pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307930

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 2

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 2

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์นี้เรามารู้จักวิธีการให้ยาประเภทที่ 3 นั่นคือ “ยาฉีด” กันครับ

3.ยาฉีด

การให้ยาโดยการฉีดเข้าร่างกายปลา สามารถทำได้ 3 ช่องทางหลักคือ 1.การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ  2.การฉีดยาเข้าช่องท้อง  และ 3.การฉีดยาเข้าถุงลม ส่วนการฉีดยาเข้าเส้นเลือดที่โคนหางไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากผนังเส้นเลือดปลาค่อนข้างบาง  การฉีดในขณะที่ปลาดิ้นรนมาก มักทำให้ ผนังเส้นเลือดฉีกขาด และทำให้เกิดเนื้อตายที่กล้ามเนื้อบริเวณหางได้

ตัวอย่างยาที่ให้ได้โดยการฉีด เช่น ยาปฏิชีวนะจำพวกเจนต้าไมซินเอนโรฟล็อกซาซิน  เซฟฟาเล็กซิน  ยาที่มีความเจือจางและต้องให้ปลาได้รับในปริมาณมากๆ งั้น ไม่ควรให้โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อปลา แต่เราสามารถให้ได้โดยการฉีดเข้าช่องท้องหรือถุงลม ยาจะค่อยๆ ถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอยที่กล้ามเนื้อ ช่องท้อง และถุงลมเข้าสู่กระแสเลือดของปลา และออกฤทธิ์ในการต่อต้านหรือทำลายเชื้อแบคทีเรียในบริเวณต่างๆ ของตัวปลา

การให้ยาโดยการฉีด  มีความจำเป็นในปลาที่ป่วยและไม่กินอาหาร โดยเฉพาะในปลาที่เชื่องและมีความคุ้นเคยกับเจ้าของ การให้ยาด้วยวิธีฉีดจะช่วยให้ปลามีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าวิธีการให้ยาวิธีอื่นๆ  แต่ต้องกระทำโดย “สัตวแพทย์หรือผู้ที่มีประสบการณ์” เนื่องจากต้องจับบังคับปลาและฉีดในตำแหน่งที่ถูกต้องจึงจะไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและอวัยวะภายในต่างๆ

อย่างไรก็ดี การให้ยาวิธีต่างๆเพื่อรักษาปลานั้นจะได้ผลก็ต่อเมื่อวินิจฉัยโรคถูกต้อง  เลือกใช้ยาที่เหมาะสม  โดยที่อาการของโรคยังไม่รุนแรงมากนัก หากปลาป่วยเป็นระยะเวลานานและโรคพัฒนาไปจนมีผลทำลายโครงสร้างและการทำหน้าที่ของอวัยวะในระบบต่างๆ ของปลาแล้ว การรักษาโดยวิธีใดๆ ก็มักจะไม่ได้ผล และจะยิ่งส่งผลในเชิงลบให้ปลาเกิดความเครียดและเสียชีวิตเร็วขึ้น

นอกจากนี้ การดูแลสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเนื่องจากปลาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำตลอดเวลากิจกรรมในการดำรงชีวิตทุกชนิด เช่น การกินอาหาร การหายใจ การขับถ่าย และการสืบพันธุ์ ล้วนแต่ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวกลาง ถ้าสภาพน้ำที่เลี้ยงไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตปกติ แล้วย่อมจะส่งผลต่อการเจ็บป่วยของปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาป่วยที่มีสุขภาพอ่อนแอ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าปลาปกติที่มีความแข็งแรงมากกว่า ผู้เลี้ยงต้องศึกษาชีววิทยาของปลาแต่ละชนิดที่จะเลี้ยงว่ามีความเหมาะสมที่จะเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเช่นไร อาจศึกษาได้จากตำราการเลี้ยงปลา สอบถามจากผู้มีประสบการณ์ หรือสังเกตจากการทดลองเลี้ยงด้วยตนเอง จึงจะทราบและเข้าใจถึงความต้องการของปลาว่าต้องการสภาพแวดล้อมแบบใด

●สภาพแวดล้อมที่ดี คืออะไร?

สภาพแวดล้อมที่ดีหมายถึง สภาพน้ำที่สะอาด มีออกซิเจนละลายน้ำมาก มีอินทรียสารในน้ำน้อย ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นในตู้ปลาโดยเฉพาะจำพวกที่เป็นอันตราย อาจหมายถึงน้ำที่มีปริมาณแพลงตอนพืชหนาแน่น มีสภาพที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เพื่อการพรางตัวของปลา มีการไหลเวียนของน้ำตลอดเวลา หรือเป็นน้ำนิ่งๆ มีการไหลเวียนของน้ำน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้เลี้ยงควรศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องจากการเลี้ยงปลาให้มีสุขภาพแข็งแรง เมื่อปลามีสุขภาพแข็งแรงก็จะมีความทนทานต่อโรคมากขึ้น ปรสิตหรือเชื้อโรคต่างๆ จะทำให้ปลาป่วยได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ดี ถ้าแม้ปลาที่เลี้ยงจะมีสุขภาพแข็งแรง แต่ช่วงเวลาต่างๆ ที่ปลาจะอ่อนแอกว่าปกติก็สามารถพบได้ เช่น ในปลาที่อายุน้อยหรือมากๆ หรือปลาที่ตั้งท้อง ปลาที่วางไข่ ปลาที่เลี้ยงลูก เป็นต้น ระยะเวลาเหล่านี้จะเป็นช่วงที่ปลามีโอกาสป่วยจากการติดเชื้อปรสิต แบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส ได้โดยง่าย ผู้เลี้ยงจึงควรสังเกตปลาอย่างใกล้ชิด และเมื่อพบความผิดปกติก็ควรรีบหาสาเหตุแห่งความผิดปกติให้พบและหาวิธีแก้ไขและรักษาที่เหมาะสม

สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันว่า “สภาพแวดล้อมที่ดี” ของปลานั้นเป็นอย่างไรครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : อาหารติดดาว รสชาติอาหารติดใจ เสน่ห์ของเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307884

ตะลอนเที่ยว : อาหารติดดาว รสชาติอาหารติดใจ เสน่ห์ของเมืองไทย

ตะลอนเที่ยว : อาหารติดดาว รสชาติอาหารติดใจ เสน่ห์ของเมืองไทย

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

(จากขวา) ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าฯการททท., วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวฯ, กลินท์ สารสิน ประธานบอร์ดททท.,พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ, ธเนศวร์ เพ็ชรสุวรรณ รองผู้ว่าฯการททท.

อาหารที่รสชาติอร่อยหรือไม่อร่อย ใช้อะไรเป็นตัววัด แล้วใครจะเป็นผู้การันตีว่าอาหารชนิดไหนอร่อย

คำถามโลกแตกข้อนี้ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วก็คงจะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ลิ้นและจมูกของคนกินแต่ละรายยังมีความแตกต่างกัน

อาหารอร่อยมีองค์ประกอบมากมาย อาทิ วัตถุดิบและส่วนประกอบทุกชนิดในการทำอาหาร เครื่องปรุงรส ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ความสะอาดของเครื่องครัว ภาชนะ สถานที่ และความสะอาดของตัวผู้ปรุง และรสมือในการปรุงอาหารของพ่อครัว-แม่ครัว (ในยุคนี้ หากจะเรียกให้หรู ต้องใช้คำว่าเชฟ) สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาตัดสินว่าอาหารหรือขนมจานไหนอร่อย แต่ในบางครั้ง เราก็อาจจะเห็นว่า อาหารอร่อยสุดๆ บางร้านนั้น บรรยากาศไม่น่ากินเอาเสียเลย เพราะแมลงวันบินขวักไขว่ในร้าน คนทำอาหารมีใบหน้ามันเยิ้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่เมื่อหลายคนได้ลิ้มรสอาหารแล้ว กลับบอกว่า อร่อยสุดๆ แถมราคาไม่แพงบ้าเลือด ก็ขอบอกไว้ ณ ตรงนี้ว่า เมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีอาหารอร่อยสุดอร่อยให้คุณทุกคนได้เลือกกินตามรสนิยม ตามอัตภาพ ตามความพึงพอใจ และตามจำนวนเงินในกระเป๋าของแต่ละคน

(จากขวา) คุณหญิงขวัญตา เทวกุล ณ อยุธยา ผู้จัดการภาคมิชลิน,เสกสรรค์-ม.ล.อาภาวดี ไตรอุโฆษ, กานต์ ตระกูลฮุน และภรรยา

แน่นอนว่า อาหารไทย หรือหากจะเรียกให้ถูกต้องก็คือ อาหารในเมืองไทย (เพราะหลายชนิดก็ไม่ใช่อาหารไทยแท้ แต่ทว่าถูกผสมผสานดัดแปลงให้กลายเป็นอาหารไทยไปแล้ว) มีความน่าสนใจมากโดยเฉพาะรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย กลิ่นเครื่องเทศ ความหวานหอมจากผลไม้นานาชนิด ควันจากเตาถ่าน กลิ่นไหม้เกรียมแต่หอมกรุ่นที่ก้นกระทะ รวมถึงการหาของกินได้ตลอดเวลา และเกือบทุกหนแห่ง สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เมืองไทย และกรุงเทพฯ คือสวรรค์ของนักกินจากทั่วโลก

แม่ลูกครอบครัวเทวกุล (จากซ้าย) ม.ล.อาภาวดี ไตรอุโฆษ, คุณหญิงขวัญตา เทวกุล ณ อยุธยา, ม.ล.รดีเทพ เทวกุล

ด้วยความที่เมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ คือสวรรค์ของนักกินอาหารจากทั่วโลก ทำให้มิชลินต้องหันมามองอาหารของเมืองไทยด้วยสายตาแห่งความชื่นชม และเมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคม 2560 มิชลินก็ได้มอบดาว (1 และ 2 ดาว) ให้กับร้านอาหารในกรุงเทพฯ รวมทั้งหมด 17 ร้าน โดย 14 ร้านได้ 1 ดาว และที่เหลือได้ 3 ดาว โดยร้านที่ได้ดาวจากมิชลินในครั้งนี้มีทั้งร้านในโรงแรมหรูห้าดาว และร้านที่ตั้งอยู่ริมถนนด้วย

สำหรับร้านอาหารที่ได้ดาว 1 ดวงจากมิชลิน ได้แก่ เสน่ห์จันทร์ (อาคารสาทร) Paste (เกษรพลาซา) Nahm (โรงแรมโคโม สาทรใต้) Savelberg (โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ ถ.วิทยุ) สระบัว By KIIN KIIN (โรงแรมสยาม เคมปินสกี) Suhring (ซ.เย็นอากาศ 3) Upstairs at Mikkeller (ซ. เอกมัย 10) โบ.ลาน (ซ.สุขุมวิท 53) ชิม บาย สยาม วิสดอม (ซ.สุขุมวิท 31) Elements (โรงแรมดิโอคูระ) Kinza Sushi Ichi (ศูนย์การค้าเอราวัณ บางกอก) J’Aime by Jean-Michel Lorain (โรงแรม U สาทร) และL’Atelier De Joel Robuchon (มหานคร คิวบ์ ชั้น 5)

จิลส์ การาชง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย

ส่วนร้านอาหารที่ได้สองดาวคือ Gaggan (ซ.หลังสวน เพลินจิต) Le Normandie (โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล) และ Mezzaluna (ทาวเวอร์คลับ แอท เลอ บัว ชั้น 65)

ส่วนร้านอาหารอร่อยที่ตั้งอยู่ริมทางข้างถนน (สำหรับคนกระเป๋าหนักพอสมควร) เช่น ร้านเจ๊ไฝ (สี่แยกสำราญราษฎร์) ก็ยังได้รับดาวหนึ่งดวงจากมิชลินด้วย

ข้อความสำคัญที่ Mr.Flower ได้จากการพูดคุยกับตัวแทนของมิชลิน และจากททท. คือ การมอบดาวมิชลินใน ครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้คนกินจากทั่วโลกเห็นว่าเมืองไทยมีร้านอาหารคุณภาพที่มีราคาแพงลิบลิ่ว แต่ต้องการบอกว่าในเมืองไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีร้านอาหารอร่อย คุณภาพดี ได้มาตรฐานโลก ส่วนสนนราคาของอาหารนั้น ขอบอกว่ากรุงเทพฯ และเมืองไทยมีให้เลือกหลากหลายมากมาย ขอบอกตรงๆ ว่าแม้อาหารริมถนนราคาจานละ 40-50 บาท ก็ยังอร่อยจนต้องกลับไปกินอีกบ่อยๆ และสิ่งสำคัญที่จัดงานนี้ขึ้นมาก็คือต้องการจะส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยให้กว้างขวางไปทั่วโลก เพราะอาหารไทย และอาหารต่างๆ ที่อยู่ในเมืองไทยมีรสชาติอร่อยมาก มากจนทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติบอกว่าในชีวิตนี้ต้องไปกินอาหารไทยในเมืองไทยให้ได้สักครั้ง

บอกตรงๆ ว่า ฟังแล้วปลื้มมาก ปลื้มแทนคนไทย แล้วก็ต้องขอย้ำว่า สำหรับร้านอร่อยอีกมากมายก่ายกองในเมืองไทยที่ยังไม่ได้ดาวมิชลินก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะความอร่อยอยู่ที่คนกิน เพียงแต่ขอให้เน้นคุณภาพของอาหาร และคำนึงถึงสุขอนามัยของการปรุงอาหาร และความสะอาดภายในร้านให้ได้เท่านั้น รับรองว่าลูกค้าไปอุดหนุนกันอย่างล้นหลาม แน่นอน

อาหารติดดาว จากมิชลิน

 

Chef ระดับมิชลิน

Chef ระดับมิชลิน

เทศกาลแห่งความสุนทรีย์ ท่ามกลางสายลมหนาว ณ ไร่องุ่นไวน์ ‘กราน-มอนเต้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307912

เทศกาลแห่งความสุนทรีย์ ท่ามกลางสายลมหนาว ณ ไร่องุ่นไวน์ ‘กราน-มอนเต้’

เทศกาลแห่งความสุนทรีย์ ท่ามกลางสายลมหนาว ณ ไร่องุ่นไวน์ ‘กราน-มอนเต้’

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อลมหนาวมาเยือน หลายคนเริ่มที่จะมองหาสถานที่พักผ่อนกับเพื่อนๆ คนรัก หรือครอบครัว หากต้องการสัมผัสอากาศสบาย บรรยากาศดีๆ ถ้าไม่นึกถึงภาคเหนือ ก็ต้องนึกเขาใหญ่ หนึ่งในสถานที่เช็คอินลำดับแรกๆ ในใจของหลายคน นั่นคือ ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ เรียกว่า เป็นชื่อที่ติดปากทุกคนที่มาเที่ยวเขาใหญ่และต่างคุ้นเคยกับ “Winter in the Vineyard at GranMonte Vinyard and Winery” เทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว “วินเทอร์อินเดอะวินยาร์ด” ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้เข้าร่วมงาน อาทิ ครอบครัวลักษณวิศิษฎ์ ได้แก่ พ.ต.อ.สังวาลย์ ฤกษ์ศรีลักษณ์-ศุภมาส-จิรภา-เฮนรี่ ลักษณวิศิษฎ์, คู่หวาน มะปราง-ปัทมวดี เสนาณรงค์ และ พ.ต.อ.สิทธิภาพ ใบประเสริฐ, ข้าวเม่า-ม.ล.อธิฉัตร ฉัตรชัย และเพื่อนซี้ ร่วมด้วยอนิรุธ ณ สงขลา ฯลฯ

วิสุทธิ์-สกุณา-วิสุตา- สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี ต้อนรับเซเลบริตี้ที่มาร่วมงาน

นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการปลูกองุ่นและทำไวน์ และผู้บริหารในตำแหน่ง“ไวน์เมคเกอร์” ของไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ เล่าว่า “งานนี้เป็นกิจกรรมที่เราจัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปี เป็นเทศกาลแห่งความสุข ที่หลายคนใฝ่ฝันต้องมาสัมผัส เพราะไม่มีที่ใดอีกแล้ว ที่จะได้สัมผัสลมหนาวในไร่องุ่น ที่สวยงามตามวิถีธรรมชาติ พร้อมจิบไวน์หรือน้ำองุ่นชั้นเลิศลิ้มรสอาหาร family-style เมนูพิเศษของฤดูหนาวพร้อมกิจ กรรมที่น่าสนใจ”

ย้อนไปราว 20 ปี ด้วยใจที่รักไวน์ หลงใหลวิธีธรรมชาติ และชอบความท้าทาย ทำให้ วิสุทธิ์โลหิตนาวี เริ่มเนรมิตไร่องุ่นบทพื้นที่กว่า 100 ไร่ ที่เขาใหญ่เป็นอาณาจักรไวน์ “กราน-มอนเต้” มีภรรยา คือ สกุณา และลูกสาว นิกกี้-วิสุตา กับ มีมี่-สุวิสุทธิ์โลหิตนาวี เป็นกำลังสำคัญ ใช้งบประมาณการลงทุนไปกว่า 200 ล้านบาท แต่การลงทุนที่สำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันของครอบครัวทั้ง 4 คน ทำธุรกิจนี้ด้วยกันอย่างเต็มที่ “เดิมเราวางคอนเซ็ปต์ของ ไร่องุ่นไวน์กราน-มอนเต้ เป็นแต่เพียงธุรกิจครอบครัว ผลิตไวน์คุณภาพสูงเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทย ให้บริการท่องเที่ยวและ Hospitality ครบวงจร และให้ผู้คนทุกระดับเข้าถึงได้ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างชาติ”

วิสุตา-วิสุทธิ์-สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี

ความโดดเด่นของไร่องุ่นไวน์ “กราน-มอนเต้” คือ “เป็นผู้ผลิตไวน์ชั้นนำของประเทศไทย ใช้ผลองุ่นที่ปลูกบนผืนไร่ของกราน-มอนเต้เองเท่านั้น และมีชื่อเสียง
มากในวงการไวน์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเนื่องด้วยคุณภาพของไวน์และการันตีด้วยรางวัลที่ได้รับจำนวนมากในทุกปี นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักด้วยความสามารถของคนรุ่นใหม่อย่าง นิกกี้ โลหิตนาวี ที่สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะไวน์เมคเกอร์ที่ได้รับปริญญาสาขาปลูกองุ่นและศาสตร์การทำไวน์ เป็นคนแรกของประเทศไทย ที่มีประสบการณ์การทำไวน์ทั้งในโลกเก่าทวีปยุโรป (Old World)โลกใหม่ (New World) และประเทศไทยเองที่เป็นด่านต่อไปของโลกของไวน์ที่ขยายพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ(เราเรียกการปลูกในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนอื่นๆ ว่า New Latitude หรือ Tropical Viticulture)

“การมาเยือนมาพักผ่อนที่ไร่องุ่นไวน์ กราน-มอนเต้ มาได้ทุกฤดูกาล เปิดให้บริการเต็มรูปแบบทั้งปีสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.092-806-7755และ www.granmonte.com หรือติดตามข่าวสารได้ที่เฟซบุ๊คwww.facebook.com/granmonte และอีกหนึ่งความพิเศษของที่นี่คือเราเป็น Pet Friendly ที่ที่สามารถนำสัตว์เลี้ยงสี่ขามาเที่ยวได้อีกด้วย” นิกกี้ โลหิตนาวี ทิ้งท้าย

นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี

นิกกี้-วิสุตา โลหิตนาวี
ปัทมวดี เสนาณรงค์

ปัทมวดี เสนาณรงค์
คู่แม่-ลูก ศุภมาส-จิราภา ลักษณวิศิษฎ์

คู่แม่-ลูก ศุภมาส-จิราภา ลักษณวิศิษฎ์
ครอบครัวลักษณวิศิษฎ์ ร่วมทัวร์ไร่องุ่น

ครอบครัวลักษณวิศิษฎ์ ร่วมทัวร์ไร่องุ่น
มีมี่-สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี พาคณะทัวร์ไร่องุ่น

มีมี่-สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี พาคณะทัวร์ไร่องุ่น

โรงเรียนดนตรียามาฮ่า สุพรรณบุรี ขยายฐานพันธมิตรดนตรีร่วมกับ ‘โรงเรียนศุภลักษณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307910

โรงเรียนดนตรียามาฮ่า สุพรรณบุรี ขยายฐานพันธมิตรดนตรีร่วมกับ ‘โรงเรียนศุภลักษณ์’

โรงเรียนดนตรียามาฮ่า สุพรรณบุรี ขยายฐานพันธมิตรดนตรีร่วมกับ ‘โรงเรียนศุภลักษณ์’

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โรงเรียนดนตรียามาฮ่า สุพรรณบุรี เพิ่มทักษะด้านดนตรีแก่นักเรียนโรงเรียนศุภลักษณ์ ที่มีใจรักดนตรีในระดับชั้นประถมศึกษา 4-6 โดยสองผู้บริหารคนเก่งที่ฝันอยากเห็นเยาวชนเมืองสุพรรณบุรี ที่มีความสามารถทางดนตรีเก่งไม่แพ้เพื่อนเยาวชนจากทื่อื่นๆ โดย วิศน์กานต์ขุนสุวรรณ ผู้บริหาร และ ณัฐตชา จันทกลัด ผู้จัดการโรงเรียนดนตรียามาฮ่าสุพรรณบุรี พร้อมด้วย สุณิสา เศษธะพานิช ผู้จัดการโรงเรียนศุภลักษณ์ ให้ความสำคัญในการปูพื้นฐานเยาวชนกับดนตรีให้กล้าคิด กล้าแสดงออกและมีการพัฒนาทักษะความสามารถก้าวสู่เวทีดนตรีระดับประเทศ โดยทางโรงเรียนดนตรีฯ มีการขยายฐานเครือข่ายพันธมิตรทางดนตรี สร้างฐานองค์ความรู้ใหม่ๆ แก่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี และล่าสุดได้เพิ่มความมั่นใจด้านดนตรีแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาของโรงเรียนศุภลักษณ์ ที่วางใจเลือกสินค้าคุณภาพดี และมาตรฐานสูงจาก “ยามาฮ่า” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด YAMAHA PSR-F51 Digital Portable จำนวน 30 ตัว และคีย์บอร์ด PSR-E263 จำนวน 2 ตัวที่มีลักษณะพิเศษ 61 คีย์มาตรฐาน มีเสียงให้เลือกถึง 120 เสียง และ 214 จังหวะมีระบบ DUO MODEสามารถเล่นได้พร้อมกัน 2 คน และเชื่อมต่อ Foot Switch หรือ Foot Sustain ได้ โดยโรงเรียนศุภลักษณ์ ได้เปิดสอนวิชาดนตรีแก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 4-6นับเป็นการจุดประกายสานฝันการเรียนดนตรีอย่างมีความสุขและสนุก อีกทั้งยังกระตุ้นเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งเปิดพื้นที่ให้เยาวชนแสดงความสามารถทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ต่อหน้าสาธารณชนและสังคม

หนังสือเด่น : ไขความลับของคำว่า‘ปรัชญา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307892

หนังสือเด่น : ไขความลับของคำว่า‘ปรัชญา’

หนังสือเด่น : ไขความลับของคำว่า‘ปรัชญา’

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ปรัชญา” เป็นคำที่มีมนต์ขลัง ซึ่งใครๆ ที่ได้ยินได้ฟังก็มักจะรู้สึกถึงคุณค่าที่แฝงอยู่ในคำนั้น แต่มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่เข้าใจว่า ปรัชญาที่แท้จริง คืออะไร และนักปรัชญา ที่เราๆ ท่านๆ เคยได้ยินชื่อเสียงกันมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นโสเกรติส,อริสโตเติล ล้วนแล้วมีความสำคัญอย่างไร

“กุญแจปรัชญา” เป็นหนังสือ ที่ถ่ายทอดเนื้อหาสาระ การคิดด้านปรัชญา ด้วยภาษาและถ้อยคำที่กระชับ ไม่ยากแก่ผู้เริ่มสนใจศึกษาด้านปรัชญาตะวันตก ด้วยการจัดวางเนื้อหา อย่างเป็นลำดับขั้นตอนแนะนำให้ได้รู้จักกับปรัชญาตะวันตก ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่กลุ่มนักปรัชญาโสเกรตีส ถึงแนวคิดหลังโครงสร้างสังคมนิยม และกระแสหลังสมัยนิยม ที่เขียนขึ้นโดย “เดฟ โรบินสัน” ภาพประกอบโดย “จูดี้ โกรฟส์” แปลเป็นไทยโดย “ธีรวัฒน์ อธิการโกวิทย์ และ ธนาพงศ์ เกิ่งไพบูลย์”

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเป็นแบบการ์ตูนกราฟิก ที่ทำให้ให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย ทำให้เราเข้าใจถึงพื้นฐานการเข้าถึงแก่นปรัชญา คือทำความรู้จักบรรดากระแสความรู้ทั้งเก่าใหม่อันซับซ้อน เพื่อจับประเด็นโต้แย้งสำคัญ เพราะการศึกษาด้านปรัชญาเปรียบเหมือนเขาวงกต ที่ผู้เรียนต้องเสาะหาหนทางสู่ภูมิปัญญา หากผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนด้านปรัชญามาโดยตรง หนังสือ “กุญแจปรัชญา” เล่มนี้ จะเป็นตัวช่วยอย่างดีที่จะคลายรหัสความรู้ในเรื่องของปรัชญาที่ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังเล่าเรื่องราวทางความคิดที่ร้อยเรียงด้วยเนื้อหาที่สัมพันธ์กับพัฒนาการ ของปรัชญาสกุลต่างๆ ที่เหล่านักปรัชญานำเสนอออกมาในแต่ละยุคสมัย ในแต่ละช่วงเวลา หรือในแต่ละกระแสธารความคิด ซึ่งเป็นความพยายามของผู้เขียนที่ต้องการถ่ายทอดการเรียนรู้เกี่ยวกับพันธกิจของปรัชญา เพื่อให้เห็นทั้งพัฒนาการของความคิดอย่างเป็นระบบ และกระบวนการทางปรัชญาที่ฝึกฝนให้เราคิด เข้าใจ และตระหนักต่อสรรพสิ่งตรงเส้นขอบฟ้าของความรักในปัญญา

“พันธกิจของปรัชญา” จึงเป็นหนทางที่ไม่มีจุดสิ้นสุด มีจุดเริ่ม แต่ไม่มีจุดสิ้นสุด เป็นความคิดที่ดำเนินอยู่บนเส้นทางอันไม่รู้จบ ไม่มีวันสิ้นสุด และยังคงดำเนินต่อไปตราบเท่าที่มนุษย์ยังไม่สิ้นคิด

หนังสือเล่มนี้จะทำให้ทุกคนได้เข้าใจว่า คนทุกคนล้วนเป็นนักปรัชญาได้ทั้งสิ้น หากว่าระบบความคิดของเราเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และมีจุดเชื่อมโยงระหว่างจุดหนึ่งไปถึงจุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ต่อกันอย่างมีเหตุมีผล

คนที่ไม่รู้จักปรัชญาเลย และคนที่กำลังเรียนวิชาปรัชญาอยู่ในระดับปริญญาตรีหรือถึงปริญญาเอก แต่ยังมึนๆ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้หนังสือเล่มนี้อาจช่วยท่านได้

‘ครุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู’ เครื่องทดสอบความสามารถของครู

“ครุศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครู” รวบรวม เรียบเรียงโดย “ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และนักรบ หมื้แสน” จำหน่ายเล่มละ 250 บาท เป็นหนังสือที่บอกเล่าถึงการเขียนตำราทางวิชาการ ด้านการศึกษา ตลอดจนการทำวิจัย เพื่อเผยแพร่สารประโยชน์ของงานไปสู่วงกว้างและยังเป็นเครื่องทดสอบความสามารถทางวิชาการของอาจารย์และนักศึกษาว่ามีศักยภาพในระดับใด มีความรู้ลึกซึ้งและเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นรู้ได้มากเท่าใด คือเขียนแล้วคนอ่านรู้เรื่องหรือไม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือต้องการให้เป็นหนังสืออ่านประกอบของผู้เรียนในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูของวิทยาลัยครุศาสตร์ รวมไปถึงเหมาะกับผู้เรียนเพื่อเป็นครูของครูในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ทั่วไปได้อย่างดี

ความรักและความผูกพันของเด็กหนุ่มสาว เขาจะแก้ปัญหาอย่างไรกับอาการป่วยที่เธอประสบ

หนังสือ “I want to eat your pancreas” (ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ) นิยายที่เขียนโดย “ซูมิโนะ โยรุ”แปลไทยโดย “ธีราภา ธีรรัตนสถิต” เป็นเรื่องราวของของเด็กหนุ่มนักเรียนมัธยมปลาย ผู้ที่ไม่ค่อยสนใจสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากการอ่านหนังสือ และยามาอุจิ ซากุระ เด็กสาวร่วมชั้นเรียนเดียวกัน วันหนึ่ง เขาได้พบไดอารี่เล่มหนึ่ง ซึ่งเขียนถึงบันทึกการเจ็บป่วยของ ยามาอุจิ ซากุระ ที่เขียนไว้เป็นความลับ พร้อมมีข้อความสะเทือนใจ ที่ทำให้รู้ว่า…ซากุระกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งในตับ และเธอก็ได้พยายามใช้ชีวิตในแบบคนปกติอย่างเข้มแข็ง โลกของหญิงสาวที่กำลังต่อสู้กับความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยด้วยความจริงที่โหดร้าย แต่อีกด้านยังคงมีมิตรภาพ ความรัก และคุณค่าแห่งการมีชีวิตอยู่เคียงข้างเธอ จัดจำหน่ายราคา 345 บาท

รับปีใหม่ด้วย 10 หนุ่มหล่อน่ากอด พร้อมเจาะลึกสาวเปรี้ยวกับชีวิตที่ผ่านมา

“นิตยสารสุดสัปดาห์” ฉบับล่าสุดเดือนธันวาคม ขึ้นปก 10 หนุ่มหล่อ ที่ได้รับผลโหวตจากแฟนสุดสัปดาห์ให้เป็นหนุ่ม น่ากอดประจำปี 2017 ได้แก่ เจมส์ มาร์, เต้ย-พงศกร, บอย-ปกรณ์, เกรท-วรินทร,กัปตัน-ชลธร, ไมค์-ภัทรเดช, ฌอห์ณ จินดาโชติ, ต่อ-ธนภพ, ป้อง-ณวัฒน์ และ โตโน่-ภาคิน โดยมาในลุค Morning Kiss พร้อมบทสัมภาษณ์ถึงเรื่องราวประทับใจที่สุดของปี 2017 นอกจากนี้ ยังมีสัมภาษณ์เจาะลึกเรื่องราวของสาวเปรี้ยว วุ้นเส้น-วิริฒิพา มาอัพเดทชีวิตที่ผ่านมาและเผยถึงตัวตนที่ใครหลายคนยังไม่รู้ และข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตของเธอ พร้อมภาพและแฟชั่นของความสวยความงามครบถ้วน จำหน่ายเล่มละ 90 บาท

นำเสนอข้อมูลเพื่อการพัฒนาลูก วิธีเลี้ยงลูกให้โตอย่างมีคุณค่าในทุกด้าน

นิตยสาร Amarin Baby & Kids คู่มือสร้างลูกฉลาด ดี มีสุข รวบรวมสุดยอดทักษะพัฒนาลูกเก่ง ดีรอบด้าน และทักษะสำคัญที่เด็กๆ ควรมีมาไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงในงานพัฒนาลูก โดยได้สาวน้อยวัยใส น้องวันใหม่ ฉัตรบริรักษ์ มาขึ้นปกและถ่ายแฟชั่นร่วมกับเพื่อนๆ โชว์ความน่ารักสดใสทั้งปกหน้าและปกหลัง และยังมีเรื่องราวสาระความรู้มากมาย ทั้งทักษะการดูแลลูกให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัย กลยุทธ์การพัฒนาสมอง การสร้างอีคิว ทักษะด้านศีลธรรมอันดี ทักษะสังคม และวินัยเชิงบวกที่สำคัญของเด็ก ตลอดจนเรื่องของความปลอดภัย การเอาตัวรอดในสังคม ที่มีทั้งคุณหมอและนักวิชาการเสนอเทคนิคที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที เพื่อให้ลูกเติบโตได้อย่างสมบูรณ์พร้อมเต็มที่ และก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ในอนาคต

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307888

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Gallery เมือง Bydgoszcz

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มาเที่ยวเมือง Bydgoszcz นอกจากแวะถ่ายรูปกับ Tightrope Walker และเยือน Museum of Soap แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่ชอบศิลปะควรแวะเยี่ยมเยือนด้วยก็คือ Modern Art Gallery ของ Leon Wyczolkowski District Museum มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโรงสีในปี 1861 โดยคลังของเขตได้ซื้อพื้นที่นี้มาในปี 1974 และได้ถูกขายต่อให้กับ Leon Wyczolkowski Regional Museum ในปี 1977 นี้มีของจัดแสดงซึ่งประกอบด้วยงานจิตรกรรมงานภาพถ่าย งานประติมากรรม ฯลฯ ของศิลปินในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 รวมกว่า 13,000 ชิ้น วิธีการจัดแสดงจะเป็นรูปแบบตามเวลาจึงทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของศิลปะของชาวโปลในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาได้อย่างละเอียดลออ ที่นี่ยังเป็นที่เก็บผลงานของศิลปินท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมากด้วย

ของจัดแสดงภายในอาคาร 2 ชั้นเป็นงานแนว Contemporary Art ของศิลปินท้องถิ่นปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19ไม่ว่าจะเป็น Olga Boznańska, Józef Pankiewicz, Jacek Malczewski, Jana Stanisławski and Leon Wyczółkowski ซึ่งล้วนได้รับอิทธิพลจากงาแนวImpressionism และ Expressionism สำหรับผลงานของศิลปินท้องถิ่นในช่วงสงครามจะมีความหลากหลายกว่าเพราะได้รับอิทธิพลจากศิลปินยุโรปตะวันตกจนเกิดการทดลองแนวทางศิลปะเองด้วย ผลงานที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้นเป็นแนวทางศิลปะที่เรียกว่าPolish Expressionism ของศิลปิน Leon Chwistek,Tytus Czyżewski, Tymon Niesiołowski, Wacław Wąsowicz, Stanisław IgnacyWitkiewicz, Romuald Kamil Witkowski และศิลปินอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของศิลปินปารีส เช่น Tadeusz Makowski, Mela Muter, Jan Rubczak and Eugeniusz Zak.

แนวทางศิลปะที่สำคัญที่สุดของศิลปินชาวโปลในคริสต์ศตวรรษที่ 20 คือ Colourism หรือแนวทางศิลปะที่เน้นการใช้สีฉูดฉาดซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปินชาวปารีส ตั้งแต่หลังปี 1945 เป็นต้นมาแนวทางศิลปะแบบ Colourism ซึ่งเคยถูกบดบังความโดดเด่นในยุค Impressionism ก็กลายเป็นแนวทางศิลปะหลักส่วนศิลปะแนว Fauvism ของศิลปินชาวโปลในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นแนวทางศิลปะเดียวกันกับที่เบ่งบานในสหรัฐฯ และสก็อตแลนด์ นี้ก็คล้ายคลึงกับศิลปะแนว Colourismที่จะพยายามค้นหาการแสดงออกทางศิลปะตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการเมือง ศิลปินส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมืองหลักๆ เช่น เมือง Cracow กลุ่มศิลปินรุ่นหนุ่ม อาทิ Maria Jarema, Tadeusz Kantor, Kazimierz Mikulski, Jerzy Nowosielski,Erna Rosenstein and Jonasz Stern ได้ตั้งกลุ่ม The II Cracovian ขึ้นโดยเน้นแนวทางศิลปะตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามทำให้เมือง Cracowเป็นศูนย์กลางของ The First Exhibition ofModern Art ที่จัดแสดงงานของ Marek Włodarski, Andrzej Wróblewski and Henryk Stażewski

นอกจากที่ Cracow แล้ว ศิลปินตามเมืองอื่นๆ ก็พยายามค้นหาแนวทางศิลปะร่วมสมัยที่สามารถสร้างความกลมกลืนกับแนวทางศิลปะแบบ Surrealism ในวอร์ซอเมืองหลวงก็เริ่มมีสมาคมของศิลปินรุ่นหนุ่มเช่นกัน ทั้งนี้เพราะพวกเขาก็ไม่อยากน้อยหน้า แต่เน้นแนวทางศิลปะแบบ Realism และ Colourism

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือนห้องภาพแห่งนี้จะได้เสพผลงานแนว contemporary art ของศิลปินชาวโปลและท้องถิ่นอย่างจุใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแนว Colourism และ Fauvism

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘นาฏศิลปะดนตรี’ ภูมิวัฒนธรรมร่วมไทย-กัมพูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307890

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นาฏศิลปะดนตรี’ ภูมิวัฒนธรรมร่วมไทย-กัมพูชา

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘นาฏศิลปะดนตรี’ ภูมิวัฒนธรรมร่วมไทย-กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นักแสดงไทย-กัมพูชา ร่วมกันแสดง

จากการที่ไทย-กัมพูชาได้ลงนามในความตกลง ทางวัฒนธรรมระหว่างกันเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๐ นั้นทำให้มีการสานต่อความร่วมมือกันโดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมและศาสนา ซึ่ง นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย-กัมพูชาและอาเซียนมาตลอด ด้วยต่างฝ่ายนั้นมีการแสดงนาฏศิลปะดนตรีที่มีวัฒนธรรมร่วมกันมาแต่โบราณ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี ณ โรงละครแห่งชาติ จตุมุข โดยก่อนหน้านั้นสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ของไทยและมหาวิทยาลัยวิจิตรศิลป์ของกัมพูชา ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนาฏศิลป์และดนตรี และร่วมกันแสดงให้เห็นว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมระหว่างชาติ เช่น การแสดงรำอวยพร, ระบำกินรีและซัดชาตรี, โขนรามเกียรติ์ ตอน หนุมานจับสุวรรณมัจฉา, เต้นรำแคน, เซิ้งตังหวาย, ระบำชาวเล, ระบำชาวนา และรำวง

นักแสดงจากกัมพูชา

ซึ่งทั้งบทเพลงและดนตรีนั้นสามารถร่วมแสดงและบรรเลงร่วมกันได้จากพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่เหมือนกันสำหรับนาฏศิลป์ของกัมพูชาที่ใช้แสดงในหมู่ประชาชนทั่วไปและชนเผ่าต่างๆ เช่น ชาวจาม เขมรบน ชาวนา และกรรมกรนั้น ส่วนใหญ่ใช้วงมโหรีบรรเลงประกอบ บางส่วนเกี่ยวข้องกับความรักและนิทานพื้นบ้าน เป็นระบำพื้นบ้าน ได้แก่ ระบำเกนียกไพลิน เป็นการแสดงของชาวกุลาในเมืองไพลิน  เสนียกโตเซีย เป็นระบำที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ชนิดต่างๆ มีต้นกำเนิดมาจากชาวเปียร์ในจังหวัดโพธิสัตว์ระบำก็อมบาเรียน คล้ายกับการเต้นรำลาวกระทบไม้ของไทย ที่ใช้ไม้ไผ่กระทบกันเป็นจังหวะ นัยว่าเป็นการแสดงของชาวกุย บ้างว่าได้รับอิทธิพลจากการแสดงของฟิลิปปินส์ระบำโทรต เป็นระบำที่เล่าถึงพรานกับกวาง ชยัมการแสดงแบบเขมรแท้ เป็นการแสดงตลกและใช้เด็กหญิงที่หน้าตาดี ดังนั้นนาฏศิลป์ไทย-กัมพูชา จึงถือเป็นวัฒนธรรมร่วมของสุวรรณภูมิในอาเซียนมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาร่วมกันชนิดที่แยกแยะออกมาไม่ได้

นาฏศิลปะดนตรีจากสองประเทศ

แม้จะมีการเรียกนาฏศิลป์ที่ไทยเรียกละครในอันหมายถึงละครของพระเจ้าแผ่นดินที่เล่นแต่ในวัง ส่วนกัมพูชานั้นเรียกระบำพระราชทรัพย์ หมายถึงระบำหรือละครของพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม ส่วนใครจะรับหรือเรียนรู้จากใครก่อนหลังนั้นถือเป็นเรื่องของการเรียนรู้ต่อกันไว้ดีกว่า “ระบำพระราชทรัพย์” หรือ “ระบำเขมรโบราณ”ที่ไทยเรียกว่า “ระบำอัปสร” นั้น น่าจะมีความเกี่ยวพันกับอารยธรรมจากนครวัด ด้วยพบว่ามีการจารึกภาพไว้ตามผนังปราสาทขอมโบราณที่มีอยู่ทั่วไปในไทย ลาว เวียดนามใต้ และกัมพูชา อยู่หลายร้อยแห่งจนถือว่าเป็นสัญลักษณ์และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าของกัมพูชาในอดีต พระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุนั้นได้ใช้ประโยชน์จากระบำนี้นำไปแสดงในขณะที่เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเหนือเพื่อเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส ในอดีต “ระบำ พระราชทรัพย์” หลังเสียพระนครหลวง มีนักวิจัยและนักวิชาการสันนิษฐานว่ากลุ่มนางรำเขมรคงถูกนำมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ด้วยมีสงครามระหว่างละแวก-อุดง กับอยุธยา และกรุงเทพฯ เกิดขึ้นหลายครั้ง การเกณฑ์และกวาดต้อนผู้คนนั้น ย่อมมีนางรำอยู่ในหมู่คนที่ถูกกวาดต้อนในแต่ละครั้งด้วย เช่นเดียวกับนาฏศิลป์นางรำก็ถูกกวาดต้อนไปจากอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เช่นกัน ในสมัยอยุธยาตอนต้นพระเจ้าอู่ทองได้เข้าตีและยึดเมืองหลวงของขอมไว้ได้ มีการกวาดต้อนคนในนครหลวงมาไว้กรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ทั้งนักปราชญ์พระ และปุโรหิต จึงทำให้มีการบูรณาการศิลปะขอม มอญสุโขทัย และละโว้ไว้ด้วยกันด้วยศิลปวัฒนธรรม และพัฒนาจนเป็นวัฒนธรรมอยุธยาตอนปลาย และต้นรัตนโกสินทร์

ปี่พาทย์ไทย

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้านายกัมพูชา ได้ถูกนำมาเลี้ยงดูในกรุงเทพฯ เมื่อกลับไปครองราชย์ ก็มีการนำศิลปะและวัฒนธรรมของไทยไปเผยแพร่และมีการนำการฟ้อน การแสดง การก่อสร้าง ไปสร้างขึ้นที่เมืองพนมเปญ นอกจากนี้ยังมีเจ้านายไทยบางท่านหนีลี้ภัยการเมืองไปกัมพูชา นำคณะละคร โขนไทยไปด้วย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ไทยปรับปรุงดีแล้วกลับไปยังกัมพูชา ทำให้กัมพูชาอนุรักษ์ศิลปะไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นไว้จึงทำให้เห็นถึงท่วงท่ารำที่อ่อนช้อย เชื่องช้า ผิดแปลกไปจากการร่ายรำนาฏศิลปะดนตรีไทยปัจจุบันที่พัฒนาไปอีกหลายแนวทาง

ปี่พาทย์วงกัมพูชา

ปี่พาทย์วงกัมพูชา
ระบำแคนจากกัมพูชา

ระบำแคนจากกัมพูชา
หนุมานจับสุวรรณมัจฉา

หนุมานจับสุวรรณมัจฉา
ระบำชาวนา

ระบำชาวนา
รำชัดชาตรีจากไทย

รำชัดชาตรีจากไทย

‘เจี๊ยะ ทองหล่อ 10’ รวมสุดยอดความอร่อยสไตล์เอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307915

‘เจี๊ยะ ทองหล่อ 10’ รวมสุดยอดความอร่อยสไตล์เอเชีย

‘เจี๊ยะ ทองหล่อ 10’ รวมสุดยอดความอร่อยสไตล์เอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เปิดแล้ว “เจี๊ยะ ทองหล่อ 10” รวมสุดยอดความอร่อยสไตล์เอเชีย

ฉั่ว ซิ่ว ซาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในงานแกรนด์โอเพ่นนิ่งฉลองเปิด JIA Thonglor 10 (เจี๊ยะ ทองหล่อ 10) แหล่งแฮงก์เอ้าท์แห่งใหม่ที่รวบรวมสุดยอดร้านอาหารสไตล์เอเชีย มาพร้อมอาหาร เครื่องดื่ม และความบันเทิงอย่างครบครัน โดยแจ๊คเกอรีน ซิม กรรมการฝ่ายบริหารและการตลาด จูงมือเหล่าเซเลบริตี้ผู้รักปาร์ตี้ร่วมงานพร้อมแขกผู้มีเกียรติอีกมากมาย อาทิ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล, พล.อ.ราชรักษ์ เรียนพีชน์,สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา,จรสพรรณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา,วริษา ภาสกรนที, มะลิ โคทส์ ซาร่า บอลล์, ทรงสิทธิ์รุ่งนพคุณศรี, สัณชัย เองตระกูล, ธนันดา อารยวุฒิ,พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ,นุชนาถ ระวีแสงสูรย์ รวมทั้งเหล่าดารา-เซเลบฯมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

ฉั่ว ยู เลียม, ฉั่ว ซิ่ว ซาน ออท.สิงคโปร์ มี แจ๊คเกอรีน ซิม ต้อนรับ

JIA Thonglor 10 (เจี๊ยะ ทองหล่อ 10) ถูกออกแบบให้เป็นคอมมูนิตี้สำหรับกิน-ดื่มมื้อดึกแบบเอเชีย เปรียบเสมือนยก “มินิเยาวราช” มาไว้ที่ทองหล่อ ที่เดียวอยู่ภายใต้บรรยากาศการตกแต่งที่ผสมผสานแนวคันทรี ให้กลิ่นอายสไตล์จีน-ญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟความอร่อยใหม่ ที่เป็นไฮไลท์ของ “เจี๊ยะ”ทั้งหมด 4 ร้านดัง ในสไตล์ที่ไม่ซ้ำกัน เริ่มจาก ร้าน Ping’s Kitchen (ปิง คิทเช่น) ร้านอาหารจีนสไตล์ไทย-แต้จิ๋วสาขาใหม่ ในเครือภัตตาคารอาหารจีนชื่อดัง ปิง เรสเตอรองท์ กรุ๊ป ภายใต้คอนเซ็ปต์“อร่อย ชิลง่ายได้รส ต้นตำรับปิง” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการรับประทานอาหารจีนในบรรยากาศชิลล์ สบายๆ กลางเมือง ต่อด้วย STIX (สติ๊กซ์) ร้านนั่งชิลล์สุดคูล ที่เหมาะแก่การสังสรรค์กับเพื่อนฝูงทุกโอกาส ในระหว่างนั่งจิบเครื่องดื่มกับเพื่อนฝูงควบคู่ไปกับการลิ้มรสชาติของบาร์บีคิวเสียบไม้ขึ้นชื่อในแถบเอเชีย สำหรับร้าน MENGKEEHONGKONG ROAST (เม้งกี่ฮ่องกง โรสท์) เป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาด ด้วยเมนูเป็ดย่างสไตล์ฮ่องกงที่ปรุงด้วยสูตรต้นตํารับดั้งเดิม หมูแดงอบน้ำผึ้งหมูกรอบย่างสไตล์ฮ่องกง และไก่ซีอิ๊ว หรือเกี๊ยวทอดในซุปร้อนๆ จะเลือกรับประทานเป็นมื้อเย็น หรือมื้อดึก หลังจากเที่ยวกลางคืนเสร็จก็แวะมาได้ พร้อมเปิดบริการแล้ว ที่ทองหล่อ 10 ซอยสุขุมวิท 55ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น จนถึง ตี 3

พล.อ.วินัย ภัททิยกุล กับ ฉั่ว ซิ่ว ซาน ออท.สิงคโปร์ ร่วมงาน

พล.อ.วินัย ภัททิยกุล กับ ฉั่ว ซิ่ว ซาน ออท.สิงคโปร์ ร่วมงาน
วัลภา จรุงพรสวัสดิ์, ศิญาภัสร์ สุขเกษม, ดวงกมล วงศ์อัจฉริยา

วัลภา จรุงพรสวัสดิ์, ศิญาภัสร์ สุขเกษม, ดวงกมล วงศ์อัจฉริยา
จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ฯ, สุวรา สนิทวงศ์ฯ

จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ฯ, สุวรา สนิทวงศ์ฯ
วริษา ภาสกรนที, พร้อม ไชยกุล ร่วมยินดี

วริษา ภาสกรนที, พร้อม ไชยกุล ร่วมยินดี
โชติกา อนันต์พรพิมล ร่วมยินดี

โชติกา อนันต์พรพิมล ร่วมยินดี
กิตติพงษ์ เตรัตนชัย, ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล, โจ ซิม

กิตติพงษ์ เตรัตนชัย, ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล, โจ ซิม

Tech for Life : 10 ธันวาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307895

Tech for Life : 10 ธันวาคม 2560

Tech for Life : 10 ธันวาคม 2560

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บินไฮบริด : แอร์บัสจับมือโรลส์-รอยซ์ และ ซีเมนส์พัฒนาเครื่องบินโดยสารระยะใกล้ ซึ่งการร่วมมือนี้จะเป็นก้าวสำคัญของเครื่องบินพาณิชย์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานผสมผสานหรือไฮบริดอย่าง E-Fan X คาดว่าจะสามารถบินได้ในปี 2563 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทดสอบ บริษัทมั่นใจว่าเครื่องบิน E-Fan X ทำให้เที่ยวบินแบบไฟฟ้าเป็นจริงในอนาคตอันใกล้

Bike-Sharing : โอโฟ่ (ofo) ผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ รู้จักกันในคอนเซ็ปต์จักรยานแบ่งปัน ( Bike-Sharing)ล่าสุดรุกบริการในไทยให้บริการที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นจังหวัดที่สาม Bike Sharing เป็นบริการให้เช่าจักรยาน โดยผู้สนใจสามารถเช่าผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เมื่อขั้นตอนแล้วเสร็จก็สามารถปลดล็อกจักรยานด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) แล้วนำจักรยานไปปั่นได้เลย

Lenny4 Plus : วีโก จากฝรั่งเศส รุกตลาดโทรศัพท์ตลาดล่างในไทย โดยแนะนำ Wiko Lenny4 Plus สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ 5.5นิ้ว HD กล้องหลังความละเอียดสูงถึง 8 ล้านพิกเซล พร้อมระบบ Auto Focus หรือเซลฟี่ผ่านกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ROM 16 GB เพิ่มหน่วยความจำภายนอก MicroSD ได้ 64 GB รันด้วยระบบแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ 7.0 Nougat ในราคาเพียง 2,990 บาท

Nokia 2 : นี่คือ โนเกีย Nokia 2 สมาร์ทโฟนสเปกสูงแต่นำมาทำตลาดล่าง หน้าจอ 5 นิ้ว ชูจุดเด่นของแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงถึง 4100 mAh มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการเพียวแอนดรอยด์ (Pure Android) และ ชิพเซท Qualcomm® Snapdragon™ กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มี3 สี ได้แก่ สีเงิน-ดำ (Pewter/Black) สีเงิน-ขาว (Pewter/White) and สีทองแดง-ดำ (Copper/Black) ในราคา 3,490 บาท

Health News : แมลงวันเป็นพาหะแบคทีเรีย 600 ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307898

Health News : แมลงวันเป็นพาหะแบคทีเรีย 600 ชนิด

Health News : แมลงวันเป็นพาหะแบคทีเรีย 600 ชนิด

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
ผลการศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports ระบุว่าแมลงวันเป็นพาหะนำเชื้อแบคทีเรียกว่า 600 ชนิด โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียสเตทในสหรัฐ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมบรรดาจุลชีพที่พบอยู่ตามร่างกายของแมลงวันบ้าน (House fly) ซึ่งเป็นแมลงวันที่พบได้ทั่วโลก และในแมลงวันหัวเขียว (Blow fly) ซึ่งพบในเขตร้อน ทำให้ทราบว่าแมลงวันบ้านเป็นพาหะของเชื้อแบคทีเรียมากถึง 351 ชนิด และแมลงวันหัวเขียวเป็นพาหะของเชื้อแบคทีเรียถึง 316 ชนิด ในจำนวนนี้หลายชนิดทำให้เกิดโรค เช่น โลหิตเป็นพิษหรือปอดอักเสบได้ การทดลองก่อนหน้านี้ พบว่าแมลงวันสามารถแพร่เชื้อโรคได้หลายทาง โดยใช้ทั้งเท้า ขา และปีกของมันกระจายเชื้อแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่ไปตามสถานที่ต่าง ๆ โดยเรียกได้ว่าทุกย่างก้าวความเคลื่อนไหวของแมลงวันนั้นสามารถแพร่เชื้อโรคได้ตลอดเวลา