‘ดร.คฑา ชินบัญชร’ พยากรณ์ดวงปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407195?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

‘ดร.คฑา ชินบัญชร’ พยากรณ์ดวงปี 2563

31 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
ดรคฑา ชินบัญชร,พยากรณ์ดวงปี 2563,คมชัดลึก พยากรณ์ปี 2563
เปิดอ่าน 2,338 ครั้ง

“ดร.คฑา ชินบัญชร” พยากรณ์ดวงปี 2563 ส่งมอบความปรารถนาดี ต้อนรับปีใหม่

เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เตรียมตัวเข้าสู่ปีใหม่อย่างสดใส วันนี้ ดร.คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์ไพ่ยิบซี มีคำพยากรณ์มาฝากเป็นอย่างเช่นเคยเพื่อมอบเป็นความปรารถนาดีต้อนรับปีใหม่

…สำหรับปีใหม่นี้เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ซึ่งปี 2563 นี้ ถือเป็นปีพิเศษ ตรุษจีนมาเร็ว และมีเดือน 4 จีน 2หน จัดเป็นปีแกจื้อ ปีชวดธาตุทอง 60 ปี มีหนึ่งครั้ง ก้านฟ้าของปีจัดเป็นธาตุทอง ไท้ส่วยเอี๊ย เทพเจ้าประจำปี มีพระนามว่าโหล่วปี้โหล่วเถียว สำหรับผู้ที่จะตั้งโต๊ะไหว้ ไฉ่ซิ๊งเอี้ย ให้ตั้งโต๊ะบูชาหันหาทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่ไฉ่ซิ้งเอี้ยเสด็จผ่าน

โดยเริ่มไหว้ในยามแรกของปี คือ 23.00-01.00 น. เป็นยามชวด ถือว่าดีที่สุดสำหรับทุกปีนักษัตร ยกเว้นคนปีมะเมีย อาจเลี่ยงไปไหว้หรือขอพร ช่วง 03.00 น. เป็นต้นไป ครับผม จัดของบูชา ประกอบด้วย ป้ายชื่อหรือองค์ไฉ่ซิ๊งเอี้ย เทียนแดง 1 คู่ น้ำเปล่า น้ำชา 5 ที่ อี๊แดง หรือสาคูแดง เจฉ่าย 5 ชนิดฟองเต้าหู้, วุ้นเส้น, เห็ดหูหนูดำ หรือเห็ดหอม, เห็ดหูหนูขาว และดอกไม้จีน บางท่าน มีผลไม้ และเพ้า ชุดกระดาษ และกระดาษเงินกระดาษทอง และของตามกำลังศรัทธา ถึงฤกษ์แล้วจุดธูปเทียน สวด “โอมชัมภาลา จาเลนไน เยโซฮา” 9 จบ ขออัญเชิญ เทพเจ้าโชคลาภเสด็จประทับที่บ้าน ขอประทานพรให้สมาชิกในครอบครัว รุ่งเรือง ราบรื่น รวย ร่มเย็น ตลอดปี  และสำหรับปี 2563 นี้มีดาวเก้ายุค และดาวเหินที่ส่องชะตาของแต่ละปีนักษัตร มีการเปลี่ยนแปลง จากการโคจรของดวงดาวที่ส่องชะตาแต่ละปีนักษัตร

ผู้ทีเกิดปีชวด 
ในงานประจำ และราชการ มีผู้ใหญ่ส่งเสริม จากดาวขุนพล (เจี้ยงแช) เดือนดีคือเมษายน พฤษภาคม สิงหาคม เดือนที่ต้องระวังสุขภาพ คดีความเป็นพิเศษคือเดือนมีนาคม เดือนมิถุนายน และเดือนกันยายน ยังต้องระวังมีดบาด ของมีคม มีโอกาสควรฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี้ย ที่วัดมังกรกมลาวาส วัดโพธิ์แมน หรือวัดที่มีองค์ไท้ส่วยประทับอยู่ และขอพรเทพกวนอู เพื่อรับพลังบวกจากดาวขุนพล ที่ศาลเจ้ากวนอู และบริจาคโลงศพ เติมน้ำมันตะเกียง ควรจัดวางของมงคล คือรูปปั้นวัว หรือก้อนทอง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโต๊ะ หรือห้องทำงาน ปีนี้สีน้ำเงิน ม่วง เขียว เป็นสีมงคล และเลข 18, 24, 56 นำโชคดีมาให้

ผู้ที่เกิดปีฉลู
มีดาวเทียนอิดกุ้ยนั้ง, ดาวส่วยฮะดาว, ไท้เอี้ยง เป็นดาวมงคล ส่องชะตาผู้ชายเด่นกว่าผู้หญิง วิศวกร เครื่องจักร ขนส่ง พลังงาน ก้าวหน้า เดือนพฤษภาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม เป็นเดือนเด่นมีช่องงานงานธุรกิจใหม่ ส่วนดาวร้ายที่ส่องชะตาคือดาวฮ่วยขี่, ดาวอิมซัวะ, ดาวมิ้งอัว ส่งผลให้เป็นไข้ไม่สบาย ระวังโรคภัยเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิง เดือนเมษายน กรกฎาคม ตุลาคมต้องระวังสุขภาพ และบริวารเป็นพิเศษ มีโอกาสขอพรเทพไท้เอี้ยง (พระอาทิตย์) วิหารไท้เอี้ยง วัดเล่งเน่ยยี่ และไหว้เจ้าพ่อกวนอู การเดินทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นมงคล และควรจัดวางกิเลน 1 คู่ หันหาทิศตะวันตก สวมใส่สีฟ้า, ครีม, เหลือง เป็นมงคล เลข 26, 15, 46 เป็นเลขมงคล

ผู้เกิดปีขาล
มีดาวเอี๊ยะเบ้ (ม้าปีกทอง) ดาวเทียนโต้ว (เทพโภคา) เป็นดาวมงคล ส่งผลให้เป็นปีที่ได้เดินทางและรับประทานอาหารอร่อยๆ บ่อยมาก การทำงานขนส่ง เดินทาง การท่องเที่ยวโดดเด่น เดือนมิถุนายน ตุลาคม พฤศจิกายน มีโชคดี ส่วนดาวร้ายคือดาวซั่งมึ้ง, ดาวตี่ซั่ง, ดาวโกวซิ้ง ส่งผลให้เดือนพฤษภาคม สิงหาคม ต้องระวังปัญหาครอบครัว สมาชิกในบ้าน การออกจากบ้านโยกย้ายที่อยู่ เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต ควรไหว้ทีกงหรือเทพสวรรค์ เป็นเสาสูงตั้งอยู่ในศาลเจ้า และไหว้แป๊ะกงหรือเจ้าที่ที่มูลนิธิเทียนฟ้า และไต้ฮงกง การจัดวางรูปปั้นหมู หันหน้าทิศตะวันออกเฉียงใต้และสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง, เขียว, น้ำตาล เป็นมงคล เลขนำโชคคือ 29, 45, 88 การเดินทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นทิศมงคล

ผู้ที่เกิดปีเถาะ
มีดาวไท่อิม (พระจันทร์), ดาวอั้งล้วง (นกสีแดง) เป็นดาวมงคลส่องชะตา ผู้หญิงมีชะตาที่โดดเด่นกว่าผู้ชาย และมีโอกาสในงานมาก ที่โสดมีโอกาสเจอคู่ งานบริการ บันเทิง ของสวยงามก้าวหน้า รุ่งเรือง เดือนกรกฎาคม ตุลาคม พฤศจิกายน เป็นเดือนที่ชะตาฟ้าเปิดมีโอกาสดีดีในชีวิต ส่วนดาวร้ายคือดาวเกาซิ่ง, ดาวกวงเซาะ, ดาวซาเฮ่ง ต้องระวังสุขภาพ การเจ็บป่วยกะทันหัน และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะเดือนมีนาคม เมษายน มิถุนายน และกันยายน ปีนี้มีดาวร้ายมากและเป็นหนึ่งในปีชงร่วม (ปีเฮ่ง) ควรฝากดวงชะตาที่วัดมังกรฯ หรือวัดที่มีองค์ไท้ส่วยประทับอยู่ และขอพรไท่อิม (จันทราเทพ) จัดตั้งไฉ่ซิ่งเอี๊ยะ หันหน้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ และสวมใส่สีเทา, ม่วง, น้ำเงิน เป็นมงคล เลขนำโชค คือ 24, 26, 92 เดินทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีโชค

ผู้ที่เกิดปีมะโรง
มีดาวมงคล 3 ดวงเด่นส่องชะตา ดาวก๊กอิ่น (ตราตั้ง) ดาวซาไท้ (ก้าว 3 ขั้น) ดาวฮั้วก่าย (แสงสว่าง) ส่งผลให้เดือนสิงหาคม กันยายน ธันวาคม เป็นเดือนที่ได้รับมอบหมายงานใหม่ มีโอกาสแสดงฝีมือ มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปัญหาจะแก้ไขได้ด้วยไหวพริบปัญญาของตนเอง ปีนี้ดาวร้ายที่ส่อง ชะตา คือ ดาวกัวฮู้, ดาวโหงวกุ้ย, ดาวเพ้าซิ๊ง ส่งผลกระทบสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว และต้องระวังอันธพาล หรือคนกลั่นแกล้ง มีโอกาสไหว้ปุ่นเถ้ากง และ แชเล้งเอี้ย หรือเทพเจ้ามังกรเขียว วัดทิพยวารี เพื่อความเป็นสิริมงคล และจัดวางรูปปั้นไก่ หันหาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่โต๊ะทำงาน หรือที่อยู่อาศัย สีแดง, เหลือง, ฟ้า และเลข 58, 59, 52 เป็นมงคล

ผู้ที่เกิดปีมะเส็ง
ปีนี้พ้นปะทะชน พ้นปีชงมีดาวมงคล 1 ดวง ดาวง้วยเต๊ก ดาวคุณธรรม ส่งผลดีในเรื่องงาน ธุรกิจ แต่ยังมีดาวร้าย คือ ดาวร้าย ดาวซี้ฮี้, ดาวเซี่ยวฮ่อ, ดาวเทียนซัว ส่งผลให้มีการสูญเสียทรัพย์สิน และปัญหาระบบทางเดินหายใจ หลอดลม เดือนที่เด่นเรื่องงานและการลงทุนคือเดือนพฤษภาคม สิงหาคม กันยายน เดือนที่ต้องระวังพิเศษคือเดือนกุมภาพันธ์ พฤศจิกายควรสักการะเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า เสริมความสัมพันธ์ ไหว้เทพอุ้มสม หรือเซียนฮั๊วฮะ วัดทิพยวารี บ้านหม้อ จัดวางของมงคล ปีนี้คือคางคกคาบเหรียญ หันหาทิศตะวันออกเฉียงใต้ สีมงคลคือ แดง, ทอง, ครีม, ม่วง มีเลข 69, 78, 39 เป็นเลขมงคล เดินทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตก มีโชค

ผู้ที่เกิดปีมะเมีย 
ปีนี้ปะทะชน ถือเป็นปีชง โดยเฉพาะรอบอายุ 66 ปี หลีกเลี่ยงการตอกเสาเข็ม เปิดหน้าดินในทิศเหนือและทิศใต้ของที่ดิน ต้องใช้ดาวมงคลของปีขาลและปีจอ คือดาวแบ๊เอี้ย หมายความถึงเคลื่อนไหวหรือเดินทางก่อเกิดทรัพย์ แต่มีดาวร้ายสำคัญ คือ ดาวส่วยพั่ว, ดาวไต้ฮ่อ ดาวลั้งกัว คือการสูญเสียใหญ่และต้องระวังอุบัติเหตุ รวมถึงคนคิดกลั่นแกล้ง ควรฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี้ยที่วัดมังกรฯ และทำบุญซื้อโลงศพ จัดตั้งปี่เซี้ยะ หันหาทิศตะวันตกเฉียงใต้ การเดินทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเครื่องแต่งกายสีทอง, เหลือง, เขียวอ่อน เป็นมงคล เลข 26, 45, 36 เป็นเลขนำโชค

ผู้ที่เกิดปีมะแม 
ปีนี้แม้จะเป็นปีคู่ศัตรูแต่มีดาวมงคล 3 ดวง โดดเด่นมากๆ คือดาวจี่มุ้ยแชกุน, ดาวเล๊งเต๊ก, ดาวเง็กตึ้ง ส่งผลให้มีผู้ใหญ่ส่งเสริม บริวารสนับสนุน มีโอกาสได้บ้าน ที่อยู่อาศัย ลงทุนธุรกิจที่ดิน อสังหาฯ ธุรกิจขนส่ง โดดเด่น รุ่งเรือง ดาวร้าย เรียงหน้ากระดานมา 4 ดวง ดาวส่วยซัวะ, ดาวลักไห่, ดาวเทียนแอะ, ดาวเป่าป่าย ต้องระมัดระวังสุขภาพ ซ่อมรถซ่อมบ้าน และของหายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเดือน เมษายน ตุลาคม และกรกฎาคม ควรฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี้ย และขอพรจี้มุ้ยแชกุน (ป้ายอักษรจารึกพระนาม หน้าพระประธาน) วัดเล่งเน่ยยี่ ไหว้ไช่ซิ่งเอี๊ยะ ขอพรเรื่องการเงิน จัดวางม้ามีอาน 1 ตัว หันหน้าหาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สีมงคลที่ควรตกแต่งร่างกายคือ น้ำเงิน ฟ้า ทอง ครีม น้ำตาล มีเลข 15, 25, 45 เป็นเลขนำโชค

ผู้ที่เกิดปีวอก 
ปีนี้มีดาวมงคล 1ดวงส่องชะตา ดาวมงคล คือดาวลกฮึง แต่มีพลังมากพิเศษ และเป็นสามสมพงษ์ (ซำฮะ) กับปีชวด และมะโรง มีคนอุปถัมภ์ และเกื้อกูล จะได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ๆ มีโอกาสแสดงความสามารถ มีช่องทางธุรกิจ งานดารา นักแสดง ค้าขายอุปโภคบริโภค ธุรกิจเครือข่าย ก้าวหน้ารุ่งเรือง เดือนเมษายน พฤษภาคม และธันวาคม ชะตาโดดเด่นเป็นพิเศษ ดาวร้าย 4 ดวง ดาวแป๊ะโฮ่ว, ดาวป่วยจี้, ดาวปวยเนี้ยม, ดาวไต้ซัว ต้องระมัดระวังอารมณ์และระวังเจ็บป่วยไม่สบายจากสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์เลี้ยงอาจเจ็บป่วยไม่สบายจากคนปีวอก เดือนกุมภาพันธ์ สิงหาคม พฤศจิกายน ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรหาโอกาสไหว้เจ้าพ่อเสือ ที่เสาชิงช้า ตั่วเหลาเอี้ย เฮี่ยงเทียนเซี่ยงตี่ และไหว้เทพวานร (เห้งเจีย) ที่ศาลเจ้าเห้งเจีย ไต่เสี่ยฮุกโจ้ว และจัดวางรูปปั้นมังกร หันหาทิศตะวันตกเฉียงใต้ สีมงคลคือ ฟ้า เขียวอ่อน ทอง น้ำเงิน มีเลข 28, 92, 62 เป็นเลขนำโชค

ผู้ที่เกิดปีระกา
ปีนี้ถือะป็นปีผั่ว แต่มีดาวมงคลพลังแรงกล้าถึง 3 ดวง คือดาวดาวเทียนเต๊ก, ดาวฮกแช, ดาวเทียนฮี้ โชควาสนา และฟ้ายินดี เด่นเรื่องหน้าที่การงาน โชคลาภเป็นพิเศษ ธุรกิจบันเทิง ขนส่ง งานต่างประเทศเด่น เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน มีโชคดี และมีโอกาสดีในงาน เดือนมกราคม และเดือนพฤษภาคม มีโอกาสดีเรื่องความรัก แต่ต้องศึกษาดูใจกันไปก่อน เพราะเรื่องหัวใจ ความสัมพันธ์ และเรื่องเอกสารสัญญาต้องระวังเป็นพิเศษ จากดาวร้าย 3 ดวง ที่ส่องชะตา คือดาวฮำตี้, ดาวท้อฮวย, ดาวก้วงจิ, ดาวพีมั้ว ต้องระวังคำพูด การกระทำก่อให้เกิดความเข้าผิด และให้รอบคอบเรื่องเอกสารสัญญา ควรหาโอกาสฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี้ย ที่วัดมังกรฯ และไหว้พระประธานสามองค์ (ซำปอฮุดโจ๊ว) จัดวางของฮก ลก ซิ่ว หันหาทิศตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางทิศตะวะนออกเฉียงใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทิศมงคล สีมงคลคือ สีน้ำเงิน ฟ้า เหลือง ม่วง เลขนำโชค คือ 52, 57, 59

ผู้ที่เกิดปีจอ
แม้ไม่ปะทะชน แต่มีดาวมงคลดวงเดียว ถือเป็นดาวมงคลรอง ที่ส่งผลดีเรื่องการแก้ปัญหา ไหวพริบปฏิภาณ คือดาวเทียนโก้ย (ฟ้าคลี่คลาย) ทำให้ปัญหาต่างๆจะคลี่คลายไปในที่สุด ทั้งจากการแก้ปัญหา และจากสถานการณ์ต่างๆ ช่วยส่งเสริม โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม มิถุนายน และกรกฎาคม ธุรกิจงาน นักคิด นักเขียน โปรแกรมเมอร์ ดีไซเนอร์ นักออกแบบ เด่นเป็นพิเศษ แต่ดาวเทียนเก้า, ดาวเตี่ยวแชะ, ดาวฟู้ติ้ม, ดาวกัวซัวะ ในเดือนเมษายน ตุลาคม ต้องระวังความสัมพันธ์กับผู้คน และระวังสัตว์เลี้ยงทำร้าย หรือไม่สบาย มีโอกาสไหว้ ขอพรเจ้าพ่อเสือและตั่วเหล่าเอี้ย และขอพรองค์หม่าโจ้ว ที่ล้ง 1919 คลองสาน ให้ธุรกิจ ชีวิตราบรื่น ของมงคลที่ควรจัดหาไว้ในบ้านและโต๊ะทำงาน คือ ปลาหลีฮื้อ หรือปลาคาร์พ กระโดดเหนือคลื่น จัดวางหันหน้าหาทิศตะวันตกเฉียงใต้ การสวมเครื่องแต่งกายสีทอง ขาว ครีม เทา และเดินทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ เป็นมงคล เลข 68, 89, 38 เป็นมงคล

ผู้ที่เกิดปีกุน
มีดาวบุ้นเชียง (การศึกษา) และดาวอั้งล้วง (นกวิเศษสีแดง) ส่องชีวิต ส่งผลดีเรื่องการเรียน การแข่งขัน การหาวิชาความรู้ใหม่ๆ มีช่องทางงานธุรกิจใหม่ เป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นและมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย มีความก้าวหน้า และโดดเด่นเรื่องความรัก เสน่ห์แรงเป็นพิเศษตั้งแต่ต้นปี เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ได้รับผิดชอบงาน เจอผู้คนใหม่ๆ เดือนกรกฎาคม ธันวาคม มีผู้ใหญ่ส่งเสริม ควรหาโอกาสเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ ดาวร้าย 3 ดวง คือดาวแป่ฮี้, ดาวบ่วงซิ้ง, ดาวเม็กอ้วก ต้องระวังเจ็บป่วย ทางเดินอาหาร ผิวหนัง สายตา และความสัมพันธ์ ในเดือนพฤษภาคม สิงหาคม เป็นพิเศษ การไหว้เจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า เจ้าแม่หม่าโจ้ว ล้ง1919 และองค์ฮั่วท้อเซี่ยนซือ บริจาคเงินห้องยา และขอพรดาวบุ๋น บุ้นเชียงตี่กุน เป็นมงคลอย่างยิ่ง การจัดวางกวาง 1 คู่ หันหน้าหาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และสวมเครื่องแต่งกาย สีฟ้า เทา ทอง น้ำตาล เป็นมงคล เลข 26, 46, 56 เป็นเลขนำโชค

ครูโอ๊ะ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ครูโอ๊ะ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์

31 ธันวาคม 2562 – 17:09 น.
ครูโอ๊ะ,กลุ่มชาติพันธุ์,การจัดการศึกษา,แม่ฮ่อนสอน
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

ครูโอ๊ะ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” รมช.ศึกษาฯ ลุยตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคอยาว พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ที่ แม่ฮ่องสอน

กลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นประเด็นในสังคมอีกครั้ง เมื่อสมาชิกพรรคอนาคตใหม่หยิบยกเรื่องนี้มาขับเคลื่อน เปิดทางต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ในทุกมิติแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล งานนี้ฝากฝั่งรัฐบาล เรียงหน้าออกมาตอบโต้ทันที

อ่านข่าว : ‘ช่อ’พรรณิการ์ ลั่นผลักดันการให้สัญชาติกลุ่มชาติพันธ์ุ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน.

ได้ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคอยาว ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านห้วยปูแกง สังกัดกศน.อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมนำของขวัญปีใหม่ไปมอบให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ด้วยตนเอง

ครูโอ๊ะ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์

หลักสูตรสังคม อินเทรนด์ บูรณาการข้ามศาสตร์ เรียนรู้นวัตกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

หลักสูตรสังคม อินเทรนด์ บูรณาการข้ามศาสตร์ เรียนรู้นวัตกรรม

31 ธันวาคม 2562 – 11:30 น.
หลักสูตร,การศึกษา
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

หลักสูตรสังคม อินเทรนด์ บูรณาการข้ามศาสตร์ เรียนรู้นวัตกรรม โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

การศึกษาไทยในตลอดระยะเวลาหลายสิบปี เห็นได้ชัดเจนว่ามุ่งพัฒนากำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงานสายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นหลัก เพราะด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศเข้มแข็งและแข่งขันกับนานาประเทศได้ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยไทย ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการผลิตกำลังสายต่างๆ ของประเทศได้มีการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

ทว่าต่อให้มีหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อเกิดตามการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีมากขนาดไหน หลักสูตรด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์ อักษรศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ หลักสูตรเหล่านี้ยังคงเปิดการเรียนการสอน แถมยังมีเด็กให้ความสนใจเข้าศึกษาต่อจำนวนมาก

ผศ.ชัยชาญ ถาวรเวช

ผศ.ชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) กล่าวว่า การเรียนการสอนในอดีตจะเป็นไปตามเอกวิชาของตนเอง เช่น หลักสูตรประณีตศิลป์ จิตรกรรม ศิลปกรรมภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มัณฑนศิลป์ โบราณคดี อักษรศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ รวมถึงคณะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยความหลากหลาย ม.ศิลปากรได้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นบูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างหลักสูตรด้านศิลป์ สังคม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีความเป็นดิจิทัลอาร์ต เรียนทั้งด้านศิลปะ เทคโนโลยี การออกแบบ และวิทยาศาสตร์ร่วมด้วย จนเป็นอัตลักษณ์ของ ม.ศิลปากร

ปัจจุบันยุคดิสรัปชั่น มีการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี การใช้ชีวิตของผู้คน ขณะเดียวกันเด็กก็เกิดน้อยลง โครงสร้างสังคม เมืองเปลี่ยนไป อธิการบดีมศก. กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยได้พยายามปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน โดยมีการวิเคราะห์ว่าอนาคตสังคมต้องการคนแบบไหน โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 คนที่อยู่รอด ต้องสามารถคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็นทีม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และใช้เทคโนโลยีเป็น


ดังนั้น บัณฑิตทุกคณะของมหาวิทยาลัยต้องคิดเป็น และทำงานได้ตั้งแต่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย การเรียนการสอนข้ามศาสตร์ ทำให้นักศึกษาจบออกไปสามารถทำงานได้ทันที เพราะฝึกให้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ เช่น เด็กจบปริญญาตรีสถาปัตยกรรมศาสตร์ก็สามารถมาเรียนเพิ่มเติมในรายวิชาที่ตนเองต้องการ อย่าง สาขาด้านการท่องเที่ยว เพื่อจัดการท่องเที่ยวด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้ เป็นต้น

“มหาวิทยาลัยไม่เคยประสบปัญหาเรื่องไม่มีเด็กมาเรียนหลักสูตรด้านศิลป์ สังคม มนุษยศาสตร์ อักษรศาสตร์ เพราะเด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนศิลปะ เขามีเป้าหมายชัดเจน มีอาชีพที่ตนเองต้องการทำ อีกทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนนอกจากสอนแบบบูรณาการข้ามศาสตร์แล้ว เด็กสายสังคมต้องมีทักษะด้านดิจิทัล ใช้เทคโนโลยี และมีทักษะภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน หรือภาษาที่เขาต้องนำไปใช้ประกอบอาชีพ ซึ่งเด็กรู้ว่าผลงานของเขาสามารถขายระดับนาชาติได้ และนักศึกษารู้จักการปรับตัวเขากับสถานการณ์ร่วมด้วย ให้ปรับตัวกับสถานการณ์ ฉะนั้น หลักสูตรเหล่านี้มีการพัฒนา และเด็กไม่ได้เรียนเพียงศาสตร์เดียว เขาสามารถทำงานได้หลากหลาย” ผศ.ชัยชาญกล่าว

“ม.ศิลปากร” มีแผนในการจัดทำรายวิชาหลากหลาย เพื่อให้นักศึกษาได้เลือกเรียนตามความต้องการของตนเอง โดยอนาคตจะมีทั้งหลักสูตรเฉพาะเอกหรือศาสตร์เดิมเพียวๆ และมีหลักสูตรที่นักศึกษาสามารถเลือกรายวิชา เลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองต้องการ เป็นธนาคารหน่วยกิตให้นักศึกษาได้สะสม ซึ่งเหมาะกับลักษณะของคนรุ่นใหม่ต้องเรียนหลายศาสตร์ร่วมกัน หลักสูตรต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ขณะที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนสายสังคมที่มีนิสิตเข้าเรียนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หลักสูตรภูมิศาสตร์ หลักสูตรประวัติศาสตร์ เป็นต้น

รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุ

 รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี มศว กล่าวว่าคณะด้านสังคมของมหาวิทยาลัยเป็นคณะที่มีความเก่าแก่ และมีหลายคณะ ซึ่งการเรียนการสอนจะเป็นการเรียนทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ เพราะบริบทการเป็นคณะด้านสังคมต้องรองรับสังคม มหาวิทยาลัยมุ่งพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาตามหลักของมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม ที่ผ่านมาถึงจะมีเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี แต่มหาวิทยาลัยไม่เคยมีปัญหาเรื่องไม่มีเด็กมาเรียนคณะด้านสังคม หรือมีปัญหาจากเด็กเกิดน้อยลง ทุกคณะยังคงได้รับความสนใจจากผู้เรียนตลอดหลายสิบปี

“มหาวิทยาลัยตั้งมา 70 ปี มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาประเทศ ดังนั้น หลักสูตรสายสังคม ได้มีการปรับตัวก่อนที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนอย่างเช่นตอนนี้ โดยทุกหลักสูตรมีการนำเรื่องดิจิทัลเข้ามามากขึ้น และร่วมกับภาคเอกชนในการจัดทำหลักสูตร เช่น กำหนดให้นิสิตเรียน 30 หน่วยกิต เรียนผสมผสานระหว่างศิลป์และวิทย์ มีการสอนความเป็นผู้ประกอบการ มีการเพิ่มทักษะการใช้ดิจิทัล และทักษะภาษา เป็นต้น

นอกจากนั้น มีการเปิดหลักสูตรใหม่ๆ ตรงกับความต้องการของผู้เรียน อาทิ คณะนวัตกรรมการสื่อสารสังคม นำเรื่องดิจิทัล นิเทศศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ มารวมกัน หรือวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เรียนการเป็นผู้ประกอบการการทำจิวเวลรี่ ฯลฯ

“คนมักคิดว่าเด็กเรียนด้านสายสังคม ไม่ต้องเรียนรู้นวัตกรรม ไม่ต้องเรียนปัญญาประดิษฐ์(AI) ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะเด็กในยุคนี้และการใช้ชีวิตของเขาในอนาคต โดยเฉพาะการทำงานล้วนต้องอยู่กับ AI อยู่กับนวัตกรรมดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงสอนให้นิสิตสายสังคมได้เรียนรู้นวัตกรรม AI การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะภาษาอังกฤษ คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ นิสิตเรียนสายสังคม จบออกไปไม่ตกงานอย่างแน่นอน เพราะเขามีทักษะศตวรรษที่ 21 และสามารถทำงานได้หลากหลาย” อธิการบดี มศว กล่าว

แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ กระทบคุณภาพน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ กระทบคุณภาพน้ำ

31 ธันวาคม 2562 – 16:55 น.
สทนช,แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ,กระทบคุณภาพน้ำ
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

นายกฯ ห่วงปัญหาภัยแล้ง กำชับ จนท.ช่วยเหลือปชช.เต็มที่ หลัง สทนช.รายงาน แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลคุณภาพน้ำ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้รับรายงานจากศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.)

สำหรับสถานการณ์แม่น้ำสายหลัก จากการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า แม่น้ำสายหลัก ภาคเหนือ ระดับน้ำน้อย / ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ระดับน้ำน้อยถึงปานกลาง / ภาคตะวันออก และภาคกลาง ส่วนใหญ่ระดับน้ำปานกลางถึงน้ำมาก เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งต่ำบริเวณปากแม่น้ำในช่วงน้ำทะเลหนุน

แม่น้ำโขง ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ต่ำกว่าระดับน้ำต่ำสุดในปี 2535 และต่ำกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ระดับน้ำแม่น้ำโขง จ.เชียงราย และ จ.เลย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงในอีก 2-3 วัน จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และ จ.อุบลราชธานี แนวโน้มลดลง

ส่วนคุณภาพน้ำ ค่าความเค็มด้านอุปโภค บริโภค แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า อ.เมือง จ.นนทบุรี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สถานีสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง / ด้านการเกษตร แม่น้ำแม่กลอง และเพชรบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บางปะกง อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง / ขณะที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำ พบว่า แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงแขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพฯ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนแม่น้ำอื่นๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ห้ามพลาด ยังมีเวลา กรมประมงเปิดอควาเรี่ยมเข้าชมฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407859?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ห้ามพลาด ยังมีเวลา กรมประมงเปิดอควาเรี่ยมเข้าชมฟรี

31 ธันวาคม 2562 – 15:52 น.
กรมประมง,อควาเรี่ยม,ศูนย์แสดงสัตว์น้ำ,ปีใหม่
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

กรมประมงส่งสุขต้อนรับปีใหม่ 2563 เปิดอควาเรี่ยม 8 แห่ง ทั่วประเทศให้เข้าชม ฟรี ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

31 ธันวาคม 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้ทุกหน่วยงานในสังกัด จัดกิจกรรม “ปีใหม่เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ภายใต้โครงการส่งสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2563

ทั้งนี้มีการเปิดศูนย์ศึกษา ศูนย์เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของทางราชการให้ประชาชนเข้าชมฟรี อีกทั้ง ยังมีการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชน อาทิ จุดแวะพักรถ บริการน้ำดื่ม ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางไปในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ทั้งบนถนนสายหลักและสายรอง

โดยในส่วนของกรมประมง นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้เปิดสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในความดูแลของกรมประมง จำนวน 8 แห่งให้ประชาชนเข้าชมฟรี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก
เลขที่ 2 หมู่ 2 ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง 21160 โทร. 0 3865 3741

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา และหน่วยสาธิตการเลี้ยง
สัตว์น้ำภายในอ่าวคุ้งกระเบน ตั้งอยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาประมงอ่าวคุ้งกระเบน เลขที่ 31 หมู่ 4 ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 22120 โทร.0 3943 3216-8

เปิดเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2562 – 1 มกราคม 2563

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในกรมประมง เลขที่ 50 เกษตรกลางบางเขน
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0 2940 6543

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตำบลหนองบัว
อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี 15140 โทร. 0 3651 0520

สถานแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดภาคอีสาน ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 3
สกลนคร ตำบลเชิงชม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทร. 0 4271 1447

อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ศปจ. เขต 2 นครสวรรค์ ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด
เขต 2 นครสวรรค์ ตำบลเชิงชม อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000 โทร. 0 5627 4501

พิพิธภัณฑ์ปลาบึก ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 1 พะเยา ตำบลเวียง อำเภอเมือง
จังหวัดพะเยา 56000 โทร. 0 54431 1251

“กรมประมงหวังอย่างยิ่งว่าประชาชนจะได้พากันมาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวเพื่อเป็นการส่งความสุขให้กับประชาชนในเทศกาลปีใหม่ 2563 ให้เป็นของขวัญแก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทย ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังในการคืนความสุขให้คนในชาติ ด้วยการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรมที่เป็นการสร้างความสุขกระตุ้นการใช้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 จึงขอเชิญชวนประชาชนไปเที่ยวชมอควาเรี่ยมของกรมประมง ซึ่งนอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความรู้ด้านสัตว์น้ำทั้งน้ำจืดและทะเลอีกมากมาย”  รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

พร้อม 24 ชั่วโมง กรมอุทยานบริการประชาชนทุกด้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407853?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พร้อม 24 ชั่วโมง กรมอุทยานบริการประชาชนทุกด้าน

31 ธันวาคม 2562 – 14:59 น.
กรมอุทยานแห่งชาติ,บริการนักท่องเที่ยว,ปีใหม่,กำลังพล,ปฐมพยาบาล
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

กรมอุทยานร่วมดูแลบริการปชช.ปีใหม่ 24 ชั่วโมง ตั้งจุดบริการประชาชน ตามเส้นทางสัญจร พร้อมทุกด้าน กำลังพล ยานพาหนะ การสื่อสารทุกชนิด อุปกรณ์เตือนภัย

31 ธันวาคม 2562 นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช กล่าวว่า ตามนโยบายของ รัฐบาลที่ต้องการมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ซึ่งนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทส.ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว

ขณะที่นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้สั่งการให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 1-16 และสาขา จัดจุดบริการที่พักระหว่างการเดินทางเพื่อรองรับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ เช่น จุดพักรถ จุดบริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น ห้องน้ำ-สุขา แนะนำเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยว ลานกางเต็นท์ ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 2562 ถึง 1 ม.ค.2563 บนถนนสายหลักและถนนสายรอง เช่น ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ที่อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ได้เข้า ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถขนส่งอุปกรณ์จัดโต๊ะจีนพลิกค่ำว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ด้านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มนน้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่ได้ทำการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เป็นต้น

ขณะที่การจัดกิจกรรมโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” จัดระหว่างวันที่ 31
ธ.ค. 2562 – 1 ม.ค. 2563 ซึ่งพื้นที่ของโครงการป่าในเมืองส่วนใหญ่นั้น จะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง สะดวกต่อการบริการประชาชน ทั้งที่เป็นทางผ่านเดินทางกลับภูมิลำเนา ตลอดจนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เมืองนั้นมาพักผ่อนหย่อนใจ

โดยมีการจัดกิจกรรมนันทนาการในพื้นที่ เช่น จุดชมนิทรรศการพรรณไม้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นทางปั่นจักรยาน จุดถ่ายรูป ชมวิว ดูนก เดินป่า ตลาดประชารัฐ สินค้า OTOP ดนตรีในสวน เป็นต้น ซึ่งหลายพื้นที่ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว และมีประชาชนมาร่วมงานจำนวนมาก เช่น สวนพฤกษศาสตร์ภูฝอยลม 60 พรรษา มหาราชินี

จังหวัดอุดรธานี จัดกิจกรรมดนตรีในสวน จัดตลาดประชารัฐ เพื่อให้ประชาชนมาจับจ่ายซื้อสินค้า,สวนรุกขชาติดงมะอี่  จ.ร้อยเอ็ด จัดจุดถ่ายรูปภายในสวนรุกขชาติให้คำแนะนำในพื้นที่ ,สวนรุกขชาติวังก้านเหลือง จ.ลพบุรี ร่วมกับอพปร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจตราดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณน้ำตกวังก้าน,สวนพฤกษศาสตร์สกุโณทยาน จ.พิษณุโลก

มีรายงานว่า ในวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาใช้ บริการทั้ง พักรถ พักผ่อน รับบริการน้ำดื่ม กาแฟ น้ำสมุนไพร ต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายภาพ ปั่นจักรยาน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน

นอกจากนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือ
นักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติช่วงเทศกาลท่องเที่ยว บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง มีการเตรียมความพร้อมกำลังพล ยานพาหนะ การสื่อสารทุกชนิด อุปกรณ์การเตือนภัย กู้ภัย และปฐมพยาบาล

ส่วนการท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ธ.ค.62) เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ และศึกษาธรรมชาติจำนวนมาก อีกทั้งวันที่ 31 ธันวาคม 62 ถึง 1 มกราคม 63 ยังเปิดให้ประชาชนชาวไทยและยานพาหนะ เข้าท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทั่วประเทศ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้รณรงค์และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวไม่นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งและภาชนะที่ทำด้วยโฟมเข้าไปในอุทยานแห่งชาติร่วมกิจกรรมโครงการ Passport ท่องเที่ยวไทยหัวใจสีเขียว โครงการขยะคืนถิ่น เป็นต้น

เตือนเกษตรกรอย่ากักตุนน้ำกระทบดันน้ำทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนเกษตรกรอย่ากักตุนน้ำกระทบดันน้ำทะเล

31 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,สถานการณ์น้ำ,เจ้าพระยา
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

กรมชลฯวอนเกษตรกร อย่ากักตุนน้ำ ไม่พอดันน้ำทะเล ปรับแผนเพิ่มระบายจากลุ่มน้ำแม่กลอง ช่วยเจ้าพระยา-ท่าจีน ลำเลียงน้ำดันน้ำเค็ม

31 ธันวาคม 2562 กรมชลฯวอนเกษตรกร อย่ากักตุนน้ำ ไม่พอดันน้ำทะเล ปรับแผนเพิ่มระบายจากลุ่มน้ำแม่กลอง ช่วยเจ้าพระยา-ท่าจีน ลำเลียงน้ำดันน้ำเค็มทุ่มสรรพกำลังศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจส่วนหน้า ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทุกพื้นที่

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 62/63 กรมชลประทาน เพื่อติตตามสถานการณ์ภัยแล้งและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในส่วนของสถานการณ์ในปัจจุบัน ปริมาณน้ำที่รับเพิ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ที่ประตูระบายน้ำมโนรมย์

ทั้งนี้ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 27 ธันวาคม ที่ผ่านมาปริมาณน้ำดังกล่าวเดินทางถึงอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี บริเวณที่ตั้งสถานีสูบน้ำการประปาภูมิภาค สาขาลพบุรี เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ของวันนี้ (30 ธ.ค.62) ซึ่งการประปาฯ สามารถสูบน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาจ่ายเข้าระบบให้บริการแก่ประชาชนในเขตจังหวัดลพบุรี ได้ตามปกติตั้งแต่เวลา 08.30 น. ที่ผ่านมา

สำหรับการบริหารและจัดการน้ำ เพื่อควบคุมค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น สถานการณ์น้ำปัจจุบันบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก จากเดิมไม่เกินวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. ปรับเป็น 25.50 ล้าน ลบ.ม. ระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.62 ถึง 5 ม.ค.63 และควบคุมอัตราการไหลของน้ำผ่านที่สถานี C.29A ให้อยู่ระหว่าง 90 -100 ลบ.ม./วินาที ควบคุมการระบายน้ำจากประตูระบายน้ำโพธิ์พระยาประมาณ 5 -10 ลบ.ม./วินาที

ในส่วนของลุ่มน้ำแม่กลอง – ท่าจีน ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองจระเข้สามพัน ออกทาง ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ในอัตรา 35 ลบ.ม./วินาที  และทำการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองท่าสาร–บางปลา ออกทาง ประตูระบายน้ำบางปลา ในอัตรา 35 ลบ.ม./วินาที ส่วนลุ่มน้ำท่าจีน – เจ้าพระยา ทำการผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนลงแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านคลองพระยาบรรลือ ในอัตรา 30 ลบ.ม./วินาที

พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ จำนวน 6 เครื่อง และสถานีสูบน้ำสิงหนาทอีก จำนวน 4 เครื่อง พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ กลางคลองพระยาบรรลือ และติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพน้ำแบบเคลื่อนที่ จำนวน 2 จุด ที่แม่น้ำท่าจีนช่วงระหว่างคลองจินดาและคลองภาษีเจริญ
สำหรับการให้ความช่วยเหลือ กรมชลประทานดำเนินการสูบผันน้ำเพื่อผลักดันความเค็มที่สถานีสูบน้ำดิบสำแล

โดยที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ทำการเดินเครื่องสูบน้ำจำนวน 11 เครื่อง สูบได้ปริมาณน้ำประมาณ 33 ลบ.ม./วินาที ที่ประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 เดินเครื่องสูบน้ำจำนวน 6 เครื่อง สูบได้ปริมาณน้ำประมาณ 18 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งเดินเครื่องผลักดันน้ำบริเวณ แล้วจำนวน 12 เครื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน สั่งการให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรงดการสูบน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ในระหว่างวันจันทร์-วันศุกร์ เพื่อให้น้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค และการผลิตน้ำประปา

หากเกษตรกรบางพื้นที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ให้สามารถสูบในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และสูบน้ำเฉพาะที่จำเป็น เพื่อหล่อเลี้ยงสวน ไม้ผล ไม่ตระหนก กักตุนน้ำ เนื่องจากอาจเกิดการขาดแคลนน้ำได้ ทั้งนี้ขอความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ชลประทาน มั่นใจว่าสามารถผ่านวิกฤติแล้งไปได้

อุทยาน เปิดปฏิบัติการเข้มข้น รุกแจงแก้ปัญหาที่ดินเขตอนุรักษ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407699?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อุทยาน เปิดปฏิบัติการเข้มข้น รุกแจงแก้ปัญหาที่ดินเขตอนุรักษ์

31 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อุทยานแห่งชาติ,แก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

สองอุทยานเดินหน้าแก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ สร้างเสริมความเข้าใจและบูรณาการร่วมกัน  ราษฎร์ในพื้นที่แห่รับฟัง 

31 ธันวาคม 2562 กรมอุทยานแห่งชาติ รุก แก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ สร้างเสริมความเข้าใจและบูรณาการร่วมกัน  ราษฎร์ในพื้นที่ให้ความสนใจต่างแห่รับฟังร่วมกิจกรร

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า เจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานโครงการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ ได้จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ ตามคำสั่งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่13 ที่ 1278/2562 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติขุนน่าน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา,นายธนดล วงศ์มณีทิพย์ กำนันตำบลบ่อเกลือใต้,นายไพโรจน์  จอมหล้า ผู้ใหญ่บ้านบ้านก่อก๋วง หมู่ที่ 11 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน

ซึ่งได้นำเอาประสบการณ์ที่ดำเนินการสำเร็จแล้วในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติขุนน่าน มาช่วยขยายผลให้เกิดประโยชน์กับราษฎรในระยะเวลา 240 วัน ตาม ม. 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562  เพื่อดำเนินการกรอกแบบสำรวจการครอบครองที่ดินของราษฎร (อส.2) ณ ศาลาประชาคมบ้านก่อก๋วง หมู่ที่ 11 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่านตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561

โดยมีราษฎรกรอกแบบสำรวจการครอบครองที่ดิน (อส.2) จำนวน 194 ราย 320 แปลง ทั้งนี้เพื่อมอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนโดยการการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ตามนโยบายของนายวราวุธ  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อุทยานเเห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ชี้แจงราษฎรเเนวทางการเเก้ไขปัญหาที่ดินราษฎรในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ท้องที่บ้านหนองนกเขียน   

นอกจากนี้ อุทยานเเห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ  ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในช่วงเทศกาลปีใหม่ และดำเนินการปฏิบัติงาน ดังนี้ จัดทำป้ายเตือนตามมาตราการเพื่อความปลอดภัยทางถนนสายหลักเส้นทางผ่านและปรับปรุง  ทุ่นห้ามออกนอกเขตที่จัดให้บริการ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเก้า – ภูพานคำ เตรียมความพร้อม ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือและบริการนักท่องเที่ยว  ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และตรวจสอบบัตรนักท่องเที่ยว

รวมทั้งประชาสัมพันธ์ชี้แจงราษฎรเเนวทางการเเก้ไขปัญหาที่ดินราษฎรในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ท้องที่บ้านหนองนกเขียน มีราษฎรบ้านหนองเม็ก บ้านค้อ บ้านท่าศิลา ต.บ้านค้อ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู  เข้าร่วมรับฟัง  โดยมีนายอริชัย วรรณศิริ  หัวหน้าอุทยานเเห่งชาติภูเก้า – ภูพานคำ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัด อช.ภูเก้า – ภูพานคำ เป็นผู้ให้บริการและดำเนินการดังกล่าว

เปิดแผน 20 ปี”สทนช.”บูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผน 20 ปี”สทนช.”บูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก

30 ธันวาคม 2562 – 18:11 น.
สทนช
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

 เปิดแผน”สทนช.”ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปีบูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “แผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ”ล้มเหลว หากย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้งไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จากปรากฎการณ์เอลนีโญ”ทีี่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก่อนมาถึงช่วงพีคสุดในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ขณะเดียวกันน้ำในแม่น้ำโขงยังแห้งขอด เนื่องจากมีการกักเก็บน้ำในเขื่อนตั้งแต่ประเทศจีนลงมาถึงประเทศลาว โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคอีสานจะได้รับผลกระทบหนักสุด

ถึงคราวเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถัดมาเพียงเดือนเดียวก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคเหนือ-อีสานจากผลพวงของพายุโซนร้อน“โพดุล”และ“คาจิกิ”จนสร้างความเสียหายอย่างย่อยยับทั้งชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนเรือกสวนไร่นา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ(กลาง) รองนายกรัฐมนตรี

จากการประเมินของ”มงคล ตันสุวรรณ” เลขาธิการกลุ่มหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึงความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนั้น โดยผลกระทบส่วนใหญ่เกิดที่ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ส่วนภาคอีสานตอนบนได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน รวมพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายทั้งหมดประมาณ 1,000,000 ไร่ ขณะเดียวกันมีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม เช่น ถนนถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าบางแห่งเสาไฟฟ้าโค่นล้ม น้ำท่วมเข้าในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของหลายแห่ง โดยประเมินภาพรวมความเสียหายไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

หลังเหตุการณ์คลี่คลาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ เพื่อติดตามงานปี 2562 และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำในปี 2563 พร้อมย้ำ ต้องไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากอีกต่อไป โดยรัฐบาลทุ่มงบกลางกว่า 19,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินในการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มต้นทุนน้ำ จำนวน 144 โครงการ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายให้ทุกจังหวัดแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

ขณะเดียวกันยังเร่งรัดดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน การขอใช้พื้นที่ป่าสำหรับพัฒนาแหล่งน้ำ 85 โครงการ พร้อมทั้งเห็นชอบโครงการก่อสร้างอุโมงระบายน้ำจากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย และโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2563 ประกอบด้วย 28 หน่วยงาน จำนวน 57,975 โครงการ วงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ที่กระจาย ลงทุกภาคทั่วประเทศ และเห็นชอบกรอบโครงสร้างการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและกองอำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ( War Room ) ที่มี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) รับผิดชอบ

“ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำพระราโชบาย ร.10 ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด มาดำเนินงานโดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( สทนช.) เป็นหลัก เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ร่วมกันบริหารจัดการนำ้เชิงรุก ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งไปพร้อมกัน โดยต้องเก็บสถิติและพยายามบริหารจัดการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นพื้นที่ให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ยังเร่งบริหารจัดการลุ่มน้ำหลัก ควบคู่กับเร่งจัดทำแหล่งเก็บน้ำอุปโภคบริโภคผิวดินในแต่ละชุมชน โดยเร่งจัดทำแก้มลิง ฝายชะลอน้ำในลำน้ำต่างๆ และการผันน้ำเข้าอ่างเก็บนำ้ขนาดใหญ่ให้มากที่สุดในทุกโอกาส โดยต้องหยุดปัญหาพื้นที่แล้งซ้ำซากให้ได้โดยด่วน พร้อมกันนี้ให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบสถานการณ์นำ้และมีส่วนร่วมบริหารจัดการไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีประชาชนได้รับผลกระทบ

โดยต้องพยายายามขับเคลื่อนดำเนินงานให้ ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน คือ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการ น้ำท่วมและอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนำ้ที่เสื่อมโทรมและป้องกันการทลายของดิน รวมทั้งการบริหารจัดการ และย้ำว่ารัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ กระจายแก้ปัญหาน้ำลงทุกพื้นที่และจะติดตามขับเคลื่อนอย่างใกล้ชิด โดยต้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมกับประชาชนในพื้นที่ปี 2563

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี”พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ”ได้เน้นย้ำอีกครั้งในระหว่างเป็นประธานการประชุมทรัพยากรน้ำระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ณ ห้องประชุมเดอะริเวอร์ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ ถึงกลไกด้านกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศและเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือปัญหาคุณภาพน้ำ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีความยุ่งยาก ซับซ้อน กว่าในอดีตที่ผ่านมา

และด้วยปัญหาที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความเห็นต่างในการบริหารทรัพยากรน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีการบูรณาการและขาดธรรมาภิบาล ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวม โดยหลักการสากลยอมรับว่าระบบกฎหมายเป็นกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ดังเช่น กรณีของประเทศไทย ที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ จึงได้ออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นเป็นหน่วยงานกำกับกลาง บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำที่มีมากกว่า 40 หน่วยงานเข้าด้วยกัน

อาจกล่าวได้ว่าการประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและจะเป็นผลดีกับหน่วยงานของไทยที่จะสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์เพื่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำของประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) มุ่งสู่การแก้ปัญหาด้านน้ำของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

สองวันต่อมาจากนั้น ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนป้องกันภัยแล้ง ปี 2562/63 และการกำหนดพื้นที่แหล่งน้ำสำรอง ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สามารถรับมือกับฤดูแล้งที่ใกล้จะมาถึงได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วย 5 แผนปฏิบัติการหลัก ได้แก่ 1. แผนปฏิบัติการรองรับภาวะเสี่ยงการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค 2. แผนปฏิบัติการรองรับสถานพยาบาลเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 3.แผนปฏิบัติการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่การเกษตร (ไม้ผล-ไม้ยืนต้น)  4.แผนปฏิบัติการจัดสรรน้ำแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง และ5. แผนปฏิบัติการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือช่วยเหลือภัยแล้ง

“เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในปีนี้มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของภาครัฐในการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงภาคประชาชนในการช่วยกันประหยัดน้ำ และคอยติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานเพื่อนำไปปฏิบัติ”เลขาธิการสทนช.กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการรับรองภาวะเสี่ยงภัยแล้ง รวมทั้งงบประมาณที่จะขอรับการสนับสนุนงบกลาง โดยเน้นเป็นแผนระยะสั้นสามารถดําเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำให้แล้วเสร็จในฤดูแล้งนี้เพื่อสรุปเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

 ส่องแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561 – 2580)

สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580)  ประกอบด้วย 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ 6.การบริหารจัดการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ 3 เสาหลักในการบริหารจัดการทัรพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เสาแรก คือ กฎหมาย ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาที่สอง แผนแม่บท ซึ่งครม.ได้ผ่านความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว และเสาที่สาม หน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำที่มีเอกภาพ ซึ่งหัวหน้าคสช.ได้มีคำสั่งที่ 46/2560 จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ขึ้นมา ให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง

ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่ คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทให้ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ คือ “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

เทพไท ขอทุกฝ่ายจริงใจร่วมแก้รธน. อย่าดิสเครดิตการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/407810?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เทพไท ขอทุกฝ่ายจริงใจร่วมแก้รธน. อย่าดิสเครดิตการเมือง

31 ธันวาคม 2562 – 13:43 น.
เทพไท,ดิสเครดิตการเมือง,ขอทุกฝ่ายจริงใจ,แก้รธน
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

“เทพไท” เรียกร้องทุกฝ่ายจริงใจ อย่าหวังเอาชนะคะคาน ชิงความได้เปรียบ ดิสเครดิตทางการเมือง แนะ “พีระพันธุ์” เปิดรับฟังหลอมรวมความคิดเห็นแก้ รธน.

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2562 – นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวจากสภากาแฟ ร้านลุงโรจน์ ตลาดชะเมา อ.เฉลิมพระเกียรติ เรื่องการทำงานของคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ในวันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2563 นั้น เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อพิจารณาเนื้องานกันอย่างจริงจังนัดแรก เพราะครั้งที่ผ่านมาเป็นการประชุมเพื่อเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ของคณะกรรมาธิการเท่านั้น ยังไม่มีการพูดคุยในประเด็นต่างๆตามจุดยืนของแต่ละฝ่ายแต่ละพรรคที่ประกาศไว้ต่อสาธารณชน

ดังนั้นในการประชุมนัดหน้า จะเสนอให้มีการพูดคุยในเรื่องกรอบการทำงาน และลงลึกในรายละเอียดว่า จะแก้ไขอย่างไร จะตั้ง สสร.หรือไม่ หรือจะแก้ไขเป็นรายมาตรา ถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2560 ซึ่งยกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังถูกวิจารณ์ว่า ที่มาของรัฐธรรมนูญไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน ถ้าหากจะยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง การทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ควรจะสร้างเงื่อนไขการทำงานให้ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ในระหว่างการทำงานของคณะกรรมาธิการนั้น ก็ควรจะตั้งอนุกรรมาธิการวิสามัญ อย่างน้อย 5 ชุด เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ใน 5 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร โดยทำงานคู่ขนานกับการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญในสภาผู้แทนราษฎร ดีกว่าปล่อยให้พรรคการเมืองต่างๆ ออกไปเคลื่อนไหวกับมวลชนกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างอิสระ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย และความขัดแย้งในสังคมรอบใหม่ได้

นายเทพไท กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ควรจะตั้งธงในการแก้ไข เพื่อการเอาชนะคะคานกัน หรือชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง ไม่ควรเอาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อการเคลื่อนไหวดิสเครดิตฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดนเฉพาะ ถ้าหากอนุกรรมาธิการวิสามัญแต่ละชุด ออกไปรับฟังความคิดเห็นของประชนในภูมิภาคต่างๆแล้วได้ข้อสรุปอย่างไร ก็ควรนำความเห็นเหล่านั้น มาเป็นหลักการในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก่อน แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แบบตั้ง สสร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนแรก คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้สำเร็จเสียก่อน

“ในการประชุมนัดหน้า อยากให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้เปิดโอกาสให้มีการแสดงความเห็นจากทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง หลวมรวมความคิด ปรับทัศนะคติ และท่าทีการทำงานของกรรมาธิการจากพรรคการเมืองต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อความเป็นเอกภาพในการขับเคลื่อนการศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว และประสบความสำเร็จภายในระยะเวลา 180 วัน ตามที่มติของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรกำหนดให้” นายเทพไท กล่าว