี่ยงปลาทอด (220 บาท) เมนูที่ประยุกต์มาจากอาหารไทยโบราณ เนื้อปลาชุบแป้งทอดกรอบเสิร์ฟคู่ใบชะพลูและน้ำเมี่ยงสูตรพิเศษของร้าน ใครชอบรสจี๊ดจ๊าดขึ้นมาหน่อยต้อง สลัดยำทูน่า (160 บาท) สลัดผักไฮโดรโปนิก ท็อปด้วยปลาทูน่า ราดน้ำสลัดสไตล์ยำไทยให้รสเผ็ดเปรี้ยวหวานลงตัว

ต่อที่ สปาเก็ตตี้เขียวหวานทะเล (220 บาท) เมนูเส้นเหนียวหนึบคลุกเคล้าน้ำแกงเขียวหวานของไทย ใส่ซีฟู้ดไซส์บิ๊กทั้งหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อปลา หรือจะลองเป็นสปาเก็ตตี้ขี้เมา สปาเก็ตตี้ต้มยำ ทางร้านนี้ก็มีให้เลือก ส่วนคนชอบพิซซ่าแป้งบางกรอบต้องร้องว้าวกับ The Faces Pizza (420 บาท) พิซซ่าอบเตาฟืนหน้าตาดีมีทั้งพาร์ม่าแฮม สโมกแซลมอน ไข่ ผักร็อกเก็ต มะกอกดำ มอสซาเรลล่าชีส มาสคาโปนชีส ซอสมะเขือเทศ นอกจากนี้ ยังมีพิซซ่าหน้าต่างๆ อาทิ พิซซ่านาโปลี ซาลามี่ ไส้กรอกรมควัน แฮมเห็ด นูเทลล่า

ปิดท้ายด้วยเมนูสายเลือดไทยอย่าง ต้มข่าไก่ ต้มยำเห็ด ต้มยำทะเลน้ำไส-น้ำข้น ส่วนที่ถูกใจคนรีวิวยกให้ แกงคั่วหอยขมใบชะพลู (200 บาท) แกงไทยในตำนานที่หาทานรสอร่อยแบบนี้มีไม่กี่ร้าน ด้วยน้ำแกงคั่วที่เข้มข้น ขลุกขลิก หอม เผ็ดนิดหน่อย อร่อยหนุบหนับกับเนื้อหอยขมที่ใส่มาเยอะสมราคา กินกับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากั๊นเข้ากัน

ตามมาเช็กอินเพื่อพิสูจน์ความฟินแบบนี้ ได้ที่ร้าน The Faces Gallery & Gastro Bar ตั้งอยู่ที่ราชมรรคา ซอย 6  เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 13.00-22.00 น. โทร. 089-009-6969

6 ประเทศขึ้นชื่อเรื่องกาแฟ กับวัฒนธรรมการดื่มอันมีเอกลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/603692

  • วันที่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 07:20 น.

6 ประเทศขึ้นชื่อเรื่องกาแฟ กับวัฒนธรรมการดื่มอันมีเอกลักษณ์

เป็นที่ทราบกันดีว่า กาแฟคือหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมของโลก เราจึงขอเอาใจคอกาแฟที่ชอบท่องเที่ยว ด้วยการคัดสรร 6 ประเทศทั่วโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟและวัฒนธรรมการดื่มกาแฟอันมีเอกเอกลักษณ์ มาเป็นไอเดียเพิ่มพลังระหว่างท่องเที่ยว

อิตาลี

เมื่อพูดถึงกาแฟก็ต้องเริ่มที่อิตาลี ซึ่งเป็นประเทศมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟสมัยใหม่มาก เริ่มจากกาแฟลิงโก้ (lingo) เช่น คาปูชิโน่ ลาเต้ และมัคคิอาโต ไปจนถึงกาแฟลุงโก้ (lungo) หรือกาแฟสไตล์อิตาลีที่ทำจากเครื่องชงเอสเปรสโซ่และมีน้ำเป็นส่วนผสมมากกว่ากาแฟลิงโก้ คนอิตาลีมีวิธีการดื่มกาแฟที่น่าสนใจ โดยพวกเขาจะดื่มกาแฟที่บ้าน และถือว่านมมีไว้สำหรับมื้อเช้าและนักท่องเที่ยวเท่านั้น ดังนั้นถ้าสั่งลาเต้ตบท้ายมื้อกลางวัน คนขายอาจจะมองคุณแปลกๆ สักหน่อย เพราะปกติแล้วหลังจากเวลาเที่ยงวัน หากอยากดื่มกาแฟ คนอิตาลีจะดื่มแต่เอสเพรสโซเท่านั้น

การซื้อกาแฟแบบกลับบ้าน (take away) อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศอื่นๆ แต่วัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวอิตาเลียนจะต่างออกไปเล็กน้อย โดยมักไปดื่มกาแฟกันที่บาร์ และอุณหภูมิของกาแฟก็จะต่ำกว่าของกาแฟในประเทศอื่นเล็กน้อย เหมาะสำหรับยกดื่มทันที แล้วก็จ่ายเงินเดินออกไปทำธุระของตัวเองต่อเลย

อาจจะยากสักหน่อยที่จะตัดสินว่ากาแฟจากที่ไหนในอิตาลีดีที่สุด แต่เมืองตูริน (Turin) บ้านเกิดของแบรนด์ Lavazza และเมืองทรีเอสเต้ (Trieste) บ้านเกิดของแบรนด์ Illy นับเป็นสองเมืองที่มีชื่อเสียงมากเรื่องกาแฟ สำหรับที่พักในเมืองทางเหนือติดเทือกเขาแอลป์อย่างตูริน ที่มีพิพิธภัณฑ์ Lavazza อโกด้าขอแนะนำโรงแรม NH Torino Santo Stefano (https://www.agoda.com/nh-torino-santo-stefano/hotel/turin-it.html?site_id=1811392) ส่วนที่พักในเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือติดทะเลอย่างทรีเอสเต้ ขอแนะนำโรงแรม Hotel Continentale (https://www.agoda.com/hotel-continentale/hotel/trieste-it.html?site_id=1811392) ไม่ไกลจากโรงงาน Illy Caffe สถานที่ประดิษฐ์เครื่องทำกาแฟอัตโนมัติเครื่องแรก ซึ่งเปิดให้เข้าเยี่ยมชมในวันธรรมดา

ฟินแลนด์

มาเที่ยวฟินแลนด์ทั้งที คอกาแฟไม่ควรพลาด kaffeost หรือกาแฟชีส หนึ่งในเมนูสุดคูลที่คนนอร์ดิก (Nordic) สร้างสรรค์ขึ้นมาจากความคิดที่ว่า จะเป็นยังไงถ้าจุ่มก้อนชีสลงไปในกาแฟ

ด้วยความที่อาหารฟินแลนด์และอาหารสวีเดนทางเหนือเป็นอาหารที่มีรสชาติเข้มข้น รวมถึงให้เนื้อสัมผัสแบบครีม คนในท้องถิ่นจึงพยายามผสมผสานเอกลักษณ์นี้กับกาแฟ เพื่อให้กาแฟมีรสชาติถูกปากมากขึ้น เหตุนี้เองคนฟินแลนด์จึงเป็นผู้บริโภคกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก เฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะดื่มกาแฟ 12 กิโลกรัมต่อปี

สำหรับใครที่วางแผนไปผจญภัยฟินแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงหน้าหนาวที่ระยะเวลากลางวันสั้นกว่ากลางคืน หรือในช่วงหน้าร้อนที่ระยะเวลากลางวันยาวกว่ากลางคืน แนะนำโรงแรม Scandic Aviacongress (https://www.agoda.com/scandic-aviacongress_2/hotel/helsinki-fi.html?site_id=1811392)

ตุรกี

ตุรกีเป็นชาติที่จริงจังเรื่องการดื่มกาแฟถึงขนาดมีคำพูดที่ว่า “เมื่อคุณดื่มกาแฟตุรกีหนึ่งแก้ว คุณจะจำรสชาติของมันไปได้นานสี่สิบปี” กาแฟตุรกี (Türk kahvesi) มี 4 ระดับ ขึ้นอยู่กับปริมาณของกาแฟที่ใส่ลงไปในหม้อต้มกาแฟขนาดเล็กและตัวกาแฟขณะต้ม Sade หรือ ?ekersiz คือแค่กาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล Az ?ekerli คือกาแฟที่ใส่น้ำตาลครึ่งช้อน Orta คือกาแฟที่ใส่น้ำตาลหนึ่งช้อน สุดท้าย ?ekerli คือกาแฟหวานที่ใส่น้ำตาลสองช้อน

กาแฟตุรกีจะผ่านการชงให้ได้อุณหภูมิที่พอเหมาะ คนให้เข้ากัน จากนั้นจึงเสิร์ฟพร้อมฟองครีมด้านบน และชั้นกาแฟดำบดด้านล่าง หาดื่มได้ทั่วไปทั้งในโรงแรมระดับไฮเอนด์และตามถนนในอิสตันบูล เมืองที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน ส่วนที่พักขอแนะนำโรงแรม Tria Hotel Istanbul (https://www.agoda.com/tria-hotel-istanbul/hotel/istanbul-tr.html?site_id=1811392) ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับกาแฟบนระเบียง พร้อมชมวิวอันสวยงามของช่องแคบบอสพอรัส (Bosphorus) มัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque) และสุเหร่าโซเฟีย (Hagia Sophia)

เวียดนาม

เวียดนามถือเป็นผู้ส่งออกกาแฟอันดับ 2 ของโลก และเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟซึ่งสัมผัสได้แทบทุกมุมถนน โดยกาแฟเวียดนามจะชงผ่าน ‘ฟิน’ (phin) หรือเครื่องดริปของคนเวียดนาม ซึ่งคนเวียดนามจะรอให้กาแฟค่อย ๆ หยดจากเครื่องลงมาในแก้วที่มีน้ำแข็งและนมข้นอยู่ทีละหยดจนทุกอย่างผสมเข้ากัน กลายเป็นกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ หากใครอยากดื่ม cà phê s?a ?á หรือกาแฟเย็นที่หาได้ทั่วไป ต้องลองลิ้มรสสูตรพื้นบ้านของคนเวียดนาม ซึ่งจะผสมไข่ลงไปในกาแฟด้วย

นอกจากเขตเมืองเก่า (Old Quarter) ของเมืองฮานอยจะเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟ Giant Coffee แล้ว บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงแรมหลากหลายรูปแบบอีกด้วย แต่ถ้าคอกาแฟคนไหนอยากพักใกล้ๆ หนึ่งในร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก แนะนำโรงแรม Grand Cititel Hanoi (https://www.agoda.com/grand-cititel-hanoi-hotel/hotel/hanoi-vn.html?site_id=1811392)

ออสเตรเลีย

กาแฟมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมอย่างเมลเบิร์น ที่ซึ่งกาแฟไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่คือไลฟ์สไตล์ ลองเปลี่ยนจากร้านกาแฟชื่อดัง มาเดินเท้าสำรวจตรอกซอกซอยของเมลเบิร์น ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันและคาแรกเตอร์ รวมถึงร้านกาแฟสุดฮิปมากมาย ให้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิวัติกาแฟในท้องถิ่น พร้อมดื่มด่ำกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นที่ชงโดยบาริสต้ามากประสบการณ์ (https://thingstodo-agoda.viator.com/en/68407/tours/Melbourne/Melbourne-Cafe-and-Coffee-Culture-Walking-Tour/d384-3671CC?site_id=1811392)

สำหรับที่พัก ขอแนะนำ Turnkey Accommodation (https://www.agoda.com/turnkey-accommodation-north-melbourne_2/hotel/melbourne-au.html?site_id=1811392) ทางเหนือของเมลเบิร์น เพื่อความสะดวกในการตื่นเช้าไปเดินชิมกาแฟหอมกรุ่น

บราซิล

เนื่องจากบราซิลเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สำหรับคนบราซิลแล้วทุกเวลาคือเวลากาแฟ คนบราซิลชื่นชอบการดื่ม cafézinho (ภาษาโปรตุเกสของคำว่า ‘little coffee’) หรือกาแฟดำแท้รสชาติหวานเข้มข้น ซึ่งมีเสิร์ฟที่บาร์และร้านค้าเล็ก ๆ ในแทบทุกมุมของประเทศ และเป็นเมนูที่คนบราซิลนิยมกว่าไอซ์คาราเมลแฟรบปูชิโน่

ลองไปบราซิลในช่วงงาน Carnivale เดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 เพราะเป็นช่วงที่เหมาะกับการเติมคาเฟอีนเข้าร่าง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปาร์ตี้ตลอดทั้งวันทั้งคืนในเมืองริโอ สำหรับที่พัก ขอแนะนำโรงแรม Gerthrudes Bed & Breakfast (https://www.agoda.com/gerthrudes-bed-breakfast/hotel/all/rio-de-janeiro-br.html?site_id=1811392)

 

ข้อมูลจาก Agoda เว็บไซต์จองโรงแรม ที่พัก ทั่วโลก

ฮาโลวีนปีนี้ไปเล่นกับผีที่เมกาบางนา ตอน ‘คนเล่นของ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/603596

  • วันที่ 15 ต.ค. 2562 เวลา 13:58 น.

ฮาโลวีนปีนี้ไปเล่นกับผีที่เมกาบางนา ตอน 'คนเล่นของ'

ไปเขย่าขวัญสั่นประสาทกับมหกรรมเล่นกับผีที่เมกาบางนา ตอน “คนเล่นของ” 18-31 ต.ค. 2562

ฮาโลวีนปีนี้ ศูนย์การค้าเมกาบางนา ขอท้าคนกล้า ร่วมพิสูจน์ความลี้ลับของไสยศาสตร์มนต์ดำตามความเชื่อของไทย ในงาน “มหกรรมเล่นกับผีที่เมกาบางนา ตอน คนเล่นของ” ระหว่างวันที่ 18-31 ตุลาคม 2562 ณ เมกา พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าเมกาบางนา พบกับกิจกรรมความบันเทิงแนววาไรตี้ที่ให้เหล่าผู้กล้ามาท้าความหลอนกับตำนานอาถรรพ์ โดยจำลอง “ทมิฬเทวาลัย” ตำหนักคุณไสยในตรอกมนต์ดำ ที่มีเรื่องราวเล่าขานถึงความน่ากลัว และความสยดสยอง ในทุกมิติ ถึง 8 ห้อง พร้อมด้วยภารกิจหาทางหลุดพ้นจากอาถรรพ์อันน่าสะพรึงของคนเล่นของ ร่วมชิงรางวัล รวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท

งานมหกรรมเล่นกับผีที่เมกาบางนา ตอน คนเล่นของ จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 พร้อมเพิ่มดีกรีความหลอนขึ้นทุกๆ ปี โดยปีนี้ ได้นำเสนอความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังที่ฝังไสยศาสตร์มนต์ดำ ผ่านเรื่องราวสมมุติของ “ทมิฬเทวาลัย” ตำหนัก คุณไสยในตรอกมนต์ดำ เป็นสถานที่ที่ใครอยากได้อะไรให้มาขอได้ ทั้ง ลาภ ยศ ชื่อเสียง และเมตตามหานิยมต่าง ๆ แต่เมื่อผู้มาขอได้สิ่งที่ขอ และสมปรารถนาแล้ว หลายคนก็ลืมสัจจะวาจาที่รับปากไว้ว่าจะดำรงตน เพื่อดูแลรักษาของที่ได้ไปอย่างดีด้วยใจศรัทธา และหากทำตามสัญญาไม่ได้ ความน่ากลัวจะบังเกิด เพื่อทวงคืนสิ่งที่สัญญาเอาไว้

งานนี้ เมกาบางนา ได้สร้าง “ทมิฬเทวาลัย” ขึ้นใหม่เต็มพื้นที่ของเมกา พลาซ่า พร้อมจัดเต็มเทคนิคความหลอนต่าง ๆ เพื่อให้เหล่าผู้กล้าได้ตื่นเต้นเร้าใจในทุกมิติสัมผัสของภารกิจชวนในทมิฬเทวาลัยแห่งนี้ โดยแบ่งเป็นห้องต่าง ๆ จำนวน 8 ห้อง ได้แก่

(1) ลานต้องมนต์ ทางเข้ามายังตำหนักทมิฬเทวาลัยที่เลื่องลือ ด้วยความศรัทธาในอาคมของอาจารย์ทมิฬเพราะทุกคนต้องการได้ของขลังของดีติดตัวกลับไป แต่หารู้ไม่ว่า… สถานที่แห่งนี้มีแต่ของอัปปรีย์ คำสาปแช่ง และ ผีสัมภเวสีที่ตายเพราะทำตามสัญญาของตนไม่ได้ ซึ่งยังคงวนเวียนเป็นผีเฝ้าตำหนักคุณไสยแห่งนี้มาเนิ่นนาน

(2) สุสานศาลพระภูมิ บริเวณที่รกร้าง เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของศาลพระภูมิที่ถูกทิ้งไว้เมื่อหมดประโยชน์ ซึ่งมี ความน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่

(3) ทางผ่านสัมภเวสี ป่าอันรกร้างที่เป็นเหมือนสื่อกลางและช่องผีผ่าน ที่เต็มไปด้วยเหล่าสัมภเวสีและผีเร่รอนที่ยังคงเวียนว่ายรอรับบุญกุศลจากคนใจบุญที่ผ่านไปมา แต่กลับไม่เคยได้แม้แต่เศษเสี้ยวผลบุญ เพราะแท้จริงแล้วทางผ่านนี้มีแต่ความอัปปรีย์ คำสาป และคนใจบาปที่ผ่านเข้าออก

(4) ตรอกมืด ที่เป็นชุมชนเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพร้อมกับเรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ตรอกแห่งนี้ รกร้างและปราศจากผู้คน เหลือทิ้งไว้เพียงแต่วิญญาณร้ายที่ถูกกักขังอยู่และรอวันที่จะถูกปลดปล่อย เพื่อทวงคืนความแค้น

(5) ลานของต่ำ ที่รวบรวมของต้องห้ามอันพึงระวังของคนมีของ ที่ห้ามฝ่าฝืน หากไม่ระวังของนั้นจะเข้าตัว

(6) ผีลูกกรอก ที่กักขัง วิญญาณร้าย อันเต็มไปด้วยความแค้น ความอาฆาตพยาบาท ซึ่ง ลูกกรอก คือหนึ่งในดวงวิญญาณเหล่านั้น เลี้ยงให้ดีมันจะให้คุณ แต่ถ้าไม่มีบุญ มันจะเลือกให้ผู้เลี้ยงจบชีวิตอย่างทรมาน และเตรียมปิดฉากความสยองขวัญในห้องที่ 7 และ 8 กับความลับสุดสะพรึง ที่คุณจะต้องพิชิตภารกิจหาทางหลุดพ้นจากอาถรรพ์แห่งทมิฬเทวาลัย

ขอเชิญเหล่าผู้กล้าท้าอาถรรพ์ของคนเล่นของในงาน “มหกรรมเล่นกับผีที่เมกาบางนา ตอน คนเล่นของ ระหว่างวันที่ 18-31 ตุลาคม 2562 เวลา 12.00-24.00 น. ณ เมกา พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าเมกาบางนา (สงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่อายุ 13 ปีขึ้นไป) บัตรราคา 300 บาท และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มี Megabangna Application ลดราคาบัตรเหลือเพียง 200 บาทเท่านั้น ซื้อบัตรและจองรอบล่วงหน้าที่ http://www.zipeventapp.com ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคมนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 02-105-1000 และ www.mega-bangna.com

DGB. เติมเต็มทุกสัมผัสแบบฉบับโคเรียนสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/603530

  • วันที่ 15 ต.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

DGB. เติมเต็มทุกสัมผัสแบบฉบับโคเรียนสไตล์

Dak Galbi กับคอนเซ็ปต์ใหม่ DGB. แฟล็กชิพสโตร์อร่อยนำทุกเทรนด์ เติมเต็มประสบการณ์ทุกสัมผัสแบบฉบับโคเรียนสไตล์ ประเดิมสาขาแรกที่ลิโด้ คอนเน็คท์ สยามสแควร์

 

สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ที่ร้อยเรียงมาอย่างกลมกล่อม และความอร่อยที่นำทุกเทรนด์ กับ Dak Galbi (ทัคคาลบี้) แบรนด์ร้านอาหารเกาหลีกระทะร้อนเจ้าแรกในไทย ที่ครั้งนี้เปิดตัวร้านใหม่ในคอนเซ็ปต์ DGB. (ดีจีบี) แฟล็กชิพสโตร์รูปโฉมใหม่เอี่ยม ทั้งการตกแต่งร้าน เมนูอาหาร และซอสที่มีให้เลือกหลากหลาย พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยรูปแบบใหม่ให้อร่อยฮ็อตกว่าเคย กับสาขาแรก ลิโด้ คอนเน็คท์ สยามสแควร์

 

กว่า 7 ปีที่ Dak Galbi นำเสนออาหารเกาหลีจานร้อนสู่ผู้บริโภคชาวไทย ภายใต้สโลแกน “ผัดร้อน…อร่อยฮ็อต” จนเป็นที่คุ้นเคย ครั้งนี้ DGB. (ดีจีบี) จะมาช่วยสร้างประสบการณ์พิเศษให้เป็นมากกว่ามื้ออาหาร ด้วยการรังสรรค์ทุกๆ องค์ประกอบของร้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบตกแต่งร้าน หน้าตารสชาติอาหาร เสียงเพลง เพื่อประสบการณ์พิเศษแบบ K-cult หรือวัฒนธรรมเกาหลีในทุกสัมผัส

 

ด้านดีไซน์การออกแบบตกแต่ง DGB. ในรูปแบบใหม่ โดยแบ่งเป็น STAGE ต่างๆ เน้นความสนุกสนานและสีสันจัดจ้านโดนใจคนรุ่นใหม่ เริ่มด้วย DGB. STAGE โชว์ลีลาการปรุงอาหารในครัวเปิด SIDES STAGE มุมตักเครื่องเคียงได้ตามใจ ส่วน DRINKS STAGE ที่จะมาสร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มให้ทุกคนได้ดื่มด่ำ

 

ส่วนความสนุกของการรับประทานที่ DGB. คือทุกคนสามารถครีเอทเมนูได้ตามใจ จากความแตกต่างของรสชาติความอร่อยของซอสทั้ง 4 รสชาติ โดยสามารถเลือกความอร่อยได้ถึง 4 รสชาติใน 1 กระทะ ซึ่ง DGB. ได้เพิ่มซอสใหม่อีก 2 รสชาติ ได้แก่ ซอส Apple Curry  (แอปเปิล เคอร์รี่) และ Creamy Cheesy (ครีมมี่ ชีสซี่) ทั้งมีวัตถุดิบระดับพรีเมียมให้เลือกอร่อยกัน พร้อมเครื่องเคียงที่มีให้หลากหลาย แบบเติมได้ไม่อั้น เมื่อสั่งเมนูใดก็ตาม จะมีสต๊าฟปรุงให้อย่างพิถีพิถัน ผ่านลีลาการผัดที่สร้างความเพลิดเพลินเปรียบดั่งการแสดงโชว์ของเหล่าไอคอนที่มารวมตัวกันบน Main Stage

 

สำหรับเมนูแนะนำที่ได้รับการมิกซ์แอนด์แมทช์อย่างลงตัวต้อง ไก่ผัดซอสคาลบี้ เมนูซิกเนเจอร์ที่ได้ความกลมกล่อมจากซอสคาลบี้แทรกซึมไปในความนุ่มเด้งของเนื้อไก่ เลือกใช้ไก่เบญจา ปลอดสาร ปลอดภัย หรือจะเป็น เนื้อวัวสันนอกผัดซอสบูลโกกิ อีกหนึ่งซอสขึ้นชื่อที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม ผสานรสชาติความหวานของน้ำผึ้งและความหอมของพริกไทยดำได้อย่างลงตัว หมักกับเนื้อวัวจนเข้าเนื้อได้รสสัมผัสนุ่ม ชุ่มเนื้อฉ่ำซอส

 

 

 

คนรักแกงกะหรี่ต้องไม่พลาดลิ้มลอง ซีฟู้ดผัดซอสแอปเปิลเคอร์รี่ เข้มข้นด้วยเครื่องเทศแกงกะหรี่ เข้ากันดีกับซีฟู้ดสดๆ ที่คัดสรรอย่างดี อร่อยเหลือล้นจนไม่อยากหยุดรับประทาน และห้ามพลาดกับความหอมมันอร่อยที่ชีสเลิฟเวอร์ต้องลอง หอยเชลล์ฮอกไกโดผัดซอสครีมชีส ความหอมจากชีสละลายผสมกับครีมซอส เข้ารสกับหอยเชลล์ตัวโตจากฮอกไกโดได้อย่างลงตัว

 

ตามไปสัมผัสความอร่อยแบบฉบับโคเรียนสไตล์ กับ DGB. แฟล็กชิพสโตร์แห่งแรก ที่ลิโด้ คอนเน็คท์ สยามสแควร์  เปิดให้บริการทุกวันเวลา 10.00-22.00 น.  และเตรียมเปิดบริการในอีก 3 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว, ยูเนี่ยน มอลล์, เทอร์มินอล21 อโศก หรือติดตามความอร่อยที่นำทุกเทรนด์ได้ทาง Facebook /Instagram : DGB.dakgalbi

หมอยก 7 ข้อดีกาแฟชะลอวัย แต่ต้องใช้ให้ถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604590

  • วันที่ 26 ต.ค. 2562 เวลา 10:18 น.

หมอยก 7 ข้อดีกาแฟชะลอวัย แต่ต้องใช้ให้ถูก

ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย เผย 7 ข้อดีกาแฟชะลอวัย แต่ต้องใช้ให้ถูก

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย กล่าวว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มประจำของใครหลายคน แต่ก็มีไม่น้อยที่กังวลว่าถ้าดื่มในปริมาณมากไปก็จะผลกระทบต่อร่างกาย จึงอยากให้รู้ถึงฤทธิ์ของ “คาเฟอีน” ที่เกินไปจะทำให้มีผลต่อร่างกายเราคือ ปวดหัว มึนศีรษะ ใจสั่น นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ท้องเสีย สำหรับอาการที่ควรพบแพทย์ได้แก่อาการเจ็บหน้าอก กระเนื้อกระตุกหรือชักกระตุกซึ่งอาจเกิดได้จากคาเฟอีนทำพิษ มีคนไข้จำนวนหนึ่งที่มาปรึกษาเรื่องชะลอวัยแต่ใจก็ยังคงอยากดื่มกาแฟ ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่ข้อห้ามแต่อย่างใด เพราะในโปรแกรมชะลอวัยนั้นกาแฟก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วย “ชะลอวัย” ได้

โดยมีงานวิจัยที่ยืนยันในคุณสมบัติกาแฟดังนี้ 1) กระตุ้นร่างกาย ทำให้ร่างกายและสมองตื่นตัว กาแฟมีสารชื่อคล้ายกันคือ “แคฟเฟอีน” ที่ไปแย่งจับกับสารหยุดพักในสมองของเราทำให้ร่างกายตื่นตัว มีสารสื่อประสาทตัวอื่นเพิ่มคือนอร์เอพิเนฟรินและโดพามีนที่กระตุ้นสมอง 2) ช่วยเผาผลาญไขมัน แคฟเฟอีนในเครื่องดื่มสีดำนีช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้ร่างกายเรา 3-11% เชียวครับจากงานวิจัยของ Wageningen Agricultural University ที่เนเธอแลนด์ ส่วนการศึกษาตีพิมพ์ใน American Journal Clinical Nutrition ก็ชี้ว่ากาแฟเพิ่มการเบิร์นไขมันได้มากถึง 10% ในคนอ้วน ส่วนคนทั่วไปที่หุ่นลีนอยู่แล้วนั้นได้ถึง 29% อย่างไรก็ดีการดื่มกาแฟระยะยาวอาจลดผลในข้อนี้ 3) เพิ่มศักยภาพการออกกำลังกาย แคฟเฟอีนกระตุ้นระบบประสาทให้ส่งสัญญาณไปบอกก้อนเซลล์ไขมันให้สลายไขมัน นอกจากนั้นมันยังไปเพิ่มระดับสารอะดรีนาลินที่ไหลเวียนในเลือดของเราทำให้ร่างกายพร้อมที่เข้าสู่โหมดพร้อมใช้งานกล้ามเนื้อจึงทำให้แคฟเฟอีนช่วยเพิ่มพลังการออกกำลังกายได้ถึง 11-12% โดยเฉลี่ยจากการศึกษาในวารสาร International Journal Sport Nutrition Exercise Metabolism

4) กาแฟมีวิตามินและแร่ธาตุชั้นเยี่ยม ในกาแฟ 1 ถ้วยนั้นมีรายงานว่าประกอบด้วยวิตามินบี 2, บี 3, บี 5 และแร่ธาตุแมงกานีสกับโพแทสเซียม ซึ่งมีอยู่อย่างละไม่มากไม่มายแต่ก็ถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้วิตามินกับเราได้ 5) อาจช่วยลดเสี่ยงเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแสบในผู้ใหญ่ ดังในการศึกษาหลายชิ้นที่เผยว่าคนดื่มกาแฟมีความเสี่ยงเบาหวานลดลง 23-50% ซึ่งถือว่ามากทีเดียว โดยในรายละเอียดผู้วิจัยสรุปว่า 3 แก้วต่อวัน ส่วนงานวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยโอกลาโฮมาเผยว่าช่วยลดเสี่ยงได้ถึง 67% เลยทีเดียว

6) ปกป้องเราจากโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ การลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยในมนุษย์วัย 65 ปีขึ้นไปนี้อยู่ที่กินออกกำลังและกินอาหารที่ดี ส่วนการดื่มคอฟฟี่ก็มีสิทธิ์ช่วยได้ดังการศึกษาจากสถาบันประสาทวิทยามหาวิทยาลัยลิสบอนกล่าวว่าการบริโภคคาเฟอีนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กับงานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งจากโปรตุเกสเช่นกันลงตีพิมพ์ในวารสาร Journal Alzheimer’s disease ก็ได้มีการศึกษาเรื่องนี้ไว้(Caffeine intake and dementia :systemic review and meta-analysis) 7) ผู้พิทักษ์ตับแข็ง ตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุนะครับ ไม่ได้เกิดจากเหล้าอย่างเดียว แต่คนยุคใหม่ต้องระวังสาเหตุจากไวรัสตับอักเสบและไขมันจุกตับ(fatty liver)ที่ผมพบในคนไข้ที่มาหาหนาตามากขึ้นเรื่อยๆ มีรายงานว่าผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วต่อวันอาจช่วยลดเสี่ยงตับแข็งจากอัลกอฮอล์ได้ ดังมีการศึกษาจากฝ่ายวิจัยแพทยศาสตร์ Kaiser Permanente Medical Care Program เผยว่าคุณสมบัตินี้มาจากสารในกาแฟ ส่วนกาศึกษาจากภาควิชาสถิติและระบาดวิทยา University of Milan-Bicocca พบว่ากาแฟอาจระงับการเกิดโรคตับแข็งจากอัลกอฮอล์และไม่ได้มาจากอัลกอฮอล์ได้ ซึ่งทั้งนี้ไม่รวมเครื่องดื่มคาเฟอีนอื่นๆนะ

นพ.กฤษดา กล่าวว่า โดยสรุปคือการดื่มกาแฟมีผลดีต่อสุขภาพที่ควรทราบไว้ไม่ว่าจะเป็นผลต่อสมอง,ไขมันจุกตับ,การเผาผลาญ,เบาหวานหรือการลดน้ำหนักตัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจำเป็นต้องดื่มกาแฟเสมอไปเพราะในข้อดีต่างๆที่กล่าวมาสามารถหาได้จากการรับประทานอาหารอื่นๆเช่นกัน เช่นอยากช่วยสมองก็รับประทานปลาทูหรืออยากช่วยให้เบาหวานดีขึ้นก็รับประทานมะระขี้นก,อบเชยหรือหาแร่ธาตุโครเมี่ยมมารับประทานเสริมก็ได้แถมยังช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย

แพทย์ศิริราช เผย 5 เรื่องต้องรู้เมื่ออยู่กับโรคลมพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604422

  • วันที่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 12:11 น.

แพทย์ศิริราช เผย 5 เรื่องต้องรู้เมื่ออยู่กับโรคลมพิษ

แพทย์ รพ. ศิริราช อธิบายโรคลมพิษ อาการคันที่ร้ายแรงมากน้อยไม่เท่ากัน แต่ส่งผลกระทบในชีวิตประจำวันและการทำงาน พร้อมเผยสิ่งที่ควรปฏิบัติหากรู้ว่าตนเองนั้นเป็นโรคลมพิษ

“โรคลมพิษ” (Urticaria) ภัยใกล้ตัวที่เราทุกคนไม่ควรมองข้ามเพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้จะเป็นโรคที่ไม่มีความร้ายแรงมากนัก แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญใจให้กับผู้ป่วยค่อนข้างมาก ทั้งในด้านบุคลิกภาพ การทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าตนเองนั้นแพ้อะไร อีกทั้งด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในยุคปัจจุบัน ก็อาจเป็นอีกปัจจัยเร่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงของ“โรคลมพิษ” ได้เช่นกัน ดังนั้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมพิษอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ชิดก็เป็นได้

ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า เนื่องด้วยในวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันโรคลมพิษโลก โรงพยาบาลศิริราช จึงได้สานต่อจัดกิจกรรม “ศิริราชห่วงใย ชวนใส่ใจโรคลมพิษ ครั้งที่ 4” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของโรคลมพิษ ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็มีผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย รวมไปถึงการเข้าถึงการบำบัดรักษาที่เหมาะสม ในงานนี้ผู้ป่วยจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ในการรักษา ภายในงานได้มีกลุ่มผู้ป่วย บุคคลทั่วไป และบุคลากรทางแพทย์เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 100 คน

สำหรับสถานีที่จัดขึ้นมาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคลมพิษ มีจำนวน 4 สถานี ประกอบด้วย

สถานีที่ 1 – ยาที่ใช้การรักษาโรคลมพิษ สถานีที่ 2 – แบบประเมินอาการผู้ป่วยโรคลมพิษ สถานีที่ 3 และ 4 – การทดสอบผื่นลมพิษจากการสาเหตุทางกายภาพ

โดยทุกสถานีได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จักและทดลองทดสอบจริงกับอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อการวินิจฉัย ทั้งยังสามารถสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้อย่างใกล้ชิดตลอดงานอีกด้วย

รู้จักโรคลมพิษ

โรคลมพิษ (Urticaria) เป็นโรคที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นได้ เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อตัวกระตุ้น ผิวหนังจะมีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ไม่มีขุย มีขนาดตั้งแต่ 0.5-10 ซม. มักกระจายตามร่างกายอย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันตามบริเวณที่มีผื่นขึ้น โดยทั่วไปแต่ละผื่นจะอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง แล้วผื่นนั้นก็จะราบไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ แต่ก็สามารถมีผื่นใหม่ขึ้นที่อื่นๆ ได้

ผื่นเกิดจากการที่ร่างกายปล่อยสาร “ฮีสตามีน” (Histamine) และสารอื่นๆ ผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวม ตาบวม ร่วมด้วย รายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการปวดท้อง แน่นจมูก หายใจไม่สะดวก หอบหืด เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำได้ แต่ก็พบน้อยมาก

ชนิดของโรคลมพิษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. โรคลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria) ผื่นลมพิษที่จะเกิดขึ้นตามร่างกายในระยะเวลาติดต่อกันไม่เกิน 6 สัปดาห์ และ
  2. โรคลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria) ผื่นลมพิษที่จะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ อย่างต่อเนื่องนานเกินกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป

ผลกระทบของโรคและสิ่งที่ควรปฏิบัติหากรู้ว่าตนเองนั้นเป็นโรคลมพิษ

โรคลมพิษมักจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีความกังวลต่อการดำเนินชีวิตตลอดเวลา สิ่งที่ควรปฏิบัติหากรู้ว่าตนเองนั้นเป็นโรคลมพิษ เพื่อบรรเทาและป้องกันลมพิษได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังช่วยให้การวินิจฉัยของแพทย์สามารถทำได้ง่ายขึ้น ดังเช่น

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดลมพิษตามแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
  2. ต้องนำยาต้านฮิสตามีนติดตัวไว้เสมอ เมื่อเกิดอาการจะใช้ได้ทันที
  3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด
  4. ไม่แกะเกาผิวหนัง เพราะอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการเกา
  5. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วงซึม จนรบกวนการทำงานควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา

“ผื่นลมพิษในผู้ป่วยบางราย แม้ว่าแพทย์จะพยายามตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดแล้ว แต่ก็อาจหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่พบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันยังไม่มากพอที่จะอธิบายหาสาเหตุได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามแนะนำว่าผู้ป่วยโรคลมพิษควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งหากพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดลมพิษและหลีกเลี่ยงหรือรักษาสาเหตุนั้นได้ จะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายขาดได้” ศ.พญ.กนกวลัย กล่าวเสริม

Beginner’s Guide เมื่อมือใหม่หัดเข้ายิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604391

  • วันที่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 07:23 น.

Beginner's Guide เมื่อมือใหม่หัดเข้ายิม

ฟิตทำการบ้านก่อนไปเหมือนมีชัยกว่าครึ่ง!! เมื่อมือใหม่เริ่มไปยิมจะเล่นที่โซนไหนดี วันนี้โพสต์ทูเดย์ขอแนะนำ Beginner’s Guide to the Gym.

สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการเวิร์คเอ้าท์ หรือไปหาเพื่อนกลุ่มใหม่ที่มีใจรักในสุขภาพเช่นเดียวกัน วันแรกๆ บางคนอาจไม่กล้าเล่น ได้แค่เดินวนลองหยั่งเชิง วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูให้รู้กันไปเลยว่าแต่ละโซนในฟิตเนสเรียกว่าอะไร ใช้ทำอะไร และเหมาะกับการเล่นเพื่ออะไรบ้าง

…แต่ก่อนอื่นมาดูก่อนว่าไปฟิตเนสครั้งแรก เราควรเตรียมอะไรไปบ้าง?

  • เสื้อผ้า ขาดไม่ได้เลยคือชุดกีฬาที่สวมใส่สบาย มั่นใจ และเสื้อผ้าสำรองสำหรับเปลี่ยนหลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว
  • รองเท้า ถุงเท้า เตรียมรองเท้าคู่ใจใส่แล้วกระชับ ไม่กัด ส่วนสีสันจัดแค่ไหนก็อยู่ที่ใจไปเลย
  • ผ้าขนหนู บางคนอาจจะเตรียมผ้าขนหนูไป 2 ผืน เพื่อใช้สำหรับซับเหงื่อระหว่างการออกกำลังกาย และเช็ดทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนเล่น แต่ฟิตเนสบางแห่งก็มีบริการผ้าขนหนูฟรีสำหรับสมาชิก
  • โฟมล้างหน้า หลังออกกำลังกาย เราควรอาบน้ำล้างคราบเหงื่อไคล ทำให้ร่างกายสดชื่น ส่วนผิวหน้าก็ต้องทำความสะอาดหลังออกกำลังกายเช่นกัน อย่าลืมนะ
  • ตัวช่วยลดกลิ่น อาบน้ำสดชื่นแล้วก็ต้องเพิ่มกลิ่นเติมความมั่นใจกันหน่อยกับโรลออนหรือสเปรย์ดับกลิ่นตัวที่ตัวเองชอบ
  • หูฟังและสมาร์ทโฟน ไปวันแรกๆ ยังไม่รู้จักใคร แก้เขินด้วยการฟังเพลงไปวิ่งไป ก็เป็นอะไรที่ไม่เลวนะ นอกจากนี้ เสียงเพลงยังทำให้เราเพลิดเพลินและช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ ลองพกสมาร์ทโฟนพร้อมเพลย์ลิสต์เพลงมันส์ และเพลงโปรดติดตัวไปด้วย รับรองว่าการเล่นเครื่องออกกำลังกายในฟิตเนสจะสนุกเพลิดเพลิน
  • ขวดน้ำดื่ม ส่วนมากฟิตเนสจะมีบริการจุดเติมน้ำเพื่อให้ระหว่างเข้าคลาสเราจะได้จิบน้ำได้ตลอด ไม่ต้องออกจากคลาสเพื่อไปดื่มน้ำ ทำให้การออกกำลังกายของเราขาดตอน ดังนั้น การพกขวดน้ำส่วนตัวเอาไว้เติมน้ำสำหรับจิบระหว่างออกกำลังกาย โดยเฉพาะในคลาสที่เสียเหงื่อมากๆ การมีขวดน้ำพกไปด้วยจึงมีประโยชน์มาก

เมื่อใจพร้อม อุปกรณ์พร้อม ตอนนี้ก็ถึงเวลาส่องโซนต่างๆ ในฟิตเนสกันแล้ว ซึ่งครั้งนี้โพสต์ทูเดย์จะพาไปกันที่คลับแห่งใหม่ใจกลางทองหล่อ “ฟิตเนส เฟิรส์ท แพลตตินั่ม ที วัน ทองหล่อ” คลับฟิตที่คนรักการเบิร์นต้องมาเดินส่องเพราะรองรับทุกเป้าหมายของการออกกำลัง ดังนี้

Boot Camp Zone โซนสนุก อุปกรณ์เยอะ เพื่อนแยะ เป็นหนึ่งไฮไลท์เด็ดของคลับแห่งนี้ที่สายฟิตไม่ควรพลาด เพราะเป็นโซนออกกำลังกายแนวใหม่ที่สร้างความแข็งแรงด้วยรูปแบบ HIIT training มาพร้อมความสนุกสนานกับอุปกรณ์หลากหลาย เช่น Fit box, Power wave, Skill mill ที่จะช่วยให้การออกกำลังกายได้ผลดีในระยะสั้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ชื่นชอบการออกกำลังกายที่ไม่เหมือนใคร

Burn zone โซนชดใช้กรรมแบบมันส์หยด เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายเพิ่มความท้าทายในการเบิร์นให้มากกว่าเดิม ทั้ง Rowing Ski และ Air Bike โดยการเล่นรวมทั้งอุปกรณ์หลักสลับกับ Dynamic Movement Training ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเบิร์นได้มากขึ้น นับเป็น Freestyle zone 1 (green turf) ที่รวมเครื่องออกกำลังกายไว้อย่างหลายหลาย โดดเด่นด้วยอุปกรณ์สุดล้ำจากแบรนด์ Techno gyms เพื่อรองรับทั้งสมาชิกผู้เริ่มต้นออกกำลังกายไปจนถึงสมาชิกที่ต้องการออกกำลังกายขั้นแอดวานซ์ โดยพื้นที่นี้จะถูกใช้เป็นสนามของคลาส Freestyle Group Training ซึ่งเป็นคลาสซิกเนเจอร์ของฟิตเนส เฟิรส์ท

Boxing zone โซนฟิตเข้าขั้น เหมาะกับสายหมัดๆ มวยๆ ต้องไม่พลาดกับโซนนี้ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ครบครัน แถมตัว Aqua Bag หรือกระสอบน้ำ ที่ช่วยดูดซับแรงของหมัดได้ดีกว่ากระสอบทรายปกติ ส่งผลให้เวลาเตะ ต่อย หรือแทงศอก จะมี แรงกระแทกกลับมาน้อยกว่า รับรองปลอดภัยห่างไกลอาการบาดเจ็บ

Cardio zone โซนรวมพลคนคาร์ดิโอ รวมเครื่องออกกำลังกายสายคาร์ดิโอต่างๆ ไว้ เหมาะสำหรับสมาชิกทุกระดับของการออกกำลังกาย เช่น Incline Trainer นวัตกรรมใหม่ของการวิ่งที่ปรับระดับความชันและความลาดได้มากกว่าลู่วิ่งทั่วไป ปรับการออกกำลังกายได้หลากหลาย เช่น วิ่งขึ้นเขา วิ่งลงเขา หรือการสไลด์ด้านข้าง รวมทั้ง Bike station, Elliptical Stair-Climber, Treadmill เป็นต้น

Freestyle zone 2 (rubber floor) โซนเคลื่อนไหวมันส์ทุกทิศทาง เหมาะสำหรับการออกกำลังกายแนวฟังก์ชั่นนัลเทรนนิ่ง หรือการออกกำลังกายที่ประยุกต์มาจากการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของคนเรา อุปกรณ์ที่ใช้จึงมีความหลากหลาย เพื่อการเคลื่อนไหว ทุกทิศทาง เช่น เมดิซีนบอล สแลมบอล และ TRX เป็นต้น

Free Weight โซนปั้นกล้ามมัดสวย ที่โซนนี้จะรวบรวมอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อในการเล่นเวทเทรนนิ่งไว้อย่างครบครัน อาทิ ดัมเบล บาร์เบล เคตเทิ้ลเบล เหมาะสำหรับสมาชิกที่มีพื้นฐานการเล่นเวทมาแล้วเบื้องต้น รวมเครื่องออกกำลังกายจากแบรนด์ Techno gyms ที่รองรับการสร้างกล้ามเนื้อทุกมัดกล้ามสำหรับนักปั้นกล้ามมือใหม่ ทั้งรูปแบบของเครื่อง Pin loaded และยังมี Strength area จุดรวมเครื่องออกกำลังกายจากแบรนด์ Techno gyms ที่รองรับการสร้างกล้ามเนื้อทุกมัดกล้ามสำหรับนักปั้นกล้ามมือใหม่ ทั้งรูปแบบของเครื่อง Pin loaded

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมี 3 สตูดิโอขนาดใหญ่ ประกอบด้วย

Cycling Studio สตูดิโอนักปั่น ใครเป็นสายปั่นต้องไม่พลาด หรือใครอยากชาเลนจ์ตัวเองขอให้ลอง เพราะคลาสจักรยานที่คลับแห่งนี้จะพาพวกคุณยกระดับการปั่นจักรยานไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคโนโลยี Stages Flight มาประกอบการออกกำลังกายที่จะช่วยให้คุณสนุกไปกับการปั่นพร้อมไปถึงเป้าหมายในการออกกำลังกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมไปกับการเซตบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความสนุกสุดมันส์ พร้อมแสดงผลของผู้ปั่นไว้บนหน้าจอขนาดยักษ์ ยิ่งช่วยให้ผู้ฝึกสามารถออกแบบคลาส ออกแบบความชัน ความยากในการปั่นจักรยานของทุกคนในคลาสได้อย่างดี

Mind and Body Studio สตูดิโอโยคะ สายฟิตดึงสติแนะนำสตูดิโอโยคะขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมคลาสโยคะที่หลากหลาย พบกับคลาสยอดฮิตที่เป็นซิกเนเจอร์ของฟิตเนส เฟิรส์ท ที่มีอยู่ใน list ที่สาวออฟฟิศชื่นชอบ อย่าง Yoga & Pilates รวมทั้ง Aerial Flow Yoga โยคะที่ผู้เล่นลอยตัวอยู่บนผ้าที่ช่วยฝึกการความสมดุลของร่างกายขณะลอยตัวอยู่บนอากาศ

Group Exercise Studio สตูดิโอหลักในการออกกำลังกาย ไม่ว่าคุณจะมาเป็นกลุ่มเป็นแก๊งค์ก็จะยิ่งมันส์ หรือสายเดี่ยวเต้นคนเดี่ยวก็เฟี้ยวได้ เพราะสตูดิโอนี้จะรวมคลาสออกกำลังกายกลุ่มยอดนิยมไว้หลากหลาย ทั้ง Body Jam, Zumba, Body Combat, Body Step, Body Pump เป็นต้น รับรองว่าคุณจะไปสนุกและเพลินไปกับจังหวะดนตรีและจังหวะการเต้นของหัวใจ

นอกจากนี้ ที่นี่ยังพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิก ไม่ว่าล็อกเกอร์รูม และ member lounge รูปแบบชั้นลอย มองเห็นพื้นที่ชั้น 8 ได้โดยรอบ ที่มีบริการ เครื่องดื่ม ชา กาแฟ และ infused water ไว้รองรับอีกด้วย ใครที่ชื่นชอบฟังก์ชั่นการออกกำลังใหม่ๆ หรือการเบิร์นอย่างมีสไตล์ ก็ลองไปเปิดประสบการณ์มันส์ๆ กันได้กับคลับที่พร้อมที่สุดใจกลางย่านทองหล่อ ฟิตเนส เฟิรส์ท แพลตตินั่ม ที วัน ทองหล่อ หรือสนใจลงทะเบียนทดลองเล่นฟรีก็ไปที่ https://www.fitnessfirst.co.th/th/special-free-trial

น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส ตัวช่วยลดอาการช่วงเวลานั้นของเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604219

  • วันที่ 22 ต.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

น้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส ตัวช่วยลดอาการช่วงเวลานั้นของเดือน

รู้จักกับน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ตัวเลือกของผู้หญิงในการกินเพื่อช่วยบรรเทาอาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือน พร้อมรู้ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ก่อนมีประจำเดือนผู้หญิงส่วนมากมักเกิดความไม่สบายตัว หลายคนก็หาข้อมูลในโลกโซเชียแล้วพบว่า หากกินน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) จะสามารถบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้

ก่อนอื่นมาทำความกันรู้จักกันก่อนว่า อาการก่อนมีประจำเดือนคืออะไร

อาการก่อนมีประจำเดือน เรียกว่า Premenstrual Syndrome (PMS) เป็นอาการทางกายพฤติกรรม และอารมณ์ที่เกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน ซึ่งมักจะมีอาการประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน และอาการจะดีขึ้นและหมดไปเมื่อประจำเดือนมาแล้ว 2-3 วัน ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • กลุ่มแรก อาการป่วยทางอารมณ์ ได้แก่ หงุดหงิด ขี้โมโห เครียด คิดมาก กังวล ท้อแท้ หลงลืม
  • กลุ่มอาการที่สองคือ อาการป่วยทางร่างกาย ได้แก่ อาการปวดหรือเจ็บตามบริเวณต่างๆ เช่น เจ็บทรวงอก ต่อมน้ำนมหรือหัวนม นอกจากนี้ ยังมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง บวม ท้องอืด วิงเวียนศีรษะ เป็นสิว อ่อนเพลีย อาการเหล่านี้ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด และส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้นอาจทุเลาหรือหายได้เอง

ซึ่งน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) จะสามารถบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้ เนื่องจากน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) มีสารที่ชื่อว่า กรดแกมม่า-ไลโนเลนิก (gamma-linolenic acid หรือ GLA) ซึ่งกรดแกมม่า-ไลโนเลนิก (gamma-linolenic acid หรือ GLA) จะถูกนำไปสร้างเป็นสารที่สามารถต้านการอักเสบได้ และสามารถบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้

อาการข้างเคียง ที่อาจเกิดได้หลังจากกินน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ได้แก่ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดศรีษะ มีผื่นแพ้ นอนไม่หลับ ซึ่งถ้ามีอาการดังกล่าวให้หยุดใช้ยาทันที นอกจากนี้ Evening primrose ยังมีฤทธิ์เพิ่มการแข็งตัวของเลือด ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดลิ่มเลือด ผนังหลอดเลือดแดงหนา ภูมิแพ้ และอักเสบได้

ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ควรบริโภคมากเกินไป ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ห้ามใช้ Evening Primrose Oil กับผู้ป่วยโรคลมชัก และระวังในการใช้ในผู้ที่ใช้ยากันชัก เนื่องจากอาจทำให้ชักได้ แต่ถ้าหากมีอาการปวดท้องรุนแรงผิดไปจากที่เคยเป็น ควรจะรีบไปพบแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

ภาพ Freepik

Pink Alert 2019 มะเร็งเต้านมหายขาดได้ แค่รู้ไวก็หายทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/604215

  • วันที่ 22 ต.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

Pink Alert 2019 มะเร็งเต้านมหายขาดได้ แค่รู้ไวก็หายทัน

“มะเร็งเต้านม” เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน มะเร็งเต้านมก็ยังเป็นโรคที่ทุกคนสามารถประเมินความเสี่ยงของตนเองได้ และรักษาให้หายขาดได้มากที่สุดในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด

 

ในเดือนตุลาคมของทุกปี ทั่วโลกจะร่วมกันรณรงค์ต่อต้าน “มะเร็งเต้านม” ซึ่งเป็นโรคร้ายที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นอันดับหนึ่งสำหรับเพศหญิงต่อเนื่องมานานหลายปี ลองมาเช็กกันหน่อยซิว่า คุณเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่!!

คุณมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?

  • มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี หรือหมดประจำเดือนตอนมีอายุมากกว่า 55 ปี
  • ไม่เคยมีบุตร หรือตั้งครรภ์ครั้งแรกเมื่อมีอายุมากกว่า 30 ปี
  • ใช้ยาคุมกำเนิดนานกว่า 5 ปี หรือได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนหลังหมดประจําเดือนเป็นระยะเวลานานกว่า 2 ปี
  • เคยเป็นมะเร็งเต้านมหนึ่งข้าง หรือเคยตรวจพบความเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเต้านมบางชนิด
  • มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม
  • มีประวัติเคยได้รับรังสีบริเวณหน้าอก เมื่ออายุยังน้อย
  • มีพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หรือปิ้งย่าง
  • ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • มีภาวะอ้วนหลังหมดประจำเดือน หรือ น้ำหนักเกิน

สิ่งเหล่านี้แหละที่บ่งบอกว่าคุณมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม!!!

เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร แชร์ประสบการณ์คุณแม่ตรวจพบมะเร็งเต้านม ในระยะแรก และสามารถรักษาอาการให้หายขาดได้ โดยไม่ต้องทำเคมีบำบัด

 

ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนที่ประเทศไทยและทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ต่อต้านมะเร็งเต้านม ซึ่งถือเป็นโรคร้ายที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นอันดับหนึ่งสำหรับเพศหญิงต่อเนื่องมานานหลายปี ในโอกาสนี้ มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ได้เห็นความสำคัญของโรคมะเร็งเต้านม จึงต่อยอดจัดงาน Pink Alert เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ ได้จัดงานภายใต้ชื่อ “Pink Alert 2019 : รู้ไว หายทัน” โดยเน้นการให้ความรู้ถึงเทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่ ที่มอบตัวเลือกการรักษาให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้มากขึ้น พร้อมแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ของโรคมะเร็งเต้านม เพื่อสร้างความตื่นตัวในการตรวจคัดกรองให้แก่ผู้หญิงไทยทุกคน

 

โรคมะเร็งเต้านม ถือเป็นโรคมะเร็งที่ผู้หญิงไทยตรวจพบเป็นอันดับหนึ่ง และมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วโลก โดยเมื่อปี 2561 มีการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยใหม่ของโรคมะเร็งเต้านมถึงสองล้านรายทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในสองโรคมะเร็ง (มะเร็งเต้านม และมะเร็งปอด) ที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยใหม่มากที่สุดในโลก

 

จากรายการศึกษาของสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ในปี 2560 เผยว่า จำนวนของผู้หญิงที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่ามีผู้หญิงประมาณ 322,000 คนที่ได้รับการรักษาจนสามารถรอดชีวิต  จากการที่มีเทคโนโลยีการแพทย์ที่มีความก้าวหน้า ประกอบกับการรณรงค์ให้ผู้หญิงมีการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยสามารถตรวจสัญญาณของโรคมะเร็งเต้านมได้เร็วเท่าใด ก็จะยิ่งมีโอกาสหายขาดได้สูงขึ้นเท่านั้น

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงเอื้อมแข สุขประเสริฐ กรรมการมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เราพบเคสโรคมะเร็งเต้านมใหม่ ประมาณ 30 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 10 คนต่อวัน โดยมีสัดส่วนของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในไทยอยู่ที่ 30 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้ หากมีการตรวจเจอในระยะเริ่มต้น เช่น ระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะก่อนมะเร็ง จะมีโอกาสในการรักษาให้หายขาดสูงถึง 95-100 เปอร์เซ็นต์ หากเจอในระยะที่หนึ่ง ซึ่งยังไม่มีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง โอกาสหายจะเหลือ 90 เปอร์เซ็นต์ ระยะที่ 2 จะอยู่ที่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่หากตรวจเจอในระยะที่ 3 ที่มีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง จะมีโอกาสหายขาดที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์

 

เนื่องจากการค้นพบมะเร็งเต้านมในขั้นต้น เพิ่มโอกาสหายขาดได้ ทำให้ Pink Alert ในปีนี้ กลับมาอีกครั้งในคอนเซ็ปต์ “รู้ไว หายทัน” เพื่อเน้นให้ผู้หญิงไทยทุกคนตระหนักในความสำคัญของการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือพบแพทย์ตามกำหนด

 

โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมมะเร็งเต้านม เช่น มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรมแนะนำให้ทำเพื่อเป็นการคัดกรองปีละครั้งในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และอาจจะพิจารณาทำสองถึงสามปีครั้งในผู้หญิงที่อายุ 40–50 ปี เพราะผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ทุกคน และจะพบมากขึ้นในช่วงกลุ่มอายุที่มากกว่า 40 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ โครงการ Pink Alert ยังอยากให้ผู้หญิงทุกคนได้รับรู้ถึงโอกาสของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่จะสามารถหายขาดจากมะเร็งเต้านมได้ถ้าเจอตั้งแต่ระยะต้น โอกาสที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว พร้อมกับมีคุณภาพชีวิตที่ดีและโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่ดียิ่งขึ้นด้วยการรักษาแบบมาตรฐานในปัจจุบัน และนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการแพทย์ที่เป็นการเลือกการรักษาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละบุคคล

 

การรักษาจำเพาะสำหรับแต่ละบุคคล หรือ personalized treatment เป็นแนวทางการรักษาที่เริ่มต้นจากการใช้ข้อมูลในระดับยีนที่มีความจำเพาะซึ่งมีความแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อมาเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยนั้น ๆ ทำให้เกิดการรักษาที่เรียกว่ายาพุ่งเป้า (targeted therapy) ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงและส่งผลข้างเคียงน้อย นอกจากยาเคมีบำบัด ยาพุ่งเป้าแล้ว ยังมียากลุ่มนวัติกรรมใหม่คือการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ซึ่งวิธีการรักษาทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่ามีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานและได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย ผศ.ดร. เอื้อมแข กล่าวเสริม

 

มะเร็งเต้านม ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน มะเร็งเต้านมยังเป็นโรคที่ผู้ป่วยสามารถรักษาให้หายขาดได้มากที่สุดในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด ผู้หญิงไทยทุกคนจึงควรมีความเข้าใจในโรคมะเร็งเต้านมที่ถูกต้อง แนวทางการรักษา รวมไปถึงการหมั่นตรวจเช็คร่างกายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถดาวน์โหลดเอกสารความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านมได้ที่ qrco.de/bbHrKa หรือ qrco.de/bbHrKw พร้อมร่วมให้กำลังใจ และสานต่อความหวังดีจากผู้หญิงถึงผู้หญิงยุคใหม่ ผ่านอินสตาแกรมได้ที่ #pinkalert2019 #รู้ไวหายทัน