“สามารถ ราชพลสิทธิ์” ชำแหละ3ปัญหารถไฟฟ้าไทยกับอนาคตที่ยังน่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468042

"สามารถ ราชพลสิทธิ์" ชำแหละ3ปัญหารถไฟฟ้าไทยกับอนาคตที่ยังน่าห่วง

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เป็นที่รู้กันว่า ความคิดเห็นเรื่องระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ของ สามารถ ราชพลสิทธิ์ นั้นล้วนมีความหมาย น่ารับฟัง และไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมา อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจรคนนี้ มักออกมาให้ความรู้ แสดงทรรศนะต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟ รถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูงเป็นประจำ ภายใต้ดีกรีที่ไม่ธรรมดา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริญญาโท วิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมจราจรและขนส่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) และปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา สาขาการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ประกอบกับช่วงที่ทำงานทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร  ก็รับผิดชอบดูแลงานด้านการจราจรและขนส่งมาโดยตลอด

“ผมติดตามเรื่องการขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะมาอย่างยาวนาน จึงชอบแสดงความคิดเห็นและทรรศนะออกไป ทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”

ล่าช้า-จัดลำดับความสำคัญผิด-ไม่ศึกษาเส้นทาง

ในวันที่รถไฟฟ้ากำลังผุดขึ้นทั่วกรุง สามารถมองว่าปัญหาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเมืองไทย มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัญหาหลัก คือ ความล่าช้า การจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด และการขาดการศึกษาเส้นทางอย่างรอบคอบ

“เห็นได้บ่อยครั้งว่าการก่อสร้างมักล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนแม่บทที่วางไว้ ที่สำคัญยังพบว่า มีปัญหาเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของเส้นทาง ขาดพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน ส่วนใหญ่มักมองเรื่องการเวนคืนพื้นที่เป็นหลัก มากกว่าการเอาผู้โดยสารเป็นที่ตั้ง”

รถไฟฟ้าสายสีม่วงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของโครงการที่ไม่ยึดผู้โดยสารเป็นหลัก จนนำไปสู่การคาดการณ์จำนวนผู้ใช้ที่ผิดพลาด เสียทั้งเวลา เม็ดเงิน เเละโอกาสสำหรับการพัฒนาเส้นทางอื่น

“สายสีม่วงลงทุนทั้งหมดไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกิโลเมตรละประมาณ 2,800 ล้านบาท สุดท้ายมีผู้โดยสารประมาณ 2 หมื่นคนต่อวัน …น้อยมาก เมื่อเทียบกับโครงการรถด่วนพิเศษบีอาร์ทีที่ลงทุนเพียงแค่กิโลเมตรละ 120 ล้าน แต่มีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคนเท่ากัน หรือรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน บางซื่อ- ตลิ่งชั่น ที่สร้างเสร็จมาราว 3 ปี พร้อมใช้ทุกอย่าง แต่อ้างว่า สัญญาจัดซื้อรถไฟฟ้า โครงการก่อสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุง ผูกรวมกับสายสีแดง บางซื่อ- รังสิต ทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้”

สามารถบอกว่า เรื่องราวข้างต้นให้บทเรียนแก่อนาคตว่า แทนที่เราจะได้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปสร้างหรือใช้ในโครงการที่เหมาะสมและมีความต้องการเร่งด่วนกว่า กลับต้องจมอยู่กับของที่ยังไม่พร้อมใช้จริง การลำดับความสำคัญและระบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์จึงถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

“สายสีม่วง”…ต้องดิ้นรนให้มากกว่านี้

ตัวเลขการขาดทุนของรถฟ้าสายสีม่วงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนับตั้งแต่เปิดใช้งานเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

สามารถระบุว่า  ตัวเลข ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีรายได้จากค่าโดยสารเฉลี่ย 513,306 บาทต่อวัน ในขณะที่รฟม.ต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงวันละ 4 ล้านบาทจากค่าจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ให้บริหารจัดการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา 3.6 ล้านบาทต่อวัน ค่าจ้างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้รับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีเตาปูน-บางซื่อ 0.2 ล้านบาทต่อวัน และค่าจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้รับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีบางซ่อน-บางซื่อ 0.2 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้น รฟม.จึงขาดทุนเฉลี่ย 3,486,694 บาทต่อวัน หรือหากรวมจำนวนเงินขาดทุนตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม – 13 พฤศจิกายน 2559 จะขาดทุนถึง 349 ล้านบาท ซึ่งถ้าจำนวนผู้โดยสารยังคงเป็นไปเช่นนี้ต่อไปก็จะทำให้ รฟม.ขาดทุนถึงปีละ 1,273 ล้านบาท

เมื่อไม่สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางและระบบการเดินรถได้อีกต่อไป ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจรรายนี้ แนะนำคือ “ระบบส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน” ด้วยวิธีอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้โดยสารออกมาใช้บริการง่ายขึ้น หลังจากมองว่า ลำพังการปรับโดยสารลง 50 เปอร์เซนต์แบบในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

“ต้องช่วยกันขนผู้โดยสารออกมาขึ้นรถให้ได้ เช่น จัดรถสองแถวไปรับออกมาจากบ้านหรือสถานที่ทำงาน การแก้ปัญหาลักษณะนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสเคยใช้มาแล้ว เมื่อสมัยเปิดให้บริการใหม่ๆ ซึ่งประสบปัญหาเช่นกัน มีผู้โดยสารใช้งานเพียงวันละ 1.5 แสนคน แต่พยายามดิ้นรน นำ shuttle bus มาขนผู้คนจากที่ทำงานหน่วยงานต่างๆออกมาขึ้นรถ ซึ่งสายสีม่วงต้องทำ ไม่ใช่นิ่งเฉยแบบนี้”

สามารถ เข้าใจดีว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรที่นับเอาเฉพาะแค่ตัวเงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต การประหยัดเวลา พลังงาน และลดอุบัติเหตุจราจรด้วย อย่างไรก็ตาม จำเป็นเหลือเกินที่ผลประกอบการต้องขาดทุนในระดับที่เหมาะสม และสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลคิดถูกแล้วที่เลือกทำโครงการดังกล่าวในเวลานั้น

 

 

“สายสีชมพู- เหลือง”…อนาคตน่าเป็นห่วง

คำถามที่หลายฝ่ายกังวลที่สุดเวลานี้คือ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ระยะทาง 36 กิโลเมตร วงเงิน 53,490 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ระยะทาง 30 กิโลเมตร วงเงิน 51,810 ล้านบาท จะซ้ำรอยความผิดพลาดของสายสีม่วงหรือไม่ ?

“ผมผิดหวังมาก จริงๆมันสำคัญทุกสาย แต่เราควรเลือกเส้นทางที่สำคัญที่สุดก่อน สายสีชมพู แคราย – มีนบุรี  ลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท ตกกิโลเมตรละ 1.6 พันล้าน เป็นรถไฟรางเดี่ยวหรือโมโนเรล คาดการณ์ว่าปีแรกจะมีผู้ใช้ 1.8 แสนคนต่อวัน ซึ่งก็พอๆกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง สิ่งที่ผมกังวลคือ จะมีผู้โดยสารจำนวนมากเพียงแค่ช่วงเมืองทองธานี ศูนย์ราชการ ไปจนถึงสถานีหลักสี่เท่านั้น น้อยคนจะเดินทางจากศูนย์ราชการไปยังแครายหรือมีนบุรี ส่วนใหญ่ต้องการเดินทางเข้าสู่เมือง ทำให้เขาอาจจะเลือกนั่งรถตู้ไปลงอนุสาวรีย์ หรือหมอชิตเพื่อเข้าเมืองทันทีอย่างรวดเร็ว ขณะที่สายสีเหลืองนั้น ผมมองว่าขาดทุนเช่นกันแต่น่าจะมีปัญหาน้อยกว่า”

เส้นทางที่สามารถเห็นว่าเหมาะสมแก่การเดินหน้าลงทุนขณะนี้คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน – มีนบุรี ระยะทางรวม 39.6 กิโลเมตร เป็นแบบยกระดับระยะทาง 9 กิโลเมตร สถานียกระดับ 7 สถานี และโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบใต้ดินระยะทาง 30.6 กิโลเมตร สถานีใต้ดิน 23 สถานี

“ความเห็นของผม รัฐต้องเลือกสายสีส้มก่อน เอาเงินมาทุ่มกับเส้นนี้ จากมีนบุรี – ราม – ศูนย์วัฒนธรรม – ประตูน้ำ – ยมราช – ปิ่นเกล้า – ตลิ่งชั่น  แถวนั้นมีคนเยอะมาก ต้องเร่งสร้าง  สายสีชมพู-เหลือง เอาไว้ก่อน แต่คิดว่าเขามีปัญหาเรื่องเวนคืนที่ดิน ทำให้ยุ่งยากในการจัดการ แต่พื้นที่ตรงนี้คนหนาแน่นมาก  มีผู้ใช้งานสูงแน่ เป็นการเชื่อมระหว่างฝั่งตะวันตกและออกของแม่น้ำเจ้าพระยา”

 

ต้องบังคับใช้”พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547″

“ที่บอกว่าสร้างก่อนแล้วความเจริญจะตามมานั้นไม่ถูกทั้งหมด  ความเจริญต้องเติบโตควบคู่ไปกับการก่อสร้าง เส้นทางที่จะมีรถไฟฟ้า ต้องมีความเจริญในพื้นที่อยู่พอสมควร ที่สำคัญต้องมีการพัฒนาส่วนอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย อย่างการดึงดูดให้เอกชนมาร่วมลงทุน เช่น จัดสรรโซนนิ่งในการพัฒนาโดยเก็บภาษีถูกลง”

อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ให้ความรู้ว่า ประเทศไทยมีกฎหมาย พระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 แต่รัฐบาลไม่นำมาปรับใช้ ทั้งที่เป็นกฎหมายชั้นดีต่อการพัฒนา

“ปกติคนถูกเวนคืนที่ดิน เขาต้องออกไปอยู่ที่อื่น แต่ พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินฯ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องออกไป สามารถอยู่ละแวกเดิมได้ โดยคนที่ไม่ถูกเวนคืนก็เสียสละพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขา และจัดรูปที่ดินเสียใหม่ ไม่มีพื้นที่ชายธง และพื้นที่ตาบอด มีสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม มีโรงพยาบาล โรงเรียน ทำทางเข้าออกที่ดี แบบนี้ที่ดินจะมีมูลค่าสูงขึ้น แต่นี่เราดันปล่อยให้การพัฒนาเป็นไปตามยถากรรม รถไฟฟ้าเป็นสแตนอโลน โดดเดี่ยวเกินไป ไม่ผูกรวมกับการใช้ที่ดินหรือพัฒนาพื้นที่ ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย”

อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บอกต่อว่า ถ้าเรียนรู้และตระหนักถึงความผิดพลาดในอดีต ก็จะสามารถมองเห็นปัญหาในอนาคตล่วงหน้าได้ หลักการคือ การพัฒนาที่เส้นทางขนส่งต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ เปรียบเสมือนไก่กับไข่ จะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระบบขนส่งก็จะมีคนใช้มากขึ้น ผู้พัฒนาที่ดินก็จะมีคนมาอาศัยมากขึ้นเป็นการเกื้อกูลกัน

“ในอดีตย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สภาพพื้นที่ดูไม่ได้เลย แต่ต่อมามีการตัดเส้นทางทำถนนใหม่ ปรับรูปแบบการเดินทางเข้า-ออกที่ดี แบ่งพื้นที่เป็นโซน โดยผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. ลักษณะนี้  ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลปัจจุบัน น่าจะบังคับใช้เป็นต้นแบบได้”

นอกจากจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ สิ่งที่ละเลยไม่ได้ก็คือ ความเป็นธรรม ที่จะต้องมีการนำมาขบคิดต่อไปด้วย  ภาครัฐอาจพิจารณานำกฎหมายพิเศษ (value capture) มาใช้  คือ การเรียกเก็บผลประโยชน์ที่เอกชนได้รับจากการมีรถไฟฟ้าตัดผ่าน

“บริเวณสถานีรถไฟฟ้า ใครมีที่ดินจะรวยเหมือนส้มหล่น บางคนไปดักซื้อที่ดินล่วงหน้า ได้ผลประโยชน์คนเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 3-10 เท่า ในต่างประเทศเขาจึงมีมาตรการพิเศษ เช่น ถ้าพื้นที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า คุณต้องเสียสละเงินส่วนหนึ่งในการก่อสร้างด้วย ญี่ปุ่นทำแบบนี้เพราะถือว่าตัวเองได้ประโยชน์และลดการเก็งกำไรที่ดินไปในตัว  คนใกล้มากก็เสียมาก เมื่อคุณมีความสะดวกสบายในการเดินทาง และราคาที่ดินของคุณเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งหรือเสียภาษีพิเศษเพื่อช่วยในการก่อสร้าง ไม่ได้เยอะมากจนเดือดร้อน เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม”

สามารถทิ้งท้ายว่า ระบบขนส่งมวลชนไทยต้องคิดให้ครบทุกมิติ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ คน บ้าน แหล่งงาน พัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบหลักและระบบเชื่อมต่อให้มีคุณภาพรองรับการเดินทางของผู้คนที่สะดวกและคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งขันอย่างเดียวจนเกิดความซ้ำซ้อนมากเกินไป ทั้งนี้ต้องพัฒนาควบคู่กับการจัดระบบการใช้ที่ดินและผังเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญอนาคตรัฐยังต้องเรียนรู้การทำสัญญาข้อตกลงกับเอกชน โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมถึงมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

“การวางแผนการขนส่ง ไม่ใช่แค่เพื่อการแก้ปัญหาจราจรติดขัดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง  ผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจต้องมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าต้องการเมืองแบบใด  ต้องมองให้ทะลุตั้งแต่ต้น เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง อำนวยความสะดวกสบายให้เขามากที่สุด ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเสร็จอีกกี่เส้น ประชาชนก็ต้องเดินในระยะไกลหรือต้องต่อรถจำนวนมากกว่าที่ควรจะเป็นทั้งสิ้น”

ทั้งหมดนี้คือ ความปรารถนาดีของสามารถ ราชพลสิทธิ์ต่อการบริหารจัดการระบบขนส่งยอดนิยมของกรุงเทพฯอย่างรถไฟฟ้า.

 

“พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก”บันทึกจากองคมนตรี “สวัสดิ์ วัฒนายากร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/467483

"พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก"บันทึกจากองคมนตรี "สวัสดิ์ วัฒนายากร"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอเนื้อหาในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ที่องคมนตรีได้ถ่ายทอดเรื่องราวการได้มีโอกาสทำงานใกล้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หนึ่งในองคมนตรีที่ได้บันทึกเรื่องราวดังกล่าวไว้ คือ สวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปัจจุบันได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในวัย 78 ปี โดยเนื้อหาที่องคมนตรีได้บันทึกเอาไว้มีความน่าสนใจควรค่าแก่ชาวไทยจะได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจเยี่ยมเยียนปัญหาราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารผ่านมุมมองจากองคมนตรี

บันทึกของ สวัสดิ์ วัฒนายากร พูดถึงวินาทีแรกที่ได้รับทราบจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติแห่งชีวิตคือ องคมนตรี เมื่อ 14 ปีที่แล้ว

“คืนวันที่ 10 ก.ค. 2545 เวลา 4 ทุ่ม 45 นาที เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงของผมดังขึ้น ผมงัวเงียลุกขึ้นมารับสาย เป็นเสียงของท่านราชเลขาธิการ อาสา สารสิน แจ้งว่า เพิ่งออกมาจากเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังไกลกังวล มีพระราชกระแสทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นองคมนตรี”

“ความรู้สึกของผมหลังจากที่ได้ยินครั้งแรกยากที่จะบรรยาย คงต้องเรียกว่า ตะลึงไปขณะหนึ่ง ผมคิดว่าหูคงเพี้ยนไป ถามย้ำหลายครั้ง ท่านราชเลขาฯ ยืนยันว่า เมื่อได้ยินครั้งแรก ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันต้องกราบบังคมทูลถามอีกครั้งจึงแน่ใจ หลังจากวางหูโทรศัพท์ ผมนอนตาค้างอยู่ประมาณสิบห้านาที ตัดสินใจโทรกลับไปหาท่านราชเลขาฯ ขอให้พูดซ้ำอีกที เรื่องพระราชกระแส เพื่อผมจะได้แน่ใจว่า เมื่อครู่นี้ไม่ได้ฝันไป”

“หลังจากที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในการทำหน้าที่องคมนตรีเรียบร้อยแล้ว ผมถอยหลังมายืนอยู่ด้านข้าง ค่อนไปทางหลังของท่านประธานองคมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปฏิสันถารกับท่านประธานองคมนตรี ซึ่งก็คงรวมถึงตัวผมด้วย เพราะผมยืนอยู่ในระยะที่จะได้ยินพระสุรเสียงชัด มีพระราชดำรัสใจความว่า เรื่องการแต่งตั้งองคมนตรีในครั้งนี้ ทรงพระราชดำริอยู่เป็นปี จะทรงหาคนช่วยองคมนตรี จุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งสุขภาพไม่สู้ดีเพราะทำงานหนักมานาน

“พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ผมมาช่วยในเรื่องโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำซึ่งมีจำนวนมาก พระองค์ท่านทรงเล่าถึงโครงการต่างๆ ประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข”

สวัสดิ์ วัฒนายากร

ถวายงานในหลวง “ห้ามเดา”

ก่อนที่ สวัสดิ์ จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีนั้นได้มีโอกาสถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่สมัยที่ทำหน้าที่เป็นอธิบดีกรมชลประทาน

“เป็นที่ตอกย้ำกันในหมู่ข้าราชการชลประทานที่กราบบังคมทูลรายงานว่า “ห้ามเดาเด็ดขาด!” ถ้าเรื่องไหนไม่รู้ ก็ให้กราบบังคมทูลตอบไปตรงๆ เคยมีช่วงแรกๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ มีกำหนดการเสด็จฯ ไปที่ฝายน้ำล้นใกล้ๆ หมู่บ้าน ผู้อำนวยการกองที่กรุงเทพฯ ในฐานะผู้ใหญ่ จึงไปรับเสด็จฯ และกราบบังคมรายงานด้วยตัวเอง โดยเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ท่องจำข้อมูลเกี่ยวกับตัวฝายไว้พร้อม

ในช่วงหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถามว่า สันฝายอยู่ระดับเท่าใด ผู้อำนวยการฯ เกิดจำไม่ได้ตัดสินใจดำน้ำกะตัวเลขที่ใกล้เคียง สมมติว่า “บวก 350 พระพุทธเจ้าข้า” (สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 350 เมตร) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหยุดนิดหนึ่งแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ถ้าระดับ 350 น้ำก็ท่วมตำบลนี้ทั้งตำบล” ทรงชี้ไปที่แผนที่ 1:50,000 เส้นบอกระดับตำบลที่อยู่เหนือน้ำอยู่ที่ 349 นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมท่องเป็นคาถาว่า เวลากราบบังคมทูลตอบเมื่อมีพระราชดำรัสถามห้ามเดา แต่ก็ยังไม่วายพลาดจนได้

คืนวันหนึ่ง ผมได้ร่วมโต๊ะเสวยหลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระราชดำรัสที่ยังก้องอยู่ในหูของผมจนทุกวันนี้ คือ “ที่เขายากจนต้องมาทำมาหากินในพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะมา แต่เพราะเขาไม่มีที่อื่นจะไป ที่ฉันช่วยเขา ไม่ใช่ว่าจะช่วยตลอดไป แต่ช่วยเพื่อให้เขาได้มีโอกาสช่วยตัวเองต่อไป”

“ถนนดิสโก้-รั้วลวดหนาม”

บันทึกของสวัสดิ์ ระบุว่า หลังจากเสด็จฯ กลับจากแปรพระราชฐานที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ได้เพียงเดือนเศษ ก็เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร และมีกำหนดการเสด็จฯ ไป อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 25 พ.ย. 2535

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินตรงมายังพวกเราที่ยืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ ทรงชี้ไปที่ลำน้ำลำพะยังในแผนที่ จุดใกล้ๆ กับบ้านกุดตอแก่น พร้อมกับมีพระราชดำรัสว่า ลำพะยังเหมือนลำน้ำทั้งหลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลำน้ำคดเคี้ยวมาก หน้าน้ำ น้ำจะท่วมเป็นประจำ พอหมดฝน ลำน้ำก็แห้งผาก กลายเป็นหุบเหวลึกถึงสิบเมตร น่าจะพิจารณาจุดที่เหมาะสมในการสร้างประตูเก็บน้ำไว้ใช้จากนั้นพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรตรงจุดนี้ ทรงชี้ในแผนที่มีพระราชดำรัสแล้วพระองค์ท่านก็เสด็จฯ ไปยังที่ว่าการอำเภอ

รองสมุหราชองครักษ์ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และผมจะต้องอยู่ในรถนำขบวน พวกเรารีบตะลีตะลานศึกษาเส้นทางที่จะไปยังจุดที่พระองค์ท่านทรงชี้ มีปลัดอำเภอโทอยู่คนเดียวที่เป็นคน จ.กาฬสินธุ์ แต่ก็ไม่ใช่คน อ.เขาวง ไม่ชำนาญพื้นที่เหมือนกัน สรุปว่า ระหว่างนำขบวนซึ่งต้องผ่านบ้านกุดตอแก่น เราจึงรีบไปพาตัวกำนัน ซึ่งมีบ้านอยู่ที่นั่นให้นำทางไป

เวลา 19.00 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลงจากอำเภอ ขบวนเริ่มออกเดินทางไปจุดที่ลำพะยังแห้งเป็นหุบเหวลึก พวกเราในรถใจคอไม่สู้ดี เพราะไม่รู้เส้นทางเลย ได้แต่ดูจากแผนที่ 1:50,000 และขณะนั้น บรรยากาศมืดสนิท การจัดขบวนเสด็จฯ รถยนต์พระที่นั่งจะเป็นคันที่สอง ต่อจากรถนำซึ่งเป็นรถของเรา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง

จำได้ว่าเป็นรถ Jeep Wagoneer พวงมาลัยซ้าย เราเร่งเครื่องเต็มที่ เหลียวดูเห็นไฟหน้ารถขบวนยาวเหยียด เราทิ้งระยะขบวนประมาณ 2-3 กิโลเมตร พอถึงหน้าบ้านกำนันปลัดอำเภอตะโกนเรียก ได้ความว่า กำนันไม่อยู่ ไปกรุงเทพฯ พวกเราชักเลิ่กลั่กออกจากหน้าบ้านกำนันก็พบชายสองถึงสามคนยืนอยู่ริมถนน คนหนึ่งนุ่งผ้าขาวม้าไม่สวมเสื้อ ปลัดอำเภอส่งภาษาท้องถิ่นถามไปถามมา รถยนต์พระที่นั่งก็ใกล้เข้ามา รองสมุหราชองครักษ์ พล.อ.ท.สุพจน์ บอกให้คว้าตัวขึ้นมาเลย โดยให้นั่งเบียดข้างหน้า ปลัดอำเภอโต้ตอบกับมัคคุเทศก์ที่นุ่งผ้าขาวม้าซึ่งเราฟังไม่ออก

พอรถออกจากบ้านกุดตอแก่น มัคคุเทศก์บอกให้เลี้ยวซ้าย ขับไปได้ราว 2-3 กิโลเมตร มัคคุเทศก์สั่งให้เลี้ยวขวาลงทางเกวียน ถนนขรุขระสุดๆ รถกระเด้งกระดอนแกว่งไปมา มืดก็มืด พวกเราชักใจเสีย เพราะรถยนต์พระที่นั่งและขบวนตามมาติดๆ สิ้นสุดทางเกวียน เราคิดว่าต้องมาผิดทางแน่ คงจะสื่อสารกันไม่เข้าใจหรืออย่างไร รถยนต์พระที่นั่งมาจอดใกล้ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผมวิ่งไปถวายความเคารพ พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสถามว่า “อธิบดีจะพาฉันไปดิสโก้ที่ไหน?” ผมยิ้มแห้งๆ กราบบังคมทูลตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่าที่นี่ที่ไหน พระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสว่า “ตอนออกจากบ้านกุดตอแก่น ต้องเลี้ยวขวา แต่รถนำเลี้ยวซ้าย ฉันเลยต้องตามมา” และยังมีพระราชดำรัสสั่งให้ถามมัคคุเทศก์ให้ชัดเจนว่า จุดที่ลำพะยังเป็นหน้าผาสูง มองเห็นลำน้ำเป็นร่องเหวลึก มีทางไปได้ไหม ปลัดอำเภอสอบถามได้ความว่า ต้องกลับไปบ้านกุดตอแก่นต่อไปอีก 2-3 กิโลเมตร แล้วต้องเดินไปอีกราว 500 เมตร จะถึงลำพะยังตรงจุดนั้น

ขบวนกลับรถกันกลางทุ่งนาอย่างทุลักทุเล ขณะนั้นเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา วิ่งกลับไปจนสุดทาง ตามที่มัคคุเทศก์บอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงทรงพระดำเนินท่ามกลางความมืดไปในทุ่งนาตะปุ่มตะป่ำ โดยมีไฟฉายส่องทางและมีมัคคุเทศก์ผ้าขาวม้าเดินนำ ทุกคนต้องเดินอย่างระมัดระวัง ถ้าพลาด เท้าจะแพลงได้ทันที สักครู่มาถึงสระบังของราษฎร มีรั้วลวดหนาม โดยทรงให้เจ้าหน้าที่ถ่างลวดหนาม แล้วทรงพระดำเนินมุดรั้วลวดหนามเข้าไป

ความรู้สึกของผมบอกไม่ถูก นึกรำพึงในใจว่า จะมีพระเจ้าแผ่นดินหรือพระประมุขของประเทศไหนหนอในโลกนี้ ที่จะทรงตรากตรำพระวรกายจนถึงทรงมุดรั้วลวดหนาม เพื่อจะเสด็จฯ ไปทรงหาน้ำให้ราษฎร ยิ่งกว่านั้น พระองค์ท่านยังทรงหันกลับมามีพระราชดำรัสเตือนว่า “อธิบดี อย่าลืมซ่อมรั้วให้เขานะ”

ลุงวาเด็ง

ตำนาน “ลุงวาเด็ง” พระสหายในหลวง

อีกหนึ่งเรื่องเล่าขานที่ประชาชนชาวไทยได้ยินกันมานาน คือ ลุงวาเด็ง ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระสหายของในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่แน่นอนว่ามีน้อยคนนักจะรู้ว่าในหลวงไปพบกับลุงวาเด็งได้อย่างไร

“ผมเข้ารับตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยัง พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ กรมชลประทานก็เปิดศูนย์รับเสด็จฯ ที่โครงการชลประทานนราธิวาส ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา เมื่อทราบว่าจะเสด็จฯ ออกทรงงานที่ใด พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา กับ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ (ยศขณะนั้น) รองสมุหราชองครักษ์ จะรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อออกไปตรวจพื้นที่พร้อมกำหนดจุดที่จะเสด็จฯ ในวันที่ 30 ก.ย. 2535 มีกำหนดจะเสด็จฯ ไปพื้นที่พรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพรุเสื่อมโทรมขนาดใหญ่”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา พร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมราชองครักษ์เฝ้าฯ ทรงชี้ในแผนที่ 1 : 50,000 แล้วมีพระราชดำรัสว่า จะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรปากคลองน้ำจืด ซึ่งมีศักยภาพที่จะสร้างอาคารเก็บน้ำจืดไว้ให้ราษฎรในหน้าแล้งได้ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของพื้นที่ ร่วมกันทัดทานว่า เสด็จฯ ไปไม่ได้ ทางที่ไปขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อเพราะเป็นหน้าฝน และจุดที่จะเสด็จฯ ไปรถยนต์เข้าไม่ถึง อยู่ห่างจากถนนประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสั้นๆ ว่า “ฉันไปได้”

การเปลี่ยนเส้นทางกะทันหันในยามค่ำมืดเช่นนี้ ย่อมมีปัญหาที่ทุกคนกังวลยิ่งคือเรื่องการถวายความปลอดภัย ไม่มีใครทราบว่า เส้นทางที่จะไปจะเจออะไรบ้าง ผมจำได้ว่า พอสุดเส้นทางถนนขรุขระที่รถแล่นได้ ทุกคนต้องลงเดิน ทางที่เดินนั้นมืดมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินโดยมีเจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉายส่องทาง ผู้ที่ตามเสด็จฯ ทุกคนเตรียมพกไฟฉายประจำตัวอยู่แล้ว ถ้าใครไม่มี เป็นต้องเดินตกท้องร่องแน่ๆ

“สักครู่ก็ถึงบ้านใต้ถุนสูงของเจ้าของสวน ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมอายุประมาณ 70 ปีเศษ นุ่งกางเกงสีน้ำเงินไม่สวมเสื้อ เห็นกล้ามเป็นมัดๆ แสดงอาการตื่นเต้น ดีอกดีใจเมื่อทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินผ่านที่ของเขา ชายคนนี้คือ ลุงวาเด็ง รับอาสานำทางไปยังจุดที่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร คือ ปากคลองน้ำจืด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำให้กรมชลประทานไปพิจารณารายละเอียด เพื่อสร้างประตูบังคับน้ำที่ปากคลอง เพื่อเก็บน้ำจืดไว้ใช้ในหน้าแล้ง”

“หลังจากประทับอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง จึงเสด็จฯ กลับ โดยทรงแวะที่บ้านลุงวาเด็ง ช่วงนั้นมีสุภาพสตรีสามถึงสี่คน แต่งตัวคลุมศีรษะเรียบร้อยตามประเพณียืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ เข้าใจว่าเป็นครอบครัวของลุงวาเด็ง ลุงวาเด็งซึ่งยังคงอยู่ในชุดเดิม เฝ้าฯ กราบบังคมทูลฯ อยู่ข้างบ่อน้ำตื้น ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำใหม่เอี่ยมวางอยู่ข้างบ่อ ลุงวาเด็งได้กราบบังคมทูลฯ เป็นภาษายาวี ว่า เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวของเขา ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ มาถึงบ้าน แต่เสียใจเหลือเกินที่ไม่มีผลไม้ทูลเกล้าฯ ถวาย”

“เงาะกับทุเรียนที่ปลูกไว้ก็เพิ่งขายไป เหลือทุเรียนลูกเล็กๆ ห้อยต่องแต่งอยู่ลูกเดียว และยังดิบอยู่ เงินที่ได้มาสองหมื่นบาทก็เอาไปซื้อเครื่องสูบน้ำใหม่ที่เห็นวางอยู่ ผมจำได้ว่าเป็น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ที่กล่าวทำนองแหย่เล่นว่า “ไม่มีอะไรถวาย ก็ปั๊มน้ำนั่นไงล่ะ”

“ลุงวาเด็งแสดงอาการดีใจเหมือนเพิ่งนึกได้และกราบบังคมทูลฯ ว่า “ถวายเลย ขอถวายปั๊มน้ำ” พร้อมกับหันไปทางเจ้าหน้าที่ บอกว่า “ยกไปเลย ยกไปเลย” เสียงของลุงวาเด็งบ่งบอกถึงความจริงใจ ต่อมาเมื่อใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา ลุงวาเด็งจะหอบหิ้วผลไม้ตามฤดูกาลเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายเป็นประจำทุกปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกลุงวาเด็งว่า “พระสหาย”

“ฉันดีใจมาก” รอยยิ้มพระเจ้าแผ่นดิน

สวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตองคมนตรี บอกเล่าผ่านในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ถึงการเสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสกับคณะผู้ติดตามนั้นว่า “ฉันดีใจมาก” เพราะสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองปัญหาในมุมที่คนส่วนใหญ่มองไม่ค่อยเห็น และพระองค์ท่านจะทรงแก้ด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งได้ผลอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง โครงการมูโนะ เป็นโครงการหนึ่งที่ผมได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะได้ติดตามอธิบดีมนัส ปิติวงษ์ ไปรับเสด็จที่นราธิวาส ในช่วงปี พ.ศ. 2518-2522 แม่น้ำโก-ลกเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ต้นน้ำเป็นเทือกเขาสันกาลาคีรี แม่น้ำไหลออกทะเลที่ อ.ตากใบ มีปัญหาน้ำท่วม อ.สุไหงโก-ลก และ อ.สุไหงปาดี เป็นประจำ ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำตลอดแนว น้ำแทนที่จะไหลล้นสองฝั่ง กลับล้นมาฝั่งเราฝั่งเดียว จึงท่วมหนักกว่าปกติ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับอธิบดีกรมชลประทานว่า “ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำ ถ้าฝั่งเราทำบ้างต่อไปจะสูงขึ้นสูงขึ้นทั้งสองฝั่ง กลายเป็นกำแพง” พระองค์ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโครงการมูโนะ โดยทำประตูนำน้ำส่วนที่เกินจากแม่น้ำโก-ลกเข้ามาที่คลองมูโนะ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมชลประทานสร้างระบบชลประทาน ทำคลองส่งน้ำส่งไปเลี้ยงพื้นที่เกษตรใน อ.สุไหงโก-ลก กับ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โครงการมูโนะสอดคล้องช่วยเหลือเกื้อกูลกับโครงการพรุโต๊ะแดงของพระองค์ท่านอีกโครงการหนึ่งด้วย

พรุโต๊ะแดงเริ่มต้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส ไปสิ้นสุดที่ อ.สุไหงโก-ลก ระยะทางเกือบ 40 กิโลเมตร เดิมครอบคลุมพื้นที่เกือบ 2 แสนไร่ ในปีที่แล้งติดต่อกันราษฎรที่ทำกินอยู่บริเวณรอบพรุจะค่อยๆ รุกล้ำเข้าไปทำกิน บางปีก็เกิดไฟไหม้ป่าพรุจนปัจจุบันเหลือพื้นที่พรุเพียงประมาณ 8 หมื่นไร่ ปัญหาการทำกินของราษฎร คือ เรื่อง 4 น้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเปรี้ยว และน้ำเค็ม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินโครงการพรุโต๊ะแดง โดยขุดลอกคูคลองแล้วสร้างประตูควบคุมน้ำ ให้บริหารจัดการโดยให้น้ำในพรุอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ถ้าน้ำน้อยกว่านั้น เมื่อดินแห้งปฏิกิริยาของใบไม้รากไม้ที่สะสมอยู่ใต้ดินลึกหลายสิบเมตรจะทำให้เกิดความร้อนเกิดไฟลุกขึ้นเองได้ ยากที่จะทำการดับ เมื่อน้ำมากก็เปิดประตูระบายน้ำออก ไม่ให้ล้นท่วมพื้นที่เกษตรของราษฎร และทรงกำชับให้กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันไฟไหม้ป่า และป้องกันการรุกของราษฎร เพื่อรักษาผืนป่าชุ่มน้ำอันมีค่านี้ไว้

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านโคกอิฐ โคกใน และโคกกูแว ต.พร่อน อ.ตากใบ ทอดพระเนตรสภาพความยากจนของชาวบ้าน ทรงซักถามถึงปัญหาอุปสรรคในการดำรงชีพของราษฎร ราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมที่มารอเฝ้าฯ ได้กราบบังคมทูลฯ ว่าถึงแม้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้บรรเทาเบาบางลงตั้งแต่โครงการพรุโต๊ะแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ก็มีเรื่องน้ำเปรี้ยวที่ไหลมาจากพรุ ทำให้สวนผลไม้ไม่ได้ผล ข้าวก็ได้ไร่ละ 10-15 ถัง บางปีได้เพียง 4-5 ถัง ไม่พอกิน สัตว์เลี้ยงมักจะล้มป่วย กรมพัฒนาที่ดินช่วยเหลือโดยนำปูนมาร์ลมาใส่ในนา แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงไม่สามารถใส่ให้พอเพียงได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสว่า น้ำจืดในโครงการมูโนะมีเหลือเฟือ ให้กรมชลประทานสร้างคลองนำน้ำจืดมาซะล้างดินเปรี้ยวและใช้น้ำในการทำนา แล้วทำคันกั้นน้ำจากพรุโต๊ะแดง โดยให้ระบบคลองระบบน้ำเปรี้ยวแยกออกต่างหาก ไม่ให้เข้าไปในพื้นที่เกษตรของราษฎร และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำให้ความรู้ด้านวิชาการแก่ราษฎร

หลายปีต่อมา วันที่ 28 ก.ย. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปยังบ้านโคกอิฐ โคกใน และโคกกูแวอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนสังเกตเห็นมีบ้านสร้างใหม่ขึ้นหลายแห่ง ต้นไม้ผลไม้ก็ดูเขียวชอุ่มงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะข้าวในนากำลังงามแตกกอเต็มท้องทุ่ง ราษฎรที่มารับเสด็จทุกคนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ราษฎรกราบบังคมทูลฯ ว่า เดี๋ยวนี้ข้าวที่เคยได้ 5-10 ถัง/ไร่ไม่พอกิน ตั้งแต่ได้น้ำจืดพระราชทานและทำคันเอาน้ำเปรี้ยวออก ต้นข้าวก็งดงามได้ถึง 40-50 ถัง/ไร่ ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง เหลือพอขาย ต้นไม้ผลไม้ก็พลอยงามให้ผลดี วัวควายก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ทุกอย่างดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เดี๋ยวนี้สบายแล้ว

ทุกคนในขบวนเสด็จฯ สังเกตเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปฏิสันถารกับราษฎรและทรงซักถามในรายละเอียดด้วยพระพักตร์ที่เบิกบานผ่องใส ทุกข์ของราษฎร คือทุกข์ของพระองค์ท่าน คงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงมีความสุขยิ่งไปกว่าความอยู่ดีกินดี รอดพ้นจากความยากจนของพสกนิกรของพระองค์ท่าน

ผมจำภาพนี้ติดตาไม่มีวันลืมเลือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หันพระพักตร์มาที่พวกเรา แย้มพระสรวลแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ฉันดีใจมาก”

ในช่วงท้าย อดีตองคมนตรี บอกว่า ที่ผมเล่ามาเป็นเพียงเกร็ดเล็กน้อย ของเศษเสี้ยวที่ได้ตามเสด็จและปฏิบัติงานถวายใกล้ชิด ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรเป็นประจำ คือ หยาดพระเสโทเต็มพระพักต์จนฉลองพระองค์เปียกชุ่ม หรือประทับบนพื้นดินทรงซักถามทุกข์สุขของราษฎรที่มารอเฝ้าฯ หรือเสด็จฯ ไปในป่าเขาหุบเหวท่ามกลางสายฝนที่กำลังกระหน่ำ ทั้งในเวลากลางวันหรือค่ำคืนดึกดื่น

“ผมเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่งที่มีบุญได้ปฏิบัติงานถวายการรับใช้ได้เบื้องพระยุคลบาทในช่วงสั้นๆ ยังมีข้าราชการและผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ที่ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ”

“เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าเป็นบุญของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติ ที่เรามีพระมหากษัตริย์และพระราชินี สุดประเสริฐ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงทุ่มเทและทรงตรากตรำพระวรกายอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 60 ปี ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลายๆ เหตุการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตนเอง และติดตาตรึงใจของผมมาโดยตลอด ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง”

 

ทุกข์ผู้บริโภค โดนลอยแพ! อสังหาฯ ทำพิษ โครงการชะงัก เรียกร้องได้ไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819830


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้โครงการอสังหาริมทรัพย์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด กระจัดกระจายอยู่ทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นครอบครัวขนาดเล็กในสังคมเมืองได้เป็นอย่างดีแต่…ด้วยวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อช่วงหลาย 10 ปีก่อน ส่งผลกระทบสู่ธุรกิจโดยภาพรวมของประเทศไทยแต่นั้นมา จนกลายเป็นปัญหาโยงใยสู่ผู้บริโภคให้ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลายโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเพิ่งดำเนินการตอกเสาเข็ม ทำฐานรากอาคาร หรือแม้แต่โครงการที่ขึ้นโครงสร้างอาคารไปหลายชั้นแล้ว กลับต้องหยุดชะงักไป!คำถามคือ แล้วผู้บริโภคที่ทำสัญญาซื้อไปแล้วล่ะ จะทำอย่างไร? ถูกลอยแพเช่นนี้ เรียกร้องอะไรได้ไหม? … อีกหนึ่งปัญหาความทุกข์ยากที่ผู้บริโภคสุดปวดตับ กับการผิดสัญญาจากบริษัทขายโครงการ จนต้องสูญทรัพย์ที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ หาทางออกมาให้คุณแล้ว!

ปัจจุบันโครงการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีทั้งหมด 1,519 โครงการ

ก่อนอื่น ทีมข่าวฯ ได้รวบรวมตัวเลขโครงการอสังหาริมทรัพย์ จาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ทำการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระบุว่า ปัจจุบันโครงการอสังหาริมทรัพย์ มีทั้งหมด 1,519 โครงการ มีหน่วยในผังทุกโครงการรวมกัน 434,400 หน่วย เป็นโครงการบ้านจัดสรร 1,077 โครงการ หรือ 203,000 หน่วย และโครงการอาคารชุด 442 โครงการ มีหน่วยห้องชุดในผังของทุกโครงการรวมกัน 231,400 หน่วย

โดยจากหน่วยในผังโครงการ ทั้งหมด 434,400 หน่วย พบว่า มีโครงการที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งหมด 213,050 หน่วย เป็นโครงการบ้านจัดสรร 71,750 หน่วย และโครงการอาคารชุด 141,300 หน่วย

“ปัญหาอสังหาฯ” เรื่องร้องเรียนอันดับ 1 จากผู้บริโภค

แม้ว่าปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์จะถูกพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานทางธุรกิจมากขึ้น เมื่อเทียบกับยุคสมัยก่อนที่คนซื้อบ้านมีความเสี่ยงสูง ที่จะไม่ได้บ้านตามสัญญา หรือได้มาแต่ก็ไม่มีคุณภาพ แต่…ก็ใช่ว่า ในยุคปัจจุบันนี้ ทุกข์ของคนซื้อบ้านจะหมดไป เพราะก็ยังคงมีเรื่องร้องเรียนของคนซื้อบ้านเข้ามาอยู่อย่างต่อเนื่อง

เห็นได้จากสถิติการร้องเรียนจากผู้บริโภคในปี 2559 พบว่า มีผู้ร้องเข้ามายัง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มากถึง 2,136 เรื่อง และศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จำนวน 133 เรื่อง

นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาอสังหาริมทรัพย์ เกิดจากความเดือดร้อนจากการผิดสัญญา การโฆษณาเกินจริง จนทำให้เกิดการร้องเรียนระหว่างผู้บริโภค และผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มธุรกิจที่มีปัญหาการร้องเรียนมากที่สุดหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ หรือธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่ผู้บริโภคร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มากเป็นอันดับหนึ่ง

“โดยลักษณะปัญหาที่ถูกร้องเรียนเข้ามาส่วนมาก จะเป็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงไว้ ไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด และไม่ส่งมอบหรือโอนบ้านตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ รวมถึงเรื่องที่ถูกร้องเข้ามามากที่สุดในช่วงระยะ 2 ปีหลังมานี้คือ คุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐานตามสัญญา ดังนั้น ก็อยากจะฝากให้ผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องของมาตรฐานของวัสดุก่อสร้างที่ผู้ประกอบธุรกิจหัวใส ไม่ใส่ใจผู้บริโภค แอบลดสเปกลงเพื่อลดต้นทุน หากไม่ตรวจตราในระหว่างก่อสร้างให้ดี วันดีคืนดีบ้านอาจจะทรุด หรือพังเอาได้ง่ายๆ” โฆษก สคบ. กล่าว

ปัญหาผู้บริโภคโดนลอยแพ หลังอสังหาฯ เจ๊ง! สะท้อนผู้ขายไม่ใช้สัญญามาตรฐาน

เช่นเดียวกับ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยถึงปัญหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันด้วยว่า ลักษณะของปัญหาที่ผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามามากที่สุดคือ ผู้ขายผิดสัญญา/ผิดสัญญาเช่า-จอง, บ้านชำรุดบกพร่อง และสร้างไม่เสร็จ/ไม่ได้มาตรฐาน/ล่าช้า

“ปัญหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องก่อสร้างล่าช้า ไม่เป็นไปตามโฆษณาสาธารณูปโภค ไม่มีการจัดการของนิติบุคคล ปัญหาเรื่องค่าส่วนกลาง และที่กำลังเป็นปัญหาและยังคงมีร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องคือ ผู้บริโภคเดือดร้อนจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างไม่เสร็จ ไม่ดำเนินการต่อ ซึ่งปัญหานี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ทำสัญญามาตรฐานระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำสัญญาซื้อขาย ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคโดนเอารัดเอาเปรียบน้อยลง”

นางสาวสารี กล่าวต่อว่า เมื่อบริษัทเจ้าของโครงการไม่ได้ใช้สัญญามาตรฐาน ตามที่ สคบ. กำหนด โอกาสที่ผู้บริโภคจะถูกโกงก็ยังมีเกิดขึ้น เนื่องจากไม่มีหลักประกันอะไรให้กับผู้บริโภคว่า เมื่อเกิดปัญหาแล้วจะมีทางออกให้กับผู้บริโภคอย่างไร ซึ่งปัจจุบันก็ยังพบว่า มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งที่ยังไม่ได้ใช้สัญญามาตรฐาน ในการทำสัญญาซื้อขายกับผู้บริโภค ซึ่งถือว่ามีความผิด ฉะนั้น ผู้บริโภคไม่ควรเอาอนาคตไปฝากไว้กับโครงการที่ไม่มีหลักประกัน

เช็กก่อนเซ็น! สังเกตง่ายๆ อสังหาฯ ที่คุณกำลังจะซื้อ ใช้สัญญามาตรฐานหรือไม่?

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ซื้อบ้านต้องศึกษาเรื่องของ “สัญญามาตรฐาน” ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนด เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ ลดการถูกเอารัดเอาเปรียบ

นายพิฆเนศ แนะวิธีการสังเกตสัญญามาตรฐานง่ายๆ ว่า ยกตัวอย่างสัญญาซื้อขายอาคารชุด ประกอบด้วย ข้อสัญญาที่รับรองว่าผู้ประกอบธุรกิจมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และจะนำไปจดทะเบียนอาคารชุด, ข้อสัญญาที่แสดงว่าที่ดิน อาคาร และห้องชุดในอาคารชุด มีภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน หรือบุคคลใดหรือไม่, ข้อสัญญาที่ระบุถึงตำแหน่งที่ดิน เลขที่ของโฉนดที่ดินของโครงการ และที่สำคัญ ต้องมีคำมั่นว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จ 

ในสัญญามาตรฐานยังระบุถึงข้อสัญญาที่กระทำกันระหว่างผู้จะซื้อและผู้จะขาย ไว้ด้วยว่า ภาระในการชำระค่าภาษีเงินได้ ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าอากรแสตมป์ ในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภาระ ในส่วนนี้ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้จ่าย ส่วนภาระของค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมในห้องชุด ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ซื้อ สามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้วิธีจ่ายเท่ากัน หรืออาจใช้วิธีให้อีกฝ่ายเป็นผู้จ่ายก็ได้

นอกจากนี้ สาระสำคัญในรายละเอียดยังระบุถึง การให้สิทธิบอกเลิกสัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและฝ่ายผู้ซื้อ โดยข้อสัญญาฉบับมาตรฐาน สคบ. ระบุให้ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และยังมีสิทธิเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนได้ พร้อมดอกเบี้ยปรับ หากผู้ขายหรือผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถดำเนินโครงการอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา หรือผู้ซื้อคาดหมายได้ว่าจะไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือผู้ซื้อเห็นว่าผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ผู้ซื้อมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาได้ และยังให้สิทธิผู้ซื้อดำเนินคดีตามกฎหมายได้ด้วย


ผู้ซื้อถูกลอยแพ อสังหาฯ เจ๊ง! ทำไงดี? เปิดทริก 5 วิธีดำเนินการคลี่คลายทุกข์

กระนั้นแล้ว เมื่อเกิดกรณีผู้บริโภคโดนละเมิดสิทธิในด้านอสังหาริมทรัพย์ โครงการหยุดชะงัก สร้างไม่เสร็จ และไม่มีการดำเนินการต่อ อันดับแรกให้ผู้บริโภคตรวจสอบสัญญาก่อน หากในสัญญาครบกำหนดแล้ว ผู้บริโภคสามารถเรียกค่าเสียหายคืนได้ ดังนี้ …

1. ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรถึงผู้ประกอบการหรือคู่กรณี เพื่อให้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หากมีการแก้ไขปัญหาจนผู้บริโภคพอใจแล้ว ก็จะถือว่าปัญหานั้นสิ้นสุดลงแล้ว
2. ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชน ตลอดจนองค์กรวิชาชีพต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยยื่นหลักฐานเอกสารต่างๆ เช่น ใบเสร็จ ใบโฆษณา เอกสารการทำสัญญา เพื่อเข้าสู่มาตรการเจรจาไกล่เกลี่ย และหาข้อยุติในการแก้ไขปัญหากับคู่กรณี หากได้รับการตอบรับที่ดี กรณีนั้นๆ ก็ถือว่าสิ้นสุดเช่นเดียวกัน
3. การรวมกลุ่มของผู้เสียหาย เพื่อรณรงค์และผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา
4. การฟ้องผู้บริโภค หรือการให้ข่าวต่อสาธารณชนหรือการร้องเรียนกับสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่ในที่สาธารณะ
5. ฟ้องศาลเป็นคดีผู้บริโภค เพื่อเรียกร้องให้ผู้ประกอบการชดเชยค่าเสียหาย

นอกจากนี้ นายพิฆเนศ กล่าวถึงมาตรการเจรจาไกล่เกลี่ย ที่ สคบ. นำมาใช้ในการบรรเทาทุกข์หรือช่วยเหลือผู้บริโภค กรณีโดนละเมิดสิทธิผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วยว่า หากผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามา ทาง สคบ. จะเรียกทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายเข้ามาสอบถามถึงข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการตกลงยินยอมชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้บริโภค โดยไม่ต้องนำเรื่องขึ้นฟ้องร้องในชั้นศาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ผู้บริโภคได้รับเงินคืนจำนวนไม่น้อย

เช็กก่อนซื้อ! วสท.แนะหลักพิจารณา ลดโอกาสเสี่ยงโดนลอยแพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคก่อนตัดสินใจซื้อ! ทีมข่าวฯ ได้สอบถามถึงหลักในการพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ จาก รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) แนะให้ฟังว่า “1. อันดับแรก ผมยังเชื่อว่าแบรนด์ของบริษัทเจ้าของโครงการ ก็มีส่วนในการตัดสินใจ และน่าเชื่อถือได้ถึง 50% 2. ก่อนตัดสินใจซื้อ ก็ควรจะไปดูโครงการจริง ประเมินด้วยสายตาว่า โครงสร้างเกิดการร้าวทรุดแตกจุดไหนหรือไม่ 3. หากเป็นไปได้ ก็ควรจะพาผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบมาตรฐานของโครงสร้างในเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจ 4. หากเป็นไปได้ก็ซื้อโครงการที่เสร็จแล้ว หรือควรเลือกซื้อโครงการที่ก่อสร้างงานวิศวกรรมและงานสถาปัตยกรรมเสร็จแล้ว โอกาสที่จะโดนปล่อยลอยแพก็น้อย”

ไขคำตอบ! โครงสร้างอสังหาฯ ปล่อยทิ้งนาน นำมาพัฒนาต่อ ปลอดภัยไหม?

ผู้สื่อข่าวสอบถาม เลขาธิการ วสท. เพิ่มเติม ถึงมาตรฐานโครงการอสังหาฯ ที่สร้างไม่เสร็จ ปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน แล้วถูกนำมาพัฒนาต่อ กรณีนี้ถือว่ามีความมั่นคงปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน?

“แน่นอนว่าก็ต้องเจอกับสภาพดินฟ้าอากาศ ความชื้น ควันรถ มลพิษต่างๆ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อคอนกรีต จนทำให้ความเป็นด่างของคอนกรีตรอบๆ เหล็กเสริมลดลง ส่งผลให้เหล็กเสริมในคอนกรีตเกิดสนิม ถูกกัดกร่อน และเสื่อมสภาพในที่สุด”

รศ.สิริวัฒน์ อธิบายต่อว่า เมื่อเหล็กเสื่อมสภาพ ก็จะเกิดการบีบคอนกรีตจนแตกหลุดออกมา เมื่อระยะเวลานานเป็น 10-20 ปี ก็ส่งผลให้บ้านและอาคารยิ่งเสื่อมสภาพเร็วขึ้น รวมถึงด้วยสภาพโครงสร้างเก่าที่ยังไม่สมบูรณ์ เมื่อมีปัจจัยภายนอกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นแรงลม แผ่นดินไหว หรือเกิดการเขย่าขึ้นมา ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดรอยแตกร้าวจนอาคารถล่มลงมาได้ ดังนั้น อาคารร้างที่ถูกปล่อยทิ้งไว้นานโดยที่ไม่มีการดูแล จึงค่อนข้างอันตรายมาก หากจะต้องนำมาพัฒนาต่อ โครงการเหล่านี้ก็ต้องได้รับการตรวจสอบมาตรฐานเชิงลึกจากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างก่อน

—-*—-

สุดท้ายนี้…ในฐานะหน่วยงานสำคัญที่มีอำนาจในการคุ้มครองผู้บริโภคอย่าง สำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เสนอแนะอีกครั้งว่า 1. ก่อนที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจวางเงินจอง เงินมัดจำ เงินดาวน์ และทำสัญญาจะซื้อจะขาย ควรตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจ หรือเจ้าของโครงการให้ถูกต้องชัดเจนว่า ผู้ประกอบธุรกิจเคยถูกร้องเรียนมาแล้วหรือไม่ 2. ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ ถ้าเป็นนิติบุคคล ควรตรวจสอบว่าได้จดทะเบียนเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกต้องหรือไม่ 3. มีทุนจดทะเบียนเท่าไร ทุนที่ชำระแล้วเท่าไร ใครเป็นกรรมการผู้จัดการ หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท 4. ที่ดินที่ตั้งโครงการมีโฉนดถูกต้องหรือไม่ ตรวจเลขที่โฉนด ใครเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินหรือยัง 5. ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของโครงการได้รับอนุญาตก่อสร้างถูกต้องหรือไม่ และที่สำคัญ 6. สัญญาที่คุณกำลังจะเซ็นนั้น เป็นสัญญามาตรฐานหรือไม่

“ดังนั้น ผู้บริโภคอย่าตัดสินใจซื้อบ้าน โดยเชื่อจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว และควรต้องเก็บเอกสารคำโฆษณา และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเอาไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจ ในกรณีที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและโดนละเมิดสิทธิ” นายพิฆเนศ กล่าวทิ้งท้าย.

ญี่ปุ่นเงื้อดาบจ่อตัดจีเอสพี 14 สินค้า ไทยเลื่อนชั้นรายได้เกือบสูง เสียสิทธิ์ประเทศกำลังพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820110


นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นได้ปรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ในการพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรที่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยญี่ปุ่นจะตัดสิทธิที่ให้กับสินค้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2562 มีสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิ 14 รายการ มูลค่า 15.79 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในจำนวนนี้มีสินค้า 6 รายการที่จะได้รับผลกระทบ คือ ซอร์บิทอล, กาแฟคั่วที่แยกคาเฟอีนออกแล้ว, เอทิลแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้แปลงสภาพอื่นๆ, ไม้อัดพลายวูดอื่นๆ, ไม้ลามิเนต และไม้บล็อคบอร์ด ซึ่งได้เชิญผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าทั้ง 14 รายการ จำนวน 24 ราย มาหารือและแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาสิทธิ์จีเอสพีของญี่ปุ่นแล้ว“กรมการค้าต่างประเทศได้ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยกำหนดแนวทางการผลักดันการเจรจารายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไว้ในการทบทวนทั่วไปภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) ที่จะมีขึ้นในปี 2560 และหากสามารถผลักดันให้เกิดการลดภาษีได้ก่อนวันที่ 1 เม.ย.62 ไทยก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิ์จีเอสพีครั้งนี้เลย”

สำหรับเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ ในการพิจารณาการตัดสิทธิ์จีเอสพีของญี่ปุ่น ประกอบด้วย 1. เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ตามที่ธนาคารโลกกำหนดติดต่อกัน เป็นเวลา 3 ปี โดยเกณฑ์ในปี 2559 กำหนดให้มีมูลค่ารายได้ประชาชาติ ระหว่าง 4,036-12,475 เหรียญสหรัฐฯ และ 2.ประเทศนั้นมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 1% ของปริมาณการส่งออกไปทั่วโลกเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 ปี ซึ่งจากเกณฑ์ดังกล่าว จะทำให้ไทยไม่ได้สิทธิ์จีเอสพี ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2562 เพราะไทยมีรายได้ประชาชาติ 5,620 เหรียญฯ และสัดส่วนการส่งออกไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 2556-2558 อยู่ที่ 1.21%, 1.20% และ 1.29% ตามลำดับ.

 

เตรียมน้ำมันรับมือวันหยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820109


นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยถึงยอดการใช้น้ำมันในช่วง 11 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.) พบว่าการใช้น้ำมันเบนซินวันละ 28.82 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.18% ขณะที่ดีเซลมีการใช้เฉลี่ยวันละ 60.16 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 3.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยอดการใช้น้ำมันเพิ่มเป็นผลจากราคาน้ำมันลดลง โดยเบนซินลดลงราว 3-4 บาทต่อลิตร ดีเซลลดลง 1.80 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) ลดลงตามไปด้วย โดยการใช้ก๊าซแอลพีจีอยู่ที่วันละ 16.35 ล้านกิโลกรัม ลดลง 8.96% ก๊าซเอ็นจีวีวันละ 7.72 ล้านกิโลกรัม ลดลง 8.95%สำหรับในช่วงปลายเดือน ธ.ค.2559-ม.ค.2560 ซึ่งจะเป็นช่วงการท่องเที่ยวรับปีใหม่ คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันในภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนจะใช้รถยนต์เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้การใช้เบนซินในช่วงดังกล่าวเฉลี่ยวันละ 30 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากช่วยเดียวกันของปีก่อนที่มีการใช้เบนซินวันละ 29.2 ล้านลิตร ส่วนการใช้ดีเซลเฉลี่ยวันละ 63 ล้านลิตร ลดลงจากเดิมใช้วันละ 63.8 ล้านลิตร “เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมจึงได้ส่งหนังสือถึงผู้ค้าน้ำมันทุกรายและผู้ขนส่งน้ำมันทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมมีสำรองน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนในช่วงเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ และได้กำชับให้พนักงานขับรถขนส่งน้ำมัน ขับรถอย่างระมัดระวัง ปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยทางถนนและตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด”.

 

เอสพีซีจี จัดงานสัญจรต่างจังหวัด หวัง รุกตลาดโซลาร์รูฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 01:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820054


เอสพีซีจี จัดงานสัญจรต่างจังหวัด หวังรุกตลาดโซลาร์รูฟ ได้รับความสนใจจากคนเชียงใหม่ล้นหลาม ขณะที่ ดร.วันดี ยิ้มโชว์รับเงินปันผลจาก 2 บริษัทย่อยโซลาร์ฟาร์ม 122.57 ล้านบาทวันที่ 23 ธ.ค. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ บริษัท เอสพีซีจี และ บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ หรือ เอสพีอาร์ ร่วมกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ โฮมโปร จัดงานเสวนา “ลดรายจ่าย ฝ่าวิกฤตกับ โซลาร์ รูฟ” เพื่อให้ความรู้ เรื่องระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าภายในบ้าน ถือว่า เป็นการออกสัญจรในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยได้รับความสนใจจากชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมากดร.กุญชรยาคง จุลเจริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี กล่าวว่า โครงการโซลาฟาร์มของเอสพีซีจีมีทั้งสิ้น 36 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 260 MW ได้นำบริษัทไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อประสบความสำเร็จ ก็มีแผนขยายการลงทุนโซลาร์ฟาร์มไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และ พม่า รวมถึงอีกหลายประเทศในแถบภูมิภาคนี้เพราะเชื่อว่าธุรกิจพลังงานทดแทน จะกลายเป็นกระแสการลงทุนที่ได้รับนิยมมากในอนาคต เป็นธุรกิจที่ช่วยลดโลกร้อน ผ่านมาบริษัทฯ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 210,000 ตันต่อปี

อย่างไรก็ตาม บริษัท เอสพีซีจีได้แต่งตั้งโฮมโปร เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์โซลาร์รูฟ ด้านตลาดที่อยู่อาศัย มาจำหน่ายในโฮมโปร เพื่อความสะดวกของลูกค้า โดยอุปกรณ์ทุกชนิด เป็นแบบเดียวที่ใช้ในโซลาร์ฟาร์ม ของบริษัท เพื่อการันตีคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆว่าได้มาตรฐาน ซึ่งขณะนี้โซลาร์รูฟของบริษัท ได้รับการยอมรับจากเจ้าของบ้านในกรุงเทพฯกว่า 500 หลังคาเรือน เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าภายในบ้านได้เป็นอย่างดี

สำหรับ การออกสัญจรในจ.เชียงใหม่ มีการออกบูธแสดงสินค้า ภายใต้แบรนด์ SPR Solar Roof งานจะมีถึงวันที่ 25 ธ.ค. ภายในงาน โฮมโปรแฟร์ จ. เชียงใหม่ โดยจัดแสดงนวัตกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ภายใต้แบรนด์ Kyocera จากประเทศญี่ปุ่น Inverter SMA และระบบ HEMS ซึ่ง โซลาร์รูฟของบริษัทมีให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ S, M, L และ XL โดยมีประชาชนสนใจเข้าชมจำนวนมาก

ดร.วันดี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด (SPC) มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ดังนั้น บริษัทเอสพีซีจี ในฐานะผู้ถือหุ้นได้สิทธิรับเงินปันผล 112,499,998.50 บาท เช่นเดียวกับ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ แอสเซ็ท (SPA) ซึ่งเป็นบริษัทลูก ก็มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น บริษัทในฐานะผู้ถือหุ้น จึงได้เงินปันผลอีก 10,079,999.16 บาท รวม 2 โครงการ 122.57 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทได้ถือหุ้นสัดส่วน 99.99% ใน SPC ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มจำนวน 34 โครงการ และ SPA ที่เป็นผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในจำนวน 2 โครงการ เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

 

ออกมาตรฐาน 4Q ดึงธุรกิจท่องเที่ยวให้บริการถูกกฎหมาย หาคู่ค้าทำตลาดให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 18:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819865


กรมการท่องเที่ยว จัดทำมาตรฐาน 4Q เพื่อดึงให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้บริการสินค้าและบริการที่ถูกกฎหมาย ราคาเป็นธรรม ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัย ตั้งเป้าผู้ประกอบการเข้าร่วม 10,000 ราย พร้อมนำรายชื่อผู้ที่ผ่านเกณฑ์ส่งให้คู่ค้าในต่างประเทศ สถานทูต และให้ ททท.ทำการตลาดให้เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 59 นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การดำเนินงานของกรมการท่องเที่ยวในปี 2560 จะมีความเข้มข้นมากขึ้นในเรื่องของการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เข้าสู่มาตรฐานมากขึ้น โดยขณะนี้ได้จัดทำโครงการรับรองมาตรฐานขั้นพื้นฐาน (4Q) ตามที่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาสู่กระบวนการขอใบรับรองคุณภาพขั้นพื้นฐานได้ 10,000 ราย ภายใน 3 เดือน คือ ธ.ค. 2559 และ ม.ค.-ก.พ. 2560

ขณะเดียวกัน การปรับเป็น 4Q เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่มาตรฐานได้ง่ายขึ้น และเป็นขั้นแรกในการพัฒนาตนเองไปสู่ Thailand Tourism Standard ซึ่งเป็นมาตรฐานในระดับสากลด้วย เมื่อผู้ประกอบการได้รับมาตรฐาน 4Q แล้ว กรมการท่องเที่ยวจะนำรายชื่อสถานประกอบการต่างๆ ส่งให้คู่ค้าในต่างประเทศ สถานทูต และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำไปทำการตลาดให้

ทั้งนี้ การรับรองมาตรฐานขั้นพื้นฐาน (4Q) จะเน้นสินค้าและบริการที่ถูกกฎหมาย ราคาเป็นธรรมถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติได้รับบริการที่มีคุณภาพ โดยมีข้อกำหนดทั่วไปเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำในการดำเนินการพื้นฐานของผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ต้องปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง เพื่อปกป้อง คุ้มครอง และพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้รับบริการ หรือนักท่องเที่ยว

สำหรับองค์ประกอบ 4Q มีดังนี้ Q1 = ถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และ/หรือได้รับใบอนุญาตจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆ Q2 = ราคาเป็นธรรม คือ ผู้ประกอบการมีการแสดงรายการและราคาสินค้าที่ชัดเจน Q3 = ถูกสุขลักษณะ คือ ผู้ประกอบการต้องได้รับการรับรองที่ผ่านการตรวจจากส่วนราชการดำเนินการตามหลักสุขลักษณะ Q4 = ความปลอดภัย คือ ผู้ประกอบการต้องได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากส่วนราชการที่รับผิดชอบ

นางสาววรรณสิริ กล่าวอีกว่า โดยจะจัดกลุ่มประเภทธุรกิจตามมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. กลุ่มสินค้าและบริการ โดยสินค้า เช่น ของที่ระลึก อัญมณี และกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น นวด สปา สวนสนุก 2. กลุ่มบริษัทนำเที่ยว ได้แก่ บริษัทนำเที่ยวที่ได้การรับรองจากกรมการท่องเที่ยว 3. กลุ่มร้านอาหาร 4. กลุ่มขนส่ง ได้แก่ เรือรับจ้าง และรถรับจ้าง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมการท่องเที่ยวได้จัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 52 มาตรฐาน และได้ดำเนินการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยไปแล้ว 4,691 ราย ประกอบด้วย ด้านที่พักเพื่อการท่องเที่ยว 1,082 ราย การบริการเพื่อการท่องเที่ยว 2,235 ราย ด้านกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยว 165 ราย ด้านแหล่งท่องเที่ยว 104 ราย และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ 1,105 ราย

 

พณ. ดึงผู้ผลิตเอทานอล ซื้อหัวมันสดเกษตรกร กิโลละ 1.90 บ. นาน 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ธ.ค. 2559 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819857


พาณิชย์ ดึงผู้ผลิตเอทานอล ลงนามซื้อขายหัวมันสดจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่าโลละ 1.90 บาท นาน 3 เดือน รวม 1.08 แสนตัน พร้อมออกประกาศเพิ่มการเก็บสต็อกเป็น 1.5 ต่อ 1 หรือต้องสต็อกไว้ 1.5 ตัน ส่งออกได้ 1 ตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต สร้างสมดุลตลาด รักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ…เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายมันสำปะหลัง ระหว่างสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มปริมาณการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งจะส่งผลให้ราคามันมีเสถียรภาพ

สำหรับการลงนามดังกล่าว สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย จะรับซื้อหัวมันสดเชื้อแป้ง 25% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม (กก.) ละ 1.90 บาท สูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ที่ไม่น้อยกว่า กก.ละ 1.20 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน หรือตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.-31 มี.ค.60 รวมปริมาณรับซื้อ 108,000 ตัน แต่หากราคาตลาดในช่วงที่รับซื้อเกินกว่า กก.ละ 1.90 บาท เกษตรกรจะขายได้ตามราคาตลาดที่สูงขึ้น

“เงื่อนไขความร่วมมือคือ รับซื้อไม่ต่ำกว่า กก.ละ 1.90 บาท ถ้าราคาตลาดสูงขึ้นก็ต้องซื้อในราคาสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าราคาต่ำกว่า 1.90 บาท เช่น กก.ละ 1.80 บาท เกษตรกรก็จะยังขายได้ กก.ละ 1.90 บาท ซึ่งในช่วง 3 เดือนหลังจากนี้ จะมีหัวมันสำปะหลังออกสู่ตลาดกว่า 17 ล้านตัน” นางอภิรดี กล่าว

ด้าน นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้ออกระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการอนุญาตให้ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกไปนอกราชอาณาจักร สำหรับปี 2560 เพื่อคุมเข้มมาตรการกำกับดูแล และรักษาระดับราคามันสำปะหลังภายในประเทศฤดูกาลผลิตปี 59/60 โดยเพิ่มอัตราส่วนสต็อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ต่อการส่งออกในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.60 เป็น 1.5 ต่อ 1 เพื่อดูดซับผลผลิตในประเทศ สร้างสมดุลตลาด และรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ

นางดวงพร กล่าวด้วยว่า ระเบียบนี้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 59 ที่เห็นชอบให้มีมาตรการกำกับดูแลและรักษาระดับราคามันสำปะหลังภายในประเทศ ฤดูกาลผลิตปี 59/60 โดยเพิ่มอัตราส่วนสต็อกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่มีก่อนการส่งออกในเดือน ม.ค.-เม.ย. จากเดิมในอัตรา 1 ต่อ 2 เป็นอัตรา 1.5 ต่อ 1 หรือมีสินค้า 150 ตัน สามารถส่งออกได้ 100 ตัน และให้ผู้ส่งออกรับซื้อมันสำปะหลังในประเทศเป็นหลัก เพื่อดูดซับปริมาณมันในประเทศที่จะออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะช่วยพยุงราคาหัวมันสดและผลิตภัณฑ์ไม่ให้ตกต่ำในช่วงเวลาดังกล่าว.

 

รวมพลคนเสริมสวย ‘เราเกิดในรัชกาล ๙’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249338

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

 

เสริมสุขภาพด้วยเวย์โปรตีน ดีจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249334

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.