ไปลอยกระทงที่..พารามัตตา ปักธงวิถีไทย..ในแดนออสซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/806321

กระทงใหญ่ในแม่น้ำพารามัตตา.

ดูเหมือนจะไม่ใช่เป้าหมายของการเดินทางท่องเที่ยวในออสเตรเลีย สำหรับเมืองพารามัตตา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชานเมืองห่างจากนครซิดนีย์ราว 24 กิโลเมตร แต่ทุกๆปี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ และคณะกรรมการของเมืองพารามัตตาจัดงานลอยกระทง เพื่อเป็นการสืบสานและประกาศวัฒนธรรมไทยให้ชาวต่างชาติได้ซึมซับและสัมผัสอย่างใกล้ชิด

ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน รุจิรัศมิ์ ฉัตรเฉลิมกิจ ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครซิดนีย์ ชวนไปร่วมงานลอยกระทงที่เมืองพารามัตตา แถมด้วยงานไทยเฟสติวัล ที่บริสเบน..

สำหรับ เมืองพารามัตตา แม้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่ตามประวัติศาสตร์อาณานิคม 200 ปี บอกว่าเป็นถิ่นที่อยู่เก่าแก่อันดับสองของออสเตรเลีย ที่พวกชาวดารัก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้คนในยุคบุกเบิกของการตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียอพยพมาอยู่ ตั้งแต่ครั้งที่เรือชุดแรกของชาวยุโรปมาถึง Sydney Cover และเลือกพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์นี้ให้นักโทษอาณานิคมทำไร่เป็นแห่งแรก โดยมีอดีตนักโทษชื่อ เจมส์ รูส เป็นคนหว่านเมล็ดพันธุ์ชุดแรกเพื่อเป็นอาหารแก่คนในอาณานิคมแห่งนี้

ชื่อ “พารามัตตา” มาจากชื่อของปลาไหลในแม่น้ำ ที่ทั้งพวกนักโทษและชาวดารักยังชีพด้วยการตกปลา แตกต่างจากทุกวันนี้ ที่เมืองเติบโตขึ้นมาก กลายเป็นเมืองสมัยใหม่ น้ำในแม่น้ำจึงไม่ใสสะอาดเหมือนเมื่อก่อน มีข่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของออสเตรเลียอยู่ตลอดถึงน้ำเน่าเสียที่ทำให้สัตว์น้ำในแม่น้ำลดปริมาณลงเรื่อยๆ

งานลอยกระทงที่พารามัตตาปีนี้ ผอ.ททท. สำนักงานนครซิดนีย์ บอกว่า ไม่เน้นความรื่นเริง เพราะยังอยู่ในช่วงของการแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ซึ่งแม้แต่ธงที่ประดับตกแต่งบริเวณทางเข้างาน ทั้งธงออสเตรเลียและธงไทย ต่างลดลงครึ่งเสาเป็นการแสดงความอาลัย

แดดร่มลมตก ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามาในงาน กิจกรรมที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำไปโชว์ในปีนี้ มีทั้งการแสดงชุด Costume ของศิลปะชั้นสูงอย่างโขน พร้อมสาธิตการ “ปักชุดโขน” ซึ่งถือว่าเป็นงานศิลปะที่ละเอียด ประณีต การสาธิตการทำกระทง ที่ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปทำกระทงด้วยตนเอง เพื่อลอยในแม่น้ำพารามัตตา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากทั้งคนไทย จีน แขก และฝรั่งที่มาร่วมงานไม่น้อย ดูจากการเข้าคิวต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอทำกระทง โดยเฉพาะเด็กๆเหมือนจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ

อีกอย่างที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือ การปั้นลิงจากดินเหนียว ที่งานนี้ ได้ พี่หลุยส์ อรรถ
พล วรรณกิจ ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานลพบุรี นำทีมมาปั้นโชว์ พร้อมสาธิตและทำกิจกรรม DIY เรียกว่า นอกจากจะได้เผยแพร่วัฒนธรรมไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ได้บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าวานรในเมืองประวัติศาสตร์ อย่างลพบุรีด้วย

ภายในงานนอกจากบูธต่างๆแล้ว พี่เล็ก รุจิรัศมิ์ ผอ.ททท.สำนักงานซิดนีย์ ยังสร้างสีสันด้วยการให้หุ่นละครเล็ก ทั้งหนุมาน และนางสีดา เดินทักทายคนในงาน ให้ได้ทั้งถ่ายเซลฟี่ และถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ทั้งยังมีกิจกรรมจับสลากมอบตั๋วเครื่องบินจากการบินไทย โดยมี พี่ป็อบ ปริญญ์ อยู่ประเสริฐ ผจก.บมจ.การบินไทย นครซิดนีย์ ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

อาจกล่าวได้ว่าประเพณีลอยกระทงของไทยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในต่างประเทศอยู่แล้ว และสำหรับที่นี่ คือ เมืองพารามัตตา ดูเหมือนจะถูกจัดอยู่ในปฏิทินการจัดงานของเมืองในทุกๆปีนานกว่า 20 ปีมาแล้ว นอกเหนือจากเทศกาลป๊อปอัพ อย่าง Parramatta Lanes ซึ่งจัดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นงานแสดงที่มีทั้งดนตรีและการออกร้านขายอาหารตลอดทั้งถนน

นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแก่แล้ว พารามัตตา ยังเป็นเมืองพี่น้องหรือ Sister Cities กับจังหวัดเพชรบุรีของไทย เหมือนที่ภูเก็ตเป็นเมืองพี่น้องกับเมืองนีชของฝรั่งเศส ที่คัดเลือกจากเมืองที่มีความคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรม บางครั้งก็เรียกว่าเมืองคู่แฝด (Twin cities) อย่างเช่น ยโสธรกับเมืองโยชิดะของญี่ปุ่น ที่มีประเพณีการเล่นบั้งไฟคล้ายคลึงกัน เป็นต้น

จากพารามัตตา วันรุ่งขึ้นเราต้องเดินทางไปยังบริสเบน เมืองหลวงของรัฐควีนสแลนด์ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของออสเตรเลีย เพื่อร่วมงานไทยเฟสติวัล ที่จัดขึ้นที่ Roma Street Parkland ใจกลางเมืองบริสเบน ซึ่ง ททท.สำนักงานซิดนีย์ ร่วมจัดด้วย พร้อมกับนำชุดการสาธิตศิลปวัฒนธรรมไทยต่างๆที่นำไปร่วมงานที่พารามัตตา มาออกแสดงอีกครั้ง มีการออกบูธแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในประเทศไทยเพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลียมาเที่ยวเมืองไทย

บรรยากาศงานที่บริสเบนดูแตกต่างกว่าที่พารามัตตา ท้องฟ้าสีใสสวยสด ร้านอาหารไทยนับสิบร้านมาออกร้านโชว์อาหารไทยกันอย่างสุดเหวี่ยงทั้งผัดไทย น้ำพริก แกงเขียวหวาน ต้มยำกุ้ง และตามคาดหมาย ที่ได้รับความสนใจสูงสุด เห็นจะเป็น Papaya Salad หรือส้มตำอีสานบ้านเฮา ที่ทุกบูธประชันแม่ครัวตำโชว์กันสดๆ รสชาตินัวประมาณว่าขอขอดน้ำปูปลาร้าจนหมดกล่อง…

งานไทยเฟสติวัล ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน ผอ.รุจิรัศมิ์ บอกว่า ไม่เน้นความรื่นเริงมากนัก แต่เพื่อให้รู้จักเมืองไทยกันมากๆ บนเวทีมีการสาธิตการทำต้มยำกุ้งมะพร้าวอ่อนสูตรเด็ดที่ใช้ความมันจากมันกุ้งแท้ๆ งานนี้ฝรั่งเข้าคิวยาวเหยียดรอชิม..จนเชฟปรุงแทบไม่ทัน

ก่อนกลับจากบริสเบน เพื่อให้เห็นความเจริญของบ้านเมืองฝรั่ง พี่เล็ก พร้อมพี่คนไทย คือ พี่เพชร และพี่วรรณ พาไปเดินเล่นย่านช็อปปิ้ง และชมความยิ่งใหญ่ของห้องสมุดในเมืองบริสเบน รวมทั้งทาวน์ฮอล ที่มีสิงโตคู่นอนหมอบอยู่ด้านหน้า

เทศกาลลอยกระทงจบลงแล้ว ที่ออสเตรเลียสีสันของวันคริสต์มาสกำลังเริ่มต้น

แต่ที่แน่ๆ งานปักธงวิถีไทยทั้งในพารามัตตา และบริสเบน คงเป็นการจุดประกายให้นักท่องเที่ยวจากออสเตรเลียเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยทะลุล้านได้ภายในปีนี้แน่นอน.

 

รู้ครบจบที่เดียว! คู่มือเที่ยวภูทับเบิก แนะการเดินทาง อากาศ ที่พักสุดคูล!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/800311

หนาวนี้เที่ยวไหนดีจ้ะ? อย่าบอกนะว่าจะไม่ออกไปเที่ยวในช่วงที่อากาศดีที่สุดในเมืองไทย โดยเฉพาะช่วงนี้ใครๆ ก็แชร์ โพสต์ อัพเดตรูปท่องเที่ยวกันเต็มหน้าฟีด ใครอยากไปสัมผัสประสบการณ์ดีๆ ในหน้าหนาว แนะนำให้ไปเที่ยว ภูทับเบิก ด่วนๆ ที่นี่กำลังเนื้อหอม ขาเที่ยวเขาคอนเฟิร์มว่าฟินมากถึงมากที่สุด

คู่มือเที่ยว ไทยรัฐออนไลน์ เห็นฮอตฮิตขนาดนี้ เราไม่รอช้าที่จะขอแนะนำข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย สำหรับการเดินทางไปเที่ภูทับเบิกมาฝากกันไม่ว่าจะเป็นการเช็กสภาพอากาศ วิธีการเดินทาง และเรื่องที่พัก มีมาให้ส่องกันครบครัน เอาล่ะ เตรียมตัวให้พร้อม หนาวนี้แพลนไปเที่ยวภูทับเบิกกันดีกว่า…

เช็กอุณหภูมิและสภาพอากาศ
ภูทับเบิก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ที่บ้านทับเบิก ตำบลวังบาล ห่างจากอำเภอหล่มเก่า ไปทางภูหินร่องกล้าอีกประมาณ 40 กิโลเมตร และเนื่องจากภูทับเบิกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,768 เมตร จึงเป็นสถานที่ที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี ยิ่งหน้าหนาวปลายปีแบบนี้ ยิ่งทำให้ขาเที่ยวหลายคนใจตรงกัน ปักหมุดที่ภูทับเบิกโดยไม่ได้นัดหมาย

ว่าแล้วก็มาเช็กอุณหภูมิที่ภูทับเบิกกันก่อนดีกว่า ในช่วงเดือนธันวาคมนี้มีสภาพอากาศเป็นอย่างไรบ้างนะ? ทีมข่าวได้เช็กไปที่เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าสภาพของเพชรบูรณ์ช่วงนี้ตั้งแต่วันที่ 3-8 ธ.ค. 2559 มีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 33-34 องศาเซลเซียส อากาศช่วงเช้าและเย็นมีลมหนาวพัดมาเรื่อยๆ ส่วนระหว่างวันมีแดดจัดแต่ก็ไม่ค่อยร้อนมากนัก

นอกจากนี้เรายังเช็กไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆ พบว่ามีความใกล้เคียงกัน โดยระบุว่าโดยรวมสภาพอากาศของภูทับเบิกในเดือนธันวาคมนี้ จะมีอากาศปลอดโปร่งเป็นส่วนใหญ่ บางวันจะมีเมฆและแดด บางวันมีเมฆมาก บางวันแดดจัด เป็นต้น

การเดินทาง
1. ขับรถไปเอง
สำหรับใครที่จะขับรถไปเที่ยวเอง จากกรุงเทพฯ ไปยังภูทับเบิก มีระยะทางทั้งหมดประมาณ 430 กม. ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 6 ชั่วโมง 30 นาที

จากกรุงเทพฯ แนะนำให้ใช้ถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสู่ จังหวัดสระบุรี ประมาณ 75 กิโลเมตรจะถึง ตัวเมืองสระบุรี พอเข้าตัวเมืองสระบุรีแล้ว ให้ขับตรงไปเพื่อมุ่งหน้าสู่ จังหวัดลพบุรี ประมาณ 16 กิโลเมตร จากนั้นจะมีป้ายบอกทางไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ ขับไปเรื่อยๆ จะเจอแยกให้เลี้ยวขวา เข้าทางหลวงหมายเลข 21 ไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์

ขับยาวไปประมาณ 115 กิโลเมตร จนมาถึงตัวเมืองเพชรบูรณ์ จากนั้นขับตรงไปมุ่งหน้าสู่ จังหวัดพิษณุโลก ประมาณ 350 เมตร จะเจอแยก ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 12 ไป จังหวัดพิษณุโลก แล้วขับตรงไปอีก 4 กิโลเมตร

ก็จะถึง สี่แยกไฟแดง บอกทางไปภูทับเบิก, ภูแผงม้า, ลานหินปุ่ม และอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตรงนี้ให้เลี้ยวขวา เข้า ถนนหมายเลข 2372 เพื่อไปภูทับเบิก จากนั้น ขับตรงไปประมาณ 12 กิโลเมตร ตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ

จากนั้นจะเจอ 3 แยก (หลักกิโลเมตรที่ 4-5 ถนนหมายเลข 2372) ให้เลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2331 เพื่อไปยังภูทับเบิก และอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ขับตรงไปอีกประมาณ 17.6 กิโลเมตร ตรงนี้จะเป็นทางขึ้นเขามีหลายโค้ง ต้องค่อยๆ ขับ

จนมาเจอ 3 แยก ก็จะมีป้ายบอกทางอีกรอบ ให้เลี้ยวขวาไปภูทับเบิก ขับตรงไปเรื่อยๆ จนถึงวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวภูทับเบิก เมื่อสังเกตเห็นอาคารหอดูดาวและที่วัดอุณหภูมิ ก็เป็นอันถึงที่หมาย ที่นี่เป็นจุดชมวิวภูทับเบิกที่สวยงามและสามารถชมวิวทะเลหมอกได้ด้วย

2. ไปโดยบริการขนส่งสาธารณะ
ใครที่อยากไปเองก็มีรถทัวร์ให้บริการ ได้แก่ รถทัวร์บริษัทขนส่งจำกัด 999,99 (สถานีขนส่งหมอชิต 2) โทร. 0-2936-2841-48, 0-2936-2852-66 ต่อ 442, 311 และรถทัวร์บริษัทเพชรประเสริฐทัวร์ (เพชรทัวร์) หมอชิต โทร. 0-2936-3230

แนะนำให้จองตั๋วรถเที่ยวดึก เช่น 23.00 น. , 23.30 น. หรือเที่ยงคืน เพื่อจะได้ไปถึงเพชรบูรณ์ในตอนเช้าพอดี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมง โดยรถจะมีจุดจอดอยู่ที่อำเภอหล่มสัก พอถึงหล่มสักให้เหมารถไปยังอำเภอหล่มเก่า หรือไปลงที่แยกทับเบิกก็ได้ ลองถามหารถเหมาได้ที่ตลาดขายผัก ซึ่งมักจะมีรถที่เขาขนผักมาลงที่ตลาด จากนั้นเหมารถต่อ เพื่อขึ้นไปยังภูทับเบิกใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 30 กิโลเมตร

ที่พักแนะนำ
สำหรับที่พักในภูทับเบิกมีหลายเจ้ามากๆ บางเจ้าก็อยู่ไกลจากจุดชมวิว บางเจ้าอยู่ใกล้จุดชมวิวแต่ห้องไม่ค่อยสวย บ้านพักดูเก่า เอาเป็นว่าถ้าใครซีเรียสเรื่องที่พักที่ใกล้จุดชมวิวมากที่สุด แนะนำให้กางเต็นท์นอนตรงลานกางเต็นท์ จะฟินที่สุด แต่ถ้าใครอยากพักแบบบ้านเป็นหลังๆ และมีสภาพดีหน่อย อยู่ไม่ไกลจากจุดชิมวิวมากนัก เราแนะนำอยู่ 2-3 แห่ง ดังนี้

บ้านกลางหมอกภูทับเบิก
ที่นี่เป็นรีสอร์ตขนาดเล็ก ออกแบบในสไตล์ที่ทันสมัยขึ้นมาหน่อย เป็นที่พักที่มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม Free WiFi บรรยากาศห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ สามารถชมวิวทะเลหมอกช่วงเช้าวิว 360 องศา บริการเป็นกันเอง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งอยู่ที่ ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ อยู่ในตำแหน่งของจุดชมวิวที่สวยอีกแห่งของภูทับเบิก ทำให้สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีลานจอดรถและลานกางเต็นท์ด้วย ราคามีตั้งแต่ 500-3,000 บาท

ไร่สุวิทย์ภูทับเบิก
ที่นี่มีบริการบ้านพักทั้งแบบเป็นหลัง และมีลานกางเต็นท์เช่นกัน ตั้งอยู่ห่างจากจุดชมวิวหอดูดาวประมาณ 1.8 กิโลเมตร จากบ้านพักสามารถมองเห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกในยามเช้าได้อย่างชัดเจนและใกล้ชิดธรรมชาติ มีบริการอาหารและเครื่องดื่มด้วย ราคาช่วงปกติอยู่ที่ 800-1,500 บาท แต่ถ้าหน้าไฮซีซั่นราคาพุ่งไปที่ 3,000-4,000 บาท

ไร่ภูทะเลหมอกภูทับเบิก
ที่นี่มีบ้านพักที่ตั้งอยู่บนเนินเขา อยู่ที่จุดสูงสุดภูทับเบิก ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ มีลานกว้างไว้สำหรับกางเต็นท์นอน บ้านพักของที่นี่จะเน้นการตกแต่งแบบเรียบง่าย และเน้นความสะดวกสบายเป็นส่วนใหญ่ มีความสงบ เป็นส่วนตัว สามารถชมวิวทะเลหมอกได้อย่างใกล้ชิด และสามารถนั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นตรงริมผาภูทับเบิกได้แนบชิดธรรมชาติมากๆ ราคาในช่วงปกติอยู่ที่ 800-1,000 บาท แต่ถ้าไปช่วงหน้าไฮซีซั่นราคาจะอยู่ที่ 1,500-3,000 บาท

ที่มาภาพ : FB ภูทับเบิก, กรมอุตุนิยมวิทยา, accuweather

 

ชิมเมล่อนราคาหลักพัน! ลุยเดี่ยวเที่ยวโคโรฟิลด์ ฟาร์มสไตล์ญี่ปุ่นสุดคูล (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/804452

อากาศยามนี้ช่างดีต่อใจจริงๆ ยิ่งได้ออกไปท่องเที่ยวสวนผึ้ง สัมผัสท้องฟ้าใสและลมเย็นพัดผ่าน ยิ่งทำให้วันหยุดสุดสัปดาห์ครั้งนี้ฟินมากไปอีก

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา I TOUR ALONE กับฮัมมิ่งเบิร์ด มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่ CORO field สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ฟาร์มสุดคูลสไตล์ญี่ปุ่นที่โด่งดังเรื่องเมล่อนมากๆ เป็นเจ้าแรกที่ปลูกเมล่อนได้คุณภาพสูงเทียบเท่ากับเมล่อนจากประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ขอบอกก่อนว่า ฮัมมิ่งเบิร์ดแวะมาเที่ยวฟาร์มแห่งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว เมื่อครั้งแรกที่ไปเที่ยวฟาร์มแห่งนี้เพิ่งเปิดตัวใหม่ ยังมีผลผลิตและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่มากนัก แต่มาวันนี้ โคโรฟิลด์ หน้าตาเปลี่ยนไป ถ้าเปรียบเป็นหญิงสาวก็ต้องบอกว่า…โตแล้วสวยขึ้นกว่าเดิมเยอะ เพราะเขามีเมนูอาหารหลากหลายขึ้น มีเมล่อนที่ถือเป็นไฮไลต์ของฟาร์มมาให้ช็อปได้เลยไม่ต้องจองล่วงหน้า พร้อมเมนูจากเมล่อนอีกเพียบ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าแปรรูปตัวใหม่ๆ หลายอย่าง มีกิจกรรมมากขึ้น ที่สำคัญเขาเปิดตัวเมล่อนสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดด้วยนะ ซึ่งในปีนี้เขามีการจัดงาน เทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ตอน งานวัดญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 ม.ค. 2560

จะน่าสนใจแค่ไหน มีอะไรที่เพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง ตามมาทางนี้ เดี๋ยวเราจะพาไปอัพเดต

*ชมคลิป*

CORO Market โฉมใหม่ใหญ่กว่าเดิม
แต่เดิมโคโรมาร์เก็ต จะตั้งอยู่โซนเดียวกันกับ โคโรคาเฟ่ แต่วันนี้เนื่องจากมีการจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น จะแยกโซนนี้ออกมาโดยเฉพาะ ภายในร้านก็มีสินค้าพืชผักสดใหม่ รวมถึงสินค้าแปรรูปมากมาย เช่น โทมิเมล่อน มะเขือเทศฮอลแลนด์เชอร์รี่ ผักสลัดสดๆ น้ำสลัดมะเขือเทศ เส้นพาสต้าเมล่อน แยมเมล่อน สับปะรดอบแห้ง เป็นต้น

Melon Bar สาวกเมล่อนต้องชิม!
ภายในโคโรมาร์เก็ตมีสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นมาด้วย นั่นคือ Melon Bar เป็นสเตชั่นที่จำหน่ายเมล่อนพร้อมทาน และเมนูอร่อยๆ จากเมล่อน ถ้าใครอยากชิมโทมิเมล่อนสดๆ เปลือกสีทอง เนื้อที่เขียว กรอบ หอม หวาน สั่งทานได้ที่นี่เลย สนนราคา 50 บาท และยังมีเมนู Coro Melon Tower เป็นเมล่อนสดครึ่งลูกพร้อมไอศกรีมไซส์จัมโบ้ ส่วน Melon Yogurt Solfserve Ice cream เป็นไอศกรีมโยเกิร์ตเมล่อนรสชาติหวานเปรี้ยวลงตัว

นอกจากนี้ก็มี Melon Pan ขนมปังอบที่มีผิวด้านนอกกรุบกรอบด้วยเกล็ดน้ําตาล ตัดกับรสสัมผัสนุ่มละมุนของแป้งด้านใน พร้อมกับไส้ Hokkaido Milk และ Melon Custard ได้รสหวานกําลังดี

CORO Cafe กินดีชีวิตดี
ส่วนห้องอาหารโคโรคาเฟ่ ยังคงพร้อมเสิร์ฟเมนูอร่อยๆ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีเมนูให้เลือกมากขึ้น เช่น แกงกะหรี่ญี่ปุ่น เฟรนช์ฟรายส์มันม่วง เป็นต้น ส่วนเมนูไฮไลต์ที่ยังคงครองแชมป์ก็ยังเป็นเครื่องดื่ม สมูทตี้เมล่อนครีมชีส เห็นนักท่องเที่ยวสั่งมาดื่มแทบทุกคน

CORO Cottage โซนใหม่
นี่คือโซนใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในงานเทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตของปีนี้ โซนนี้เขาจำหน่ายเครื่องดื่มรสชาติดีมากมาย มีทั้งน้ำแร่ ซอฟต์ดริงค์ และเครื่องดื่มใหม่ล่าสุดอย่าง เมล่อนบูสเตอร์ เป็นน้ำเมล่อนคั้นสดๆ จากเมล่อนจำนวน 3-4 ลูกด้วยกัน แช่เย็นดื่มแล้วอร่อยสดชื่น นอกจากนี้ยังมีมันม่วงญี่ปุ่นเผา เสิร์ฟร้อนๆ ฟินมากไปอีก

CORO House ไปดูเมล่อนจากต้น
ที่นี่เป็นกรีนเฮาส์ที่ใช้สำหรับปลูกเมล่อนชื่อดังของฟาร์ม นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมด้านในได้ โดยเขาเปิดให้ทัวร์ในกรีนเฮาส์ 2 รอบต่อวัน ในครั้งนี้เราก็มีโอกาสเข้าไปชมด้านในกับเขาด้วย ได้พบกับผลผลิตที่เป็นไฮไลต์ของฟาร์มโคโร ฟิลด์ ในปีนี้ก็คือ Shizuoka Musk Melon เป็นเมล่อนสายพันธุ์ที่ปลูกยากที่สุดอีกสายพันธุ์หนึ่ง เปลือกมีสีเขียวลายตาข่ายนูนทั่วผล เนื้อสีส้ม รสชาติหอมหวานชื่นใจ

ที่นี่ปลูกได้ผลผลิตจำนวน 888 ลูกเท่านั้น ราคาลูกละ 2,888 บาท ซึ่งตอนนี้ได้ถูกจองล่วงหน้าหมดแล้ว โดย 1 ในจำนวน 888 ลูก มีผู้ประมูล Shizuoka Musk Melon ลูกสุดท้ายไปในราคาสูงถึง 15,000 บาท โดยเจ้าของเมล่อนได้เข้าไปตัดเมล่อนสดๆ จากต้นเองกับมือ เป็นกิจกรรมที่เอ็กซ์คลูซีฟมาก ใครพลาดชิมคราวนี้ ต้องรอปีหน้านะจ๊ะ

แต่เดี๋ยวก่อน…ยังมีเมล่อนสายพันธุ์อื่นๆ ที่อร่อยไม่แพ้กันและสามารถหาซื้อได้เลยไม่ต้องจอง นั่นคือ King of Melon เป็นสายพันธุ์ Musk Melon เช่นกัน (เมล่อนในตระกูลที่มีกลิ่นหอม) สนนราคาลูกละ 1,500 บาท พร้อมกล่องไม้สวยหรู เหมาะเป็นของขวัญสุดพิเศษสำหรับเทศกาลปีใหม่จริงๆ

ที่นี่ปลูกเมล่อนอย่างพิถีพิถันมาก เริ่มตั้งแต่การสร้างกรีนเฮาส์ขนาดใหญ่สำหรับปลูกเมล่อน ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดจากประเทศอิสราเอล ควบคุมระบบการเพาะปลูกอัจฉริยะด้วย CORO Brain พร้อมด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการเพาะปลูกและดูแลพืชในระบบกรีนเฮาส์มากว่า 10 ปี

ปลูกด้วยความใส่ใจ 1 ต้นต่อเมล่อนเพียง 1 ลูกเท่านั้น เปิดเพลงให้ฟัง ใช้น้ำแร่ในการเพาะปลูก จึงทำให้ได้เมล่อนคุณภาพดีเทียบเท่ากับที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้สามารถปลูกได้แล้วในเมืองไทย

เอาเป็นว่า ช่วงปลายปีบรรยากาศดีๆ แบบนี้ ลองแวะที่ฟาร์มแห่งนี้ดูสักครั้ง นอกจากได้ช็อปชิมชิลผักผลไม้สดๆ รสชาติดีแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ เหมาะกับการไปท่องเที่ยวกันแบบครอบครัวด้วย มีทั้งการตกแต่งต้นไม้กระถาง เรียนรู้การปลูกผัก การเก็บเกี่ยวพืชผักด้วยตัวเอง เป็นต้น ที่สำคัญที่นี่เขาให้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายนะ จะบอกให้!

*ล้อมกรอบ*
พิเศษ! ตั้งแต่วันที่ 10-25 ธันวาคม 2559 สามารถซื้อ King of Melon ของฟาร์มโคโร ฟิลด์ ได้ที่ร้าน Villa Market สาขาทองหล่อ และสาขาอารีย์

 

5 สถานที่เที่ยว ‘แม่ฮ่องสอน’ ตามรอยพระบาทพ่อหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800426

เพิ่งผ่านพ้นวันที่ 5 ธ.ค. เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสไปเยือน ‘จังหวัดแม่ฮ่องสอน’ สถานที่ที่พ่อหลวงของชาวไทยเคยเสด็จพระราชดำเนิน งานนี้เราไปกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย…

บางพื้นที่มีการเดินเข้าป่า เดินขึ้นเขาบ้างคนธรรมดาอย่างเรายังเดินแล้วรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรง แต่เมื่อรู้ว่าสถานที่เหล่านี้ในหลวง ร.9 เคยเสด็จและเรากำลังเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ ความเหนื่อยที่มีก็เหมือนจะทุเลาลงไป

1.เที่ยวชมธนาคารข้าวแห่งแรกของโลก ‘บ้านป่าแป๋’

เริ่มจากสถานที่แห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชน ซึ่งสร้างความปีติยินดีให้กับชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้ พระองค์ได้พระราชทานข้าวเพื่อตั้งเป็นธนาคารข้าวที่บ้านป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นแห่งแรก

ย้อนกลับไปในช่วงระหว่าง 2499-2508 ชุมชนป่าแป๋เกิดภาวะขาดแคลนข้าวอย่างหนัก ต้องหยิบต้องยืมเงินซื้อโดยเสียดอกเบี้ยสูงมาก จนไม่มีทางจะชำระหนี้ได้หมด ธนาคารข้าวที่ตั้งขึ้นนี้คิดดอกเบี้ยต่ำขนาดชาวบ้านสามารถใช้คืนได้ในฤดู เก็บเกี่ยวครั้งต่อไป หลักเกณฑ์ของธนาคารมีอยู่ว่า ชาวบ้านต้องช่วยกันสร้างยุ้งข้าวและรวมกลุ่มกันดูแลการจ่ายออกและทวงคืน มีธนาคารข้าวหลายแห่งที่สามารถสะสมข้าวได้จนเหลือใช้จึงทูลเกล้าฯ ถวายคืนเพื่อพระราชทานธนาคารอื่นต่อไป

2.ชมนาขั้นบันได ‘โครงการหลวงแม่ลาน้อย’

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มองไปทางไหนก็รู้สึกถึงอากาศที่บริสุทธิ์ ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติที่คนเมืองอย่างเราๆ ถวิลหา ‘โครงการหลวงแม่ลาน้อย’ อยู่ที่ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นโครงการในพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในสมัยก่อนได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อลดพื้นที่การปลูกฝิ่น และการทำไร่เลื่อนลอย

ในปัจจุบันสิ่งที่คนคิดถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อพูดถึงโครงการหลวงแม่ลาน้อย คือ การมาชมความสวยงามของ ‘นาข้าวขั้นบันได’ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บอกกับเราว่ามีอยู่ 2 ช่วง ที่นาขันบันไดจะสวยงามมากนั้นก็คือเดือน กรกฎาคมและเดือนสิงหาคม อีกช่วงคือตอนเก็บเดี่ยวช่วงต้นเดือนตุลาคม นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวพวกเกษตรต่างๆ ทั้งยังมีแปลงผักปลอดสารพิษ โรงเพาะกล้าให้กับชาวบ้านอยู่ภายในโครงการอีกมากมาย

3.ดื่มกาแฟที่ ‘บ้านห้วยห้อม’

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงความอร่อยของกาแฟห้วยห้อมกันมาบ้างแล้ว บอกเลยว่าเราไปเยือนกันถึงถิ่นกันมาแล้ว ความเป็นมาของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อยและจุดเริ่มต้นของกาแฟห้วยห้อมเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2515 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในส่วนของกาแฟอาราบิก้านั้น มีการนำเข้ามาปลูกที่บ้านห้วยห้อมตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2515 โดยกลุ่มมิชชันนารี

นอกจากนั้นที่นี่เราจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน มีโฮมสเตย์บ้านห้วยห้อม จำนวน 5 หลัง สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 20 คน อัตราค่าที่พักคนละ 150 บาท ค่าอาหารมื้อละ 70 บาท และมีไกด์ท้องถิ่นนำเยี่ยมชมรอบๆ หมู่บ้าน ครั้งละ200 บาท ติดต่อ คุณมะลิวัลย์ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวห้วยห้อม นางมะลิวรรณ & นักรบไพร โทร. 08-9555-3900

4.’ปางตอง’ บ้านของพ่อ

ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2523 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จมาประทับแรม และมีรับสั่งเรื่องความมั่นคง และปัญหายาเสพติดเพราะทำให้เกิดปัญหา จึงรับสั่งให้สร้างศูนย์ฯขึ้นมาเพื่อให้คนเข้ามาเรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ โดยได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และราบ 21 สร้างเป็นฐานเรียนรู้ และได้นำแนวพระราชดำริไปขยายให้กับชุมชน และปรับเป็นการท่องเที่ยว โดยมีหน่วยงานจากกรมป่าไม้เข้ามาสร้างฝาย สร้างอาชีพ และได้นำพระราชดำริมาขยายพื้นที่รอบปางตอง และแม่ฮ่องสอน

ด้านกิจกรรมในศูนย์ปางตองนั้นมีหลากหลายอย่าง ได้แก่ การสร้างฝายให้เป็นตัวอย่าง เรื่องน้ำ โดยกรมชลประทาน และการทดลองเลี้ยงปลากดหลวง และปลาวสเตเจี้ยน (ทดลองมาแล้ว 10 ปี) ส่วนการพัฒนาที่ดินจะเป็นพื้นที่ลาดชัน ดังนั้นจึงมีการสนับสนุนปลูกพืชนาขั้นบันได ใช้หญ้าแฝก เพื่อปกป้องไม่ให้ดินสไล / สัตว์ป่า มีการเพาะเลี้ยงเพื่อขยายคืนให้ธรรมชาติ / ปศุสัตว์ จะส่งเสริม และปรับปรุงการเลี้ยงแกะ และการแปรรูป / กรมวิชาการ เน้นเรื่องกาแฟ ซึ่งการเกษตรแม่ฮ่องสอนเป็นป่าจำนวนมาก อีกทั้งกาแฟแม่ฮ่องสอนตอนนี้เริ่มติดตลาด (อาราบิก้า) ซึ่งการสนับสนุนต่างๆ ทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้ ส่วนศูนย์ข้าวจะสนับสนุนพันธุ์ข้าวที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ การทำไร่ข้าว และจัดหาพันธ์ุข้าวมี่ปลูกแล้วได้ปริมาณมาก สร้างให้ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจกับสภาพป่า

ด้านเยาวชน โรงเรียนร่มเกล้าปางตอง เป็นโรงเรียนพึ่งตนเอง สอนเด็กตามแนวชายแดน และเด็กที่ยากจน เพื่อสร้างจิตสำนึกในการรักษาธรรมชาติ และนำไปพัฒนาชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้คนในชุมชนมีอาชีพที่ยั่งยืนและมั่นคงและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ

5. ‘ปางอุ๋ง’ สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย

ปางอุ๋ง หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านรวมไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย อยู่ติดแนวชายแดนพม่า มีการขนส่ง ปลูกพืชเสพติด รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า พระองค์จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพให้กับราษฎรให้ดีขี้น

สมัยก่อนปางอุ๋ง เป็นอ่างเก็บน้ำสภาพเดิมคือ พื้นที่ป่าเขาหัวโล้น และเมื่อมีการสร้างป่าของกรมป่าไม้ มีการสร้างฝาย และการปล่อยน้ำให้กับชุมชนเพื่อทำการเกษตร นำไปสู่การฟื้นป่าและการทำการเกษตรที่เป็นระบบมากขึ้น จากเดิมที่มีการแผ้วถางทางป่า ปางอุ๋งเป็นหมู่บ้านจัดตั้งทางราบ 21 เป็นหมู่บ้านตัวอย่างในเรื่องของการเกษตร และได้ปรับเป็นการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

ใครได้มาเยือนปางอุ๋งแล้ว เรามั่นใจว่าคุณจะต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน กับความสวยงามของธรรมชาติที่ได้พบเจอ โรแมนติกแบบสุดๆ ในตอนเช้าตรู่ ยิ่งในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ด้วยแล้ว ได้การนั่งแพชมทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรอบ อากาศดีจนเราอยากจะหยุดเวลาไว้เหลือเกิน ซึ่งที่นี่สวยงามจนได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยเลยก็ว่าได้

 

‘สุเมธ…งานยังไม่เสร็จ’ รับสั่งจาก’ในหลวงรัชกาลที่9′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241132

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.22 น.
21 ต.ค. 59 ที่เฟซบุ๊ก “สานต่อที่พ่อทำ” ได้เผยแพร่ความตอนหนึ่งจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ได้กล่าวปาฐกถาในงานโครงการจัดกิจกรรมและสัมมนาผู้สูงอายุร่วมสร้างคุณค่าวัฒนธรรมไทยสู่ประชาคมอาเซียน ณ อาคารรัฐสภา 22 เม.ย. 2555 โดยระบุดังนี้

“ผมเคยเข้าเฝ้าฯ
กราบพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ผมอายุ 60 ปี
เป็นวัยที่ต้องเกษียณ พระองค์รับสั่งว่า
“แล้วฉันล่ะ”
….วันนั้นผมอายุ 60 ปี แต่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา

นับตั้งแต่วันนั้นผมไม่กล้าเอ่ยถึงคำว่าเกษียณอีกเลย
ผมจึงเปลี่ยนเป็นขอพระราชทานพรในวันคล้ายวันเกิดแทน
พระองค์ทรงมักจะให้พรในทำนองว่า
“ขอให้แข็งแรงนะ ขอให้มีพละกำลังกายที่แข็งแรงเพื่อที่จะทำประโยชน์ให้คนอื่นได้” หรือ
“ขอให้มีความสุขในการทำประโยชน์เพื่อคนอื่น”
….คำพระราชทานมักจบลงด้วยงานหรือการทำเพื่อคนอื่น

แต่ในปีนี้ผมเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระองค์ว่าอายุครบ 72 ปี
พระองค์ทรงนิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วทรงยกพระหัตถ์มาจับบ่าผมเขย่าแล้วรับสั่งว่า
“สุเมธ งานยังไม่เสร็จ….สุเมธ งานยังไม่เสร็จ”

…พระองค์ทรงห่วงเรื่องงานอย่างแท้จริง”

 

‘อดุลย์’นำทีมแจกจ่ายเสื้อ-ยาดม จัดรถเข็นวิลแชร์ให้คนพิการ-ผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241131

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.20 น.

21 ต.ค. 59 เวลา 12.30 น. ที่บริเวณท้องสนามหลวง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชน “พม.เพื่อหลวง” ตั้งอยู่บริเวณรอบสนามหลวง ฝั่งตรงข้ามวัดมหาธาตุ เพื่อบริการประชาชน โดยช่วยเหลือเมื่อมีเด็กพลัดพรากกับผู้ปกครอง บริการดูแลเด็กที่หลงทางก่อนส่งคืนผู้ปกครอง ให้คำปรึกษาแนะนำ บริการรถเข็นนั่งสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (วีลแชร์) แจกและสาธิตการทำริบบิ้น ยาดม และยาหม่อง มีบริการถุงผ้าใส่ของ บริการตัดผม และรับบริจาคเสื้อผ้าเด็กและผู้ใหญ่ ที่จะนำมาย้อมสีดำสำหรับแจกจ่าย พร้อมทั้งบริการและอำนวยการความสะดวกต่างๆ

โดยพล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ได้จัดตั้งศูนย์บริการเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะบริการรถเข็นวิลแชร์ไว้สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ มีการรวมกลุ่มผู้สูงอายุสาธิตการทำริบบิ้น รวมถึงมีการย้อมผ้าสีดำเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (22ต.ค.) คาดว่าจะมีผู้ร่วมเข้ามาร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นจำนวนมาก จึงได้จัดเตรียมเก้าอี้วิลแชร์ไว้เพิ่มอีก 100 คัน จากเดิมมีอยู่แล้ว 120 คัน เพื่อให้เพียงพอต่อประชาชนที่เข้ามาร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ ได้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทราบว่ามีจุดบริการ “พม.เพื่อพ่อหลวง” บริเวณดังกล่าว

 

เสียงจากลูกๆ….ในวันที่พ่อไม่อยู่ ข้อความดีๆยิ่งอ่านยิ่งน้ำตาไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240828

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.15 น.

21 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหน้าเพจเฟซบุ๊ก “Nune noppaluck” ได้รวบรวมข้อความดีๆ จากประชาชนชาวไทย ถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเสด็จสวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ต.ค.59 เวลา 15.52 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งการสวรรคตของพระองค์สร้างความโศกเศร้าต่อประชาชนชาวไทยเป็นจำนวนมาก โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

 

‘ถ่ายเถา’ซัดพวกกุข่าวสร้างเงื่อนไข ทำลายคนไทยร้องเพลง’สรรเสริญพระบารมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241130

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.14 น.

21 ต.ค.59 ถ่ายเถา สุจริตกุล โพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว Thaithow Sucharitkul เมื่อวันที่ 20 ต.ค.59 ที่ผ่านมา กรณี การนัดร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หน้า มณฑลพิธีท้องสนามหลวง หลังมีข้อความไปในทำนองว่า จะเข้มงวดการแต่งกายสำหรับผู้ที่จะไปร่วมงาน และต้องถือเทียนไปด้วย 1 เล่ม ฯลฯ โดยถ่ายเถา ระบุว่า น่าจะเป็นเจตนาของผู้ไม่หวังดี ที่พยายามขัดขวางหรือพยายามตัดโอกาสในการแสดงออกซึ่งความรักและจงรักภักดีแด่บรมกษัตริย์ในดวงใจ พร้อมเตือนให้หยุดส่งข้อมูลดังกล่าว

ถ่ายเถา สุจริตกุล โพสต์ข้อความ ดังนี้
ในฐานะผู้จัดคนหนึ่ง ดิฉัน ถ่ายเถา สุจริตกุล ขอเรียนให้ทราบทั่วกันว่า กำหนดนัดร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีให้ก้องโลกที่บริเวณถนนหน้าพระลาน กำเเพงพระบรมมหาราชวัง คือวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม เริ่มเวลา 13.00 น. ตามกำหนดเดิม และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

พอข่าววันแสดงที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเริ่มซา ก็มีข่าวว่าผู้ไปร่วมต้องแต่งตัวอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องถือเทียนไปด้วย 1 เล่ม ฯลฯ ทั้งหมดนี้รับรองว่าไม่ได้มาจากเราแน่นอน ข้อมูลหลัง ดิฉันถือว่าจงใจสร้างความเกลียดชังให้เราสถานเดียว ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีคนปล่อยข่าวที่ผิดพลาดจากความเป็นจริงถึงขนาดนี้ จะเป็นเพราะเข้าใจผิด เจตนากลั่นแกล้ง หรืออะไรก็ตาม ดิฉันขอเรียกพวกนั้นว่า “นักทำลายผู้ไร้จิดสำนึก” ซึ่งนอกจากตัวเองไม่รักในหลวง ยังขัดขวางหรือพยายามตัดโอกาสให้คนที่รักในหลวงแสดงออกซึ่งความรักและจงรักภักดีแด่บรมกษัตริย์ในดวงใจ

กรุณาหยุดส่งต่อข้อมูลประหลาดๆ ซึ่งทำให้เกิดความสับสนหรือเกลียดชัง เพราะคุณอาจกลายเป็นผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายโดยไม่รู้ตัว
โปรดให้อภัยถ้าดิฉันไช้คำพูดที่ตรงไปตรงมาเกินไป

 

คลิปนร.เซนโยเซฟทำการแสดง แปรอักษรเพื่อในหลวงอันเป็นที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241128

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.14 น.

คลิปการแสดงของนักเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ตั้งใจทำการแสดง…..เพื่อในหลวงอันเป็นที่รัก

cr.เฟซบุ๊คเกิดมาแชร์

แจกบัตรคิวปชช.ครั้งละ100คน เข้าถวายสักการะพระบรมโกศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241125

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 13.32 น.

21 ต.ค.59 พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ เปิดเผยว่าได้รับมอบหมายจากพล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1ให้ทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าในการบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เข้ามาในบริเวณพระบรมมหาราชวัง ทั้งการจัดที่จอดรถบริเวณรอบๆ สนามหลวง และการจัดบริการรถขนส่งสาธารณะทั้งของราชการ และเหล่าทัพต่างๆ ให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวก

นอกจากนี้ยังได้จัดพื้นที่พักผ่อนให้ประชาชน 15 จุด ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาในสนามหลวง โดยมีหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบ มีกองอำนวยการร่วมที่อยู่บริเวณกลางสนามหลวงที่มีการจัดอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ไว้บริการประชาชน รวมทั้งจัดรถเข็นไว้บริการให้ผู้พิการ นอกจากนี้ยังได้จิตอาสามาช่วยอำนวยความสะดวกประชาชน ทั้งนี้คาดการณ์ว่าภายหลังวันที่ 28 ตุลาคม จะมีการแจกบัตรคิวสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง โดยทางสำนักพระราชวังจัดคิวเข้าไปได้ครั้งละ 100 คน เฉลี่ยแล้ววันละ ประมาณ 30,000-40,000 คน เนื่องจากว่าทางขึ้นบริเวณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทมีบริเวณแคบ

“เราได้ทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร ที่มีเทศกิจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อส. นักศึกษาวิชาทหาร และนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งประชาชนที่เป็นจิตอาสา โดยจะมีการพูดคุยในตอนเช้า เพื่อแบ่งงานกันทำในพื้นที่สนามหลวง ส่วนปัญหาที่พบมากที่สุดนั้นคือประชาชนที่นำยานพาหนะเข้ามาในพื้นที่เพื่อนำของมาแจกจ่าย และจอดรถโดยรอบๆ  จนทำให้การจราจรติดขัด จึงได้ขอความร่วมมือไปยังจิตอาสาว่าให้ติดต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อนำอาหารไปแจกตามจุดที่กำหนด เพื่อให้การจราจรมีความสะดวก”

ส่วนกรณีการก่อเหตุร้ายในช่วงนี้ พล.ต.ธรรมนูญ กล่าวว่า เรามีเจ้าหน้าที่จากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูแลสถานการณ์ร่วมกันสังเกตสิ่งผิดปกติ ซึ่งที่ผ่านมามีความเรียบร้อยดี

สำหรับการจัดกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยโดยรอบพื้นที่สนามหลวงและพระบรมมหาราชวังนั้น รายงานแจ้งว่า มีกำลังทหารที่ประจำกองบัญชาการกองพลทหารที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1รอ.) ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารประมาณ 50 กองร้อย และเตรียมกำลังเข้ามาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน 150 กองร้อย ตามการอนุมัติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยจัดการจากหน่วยขึ้นตรง พล.1รอ. และกำลังสนับสนุนส่วนอื่นจากองทัพบกเพิ่มเติม รวมแล้วมีทหารประมาณ กว่า 30,000 นาย ผลัดกันอยู่เวรเพื่อดูแลความเรียบร้อยตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งสถานที่และลาดตระเวน นอกจากนี้มีกำลังของตำรวจนครบาล 8 สน.ผลัดละ 300 นาย เจ้าหน้าที่เทศกิจผลัดละ 200 คนด้วย