โค้งสุดท้าย คสช. ทุ่มหน้าตักชิงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566134

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

โค้งสุดท้าย คสช. ทุ่มหน้าตักชิงเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ทุกปัจจัยเอื้อและสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” จนกล่าวได้ว่าไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบเท่านี้มาก่อน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลันที่เข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นจุดเริ่มของปีงบประมาณใหม่ตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ที่มีวงเงินงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่ปีงบประมาณใหม่ครั้งนี้มีความสำคัญและความหมายกว่าทุกครั้ง เนื่องจากจะเป็นปีงบประมาณสุดท้ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2562

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้พุ่งไปที่การเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ภายหลังหลายปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ลดลงเป็นระยะ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้ใช้ระบบคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส. ในการเลือกบุคคลมาเป็นผู้สมัคร สส. แทนการทำไพรมารีตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิม

ไม่เพียงเท่านี้ แม้แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็ยังเป็นบวกต่อการเลือกตั้งด้วย ดังจะเห็นได้จากการออกมายอมรับว่าให้ความสนใจงานการเมือง เพื่อเข้ามาสานงานการปฏิรูปประเทศของตัวเองให้ลุล่วงเสมือนแนวทาง 4 ปีซ่อม 4 ปี สร้างในสมัยรัฐบาลทักษิณ

การประกาศท่าทีการเมืองของนายกฯ ค่อนข้าง ทำให้บรรยากาศการเมืองที่ซบเซามานานเกิดการตื่นตัวขึ้นมาทันที มีทั้งเสียงสนับสนุนที่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงในสนามเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นนายกฯ ตามระบบจากการเลือกตั้ง และเสียงคัดค้านให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง หากถึงที่สุดแล้วตัวเองจะสวมสูทการเมืองหาเสียงเลือกตั้งจริงๆ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง

ทว่า สำหรับข้อเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เพราะคนในรัฐบาลต่างออกมาประสานเสียงเป็นแนวทางเดียวกันว่าไม่จำเป็นต้องลาออกในทางกลับกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงมีอำนาจเต็ม 100% ด้วยซ้ำ แม้ในอนาคตจะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้วก็ตาม

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.และคณะรัฐมนตรี มีอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ต่างจากรัฐบาลปกติที่จะตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อ คสช.ไม่ได้มีข้อจำกัดการใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐเหมือนกับรัฐบาลปกติ แน่นอนว่าทันทีที่เข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ด้วยเงิน 3 ล้านล้านบาท อันเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการใช้งบประมาณและการผลักดันโครงการขนาดใหญ่อีกจำนวนไม่น้อย เพื่อมัดใจประชาชนให้เทคะแนนให้กับรัฐบาล

“กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังเดินหมากการเมืองอย่างแยบยล

กองทุนประชารัฐฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม โดยเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งได้รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเข้ามาบริหารอย่างเป็นระบบ

เพียงแค่นี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งความหวังกับโครงการประชารัฐไว้ค่อนข้างสูง เพื่อมาสู้กับประชานิยม

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าคำว่า “ประชารัฐ” เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลได้ผลิตซ้ำมาตลอดในช่วง 1-2 ปีมานี้ เพื่อเอามาต่อสู้กับ “ประชานิยม” ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน

ประชานิยมอยู่กับคนไทยมาเป็นเวลาร่วม 10 ปี ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ยิ่งไปกว่านั้นพรรคการเมืองอื่นๆ ก็พยายามลอกเลียนแนวทางของการใช้นโยบายประชานิยมเช่นกัน

จึงเป็นสถานการณ์ที่บีบให้รัฐบาลและ คสช.ต้องงัดทุกกลเม็ด หากจะหวังเป็นผู้ชนะในสนามนี้

ไม่เพียงแต่โครงการประชารัฐจะเป็นแกนหลักของการหาเสียงเท่านั้น แต่อภิมหาโครงการอย่าง “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรืออีอีซี ก็จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะใช้สำหรับการเรียกคะแนนนิยมทางการเมืองเช่นกัน

นับตั้งแต่ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีผลใช้บังคับ ปรากฏว่ารัฐบาลก็พยายามขับเคลื่อนโครงการนี้เป็นระยะ เช่น การเร่งผลักดันผังเมืองในภาคตะวันออกเพื่อแบ่งพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองใหม่ให้ชัดเจน ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่เกิดได้ยากภายใต้รัฐบาลปกติ

เมื่อโครงการใหญ่ได้เกิดขึ้น หลังจากมีปัญหาเสถียรภาพการเมืองมานาน ตรงนี้เองอาจเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มทุนเศรษฐกิจใหญ่ให้มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยหวังว่าหาก คสช.ชนะเลือกตั้งแล้ว จะช่วยให้โครงการใหญ่มีความต่อเนื่องพร้อมกับมีโครงการใหม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก

ทุกปัจจัยเอื้อและสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบเท่านี้มาก่อน คราวนี้ก็เหลือแต่เพียงประชาชนแล้วว่าจะเทใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่เท่านั้น

คุณแหน : 8 พฤศจิกายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375400

คุณแหน : 8 พฤศจิกายน 2561

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll สมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนจิตรลดา ขอเชิญเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในงาน จิตรลดากตัญญูรู้คุณครู 8 พ.ย.17.00 น. ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภาหลังใหม่ ถ.อรุณอัมรินทร์…

llพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” จะจัดทอดกฐินสามัคคีมหากุศลถวายพระราชกุศล 18 พ.ย.วัดเทพประทาน จ.จันทบุรี เพื่อรวบรวมปัจจัยสมทบการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐมฯด้วยนิลรัตนะ (หน้าตัก 29 เมตร สูง 45 เมตร) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ววัน บริจาค2 หมื่นบาท ได้รับการจารึกชื่อที่อาคารฐานพระ ติดต่อได้ที่สถานทูตไทยและสถานกงสุลในประเทศต่างๆ ทั่วโลกสอบถาม 085-1148900…

ll กลินท์ สารสิน ประธานคณะกก.ส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย และนพ.วิศิษฎ์ ฐิตวัฒน์ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ เชิญ ผอ.รพ.และผู้บริหาร จำนวน22 แห่ง ร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ร่วมคิดร่วมสร้าง ร่วมก้าวสู่ยุคใหม่ ของการบริจาคอวัยวะ” 8 พ.ย. 08.30 น. ห้องประชุมSilk 1-2 ชั้น 2 ศูนย์ไบเทค บางนา…

llตรีทิพย์ เตลาน-วารุณี แสงศิรินาวิน จัดงานหมั้นให้บุตรชาย ตนุทัฬห์ เตลาน กับ ลาภิศรา ดุษฎีวนิช บุตรสาวชุติกาญจน์ ดุษฎีวนิช 23 พ.ย. 08.30 น.ห้องไลบรารี่ ดุสิตธานี แล้วเที่ยงฉลองสมรสที่ห้องนภาลัยบอลรูม…

ll สวด พล.ต.ท.โกศล ลิมปิชาติ ศาลาสิทธิสยาม (4) วัดธาตุทอง ถึง 11 พ.ย.พระราชทานเพลิงศพ 12 พ.ย. 17.00 น….กลุ่มเพื่อนใต้ถุน อาทิ อาสา สารสิน,ทิพย์รักษ์ สุขุม, สมิทธ ธรรมสโรช,อภิลาศ โอสถานนท์ นัดเป็นเจ้าภาพ9 พ.ย….

ll เชิญเที่ยวงานสมโภชพระอาราม 230 ปี วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร 1-11 พ.ย.เวลา 10.00-22.00 น. ตระการตา และเพลิดเพลินใจกับมหรสพและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม.. ท่ามกลางบรรยากาศงานวัดร่วมสมัย แต่งกาย ย้อนยุคกรุงรัตนโกสินทร์…

ll ยินดีกับ ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยแทน พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ครบวาระ…

ll ส่วน ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผลงานดีเด่น ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.เป็นต้นไป…

ll สวด พิทักษ์ เฉลิมเล่า ประติมากรสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ผู้ปั้นต้นแบบดินครุฑยืนประดับพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ศาลาปิยชาติ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร 4-10 พ.ย. พระราชทานเพลิงศพ11 พ.ย….ll

น้อง

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ถ่ายทอดเรื่องราว ร.5 เสด็จฯทรงเยือนชวา ‘ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375405

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ถ่ายทอดเรื่องราว ร.5 เสด็จฯทรงเยือนชวา ‘ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นประธานเปิดนิทรรศการ

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดนิทรรศการ “ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา” ขึ้นเพื่อระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในการเสด็จฯทรงเยือนชวาทั้ง 3 ครั้ง และเพื่อตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงรวบรวมวิทยาการและศิลปวัฒนธรรมมาปรับใช้ในการวางรากฐานพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนสืบมาจนถึงปัจจุบัน โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเป็นประธานเปิดนิทรรศการดังกล่าว โดยมี
สมเด็จพระราชินีกุสติ กันเจง ราตู เฮมัส, สมเด็จพระราชินีกุสตี กันเจง บันโดโร ระเด่น อายู อธิปติ ปากู อาลัม,ฯพณฯ อะฮ์มัด รุซดี เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย และ อนิตา รุซดี ภริยา พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง

โอกาสนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้จัดงานแถลงข่าวนิทรรศการดังกล่าว โดย ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อยผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ร่วมกับ ศาสตรัตน์มัดดิน และ เดล แคโรลีน กลักแมน ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องโถงพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง

(ซ้าย) ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา, รศ.นราพร จันทร์โอชา, สมเด็จพระราชินีกุสตี กันเจิง ราตู เฮมัส, อนิตา รุซดี และ ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์

ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ กล่าวว่า นิทรรศการ ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเสด็จฯทรงเยือนชวาอย่างเป็นทางการเมื่อพุทธศักราช 2413 ซึ่งนับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศเป็นครั้งแรก เพื่อทอดพระเนตรความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ และเพื่อทรงศึกษาแบบอย่างการปกครอง ธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ จากนั้นยังได้เสด็จฯทรงเยือนชวาอีกสองครั้งในพุทธศักราช 2439 และพุทธศักราช 2444 ระหว่างการเสด็จฯทรงเยือนชวา พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการเขียนผ้าบาติกอันเป็นหัตถศิลป์ที่เลื่องชื่อของชวาและเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง จึงทรงซื้อผ้าบาติกกลับมาเป็นจำนวนมากและมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายรวมทั้งสิ้นกว่า 300 ผืน ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในแง่ความงดงามของศิลปะและองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์การแต่งกายของชวา ผ้าเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี มีการให้หมายเลขกำกับผ้า
แต่ละผืน และบันทึกข้อมูลรายละเอียดของผ้าแนบไว้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญยิ่ง

(ซ้าย) ดร.แซนดร้า นีสัน, เดล แคโรลีน กลักแมน, ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย และ ศาสตรัตน์ มัดดิน

เพื่อให้ทราบรายละเอียดของนิทรรศการดังกล่าวมากยิ่งขึ้นศาสตรัตน์ มัดดิน และ เดล แคโรลีน กลักแมน ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ ได้ร่วมพูดคุยถึงขั้นตอนในการค้นคว้าหาข้อมูลในการจัดนิทรรศการ โดยใช้เวลากว่า 4 ปี เพื่อศึกษาการทำผ้าบาติกในเมืองต่างๆ ของประเทศอินโดนีเซียอย่างรอบด้านมากที่สุด โดย ศาสตรัตน์ มัดดิน ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ กล่าวว่า “ต้องมีการศึกษาค้นคว้าและทำวิจัยที่มาของผ้าบาติกค่อนข้างมาก เริ่มจากสืบค้นจากในหนังสือประวัติศาสตร์แล้ว เราต้องหาผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอินโดนีเซีย ที่จะมาช่วยในการค้นคว้าข้อมูลในเชิงลึก โดยได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์ผ้าเมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งช่วยในการค้นคว้าข้อมูลร่วมกับเรา รวมทั้งได้มีการลงพื้นที่ที่อินโดนีเซียด้วยกันไม่ว่าจะเป็น โรงเขียนผ้าในเมืองต่างๆ เพื่อศึกษาเอกลักษณ์ของผ้าบาติกในแต่ละพื้นที่ และนำมาเทียบเคียงกับผ้าบาติกของทางพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ในเมืองไทย ว่า มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และเป็นผ้าจากเมืองนี้ใช่หรือไม่ ซึ่งแต่ละเมืองจะมีเอกลักษณ์ในการทำผ้าบาติกที่ต่างกันไป ทั้งลวดลาย และโทนสี รวมทั้งมีความหมาย และมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของแต่ละผืนผ้าที่น่าสนใจ และมีคุณค่าอย่างยิ่ง โดยนิทรรศการในครั้งนี้ ได้นำผ้าบาติกมาจัดแสดงจำนวน 37 ผืน แต่จะมีการนำผ้าบาติกผืนอื่นๆ มาจัดแสดงสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้ได้ชมกันในโอกาสต่อไป”

อภิภาวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

เดล แคโรลีน กลักแมน ภัณฑารักษ์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ร่วมศึกษาหาข้อมูลในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ กล่าวเสริมว่า “ก่อนที่จะเริ่มต้นนิทรรศการครั้งนี้ ได้เดินทางไปยัง 2 ประเทศด้วยกัน เริ่มจากเดินทางไปกรุงจาการ์ตา เพื่อไปทำการศึกษาผ้าบาติก ทำให้ได้พบกับ ซานดรา ซึ่งมาสืบค้นประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผ้าของประเทศอินโดนีเซียพอดี ซานดรา จึงได้เข้ามามีส่วนช่วยค้นคว้าข้อมูลและร่วมเขียนหนังสือประกอบนิทรรศการครั้งนี้ด้วย หลังจากนั้นคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้เดินทางไปประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อสืบค้นข้อมูลของช่างเขียนผ้าบาติกชาวดัทช์ และพบผ้าตัวอย่างลายที่เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีลวดลายเหมือนผ้าบาติกในปิยมหาราช แต่ผ้าบาติกที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จะเป็นผ้าเต็มผืน สามารถสวมใส่ได้จริง ไม่ใช่ผ้าตัวอย่างลาย ซึ่งมีขนาดเล็ก”

นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังได้จัดทำ“ห้องกิจกรรมบาติก” เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กับนิทรรศการหลัก ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ เล่าเรื่องเมืองเก่า รู้จัก 7 เมืองในชวาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จฯทรงเยือน หรือสถานที่ที่ทรงซื้อผ้าบาติกและมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายผ้าบาติก ประทับลายผ้าบาติกสนุกกับกิจกรรมที่ผู้เข้าชมจะได้รู้จักลายผ้าบาติกทั้ง 12 ลาย อุปกรณ์การเขียนลายผ้าบาติก เรียนรู้และสัมผัสอุปกรณ์การทำผ้าบาติก นุ่งผ้าบาติก เรียนรู้วิธีการนุ่งผ้าบาติกของชาวชวาผ่านจอวีดิทัศน์และทดลองนุ่งผ้าแบบชาวชวา และเกมผ้าบาติกสนุกกับเกมแบบจอสัมผัสที่มีให้เลือก 2 เกม ได้แก่ ประดิษฐ์ลายผ้า ออกแบบลายผ้าบาติกและตกแต่งสีสันตามความชื่นชอบและปริศนาน่ารู้ ตอบคำถามเกี่ยวกับนิทรรศการผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา

นิทรรศการ ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช : สายสัมพันธ์สยามและชวา นำเสนอเรื่องราวการเสด็จฯทรงเยือนชวาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้ง 3 ครั้ง และจัดแสดงผ้าบาติกสะสมที่สวยงามจากเมืองต่างๆ บนเกาะชวา รวมถึงแสดงวีดิทัศน์ตลอดจนภาพอธิบายขั้นตอนการทำผ้าบาติก เพื่อให้ผู้ชมมีความรู้ความเข้าใจดียิ่งขึ้น นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึง เดือนพฤษภาคม 2562 ณ ห้องจัดแสดง 3-4 พร้อมกันนี้ยังมีนิทรรศการ “งามสมบรมราชินีนาถ” (Fit for a Queen:Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain)
ณ ห้องจัดแสดง 1-2 ด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น.บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป)ราคา 80 บาท นักเรียนหรือนักศึกษา (โปรดแสดงบัตรประจำตัว)และเด็กอายุ 12-18 ปี ราคา 50 บาท เด็กอายุต่ำว่า 12 ปีไม่เสียค่าใช้จ่าย

Pet-à-Porter 2018 งานสำหรับคนรักน้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375394

news_default

Pet-à-Porter 2018 งานสำหรับคนรักน้องหมา

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยงสี่ขา ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ จัดงาน“ดิ เอ็มควอเทียร์ เพ็ท อา-ปอร์เตร์ 2018” งานสำหรับคนรักสุนัข โดยการสนับสนุนจาก อาหารสุนัขสมาร์ทฮาร์ทจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “HAPPY PAWLIDAY” เพื่อนำรายได้จากกิจกรรมร่วมสมทบทุนมอบให้โรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาฯ เพื่อช่วยเหลือสัตว์ยากไร้ ในงานจัดแสดงแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลคชั่นสุดพิเศษ “Leisure Projects Happy Pets collection” โดยแบรนด์ Leisure Projects และพบกิจกรรมเพื่อคนรักสุนัขมากมาย อาทิ โยคะสุนัข, การตรวจสุภาพฟรีจากโรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาฯ, สาธิตวิธีการทำอาหารสูตรสุขภาพสำหรับน้องสุนัข, การสาธิตการฝึกสุนัขให้ทำตามคำสั่ง เป็นต้น รวมถึงPet Idol ขวัญใจชาวเนตที่จะมาอวดความน่ารักภายในงาน พร้อมช้อปสินค้าเพื่อคนรักน้องหมามากมาย ระหว่างวันที่ 15-18พฤศจิกายนนี้ ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้นจี ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

ชวนดูแลหัวใจด้วยเมนูอร่อยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375385

ชวนดูแลหัวใจด้วยเมนูอร่อยสุขภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เปี๊ยะสดเวียดนามไส้หมูทอดซอสวาซาบิ 

หัวใจ ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เพราะหัวใจทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย จึงจำเป็นต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้แต่เวลานอนหลับ แต่เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่อยู่ภายใน ทำให้หลายๆ คนหลงลืมที่จะดูแลหัวใจของตัวเองให้ดีและแข็งแรง

จากผลสำรวจขององค์กรอนามัยโลก(WHO) พบว่าโรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกในขณะที่ประเทศไทย โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือด 18,922 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน โดยหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญ เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง จึงก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันสูง น้ำตาลในเลือดสูง และเบาหวาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ดังนั้นเพื่อเป็นการรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพหัวใจ ฟิลิปส์ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ จึงได้จับมือกับสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation : WHF) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจอย่างถูกต้อง โดยวิธีการที่ดูแลสุขภาพหัวใจได้ดีที่สุด คือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะอาหารเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจ

สิริวรรณ นิจกิจจาทร

นางสาวสิริวรรณ นิจกิจจาทร ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจ Personal Health กล่าวว่า “สาเหตุหลักของโรคหัวใจเกิดจากพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมรับประทานอาหารสำเร็จรูป อาหาร Junk Food อาหารรสหวาน มัน เค็ม จัด หรืออาหารที่มีปริมาณแคลอรี่ ไขมัน น้ำตาล และเกลือสูงซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดดังนั้น เราจึงควรเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารหวานมันเค็ม อาหารแปรูป และอาหารสำเร็จรูป และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ที่สำคัญ การทำอาหารรับประทานเองที่บ้านจะสามารถควบคุมขั้นตอนการปรุงอาหารและปริมาณไขมันในอาหารให้น้อยลงได้ แต่ด้วยวิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบันที่เร่งรีบ บางคนอาจจะไม่มีเวลาในการปรุงอาหารเอง ฟิลิปส์ เราได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้นำเสนอนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันด้วย อย่าง Philips Airfryer หม้อทอดไม่ใช้น้ำมัน สามารถทอดอาหารได้สุกกรอบนอกนุ่มใน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดไขมันได้ถึง 80%*3 เมื่อเทียบกับการทอดอาหารด้วยน้ำมันแบบเดิม ทำให้เรายังได้รับประทานอาหารอร่อย แต่ยังช่วยดูแลสุขภาพหัวใจไปพร้อมๆ นอกจากนี้เรายังมีเครื่องปั่นน้ำผลไม้ Philips High Speed Blender เครื่องปั่นความเร็วสูง ที่ช่วยคงคุณค่าของสารอาหารที่อยู่ในผักผลไม้ ให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารดื่มน้ำผักผลไม้ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพไปพร้อมๆ กัน”

น้ำปั่น Avocado Spinach Smoothie

วันนี้ ฟิลิปส์ จึงพร้อมนำเสนอ 2 สูตรเมนูอาหารแสนอร่อย ที่ทำได้ง่ายๆและดีต่อสุขภาพหัวใจ มาแนะนำให้กับสายกินที่รักสุขภาพทุกคนได้ลองทำกัน

เมนูที่ 1: เปาะเปี๊ยะสดเวียดนามไส้หมูทอดซอสวาซาบิ วิธีทำ เริ่มจาก หมักเนื้อหมูซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทรายและพริกไทยป่นคลุกเคล้าให้เข้ากันพักไว้ประมาณ
1 ชั่วโมง เรียงหมูลงใน หม้อทอดอากาศ ตั้งอุณหภูมิ180 องศาเซลเซียส เวลา 5-7 นาที ผสมมายองเนสและวาซาบิคนให้เข้ากัน จากนั้นวางแผ่นเปาะเปี๊ยะญวนบนเขียง ใส่ผักกาดหอม ผักชีฝรั่งใบโหระพา ใบสะระแหน่ แครอท และหมูทอดด้านบน ม้วนห่อปิดด้านหัวท้ายให้แน่น ตัดชิ้นพอคำเสิร์ฟพร้อมซอสวาซาบิ

เมนูที่ 2: น้ำปั่น Avocado Spinach Smoothie โดย ใส่ส่วนผสม ประกอบไปด้วยอะโวคาโดสุก ½ ลูก กล้วยน้ำว้าสุก 1 ลูก ผักบุ้งวอเตอร์เครส ผักโขมไทย อย่างละ 10 กรัมน้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร น้ำหวานดอกมะพร้าวปรับรสตามชอบ(ใส่แต่น้อย) ลงใน เครื่องปั่นน้ำผลไม้และปั่นให้ละเอียดเทใส่แก้ว จัดเสิร์ฟ

แมลงเต่าทองสีแดง แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ ‘ห้องสมุดเด็กและเยาวชน HSBC สวนลุมพินี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375390

แมลงเต่าทองสีแดง แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ ‘ห้องสมุดเด็กและเยาวชน HSBC สวนลุมพินี’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 130 ปี ในการดำเนินงานในประเทศไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร โดย สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ปรับปรุง “ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี โซนเด็กและเยาวชน” ให้เป็น “ห้องสมุดเด็กและเยาวชนเอชเอสบีซีสวนลุมพินี” ที่ทันสมัยและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอาคารรูปเต่าทองสีแดงใจกลางสวนลุมพินี เพื่อดึงดูดให้เด็กและเยาวชนเข้ามาอ่านหนังสือและเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเสริมทักษะต่างๆ สำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ

ด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กรุงเทพมหานคร จึงมี
แผนงานนำร่องในการปรับปรุงและพัฒนา “ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี” ให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากสภาพที่ตั้งโครงการเดิมของ “ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี” มีลักษณะทางกายภาพเป็นอาคารชั้นเดียว ก่อสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย แบ่งเป็น 2 ส่วน คือชั้นบนและชั้นใต้ดินเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยทางเข้าหลักจะเข้า-ออกผ่านทางอาคารสำนักหอสมุดด้านหน้าซึ่งติดกับถนนภายในของสวนลุมพินี พร้อมทั้งมีทางเชื่อมสู่ส่วน “โซนเด็กและเยาวชน” เป็นบันไดสู่ระดับที่อยู่ในชั้นใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นที่มีรูปทรงเรียบง่าย

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย มีแนวคิดในการปรับปรุง “ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินี โซนเด็กและเยาวชน” ให้มีลักษณะสื่อความหมายที่สนุก สดใส และสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการสะท้อนบุคลิกของเด็กและเยาวชนซึ่งถือเป็นผู้ใช้บริการหลัก พร้อมเพิ่มเติมการออกแบบ “กระดานลื่น” ในลักษณะ “สไลเดอร์”ภายในพื้นที่ โดยยึดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชนในการเพลิดเพลินกับการเรียนรู้ ตามแนวคิด “เพลิน” (Plearn) อันมีที่มาจากคำว่า “Play” คือการเล่น และคำว่า “Learn” คือการเรียนรู้ โดยใช้เวลา 3 เดือนในการปรับปรุงพื้นที่ 168 ตารางเมตรของชั้นใต้ดิน ให้มีคุณค่ามากกว่าการเป็นสถานที่รวบรวมสื่อเพื่อการเรียนรู้และหนังสือของเด็กและเยาวชนมากกว่า 1 หมื่นเล่ม

ทั้งนี้ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทยใช้งบประมาณส่วนหนึ่งที่จัดสรรไว้สำหรับการดำเนินงานกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อปี เพื่อปรับปรุงและพัฒนารูปแบบ “ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้สวนลุมพินีโซนเด็กและเยาวชน” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนของเด็กและเยาวชนไทย รวมทั้งเป็นอนุสรณ์สำคัญเนื่องในวาระการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบรอบ130 ปีของธนาคาร

ในส่วนของการปรับปรุงและพัฒนาภายนอกอาคารได้ใช้แนวความคิดในเชิงอุปมาอุปไมย(Metaphor Conceptual Design) โดยอาศัยลักษณะสีสันของ “แมลงเต่าทอง” (Lady Bug)ซึ่งเป็นแมลงที่มีเอกลักษณ์ภายนอกที่สดใส เพื่อให้เด็กและผู้คนทั่วไปเกิดการจดจำที่ง่ายโดยใช้“สีแดง” เพื่อให้เป็นสื่อที่สร้างองค์ประกอบทางทัศนศิลป์ที่ตัดกับความเป็นสีเขียวของสวน เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีโอกาสเห็นและสัมผัส “แมลงเต่าทอง” ไม่มากนัก เนื่องจากการใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงในไร่และสวนจำนวนมากนั่นเอง

การพัฒนา “ห้องสมุดเด็กและเยาวชนเอชเอสบีซี สวนลุมพินี” ใจกลางสวนสาธารณะ จึงเป็นเสมือนเป็นการนำความรู้และจินตนาการกลับเข้าไปในพื้นที่สีเขียวในเมือง เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้กลับมาใช้การจินตนาการผสานกับการเรียนรู้ผ่านธรรมชาติสีเขียว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทบาทของ “แมลงเต่าทอง” ในฐานะผู้ช่วยกำจัดเหล่าศัตรูพืช อันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความสมดุลแห่งธรรมชาติ

TCL Thailand คืนผืนป่า สร้างสีเขียวให้กับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375392

TCL Thailand คืนผืนป่า สร้างสีเขียวให้กับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

TCL Thailand นำโดย นายทอมมี่ หยาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และคณะผู้บริหารพร้อมพนักงานจิตอาสา รวมกว่า80 ชีวิต ร่วมสานต่อกิจกรรมแคมเปญ“TCL BIG SHARE Season 3” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Grow Green ช่วยกันคืนผืนป่า สร้างสีเขียวให้กับโลก” เพื่อร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยกิจกรรมปลูกป่าโกงกางและฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน รวมถึงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ ภายใต้สโลแกน “ปล่อยร้อยคอยจับล้าน” เพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบนิเวศทางธรรมชาติณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ทอมมี่ หยาง

นายทอมมี่ หยาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “TCL Thailand ในฐานะบริษัทผู้จัดจำหน่ายโทรทัศน์แบรนด์ TCL ในประเทศไทย มีนโยบายมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพสินค้า บริการ รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ และเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีเจตนารมณ์ในการสร้างสรรค์สังคมไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของในการทำความดีตามแนวพระราชดำริฯ สานต่อแคมเปญ “TCL BIGSHARE Season 3” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปีนี้พนักงานทุกคนมีความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการมอบความอุดมสมบูรณ์สีเขียวคืนกลับสู่ธรรมชาติ และเข้าใจถึงความสำคัญของป่าชายเลนมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนสามารถช่วยได้ไม่ยาก แต่กลับก่อให้เกิดผลลัพธ์และประโยชน์มากมาย เพราะป่าชายเลนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชายฝั่งทะเลและนับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

นอกจากนี้ พนักงานจิตอาสาทุกคนยังได้รับความรู้มากมายจากวิทยากรอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ในเรื่องของประวัติความเป็นมาของอุทยานฯ ความสำคัญของป่าชายเลน เช่น ไม้ในป่าชายเลนมีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงจึงช่วยลดปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มปริมาณออกซิเจน ทำให้อากาศสดชื่น ที่สำคัญป่าชายเลนยังเป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่างๆ รากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาเหนือพื้นดิน จะทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติ คอยดักกรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ และสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล เมื่อโลหะหนักหลายชนิดถูกพัดพามาตามกระแสน้ำ ก็จะตกตะกอนลงที่บริเวณดินเลนในป่าชายเลน อีกทั้ง ขยะและคราบน้ำมันต่างๆ ก็จะถูกดักกรองไว้ในป่าชายเลนรวมถึงต้นไม้ที่มีพิษในป่าชายเลนด้วย

ปัจจุบันสภาพป่าชายเลนในเขตพื้นที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศมากขึ้น ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าชายเลนหลากหลายชนิด ได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ตะบูน ตะบันตาตุ่มทะเล โพทะเล จิกทะเล ปรงทะเล ขลู่ ฯลฯเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนกนานาชนิดทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติ สำหรับศึกษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนได้อีกแห่งหนึ่ง และช่วยปลุกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันมหาศาลของป่าชายเลน ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

ยูนิเซฟ ยกระดับ แสนสิริ สู่ เซเล็คเต็ด พาร์ทเนอร์ เดินหน้าคุ้มครองสิทธิและสร้างโอกาสให้เด็กที่ขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375393

ยูนิเซฟ ยกระดับ แสนสิริ สู่ เซเล็คเต็ด พาร์ทเนอร์ เดินหน้าคุ้มครองสิทธิและสร้างโอกาสให้เด็กที่ขาดแคลน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แถลงข่าวยกระดับการเป็นพันธมิตรของแสนสิริกับองค์การยูนิเซฟ นำโดย อานันท์ ปันยารชุน, โธมัส ดาวิน, โกวิทย์ โปษยานนท์ และ อภิชาต จูตระกูล

องค์การยูนิเซฟ ประกาศยกระดับ แสนสิริ เป็นพันธมิตรแรกขององค์การยูนิเซฟในประเทศไทย ที่มีรายชื่ออยู่บนเว็บไซต์สากลของยูนิเซฟ เทียบ 20 องค์กรชั้นนำระดับโลกพร้อมเดินหน้าประกาศพันธกิจมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการให้ความสำคัญด้านการคุ้มครองสิทธิเด็ก และเชิญชวนสังคมไทยร่วมผนึกกำลังผลักดันความสำคัญเด็กสู่นโยบายระดับประเทศ

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)พร้อม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวยกระดับการเป็นพันธมิตรของ แสนสิริ กับ องค์การยูนิเซฟสู่อีกขั้นกับ ยูนิเซฟส์ เฟิร์ส เซเล็คเต็ด พาร์ทเนอร์ (UNICEF’s First Selected Partner) นำโดย นายโกวิทย์ โปษยานนท์ประธานกรรมการ บริษัทแสนสิริจำกัด (มหาชน), นายอภิชาต จูตระกูล ประธานอำนวยการบริษัท แสนสิริจำกัด (มหาชน) นางสิรินทรา มงคลนาวินผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวางแผนองค์กรและพัฒนาความยั่งยืน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, นายอานันท์ ปันยารชุนทูตสันถวไมตรี องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยรวมทั้ง แสนสิริ โซเชียลเชนจ์แอมบาสซาเดอร์ กวิตา จินดาวัฒน์ และ พิตต้า ณ พัทลุง ร่วมงาน

สิรินทรา มงคลนาวิน

นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า แสนสิริ ลงนามเป็นพันธมิตรกับองค์การยูนิเซฟต่อเนื่องมาแล้วถึง 8 ปี โดยร่วมกันผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อคุ้มครองปกป้องสิทธิและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กมามากกว่า 14 โครงการ ทั้งการพัฒนาความเป็นอยู่ สร้างความตระหนักด้านสิทธิเด็กและเยาวชนในประเทศไทย มุ่งเน้น เรื่องสุขภาพการศึกษา การกีฬา รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือไร้พรมแดน

“การที่เราจะคงจุดยืนองค์กรที่เป็นมิตรกับเด็กได้นั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งพันธมิตร องค์กรคู่ค้า และพนักงานทุกคนขององค์กร ที่ตระหนักและมีความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิด้าน ต่างๆ ของเด็ก และเห็นร่วมกันว่าเป็นเรื่องจำเป็นของเราทุกคน ในการมอบโอกาสให้เด็กได้มีพื้นฐาน คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ทั้งนี้ ประเทศไทย ได้ลงนามร่วมกับภาคีนานาประเทศ ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี 2553 เด็กจะมีสิทธิพื้นฐานอยู่4 ประการก็คือ สิทธิการมีชีวิตอยู่รอด (Right of Survival) สิทธิในการพัฒนา (Right of Development) สิทธิในการได้รับการคุ้มครอง (Right of Protection)และสิทธิในการมีส่วนร่วม (Right of Participation) โดยรัฐบาลไทยได้ขับเคลื่อนด้านสิทธิของเด็กอย่างเต็มที่ ด้วยการร่างแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561-2564ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

นางสิรินทรา มงคลนาวินผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวางแผนองค์กรและพัฒนาความยั่งยืนบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าถ้ามองในแง่ตัวบทกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิของเด็ก ในประเทศไทยก้าวหน้าเทียบเท่ากับสากล แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอีกมากจึงเป็นเรื่องที่ดีหากองค์กรและภาคสังคมจะหันมาร่วมมือกันผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างแท้จริง

“จะยังเห็นว่าเด็กที่ขาดโอกาส เด็กชายขอบ เด็กไร้สัญชาติ และชาติพันธุ์ทั้งหลายยังเข้าไม่ถึงสิทธิ พื้นฐานและยังไม่มีความเท่าเทียมกันมากเท่าที่ควร เช่น เด็กในสถานที่ก่อสร้างกว่า 60,000 คน เป็นกรณีที่เราเห็นได้ชัดเจนมากของการขาดพื้นที่ปลอดภัยในการดำรงชีวิต ขาดการศึกษา และ การบริการสาธารณสุขพื้นฐาน เราจึงทำพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในสถานที่ก่อสร้าง หรือ The Good Space ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเราก็ได้รับความร่วมมือที่ดีมากจากองค์กรคู่สัญญาของเรา”

ในฐานะผู้ปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือ Social Change ของแสนสิริ นางสิรินทรา กล่าวถึงปัญหาการขาดโอกาสด้านการศึกษาของเด็กในชุมชนห่างไกลว่า “จากการลงพื้นที่ศึกษา ในเชิงลึกร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ในเขตเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และ อุดรธานี พบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กๆชนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้แจ้งเกิดที่โรงเรียนมักจะไม่ยอมให้เข้าเรียน แสนสิริจึงร่วมกับองค์การยูนิเซฟดำเนินโครงการ EDUCATION FOR ALL การศึกษาเพื่อปวงชน ที่มีเป้าหมายพัฒนาร่างนโยบายการทำงานเพื่อบรรเทาปัญหา และความยากลำบาก ในการเข้าถึง การศึกษา และเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจะมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน”

ด้าน นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า แสนสิริ เป็นองค์กรแรกในประเทศไทย ที่ได้รับเลือกให้เป็น Selected Partner (เซเล็คเต็ด พาร์ทเนอร์) ของยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่มีรายชื่ออยู่บนเว็บไซต์สากลของยูนิเซฟ จากการที่แสนสิริเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นต่อการดำเนินนโยบายเป็นมิตรต่อเด็ก เราหวังว่าแสนสิริจะเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรธุรกิจอื่นๆ ดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรต่อเด็ก ผ่านการขับเคลื่อนทางกระบวนการธุรกิจเพื่อนำไปสู่การพัฒนาตัวเด็ก และธุรกิจที่ยั่งยืน ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้สังคมในระยะยาว อย่างไร้พรมแดน

‘หมู-พลพัฒน์’อวดฝีมือออกแบบสัญลักษณ์โรงแรม โซ โซฟิเทล หัวหิน เฟสใหม่ ประชันนักออกแบบดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375396

‘หมู-พลพัฒน์’อวดฝีมือออกแบบสัญลักษณ์โรงแรม โซ โซฟิเทล หัวหิน เฟสใหม่ ประชันนักออกแบบดัง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา กับผลงานยูนิฟอร์มของโรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน  

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของดีไซเนอร์แถวหน้าอย่าง หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา เมื่อถูกเชิญให้รับตำแหน่งซิกเนเจอร์ดีไซเนอร์ของโรงแรม โซ โซฟิเทล หัวหิน (SO Sofitel Hua Hin) พร้อมออกแบบสัญลักษณ์โรงแรม เช่นเดียวกับดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง มร.คริสเตียน ลาครัวซ์ และ มร.คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ซิกเนเจอร์ดีไซเนอร์ของโรงแรม โซ โซฟิเทล ใน
ต่างประเทศ

ล่าสุด โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน (SO Sofitel Hua Hin) บริหารโดยแอคคอร์โฮเทล นำโดย มร.จิลล์ เครตัลเลซ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ลักซ์ชัวรี่แบรนด์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ และมัลดีฟส์ แอคคอร์โฮเทล จัดงาน “เดอะ เน็กซ์ เลเวล ออฟ อิมเมจิเนทีฟ เอสเคป” เปิดเฟสใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวซิกเนเจอร์ดีไซเนอร์ หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา และผลงานการออกแบบสัญลักษณ์โรงแรม “เดอะบัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์” (The Butterfly Effect) รวมถึงประสบการณ์แห่งการพักผ่อนเหนือจินตนาการสำหรับไลฟ์สไตล์ลักซ์ชัวรี่ฮิป ที่มีเครื่องเล่น Wibit แอดเวนเจอร์เป่าลมขนาดใหญ่ในสระว่ายน้ำของโรงแรม แห่งแรกในประเทศไทย โดยมีเซเลบริตี้สาวสวยนาเดีย โสณกุล ณ อยุธยา และ ชมพูนุทโรจน์ศิริรัตน์ ร่วมเผยประสบการณ์ของการพักผ่อนที่เหนือจินตนาการ ณ โรงแรมโซโซฟิเทล กรุงเทพฯ

ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์

ซิกเนเจอร์ดีไซเนอร์ของโรงแรม โซ โซฟิเทล กรุงเทพฯ หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภาผู้ออกแบบสัญลักษณ์โรงแรม “เดอะบัตเตอร์ฟลายเอฟเฟกต์” (The Butterfly Effect) เฉกเช่นเดียวกับ มร.คริสเตียน ลาครัวซ์ (Monsieur Christian Lacroix) ผู้ออกแบบสัญลักษณ์ ต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Life) ให้กับโรงแรมโซ โซฟิเทล แบงคอก และ มร.คาร์ลลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) ให้กับโรงแรมโซโซฟิเทล สิงคโปร์ ในรูปแบบสัญลักษณ์red embroidered Lion Seal เผยว่า “การพักผ่อน คือการไปสร้างพลังให้กับตัวเองเราไปสถานที่ที่เรามีความสุข เราดื่มด่ำและอิ่มเอม เราได้พลังงานแล้วเราก็จะ fly away ผมจึงเลือกใช้ผีเสื้อเป็นสัญลักษณ์ หรือเดอะ บัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์ โดยใช้ใบไม้4 ใบต่อกันเป็นรูปผีเสื้อ สื่อถึงอดีต อนาคต ธรรมชาติ สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ ซึ่งทั้งหมดจะเชื่อมโยงกัน ทำให้เกิด บัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์ แล้วในที่สุดผีเสื้อก็จะโบยบินไปเอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงวิวัฒนาการของชีวิต ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน เพื่อนำไปสู่การ
ท่องโลกเหนือจินตนาการ”

นอกจากนี้ ซิกเนเจอร์ดีไซเนอร์ยังได้ดีไซน์คอลเลคชั่นพิเศษสำหรับแขกผู้มาพักเลือกซื้อเป็นของที่ระลึก และออกแบบยูนิฟอร์มพนักงานที่นำแรงบันดาลใจมาจากการผสานกันของความแตกต่างของดีไซน์ ผ้าคอตตอนลายดอกไม้ ซึ่งเป็นผ้าที่คนในสมัย ร.6 และร.7 นิยมสวมใส่เวลามาหัวหิน ปรับสีให้ซีดลงเพื่อบอกกล่าวถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์จับมาชนกันเส้นสายลายทางต่างๆ เติมความสนุกสนานด้วยสีสะท้อนแสง เพื่อสร้างความน่าสนใจ ความสนุก ดูแล้วมีสไตล์ โก้หรูและไม่ซ้ำใคร พนักงานใส่แล้วรู้สึกเท่ สวย มีความสุข พร้อมมอบบริการ
ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้แบรนด์โซ โซฟิเทล ยิ่งโดดเด่นและทรงคุณค่าแห่งบริการ

เครื่องเล่น Wibit เครื่องเล่นเป่าลมลอยน้ำ ความยาว 40 เมตรแห่งแรกในไทย

ด้าน ชิดชนก พศินพงศ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน เผยว่า การเปิดเฟสใหม่อย่างเป็นทางการ ได้เพิ่มเติมความสนุกสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ห้องพักจาก 78 เป็น 109 ห้อง มีห้องพักที่เชื่อมกับสระว่ายน้ำ เพิ่มกิจกรรมเติมเต็มให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว เช่น เครื่องเล่น Wibit เครื่องเล่นเป่าลมลอยน้ำที่มีความยาว 40 เมตร9 ฐานผจญภัย ที่เด็กๆ สามารถปีนป่ายฝึกความไวและการทรงตัว มีไลฟ์การ์ดดูแลความปลอดภัย นับเป็นโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยที่มี Wibit ในสระว่ายน้ำ มี Kids Tent เป็นจุดรวมพลังของเหล่าสิงสาราสัตว์ โดยแบ่งเป็นโซนห้องเล่นแต่ละกลุ่มวัย มีเพลย์กราวน์พื้นที่ที่ปลอดภัยต่อการเล่นของเด็ก และ SO Sundae ร้านขนมสุดชิลริมสระว่ายน้ำ

อีกทั้ง ยังมีมินิกอล์ฟ 18 หลุมในธีมวันเดอร์แลนด์ คอร์ทเทนนิส/บาสเกตบอล และคอร์ทพิคเคิลบอล ซึ่งพร้อมเปิดบริการในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ สำหรับลู่จักรยานรอบๆ รีสอร์ทความยาว 627 เมตร พร้อมเปิดให้บริการช่วงสิ้นปี และหวังว่าเสน่ห์ที่มีชีวิตชีวาของ โซ โซฟิเทล หัวหิน จะช่วยเนรมิตความสุขให้ผู้ใช้บริการได้ครบ 360 องศา เติมพลังให้ชีวิต และโดยเฉพาะนักเดินทางที่อยากจะสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มีเรื่องราวบอกเล่าและโมเมนต์สำหรับแชร์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดี”

โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน เฟสใหม่

ขณะที่เซเลบริตี้สาวหวาน นาเดีย โสณกุล ณ อยุธยา ซึ่งพาสามีและลูกชาย พร้อมเพื่อนๆ ไปพักผ่อนที่ โซ โซฟิเทล หัวหิน เฟสใหม่มาแล้ว เผยว่า “ตอนนี้เลี้ยงลูกเป็นหลัก และมีหน้าที่คอยเอ็นเตอร์เทนให้กับทุกคนในครอบครัว โดยจะเลือกสถานที่พักผ่อนจากความสวยงาม การเดินทางที่สะดวก มีกิจกรรมที่หลากหลาย อาหารอร่อยเช่นเดียวกับโซ โซฟิเทล หัวหิน ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ตื่นตาตื่นใจตั้งแต่หน้าประตู โดยเฉพาะลูกชายที่เล่นทุกกิจกรรม ทั้งเครื่องเล่น Wibit และ Kids Tent สามีก็เอนจอยกับห้องพลูวิลล่าที่ได้รับการตกแต่งใหม่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตัวเดียร์เองได้นั่งเล่น แฮง-เอ้าท์ชื่นชมวิวบรรยากาศริมทะเลกับเพื่อนๆเรียกว่าตอบได้ครบจบทุกโจทย์ของทุกคนในครอบครัว เพียงเท่านี้ก็เติมความสุขให้เต็มวันหยุดได้แล้วค่ะ”

รวมถึง ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์ เจ้าของแบรนด์เสื้อ Beauvita เผยว่า “เวลาไปพักผ่อนก็ต้องการพักผ่อนจริงๆ ได้ชิลจริงๆ สถานที่สวย วิวดี โลเกชั่นเหมาะสมที่ขาดไม่ได้บริการระดับ 5 ดาว ไม่เคยคิดว่า การพักผ่อน คือ การนอนเพียงอย่างเดียว แต่การพักผ่อนต้องรวมถึงการได้ทำกิจกรรมที่ชอบ กิจกรรมใหม่ๆ สนุกๆ จะช่วยชาร์จพลังแห่งความสุขให้สุขได้มากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ”

โปรโมชั่นช่วงแนะนำเฟสใหม่ weekendgetaway เริ่มต้นที่ 4,500 บาท++ รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงมีนาคม 2562 สำรองที่พัก h9649-RE@sofitel.com โทร.+66 32 709 555 หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.so-sofitel-huahin.com

เช็กชื่อ’บิ๊กเนม’ดูด-ย้าย-ซบพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565892

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 07:59 น.

เช็กชื่อ'บิ๊กเนม'ดูด-ย้าย-ซบพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองเริ่มบรรเลง นักการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวรายวัน โดยเฉพาะบรรดาอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี ต่างทยอยขยับแข้งขยับขาตบเท้าหาสังกัดพรรคเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งอันใกล้เข้ามาถึงอีกไม่นานนี้

หากย้อนกลับไปไล่เรียงตั้งแต่ “กลุ่มสามมิตร” ที่ถูกจับจ้องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยกลุ่มดังกล่าวเกิดขึ้นจากการรวมตัวบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์กลุ่มวังน้ำยม

ซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างดีทั้ง 3 นั้นมีที่มาจากพรรคไทยรักไทยในช่วงยุคเรืองอำนาจสมัย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กุมบังเหียน ก่อนถูกยุบพรรคไป แน่นอนว่ากลุ่มนี้ถูกเพ่งเล็งไปยังการตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. หวนคืนสู่ตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บรรดาอดีตนักการเมืองหลายรายที่ย้ายเข้าร่วมกลุ่มสามมิตร อาทิ กลุ่มอดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย นำโดย ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข  อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ภรรยา และวันชัย บุษบา

ยรรยง ร่วมพัฒนา อดีต สส.สุรินทร์ ปัญญา ศรีปัญญา อดีต สส.ขอนแก่นวิเชียร อุดมศักดิ์ อดีต สส.อำนาจเจริญ ชัยศรี กีฬา อดีต สส.อำนาจเจริญ ว่าที่ พ.ต.สรชาติ สุวรรณพรหม อดีต สส.หนองบัวลำภู สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม สมคิด บาลไธสงอดีต สส.หนองคาย อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพย์สิทธิ์ อดีต สส.นครพนม วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง อดีต สส.กาฬสินธุ์ นอกจากนี้ วิรัช ทัศนียา อธิรัฐ รัตนเศรษฐ อัสนี-ลินดา เชิดชัย บุตรชายและสะใภ้ “เจ๊เกียว” สุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา

ต่อมา พรรคภูมิใจไทย อาทิ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และอดีต รมช.มหาดไทย ซึ่งย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร

ทว่า ก็นับว่าไม่ใช่ข่าวร้ายเท่าไหร่สำหรับพรรคนี้ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต สส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาสมัครสมาชิกพรรค รวมถึง สมควร โอบอ้อม อดีต สส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมี ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต สส.พิจิตร พรรคชาติไทย และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ช่วงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นบุตรชาย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกทีมผู้สมัครจาก จ.พิจิตร เดินทางมาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่ที่เป็นประเด็นให้จับตายิ่งเฉพาะความชัดเจนของตระกูลสะสมทรัพย์ซึ่งเคยทำงานกับพรรคเพื่อไทย ที่จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดย ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรค ระบุว่า ขอให้รอดูวันประชุมใหญ่พรรคในวันที่ 2 ต.ค.นี้ จึงต้องมาดูว่าบทสรุปจะลงเอยอย่างไร

ถัดมา พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะกลุ่ม สส.ภาคตะวันออก ซึ่งย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร ประกอบด้วยสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต สส.ชลบุรี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติบุญเลิศ ไพรินทร์ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา และ วิชัย ล้ำสุทธิ์ อดีต สส.ระยอง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเลือดไหลไม่หยุด เพราะล่าสุด นคร มาฉิม อดีต สส. พิษณุโลก ก็เตรียมย้ายไปร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน และ ธวัชชัย อนามพงษ์อดีต สส.จันทบุรี ซึ่งจะไปร่วมงานกับรวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เพราะด้วยความนับถือ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ  กปปส. เป็นการส่วนตัว

ทั้งหมดจึงต้องมาติดตามกันดูว่ายิ่งใกล้ช่วงวันเลือกตั้ง จะมี สส.ย้ายสังกัดให้ได้เห็นอีกมากน้อยขนาดไหน