กองเชียร์มีลุ้น ฮิลลารีโดดร่วม ดันนับคะแนนใหม่ รัฐผลเลือกตั้งน่าสงสัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ย. 2559 04:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794781

 

กองเชียร์ฮิลลารี คลินตัน มีลุ้นแม้ความเป็นไปได้อาจน้อยนิดที่จะพลิกกลับมาชนะโดนัลด์ ทรัมป์…ทีมหาเสียงของฮิลลารีประกาศเข้าร่วมกับตัวแทนจากพรรคกรีน ผลักดันให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ในรัฐสำคัญหลายรัฐที่คะแนนออกมาแบบน่าสงสัย ขณะที่รัฐวิสคอนซินกำลังเตรียมตัวลงมือนับคะแนนใหม่ทั้งหมดตามคำร้องแล้ว

เมื่อ 27พ.ย.สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน ทีมหาเสียงของนางฮิลลารี ประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ 26พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นว่า จะเข้าร่วมกับนางจิลล์ สตีน ตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สังกัดพรรคกรีน ในความพยายามผลักดันให้มีการนับคะแนนใหม่ในรัฐสำคัญหลายรัฐ ถึงแม้ดูเหมือนเป็นไปได้สูงที่ผลการนับคะแนนใหม่จะไม่อาจเปลี่ยนแปลงจากเดิมก็ตาม

ด้านบีบีซี รายงานว่า เจ้าหน้าที่เลือกตั้งในรัฐวิสคอนซินกำลังเตรียมตัวที่จะมีการนับคะแนนใหม่ทั้งหมดในรัฐวิสคอนซิน ตามคำร้องอย่างเป็นทางการของนางสตีน ที่เรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ที่รัฐนี้ ขณะเดียวกัน นางสตีนก็สามารถระดมเงินสนับสนุนได้แล้วกว่า 5 ล้านดอลลาร์สำหรับใช้ในการนับคะแนนใหม่ เพื่อต้องการให้เกิดความมั่นใจว่าไม่มีการแฮกระบบคอมพิวเตอร์การนับคะแนนจนทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกันชนะเลือกตั้ง


นางจิลล์ สตีน ตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯสังกัดพรรคกรีน ที่ออกมายื่นคำร้องให้นับคะแนนใหม่ที่รัฐวิสคอนซิน

ด้านคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)รัฐวิสคอนซิล ออกแถลงการณ์ว่า กกต.รัฐวิสคอนซินได้รับคำร้อง 2 ฉบับจากทีมหาเสียงของ นางจิลล์ สตีน และนายRocky Roque De La Fuente หนึ่งในผู้สมัครที่พลาดหวังจากการเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ2016 ด้วยเหตุนี้ ทางกกต.รัฐวิสคอนซินจึงกำลังเตรียมตัวที่จะดำเนินการนับคะแนนใหม่ทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ของนางสตีน ระบุว่า ขณะนี้ ทางทีมหาเสียงของนางสตีน สามารถระดมเงินสนับสนุนได้แล้ว 5.3 ล้านดอลลาร์ เกือบจะได้เท่ากับเป้าที่ตั้งไว้ 7 ล้านดอลลาร์ในการยื่นคำร้องของนับคะแนนใหม่ในรัฐวิสคอนซิน และเพนซิลเวเนีย เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะเข้ามาแทรกแซงการนับคะแนนจนทำให้ทรัมป์ชนะ โดยเฉพาะใน 3 รัฐ คือ วิสคอนซิน เพนซิลเวเนีย และมิชิแกน ขณะที่กำหนดเส้นตายในการยื่นคำร้องต่อกกต.ของรัฐดังกล่าวแตกต่างกัน โดยที่รัฐวิสคอนซิน มีกำหนดเส้นตายยื่นคำร้องนับคะแนนใหม่ในวันศุกร์ที่ 25พ.ย. ขณะที่รัฐเพนซิลเวเนีย เป็นวันจันทร์ที่ 28พ.ย.และที่รัฐมิชิแกน เส้นตายยื่นคำร้องในวันพุธที่ 30พ.ย.


อย่างไรก็ตาม ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯกล่าวมาตลอดว่าไม่พบหลักฐานว่ามีการแฮกระบบนับคะแนนจนทำให้ทรัมป์ ชนะนางฮิลลารี คู่แช่งจากพรรคเดโมแครต ไปด้วยคะแนนฉิวเฉียดใน 3 รัฐดังกล่าว ในขณะที่ทางทีมหาเสียงของทรัมป์ก็ไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะชนในเรื่องการนับคะแนนใหม่ที่วิสคอนซิน ทั้งนี้ คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง ในรัฐวิสคอนซิน อยู่ที่ 10 เสียง ที่รัฐเพนซินเวเนีย 20 เสียง ส่วนที่มิชิแกน 16 เสียง ขณะที่ตอนนี้ ทรัมป์ เป็นฝ่ายชนะ ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 290 เสียง เหนือนางฮิลลารีที่ได้ 232 เสียง อีกทั้งที่กกต.รัฐมิชิแกน ก็ยังไม่ได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการออกมา

 

เจ้าชายวิลเลียม ไม่สบายพระทัยอย่างยิ่ง พระอนุชาออกแถลงการณ์คบหามาร์เคิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ย. 2559 03:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794757

 

(มีแกน มาร์เคิล-เจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษ)

แหล่งข่าวเผย เจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษ ทรงไม่สบายพระทัยอย่างยิ่ง ที่เจ้าชายแฮร์รี่ทรงมีรับสั่งให้วังเคนซิงตัน ออกแถลงการณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ผ่านทางทวิตเตอร์ ประกาศ ทรงเป็นแฟนกับมีแกน มาร์เคิล ดาราหญิงชาวอเมริกัน อีกทั้งยังไม่พอพระทัยสื่อที่คุกคามแฟนสาว

เมื่อ 27พ.ย. สื่อต่างประเทศ รายงานครึกโครมว่า เจ้าชายวิลเลียม แห่งอังกฤษ ทรงไม่สบายพระทัยอย่างยิ่งต่อการที่เจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชาของพระองค์ทรงมีรับสั่งให้วังเคนซิงตัน ออกแถลงการณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ถึงแฟนใหม่ของเจ้าชายแฮร์รี่ โดยยืนยันเจ้าชายแฮร์รี่และ มีแกน มาร์เคิล ดาราหญิงชาวอเมริกัน วัย 35 ปี เพิ่งเริ่มคบหาดูใจกันเมื่อไม่กี่เดือนที่ผานมา และเป็นสิ่งไม่ถูกต้องที่ฝ่ายหญิงจะได้รับการปฏิบัติต่อสื่อมวลชนเช่นนี้

เว็บไซต์ มิร์เรอร์ รายงาน แหล่งข่าวคนหนึ่งเผยกับนสพ.เดลี่เมลในอังกฤษว่า เจ้าชายวิลเลียมทรงคิดว่าเจ้าชายแฮร์รี่ทรงทำผิดในการออกมายืนยันความสัมพันธ์ที่มีต่อ มีแกน มาร์เคิล และยังได้ออกแถลงการณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก โดยแหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า เจ้าชายวิลเลียมทรงรู้จักนิสัยใจคอของพระอนุชาดีว่า ทรงพระทัยร้อนและทรงเข้าใจต่อเรื่องบางสิ่งบางอย่างด้วยความรู้สึกที่จริงจัง


เจ้าชายแฮร์รี่แห่งอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม โฆษกของวังเคนซิงตัน ได้เผยกับมิร์เรอร์ เซเลบว่า เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ทรงเข้าพระทัยดีถึงความเป็นห่วงต่อการที่ มีแกน มาร์เคิล โดนละเมิดความเป็นส่วนตัวและทรงเห็นถึงความจำเป็นที่เจ้าชายแฮร์รี่ต้องออกมาปกป้องหญิงที่ใกล้ชิดกับพระองค์

เว็บไซต์มิร์เรอร์ เผยด้วยว่า มาร์คุส แอนเดอร์สัน พระสหายของเจ้าชายแฮร์รี่ ซึ่งเป็นคนแนะนำให้เจ้าชายทรงได้รู้จักมาร์เคิล ดาราหญิงชาวอเมริกันวัย 35ที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว ที่กรุงลอนดอน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และปรากฏว่าว่าตอนนี้ เรื่องต่างๆได้กลายเป็นเรื่องที่ซีเรียส เคร่งเครียดไปแล้วอย่างมากระหว่างพวกเขา

ทั้งนี้ การออกแถลงการณ์ของวังเคนซิงตัน เมื่อ 9พ.ย.59 ถือเป็นกรณีพิเศษอย่างยิ่ง โดยได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางทวิตเตอร์ทางการของวังเคนซิงตัน และโดยปกติ เจ้าชายแฮร์รี่จะไม่ทรงออกมาตอบโต้ในเรื่องนี้หากไม่มีมูลความจริง แต่ที่ต้องทรงทำเช่นนี้ เพราะทรงเห็นการคุกคามของสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นการใส่ร้ายป้ายสีที่กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ตลอดจนการเห็นความคิดเห็นเชิงเหยียดเชื้อชาติ สีผิว และดูหมิ่นทางเพศ ตามโซเชียลมีเดีย รวมทั้ง ตามเว็บไซต์ต่างๆ อีกทั้งเจ้าชายแฮร์รี่ยังทรงเป็นห่วงความปลอดภัยของมาร์เคิลด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

หวานมาก! เจ้าชายแฮร์รี่ ใช้พระนามแฝง กดติดตามอินสตาแกรม ‘มาร์เคิล’

 

ศาลฝรั่งเศสจำคุก ‘คู่นรก’ แม่กับพ่อเลี้ยงติดยา ทารุณลูกสาว 5 ขวบจนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 พ.ย. 2559 23:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/794667

 

ศาลอาญาฝรั่งเศสตัดสินจำคุก ‘คู่นรก’ หญิงฝรั่งเศส วัย 29 และคู่ขา พ่อเลี้ยงสุดโหดวัย 35 กระทำทารุณต่อเด็กหญิงวัยเพียง 5 ขวบ ซึ่งเป็นลูกของฝ่ายหญิงจนเสียชีวิตสลด

เมื่อ 25 พฤศจิกายน 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน ตามเวลาท้องถิ่น ศาลอาญาฝรั่งเศสตัดสินลงโทษจำคุกมารดาและคู่ขาที่ยอมรับสารภาพว่า ได้กระทำการทารุณทุบตีเด็กหญิงฟิโอน่า บุตรสาวของเธอเอง วัยเพียง 5 ขวบ จนเสียชีวิต กระทั่งอัยการฝรั่งเศสเรียกผู้ต้องหาทั้งสองเป็นฉายาว่า “คู่นรก”

ศาลอาญาแห่งจังหวัดปุยเดอโดม ประเทศฝรั่งเศส ได้พิพากษาตัดสินจำคุกสองหนุ่มสาวคู่ขาติดยาเสพติด ซึ่งทำร้ายตบตีเด็กหญิงฟิโอน่าบุตรสาววัย 5 ขวบของฝ่ายหญิงโดยยังไม่สามารถค้นหาศพได้ ทั้งที่ตกเป็นคดีสะเทือนขวัญทั้งประเทศฝรั่งเศสกับความโหดร้ายทารุณของแม่กับคู่ขาสุดโหดของเธอ โดย นางเซซิล บูร์ฌองวัย 29 ปี ผู้เป็นมารดา ได้รอดพ้นจากโทษการกระทำทารุณจนถึงแก่ชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจ ต้องโทษจำคุก 5 ปี รวมทั้งศาลยังได้เพิกถอนสิทธิการดูแลบุตรอีกสองคน ทางด้านนายแบร์คาน มาคลูฟ คู่ขาวัย 35 ปีของฝ่ายหญิง ได้ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือกระทำทารุณจนเด็กน้อยถึงแก่ความตาย ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี โดยต้องระวางโทษจำคุกอย่างน้อยสองในสาม ขณะที่อัยการแห่งรัฐ ซึ่งได้ตั้งฉายาให้ทั้งสองคนว่า “คู่นรก” หญิงหนึ่งชายหนึ่งที่มาอยู่ร่วมกันเป็นคู่ขาสุดโหด ได้ร้องขอให้ศาลพิจารณาโทษจำคุกคนละ 30 ปี ซึ่งเป็นโทษสูงสุดแก่ผู้ต้องหาทั้งสองคน

ข่าวแจ้งว่า หลังจากผู้พิพากษาศาลอาญาแห่งจังหวัดปุยเดอโดมอ่านคำตัดสินเสร็จสิ้นลง ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองได้เดินออกจากศาลโดยไม่ได้กล่าวแสดงปฏิกิริยาใดๆ ทางด้านนายนิโคลาส์ ชาฟูเลส์ บิดาของเด็กหญงฟิโอน่าที่เสียชีวิตได้ลุกออกจากศาลทันทีที่ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาจบ

ทั้งนี้ ในตอนแรก อดีตหนุ่มสาว “คู่นรก” ได้ทำการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เด็กหญิงฟิโอน่าหายตัวไป ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการค้นหาเป็นเวลาหลายเดือน ก่อนต่อมา เจ้าหน้าที่จะสามารถจับพิรุธจากคำให้การของทั้งสองคนในภายหลัง กระทั่งทั้งสองยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้กระทำการทารุณจนเด็กน้อยถึงแก่ความตาย และไม่สามารถหาศพได้พบ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถพิสูจน์สาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง โดยทั้งคู่ให้การแก้ตัวว่าเป็นอุบัติเหตุภายในครอบครัว แต่อัยการไม่เชื่อและมีความเห็นว่า “จากพฤติกรรมอันป่าเถื่อนของทั้งคู่ การสร้างสถานการณ์ที่น่าขยะแขยง และการแต่งเรื่องว่าเด็กหายตัวไป ทั้งหมดคัดค้านกับการอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุภายในครอบครัว”.

 

เริงวุฒิ มิตรสุริยะ เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467454

เริงวุฒิ มิตรสุริยะ เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคมฯ

โดย…พริบพันดาว

ตลาดหนังสือแนวประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลป์ และโบราณคดี มีคนอ่านที่แน่นอนและมั่นคงอยู่จำนวนหนึ่ง แต่มีไม่มากนัก ถือเป็นตลาดเฉพาะที่มีสำนักพิมพ์ใหญ่ครองตลาดแต่ดั้งเดิมอยู่ 2 เจ้า คือ ศิลปวัฒนธรรม กับ เมืองโบราณ ที่ผลิตหนังสือในหมวดนี้ออกสู่สายตาคนอ่านมานานในรอบหลายสิบปีหลังที่ผ่านมา

ในระยะ 4-5 ปีหลังที่ผ่านมา มีสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็กเข้ามาผลิตหนังสือเพื่อป้อนคนอ่านในตลาดหนังสือประเภทนี้อยู่บ้าง ที่ติดตลาดก็มีสำนักพิมพ์ยิปซี ที่สามารถเปิดพื้นที่ใหม่ในตลาดนี้ขึ้นมาได้ แทรกเข้าสู่กลุ่มคนอ่านได้อย่างน่าประหลาดใจ

หนึ่งในบรรณาธิการที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ เริงวุฒิ มิตรสุริยะ ที่เป็นคนดูแลหลักของหนังสือในแนวนี้ ล่าสุดเขาออกมาเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองชื่อ ดินแดนบุ๊ค ขึ้นมา และผลิตหนังสือแนวประวัติศาสตร์ขึ้นมา รวมถึงทำหน้าที่เขียนเองด้วย เล่มที่ออกมาล่าสุดคือ “เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19”

“มันเริ่มจากวิธีคิดของผมก่อน คือผมมองและเชื่อว่าคนอ่านหนังสือทั่วไปที่ไม่ได้มาสายประวัติศาสตร์โดยตรง หากอ่านหนังสือทางวิชาการประวัติศาสตร์แล้วมันจะอ่านยาก เข้าใจยาก ทั้งนี้เพราะงานวิชาการนั้นเขาเน้นวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ แต่แท้จริงแล้วคนอ่านที่เขาไม่ได้ต้องการอะไรที่ลึกซึ้งแล้วเขาอยากรู้พื้นฐาน ที่มาที่ไปของเรื่องราวต่างๆ มากกว่า” เริงวุฒิ เกริ่นถึงภาพรวมของหนังสือแนวประวัติศาสตร์ที่เป็นอยู่ในเมืองไทย แล้วเขาเห็นช่องว่างและโอกาสที่เปิดกว้างอยู่ให้เข้าแทรก พร้อมขยายความต่อว่า

“คือต้องพูดอย่างนี้ บ้านเราระบบหนังสือมันขาดตอนอยู่ คือส่วนใหญ่หนังสือความรู้พื้นฐานมันมีน้อย ที่พิมพ์ขายกัน เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเรียนหนังสือมาไปเอาความรู้พื้นฐานจากการเรียน แต่หากใครไม่ได้เรียนมาทางนั้นโดยตรงก็จะไม่เข้าใจ เมื่อมาอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์สายเข็ง ที่นักวิชาการเขาเขียนๆ กันมา อันที่จริงหนังสือพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ประเภท ใครทำอะไรที่ไหนในบ้านเราก็มีอยู่บ้าง แต่คนเขียนกลับเป็นคนที่บ่อยครั้งไม่ได้เข้าใจประวัติศาสตร์จริง คืออาศัยว่าอ่านมา เห็นแล้วก็ลอกมาบอกต่อๆ กันไป ที่สำคัญไม่มีการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งอันตรายพอควร คนอ่านที่เขาไม่รู้อยู่แล้วมาอ่านก็ยิ่งเข้าใจผิดกันไปใหญ่”

สำหรับหนังสือเล่มนี้ คือ “เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19” ที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แบบบอกเล่า เพื่อการอ่านที่ง่ายสามารถทำความเข้าใจได้แม้ผู้ไม่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ฉายภาพความเห็นและความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติที่เพิ่งก้าวพ้น ยุคมืดของตะวันตก ซึ่งผนวกเอาเนื้อหาทางการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในยุโรปเวลานั้นเข้าไปพร้อมกันด้วย เริงวุฒิ บอกว่า นี่มิใช่หนังสือตำราทางประวัติศาสตร์ หากแต่คือหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์ที่อ่านสนุก ได้ความรู้และสาระในอันเกี่ยวกับยุคสมัยล่าอาณานิคมได้อย่างครบครันสมบูรณ์

 

“คราวนี้ผมก็เลยคิดว่าเราร่ำเรียนมาทางนี้ และนี่คือการเขียนสารคดีทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้ทำงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ เป้าหมายของเราคือ เอาเรื่องที่ผ่านการพิสูจน์ตรวจสอบหลักฐานแล้วมาบอกเล่าให้คนอ่านเขาเข้าใจง่าย ที่สำคัญแท้จริงแล้วในการเขียนนั้น มันไม่ใช่แค่การเรียบเรียงอย่างเดียว เราทำงานเหมือนงานวิชาการชิ้นหนึ่งพูดให้ชัดก็คือ งานชิ้นนี้หากเอาไปเสนอเห็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ ก็เป็นได้เลยละ ทั้งนี้เพราะเราอ่านเราตรวจสอบข้อมูลหนังสืออ้างอิงเยอะมาก แถมเป็นอ้างอิงที่ต้องได้รับการยอมรับและเชื่อถือได้ ตามแนวทางการวิจัยทางประวัติศาสตร์นั่นล่ะ เพียงแต่โดยภาษาในการเขียนนั้นผมเน้นไปในเชิงบอกเล่า พยายามที่จะไม่เข้าไปแตะหรือแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจักษณ์วิจารณ์มากนัก

“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ผมเชื่อว่านักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ชั้น ป.ตรี ป.โท สามารถไปใช้อ้างอิงได้อย่างสบาย โดยเฉพาะเรื่องนี้ที่ผมพูดได้ว่า มีคนทำในประเด็นเรื่องนี้แบบครอบคลุมน้อยมาก นอกเหนือไปกว่านั้นชาวบ้านทั่วไปหากมาอ่านก็ไม่เบื่อ เพราะอ่านแล้วเข้าใจง่าย เห็นภาพและเข้าถึงข้อมูลแท้จริง ซึ่งหากคนอ่านเขารู้พื้นฐานทั้งมวลแล้ว จะสนใจไปค้นคว้าต่อสามารถใช้เป็นฐานในการค้นคว้าได้อย่างสบาย…ดังนั้นต้องอ่านครับ”

เมื่อถามถึงตลาดคนอ่านหนังสือแนวประวัติศาสตร์ที่ติดตามอย่างเหนียวแน่น เริงวุฒิ ชี้ว่าเป็นความเข้าใจผิดและภาพลวงตาที่มองว่าคนอ่านในเมืองไทยที่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้มีจำนวนน้อย

“คนอ่านประวัติศาสตร์ในบ้านเรามีมหาศาลครับ มีมากกว่าหนังสือแนววรรณกรรม หรือแนวอื่นอีกหลายแนวนะครับ อันนี้ละที่ต้องยกประสบการณ์จากยิปซีที่เคยทำมา คืออย่างนี้ครับตอนทำยิปซีใหม่ๆ ผมเป็นคนวางแนวเองว่ายิปซีต้องพิมพ์ประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ในเวลานั้น ในฐานะที่ผมร่ำเรียนมาทางนี้ หาหนังสือประวัติศาสตร์ในร้านยาก ผมเห็นหนังสือประวัติศาสตร์ในตลาดที่มีอยู่ ที่เด่นๆ ก็มีเพียงศิลปวัฒนธรรมกับเมืองโบราณ แต่ปัญหาคือหนังสือของสองแห่งที่พิมพ์ออกมาส่วนใหญ่มาจากงานวิชาการ หรือไม่ก็เน้นไปทางวิชาการสายหลัก ซึ่งหากคนอ่านทั่วไป หรือชาวบ้านที่ไม่ได้ตามมาแต่ต้นอ่านแล้ว ก็มึนตามไม่ทัน

“ครั้นจะไปหาประวัติศาสตร์พื้นฐาน ซึ่งก็มีอยู่แห่งสองแห่ง เราก็เห็นว่านั้นมันเป็นงานลอกต่อมา คือเป็นงานที่คนเขียนไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร อาศัยอ่านมาแล้วมาเล่าใหม่ ไม่ตรวจสอบข้อมูล ไม่เข้าใจวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ หนังสือที่ออกมาเลยผิดๆ ถูกๆ เชื่อถือไม่ได้  แต่ผมเชื่อว่ามีคนสนใจอยากอ่านอยากรู้เยอะ ทำประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงได้ แต่เนื้อหาเน้นไปที่เรื่องพื้นฐาน พอหนังสือออกมาแล้ว ก็เป็นอย่างที่คิด ยอดขายมันขยับไปเรื่อย โดยเฉพาะบางเล่มบางปกขายได้เป็นหมื่นเล่ม อันนี้ไม่มีใครรู้ บอกก็ไม่อยากเชื่อ ประจวบกับการทำการตลาดแบบยิปซีที่เข้าถึงคนอ่านด้วยหนังสือก็กระจายไปทั่ว งานของยิปซีหลายเล่มที่ยอดขายเป็นหมื่นเล่ม นั่นล่ะคือสิ่งที่ตอกย้ำความเชื่อของผม”

เริงวุฒิ ยังบอกว่าเขาไม่ค่อยสนใจนักอ่านหนังสือประวัติศาสตร์สายฮาร์ดคอร์ หรือหมกมุ่นจริงจัง ซึ่งแท้จริงก็มีจำนวนอยู่ไม่น้อย แต่สายนี้จะเป็นพวกเลือกมาก และส่วนใหญ่จะเป็นพวกรู้เรื่องแล้ว และชอบแสดงตนว่าตัวเองรู้แล้ว เลยไม่ใคร่ซื้อ หรือถ้าซื้อก็เลือกแล้วเลือกอีก หรือหากซื้อเลยก็ตามงานเป็นคนคนไป

“ผมไม่ได้สนใจกลุ่มนี้สักเท่าไร เพราะกลุ่มนี้ที่ผมว่ามีมากนี้เป็นพวกรู้เรื่องแล้วไง เขาก็เลือกของเขา แต่ผมสนใจกลุ่มพื้นฐานมากกว่า ขยายกลุ่มคนอ่านออกไปเรื่อยๆ เชื่อหรือเปล่าครับ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์นี้ คนที่ไม่ได้เรียนมาทางนี้หรือไม่เคยสนใจมาก่อนต่อให้พวกที่จบดอกเตอร์มา บางคนก็ไม่รู้มาก่อนเลย พอมาอ่านพวกพื้นฐานแล้วเข้าใจนั่นล่ะถึงจะไปต่อยอดตัวเองเอา แล้วพวกนี้ละที่มาเหยียดบันใดที่ตัวเองเคยเดินก้าวขึ้นมาด้วย…ดังนั้นเราทำหนังสือ ผมเลยถือว่างานของผมจบแล้วตรงที่ทำให้คุณได้เข้าใจได้เดินข้ามบันไดก้าวแรกก่อนจะก้าวไปในขั้นต่อไป”

 

‘เวกบอร์ด’ สุดท้าทาย ณกรณ์ จำปาดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467445

‘เวกบอร์ด’ สุดท้าทาย ณกรณ์ จำปาดิบ

โดย…ภาดนุ

หนุ่มหล่อวัย 22 ปี ไมล์-ณกรณ์ จำปาดิบ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นของคุณพ่ออดีตนักร้อง-นักแสดง กษาปณ์ จำปาดิบ ตอนนี้ไมล์กำลังมีผลงานละครเรื่อง “ระบำไฟ” ซึ่งออกอากาศทุกวันพุธและพฤหัส เวลา 09.00 และ 20.05 น.ทางช่อง 8 อยู่ในขณะนี้ เรารู้มาว่าตอนนี้กีฬาโปรดของเขาคือการเล่นเวกบอร์ด ส่วนจะมีที่มาอย่างไร ไปฟังจากปากเขากันเลย

“ผมเริ่มเล่นเวกบอร์ดตอนอายุ 19 ปี เพราะคุณพ่อพามาเล่น (ยิ้ม) เดิมทีผมติดเกมมากวันๆ ไม่ไปไหน วันหนึ่งเมื่อคุณพ่อเห็นการเล่นเวกบอร์ดจากรายการทีวีแล้วเห็นว่า บึง ‘ไทยเวคพาร์ค’ แห่งนี้อยู่ใกล้บ้านเราแถวๆ ลำลูกกาคลอง 6 ขับรถไปแค่ 15 นาทีก็ถึง คุณพ่อก็เลยพาผมไปลองเล่นดู นับจากนั้นมาผมก็ติดการเล่นกีฬาเวกบอร์ดมาจนถึงตอนนี้

ข้อดีของการได้ไปเล่นเวกบอร์ดทำให้ผมได้เข้าสังคมมากขึ้น ได้รู้จักเพื่อนๆ มากขึ้น ถ้าวันไหนไม่ได้ไปเล่น จะรู้สึกว่าบางอย่างมันขาดหายไป เรียกว่าติดกีฬาชนิดนี้ไปเลย (หัวเราะ) ตอนมาเล่นครั้งแรกผมไม่ได้เตรียมอุปกรณ์อะไรมาเลย แค่เตรียมความพร้อมที่ตัวเรา และเอาใจมาอย่างเดียว แต่ที่นี่ก็จะมีทีมงานคอยสอนพื้นฐานในการเล่นเวกบอร์ดช่วงเริ่มต้นให้ ว่าต้องเลือกบอร์ดยังไง สอนการทรงตัวบนบอร์ด และวิธีจับสายเคเบิลว่าต้องจับแบบไหน เป็นต้น คือทีมงานจะค่อยๆ สอนไปตามสเต็ปเลยครับ ถ้ามาเล่นที่นี่จะมีการ์ดคอยดูแลตลอด สบายใจได้เลย”

ไมล์บอกว่า เมื่อฝึกไปได้สักเดือนสองเดือนจะสามารถปรับตัวได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับทักษะในเรื่องการทรงตัว และการบาลานซ์น้ำหนักร่างกายขณะอยู่บนบอร์ดของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งจะมีส่วนในการเล่นด้วยเช่นกัน

 

“กีฬาเวกบอร์ดที่ผมเล่นนี้จะเป็นแบบมีสายเคเบิลลาก โดยจะมีเสาของสายเคเบิล 4 เสาตามมุม 4 มุมของบึงซึ่งแต่ละเสาก็จะมีสายเคเบิลคอยลากเราวนไปรอบๆ บึง ความเร็วที่ผมเล่นถือว่าเร็วปานกลาง แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเล่นเวกบอร์ดมาก่อน หรือยังเล่นไม่เก่ง ที่นี่จะมีบึงเล็กๆ อีกบึงที่ผู้เล่นสามารถกำหนดความเร็วน้อยๆ ได้ โดยจะมีทีมงานคอยดูแลผู้ที่มาหัดเล่นใหม่หรือผู้ที่มาเล่นเป็นประจำอย่างดี

สำหรับเสื้อผ้าที่ใส่เล่น ขอให้เป็นเสื้อและกางเกงที่น้ำหนักเบาหน่อย ลงน้ำแล้วไม่ทำให้หนัก จะใช้เสื้อผ้าที่ใส่เล่นฟิตเนสก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกางเกงเซิร์ฟเท่านั้น ขอให้ใส่แล้วสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกก็พอ ส่วนการเตรียมพร้อมด้านร่างกาย ก่อนเล่นต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย สามารถลงน้ำและตากแดดได้ แค่นี้ก็พอแล้วครับ”

ไมล์เสริมว่า สำหรับมือใหม่หัดเล่น ถ้าไม่มีบอร์ดเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่ตามสถานที่ที่เราไปเล่นก็จะมีทั้งบอร์ด เสื้อชูชีพ และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เช่าอยู่แล้ว ถ้าใครมีบอร์ดเป็นของตัวเองก็จะมีห้องสำหรับเก็บบอร์ดและล็อกเกอร์ที่ใช้เก็บของส่วนตัวไว้ให้อยู่แล้ว

“ในความคิดของผม เสน่ห์ของกีฬาเวกบอร์ดอยู่ที่ความท้าทายในการเล่น เพราะคนที่เล่นต้องมีร่างกายที่แข็งแรงในระดับนึงเลยละ ที่จริงเวกบอร์ดไม่ใช่กีฬาที่เป็นอันตรายนะ หากเราเรียนรู้วิธีการเล่นที่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น เสน่ห์อีกอย่างของมันก็คือ เวลาที่เราพลาดหลุดจากสายเคเบิลหรือหลุดจากบอร์ดตกลงน้ำไป เราก็สามารถกลับมาเล่นใหม่ได้เสมอ อีกอย่างมันเป็นกีฬาที่สามารถเล่นคนเดียวได้ เราจึงแข่งขันกับตัวเองได้ด้วย

 

ข้อควรระวังในการเล่นเวกบอร์ด ถ้าเราเล่นเพื่อความสนุก เล่นเพื่อออกกำลังกาย ไม่ได้เล่นแบบโลดโผนมากนักก็ไม่ค่อยมีอันตรายเท่าไร ที่สำคัญผู้เล่นต้องว่ายน้ำแข็งในระดับนึง เพราะเวกบอร์ดเป็นกีฬาที่ต้องอยู่กับน้ำตลอดเวลา ที่สำคัญตอนเล่นต้องใส่อุปกรณ์เซฟตี้ให้พร้อม เช่น หมวกไฟเบอร์กันศีรษะกระแทก เสื้อชูชีพป้องกันการจมน้ำ ซึ่งกฎของการเล่นเวกบอร์ด ถ้าไม่ใส่หมวกและชูชีพ ทีมงานก็จะไม่ให้ลงเล่นเด็ดขาด”

ไมล์ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนี้เวกบอร์ดเป็นกีฬาที่เขาชอบที่สุด เล่นบ่อยที่สุด และถือเป็นกีฬาที่สามารถปลดปล่อยความเครียดได้ดี อีกอย่างประเทศไทยเป็นเมืองร้อน พอเล่นเวกบอร์ดไป เมื่อตกน้ำก็ช่วยให้เย็นสบายได้อีก แถมยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย เพราะต้องทั้งยืน ทั้งย่อ ทั้งดึง และทั้งเกร็ง เมื่อตกจากบอร์ดก็ต้องว่ายน้ำเข้าฝั่งอีก เรียกว่าเป็นกีฬาสารพัดประโยชน์สำหรับเขาเลยก็ว่าได้

ติดตามผลงานของไมล์ได้ที่ IG : nakorn_j ผู้ที่สนใจเล่นเวกบอร์ด ดูข้อมูลได้ที่ www.thaiwakepark.com

 

ปภาณิดา บ่อสุวรรณ รักต้องมรสุม คิดฆ่าตัวตายเพราะคนรักนอกใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467441

ปภาณิดา บ่อสุวรรณ รักต้องมรสุม คิดฆ่าตัวตายเพราะคนรักนอกใจ

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เรื่องราวความรักของคนเราย่อมมีมุมที่แตกต่างกันไป

บางครั้งความรักของบางคู่ก็ชื่นมื่นจนใครต่อใครก็อดอิจฉาไม่ได้ บางคู่ก็หวานอมขมกลืนแต่ฝืนทนอยู่เพราะบ่วงคือลูก บางคู่แม้จะถูกกระแสคลื่นแห่งอารมณ์ซัดแล้วซัดเล่า แต่อาศัยลูกเก๋าพยายามประคับประคองนาวารักผ่านไปได้

บางคู่อาจเริ่มต้นสดชื่นหอมหวานจนน้ำตาลเรียกแม่ แต่พอผ่านไปสักระยะอีกฝ่ายก็ออกลายสั่นคลอนความรักด้วยเหตุต่างๆ จนเกิดภาวะทั้งขมทั้งขื่น มีทั้งดราม่า สะเทือนอารมณ์ยิ่งในละครก็มิปาน เหมือนดั่งความรักในอดีตของพยาบาลสาว “ก้อย” ปภาณิดา บ่อสุวรรณ ผู้จัดการแผนกศัลยกรรมทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี

เรื่องราวความรักของเธอต้องบอกว่าครบถ้วนทุกรส เริ่มต้นจากความรักที่สวยงาม หวานหอม สดชื่น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทว่าท่ามกลางชีวิตเหมือนถูกพรหมลิขิตกลั่นแกล้งนำพาให้ต้องเจอเรื่องร้ายๆ ยากที่ผู้หญิงคนไหนๆ จะรับได้ นั่นก็คือคนรักแสนรักที่เคยซื่อสัตย์และรักเธอปานจะกลืนเสมอต้นเสมอปลายกลับแอบนอกใจพร้อมกับคำโกหกแก้ตัวสารพัน และมันก็ทำลายความรู้สึกเธอแสนสาหัส ขนาดจนทำให้ต้องหาทางออกด้วยวิธีผิดๆ คือพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้งสองครา แต่โชคยังดีที่เวลานั้นมัจจุราชยังไม่ต้องการชีวิตเธอ

ทว่ากว่าก้อยจะผ่านมรสุมครั้งนั้นที่แสนหนักหน่วงในชีวิตมาได้ เธอต้องพยายามเรียกสติและสร้างกำลังใจให้แข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับให้เวลาเป็นเครื่องช่วยสมานแผลข้างใน ก็เล่นเอาหัวใจเธอสะบักสะบอมบอบช้ำอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้แม้เธอจะโสดสนิท แต่ชีวิตก็มีความสุขมาก หน้าที่การงานก็ก้าวหน้ามั่นคง มาครับ จะพาไปสัมผัสกับเรื่องราวความรักของเธอพร้อมกัน

หลังเรียนจบพบรักกับหนุ่มโตโยต้า  

ก้อย ปภาณิดา ขาดทั้งร่มโพธิ์ร่มไทรตั้งแต่เธอยังเด็ก ทำให้ต้องไปอยู่กับป้า (พี่สาวแม่) แม้จะได้รับการเลี้ยงดูจากป้าแต่ชีวิตความเป็นอยู่และความอบอุ่นคงไม่เหมือนอยู่กับพ่อแม่ แต่เธอก็ไม่เคยสร้างความหนักใจให้กับป้า หลังเรียนจบ ม.6 (สายวิทย์-คณิต) จึงเอนทรานซ์เข้าเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร

“จริงๆ แล้วก้อยชอบภาษาและอยากเป็นมัคคุเทศก์มากกว่า แต่ที่เรียนพยาบาลเพราะรู้สึกเสียดายที่จบ ม.6 สายวิทย์-คณิตมา จึงเลือกคณะทางด้านวิทย์-คณิต มาเป็นที่ 1 และ 2 คณะที่ชอบอันดับที่ 3 เพราะคิดว่าไม่น่าจะติด 1-2 พอผลเอนทรานซ์ออกมาติดอันดับ 2 เลยได้ไปเรียนพยาบาลที่มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นภาคสมทบร่วมกับวิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์ ปี 1-2 เรียนที่พิษณุโลกที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ปี 3-4 เรียนและฝึกงานที่วิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์ รับปริญญามหาวิทยาลัยนเรศวร และประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยพยาบาลอุตรดิตถ์”

ก้อย เล่าว่า ช่วงปีสองปีแรกของการเรียนยังไม่รู้สึกรักในอาชีพพยาบาล แต่วันหนึ่งระหว่างนั่งรถกับเพื่อนเพื่อเดินทางไปเรียนได้เจอคนประสบอุบัติเหตุจึงลงไปช่วยเหลือคนเจ็บ หลังจากนั้นก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำ จึงตั้งใจเรียนจนจบและรักในอาชีพยาบาลตั้งแต่นั้น

“หลังเรียนจบได้ทำงานที่สถานพยาบาลบางขุนเทียนเป็นที่แรกอยู่ประมาณ 6 เดือน ระหว่างนี้ได้พบรักกับหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งทำงานอยู่ บริษัท โตโยต้า แถวสมุทรปราการ รู้จักกันทางเว็บไซต์หาคู่เว็บหนึ่ง เขาเคยผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว แต่เหมือนชีวิตคู่ไม่โอเคจึงหย่ากัน รู้จักกันช่วงที่เขาหย่ากับภรรยาได้ครึ่งปี ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกธรรมดา เพราะไม่ใช่ผู้ชายในสเปก การแต่งตัวก็ไม่ใช่แนวที่ตัวเองชอบ

ทว่าหลังจากที่เขาโทรหาและมารับไปรับประทานอาหารหลังเลิกงานทุกวัน เทกแคร์เอาใจเก่งเสมอต้นเสมอปลายอย่างนี้เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน ทั้งที่บ้านเขาอยู่แถวรามอินทรา ทำงานโตโยต้าที่สมุทรปราการ ส่วนก้อยทำงานแถวฝั่งธนคนละฟากเลย ก็รู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายเรียบๆ แต่สม่ำเสมอดีเลยตัดสินใจคบเป็นแฟน พร้อมกับความรักที่เริ่มเบ่งบานเรื่อยๆ” พยาบาลสาวเล่าถึงการพบรักแรก

ทำสัญญาใจครบสองปีจะแต่งงาน

พยาบาลสาวเล่าต่อว่า เมื่อตกลงปลงใจคบเป็นแฟนจริงจังจึงคิดถึงหลักประกันอนาคต ก็คือการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นหลังการคบหากันไประยะหนึ่งในช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงบอกกับฝ่ายชายว่าควรจะทำอะไรสักอย่างที่เป็นสัญญาใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการคบกันเป็นแฟน เพราะตอนนั้นผู้ชายอายุ 30 กว่าปีแล้ว ขณะที่เธออายุ 22-23 ปี

“พอตัดสินใจคบเป็นแฟน ก้อยเลยบอกเขาว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อประกันอนาคตหน่อย เขาก็บอกว่าโอเค ถ้าคบกันไป 2 ปี แล้วค่อยแต่งงานกันนะเราก็โอเค แต่พอผ่านไปสองปีกว่าๆ เขาไม่พูดถึงเรื่องแต่งงานเลย เราจึงเตือนความทรงจำเขาด้วยการเอ่ยว่า เอ๊ะ ไหนที่เคยสัญญาว่าคบกันสองปีแล้วจะแต่ง ทำไมเงียบล่ะ เพราะอะไรหรือ พอท้วงอย่างนั้นเขาก็บอกว่าโอเค เดี๋ยวแต่งกันปลายปี

ทว่าการไม่เป็นอย่างนั้น พอปลายปีเป็นช่วงที่โบนัสเขาออก เขาถามก้อยว่าอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือจะแต่งงาน ตอนนั้นยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะยังไงดี เพราะช่วงหลังๆ เริ่มสังเกตเขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหลายๆ อย่าง จากตอนเช้าขับรถมาส่งที่ทำงาน (ที่เวชธานี) เย็นมารับกลับ วันหยุดไปเที่ยวและกินข้าวด้วยกัน แต่พักหลังบอกว่างานเยอะขึ้น ไม่ค่อยมีเวลา จนวันหนึ่งเขาบอกว่าไปเฝ้าไลน์ที่โรงงาน ณ จ.ฉะเชิงเทรา ส่วนก้อยไปต่างจังหวัดแล้วกลับคอนโดที่อยู่ด้วยกันในวันนั้น สักพักเขากลับมาเราเห็นสภาพเขาตอนนั้นเพลียมาก มาถึงก็หลับก็รู้สึกแปลกใจ”

 

แฟนเปลี่ยนไปและถูกจับได้ว่ามีกิ๊ก

ก้อย เล่าว่า ณ ตอนนั้นเธอรู้สึกมีลางสังหรณ์ จึงหยิบโทรศัพท์ของแฟนขึ้นมาดู แล้วไปเจอข้อความในเบอร์เบอร์หนึ่งที่เม็มชื่อเพื่อนสนิทของแฟน ซึ่งเป็นผู้ชาย และเธอก็รู้จักดีด้วย ตอนที่เห็นชื่อก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเปิดดูเมสเซจเห็นข้อความยิ่งสงสัยและงง เพราะไม่ใช่ข้อความที่ส่งหาผู้ชายแน่นอน

“เมื่อคืนคุณแต่งตัวสวยจังเลย ข้อความนี้เลย เฮ้ย นี่เบอร์เพื่อนผู้ชายนะ แต่ข้อความที่ส่งไปหาผู้หญิงชัดๆ เล่นตั้งชื่อตบตากันชัดๆ เลยโทรออก ปลายสายผู้หญิงรับ ตอนนั้นรู้สึกโมโหมาก แฟนหลับอยู่ กระชากขึ้นมาถามเลย เขาบอกว่าเป็นสาวที่เพื่อนเขาจีบอยู่ เราก็ถามแล้วทำไมส่งข้อความไปหาเขาล่ะ เริ่มทะเลาะกันแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทะเลาะกันหลังจากที่คบกันมากว่า 3 ปี

หลังจากนั้นก็เริ่มระแวงแต่ไม่เท่าไร จนมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเป็นงานปีใหม่ของโรงพยาบาล ซึ่งจัดขึ้นที่เดอะมอลล์ บางกะปิ แฟนก็มาส่งที่เดอะมอลล์ แล้วบอกเราว่าจะไปกินปีใหม่กับเพื่อนๆ ผู้ชายที่ทำงานเสร็จแล้วจะมารับ แต่ผ่านไปสักพักก็โทรมาบอกว่าไม่มารับแล้ว เราก็งงๆ ทำไมไม่มา พอโทรกลับไปก็ไม่ติด เลยออกจากงานปีใหม่ของโรงพยาบาลเรียกแท็กซี่ไปหาเพราะรู้ว่าเขากินร้านไหน ระหว่างทางพยายามโทรหาแต่เขาไม่รับสาย ให้เพื่อนรับแทน แต่ก็บอกไปว่ากำลังจะไปหา เพื่อนเขาบอกว่าไม่ต้องมากำลังจะกลับ”

พยาบาลสาว เล่าต่อว่า พอเธอไปถึงร้านอาหารเฉียดกันนิดเดียว เพราะแฟนกับเพื่อนเพิ่งออกไปได้ไม่นาน จึงวานคนขับแท็กซี่ให้ช่วยไปถามว่าเมื่อสักครู่มีพนักงานของโตโยต้ามากินหรือเปล่า เป็นผู้ชายล้วนๆ ทางร้านเลยบอกว่ามี แต่ไม่ใช่ผู้ชายล้วน มีผู้หญิงมาด้วยประมาณ 2-3 คน เพิ่งออกไปได้ไม่นาน

เรื่องราวความรักเหมือนดั่งในหนังละคร

วินาทีนั้นเธอจึงโทรหาเพื่อนของแฟนอีกครั้ง เพราะโทรหาแฟนแล้วไม่รับสาย ก็ได้รับคำตอบว่าแฟนเธอได้แยกกับเพื่อนตั้งแต่ออกจากร้าน และด้วยความเหนื่อยล้าที่จะต้องตามหาจึงให้แท็กซี่คันเดิมไปส่งที่คอนโด แต่ระหว่างทางบนถนนสายเทพารักษ์ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นรถติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าเยื้องๆ กับแท็กซี่คันที่เธอนั่ง รู้ทันทีว่ารถคันนั้นคือรถของแฟน

“ด้วยความดีใจเลยบอกพี่แท็กซี่ว่ารอแป๊บนะคะ หนูเห็นรถแฟนจอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าเดี๋ยวรีบไปบอกเขาให้เอารถชิดซ้ายจะได้นั่งกลับบ้านพร้อมกัน แต่พอใกล้ประตูฝั่งแฟนเห็นเขาหันไปหยอกกับผู้หญิงที่นั่งเบาะข้าง อึ้งเลยสิ อะไรนี่ เคาะกระจกเลย แฟนหันมาเห็นตกใจมาก ประมาณว่า เฮ้ย มาได้ไง ก้อยบอกให้เขาเปิดประตูก็ไม่ยอมเปิด ไฟแดงก็เหมือนเป็นใจไม่ยอมเขียว มันก็นานมาก พยายามให้เขาเปิดแต่ก็ไม่เปิดจนคนรอบๆ หันมามองกันใหญ่

เขายอมเปิดประตูข้างหลัง เราก็เดินอ้อมไป ตอนนั้นโกรธมากเหมือนสติหลุดเลย คว้าผมผู้หญิงจับไว้มั่นถามเธอว่าไม่รู้หรือว่าเขามีเมียแล้ว ผู้หญิงก็บอกไม่รู้ เพราะพี่เขาไม่ได้บอก เราก็ว่าก็นี่ไงรู้แล้วก็ลงไป แต่ผู้หญิงไม่ยอมลง มองหน้าผู้ชายเหมือนขอความเห็น ประมาณว่าจะให้ลงเหรอ ทางแฟนก็บอกให้ปล่อยน้องเขา จริงๆ เราไม่ได้ทำอะไรหรอก แค่จับผมไว้เฉยๆ แต่พอแฟนทุบมือเราให้ปล่อย มันเหมือนกระชากผมผู้หญิงหนักขึ้น ผู้หญิงก็ร้องปล่อยหนูๆ หนูเจ็บ ส่วนหลังมือเราก็เขียวเพราะถูกแฟนทุบ ที่สุดเขาบอกให้ปล่อยแล้วจะให้ผู้หญิงลงจากรถเราก็ปล่อย” พยาบาลสาว เล่า

ทะเลาะบนรถแย่งพวงมาลัยกัน

เหตุการณ์ยังไม่สงบและไม่จบแค่นั้น หลังจากที่กิ๊กของแฟนลงจากรถไปก็เป็นช่วงไฟเขียวพอดี แต่ตอนนั้นเธอจำได้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่าแท็กซี่ จึงให้แฟนจอดชิดซ้ายเดินเอาเงินไปจ่ายค่ารถ ก่อนจะผละมาคนขับแท็กซี่ได้ส่งเสียงตามหลังบอกให้เธอตั้งสติ ใจเย็นๆ แล้วค่อยพูดจากันดีๆ แต่คำเตือนแกมขอร้องของคนขับแท็กซี่ไม่เป็นผล

“พอกลับมาที่รถก็ทะเลาะกัน มีปากเสียงไปตลอดทาง ทะเลาะกันแรงมาก ไม่รู้มันโดนจุดตรงไหนทำให้เรารู้สึกจี๊ดขนาดนั้น คุมสติไม่ได้ แย่งพวงมาลัย รถเคว้งไปมา เขาพยายามหักรถเข้าข้างทาง แล้วไล่เราลงรถ ตอนนั้นรู้สึกว่าชีวิตหมดสิ้นทุกอย่าง ไม่มีอะไร ความรู้สึกเคว้งคว้าง หมดอาลัย เพราะชีวิตเราตั้งแต่พ่อแม่เสียตั้งแต่เด็กก็ไม่มีใคร มีแต่พี่น้อง 3 คน แต่ไม่เคยอยู่ร่วมกัน พอแฟนคนนี้เข้ามาในชีวิตเขาดีมากและเป็นทุกอย่าง ทั้งพี่ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็รู้สึกผิดหวังอย่างแรง”

การถูกแฟนที่อยู่กินด้วยกันมาเกือบ 3 ปี และไม่เคยทะเลาะกันแม้แต่ครั้งเดียว แล้วถูกไล่ลงจากรถก็เจ็บปวดมากพอแล้ว แต่พอได้ยินแฟนหลุดคำคำหนึ่งออกมาเต็มหูว่า ไปไหนก็ไปหมดรักแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเจ็บรวดร้าวปวดใจให้เธออย่างมาก ประหนึ่งฟ้าฟาดลงกลางอกให้แตกเป็นเสี่ยงๆ

“เจอคำนี้เข้าไปคิดอย่างเดียวว่าชีวิตเราพังแล้ว สิ่งที่ทำได้ ณ ตอนนั้นคือ ตัดสินใจวิ่งตัดหน้ารถเลย ทุกคันเบรกหัวทิ่มหัวตำ คงตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคนวิ่งออกไปยืนขวางกลางถนน แล้วพอแฟนเห็นเขาเลยเปิดประตูวิ่งออกไปกระชากกลับมานั่งรถ พยายามง้อขอคืนดี แต่ด้วยความที่เรายังคงความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่กระทบกระเทือนใจมาก จึงพูดกับแฟนขอแยกกันอยู่สักระยะเผื่ออะไรจะดีขึ้น”

 

แยกกันอยู่เผื่ออะไรจะดี แต่เกิดเรื่องจนได้

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่แฟนตามง้อขอคืนดีนั้นก็ยังมีเรื่องทะเลาะกันเกือบทุกวัน เนื่องจากความรู้สึกของเธอในห้วงเวลานั้นยังไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจในความซื่อสัตย์ของแฟน ถ้าเปรียบก็เหมือนแก้วที่แตกแล้วยากจะประสานให้เป็นเหมือนเดิม เธอจึงเปิดปากคุยกันและขอแยกกันอยู่ชั่วคราวเผื่ออะไรจะดีขึ้น

“หลังเกิดเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา บอกได้เลยว่าอาทิตย์หนึ่งเราทะเลาะกัน 5 วัน แฟนเอาปฏิทินมากางดูเลย เป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจึงคุยกันว่าควรแยกกันอยู่ไปก่อน ถ้าแยกแล้วรู้สึกโอเคขึ้น หรืออยากจะกลับมาหาก็ค่อยกลับมา หรือถ้าจะเปิดใจรับคนอื่นก็ไม่ว่ากัน เราก็แยกออกไปอยู่คอนโดอีกที่หนึ่งใกล้ที่ทำงานโดยที่ของใช้บางอย่าง เช่น เสื้อผ้าบางส่วน รวมถึงโกศใส่อัฐิของแม่ก็ยังอยู่ที่คอนโดแฟน ต่อมาก็มีผู้ชายเข้ามาจีบ แต่เราก็ยังไม่เปิดใจรับเพราะในใจยังรักแฟนอยู่ ถึงจะแยกออกมาอยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดกันสิ้นเชิง

แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดมีปากเสียงทะเลาะกับแฟนกันรุนแรง เราทุกข์ใจทุกข์มาก กลายเป็นคนซึมเศร้า ท้ายสุดก็นำมาสู่ความคิดและพยายามฆ่าตัวตาย ด้วยการกินยาพาราฯ ยาแก้แพ้ ดื่มโค้ก สปายเข้าไป และกรีดข้อมือตัวเองอยู่บนห้องที่คอนโด เลือดไหลนอง ปรากฏว่าผู้ชายที่เข้ามาจีบใหม่รู้ว่าเราทะเลาะกับแฟนก็พยายามโทรหาเราแต่ติดต่อไม่ได้เลยมาที่คอนโดให้ รปภ.พาขึ้นไปเจอก้อยที่ห้อง เห็นเราสลบอยู่ก็โทรเรียกรถพยาบาลมารับ แพทย์ได้ล้างท้อง แอดมิตอยู่สองคืน”

พยาบาลสาว เล่าว่า พอออกจากโรงพยาบาล วันหนึ่งแฟนบังเอิญมาเห็นว่ามีผู้ชาย (ผู้ชายคนนี้ต่อมารู้ว่ามีครอบครัวอยู่เลยบอกเลิก) มาจีบถึงกับโกรธมากจนควันออกหู แม้จะพยายามอธิบายว่าไม่มีอะไรเกินเลยก็ไม่ยอมฟังท่าเดียว ในที่สุดก็ทะเลาะกันอีก ซึ่งเขาไม่สนใจเลยทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าเธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน

“วันนั้นเชื่อไหม เขาเอาโกศอัฐิของคุณแม่พร้อมถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าสองสามถุงของเราที่อยู่ที่คอนโดเขามาวางไว้ข้างรั้วกำแพงคอนโดที่เราอยู่นั่นแหละ เขาโทรมาบอกอยู่ว่าจะเอามาคืน แต่คิดดูสิแทนที่จะรอให้เราลงไปข้างล่างก่อน ก็เอาสิ่งที่เรารักที่สุดคือโกศใส่อัฐิแม่มาวางไว้อย่างนั้น ในใจตอนนั้นคิดอย่างเดียว ทำไมเขาถึงทำกับสิ่งที่เรารักได้ขนาดนี้ มันก็เลยซึมเศร้าหนักขึ้น”

กรีดข้อมือครั้งที่สองที่ห้องน้ำในสนามบิน

พยาบาลก้อย เล่าว่า แม้จะโกรธแฟนที่กระทำต่อโกศใส่อัฐิของแม่อย่างนั้น แต่ในใจก็ยังถวิลหาเขาอยู่เป็นระยะ แต่ช่วงนั้นจิตใจทุกข์ตรมมาก และไม่รู้ว่าตัวเองจะหลุดพ้นจากความเศร้าซึมได้อย่างไร เผอิญมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ชวนไปเที่ยวงานพืชสวนโลก ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรก

“ด้วยความที่อยากออกจากอารมณ์ตรงนั้นให้ได้ จึงจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ ถึงวันเดินทางก็ไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ จู่ๆ ก็คิดถึงเขาขึ้นมาจึงโทรศัพท์ไปหา แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมายิ่งทำให้เราเจ็บมากจนรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกไม่มีค่าอะไรเลย เดินไปซื้อคัตเตอร์ที่ร้านสะดวกซื้อในสุวรรณภูมิ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ ปิดประตู นั่งบนโถชักโครกแล้วกรีดข้อมือตัวเอง ซึ่งตอนกรีดไม่ได้รู้สึกเจ็บตรงที่กรีด แต่เจ็บข้างในมากกว่า

ผลสุดท้ายเลือดออกเยอะ ด้วยความที่ไม่ได้กินข้าวมาทำให้หน้ามืดเป็นลม แล้วมือข้างที่กรีดก็ร่วงลงไปข้างใต้และยื่นออกไปนอกประตู สิ่งที่ก้อยได้ยินสุดท้ายมีคนกรี๊ด พอตื่นอีกทีก็อยู่ในห้องพยาบาลที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขาทำแผลและเย็บแผลให้ มีพี่คนหนึ่งเห็นเอกสารเราในกระเป๋าก็รู้ว่าเราเป็นพยาบาล เขาก็ถามโน่นนี่นั่น แล้วบอกเราว่าถ้าเขาบอกกัปตันว่าเราเป็นอย่างนี้เขาก็ไม่ให้ขึ้นเครื่อง เพราะเกรงจะไปสร้างความวุ่นวายบนเครื่อง เราก็รับปากว่าจะไม่ทำร้ายตัวเอง เพราะเพื่อนรอรับอยู่ที่เชียงใหม่ เขาเลยยอมให้ขึ้นเครื่อง แต่ก่อนรอขึ้นเครื่องจะมีตำรวจท่องเที่ยวคอยประกบตลอด และเมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่เพื่อนมารับแล้วก็ต้องโทรกลับมาบอกตำรวจอีกด้วย”

เปิดใจรับคนที่เข้ามา แต่ไม่ให้ใจใครเยอะกว่า

ก้อย เล่าว่า การที่เพื่อนได้พยายามช่วยกระตุ้นให้มีสติจนรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นได้กลายเป็นจุดพลิกผันในตัวเธอ ที่เมื่อก่อนเป็นผู้หญิงเรียบร้อย ไม่เคยนอกลู่นอกทาง จบมหาวิทยาลัยจึงมีแฟน แต่พอมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายที่ประสบผ่านมา ก็คิดว่าการที่เป็นผู้หญิงที่ดี เรียบร้อย ไม่เคยนอกลู่นอกทาง แต่สิ่งที่ได้รับความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกว่าไม่โอเค เลยเปลี่ยนชีวิตใหม่ จากที่เป็นผู้หญิงเรียบร้อยมาเป็นผู้หญิงที่พร้อมเปิดใจกับทุกคนที่มาจีบ แต่จะไม่ให้ใจใครเยอะกว่าใคร

“ถ้าคุณเข้ามาแล้วมีความพยายามในการจีบคุณก็จะได้คะแนนเยอะหน่อย แต่ถ้ามาจีบแล้วไม่สม่ำเสมอก็จะได้คะแนนน้อยหน่อย คือกลายเป็นผู้หญิงที่เปลี่ยนไปเลย เวลาผู้ชายมาจีบก็คบหลายๆ คน ครั้งหนึ่งเคยคบพร้อมกัน 5 คน แต่ไม่สนใจใครเป็นพิเศษ บางทีโทรหาคนนี้ชวนไปดูหนัง พอบอกไม่ว่างก็ไม่เป็นไรก็โทรหาอีกคน ใครว่างก็ไป ตอนแรก 4 คนแรกที่โทรหาบอกไม่ว่าง คนสุดท้ายว่างก็ไปด้วยกัน แต่เชื่อไหมผลสุดท้ายทุกคนบอกว่างเคลียร์งานได้แล้ว ก็ไปกันทั้ง 5 คน (หัวเราะ) ดูจนจบ”

ก้อย เล่าต่อว่า ทั้ง 5 คนไม่มีใครกลับก่อน เพราะต้องการจะรู้ว่าเธอจะกลับกับใคร แต่เธอกลับคนเดียว แล้วสุดท้ายทั้ง 5 คนนั้นก็เลิกติดต่อไปด้วย เพราะรู้สึกว่าไม่ดีในสายตาของพวกเขาแล้วก็เลือกคบคนใหม่ ทำแบบนี้จนล่าสุดมาคบกับนายร้อยตำรวจ และคิดว่าชีวิตจะลงเอยด้วยดี แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด จนในที่สุดก็รู้สึกว่าอยู่คนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาใครอีกต่อไป

หยุดไขว่คว้า ยิ่งหายิ่งเจอแต่สิ่งไม่โอเค

พยาบาลสาวแห่งโรงพยาบาลเวชธานี เล่าว่า เมื่อก่อนเธอเป็นคนที่พยายามจะหาและอยากมีแฟน แต่ตอนหลังและถึงปัจจุบันนี้ การอยู่โดยไม่ไขว่คว้าดีที่สุด ไม่ต้องไขว่คว้า เพราะถ้าไขว่คว้ามักเจอแต่สิ่งที่ไม่โอเค ขออยู่อย่างนี้และมีความสุขกับการทำงานดีกว่า

“ถ้ามีก็เข้ามาเองแหละ ถามว่ามีคนมาจีบไหมก็มี แต่เราก็เหมือนกับว่าไม่ได้ให้ความสำคัญเยอะ คุยกันได้ คุยไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่พอคุยไปสักพักผู้ชายจะรู้สึกว่าเราเย็นชา เหมือนไม่ให้ความสำคัญเขาแล้วเขาก็ค่อยๆ หายไป ทุกวันนี้ยังมองว่าผู้ชายเจ้าชู้ทุกคน อยู่ที่ว่าเจ้าชู้มากเจ้าชู้น้อย แต่มันก็มีอคติกับผู้ชายอยู่ว่าทำไมชอบโกหก มีแฟนอยู่แท้ๆ เวลาเจอคนที่ถูกใจทำไมต้องโกหกแฟนตัวเอง

บอกตรงๆ ก้อยเป็นคนแฟร์ แต่ไม่ชอบการโกหก ถ้าคุณคิดว่าคบเราแล้วไม่โอเคให้จบแต่เนิ่นๆ มันจะได้ไม่เสียเวลา ไม่ใช่ว่าจับปลาสองมือ คือคาเราไว้อยู่แล้วไปมีคนใหม่ แล้วมาโกหกเรา ซึ่งก้อยคิดว่ามันไม่แฟร์ และสังคมไทยเป็นแบบนี้ ผู้ชายไทยทำได้ แต่ผู้หญิงทำไม่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าคนที่เข้ามาหาก้อยช่วงหลังจะต้องออกแนวความคิดแบบฝรั่ง คือตราบใดที่ยังไม่แต่งงานคุณมีสิทธิ ถ้าเมื่อไรแต่งงานก็ต้องผัวเดียวเมียเดียว นี่คือความคิดก้อย” พยาบาลสาวทิ้งท้าย

 

ภรัณยู-สมชาย โรจนวุฒิธรรม พ่อลูกสานฝันธุรกิจที่พัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467389

ภรัณยู-สมชาย โรจนวุฒิธรรม พ่อลูกสานฝันธุรกิจที่พัก

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

เป็นเจ้าของธุรกิจเต็มตัวสำหรับนักแสดงและพิธีกรหนุ่ม แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรมหลังร่วมกับ สมชาย โรจนวุฒิธรรมคุณพ่อของเขา ทุ่มทุนสร้างธุรกิจวิลล่าของตัวเองชนิดเทหมดหน้าตักทั้งพ่อและลูก ในพื้นที่ 5 ไร่ ที่บ้านเกิด ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ล่าสุดได้ฤกษ์งามยามดีรับลมหนาวน่าเที่ยว แทคกับพ่อได้ทำพิธีเปิดวิลล่าหรูอย่างเป็นทางการโดยนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีเจิมอาคารสถานที่ไปเมื่อวันจันทร์ที่ 14 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยมีแฟนคลับและดารานักแสดงที่สนิทคุ้นเคยไปร่วมยินดีและอวยพรให้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจนี้พร้อมต้อนรับลูกค้าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

เวียงงาม ล้านนา วิลล่า จัดว่าเป็นที่พักสุดหรูที่แทคกับพ่อลงแรงตั้งใจทำร่วมมากว่า3 ปี โดยทุ่มเงินสร้างกว่าร้อยล้านบาท ออกแบบให้เป็นวิลล่าสไตล์ล้านนาร่วมสมัยหรือล้านนาร่วมสมัย โดยอนุรักษ์ความเป็นล้านนาของเมืองเชียงใหม่ ประยุกต์และผสมผสานวัฒนธรรมล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแม้จะอยู่ใจกลางตัวเมืองแต่ก็ยังทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เห็นทิวทัศน์เขามองเห็นวิวของดอยสุเทพ และแวดล้อมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ ห้องพักดึงเอาความเป็นล้านนาออกมาได้อย่างลงตัว

ช่วงปีใหม่ใครที่อยากไปเที่ยวเชียงใหม่ อยากสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ และกำลังมองหาที่พัก ลองไปพักที่เวียงงาม ล้านนา วิลล่า ดูไหม สามารถสำรองที่พักได้ที่เบอร์ 08-1681-3714, 053-217-195

 

‘ป๊า’ เจ้าระเบียบแต่น่ารักเสมอ 

แทคกับป๊าสนิทกันมาก แล้วเราแสดงออกแบบไม่อายใคร และไม่เกร็งเหมือนหลายๆ ครอบครัวด้วย แม้ครอบครัวของเราจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเพราะต่างคนต่างทำงาน ป๊าอยู่เชียงใหม่ แทคอยู่กรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เราสองพ่อลูกอยู่ด้วยกันมากขึ้น แฮปปี้กันดี ยิ่งทำธุรกิจด้วยกันยิ่งต้องเจอกันบ่อยเพราะแทคต้องขึ้นเชียงใหม่บ่อยขึ้นเพื่อมาดูแลธุรกิจวิลล่า

บุคลิกของป๊าเหรอค่อนข้างใจร้อนนิดหนึ่งและเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ยิ่งเวลาทำงานป๊าจะเป็นคนจริงจังมาก และในการทำธุรกิจสิ่งหนึ่งที่ป๊ายึดมั่นเสมอคือความซื่อสัตย์ ให้เกียรติลูกค้ามาก และไม่เคยคิดเอาเปรียบลูกค้า นี่คือสิ่งที่แทคเห็นมาตลอดเพราะก่อนนี้ป๊าก็ทำธุรกิจโรงแรมสไตล์โฮสเทลแต่เป็นการเช่าต่อเดือนซึ่งค่อนข้างแพง และช่วงหนึ่งที่ทำโฮสเทลนั่นแหละได้เป็นจุดเริ่มต้นให้เราสองพ่อลูกคิดที่จะมีธุรกิจของตัวเองในวันนี้

คือวันหนึ่งเราสองคนซักผ้าปูที่นอนของแขก (ลูกค้า) ที่หลังบ้านเพราะเครื่องซักผ่าเสียก็มาคุยกัน ป๊าว่าถ้าเราเช่าเขาอย่างนี้อยู่ 10 ปี20 ปีก็เป็นของเขา ทำไมไม่ลองทำของเราเอง10 ปี 20 ปีก็ยังเป็นของเรา ป๊าบอกว่ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งและถามแทคว่าอยากจะทำวิลล่าหรือโรงแรมไหม ผมก็บอกว่าโอเค ถ้าป๊าทำแทคก็ทำ ซึ่งถ้าวันนั้นผมบอกป๊าว่าไม่ทำทุกอย่างก็จะไม่เห็นวันนี้ เราตัดสินใจไม่เช่าต่อแล้วหันมาทำเองเป็นโรงแรมแนวเลิฟโฮสเทลเหมือนเดิม ทำอยู่ 5-6 ปีก็ขายกิจการ ก่อนที่เมื่อ 3 ปีที่แล้วก็มาทำเวียงงาม ล้านนา วิลล่า อย่างที่เห็นที่แหละครับ

เนื่องจากธุรกิจนี้เรามีทีมบริหาร ซึ่งประกอบด้วยจีเอ็มบริหารงานอยู่แล้ว ดังนั้นบทบาทของป๊ากับแทคก็จะดูในภาพรวมและความเรียบร้อยทั่วไป โดยเฉพาะป๊าจะดูการเงินเพราะเป็นคนที่ละเอียด ส่วนแทคก็ช่วยในเรื่องรายจ่าย อันไหนที่บางครั้งมันเกินงบมากๆ ก็ช่วยแบ่งเบาไป แต่บอกเลยว่าการทำธุรกิจครั้งทั้งป๊าทั้งแทคเทหมดหน้าตักจริงๆ และไม่คิดเลยว่าตัวเองจะมีเงินเหลือในบัญชี 195 บาท แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

ป๊าพูดเสมอว่า ในการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่ให้เราเข้าใจกับมันก็พอ และทำให้มันดีแค่นี้ก็แฮปปี้แล้วครับ ป๊าไม่ได้สอนอะไรมากแต่จะเป็นการทำให้ดูมากกว่าว่าเราควรทำอย่างไร เพราะการสอนบางครั้งมันไม่เห็นภาพ มันต้องลงมือทำแล้วจะเห็น

 

แทค มุ่งมั่น อ่อนน้อมและเป็นคนตรง 

พูดถึงแทคตามที่เลี้ยงดูก็เหมือนเด็กทั่วไป ไม่มีอะไรมากมาย แต่ค่อนข้างที่จะเลี้ยงลำบากหน่อยเพราะครอบครัวเราแยกจากกัน ก็ไม่ได้ดูแลเขาดีเท่าที่ควร วันนี้ฝากบ้านโน้น พรุ่งนี้ฝากบ้านนั้นสลับกันไป แต่ว่าด้วยความที่เลี้ยงดูแบบไม่ค่อยมีเวลาให้ หรือดูแลได้ไม่เต็มที่นี้กลับเป็นผลดีกับแทคในอนาคต หากมองก้าวย่างถึงวันนี้เขาช่วยเหลือตัวเองและพึ่งตนเองมาตลอด

จะเห็นว่าแทคไปอยู่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 18 ปี เขาสามารถดูแลตัวเองได้ ป๊ารู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเขาที่เขาเข้มแข็งช่วยตัวเองได้ เอาตัวเองรอด ที่สำคัญเขาเป็นเด็กดี เชื่อฟัง และทำตัวดี ไม่เหลวไหลเลย อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ป๊าภูมิใจในตัวเขามาก ทั้งนี้แม้เราจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันแต่ก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์อยู่ตลอด ช่วงแรกที่ไปอยู่กรุงเทพฯ ก็มีส่งเงินให้เขาบ้าง แต่พอเขาทำงานก็บอกว่าป๊าไม่ต้องส่งมาแล้ว แทคดูแลตัวเองได้และกลายเป็นเขาที่ส่งมาให้เราทุกเดือน

สิ่งที่ภูมิใจในตัวเขาอีกอย่างคือแทคไม่เคยทำอะไรให้หนักใจเลย จะห่วงเขาหน่อยก็คงเรื่องผู้หญิง (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ดูจะไม่มีใครก็รู้สึกสบายใจหน่อย เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ขยัน อดทน แม้ภาพลักษณ์ภายนอกอาจจะมีคนมองว่าแบดบอย แต่อยากจะบอกว่าเขาเป็นคนปากกับใจตรงกัน และที่สำคัญเป็นคนน่ารักเพราะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะต่อผู้หลักผู้ใหญ่ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ผมเห็นและภูมิใจในตัวเขา

 

ทั้งนี้ ในการทำเวียงงาม ล้านนา วิลล่านี้ก่อนทำก็เคยบอกเขานะว่าต้องใช้เงินเยอะนะลูก แต่เขาจะบอกเลยว่าไม่เป็นไรป๊า ป๊าว่าไงผมว่าตามป๊าเลย เขาก็ให้เงินมาจนเรียกหมดตูดเขาเลยแหละ มาลงทุนทำด้วยกัน นี่คือเขา คือจะเป็นคนที่มุ่งมั่นถ้าตั้งใจจะทำอะไรเขาเต็มที่ ซึ่งวิลล่าต่อไปก็เป็นของเขานั่นแหละเพราะผมตอนนี้ก็อายุ 63 แล้ว ที่ทำนี่ก็เพื่อแทค

นอกจากเงินที่เขาทุ่มเทให้เต็มที่แล้วให้ผมเป็นคนจัดการแล้ว สิ่งหนึ่งที่เขาให้ก็คือแนวคิดและไอเดียต่างๆ ที่น่าสนใจ ความคิดผมอาจจะแนวอนุรักษ์แบบล้านนา แต่ของเขาจะออกสมัยใหม่ แต่สามารถที่จะผสมผสานกันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นจึงได้ว่าวิลล่าของเราจะเป็นสไตล์ล้านนาร่วมสมัย

ต่อไปนี้เขาก็คงต้องแบ่งเวลามาดูแลธุรกิจมากขึ้น แต่ว่างานในวงการบันเทิงก็ให้ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะไม่อยากทำโน่นแหละ ส่วนทางนี้ป๊าก็จะดูแลให้ ซึ่งถ้ามาเขาก็คงจะต้องเรียนรู้งานจากเพื่อนร่วมงาน จากจีเอ็ม และถ้าเขาอยากจะรู้จริงๆ ก็คงต้องขวนขวายด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้เรียนรู้จากบุคลากรของเราไปก่อนเพราะเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับเขาและผมด้วย

 

เรียนรู้กันไม่สิ้นสุด ในโลกกว้างโรแมนติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467388

เรียนรู้กันไม่สิ้นสุด ในโลกกว้างโรแมนติก

โดย…ปอย

ทั้งคู่ชอบอยู่ท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนฝูง แล้วเมื่อตัดสินใจคบหากันหลังจากเดทแรกผ่านไป 3 เดือน ทริปแรกท่องเที่ยวยุโรปจึงเลือกไปพร้อมสมาชิกครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ว่าที่เจ้าบ่าว ภาณุวัชร สิริจุติกุล บอกว่าเวลาอยู่กรุงเทพฯ ก็แทบไม่ค่อยได้เจอหน้าค่าตากันเลย ด้วยหน้าที่การงานเกี่ยวกับธุรกิจโรงงานแปรรูปอาหารทะเลของครอบครัว ต้องรับงานหนักเกือบตลอด 7 วัน ส่วนว่าที่เจ้าสาวคนสวย ศรัญจิต ลีลากิจไพศาล ทำงานพีอาร์ห้างสรรพสินค้าชั้นนำก็หนักหนาไม่แพ้กัน และทันทีที่รู้ว่าครอบครัวฝ่ายหญิงมีจัดแฟมิลี่ทริปไปยุโรป ฝ่ายชายจึงตัดสินใจขอไปท่องเที่ยวด้วยอย่างไม่ลังเล เพราะการท่องโลกใบกว้างคือพื้นที่ของการได้เรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกันได้ดีที่สุด

“รีบหอบเสื้อผ้าตามผู้หญิงไปยุโรปเลยค่ะ”ศรัญจิต บอกพลางหัวเราะสดใส ทริปนี้มีน้องชายทั้งคู่ไปเที่ยวกันด้วย จึงเห็นนิสัยของผู้ชาย 3 คนที่ในอนาคตจะอยู่ร่วมครอบครัวเดียวกันได้อย่างชัดเจน

“อุ้ย (นิกเนมว่าที่เจ้าบ่าว-ภาณุวัชร) พาน้องชายไปด้วยค่ะ แล้วฝั่งดิฉันมีคุณแม่ น้องชาย พี่สาวและหลานสาวไปด้วย ผู้ชายทั้ง 3 คนนี้จึงรับหน้าที่ขนกระเป๋าเดินทางของทุกๆ คนในครอบครัว ก็ได้เห็นความมีน้ำใจของแต่ละคนได้เลยนะคะ เราไม่เลือกไปทัวร์เพราะดิฉันสุขภาพไม่แข็งแรงนัก จึงเป็นเรื่องเหนื่อยเกินไปกับการตื่นแต่เช้าแล้วนั่งรถเป็นวันๆ เพื่อออกไปเที่ยวนอกเมือง อุ้ยเข้ามาก็ช่วยวางแผนจัดทริปในแบบชิลๆ สบายๆ เป็นความประทับใจในการเที่ยวยุโรปในครั้งแรกของเราค่ะ

 

แล้วเมื่อต้องถ่ายรูปเวดดิ้ง เราจึงเลือกมาถ่ายที่ยุโรปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อบันทึกความทรงจำว่าที่นี่คือจุดเริ่มต้นที่ได้เรียนรู้กันค่ะ” ศรัญจิต บอกพร้อมไม่ลืมรอยยิ้ม

การออกไปท่องโลกใบกว้างคือการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ภาณุวัชร โชว์ความตั้งใจการเป็นนักวางแผนที่ดีอีกครั้งหนึ่ง ไปครั้งนี้จุดหมายปลายทางแตกต่างจากครั้งแรก เมืองใหม่ๆ ที่ทั้งคู่ยังไม่ได้ไปถูกจัดไว้ในแผนตั้งแต่ยุโรปฝั่งตะวันออก เช็ก ออสเตรีย ไล่ลงมาเยอรมนี จนถึงตอนเหนือของอิตาลี เวนิส ฟลอเรนซ์ คือจุดหมายปลายทางเมืองสุดโรแมนติกของการบันทึกภาพสวีทหวาน ก่อนลั่นระฆังวิวาห์ในเดือน ม.ค.ปีหน้า

“เมืองที่ผมเลือก เชสกี ครุมลอฟสาธารณรัฐเช็ก เป็นเมืองโบราณมรดกโลก มีสถาปัตยกรรมศิลปะของเขตเมืองเก่าและปราสาทครุมลอฟ ผู้คนที่นี่น่ารักมากครับยิ้มแย้มแจ่มใสเข้ามาแสดงความยินดีที่เห็นเราแต่งชุดแต่งงาน เมืองนี้อาหารก็อร่อยด้วย ภาพถ่ายบนสะพานคือภาพประทับใจที่สุดของเราทั้งคู่ ชอบความอลังการของเมือง แต่เบื้องหลังก็ติดอยู่ในความทรงจำคือความเหน็ดเหนื่อยมากๆ ของผมกับกิฟต์ (นิกเนมเจ้าสาว) หลังจากถ่ายรูปกันทั้งวันแล้ว ฝนตกพรำๆ เหนื่อยแบบแทบไม่ไหวกันแล้ว กิฟต์เริ่มมีงอแง แต่ก็ได้เห็นนะครับว่าเป็นผู้หญิงอดทนมาก ใจสู้ ยิ้มสวยจนภาพช็อตสุดท้าย

ซึ่งการมาถ่ายรูปเวดดิ้งเดินทางข้ามทวีปต้องอยู่บนเครื่องบินนานมาก เธอป่วยตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังเดินเซอร์เวย์สถานที่เพื่อเตรียมตัวถ่ายรูป รุ่งขึ้นก็ต้องตื่นแต่งหน้าตั้งแต่ตี 2 เพื่อมาถ่ายรูปสะพานช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเพื่อให้ได้รูปสวยที่สุดครับ เรามีตารางถ่ายรูปเมืองนี้ทั้งวัน ทีมช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ให้เราพักนอนเพียง 2 ชั่วโมง แล้วปลุกให้ตื่นมาแต่งหน้าแต่งตัวถ่ายรูปกันอีกจนถึงเที่ยงคืนอีกวันหนึ่งเลย เบื้องหลังภาพหวานๆ จึงบันทึกความเหน็ดเหนื่อยของเราทั้งคู่ไว้ด้วย” ภาณุวัชร เล่าย้อนไปในวันบันทึกภาพ แล้วว่าที่เจ้าสาวคนสวยก็ขอเสริมในเรื่องนี้ด้วย

 

“เป็นเวลา 15 วันซึ่งเป็นพื้นที่ที่เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันค่ะ อุ้ยดูง่ายๆ อะไรก็ได้ แต่ก็ได้เห็นได้เรียนรู้อีกมุมว่าเขาไม่ได้อะไรก็ได้ไปเสียทุกๆ เรื่องนะคะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องดูแลเขาเป็นพิเศษอะไรมากมาย ตั้งแต่เริ่มคบหาเวลาของการได้อยู่ด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันท่ามกลางครอบครัวของเรา ไม่มีใครเฟก ไม่มีใครเกร็ง เขาทำตัวเหมือนอยู่กับครอบครัวเขาเลยค่ะ ใช้ชีวิตกันสบายๆ แล้วเมื่อดิฉันไปครอบครัวเขาก็สบายเช่นกัน แล้วสิ่งสำคัญที่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่คือเขาไม่ได้รักแค่เราคนเดียว แต่แสดงให้เห็นว่ารักคนรอบข้างเราทุกๆ คน อุ้ยดูแลแม่ดิฉันไม่ต่างจากคุณแม่ของเขาเลยค่ะ

การถ่ายภาพเวดดิ้งครั้งนี้ ได้ใช้ชีวิตด้วยกันแบบเหน็ดเหนื่อยหนักหนาสาหัสร่วม 2 อาทิตย์ ภาพถ่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตคู่ จึงไม่ใช่การบันทึกเพียงความหวาน แต่ได้เห็นนิสัยกันและกันได้อย่างถ่องแท้บนพื้นที่ ณ แห่งนี้ด้วยค่ะ” ศรัญจิต บอกทิ้งท้ายเบื้องหลังภาพเซตนี้

 

‘พีระชาติ เรืองประดิษฐ์’ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก หนุ่มลุ่มน้ำสู่คนบนดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467386

‘พีระชาติ เรืองประดิษฐ์’ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก หนุ่มลุ่มน้ำสู่คนบนดอย

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

“ถือเป็นความภูมิใจ เป็นความปีติในชีวิตการทำงาน ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ในโครงการพระเจ้าอยู่หัว การได้เข้ามาทำงานเพื่อคนบนดอยภายใต้โครงการหลวงของพระเจ้าอยู่หัว  นอกจากได้ทำงานแล้ว ยังเป็นบุญเป็นกุศล ที่เราได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเขาดีขึ้นชาวเขามีความสุข มีรอยยิ้ม เพราะทุกพื้นที่ที่มีโครงการหลวงเข้าไปนั้น  กำลังบ่งบอกว่าชาวเขากำลังจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น“นี้คือคำให้สัมภาษณ์ของ พีระชาติ เรืองประดิษฐ์หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก

พีระชาติ ไม่ได้เป็นคนบนดอยหรือเป็นหนุ่มเหนือ แต่เป็นหนุ่มจากแดนใต้ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช จบวิทยาลัยเกษตรอยุธยาทุ่งหันตรา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2533
ก็ได้เดินทางจากนครศรีธรรมราช มาทำงาน บนพื้นที่สูงของภาคเหนือ ในโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ของพระเจ้าอยู่หัว โครงการหลวงซึ่งได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นมูลนิธิโครงการหลวงปี พ.ศ. 2536

การตัดสินใจพาตัวเองจากภาคใต้ไปภาคเหนือในครั้งนั้น เพราะได้รับคำแนะนำของ ทวี รักษาชล ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ และเป็นอาสาสมัครทำงานโครงการหลวง ในตำแหน่ง ผู้ประสานงานโครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำริน

หลังจากได้รายงานตัวที่สำนักงานโครงการหลวงแล้ว ก็เดินทางเข้าไปประจำศูนย์”โครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำริน“ ซึ่งอยู่ในเส้นทางเชียงใหม่-เวียงป่าเป้า ในระยะทางประมาณ 75 กม. ที่ในตอนนั้นศูนย์แห่งนี้ยังถือว่าทุรกันดาร การเดินทางยังลำบาก และจะต้องเดินเท้าขึ้นไปประมาณ 8 กม.

“ผมจำได้วันแรกที่ตัดสินใจทำงานและไปอยู่ที่ศูนย์โครงการหลวงห้วยโป่ง-ห้วยน้ำรินยังไกลความเจริญมาก เพราะรถโดยสารมีวันละเที่ยว และเมื่อถึงทางแยกจะต้องเดินเท้าเข้าไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจะไปทำงานถวายในหลวง ประกอบกับเคยเป็นนักเรียนเกษตรอยู่กับป่ากับเขาและชาวบ้าน ทำงานหนักมาก่อน ผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆในการทำงานมามาก ดังนั้นการตัดสินใจไปทำงานบนดอยก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเลยสำหรับลูกเกษตร ผมคิดอยู่เสมอว่า งานหนักไม่เคยฆ่าคน“ พีระชาติ กล่าว

เส้นทางการทำงาน “พีระชาติ” เริ่มงานครั้งแรกในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตร ผักเมืองหนาว ขณะนี้โครงการหลวงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกถั่วแดง ก็เพิ่งเคยเห็น กาแฟก็ไม่เคยปลูก หนุ่มปักษ์ใต้รู้จักแต่ต้นยางพารา ดังนั้นการทำงานในช่วงแรกก็ใช้วิธีเรียนลักพักจำจากชาวบ้านบ้าง อ่านหนังสือบ้างก็สามารถทำงานได้

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ทำให้เขาสามารถทำหน้าที่ และยังคงทำงานในโครงการหลวงนับตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อปี 2533 จนถึงปัจจุบันกว่า 26 ปี คือ ความจริงใจ เข้าใจวิถีชีวิตของชาวเขานั่นเอง เพราะในพื้นที่บนดอย ชาวเขาที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเผ่ามูเซอดำ หรือลาหู่เชเล และมีเผ่าลีซอ และคนพื้นเมืองบ้าง

การสื่อสารยิ่งมีปัญหา เพราะภาษาปักษ์ใต้เจอภาษาเหนือ ภาษาชาวเขา มึน แต่ด้วยจริงใจ ความมุ่งมั่น ที่มีต่อชาวบ้าน ใช้เวลาไม่นานชาวบ้านก็ยอมรับ และก็รู้จักกันทั่วทุกหมู่บ้าน และชาวบ้านบนดอยต่างเรียกและให้สมญานามพีระชาติ ว่าอาจารย์อ้วน

 

พีระชาติ กล่าวว่า การทำงานโครงการหลวง นอกจากมีโอกาสได้ถวายงานรับใช้ในโครงการพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังได้มีโอกาสช่วยเหลือชาวเขา สมัยก่อนนอกจากความยากจนแล้วยังขาดแคลนในทุกด้าน  ดังนั้นการเข้ามาทำงานของเขา นอกจากได้ทำงานแล้วยังได้บุญกุศลที่ได้ช่วยคนที่ลำบากและด้อยโอกาสให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำงานส่งเสริมการเกษตรหากเปรียบเทียบกับการเล่าเรียนแล้วก็คล้ายกับการศึกษานอกโรงเรียนนั่นเองคือในการทำงานและทำหน้าที่จะต้องไปสอนให้ความรู้กับชาวบ้าน ชาวเขา ดังนั้นเจ้าหน้าที่โครงการหลวงที่ขึ้นไปทำงานบนดอยมักจะถูกเรียกขานจากคนบนดอยว่าอาจารย์และยังมีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาช่วยงานซึ่งเป็นอาจารย์ คนที่มาสอนมาแนะนำอาชีพให้กับชาวเขาจึงเป็นอาจารย์

พีระชาติ กล่าวว่า การทำงานของโครงการหลวง นอกจากงานพัฒนาอาชีพ ด้านเกษตรโดยการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่นและให้เกษตรกรชาวเขามีรายได้ มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย โครงการหลวงยังมีงานพัฒนาอาชีพนอกภาคเกษตร เช่น หัตถกรรม ทอผ้าเป็นต้น นอกจากนั้น ก็พัฒนาด้านสังคม การรวมกลุ่มอาชีพต่างๆ จัดตั้งสหกรณ์ ตลอดจนดูแลกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร โดยยึดหลักให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงและคำขวัญของโครงการหลวง “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก”

ดังนั้น งานพัฒนาอาชีพต่างๆ ของโครงการหลวงเมื่อมีผลผลิต ทางศูนย์จะรับซื้อคืนทั้งหมดโดยมีฝ่ายตลาดและแปรรูปนำผลผลิตไปจำหน่ายหรือแปรรูปภายใต้แบรนด์โครงการหลวง การดำเนินงานแบบครบวงจรสามารถทำให้งานโครงการหลวงก้าวหน้าและมีสินค้าจำหน่ายทั่วไป และส่งผลดีไปยังผู้ผลิตบนดอยมีอาชีพและรายได้ตลอดจนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ในการทำงานนั้นเราจะเข้าไปถึงทุกที่ทุกโครงการที่เข้าไปทำ เช่น ที่ อ.แม่วาง โครงการหลวงแม่สะป๊อก ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำในการสนับสนุนก็จะให้ชาวบ้านปลูกผักปลูกพืชอินทรีย์ เพราะต้นน้ำจะไม่ปนเปื้อน และบางพื้นที่ก็ปลูกด้วยระบบปลอดภัย คือแม้ใช้สารเคมีบ้างแต่จะมีระยะเวลาที่ปลอดภัยในการจะตัดหรือเก็บผักออกมา“

ปัจจุบันพื้นที่ในโครงการแม่สะป๊อก มีชาวบ้านในเครือข่าย 450 ครัวเรือน ปลูกพืชหมุนเวียนไป มีทั้งผักสลัด มีทั้งปลูกงา ซึ่งถือว่าให้ผลผลิตที่ดี การส่งเสริมให้ปลูกงาก็เพื่อลดการปลูกข้าวโพด เพราะข้าวโพดปลูกนานๆ ดินจะเสีย ส่วนงาเป็นที่ต้องการและได้ราคาดี

“ในการให้การสนับสนุนชาวเขาในโครงการ ทางศูนย์จะให้ชาวบ้านมารับผักต้นกล้าที่ทางศูนย์จะเพาะไว้ให้และนำไปปลูกเพราะหากให้นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกเองบางครั้งไม่ปลูกตามที่กำหนด ผักก็จะออกมาไม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ ไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นทางโครงการจะเพาะให้นอกจากได้ผักตามกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังสามารถจัดการในเรื่องของตลาดได้ด้วย”

พีระชาติ กล่าวว่า ในการทำงานโครงการหลวง เขาก็ได้เปลี่ยนหน้าที่การทำงาน ไปเรื่อยๆตามภาระงาน การทำงานในโครงการหลวง นอกจากมีโอกาสรับใช้ถวายงานในโครงการส่วนพระองค์แล้ว  ก็ได้รับโอกาสในการเข้าเฝ้าฯรับเสด็จ โดยทุกปีจะมีงานประจำปีของโครงการหลวง ชาวโครงการหลวงก็ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน และรอรับเสด็จทุกๆ ปี จะมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเชื้อพระวงศ์หมุนเวียนเสด็จฯ มาเปิดงาน

“มีความภูมิใจและเป็นเกียรติกับตัวเองที่สุดในชีวิตทำงาน คือเมื่อปี 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในพื้นที่โครงการหลวงแม่สะป๊อก ทรงโปรดให้หัวหน้าโครงการหลวงแม่สะป๊อกเข้าเฝ้าฯ และถวายรายงานด้วย”

นอกจากโครงการหลวงได้ให้อาชีพมีเงินเดือนพอประมาณแบบพอเพียงแล้ว ยังเปิดโอกาสได้ลาศึกษาต่อ และให้โอกาสไปศึกษาดูงาน/ฝึกงานในต่างประเทศ เช่น อิสราเอล ไต้หวัน จีน เป็นต้น

พีระชาติ หรืออาจารย์อ้วน ตามคำเรียกของชาวเขา กล่าวว่า ปัจจุบันภูมิใจมากกับภาระและงานที่ได้ทำมาในชีวิต และก็จะยังคงมุ่งมั่นทำงานในโครงการหลวงต่อไปเพื่อถวายพ่อหลวงผู้ทรงก่อตั้งโครงการหลวงฯ แม้พระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วก็ตาม

 

สัญญาณบอกเหตุ พนง.ไม่อยากอยู่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2559 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/467300

สัญญาณบอกเหตุ พนง.ไม่อยากอยู่แล้ว

โดย…ดร.กฤติน กุลเพ็ง ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพองค์กร weerakp@gmail.com

บางครั้งผู้บริหารมุ่งไปที่ความสำเร็จของงานอย่างเดียว ลืมนึกไปว่าลูกน้องไม่มีใจในงานที่สั่งให้ทำแล้ว งานที่ทำอยู่ก็ไม่สำเร็จอยู่ดี ฉะนั้นหัวหน้างานและผู้บริหารจึงควรสังเกตว่าลูกน้องมีพฤติกรรมอย่างไรที่แสดงว่าไม่มีใจให้องค์กรแล้วหรือไม่

ผู้เขียนอยากจะขอแชร์ประสบการณ์จากที่เคยทำงานด้านแรงงานสัมพันธ์และฝึกอบรมในโรงงานแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ซึ่งมักจะมีพนักงานมาหารือบ่อยๆ ถึงปัญหาในงานในแผนก และวิธีการทำงาน เวลาส่วนใหญ่ที่พนักงานเข้ามาหารือมักจะเป็นในช่วงเย็นหลังจากสังสรรค์ในหมู่เพื่อน ซึ่งนั่งตั้งวงสนทนาและมักจะมีสุราร่วมไปด้วย พอได้ที่แล้วก็เริ่มพูดถึงเจ้านาย

ผมสังเกตเห็นว่า มีพนักงานคนหนึ่งพูดค่อนข้างรุนแรงและมีทัศนคติไม่ดีต่อผู้บังคับบัญชาอย่างมาก พอเวลาผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมง เขาเริ่มก้าวร้าวมากขึ้น เพราะพูดไปเริ่มไม่มีใครฟัง หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นร้องไห้ จนทำให้เพื่อนๆ หันมาให้ความสนใจพนักงานคนนั้นทันที และรับฟังความเห็นของเขามากขึ้น จึงได้ทราบว่า เขาถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งและถูกผู้บังคับบัญชาระดับต้นจัดเวรให้ไปอยู่ในสถานที่ปฏิบัติงานลำบาก ให้อยู่แต่เวรดึก ไม่ได้รับโอกาสเหมือนพนักงานคนอื่น เพราะสาเหตุที่ว่า พนักงานคนนี้ไม่ได้เป็นสมาชิกขายตรงของบริษัทหนึ่งที่หัวหน้าหมวดเป็นแม่ข่ายอยู่ ส่วนเพื่อนๆ ในแผนกเป็นสมาชิกเกือบทุกคนแล้ว

ในวันรุ่งขึ้น ผมไปหารือกับผู้จัดการแผนกที่รับผิดชอบสายงานนี้ จนได้ข้อมูลความจริงอีกหนึ่งอย่างคือ พนักงานคนนี้จากที่ไม่เคยขาด ลา มาสายเลยในช่วง 3 เดือนที่มาทำงานในโรงงาน แต่ช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุดกลับเริ่มมาสายและลากลับก่อน จึงเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่า พนักงานเริ่มจะเดินออกจากองค์กรแล้ว

พฤติกรรมพนักงานโดยทั่วๆ ไป ที่ผู้บริหารสามารถสังเกตได้จากพนักงานมี 3 พฤติกรรม ได้แก่ พฤติกรรมที่สังเกตอันดับแรก คือ พนักงานเริ่มมาสาย ลากิจ และขาดงาน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า เริ่มไม่อยากทำงาน ไม่ใส่ใจในการทำงานแล้ว ซึ่งหัวหน้าใกล้ชิดมักสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่ถ้ามีหัวหน้างานที่พฤติกรรมไม่ดี ก็จะถูกลืมไปเลย พนักงานที่เป็นแบบนี้ส่วนใหญ่จะเดินออกจากองค์กร โดยทิ้งความทรงจำไม่ดีไว้และยังไปบอกเล่าต่อถึงพฤติกรรมไม่ดีของบริษัทอีกด้วย

พฤติกรรมการแสดงออกที่สอง คือ การบ่นให้คนอื่นฟัง เมื่อพึ่งหัวหน้าไม่ได้ ก็จะพยายามบอกเล่าให้คนอื่นนอกแผนกให้รับทราบ เพื่อต้องการให้ผู้จัดการสายงานอีกระดับหนึ่งได้รับรู้และเข้าใจถึงตัวเขา ถ้าเรื่องนี้ได้รับการตอบรับก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะหยุดพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้

พฤติกรรมการแสดงออกที่สาม คือ การออกหางานบริษัทใหม่ เมื่อพนักงานแสดงออกทั้งสองอย่างแล้ว ยังไม่มีเสียงตอบรับจากผู้บริหาร พนักงานก็จะออกหางานใหม่

จากการวิจัยที่พบในองค์การใหญ่ๆ จะเห็นได้ว่า คนเลือกที่จะทำงาน เพราะองค์กรมีความมั่นคง มีระบบการบริหารที่ดี และเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในด้านสินค้าและการบริการ ในทางกลับกัน คนมักจะเดินออกจากองค์กร เพราะการบริหารงานของหัวหน้าที่ไม่มีความยุติธรรม มีการเล่นพรรคเล่นพวก และไม่ให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเรียกว่าเป็น แรงผลัก มักจะเกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้

แต่ถ้าเป็น แรงดึง ที่เกิดจากภายนอกองค์กร เราไม่สามารถควบคุมหรือบริหารจัดการได้ องค์กรส่วนใหญ่จึงต้องบริหารแรงผลักภายในองค์กรให้ดีเท่านั้น สำหรับพนักงานส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติงานในองค์กร มักจะเกิดปัญหาด้านแรงผลักก่อนเสมอ และในช่วงดังกล่าวมีแรงดึงจากภายนอกเข้ามาพอดี จึงทำให้เกิดการตัดสินใจที่เร็วขึ้นได้

ฉะนั้น หากสังเกตเห็นพฤติกรรมข้างต้นของพนักงาน และถ้าผู้บริหารจะหยุดการลาออกของพนักงานให้ได้ผล จะต้องเข้าไปรับรู้และหาสาเหตุตั้งแต่ในพฤติกรรมที่ 1 และ 2 โดยพูดคุยกับพนักงานเพื่อรับทราบปัญหา และหาวิธีแก้ไข เพื่อให้พนักงานสบายใจว่า ผู้บริหารเหนืออีกระดับหนึ่งยังให้ความเป็นธรรมแก่เขา ก็จะทำให้หยุดการลาออกของพนักงานได้  แต่ถ้าให้พนักงานมีพฤติกรรมที่ 3 แล้ว จะทำให้หยุดและดึงพนักงานกลับเข้าสู่องค์การได้ยากมาก