ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370888

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370888

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370680

ในประเทศไทย มีคนฆ่าตัวตายเฉลี่ยปีละ 4,000 คน โดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือกลุ่มวัยรุ่นไทยจำนวนหนึ่งล้านคนที่เป็นโรคซึมเศร้า แต่ความนิยมของโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น กลับสร้างโอกาสใหม่ ที่คาดไม่ถึงในการช่วยเหลือบุคคลที่มีความเสี่ยง ความช่วยเหลือในรูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมนี้ ทำให้คนไทยในหลากหลายกลุ่มอายุ มีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถหาความช่วยเหลือได้ทันที และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตและการป้องกันการฆ่าตัวตายไปด้วยในขณะเดียวกัน
ตระการ เชนศรี นายกสมาคมสะมาริตันส์ประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์อาสาสมัครเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย และเป็นหน่วยงานที่ไม่อิงกับศาสนา โดยตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เผยว่า ที่ผ่านมา การทำงานของสมาคมสะมาริตันส์จะเน้นด้านการเป็นศูนย์ช่วยเหลือผ่านการให้คำแนะนำทางโทรศัพท์ แต่เมื่อปีพ.ศ.2559 ที่เราสังเกตว่ากลุ่มวัยรุ่นไทยเลือกที่จะส่งข้อความหรือใช้แอพพลิเคชั่นในการส่งข้อความ แทนการโทรศัพท์หรือขอความช่วยเหลือที่คลินิก ปีเดียวกันนั้นเองเราจึงเริ่มลองศึกษาการใช้ช่องทางดิจิทัลในการสื่อสาร เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคนทุกคนในประเทศสามารถติดต่อเราได้โดยง่าย เราได้รับข้อความเฉลี่ย 300 ข้อความต่อเดือน โดย Facebook Messenger เป็นช่องทางหนึ่งที่คนใช้ติดต่อสื่อสารกับสมาคมสะมาริตันส์มากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เครื่องมือเช่น Messenger เป็นช่องทางที่ทำให้เราสามารถช่วยเหลือผู้ที่ต้องการได้อย่างทันท่วงที ด้วยวิธีที่สะดวกและไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในงานของเรา
สมาคมสะมาริตันส์ ประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีอาสาสมัคร 100 คน ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างมืออาชีพแก่ผู้คนราว 10,000 คน ในแต่ละปี ฮอตไลน์ศูนย์ช่วยเหลือในภาษาไทยให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด ในช่วงเวลา 12.00-22.00 น. ที่จะขยายเวลาให้บริการเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนฮอตไลน์ในภาษาอังกฤษ เปิดตัวไปเมื่อปีพ.ศ.2551 ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2555 สมาคม
สะมาริตันส์ ประเทศไทย เปิด Facebook Page เพื่อใช้ในการเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการผ่าน Messenger การสร้างตัวตนในโซเชียลมีเดียทำให้สมาคมสามารถให้ความช่วยเหลือโดยตรงได้ในวงกว้างขึ้นในสังคมไทย ซึ่งยังเป็นสังคมที่มองปัญหาสุขภาพจิตในแง่ลบอยู่มาก คนที่ต้องการความช่วยเหลือจึงรู้สึกสบายใจกว่าที่จะพิมพ์ข้อความ เมื่อเทียบกับการโทร.เข้าศูนย์ช่วยเหลือ
จากข้อมูลของมูลนิธิเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตายอเมริกัน (American Foundation for Suicide Prevention) เผยว่า คนที่อยากฆ่าตัวตายจะมีความคิดนี้อยู่เพียงหนึ่งชั่วโมง และจำนวนครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้มักตัดสินใจฆ่าตัวตายในช่วงสิบนาทีสุดท้าย ซึ่ง ตระการ ได้กล่าวเสริมว่า “ในโลกยุคดิจิทัล ความรวดเร็วสำคัญที่สุด ทั้งนี้ แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Messenger ช่วยให้เราเข้าถึงคนเหล่านี้ได้มากเท่าที่จะทำได้ และคนไทยส่วนมากไม่ค่อยกล้าพูดถึงปัญหาสุขภาพจิตเพราะมองว่าอาการซึมเศร้าหรือความคิดอยากฆ่าตัวตายเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ หรือเป็นอาการผิดปกติทางจิตที่ร้ายแรง ซึ่งความเชื่อนี้ไม่ใช่ความจริงเลย คนส่วนมากที่ฆ่าตัวตาย ทำไปเพราะความสิ้นหวัง ความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม และท้อแท้ เราสามารถช่วยชีวิตคนได้โดยการให้ช่องทางเพื่อระบายความเจ็บปวด และเป็นที่พึ่งทางใจ”
ทั้งนี้ สมาคมสะมาริตันส์ ประเทศไทย ได้พิสูจน์ว่าโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการสร้างการรับรู้แก่สาธารณะ การเริ่มต้นบทสนทนา และยังถือเป็นก้าวที่สำคัญในการลดแนวความคิดเชิงลบที่มีต่อปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทย
“เราได้เปิดตัวแคมเปญวีดีโอบน Facebook เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2559 หลังจากการฆ่าตัวตายของผู้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แคมเปญดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว และตั้งแต่นั้นมา หนึ่งในวีดีโอของแคมเปญมียอดการรับชมมากกว่า 1.8 ล้านครั้ง และยังคงถูกแชร์อยู่ในปัจจุบันเราแทบไม่อยากเชื่อว่าเราสามารถส่งข้อความของเราไปยังผู้คนจำนวนมากมายได้จากแพลตฟอร์มเดียว”
ในปีพ.ศ.2561 สมาคมสะมาริตันส์ได้กลายเป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการของ Facebook ในประเทศไทย โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วย Facebook พัฒนาเครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่และความคิดเห็นจากชุมชน เครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตายเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอันต่อเนื่องของ Facebook ในการช่วยสร้างชุมชนที่ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกแพลตฟอร์ม อีกทั้งยังช่วยเชื่อมต่อผู้คนที่กำลังเป็นทุกข์กับผู้คนที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อีกด้วย
“การไม่ตัดสินผู้อื่น คือกฎที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่งของสมาคมสะมาริตันส์และอาสาสมัครของเราทุกคนได้ผ่านการฝึกอบรมที่เคร่งครัด เกี่ยวกับเทคนิคในการรับฟังอย่างตั้งใจและการให้กำลังใจ เราได้ทำงานร่วมกับ Facebook ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา และได้สังเกตเห็นว่าโดยทั่วไปแล้ว โซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนเปิดรับความคิดใหม่ๆ และแบ่งปันความรู้สึกของพวกเขามากขึ้น การร่วมมือครั้งนี้มีบทบาทที่สำคัญต่อพันธกิจของสมาคมสะมาริตันส์ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตโรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายล้วนเป็นประเด็นที่ผู้คนควรพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและโซเชียลมีเดียทำให้เราสามารถทำเช่นนั้นได้ ถ้าหากคุณรู้สึกเศร้า อย่ามองข้ามความรู้สึกนั้นไป คุณสามารถติดต่อสมาคม สะมาริตันส์ทางโทรศัพท์หรือทาง Messengerพูดคุยกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวของคุณและจำเอาไว้เสมอว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหาอยู่เพียงลำพัง”
หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักกำลังเป็นทุกข์จากความคิดในการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย กรุณาติดต่อสมาคมสะมาริตันส์ประเทศไทย ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-7136793(ภาษาไทย) หรือ 02-7136791 (ภาษาอังกฤษ) สำหรับแคมเปญใหม่บน Facebook ของสมาคมสะมาริตันส์ที่มีชื่อว่า Talk to TheDead ซึ่งเป็นการบรรยายความรู้สึกเกี่ยวกับผลกระทบที่การฆ่าตัวตายได้สร้างความเสียหายให้กับผู้คนที่เขาทิ้งเอาไว้ข้างหลัง หรือเยี่ยมชมได้ที่ลิงค์ https://www.facebook.com/pg/Samaritans.Thailand/videos/?ref=page_internal
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370686

4 องค์กรการกุศล Asia Philanthropy Circle-APC, Thai Young Philanthropist Network-TYPN, มูลนิธิเพื่อคนไทย และมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์ ได้ร่วมกันจัดประชุมนานาชาติ “The Givers Network 2018, Bangkok” ขึ้นเป็นครั้งแรก ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านเรื่องราวการให้ของ 5 ตัวแทนผู้ให้ และการเสวนาร่วมกันของบุคคลและองค์กรจากหลากหลายภาคส่วนในสังคม เพื่อระดมความคิดในการต่อยอดซึ่งกันและกันในการทำงานเพื่อสังคม ด้วยผลตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน พร้อมเชิญชวนบุคคลทั่วไปและองค์กรร่วมเป็นสมาชิก เพื่อร่วมแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ และต่อยอดการให้ด้วยกัน
ดร.วิทย์ สุนทรนันท์ ตัวแทน The Givers Network และประธานมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์ กล่าวถึงความตั้งใจของการจัดการประชุม The GiversNetwork 2018, Bangkok ในครั้งนี้ว่าเพื่อปลุกพลังของการให้แก่ผู้คนทั่วไปในสังคม ผ่าน 5 เรื่องราวชีวิตและมุมมองการให้ในมิติที่แตกต่างกันไป โดยหวังให้เกิดแรงส่งให้ผู้คนร่วมให้ด้วยกันที่มีพลังและเกิดผลมากยิ่งขึ้นต่อไป เราจึงยังมีงานในส่วนของแพล็ตฟอร์มที่ต้องดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เครือข่ายผู้มีจิตใจของการให้ The GiversNetwork ได้เปิดโอกาสให้ผู้ให้ทั้งในระดับองค์กรและบุคคลร่วมลงทะเบียนเป็นสมาชิกผ่านเว็บไซต์ www.giversnetwork.org
หนึ่งในผู้ให้ สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท็กซี่จิตอาสาที่ให้บริการรับส่ง (ฟรี) สำหรับคนพิการคนป่วย และไม่ใช่แค่ขับรถไป-ส่ง ยังช่วยอุ้มจากเตียงที่บ้านไปถึงโรงพยาบาล เขาทำแบบนี้มานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ทุกครั้งที่ต้องพูดถึงเบื้องหลังที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เขาต้องร้องไห้กับความเจ็บปวดและความสุขในอดีต เพราะเขาเองก็เคยผ่านช่วงเวลาลำบากและยากจนมาก่อน บ่อยครั้งไม่มีกิน แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนที่ไม่เคยรู้จักเลยทำให้ตระหนักรู้ว่าควรใช้ชีวิตให้มีคุณค่าต่อผู้อื่นและ น้ำใจที่ได้รับจากคนแปลกหน้านั่นเองที่เป็นแรงบันดาลให้ผมอยากทำความดี
“ภารกิจหลักของผม ตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 หรือไม่ก็ตี 4 เพราะมีผู้ป่วยจองคิวให้ไปรับประมาณ 4 คน บางทีมีขาจรเพิ่มอีกสามคน สิ่งที่ผมทำก็ซ้ำๆ ซากๆ ไปรับ-ไปส่งผู้ป่วยทำให้เพื่อนๆ ที่รู้จักกันมองว่าผมไม่เต็มหรือบ้าโดยเมื่อจะทำงาน ผมต้องใส่เข็มขัดพยุงหลัง ปลอกแขนผ้ากันเปื้อน บางคนต้องนอนบนพื้นกระดาน พื้นปูน และไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ เราก็เป็นสะพานบุญให้โพสต์เพื่อขอบคุณคนที่แบ่งปันให้คนอื่น เคยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ให้ที่นอนผมไปช่วยคนที่ขาดแคลนไม่อั้น หรือคนที่อยู่อเมริกาโอนเงินมาให้ซื้ออุปกรณ์ให้ผู้ป่วยสิ่งสำคัญการเป็นสะพานบุญต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต”
ที่ผ่านมาแม้เขาจะพบบททดสอบสารพัดถูกเอาเปรียบและถูกทำร้ายเกือบตลอดชีวิตในวัยหนุ่มแต่เขากลับคิดว่า “คนอื่นจะทำกับเรายังไง เราจำขึ้นใจว่าอย่าไปทำกับคนอื่นแบบเดียวกับที่เขาทำกับเรา”
เชาวลิต สาดสมัย หรือครูเชาว์ จิตอาสาผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ ในชุมชมแออัดบริเวณใต้สะพานพระราม 8 กับต้นทุนชีวิตที่มากกว่าติดลบ เขาเกิดมาพร้อมความพิการแบบออทิสติก เติบโตในสถานสงเคราะห์ แสดงให้สังคมไทยได้เห็นว่าแม้จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ เขามุ่งหน้าเรียนจบปริญญาตรีเพื่อมาทำงานช่วยเหลือสังคม ปัจจุบันครูเชาว์เป็นนักพัฒนาสังคมอัตราจ้าง สังกัดกรุงเทพมหานคร มีหน้าที่หลักในการดูแลเด็กๆ ในศูนย์ดูแลเด็กแล้ว ยังดูแลผู้ป่วยและคนแก่ที่ยากจนและถูกทิ้งให้อยู่โดยลำพัง ครอบคลุมถึง 6 ชุมชน สำหรับ “ความฝันอันสูงสุด” ของครูเชาว์คือต้องการให้เด็กด้อยโอกาสที่ผ่านเข้ามาเป็นลูกศิษย์ในชีวิตของเขาได้มีโอกาสเรียนจบระดับปริญญาและแผนงานอันใกล้ที่เขาต้องการคือตั้งศูนย์อนามัยดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คนในชุมชน วันนี้เขายังคงมุ่งมั่นก้าวเดินต่อไป
“ผมยินดีต้อนรับคนที่จะเข้ามาช่วยทำงานช่วยเหลือสังคมกับผม ไม่ต้องมีเงิน ไม่ต้องมีของขอแค่มีใจที่พร้อมจะให้ แค่คุณเดินเข้ามา ก็ได้บุญแล้วครับ”


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370705

เพื่อสานต่อความช่วยเหลือชุมชนชาวไร่ กาแฟทางภาคเหนือของไทยอย่างยั่งยืน บริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) มอบเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท ให้แก่ องค์กรพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน หรือ The Integrated Tribal Development Program (ITDP) เนื่องในโอกาส ที่บริษัทได้ส่งมอบประสบการณ์สตาร์บัคส์ในประเทศไทยครบ 20 ปีในปีนี้ โดยเงินบริจาคจำนวนดังกล่าวมาจากรายได้ส่วนหนึ่งจากร้านกาแฟเพื่อชุมชน (Community Store) สาขาหลังสวน และกิจกรรม Good Coffee Day ซึ่งสตาร์บัคส์จัดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือชาวไร่กาแฟ พร้อมรับเครื่องดื่มฟรี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ตลอดระยะเวลา 17 ปี สตาร์บัคส์ ได้มุ่งมั่นทำงานร่วมกับ องค์กรพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน ในการรับซื้อกาแฟอาราบิก้าคุณภาพเยี่ยมจากชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย ภายใต้ชื่อ กาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์ ตามแนวปฏิบัติในการรับซื้อกาแฟอย่างมีจริยธรรม ที่เรียกว่า Coffee and Farmer Equity (C.A.F.E.) Practices ที่ช่วยให้ชาวไร่กาแฟสามารถเพาะปลูกกาแฟได้ดียิ่งขึ้น ทั้งต่อตนเอง และต่อโลก สตาร์บัคส์ ได้เข้าไปรับซื้อเมล็ดกาแฟ ควบคู่ไปกับการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชุมชนชาวไร่กาแฟให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเงินบริจาคล่าสุดนี้ ทางองค์กร ฯ จะนำไปสร้างโรงเพาะต้นอ่อนกาแฟ จัดซื้อต้นอ่อนกาแฟอาราบิก้า และสนับสนุนการเพาะปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชุมชนชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย ต่อไป
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370681

คนส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยมักจะคุ้นเคยกับการไปใช้บริการที่โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน และอาจจะเจอกับการรอคอยและใช้เวลานานที่โรงพยาบาล ทำให้ผู้รับบริการส่วนใหญ่เมื่อมาถึงห้องยา จะไม่ค่อยให้ความสำคัญและไม่สนใจเมื่อเภสัชกรโรงพยาบาลซักถามหรือให้ข้อมูลการใช้ยา เพราะคิดว่า ยาก็เหมือนเดิม วิธีใช้ก็เหมือนเดิม ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ใช่และมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาจากการใช้ยาตามมาได้จนถึงอันตรายแก่ชีวิต
เภสัชกรอำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ได้ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบันการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายมีความซับซ้อนมากขึ้น มียาใหม่เพิ่มขึ้นทุกปีเภสัชกรโรงพยาบาลจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ถูกต้องและปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่มักมีหลายโรคร่วมและต้องพบแพทย์หลายท่าน ซึ่งจำเป็นต้องมี การประสานรายการยา รวบรวมข้อมูลรายการยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับจากคลินิกหรือโรงพยาบาลอื่น หรือยาที่ได้รับจากแพทย์ทุกแผนกที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจภายในโรงพยาบาลเดียวกัน รวมถึงยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรที่ผู้ป่วยซื้อใช้เอง เพื่อประเมินว่ามีโอกาสเกิดปัญหาจากการใช้ยาหรือไม่ ทั้งปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อน การเกิดยาตีกัน ทำให้ประสิทธิภาพลดลงหรือเกิดอาการพิษจากยา ซึ่งถ้าผู้ป่วยให้ความร่วมมือ แจ้งรายการยาทั้งหมดที่ใช้อยู่แก่เภสัชกรโรงพยาบาล จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะบางครั้ง ยาที่ใช้อยู่อาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็เป็นได้”

เภสัชกรหญิง วนิชา ปิยะรัตนวัฒน์งานบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยในโรงพยาบาลสมุทรสาคร เล่าถึงตัวอย่างผู้ป่วยที่เกิดปัญหาจากการใช้ยาอย่างรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการเนื้อตาย (gangrene) ซึ่งจากการสืบค้นประวัติเดิมพบว่า ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะและได้รับยาปฏิชีวนะชื่อ Clarithromycin รับประทาน แต่ต่อมาผู้ป่วยมีอาการไมเกรนจึงไปซื้อยารักษาอาการไมเกรนที่มีส่วนผสมของ Ergotamine มารับประทานเพิ่ม ทำให้เกิดปัญหา “ยาตีกัน” โดยยา Clarithromycin ทำให้ระดับ Ergotamine ในเลือดสูงขึ้นมาก ส่งผลให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวอย่างรุนแรง เกิดภาวะเนื้อตายบริเวณปลายมือปลายเท้าเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ถึงกับต้องตัดแขนตัดขา
เภสัชกรโรงพยาบาลยังมีบทบาทในการประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ด้วย โดยอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เป็นเพียง อาการข้างเคียง เช่น ง่วงซึมคลื่นไส้ นอนไม่หลับ เป็นต้น เภสัชกรจะให้คำแนะนำในการป้องกันหรือแก้ไขอาการดังกล่าว แต่หากเป็นการแพ้ยา ซึ่งอาการจะรุนแรงกว่า เช่น เกิดผื่นแพ้ชนิดผิวไหม้ หลอดลมตีบ หายใจไม่ออก เป็นต้น เภสัชกรจะให้ความสำคัญในการประเมินเพื่อระบุว่าแพ้ยานั้นจริง และบอกความรุนแรงของการแพ้ รวมทั้งออกบัตรแพ้ยา ให้คำแนะนำ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การป้องกันการแพ้ยาซ้ำที่อาจมีความรุนแรงมากกว่าการแพ้ครั้งแรก โดยต้องคำนึงถึงยาบางชนิดที่มีสูตรโครงสร้างยาคล้ายกันด้วย แม้จะเป็นยารักษาโรคที่แตกต่างกัน เช่น หากมีประวัติแพ้ยาปฏิชีวนะกลุ่มซัลฟา อาจต้องระวังการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางชนิด หรือยาบรรเทาอาการปวดที่มีซัลฟาเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น

เภสัชกร ทศพล เลิศวัฒนชัย งานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เล่าถึงประสบการณ์การช่วยป้องกันผู้ป่วยแพ้ยาซ้ำให้ฟังว่า ในคืนที่อยู่เวรดึก มีผู้ป่วยมาที่ห้องฉุกเฉิน ด้วยอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ตอนจ่ายยาสอบถามญาติผู้ป่วยที่มารับยาแทนถึงประวัติการแพ้ยา แต่ญาติไม่ทราบ จึงออกมาสอบถามผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยบอกว่าเคยแพ้ยาแก้อักเสบแต่จำชื่อไม่ได้ เป็นยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลนี้เมื่อ 2-3 เดือนก่อนกินแล้วมีอาการผื่นคัน ตอนอยู่ในห้องฉุกเฉินอ่อนเพลียมากจึงไม่ได้แจ้งแพทย์และพยาบาล ปรากฏว่าเมื่อเปิดดูข้อมูลยาที่ผู้ป่วยเคยได้รับ และนำตัวอย่างแผงยาที่สงสัยกลับไปให้ผู้ป่วยยืนยัน จึงทราบว่ายาที่ผู้ป่วยเคยแพ้ เป็นยากลุ่มเดียวกับที่แพทย์สั่งให้ครั้งนี้ จึงปรึกษาแพทย์และเปลี่ยนยากลุ่มอื่นให้แก่ผู้ป่วย พร้อมทั้งออกบัตรแพ้ยาให้แก่ผู้ป่วยพกติดตัวไป
ดังนั้น เมื่อไปรับบริการครั้งต่อไปที่โรงพยาบาล เวลารับยาก่อนกลับบ้าน อย่ารำคาญที่ต้องฟังคำแนะนำเรื่องการใช้ยาจากเภสัชกรเพียงเพราะจะรีบกลับบ้าน และหากมีข้อสงสัยเรื่องยาไม่ว่าเรื่องการใช้หรือการเก็บยา อย่าลืม สอบถามเภสัชกร เพราะยาทั้งหลายให้ทั้งประโยชน์และอาจก่อให้เกิดโทษได้หากใช้ไม่ถูกต้องเหมาะสม สิ่งที่สำคัญในการเริ่มใช้ยาคือ การอ่านฉลากยาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด ถูกทางหรือถูกวิธี และถูกเวลา
ถ้ามีปัญหาเรื่องการใช้ยาและสมุนไพร สามารถขอรับคำปรึกษาได้จากเภสัชกรโรงพยาบาล หรือ เภสัชกรร้านยาใกล้บ้านได้อย่างมั่นใจ ทั้งนี้เพราะเภสัชกรเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องยาและสมุนไพรได้ผ่านการเรียนและฝึกอบรมมาอย่างถูกต้องและพอเพียงถึง 6 ปีในคณะเภสัชศาสตร์ จากสถาบันที่สภาเภสัชกรรมให้การรับรอง รวมทั้งยังต้องมีคุณสมบัติและผ่านการสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจากสภาเภสัชกรรมอีกด้วย
นอกจากนี้ ทางสภาเภสัชกรรมยังมีการกำหนดให้เภสัชกรเหล่านี้ ต้องพัฒนาและติดตามความรู้ด้านยา สมุนไพรและสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุก ๆ 5 ปีอีกด้วย ทั้งนี้สภาเภสัชกรรมยังได้กำหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยจะมีบทลงโทษนอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายอีกด้วย ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรมนี้ทำให้เภสัชกรต้องรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพมากยิ่งขึ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
เลขาธิการ สภาเภสัชกรรม
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370690

22 ปีเต็ม สำหรับโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ที่ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย ได้จัดขึ้นเพื่อนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเผยแพร่สู่พุทธศาสนิกชน เป็นประจำทุกวันศุกร์เวลาเที่ยง ณ อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม ด้วยธรรมะบรรยายจากพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีชื่อเสียงระดับประเทศ และบุคคลน่ายกย่องที่ประสบความสำเร็จในชีวิตโดยใช้หลักธรรม
ล่าสุดโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ได้จัดกิจกรรมทำบุญใหญ่ในโอกาสครบรอบ 22 ปีนิมนต์พระเถระชื่อดัง 9 รูปจากทั่วประเทศมาร่วมเจริญพุทธมนต์และแสดงธรรม รวมทั้งจัดให้มีการทำบุญสลากภัต การแสดงกลองฉลองชัย จากคณะนักศึกษาสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดยมีผู้บริหารซีพี ออลล์, พนักงาน และพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในพื้นที่สีลม ได้ร่วมทำบุญกว่า 800 คน ตามปณิธานขององค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้กับทุกคน”
พระธรรมรัตนดิลก เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร 1 ใน 9 พระอาจารย์ที่ได้มาบรรยายธรรม พระอาจารย์ได้หยิบยกเรื่องของน้ำพระพุทธมนต์มาเตือนสติ เพราะน้ำมนต์เมื่ออยู่ในภาชนะก็มีความใส สงบนิ่ง เหมือนคนที่มีสติรู้อยู่กับตัวและมีความลุ่มลึกในการดำเนินชีวิตว่า
“น้ำพระพุทธมนต์นั้นได้มีการสวดมนต์ และมีพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีหลักธรรมของพุทธานุสติ คือการกำหนดสติและรู้จักบริหารเวลาให้มีค่าและมีประโยชน์เพื่อส่วนรวม และการกำหนดจิตให้นิ่งได้คือการบริหารจิตได้อย่างมีคุณค่า”
ส่วนพระครูไพศาลพัฒนโกวิท (ครูบาเทือง) เจ้าอาวาสวัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน จังหวัดเชียงใหม่ท่านได้เปรียบเทียบบุญคล้ายความสะอาดและสกปรกของเล็บไว้อย่างง่ายๆ แล้วแต่ว่าใครจะเลือกหนทางใดเพราะท้ายสุดแล้วความสุขที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะส่งผลถึงอนาคต
“สุโขปุญญัสสะอุจจะโย การสั่งสมซึ่งบุญย่อมนำมาซึ่งความสุข ซึ่งเกิดจากการทำบุญ บุญนั้นมาจากคนที่อาจรู้จักรักษาความสะอาดเล็บมือเล็บเท้าบ้านเรือนเครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ นั่นคือผู้มีบุญ ส่วนความสกปรกทุกอย่างเป็นบาป ทั้งเล็บมือเล็บเท้าที่อยู่อาศัยที่เป็นธรรมใกล้ๆ ง่ายๆ ของการแยกระหว่างบุญและบาป การทำบุญจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก บุญจะช่วยล้างกิเลสสิ่งที่น่าสกปรกที่สุดคือสารพัด “ขี้” โดยเฉพาะขี้โกรธ ขี้โลภ ขี้หลง ขี้เหล่านี้ไม่มีประโยชน์ เหม็นไปไกลข้ามประเทศ ข้ามทวีป ขนาดขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้หมูยังรู้จะมีประโยชน์ กับกว่าเหม็นก็หายและเป็นปุ๋ย เป็นประโยชน์ให้พื้นที่ คนเราจึงควรหมั่นสร้างโอกาส สร้างบุญ เชื่อในการทำบุญ เชื่อในการทำความดี บุญคือดอกไม้งาม ดอกไม้มีกลิ่นหอม คนมีบุญเยอะก็มีแต่ความหอม ขจรไปไกล บุญก็ควรทำให้ถูกที่ถูกทิศก็จะถึงที่หมายปลายทาง สร้างความสุขสร้างประโยชน์ เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และส่งผลถึงอนาคต”
เช่นเดียวกับ พระวิเชียรโมลี เจ้าอาวาสวัดหนัง กรุงเทพหานคร ได้กล่าวธรรมอรรถาธิบายความหมาย เรื่องบุญกุศลและบาป รวมถึงสัจธรรมของชีวิตไว้ว่า “คนเราเกิดแล้ว มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งธรรมดาจึงควรกระทำแต่ความดีหมั่นสร้างบุญ สร้างกุศลเพราะเมื่อตายไปก็ไม่สามารถนำทรัพย์สินเงินทองติดตัวไปได้ เมื่อตายไปกรรมสิทธิ์ทั้งหมดก็สิ้นไปเช่นกัน สิ่งที่คว้าติดตัวไปได้ก็มีเพียงแค่จิต จิตที่จะนำไปมีเพียงจิตที่คิดเป็นบุญ เมื่อเป็นมนุษย์ก็ควรที่จะรู้จักไม่เป็นทาสกับตัณหามีความปรารถนาดี แต่ก็ต้องรู้จักที่จะแสวงหาสิ่งนั้นมาได้บนความถูกต้อง”
ด้าน ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ กล่าวว่า “โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 2540 โดยได้นิมนต์พระอาจารย์มาบรรยายธรรมให้
พนักงานบริษัทร่วมฟัง และขยายผลสู่ประชาชน กว่า 22 ปี ที่ผ่านมา โดยได้จัดงาน “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ”ต่อเนื่อง มากว่า 1,200 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะมีผู้ร่วมฟังบรรยาย 300-500 คน จึงเสมือนเป็นจุดศูนย์รวมให้ชุมชนได้ร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาสร้างความสงบสุข เสริมสติ ก่อปัญญา เพื่อให้น้อมนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ผู้สนใจสามารถเข้ารับฟังธรรม โครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ ได้ที่ชั้น 11 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม ทุกวันศุกร์ เวลา 12.00-13.00 น.โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.02-0711869 หรือ www.cpall.co.th

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370706

ณภศศิ สุรวรรณ, พิมพาภรณ์ เสริมพณิชกิจ, อาชิตาศิริภิญญานนท์, สิปโปทัย ฉันทะสิริวัฒน์, เจนจิรา พันธุ์วิเชียร
จีวองชี่ (GIVENCHY) แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา เติมแต่งความสง่างามให้กับหญิงสาวทั่วโลกมาอย่างยาวนานจัดงานเปิดตัวลิปสติกใหม่ล่าสุด Le Rouge Liquide รังสรรค์ลิปสติกเนื้อกำมะหยี่ พร้อมสูตรที่แตกต่างให้ริมฝีปากชุ่มชื้นตลอดวัน มีมาให้เลือกมากถึง 14 เฉดสี โดยภายในงานมีเหล่าเซเลบริตี้ร่วมงานมากมาย อาทิ ดาว-พิมพ์ทองวชิราคม, เมทัล สุขขาว, มายด์-ณภศศิสุรวรรณ, แพตตี้-พิมพาภรณ์ เสริมพณิชกิจ,ซูริ ซูซานน่า เรโนล และ พลอยฝน เณอปัฐน์ กิตติพรวริษฐ์ ที่ Sephora ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ เมื่อวันก่อน


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370688

พล.ต.ต.นรวัฒน์ เจริญรัชต์ภาคย์ ประธานกรรมการอำนวยการ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ที่ 4 จากซ้าย) ต้อนรับ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มาเป็นประธานในงานเสวนา “Youth Can! เยาวชน เราทำได้” โดยนำเยาวชนโสสะพบตัวแทนจากธุรกิจระดับโลก อาทิ ดีเอชแอล, อิเกีย และบอร์กวอร์เนอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่โลกของการทำงาน ซึ่งงานเสวนา “Youth Can! เยาวชน เราทำได้” จัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม 2โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370708

หลังจากเปิดตัว Le Rouge Matte ลิปสติกเนื้อแมทติดทนนานไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา GIVENCHY กลับมาอีกครั้งกับลิปสติก Le Rouge Liquide เผยโฉมใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ THIS IS NOT WHATYOU THINK เล่าเรื่องราวอันน่าค้นหาของลิปสติกที่เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์แต่งแต้มสีสันบนริมฝีปาก หากแต่สร้างความตื่นตาตื่นใจไปกับสูตรลิปสติกใหม่ที่ทางแบรนด์คิดค้นขึ้นเป็นผลงานชิ้นโบแดง พร้อมแอพพลิเคเตอร์นวัตกรรมใหม่ ด้วยเทคนิคที่ไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อน
Le Rouge Liquide ครองใจคนทั่วโลกด้วยฟินิชลุคเวลเว็ทกึ่งแมท โดดเด่นด้วยเนื้อครีมบางเบา หากแต่ให้สีสันที่เด่นชัดติดทนนานแม้ทาเพียงครั้งเดียว เพิ่มความชุ่มชื้นยาวนานด้วยส่วนผสมจากน้ำมันเกทูลีนและกรดไฮยาลูรอน พร้อมปกปิดความไม่สมบูรณ์แบบบนริมฝีปากเผยลุคปราดเปรียวมั่นใจด้วยริมฝีปากอวบอิ่มสะกดทุกสายตา มาพร้อมแอพพลิเคเตอร์หัวนุ่มถนอมริมฝีปาก แท่งสีเงินคลาสสิกใช้ง่ายเพียงบิดเบาๆ จะได้เนื้อลิปสติกพร้อมใช้งาน ปิดแท่งลิปสติกด้วยปลอกหุ้มหนังสีดำขลับอันหรูหราตามแบบฉบับ GIVENCHY สะดวกต่อการพกพา มีให้เลือกถึง 14 เฉดสีใหม่ล่าสุดตั้งแต่สีนู้ดตามสไตล์สาวหวานไปจนถึงสีแดงเข้มสำหรับเวิร์กกิ้งวูแมนที่แฝงไปด้วยความเซ็กซี่ ได้แก่ สีนู้ดน้ำตาล,สีนู้ดโทนสว่าง, สีนู้ดอมชมพู, สีนู้ดอมม่วง, สีชมพูอมส้ม, สีชมพูเข้ม, สีแดงอมม่วง,สีส้มคลาสสิก, สีส้มเข้ม, สีแดงหม่น,สีแดงสด, สีแดงเบอร์กันดี, สีม่วงเข้มสีแดงเบอร์กันดีเข้ม
การจัดงานครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเปิดตัว Le Rouge Liquide ที่จะวางขายครั้งแรก ยังเป็นการเฉลิมฉลองให้กับ GIVENCHY ในฐานะแบรนด์ที่ร่วมวางจำหน่ายสินค้ากับ SEPHORA อีกด้วย Le Rouge Liquide วางขายในราคา 1,650 บาท สามารถจับจองได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ GIVENCHY และ SEPHORA ทุกสาขา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/370689

เพื่อตอบรับนโยบายของภาครัฐที่จะทำให้กรุงเทพมหานครฯ เป็นเมืองท่องเที่ยวขวัญใจคนทั่วโลก และเป็นสวรรค์ของคนรักอาหาร พารากอน ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ จึงได้ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต, พารากอนฟู้ดฮอลล์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดฟู้ดเฟสติวัลสุดยิ่งใหญ่ “อร่อยดีPARAGON G FLOOR” ภายใต้คอนเซ็ปต์“BKK’S MOST AWESOME FOODIEFESTIVAL เฟสติวัลที่สายกิน ตัวจริงต้องปักหมุด” และในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก อภิชาติ จีระพันธุ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมเชิญชวนชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติร่วมเปิดประสบการณ์กับแลนด์มาร์คแห่งความอร่อยระดับโลกแห่งใหม่นี้ นอกจากนี้ยังได้ชวนมาลิ้มลองรสชาติความอร่อยแบบต้นตำรับของร้านซีฟู้ดในตำนานจากสิงคโปร์NO SIGNBOARD SEAFOOD ที่ได้บินตรงมาเปิดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยพร้อมเมนูซิกเนเจอร์ ปูทะเลผัดพริกไทยขาวยอดนิยมตลอดกาล และที่พิเศษ คือ ทางร้านได้สร้างสรรค์ เมนูหนังปลากรอบคลุกไข่เค็มสุดพิเศษ มาเสิร์ฟให้กับนักชิมชาวไทยได้ลิ้มลองโดยเฉพาะแบบที่ไม่เคยมีจำหน่ายที่ไหนมาก่อนแม้แต่ที่ร้านต้นตำรับที่ประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่วันนี้-14 พฤศจิกายนนี้ ที่ชั้น G พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์
ชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ปจำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “GOURMET MARKET และ FOODHALLนับเป็น “WORLD CLASS FOOD DESTINATION” ที่ได้รับการยอมรับจากนักชิมทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าเป็น สวรรค์ของนักกิน เราจึงได้จัดงานนี้ขึ้นโดยเนรมิตชั้น G พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ บนพื้นที่กว่า 15,000 ตร.ม. ให้เป็นมหกรรมอาหารระดับโลกที่รวบรวมที่สุดของอาหารอร่อยจากร้านชั้นนำและทุกเมนูยอดฮิตจากร้านดังทั่วประเทศและทั่วโลกมารวบรวมไว้ในที่เดียว การันตีว่าฟู้ดเลิฟเวอร์จะได้อร่อยที่สุด สนุกยกฟลอร์ ด้วยอาหารอร่อยและความบันเทิงอีกมากมาย
ซึ่งนอกจากร้านซีฟู้ดในตำนานจากสิงคโปร์ NO SIGNBOARD SEAFOODที่จะมาเปิดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกแล้วยังมีร้านดังจากทั่วไทยและทั่วโลกอีกมากมายอาทิ ร้านแพนเค้กเนื้อนุ่มเด้งดึ๋งต้นตำรับจากโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่สร้างปรากฏการณ์ต่อคิวให้กลับมาอีกครั้งอย่าง GRAM CAFE, ผัดไทยที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดตลอดกาล ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี และอีกหนึ่งร้านซีฟู้ดชื่อดังที่ยกขึ้นห้างให้อร่อยเป็นครั้งแรก อบอร่อยซีฟู้ด, เย็นตาโฟเจ้าดังแห่งเสาชิงช้า นายอ้วนเย็นตาโฟเสาชิงช้า ร้านคาเฟ่ขนมสุดชิคจากเชียงใหม่ อย่าง CHEEVIT CHEEVA CAFÉ ชีวิตชีวาคาเฟ่ ร้านขนมที่ฮอตที่สุดในตอนนี้ มาเปิด POP-UP STORE ในห้างเป็นครั้งแรก และ BROWN CAFÉบราวน์คาเฟ่ กับเมนูชานมไข่มุกที่โดดเด่นด้วยไข่มุกสูตรพิเศษของทางร้าน
ร่วมสัมผัสความอร่อยระดับโลกกับฟู้ดเฟสติวัลที่ใหญ่ที่สุดแห่งปีตั้งแต่วันนี้-14 พฤศจิกายน 2561 ที่ชั้น G พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์


