ช่อง 9 MCOT HD รุกหนัก อัดคอนเทนท์ระดับโลกตลอดปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/463318

ช่อง 9 MCOT HD รุกหนัก อัดคอนเทนท์ระดับโลกตลอดปี’63

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่อง 9 MCOT HD 30 เผยกลยุทธ์ปี 2563 เน้นสร้างพันธมิตรระดับโลก ปรับคอนเทนท์คุณภาพที่สนุกและได้สาระ แต่ยังคำนึงเรื่องต้นทุนและการเงินท่ามกลางตลาดโฆษณาที่ผันผวน พร้อมเสริมศักยภาพการผลิตรายการไทยด้วย Co-Production ระหว่างประเทศ นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท เล่าให้ฟังถึงคอนเทนท์ปี 2563 ว่า

“ในปี 2563 นี้ ช่อง 9 MCOT HD จะยังคงเน้นความแข็งแกร่งด้านพันธมิตรผู้ผลิตราย การสารคดีวาไรตี้ระดับโลกจาก Discovery อาทิ รายการกลุ่มวิทยาศาสตร์ การทดลอง เทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ดูสนุกเร้าใจเข้าใจง่าย กลุ่มนิเวศวิทยาและธรรมชาติ ในรูปแบบสารคดีสัตว์ที่คนไทยชื่นชอบจาก NHK ประเทศญี่ปุ่น ดราม่าซีรี่ส์จาก BBC First ที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศอังกฤษและทั่วโลก และซีรี่ส์ดังจากประเทศจีนอย่าง The Lost Swordship (เซียนกระบี่เหนือยุทธภพ) ที่แฟนซีรี่ส์จีนตั้งตารอคอย และคอภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดต้องไม่พลาดกับรายการ 9 Theatre ที่ระดมเอาสุดยอดหนังดังระดับโลกสำหรับทุกคนในครอบครัวจาก Sony pictures มาให้ชมกันทุกสัปดาห์ และในส่วนของรายการมวยไทยระดับพรีเมียม แม็กซ์ มวยไทย สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ที่ดีที่สุดรายการหนึ่งของเอเซีย ยังคงมีให้ชมกันเหมือนเดิมและยังเพิ่มความพิเศษกับ ไฮไลท์ Max Muay Thai ที่จะรวบรวมความมันมาให้ผู้ชมได้ชมกันอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นถึง 6 วันรวด พร้อมรายการกีฬาระดับโลกจาก IMG อย่าง HONDA LPGA Thailand รายการแข่งขันกอล์ฟหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยังคงมีให้แฟนกอล์ฟได้ติดตามชมต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมทั้งการปรับรายการข่าวเศรษฐกิจและต่างประเทศระดับโลกที่น่าสนใจอีก 1-2 รายการ

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญในปี 2563 นี้ คือ การ Co-Production กับพันธมิตรผู้ผลิตรายการระดับนานาชาติ โดยแฟนๆ จะได้รับชมรายการที่เป็นการร่วมกันผลิตระหว่างช่อง 9 MCOT HD กับ Japan InternationalBroadcasting Inc. (JIB) ประเทศญี่ปุ่น กับรายการท่องเที่ยวแนวใหม่ของคน สองวัย และความร่วมมือกับ CCTV ประเทศจีน ในการ
นำเสนอเนื้อหา Exclusive จากประเทศจีน ซึ่งเป็นการสร้าง Content รายการคุณภาพที่มีความน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย”

สามารถติดตามรายการคุณภาพ สนุกครบรสตลอดปี 2563 ได้ทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30

ช่อง 3 เปิดโผละครเด็ด ปี’63 สนุกครบทุกรส ขนนักแสดงแถวหน้า‘ป๋อ-แต้ว-เจมส์-จิรายุ-ติ๊ก-คิม’โกยเรทติ้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/463321

ช่อง 3 เปิดโผละครเด็ด ปี’63 สนุกครบทุกรส ขนนักแสดงแถวหน้า‘ป๋อ-แต้ว-เจมส์-จิรายุ-ติ๊ก-คิม’โกยเรทติ้ง

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรียกว่าคึกคักกันตั้งแต่ปลายปีกันเลยทีเดียว…เมื่อ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 เปิดโผละครเด็ดพร้อมท้าชนกับช่องคู่แข่งหลังจากที่ส่งละคร“เขาวานให้หนูเป็นสายลับ” ทำเรทติ้งตอนจบสุดปังทะลุ 7.6 (15+ BU) พร้อมกวาดยอดคนดูสะสมทั่วประเทศทุกตอนกว่า 44 ล้านคน พร้อมยอดวิวจากสื่อออนไลน์ ทั้งทาง Ch3Thailand, Mello.Me (เมลโล่), ยูทูบ, ไลน์ทีวี ที่ยืนหนึ่งด้วยยอดคนดูกว่า 220 ล้านวิวมาแล้ว เรียกว่าปิดท้ายปีได้อย่างสวยงาม

เปิดเรื่องแรกด้วยละครรักโรแมนติกฟอร์มใหญ่ที่สุดของความอลังการดาวล้านดวง “ดั่งดวงหฤทัย” ของผู้จัด“ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา” ที่หยิบเอาบทประพันธ์ในดวงใจของตัวเองกลับมาทำอีกครั้ง เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ช่อง 3 โดยคว้าตัวนางเอกสาวตาคม “คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ” รับบทของ “เจ้าหญิงทรรศิกา” ประกบพระเอกหล่อที่กาลเวลาก็ทำอะไรเขาไม่ได้ “ติ๊ก-เจษฎาภรณ์”ในบท “เจ้าหลวงรังสิมันต์” ร่วมด้วยนักแสดงอีกคับคั่ง

ตามติดมาด้วยละครคอเมดี้ น่ารักสดใส เร้นลับและแฟนตาซี แฟนตาซี“มือปราบข้าวสารเสก” ของผู้จัด“ตุ๊ก-จันจิรา จูแจ้ง” ค่าย ดวงมาลีมณีจันทร์ที่คว้าตัว “บอล-จิตรภาณุ” มาเป็นพระเอกเต็มตัวเรื่องแรกประกบ “น้ำหวาน-พิไลพร” ซึ่งเป็นเรื่องราวของมือปราบที่มองเห็นผี แต่ไม่มีใครเชื่อจนต้องไปพบจิตแพทย์ แต่ก็ดันไม่กินเส้นกันเลยต้องระเห็จไปรวมทีมพิเศษเพื่อหาหลักฐานจับคนร้ายโดยมีผีคอยช่วยเหลือเชื่อว่าเรื่องนี้คงโดนใจคอละครแน่นอน เพราะครบรสสไตล์ละครไทยแท้

ด้าน “ฟ้าฝากรัก” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แฟนละครไม่ควรพลาด จาก ค่ายบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ละครแนวรักโรแมนติกคอเมดี้เรื่องราวของหญิงสาวจอมป่วนที่มีเหตุจำเป็นให้ต้องเผชิญชีวิตอย่างโดดเดี่ยวกับผู้ชายปากจัด กวนอารมณ์ ทั้งคู่เจอกันทีไรก็มีเหตุให้ต้องปะทะฝีปากกันอยู่เสมอ เรื่องราวชุลมุนๆ เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหญิง ตัดสินใจอุ้มบุญลูกให้กับพี่สาวแท้ๆ นำแสดงโดย เต้ย-พงศกร,มิ้นต์-ชาลิดา, น้ำชา-ชีรณัฐ, แม็ค-วีรคณิศร์, ฯลฯ

ส่วนใครที่ชอบแนวลี้ลับ ความเชื่อ ค่าย ดี วัน ทีวี ของผู้จัด พรสุดา ต่ายเนาว์คง พร้อมนำเสนอ “ผมอาถรรพ์”เรื่องราวความอาถรรพ์ของวิกผมระหว่างผีกับคน และความซับซ้อนกับการไขคดีสาเหตุการเสียชีวิตของนางแบบสาวสวย นำแสดงโดย มาสุ จรรยางค์ดีกุล พระเอกหนุ่มมาแรงแห่งยุค ที่มาประกบคู่กับนางเอกสาว “พรีม-รณิดา เตชสิทธิ์” ร่วมด้วย น้ำตาล-พิจักขณา, น้ำฝน-พัชรินทร์, เฟิสท์-เอกพงศ์ ฯลฯ

เนื้อหาเข้มข้นต้องยกให้ละครเรื่อง “เมียอาชีพ” แนวโรแมนติกดราม่า ของผู้จัดคนเก่ง “อุ๊-พัชนี จารุจินดา” จากค่าย สเต็ปออนเวิร์ก นำแสดงโดย “ไม้-วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ” รับบท กษิดิศ นักธุรกิจไฟแรง ที่เรียกได้ว่าแทบจะสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา ฐานะ เพียบพร้อมไปซะทุกอย่างมาประกบคู่กับนางเอกสาวสวย “ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล” ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นละครอีกเรื่องนี้ที่จัดจ้าน ถึงใจ

สำหรับใครที่ชื่นชอบละครแนวดราม่าเข้มข้นอย่าง “สุดแค้นแสนรัก” และ “กรงกรรม” ช่อง 3 จัดให้กับละครเรื่อง “ทุ่งเสน่หา” จาก ค่าย กู๊ด ฟิลลิ่ง ของผู้จัดฯ คิง-สมจริง จากบทประพันธ์ของ จุฬามณี ละครแนวพีเรียด เรื่องราวความรักต่างชนชั้นของหนุ่มสาวบ้านทุ่ง ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยได้ “ท็อป-จรณ” มาประกบคู่กับ “เต้ย-จรินทร์พร”
ร่วมด้วย บอม-ธนิน, เด่นคุณ งามเนตรและเป็นการกลับมาอีกครั้งของนักแสดงมากฝีมืออย่าง “หน่อย-บุษกร” ที่พร้อมมาเชือดเฉือนอารมณ์ รับรองเรื่องนี้ไม่ทำให้แฟนละครผิดหวัง

เช่นเดียวกับละครโรแมนติกดราม่า เข้มข้น  ห้ามพลาดกับละครเรื่อง“ซ่อนเงารัก” ของค่าย เลิฟดราม่า ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ในฐานะพระเอกเต็มตัวของหนุ่มฮอต “ก็อต-อิทธิพัทธ์” และท้าทายความสามารถทางการแสดงที่สุดในชีวิตของ “ริชชี่-อรเณศ” ที่พลิกคาแร็กเตอร์มาเล่นฝาแฝดชาย-หญิง “ขวัญเอย” และ
“ขวัญมา” เป็นครั้งแรก รับรองว่าออกอากาศเมื่อไหร่ต้องถูกใจแฟนละครแน่นอน

ปิดท้ายด้วยละครฟอร์มใหญ่ “เล่ห์บรรพกาล” แนวผจญภัย ไขปริศนาเพื่อตามหาความจริงที่ถูกเก็บซ่อนในอดีต จาก ค่ายทีวีซีน ที่พาพระ-นางสุดฮอต “เจมส์-จิรายุ” และ “แต้ว-ณฐพร” โคจรมาพบกันอีกครั้ง ที่ร่วมปะทะฝีมือกับนักแสดงคุณภาพ “ป๋อ-ณัฐวุฒิ” และเป็นการพลิกบทบาทมาเล่นร้ายครั้งแรกของนางเอกสาว “บูม-สุภาพร” ที่ขอจัดหนักในเรื่องนี้ โดยจะมีการเล่าเรื่องราวใน 4 ภพชาติ ที่แต่ละตัวละครต่างก็มีอดีตของตัวเอง ก่อนจะมาพานพบกันอีกครั้งในชาติปัจจุบัน

แก้ปัญหายากจน’บิ๊กตู่’ลงมือเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ปัญหายากจน’บิ๊กตู่’ลงมือเอง

2 กันยายน 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ความยากจน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,133 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีใครจะเถียงบ้างว่าคนไทยของเราส่วนใหญ่เป็นคนจน ที่จัดอันดับคนรวยเป็นแสนๆ ล้านนั้น เป็นภาพลวงตาและทำอย่างไรรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้

‘ดับเครื่องชน’ ดีใจที่ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงมาดูแลปัญหานี้เองโดยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นทางการและจะได้ทำงานให้ถูกต้องและวางแผนงานกันให้ดี

 บอกตามตรงว่าแม้ความยากจนจะเกิดขึ้นซ้ำซาก แต่เราก็ดีใจที่นายกรัฐมนตรีเลิกเชื่อทีมเศรษฐกิจและคนรอบข้างที่พูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าเศรษฐกิจไทยนี่ไปรอด ทั้งๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่กรอบและอยู่ไปแบบเดือนชนเดือนอยู่แล้ว

 ‘บิ๊กตู่’ ได้สั่งการให้วิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายจังหวัดและแบ่งเป็น 4 กลุ่ม หรือ 4 สี เพื่อทำนโยบายวางแผนให้ถูกต้อง ซึ่งเราต้องรับความจริงข้อนี้ และอย่าอายว่าเราเกิดในจังหวัดยากจนข้นแค้น

ขอยก 4 กลุ่มจังหวัดให้ทราบว่า จังหวัดเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และมีความพร้อมสูง (สีเขียว) 29 จังหวัด เน้นการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ

จังหวัดเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง (สีฟ้า) 8 จังหวัด เน้นการพัฒนาอาชีพ และการหางานให้ทำ จังหวัดที่ขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ หรือขาดความพร้อม 7 จังหวัด (สีน้ำเงิน) ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต 12 จังหวัดที่ติดกับดักความยากจน (สีแดง) ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วนทั้ง 4 มิติ อีก 20 จังหวัดที่เศรษฐกิจอ่อนแอ (สีส้มและสีเหลือง) ต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ

นายกรัฐมนตรีให้นำข้อมูลดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าของคนรวยจังหวัดชี้วัด เช่น จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากร ร้อยละของครัวเรือนที่มีหนี้สิน สัดส่วนประชากรยากจน ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคของรายได้ มาประกอบการวางแผนนโยบายแก้จนเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำด้านการพัฒนาคนระหว่างจังหวัดพร้อมกัน

ในเมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการแก้ปัญหายากจนแบบนี้แล้ว หวังว่าต่อไปทุกอย่างจะดีขึ้นและแม้จะไม่แก้ปัญหายากจนแบบฟ้าถล่มดินทลาย แต่แนวโน้มว่าคนจนจะน้อยลง

ทุกวันนี้เราควรต่อสู้เอาชนะธรรมชาติได้ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมและปัญหาอื่นๆ ที่ถาโถมเข้ามาเพราะคนเราถ้าจะต้องทำงานแล้วปัญหาจะตามมา

อย่าไปกลัวปัญหาเหล่านั้นเลย-ประชาชนคนไทยพร้อมเสมอที่จะทำงานหนักต่อสู้กับความยากจน!
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ
จดหมายต่อไปนี้ส่งผ่านต่อมายังรัฐบาลซึ่งมีปัญหาค้างคามานานแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร

จึงขอเป็นสื่อกลางให้พิจารณาว่าจะช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากข้าราชการบำนาญที่ต้องการความสุขในยามชราภาพ
อ๊อด เทอร์โบ


 รัฐบาลทอดทิ้งไม่เหลียวแล
 ขอให้ช่วยพิจารณา

ขอให้รัฐบาลได้เหลียวแลข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อยที่รับเงินบำนาญจริงๆ น้อยมาก การได้รับเงินจำนวน 15 เท่าของบำนาญ จึงได้รับน้อยไปด้วย แม้ว่าทางรัฐบาลจะขยายเพดานการขอรับเงินให้มากขึ้นเท่าใด ข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จะ 70 ปี 80 ปี จนถึงวันตายก็ยังต้องทุกข์ทรมานกับหนี้สินที่กู้ยืมมาส่งลูกเรียนหนังสือบ้าง มาใช้ในครอบครัวบ้าง ทำให้ข้าราชการบำนาญผู้มีเงินเดือนน้อยยิ่งต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน แม้จะมีเงินช่วยก็ไม่นับรวมเป็นเงินในการคำนวณบำนาญดำรงชีพ ข้าราชการบำนาญส่วนนี้จึงหวังว่ารัฐบาลจะปลดล็อกของกฎหมายดำรงชีพกันใหม่ตามความจำเป็น

เงิน 30 เท่าของเงินบำนาญ เรียกว่าเงินบำนาญตกทอด จะได้กับลูกหลานเมื่อตายไปเท่านั้น ต่อมารัฐบาลที่มองการณ์ไกลใส่ใจในความเดือดร้อนของข้าราชการบำนาญจึงได้ออกกฎหมายฉบับใหม่ให้เงินส่วนนี้เป็น “เงินบำเหน็จดำรงชีพ” โดยสามารถนำมาใช้จ่ายได้ครั้งแรก 15 เท่าของเงินบำนาญ แต่ไม่เกินสองแสนบาท

ต่อมาก็ขยายวงเงินเพิ่มตามอายุของผู้รับบำนาญ ซึ่งจากปี 2546 มาถึงทุกวันนี้ก็ตก 18 ปีกว่าแล้ว สมควรที่รัฐบาลปัจจุบันที่มีนโยบายจะช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ให้อยู่ดีกินดีตามโครงการช่วยเหลือต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม

รัฐบาลน่าจะพิจารณาแก้กฎหมายให้ข้าราชการบำนาญผู้ได้รับบำนาญมาเกิน 10 ปีแล้ว สามารถขอใช้เงินบำนาญในส่วนที่เหลืออีก 15 เท่าได้

ข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อยได้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพราะลูกๆ ต่างก็โตหมดแล้ว ต่างคนก็มีครอบครัวกันไป แต่พ่อแม่ผู้ที่ยังเดือดร้อนก็ยังต้องดิ้นรนกันต่อไป หวังใจให้คณะรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย กรุณาหาทางช่วยเหลือข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือก่อนจะถึงบั้นปลายของชีวิต จะได้มีความสุขบ้างก็ยังดี

ผมมีเรื่องร้องเรียนรัฐบาลมาแค่นี้แหละหวังว่าจะได้รับการพิจารณา
ประจวบ (โคราช)


 ข้าราชการบำนาญเดือดร้อน
 เรียนถามไปยังรัฐบาล (ขอความช่วยเหลือ)

ผมข้าราชการบำนาญขอถามไปยังรัฐบาล คือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือข้าราชการบำนาญในโครงการบำเหน็จดำรงชีพข้าราชการบำนาญ กระผมเคยได้รับบำเหน็จดำรงชีพ 15 เท่าของบำนาญรายเดือน เมื่ออายุ 61 ปี เมื่อ พ.ศ. 2546

ได้ตรวจสอบแล้วว่ามาตรการช่วยเหลือในปี 2562 นี้ ให้เฉพาะผู้ที่ได้รับบำนาญเดือนละสองหมื่นเจ็ดพันบาท (27,000 บาท) ขึ้นไปเท่านั้น บำนาญต่ำกว่านี้ไม่เข้าเกณฑ์

ทำไมช่วยเหลือเฉพาะผู้รับบำนาญรายเดือนมาก ในภาวะค่าครองชีพปัจจุบันนี้ผู้รับบำนาญต่ำกว่าสองหมื่นบาทเดือดร้อนอย่างมาก คิดว่าเดือดร้อนมากกว่าผู้มีบำนาญ 27,000 บาท ที่กล่าวข้างต้น เสียอีก

รัฐบาลควรเห็นใจและช่วยเหลือผู้รับบำนาญน้อยด้วยเถิดเพราะมีชีวิตอีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว เรื่องจริงเป็นอย่างนี้
บุญสม (ข้าราชการบำนาญ)

p31

ยึดหลัก​ธรรมาภิบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยึดหลัก​ธรรมาภิบาล

2 กันยายน 2562 – 08:24 น.
เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชัวรี่​เอาท์เล็ต,ทอท,หลัก​ธรรมาภิบาล
เปิดอ่าน 926 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2562

ข้อพิพาทระหว่างโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ลักชัวรี่​เอาท์เล็ต ภายใต้การพัฒนาของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนาจำกัด (มหาชน)​ หรือซีพีเอ็น หนึ่งในกิจการของกลุ่มเซ็นทรัลแห่งตระกูลจิราธิวัฒน์ กับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)​ หรือ ทอท. ที่นำเต็นท์มากางปิดทางเข้าออกโครงการตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยระบุสาเหตุว่าเป็นการรุกล้ำที่ราชพัสดุ ก่อสร้างบนพื้นที่สีเขียวและก่อสร้างในพื้นที่เขตปลอดภัยการบิน ซึ่งกระทบต่อการดำเนินงานทั้งผู้รับเหมา ร้านค้า พนักงานซีพีเอ็น ได้ข้อสรุปชัดเจนโดยศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ ทอท. ดำเนินการรื้อถอนสิ่งกีดขวางใดๆ ออกไปจากเขตทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 บริเวณทางเข้าออกหน้าโครงการเซ็นทรัลวิลเลจ และยุติการดำเนินการใดๆ อันเป็นการขัดขวาง รบกวน หรือก่อให้เกิดอุปสรรค ต่อการใช้ประโยชน์ในโครงการดังกล่าว

ศาลปกครองกลางให้เหตุผลว่าข้ออ้างของ ทอท. ที่ว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 และก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเงิน เศรษฐกิจ และการให้บริการสาธารณะต่างๆ ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น นอกจากนี้บริเวณที่พิพาทเป็นเขตทางหลวงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมทางหลวง ทอท. เป็นเพียงหน่วยงานที่ได้รับสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุเท่านั้น มิได้มีอำนาจอื่นเกี่ยวกับที่ราชพัสดุดังกล่าว ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ตามคำขอของ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา จึงไม่เป็นการเสียหายหรือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของ ทอท.

ความขัดแย้งระหว่างซีพีเอ็นกับ ทอท.เกี่ยวกับ​เรื่อง​นี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานพอสมควร ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลและข้อมูลมานำเสนอชี้แจง กระทั่งนำไปสู่การยื่นร้องต่อกระบวนการยุติธรรมคือศาลปกครองกลางเพื่อหาข้อยุติพิจารณาออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดทางเข้าออกโครงการ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้แก้ไขปัญหาทั้งหมดอย่างถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กัน โดย​ให้​หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมายด้านการบินของกระทรวงคมนาคม ทั้ง ทอท. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ บวท. ผู้แทนจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ สหพันธ์การบินนานาชาติ กรมธนารักษ์ และบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมหารือเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ

ที่ผ่านมาข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชนจะมีกระบวนการในการยุติความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองและหลายกรณีที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ เช่นเดียวกับกรณีนี้การเปิดเส้นทางเข้าออกถือเป็นชัยชนะยกแรกของฝ่ายเอกชน ยังคงมีการพิจารณาข้อร้องเรียนอีกหลายเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องหาข้อมูลมานำเสนออีก เรามั่นใจว่าธรรมาภิบาลเป็นหลักการที่ดีซึ่งองค์กรภาคเอกชนได้นำหลักการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ นำมาซึ่งบรรษัทภิบาลกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยมุ่งให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความโปร่งใส ความเป็นธรรม รวมถึงการตรวจสอบจากผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีความสำคัญและเป็นต้นน้ำของธรรมาภิบาลต้องแสดงให้ประจักษ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนเกิดความศรัทธาในการบริหารประเทศ

ไม่ใช่คุณพ่อขายาว นี่ ‘ลุงตู่ใจดี’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ใช่คุณพ่อขายาว นี่ ‘ลุงตู่ใจดี’

31 สิงหาคม 2562 – 08:55 น.
ลุงตู่,ซายูริ,จดหมาย,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 2,404 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ส.ค. 62

*************************

วันนี้คงไม่เพียงแค่นางงามแล้วที่ “รักเด็ก” แต่นักการเมืองก็รักเด็กเหมือนกัน

กับเรื่องราวของ “เด็กหญิงซายูริ กับ ลุงตู่ใจดี” ที่กำลังสร้างรอยยิ้มให้ “แฟนคลับลุงตู่” ชุ่มชื่นหัวใจอยู่ในขณะนี้

จะว่าไป ก็คลับคล้ายคลับคลากับ เรื่องราวของวรรณกรรมก้องโลก “คุณพ่อขายาว” ซึ่งเป็นนวนิยายจดหมาย เขียนโดย จีน เวบสเตอร์  ในปี 2455

โดยเป็นเรื่องราวของ จูดี้ แอบบอตต์ ที่กำลังศึกษาในวิทยาลัย เขียนจดหมายเล่าถึงชีวิตของเธอถึงผู้อุปการะเธอ ชายผู้ร่ำรวยที่เธอไม่เคยเห็นหน้าแต่ก็ทำเอาคนไทยทั่วไป

ถึงไม่เหมือนแต่ก็ได้ฟีล จนอดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่าไปยังไงมายังไง เตี๊ยมกันมาอ๊ะป่าว ?

แต่เรื่องของเรื่องที่ลำดับจับความมาบอกกล่าวได้ตอนนี้…ก็คงประมาณนี้

ลุงตู่ตอบจดหมาย

ช่วงวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ได้โพสต์ข้อความที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบจดหมาย ซายูริ” ในท่วงทำนองว่า ได้อ่านบันทึกที่เขียนด้วยลายมือภาษาไทยของเด็กหญิงแล้ว โดยระบุว่าทีมงานส่งมาให้ ได้อ่านด้วยความชื่นชมและประทับใจในความรักประเทศไทย รักภาษาไทย

ส่วนข้อเสนอของหนูน้อยซายูริ เกี่ยวกับเรื่องห้องสมุด ลุงตู่ก็ตอบมาว่า “ลุงก็พยายามมาตลอดที่จะส่งเสริมให้เด็กไทยรักการอ่านหนังสือ และก็อยากให้มีห้องสมุดหรือแหล่งเรียนรู้ดีๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน”

และอื่นๆ อีกมากมายก่อนจะลงท้ายว่า “ลุงขอขอบใจหนูด้วยความปรารถนาดี และขอฝากสวัสดีถึงผู้ปกครองหนูด้วย”

ปรากฏว่า ช่วงนั้นถ้าคนไทยไม่ตามข่าวปมถวายสัตย์ไม่ครบอยู่ เรื่องนี้อาจจะเป็นสีสันได้พอๆ กับ ตอนที่ท่านผู้นำของเราออกมาแนะนำหนังสือ Animal Farm ก็ได้

แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น ในมุมหนึ่ง คนไทยก็ต่างพากันอยากรู้ว่า ตกลงแล้ว ซายูรินี้มีตัวตนจริงหรือไม่ และถ้ามีตัวตนจริง เด็กหญิงคนนี้คือใครกัน

จนกระทั่งคนไทยก็ได้พบแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ (ฮา) ว่าเด็กหญิงที่ลุงตู่เอาภาพจดหมายเขียนด้วยลายมือของเธอมาแปะในเฟซบุ๊กโชว์หรานั้น ลุงไม่ได้มโนเอาเอง

ตัวจริงซายูริ

แหล่งข่าวที่ว่าคือเฟซบุ๊ก “สำนักพิมพ์ผีเสื้อ” ที่ได้โพสต์ข้อมูลว่า เธอชื่อ “ซายูริ ซากาโมโตะ” เป็นนักเขียนเด็กคนแรกในรอบ 44 ปีของประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลประกวดหนังสือดีเด่น ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการ ในปี 2559

หนูน้อยซายูริคนเก่ง ภาพจากเฟซบุ๊ก “สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ”

ทั้งนี้ ช่วงที่เข้าประกวดนั้น ซายูริอายุเพียง 8 ขวบ และเป็นนักเขียนเด็กที่ได้เป็นสมาชิกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยที่อายุน้อยที่สุด จากงานเขียนของเธอที่ชื่อว่า “บันทึกส่วนตัวซายูริ”

โดยซายูริคือคนแรกที่สำนักพิมพ์เลือกข้อเขียนจากเด็กๆ จำนวน 1,100 คน ซึ่งได้รับสมุดบันทึกในเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อปี 2557 เป็นบันทึกสั้นๆ ในแต่ละวันของเธอมาตีพิมพ์

ขณะเดียวกัน มกุฏ อรฤดี” ศิลปินแห่งชาติ บก.สำนักพิมพ์ผีเสื้อ และยังเป็น บก.หนังสือของซายูริเล่มนี้ ก็ยังได้นำบันทึกของซายูริที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเขียนตอบนายกฯ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2562 ด้วย

ซึ่งซายูริกล่าวขอบคุณนายกฯ ลุงตู่ ที่ตอบบันทึกของเธอ พร้อมกับเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของห้องสมุดในประเทศญี่ปุ่น ที่มีเรื่องราวดีๆ มากมาย

ภาพจากเฟซบุ๊ก “สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ”

ทั้งนี้ที่จริงช่วงปี 2561 เฟซบุ๊ก “สำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ” เคยโพสต์เรื่องราวของซายูริไว้แล้วว่าเธอเรียนหนังสือชั้น ป.5 ที่ญี่ปุ่น และเล่าว่าเด็กประถมที่ญี่ปุ่นไม่มีโทรศัพท์มือถือ จนกว่าขึ้นชั้นมัธยมจึงได้รับอนุญาตให้ใช้ได้

และเด็กญี่ปุ่นทุกคนไปโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะโรงเรียนทั่วประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน เด็กทุกคนจึงเดินไปเรียนได้ ถือว่าได้ออกกำลังกาย สุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย พ่อแม่ไม่ต้องเสียเวลาไปส่งลูก พ่อแม่ได้ทำงาน

ต่อช็อตสอง

ปรากฏว่าหลังคนไทยรู้จักตัวตนของน้องซายูริคร่าวๆ แล้ว และพอจะรู้มาบ้างจากโพสต์แรกๆ ที่เขียนด้วยลายมือของเธอว่า เธอเป็นลูกผสมไทย-ญี่ปุ่น มีคุณพ่อชื่อ โอโต้ซัง” ปัจจุบันเธอมีอายุ 11 ขวบแล้ว

ล่าสุดวันพุธที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กลุงตู่ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ก็ได้โพสต์ขอบคุณเด็กหญิงตัวกลมคนนี้อีกครั้งว่า

“ขอบคุณเด็กหญิง ซายูริ ซากาโมโตะ หนูน้อยนักเขียน ที่ได้ส่งหนังสือ บันทึกส่วนตัวให้ผม 2 เล่ม อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังกันนะครับ”

ก็คงต้องการสื่อประมาณว่า หลังจากที่ได้แนะนำตัวและพูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว หนูน้อยก็ได้ส่งหนังสือบันทึกส่วนตัวมาให้ทั้ง 2 เล่ม

วันศุกร์ที่ผ่านมา เพจสำนักพิมพ์ผีเสื้อเด็กๆ ก็โพสต์ถึงซายูริอีกครั้งว่า “ซายูริคือเด็กไทยไปเรียนหนังสือที่ญี่ปุ่น เพราะต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวที่นั่นตั้งแต่อายุ ขวบ และเป็นอาสาสมัครสอนภาษาไทยให้คนญี่ปุ่นปัจจุบัน”

ว่าแล้วก็ยิ่งอยากช่วยสนับสนุนเด็กที่รักการเขียนอย่างหนูน้อยซายูริจริงๆ โดยทางเพจแจ้งว่าหาได้ตามร้านหนังสือทั่วไป แต่ฉบับภาษาญี่ปุ่นยังไม่เสร็จ

คนไทยลองไปหามาอ่านกันดู เรื่องราวของ ซายูริ ซากาโมโตะ เด็กที่ขึ้นภูกระดึงมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งขนขยะลงมาด้วย 2-3 กิโลกรัม น่าจะทำให้เรามีความสุขได้

ก่อนที่ช็อตต่อไป ลุงตู่จะออกมาแนะนำให้เราอ่านบ้าง ทีนี้แหละ…จะได้คุยกับลุงรู้เรื่อง !

“สมพงษ์” เพื่อนเยอะ กลุ่ม 16 คอนเนกชั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385977?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สมพงษ์” เพื่อนเยอะ กลุ่ม 16 คอนเนกชั่น

31 สิงหาคม 2562 – 07:42 น.
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,กลุ่ม 16,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,พรรคเพื่อไทย,ผู้นำฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 8,022 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ส.ค.62

***************************

เมื่อ 21 สิงหาคม 2562 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้องประชุมริมแม่น้ำเจ้าพระยา รัฐสภา เกียกกาย

ในพิธีวันนั้นมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ มาร่วมในพิธีด้วย หลังจากเสร็จพิธี ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร, สุชาติ ตันเจริญ และศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นำแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดีแก่สมพงษ์

โดยเฉพาะรองประธานสภา สุชาติ ตันเจริญ ได้กล่าวหยอกล้อสมพงษ์ว่า ขอให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านไปนานๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของสองฝ่าย

เอ่ยชื่อ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับสุชาติ ตันเจริญ ใครก็ทราบดีว่า ทั้งคู่รักใคร่กันมานาน และทุกวันนี้ ยังไปมาหาสู่กันตามปกติ

50 กว่าปีที่แล้ว สมพงษ์เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง มีภรรยาชื่อ “เพ็ชรี เตชะไพบูลย์” ลูกสาวเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ และเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ ซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูล “อมรวิวัฒน์” แห่งเชียงใหม่ ที่ได้ทำธุรกิจเบียร์ร่วมกับกลุ่มจอมพล ส.ธนะรัชต์

ปี 2524 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้จดทะเบียนตั้งพรรคชาติประชาธิปไตย โดยมี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นกรรมการพรรคชุดแรก และขยับเป็นรองเลขาธิการพรรค

เลือกตั้ง 2529 สมพงษ์เป็นเลขาธิการพรรคชาติประชาธิปไตย ได้หิ้วกระเป๋ามาสมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 1 โดยกำนันเป๊าะ ลาออกจากตำแหน่งมาช่วยสมพงษ์หาเสียง เพราะตัวกำนันเอง ติดหนี้บุญคุณเจ้าสัวอุเทนและ “โป้ยเสี่ย” ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์

สมพงษ์เป็น ส.ส.ชลบุรี อยู่สมัยเดียว ก็ย้ายไปลงสนามเชียงใหม่ ปี 2531 โดยสังกัดพรรครวมไทย ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ ปี 2534 สมพงษ์ช่วยพ่อเลี้ยงณรงค์ตั้งพรรคสามัคคีธรรม

เลือกตั้ง 2535/1 สมพงษ์ไปเจรจากับกำนันเป๊าะ ขอตัว “แป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม ลูกชายคนโตของกำนัน ลงสมัคร ส.ส.ชลบุรี ในสังกัดพรรคสามัคคีธรรม

หลังพฤษภาทมิฬ มีเลือกตั้ง 2535/2 สมพงษ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา พร้อมกับลูกชายสองคนของกำนันเป๊าะคือ สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม

เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2535 สมพงษ์รวบรวม ส.ส.จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คนมาก่อตั้ง “กลุ่ม16” และคณะผู้ก่อการกลุ่ม 16 ตัวจริงคือ สมพงษ์, กำนันเป๊าะ และไพโรจน์ เปี่ยมพงศ์สานต์

พ.ศ.นี้ นักการเมืองกลุ่ม 16 ยังกระจายอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย

ที่สำคัญ สุชาติ ตันเจริญ, สนธยา คุณปลื้ม, วิทยา คุณปลื้ม และวราเทพ รัตนากร อดีตดาวรุ่งกลุ่ม 16 ยืนอยู่ในปีกพรรคพลังประชารัฐ มินับฟากภูมิใจไทย สรอรรถ กลิ่นประทุม และเนวิน ชิดชอบ ก็เคารพนับถือสมพงษ์อยู่เหมือนเดิม

นักวิเคราะห์สถานการณ์ประเมินว่า การที่ “เถ้าแก่ใหญ่” เลือกสมพงษ์ ผู้คร่ำหวอดการเมืองไทยมายาวนาน และมากด้วยคอนเนกชั่น มาประคองพรรคเพื่อไทยให้อยู่รอดปลอดภัยนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

“หน่อยโชว์” หนีเงาเถ้าแก่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หน่อยโชว์” หนีเงาเถ้าแก่

31 สิงหาคม 2562 – 07:35 น.
รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,คุณหญิงหน่อย,เจ๊หน่อย,พรรคเพื่อไทย,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,ดาวสภา
เปิดอ่าน 11,823 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ส.ค.62

**********************

ยี่ห้อ “คุณหญิงหน่อย” กับลูกเล่นการตลาด “สร้างภาพ” เก็บคะแนน เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ ก็เกือบพลาด เพราะ “ดาวสภา” ปากพาไปทะเลาะ “พรรคข้างบ้าน” ทำเอาบรรยากาศในพรรคคุกรุ่น ต้องลุ้นฉากต่อไป “สิงห์เหนือ” กับ “พยัคฆ์สาว” จะอยู่ร่วมถ้ำกันได้นานแค่ไหน ?

ปรากฏการณ์ทางการเมืองในชั่วโมงนี้ ตำแหน่ง “ประธานยุทธศาสตร์พรรค” ของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย จะถูกสปอตไลท์ฉายจับมากเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งคู่ก็เป็น “คนคุ้นเคย” รู้จักกันมายาวนาน

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

เมื่อครั้ง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เป็นผู้บัญชาการทหารบก สมัยรัฐบาลไทยรักไทย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ก็มีส่วนสนับสนุนร่วมกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีกลาโหมสมัยนั้น

สิบปีมานี้ คุณหญิงสุดารัตน์ได้เป็นแขกวีไอพีของบ้านป่ารอยต่อฯ อยู่บ่อยครั้ง และเพิ่งมีระยะหลัง ที่ห่างเหินกันไป เมื่อ “คุณหญิงหน่อย” ได้รับไฟเขียวจาก “คนแดนไกล” ให้มาดูแลพรรคเพื่อไทย

ดาวสภา”เกือบพาพัง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562 กิจกรรม “จับมือ ดาวสภา เพื่อไทย” ครั้งที่ 1 ณ ห้องสมุดพรรคเพื่อไทย โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เปรียบเป็นโปรดิวเซอร์รายการนี้

ดาวสภาที่ว่านี้คือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน, สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสาคาม, จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร และจิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด

ว่ากันว่า งานนี้เป็นการเปิดตัวสมาชิกใหม่แห่ง “บ้านลาดปลาเค้า” อย่างสุทิน คลังแสง และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว โดยเฉพาะสุทินนั้น คุณหญิงหน่อยปลื้มและตั้งใจปั้นให้เป็นขุนพลอีสานกันเลยทีเดียว

ด้วยอาการปากพาไป “สุทิน-ชลน่าน” สองดาวสภาไปวิเคราะห์สถานการณ์พรรคอนาคตใหม่ แถมฟันธง “ถูกยุบพรรคแน่” จึงกลายเป็นวิวาทะข้ามพรรค ร้อนถึง ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต้องโพสต์เฟซบุ๊กขอโทษพรรคอนาคตใหม่ “ต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าผู้แสดงความเห็น ไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่อาจไม่ได้คาดคิดว่าจะส่งผลกระทบใดๆ ต่อพรรคที่เป็นเพื่อนมิตร”

แม้สองดาวสภา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทยจะออกมาขอโทษ แต่แวดวงการเมืองกำลังเฝ้าดูความสัมพันธ์ของพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ตกอยู่ในภาวะต้องแข่งขันกันเอง

“คุณหญิงสุดารัตน์” คงตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงเตรียมการวางแผนระยะยาว ทั้งการรักษาฐานเสียงเดิม สร้างฐานเสียงใหม่ พร้อมกับการรีแบรนด์พรรค เพื่อให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

การเติบโตอย่างรวดเร็วของพรรคอนาคตใหม่ ทำให้พรรคเพื่อไทยนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะสองพรรคมีฐานคะแนนเดียวกัน และหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ โอกาสที่อนาคตใหม่จะแย่งคะแนนจากเพื่อไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

หน่อยโชว์” เจ้าเก่า

มีข้อน่าสังเกตว่า สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหมือนรายการ “คุณหญิงหน่อยโชว์” ไล่มาจากวันเสาร์ คุณหญิงสุดารัตน์ และคนสนิท “ผู้การป๊อป” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค จัดกิจกรรมงานกีฬาสีกระชับมิตร ส.ส. – สื่อมวลชน ที่ดอง ดอง ดองกิ มอลล์ ทองหล่อ

ถัดมาอีกวัน ก็มีกิจกรรม “จับมือ ดาวสภา เพื่อไทย” ครั้งที่ 1 ณ ห้องสมุดพรรคเพื่อไทย โดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยดาวสภาตัวจริงเสียงจริงมาร่วมพบปะพูดคุยกับเอฟซีเพื่อไทย

ย้อนไทม์ไลน์ไปเมื่อ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค และจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ประธานกลุ่มเพื่อไทยพลัส ร่วมเปิดแผนการปฏิรูปพรรคเพื่อไทย สู่เป้าหมาย “ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ”

วันนั้น พรรคเพื่อไทยได้เสนอแผนงานรีแบรนด์พรรค สร้าง Positioning ใหม่ให้เพื่อไทย ภายใต้การอำนวยการของคุณหญิงหน่อย และได้ขึ้นเวทีพูดในหัวข้อ “new culture : วัฒนธรรมองค์กรแบบ Fast-track ทำให้เร็ว พลิกไทยให้ทันโลก”

ดูจากธีมการจัดอีเวนต์ดังกล่าว สะท้อนว่า เพื่อไทยกำลังพยายามเปลี่ยนลุคให้ดูทันสมัยมากขึ้น เหมือนรู้ตัวว่าต้องแข่งกับพรรคอนาคตใหม่ และต้องสลัดเงา “พรรคเถ้าแก่” ออกไป จึงเป็นที่มาของวาทะ “ประชาชนคิด เพื่อไทยทำ”

“สมพงษ์” อยู่ตรงไหน?

เมื่อ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 โดยมี “ผู้การป๊อป” น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค และคุญหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค สภาพภายในพรรคก็แยกเป็น 2 ขั้วโดยปริยาย

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

กลุ่มที่ไม่ชอบ “คุณหญิงหน่อย” ก็ถูกผลักให้เป็นกลุ่ม “หัวหน้าสมพงษ์” โดยเฉพาะ ส.ส.ภาคเหนือ และ ส.ส.อีสานโดยส่วนใหญ่

จริงๆ แล้ว “เถ้าแก่ตัวจริง” อาจอยากให้พรรคเพื่อไทยมีการถ่วงดุลไว้แบบนี้ ซึ่งจอมเก๋า “สมพงษ์” แม่ไม้การเมืองก็ไม่ธรรมดา

ดังกรณีที่สมพงษ์ ในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดตัวกลุ่ม “เพื่อไทยพลัส” และมอบหมายให้ลูกชาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ เป็นประธานกลุ่มเพื่อไทยพลัส เนื่องจากพรรคเพื่อไทย มีบุคลากร 3 รุ่นคือ รุ่นใหญ่ กลาง และรุ่นใหม่ จึงรวมกันเป็นเพื่อไทยพลัส

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ฉะนั้น เมื่องานอีเวนต์ใหญ่ปฏิรูปพรรค จึงได้เห็นการถ่วงดุลภายในพรรคเพื่อไทย โดยมีการจัดคิวขึ้นพูด 4 คน ฝั่งหนึ่งก็คุณหญิงหน่อยกับผู้การป๊อป อีกฝั่งหนึ่งก็สมพงษ์กับจุลพันธ์

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายนนี้ “หัวหน้าสมพงษ์” ก็จะโชว์บ้าง โดยจัดกิจกรรม “ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน สัญจรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่” ที่ห้อง LB1201 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความจำเป็นของประเทศไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สมพงษ์ยังเป็นไว้วางใจของ “เถ้าแก่ใหญ่” ให้รับผิดชอบการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เน้นย้ำ “เชียงใหม่-เชียงราย-พะเยา” ต้องเอาชนะ ธรรมนัส พรหมเผ่า มือขวาของ “3 ป.” ให้ได้

จับตากลุ่มป่วนใต้ปรับยุทธวิธีปล้นทอง-บึ้มATMหาทุนแยกดินแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตากลุ่มป่วนใต้ปรับยุทธวิธีปล้นทอง-บึ้มATMหาทุนแยกดินแดน

30 สิงหาคม 2562 – 14:15 น.
กลุ่มป่วนใต้,กลยุทธ์,ปล้นร้านทอง,บึ้มเอทีเอ็ม
เปิดอ่าน 2,062 ครั้ง

จับตากลุ่มป่วนใต้ปรับยุทธวิธีปล้นทอง-บึ้มเอทีเอ็ม หาทุนแยกดินแดน

ความคืบหน้าคดีปล้นร้านทองครั้งมโหฬารมูลค่ากว่า 85 ล้านบาทที่ อ.นาทวี จ.สงขลา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว 5 วัน ตำรวจยืนยันข้อมูลชัดเจน 2 ประการ คือ

1.คนร้ายที่ร่วมก่อเหตุปล้นซึ่งมีมากกว่า 10 คน ตัวหลักๆ เป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบ หรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน
2.สมาชิกขบวนการเหล่านี้จงใจปล้นทรัพย์สินมีค่าเพื่อหวังเงิน

การปล้นร้านทองของคนในขบวนการเพื่อหวังเงินนี้กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ตำรวจ ทหาร ยังขบไม่แตกว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐไทยมาตลอดกว่า 15 ปีเต็มนั้น มีวิธีหาเงินแบบอื่น (เช่น เก็บเงินมวลชนและแนวร่วมวันละ 1 บาท ขอเงินรายได้จากการกรีดยางจากสวนของมวลชนและแนวร่วม สัปดาห์ละ 1 วัน) และพวกเขาชูการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เป้าหมายคือปลดปล่อย “ดินแดนปาตานี” จากรัฐไทย ฉะนั้นการผันตัวเองมาเป็น “โจรปล้นร้านทอง” จึงน่าจะสวนทางกับอุดมการณ์ที่เคยบอกกับชาวบ้านหรือมวลชนของตนเอาไว้

 สาเหตุที่ทำให้ตำรวจปักใจว่า กลุ่มก่อความไม่สงบเกี่ยวพันกับการปล้นครั้งนี้แน่นอน ก็เพราะเมื่อย้อนดูเหตุการณ์เก่าๆ ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา จะพบว่ามีการก่อเหตุรุนแรงเพื่อหวังทรัพย์สินแล้วหลายครั้ง เช่น

วันที่ 4 สิงหาคม วางระเบิดตู้เอทีเอ็มหน้าสถานศึกษาหลายจุดใน จ.ปัตตานี หนึ่งในนั้นคือมหาวิทยาลัยฟาฏอนี โดยมีรายงานว่าบางจุดคนร้ายได้เงินด้วย แต่ไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าได้ไปเท่าไหร่

วันที่ 24 สิงหาคม คนร้ายบุกปล้น “ห้างทองสุธาดา” ที่ อ.นาทวี ได้ทองและเพชรมูลค่ามหาศาลถึง 85 ล้านบาท
วันที่ 26 สิงหาคม คนร้าย 3 คนสวมไอ้โม่งคลุมหน้า ใช้อาวุธปืนบุกปล้นแม่ค้าขายทุเรียนที่แผงค้าในตำบลสะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา ได้เงินสดไป 2 แสนบาท

ทั้ง 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนเดียวกัน เป็นการ “ปล้น” ล้วนๆ และได้เงินกับทรัพย์สินมีค่าไปทุกครั้ง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานความมั่นคงวิเคราะห์ว่ากลุ่มขบวนการน่าจะหันมาใช้วิธีปล้นทรัพย์เพราะขัดสนด้านการเงิน เนื่องจากรายได้หลักที่เคยได้จากธุรกิจผิดกฎหมายโดยเฉพาะยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และเรียกค่าคุ้มครองลดน้อยลง เช่นเดียวกับสมาคมธุรกิจร้านอาหารในประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อมูลมาตลอดว่าให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาค ทำให้กลุ่มขบวนการต้องเปลี่ยนวิธีหาเงินมาใช้วิธีปล้น และหลังจากนี้น่าจะปฏิบัติการถี่ขึ้น โดยเป้าหมายอ่อนไหวหรือจุดเสี่ยงที่จะถูกปล้นก็จะมีมากขึ้นด้วย

แต่โจทย์ที่ฝ่ายความมั่นคงยังขบไม่แตกก็ยังเป็นโจทย์เดิม คือ การกระทำในลักษณะ “โจร” แบบนี้ กระทบต่อภาพลักษณ์และศรัทธาของมวลชนที่มีต่อขบวนการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่

จากข้อมูลที่ “ทีมข่าว” รวบรวมมาได้ จากบุคคลที่เคยอยู่ในขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือเข้าถึงคนในขบวนการ พบว่ากลุ่มที่ปฏิบัติการปล้นในรูปแบบต่างๆ เป็นกลุ่ม “เซลล์อิสระ” ที่ปฏิบัติการต่างๆ อย่างเสรี คิดเองทำเอง แต่ยังยึดโยงกับขบวนการหลักอยู่ หากมีนโยบายให้ก่อเหตุรุนแรงก็จะทำในทิศทางเดียวกัน แต่ทางกลุ่มเหล่านี้ก็คิดเองทำเองด้วย เช่น ระเบิดตู้เอทีเอ็ม หรือปล้นร้านทองเพื่อเอาเงิน โดยคนพวกนี้อ้างว่านำเงินไปช่วยผู้เดือดร้อน หรือเหยื่อความรุนแรงที่เป็นมุสลิมมลายู และอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่านำไปพัฒนาระเบิดแสวงเครื่อง

ส่วนเรื่องภาพลักษณ์คนในขบวนการยืนยันว่าไม่กระทบ เพราะคนมลายูมุสลิมไม่เดือดร้อน เป้าหมายที่ถูกปล้นเป็นกิจการของรัฐ หรือของคนศาสนาอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นธนาคารที่ถูกวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ร้านทอง หรือแม่ค้าทุเรียนก็เป็นชาวจังหวัดตราด มาจากนอกพื้นที่

นายอิบรอเฮง (สงวนนามสกุล) อดีตแกนนำบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นขบวนการที่อ้างอุดมกาาณ์แบ่งแยกดินแดนที่มีบทบาทสูงสุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา บอกกับทีมข่าวว่า การปล้นตู้เอทีเอ็มหรือปล้นอะไรก็ตามที่เป็นของรัฐหรือธุรกิจของคนรวยที่ไม่ใช่คนมลายู ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะคนในขบวนการเชื่อว่าคนเหล่านี้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของตน หากกระทำกับคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้กระทบอะไรกับคนมลายูส่วนใหญ่ในพื้นที่เลย อย่างการปล้นตู้เอทีเอ็มของธนาคารอิสลามก็เป็นธนาคารของรัฐ การปล้นร้านทองก็ไม่ใช่ของคนมลายู เรื่องแบบนี้ขบวนการทำมานานแล้ว แต่ใช้การเรียกค่าไถ่แทนการปล้น โดยเป้าหมายในอดีตคือร้านค้าหรือกิจการของคนเชื้อสายจีน

ฉะนั้นเรื่องภาพลักษณ์หรือความศรัทธาที่มวลชนมีต่อขบวนการจึงไม่ได้รับผลกระทบ เพราะการปล้นไม่ได้กระทบกับมวลชน ที่สำคัญขบวนการยังมีวิธีการสื่อสารกับมวลชนของตนตลอด

ข้อมูลนี้อาจเป็นพลวัตใหม่ของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทิศทางกำลังเปลี่ยนมาเป็นการโจมตีพื้นที่เศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งเพื่อหวังผลประโยชน์และกดดันรัฐไทย

รู้จักเจะอารงทีมปล้นทองนาทวี2ปีก่อเหตุถี่หลบหนีแต่ดอดมีลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385821?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

30 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
นายเจะอารง,ปล้นทอง,อนาทวี
เปิดอ่าน 4,707 ครั้ง

รู้จัก “เจะอารง” ทีมปล้นทองนาทวี 2 ปีก่อเหตุถี่ หลบหนี แต่ดอดมีลูก

คดีปล้นร้านทองครั้งมโหฬารมูลค่ากว่า 85 ล้านบาท ที่ อ.นาทวี จ.สงขลา แม้ผู้ต้องหาลอตแรก 2 คนที่ตำรวจประกาศออกหมายจับจะไม่ใช่ นายเจะอารง บาเฮง แต่ชื่อของ “เจะอารง” ก็พาดหัวหนังสือพิมพ์หัวสี จนหลายคนปักใจว่าเขาคือ “หัวโจกปล้นทอง” ไปเรียบร้อย

ข้อมูลจากตำรวจที่ปล่อยออกมามีแค่คร่าวๆ ว่า นายเจะอารง เคยมีหมายจับในคดีความมั่นคง 3 หมาย เป็นหมายจับของ สภ.สะบ้าย้อย 1 หมาย และสภ.จะนะ 2 หมาย ทั้ง 2 อำเภอเป็นพื้นที่รอยต่อกับอำเภอนาทวี และอยู่ในโซน “ประกาศใช้กฎหมายพิเศษ” เพราะมีปัญหาความไม่สงบ เป็นเขตติดต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อนายเจะอารงเคยมีหมายจับในคดีความมั่นคงตำรวจจึงฟันธงว่างานนี้ “แก๊งป่วนใต้” มีเอี่ยว ไม่แน่ใจว่าต้องการหาเงินใช้เพราะกลายเป็น “โจรนอกแถว” หรือหาทุนรอนไปก่อความไม่สงบกันแน่

ข้อมูลจากตำรวจยังระบุอีกว่า นายเจะอารง เคยเป็นหนึ่งในทีมวางแผนก่อเหตุปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถมือสองใน อ.นาทวี ชื่อ “หจก.วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” เพื่อไปทำคาร์บอมบ์ด้วย โดยเหตุการณ์ปล้นรถไปทำคาร์บอมบ์ครั้งนั้นเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 หรือเมื่อ 2 ปีก่อน

แต่จากข้อมูลที่ “คม ชัด ลึก” ตรวจสอบมาพบว่าประวัติการก่อคดีของนายเจะอารงมีมากกว่านั้น และยังเป็นคดีใหญ่ๆ เชื่อมโยงกับ “ทีมปัตตานี” ที่ก่อเหตุใน 6 อำเภอรอยต่อของปัตตานีกับสงขลาอีกด้วย

นายเจะอารง เกิดเมื่อปี 2523 อายุ 39 ปี ที่อยู่ปัจจุบันอยู่ใน ต.นาทวี อ.นาทวี คาดว่าเป็นบ้านของภรรยาคนใหม่ซึ่งมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน

นายเจะอารง เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีปล้นรถกระบะจากเต็นท์รถมือสอง “หจก.วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” ใน อ.นาทวี หมายจับลงวันที่ 9 กันยายน 2560 โดยนายเจะอารงทำหน้าที่ร่วมกับพวกปล้นรถกระบะของชาวบ้านจาก อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ก่อนใช้เป็นพาหนะไปปล้นรถกระบะอีก 6 คัน จาก “หจก.วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” โดยนายเจะอารง ทำหน้าที่จัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้เติมรถที่ปล้นมาด้วย หลังก่อเหตุเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้

จากนั้นในช่วง 2 ปีมานี้ ก่อนเกิดเหตุการณ์ปล้นร้านทองที่อ.นาทวี นายเจะอารงกับพวกยังร่วมกันก่อเหตุรุนแรงอีกหลายเหตุการณ์

เริ่มจากคดียิงนายดือราเซะ ปอสอ แพทย์แผนโบราณในพื้นที่ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561

จากนั้นวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 นายเจะอารงยังมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดป้อมจุดตรวจหลังสถานีรถไฟใน อ.จะนะ จ.สงขลา ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บอีก 3 นาย ถัดจากนั้นไม่ถึงเดือนคือวันที่ 21 มิถุนายน นายเจะอารงได้ร่วมกับพวกก่อเหตุลอบวางระเบิด อส. หรืออาสารักษาดินแดน อำเภอสะบ้าย้อย

หลังก่อเหตุที่สะบ้าย้อย นายเจะอารงกับพวกได้หลบไปกบดานอยู่ในขนำ หรือกระท่อมในป่ายางพารา พื้นที่ตำบลสะพานไม้แก่น อ.จะนะ และยิงปะทะกับตำรวจที่นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้น เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย ส่วนนายเจะอารงกับพวกหลบหนีไปได้ โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอัซมัน เปาะเล๊าะ อายุ 29 ปี ชาวตำบลลำไพล อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งมีชื่อร่วมปล้นร้านทองที่อำเภอนาทวีด้วย

หลังถูกบุกทลายขนำซึ่งเป็นแหล่งกบดาน ทำให้กลุ่มของนายเจะอารงแยกย้ายกันหลบหนี จากนั้นในวันรุ่งขึ้น คือ 28 มิถุนายน นายเจะอารงกับนายอัซมัน ได้ไปก่อเหตุจี้ชิงรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านโดยใช้ปืนตีที่ศีรษะจนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดในท้องที่ อ.เทพา แล้วใช้รถจักรยานยนต์ที่ปล้นไปได้ขี่หลบหนีต่อ

เหตุรุนแรงล่าสุดที่นายเจะอารงถูกออกหมายจับคือเหตุคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องและอาวุธสงครามบุกโจมตีจุดตรวจและฐานปฏิบัติการย่อยของชุดคุ้มครองตำบล ในตำบลปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 นาย โดยนายเจะอารง กับนายอัซมัน เป็น 2 ใน 21 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับด้วย

หนำซ้ำคดีนี้ยังเชื่อมโยงกับกรณี “หมดสติในค่ายทหาร” ของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ด้วย เพราะนายอับดุลเลาะถูกจับและหมดสติ ถูกหามเข้าไอซียูก่อนหน้านั้นเพียง 2 วัน หลายฝ่ายเชื่อว่าเหตุโจมตีจุดตรวจที่ปะกาฮะรังคือปฏิบัติการตอบโต้เพราะเชื่อว่านายอับดุลเลาะถูกซ้อมทรมาน

สำหรับภูมิลำเนาเดิมที่เป็นบ้านพ่อแม่ของนายเจะอารง อยู่ใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี มีพี่น้องรวม 6 คน นายเจะอารงเคยมีภรรยาและมีลูกด้วยกัน 3 คน เป็นชายทั้งหมด

ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือปัจจุบันนายเจะอารงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังหนึ่งใน อ.นาทวี ตำบลเดียวกับร้านทองและเต็นท์รถที่มีชื่อเขาบุกปล้น นายเจะอารงมีภรรยาใหม่และมีลูกสาว 1 คน อายุเพียงขวบเศษ แสดงว่าตลอด 2 ปีหลังจากปล้นรถกระบะไปทำคาร์บอมบ์ นายเจะอารงยังคงลอยนวล ร่วมก่อเหตุรุนแรงอีกหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ละแวกบ้านตัวเอง แถมยังกลับบ้าน อยู่กินกับภรรยาและมีลูกสาวด้วยกันอีกต่างหาก!

สอนบทเรียน ผู้บริหารจุฬาฯ ..ระวังเป็นเหยื่อ องค์กรสารพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385820?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอนบทเรียน ผู้บริหารจุฬาฯ ..ระวังเป็นเหยื่อ องค์กรสารพิษ

30 สิงหาคม 2562 – 12:55 น.
พาราควอต,สารพิษ
เปิดอ่าน 3,863 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

เครือข่ายภาคประชาชนกว่า 600 องค์กรจับมือกันต่อสู้กับกลุ่มธุรกิจนำเข้า สารพิษเกษตร “พาราควอต” อย่างเข้มข้นต่อเนื่องมานานหลายปี มีนักวิชาการ นักวิจัย แพทย์ เภสัช จากสถาบันวิชาการต่างๆ เข้าร่วมจำนวนไม่น้อยจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก..แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่า “ผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” บางคนในยุคนี้ จะพลาดท่าเสียที เกือบตกเป็นเหยื่อ “องค์กรบังหน้า” จนต้องให้ชาวบ้านออกมาสอนบทเรียนถึงใต้ร่มจามจุรี…

ช่วงเที่ยงวันที่ 29 สิงหาคม 2562 ชาวบ้านและกลุ่มคนไทยต่อต้านการใช้สารเคมีพิษร้ายในแปลงเกษตรกว่า 300 คน ได้มาร่วมชุมนุมกันใต้ตึก “จามจุรี 3” ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากอาคารนั่งทำงานของคณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียงตะโกนพร้อมชูป้ายเชียร์มีขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อให้กำลังใจ “หมอธีระวัฒน์” และแกนนำต่อต้านสารพิษเกษตร เช่น วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แอ๊ด คาราบาว, รสนา โตสิตระกูล ฯลฯ

สาเหตุที่คนไทยหลายร้อยคนต้องมารวมตัวกันที่นี่ สืบเนื่องจากศูนย์กฎหมายและนิติการ สำนักงานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกหนังสือเชิญ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาพบคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ในวันที่ 29 สิงหาคม 2562 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 203 อาคารจามจุรี 3 ชั้น 2

อธิบายแบบชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ ก็คือ โดนตั้งกรรมการสอบสวน…นั่นเอง เนื่องจากหมอผู้นี้เป็นหนึ่งในแพทย์ที่กล้าออกมาให้ความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีพิษ มีการโพสต์ตัวเลขและตัวอย่างเกษตรกรที่รับเคราะห์มาแสดงให้เห็นเป็นระยะๆ ในเฟซบุ๊กส่วนตัว จนกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของกลุ่มนักธุรกิจค้าขายสารเคมีเกษตร

แต่ก่อนจะถึงวันที่ 29 สิงหาคมไม่กี่วัน ผู้บริหารจุฬาฯ ประกาศขอเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะโดนกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ออกมาตั้งคำถามถึงเบื้องหลังของการ “เรียกสอบ ” และทวงถามเสรีภาพของนักวิชาการอย่างถล่มทลาย…แต่การขอเลื่อนไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเพราะกระแสจุดติดแล้ว!

 เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ร่วมกันประกาศผ่านสื่อออนไลน์อย่างพร้อมเพรียงกันว่า

จุฬาฯ เลื่อน แต่ประชาชนไม่เลื่อน !

เนื่องจากกรณีกล่าวหา “หมอธีระวัฒน์” ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพของนักวิชาการที่จะมาช่วยเปิดเผยข้อมูลพิษภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ประชาชนรับรู้ โดยเฉพาะเบื้องหลังการเพิกเฉยไม่สั่งแบน 3 สารพิษร้าย “พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต” ที่ประเทศส่วนใหญ่ยกเลิกหรือห้ามใช้อย่างเด็ดขาด แต่ไทยยังนำเข้าปีละกว่า 40 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 3.8 พันล้านบาท ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

คำแถลงของ “เครือข่าย 686 องค์กร” ระบุว่าการกล่าวหา หมอธีระวัฒน์เกิดขึ้นเพราะ “มีบุคคลบางกลุ่ม” ที่มีความสัมพันธ์และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายสารพิษกล่าวหาว่าหมอธีระวัฒน์นำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์และทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย

แต่การที่ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงนั้น เครือข่ายเห็นว่าการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ และหากนักวิชาการชั้นนำของประเทศ ซึ่งได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาระดับโลก เช่น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยังได้รับการคุกคามเช่นนี้จะมีนักวิชาการผู้ใดกล้าลุกขึ้นมาเปิดเผยความจริงเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนได้อีก?”

พร้อมแฉต่อว่า เครือข่ายมีหลักฐานพฤติกรรมกลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “องค์กรบังหน้า” ที่จัดตั้งขึ้นโดยสมาคมของบรรษัทข้ามชาติและผู้ประกอบการค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ข่มขู่ คุกคาม ให้นักวิชาการหลายท่านให้ลาออกจากมหาวิทยาลัย เนื่องจากออกมาเปิดเผยปัญหาการตกค้างของสารพิษเหล่านี้ในสิ่งแวดล้อมและในอาหารที่คนไทยควักเงินซื้อกินกันทุกวัน

และข้อเรียกร้องที่ลุ่มลึกและแสบถึงทรวงในจากเครือข่าย คือ การขอให้ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ โดยเฉพาะบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่ปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชน ก่อนตั้งคณะกรรมการสอบสวนควรตั้งคณะทำงานที่ปราศจากผลประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมเพื่อตรวจสอบข้อมูลจากผู้กล่าวหาเสียก่อน และควรใช้ “บทเรียนนี้” จัดประชุมวิชาการเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจ “เรื่ององค์กรบังหน้า” (front groups) ซึ่งหน้าฉากเป็นองค์กรทางวิชาการ องค์กรเกษตรกร องค์กรภาคประชาสังคม ฯลฯ แต่เบื้องหลังได้รับการสนับสนุนและมีพฤติกรรมปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัท

โดยเครือข่ายได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐานยืนยันว่า การนำเสนอข้อมูลของ “หมอธีระวัฒน์” เป็นข้อเท็จจริงและไม่มีการบิดเบือนผ่านทาง เฟซบุ๊กมูลนิธิชีววิถี ไบโอไทย (BIOTHAI) เช่น ผลตรวจการตกค้างสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักและผลไม้ที่ส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเบื้องหลังความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนของบริษัทสารเคมี พร้อมแจ้งเตือนว่า

หากบุคคลที่ร้องเรียน “นักวิชาการ” ยังไม่หยุด … จะดำเนินการฟ้องกลับเช่นกัน

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “หมอธีระวัฒน์” หลังการพบปะพี่น้องที่มาร่วมให้กำลังใจเสร็จสิ้นลง โดยหมอยอมรับว่าลึกๆ รู้สึกหดหู่ใจมากที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย แต่ก็พร้อมที่จะให้ข้อเท็จจริงต่างๆ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าสิ่งที่ตนโพสต์เผยแพร่ออกเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้น ล้วนเป็นข้อมูลจากงานวิจัยและงานวิชาการ พร้อมกล่าวยืนยันว่า

“จากประสบการณ์ตรงที่ผมได้รักษาพี่น้องเกษตรกรที่โดนสารพิษเหล่านี้ทำร้าย หลายคนไม่รู้ว่าพิษของมันแค่โดนนิดเดียวหรือแค่ 2–4 ซีซี ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้เลย เจอคนไข้ตายทรมานมาแล้วหลายรายเพราะไปสัมผัสหรือกินเข้าไป เกษตรกรคือด่านหน้าที่เจอสารเคมีเหล่านี้ โดนผิวทำให้เกิดอาการแสบร้อน เป็นแผลติดเชื้อทำให้หนังเน่าเนื้อเน่า ถูกตัดขา ถ้าเชื้อเข้ากระแสเลือดแล้วรักษาไม่ทันก็อาจช็อกตายได้ ช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขผู้ป่วยหนังเน่าเนื้อเน่า 68,000 ราย จากสถิติของกรมควบคุมโรค เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเราต้องร่วมมือกันหยุดการนำเข้าสารพิษเหล่านี้มาขายให้เกษตรกร”

ด้าน “ศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม” รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า สาเหตุที่เลื่อนออกไปก่อนเนื่องจากมีข้อมูลใหม่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพิ่มเติม และจะนัดหมายผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงอีกครั้ง โดยการตั้งคณะกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงกรณีนี้ เป็นกระบวนการปกติ หลังมีผู้มาร้องเรียนกับมหาวิทยาลัย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการได้ เพราะเป็นการหาข้อเท็จจริงในทางลับและเป็นการให้อิสระในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ บุคลากรในจุฬาฯ และอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าร่วมด้วย เพราะมีผลกระทบในหลายมิติ โดยจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สรุปคือ “ขอพักยกเอาไว้ก่อน” แล้วค่อยพิจารณาใหม่ว่าจะเอาอย่างไร …

          หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเสียงของประชาชนใต้ร่มจามจุรีในวันนี้จะทำให้ผู้บริหารของจุฬาฯ ชุดปัจจุบัน “ได้สติ” กลับไปทบทวนบทบาทหน้าที่ตัวเองใหม่ ด้วยการระลึกถึง “คำขวัญ” ของชาวจุฬาฯ ที่นิสิตทุกคนถูกสอนให้จำจนขึ้นใจและนำไปเป็นหลักดำเนินชีวิต นั่นคือ

“เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน”