จ่อยกเลิกสัญญาขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จ่อยกเลิกสัญญาขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด

21 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,เชียงใหม่,เฉลิมชัย,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,อุโมงค์ผันน้ำ,อุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด
เปิดอ่าน 632 ครั้ง

เฉลิมชัย จ่อยกเลิกสัญญาขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด จ.เชียงใหม่ หากไม่เสร็จทันปี 64 ระบุล่าช้ากว่าแผนถึง 58% สั่งกรมชลฯติดตามเร่งรัดงานทุกระยะ

21 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ได้เดินตรวจในจุดก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำและประตูระบายน้ำแม่ตะมาน กั้นลำน้ำแม่แตง

พร้อมกับประชุมซักถาม กรมชลประทาน บริษัทผู้รับเหมาอย่างละเอียดถึงปัญหาความล่าช้าและสั่งมาตรการแนวทางแก้ไขทั้งระบบ ว่าสั่งการให้กรมชลประทาน และเอกชน เร่งรัดการก่อสร้างทั้งระบบทุกสัญญา 4สัญญา วงเงิน1.5หมื่นล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในอายุสัญญาปี2564 โดยทางฝ่ายนโยบายได้ช่วยประสานงานในเรื่องอนุญาตให้ใช้พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติศรีล้านนา เพราะหากโครงการนี้สำเร็จ จะช่วยปัญหาการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยในจ.เชียงใหม่ และลำพูน

โครงการนี้จะรับน้ำจากลำน้ำแม่แตง ไปเติมเขื่อนแม่กวงฯได้ปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ได้กำชับให้เร่งรัดโครงการทุกระยะเพื่อให้ได้ตามแผนงาน โดยปัจจุบันให้ตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดทุกโครงการของกรมชลฯให้เสร็จตามสัญญา จะได้หารือกับผู้รับเหมาเพื่อให้เร่งทำงาน ซึ่งกรรมการมีหน้าที่คอยกระตุ้นตลอด ไม่เช่นนั้นก็จะเสียหายต่อประชาชนและเงินหลวง

แต่ด้วยระบบบวิธีงบประมาณ ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะเวลาสัญญา จะไปยกเลิกบริษัทยังไม่ได้ จะทำให้โดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่ถ้าบริษัทใดทำไม่เสร็จตามสัญญา พร้อมยกเลิกทุกบริษัท อย่างที่หาดใหญ่ ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการเกษตรฯเห็นผิดสัญญา ไปสั่งยกเลิกเลย และสั่งให้กรมชลฯเข้าไปดำเนินต่อให้แล้วเสร็จ จากนี้จะมีอีกหลายโครงการที่ต้องยกเลิก

กังวลในส่วนอุโมงค์ส่งน้ำสองฝั่งที่ยังไม่เชื่อมกันจากความล่าช้า ซึ่งกรมชลฯชี้แจงว่าเหตุล่าช้าของการเจาะอุโมงค์สองช่วง จากธรณีวิทยา และสภาพดิน บางช่วงจุดเจาะไปเจอถ้ำทำให้เครื่องหัวเจาะทำงานไม่ได้ ต้องมีการปรับหัวเจาะ บางวันแผนการเจาะได้ 5 เมตร  ก็จะเหลือ 2-3 เมตรต่อวัน

ดังนั้นเหลือ 2 ปี จากนี้จะต้องเร่งรัด และรายงานมาถึงตนให้ทราบทุกระยะ หากติดปัญหาอะไร ผมจะสั่งเร่งแก้ไขทันทีเพิ่มกำลังคน เครื่องมือ  เพราะงานนี้ต้องให้เสร็จทันสิ้นสุด สัญญาปี64 ถ้าบริษัทใดผิดสัญญาผมไม่เอาไว้ ยกเลิกแน่นอน ไม่ได้ขู่จะทำจริงเพราะยิ่งล่าช้า ประชาชนจะเสียโอกาสในการแก้ไขความเดือดร้อน และการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกพื้นที่

รมว.เกษตรฯกล่าวว่า ในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่ตะมาน ท่ออุโมงค์ส่งน้ำลงเขื่อนแม่งัด คืบหน้าแล้ว 50% ช่วยชะลอน้ำลงแม่น้ำปิง ท่อส่งน้ำลงเขื่อนแม่งัด ส่งไปเขื่อนแม่กวง อีกทอด ระยะแรก 13 กม.คืบหน้าไปมาก ปลายปี 64 น่าจะเห็นผลสำเร็จ กรณีปีน้ำหลาก อุกทภัยจะช่วยชะลอ ลดท่วมตัวเมืองเชียงใหม่ได้ ในส่วนท่ออุโมงค์ผ่านพื้นที่อุทยาน จะดำเนินการเร็วที่สุดทุกหน่วยงานรับบัญชาจากนายกรัฐมนตรี จะทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น

สำหรับโครงการนี้ในภาพรวมปัจจุบันก้าวหน้า42% โดยอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัด เริ่มอายุสัญญา23มิ.ย.59-27พ.ค.64 และอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด แม่กวง เริ่มสัญญา 24มี.ค.58-18ส.ค.64 แบ่งการก่อสร้างเป็น2ช่วง4สัญญา รวมขุดเจาะอุโมงค์ยาว49กม.คือ สัญญาที่1 ยาว13.6กม.วงเงิน 2.8พันล้านบาท อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัด

ผู้รับจ้างโดยบริษัทไร้ททันเน็ลลิ่ง จำกัด ก่อสร้างแล้ว 51% เร็วกว่าแผน2.05% สัญญาที่2 อุโมงค์ยาว 12.2กม.วงเงิน2.1พันล้านบาท ผู้รับจ้างคือบริษัทสยามพันธุ์วัฒนา จำกัด(มหาชน)ดำเนินการแล้ว18% ล่าช้ากว่าแผน64% ในส่วนอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง    สัญญาที่1 อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง ผู้รับจ้างคือบริษัทอิตาเลียนไทยดิเวล๊อปเมนต์ ยาว12.5กม.วงเงิน 2.3พันล้านบาท าวหน้า23%ล่าช้า48% สัญญาที่2 บมจ.ยูนิคเอนจิเนียริ่ง อุโมงค์ยาว 10.4กม.วงเงิน1.8พันล้านบาท ก้าวหน้า79%ล่าช้ากว่าแผน29% เริ่มสัญญา28เม.ย.58-22ก.ย.62โดยโครงการทำอุโมงค์ผันน้ำจากลำน้ำแม่แตง 26ลบ.ม.ต่อวินาที นี้เป็นการรองรับการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในอนาคต 173ล้านลบ.ม.ต่อปี ใน20ปีข้างหน้า จะมีการขยายตัวเขตเมือง เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว 2จังหวัด

รมว.เกษตรฯกล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ว่าบูรณาการทุกหน่วยงาน ช่วยเหลือประชาชนได้ทุกพื้นที่ ซึ่งสั่งกรมชลฯผันน้ำจากภาคตะวันตก เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ ลุ่มน้ำแม่กลอง มีน้ำมาก จะผันน้ำไปช่วย ลุ่มเจ้าพระยา จากแผนวางไว้800ล้านลบ.ม.เพิ่มเป็น2พันล้านลบ.ม.

“ยืนยันว่าการบริหารจัดการที่ดี แม้น้ำต้นทุนน้อยจะผ่านไปได้ โดยจะต้องมีน้ำเพียงพอในการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ และปรับเปลี่ยนทำเกษตร บางพื้นที่มาปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย บูรณาการทั้งหมด กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ลงไปทำบ่อบาดาล ติดตั้งแผงโซลาเซล และสั่งกรมชลฯเดินหน้าโครงการผันน้ำลำน้ำยวม มาเติมน้ำเขื่อนภูมิพล ผันน้ำจากภาคตะวันตก มามากขึ้น ซึ่ง กรมชลฯนำเสนอแผนมาแล้ว ส่วนทำนาปรัง ได้ประกาศห้ามมาแต่ต้นฤดูแล้ง และที่ปลูกไปแล้วน้ำไม่พอ รับความเสี่ยงเสียหายได้”นายเฉลิมชัย กล่าว

ไม้ผลตะวันออกรอบแรกคาดให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไม้ผลตะวันออกรอบแรกคาดให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน

21 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ผลไม้ตะวันออก,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 159 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พยากรณ์ไม้ผลตะวันออก รอบแรก สศก. คาด ให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน

21 ธันวาคม 2562 นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง การบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2563 ซึ่ง สศก. ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ทั้งนี้ประกอบด้วย สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด และกลุ่มไม้ผล กรมส่งเสริมการเกษตร  พิจารณาผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2563 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 4 ธันวาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน  713,294 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 692,810 ไร่ (เพิ่มขึ้น 20,484 ไร่ หรือร้อยละ 2.96) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5.85  เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.79 มังคุด ลดลงร้อยละ 0.16 และลองกอง ลดลงร้อยละ 0.17

เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 637,849 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 626,339 ไร่ (เพิ่มขึ้น 11,510 ไร่ หรือ ร้อยละ 1.84)  โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.08  มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.71  เงาะเพิ่มขึ้น ร้อยละ  0.92  ส่วนลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.09

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 991,618 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 886,535 ตัน (เพิ่มขึ้น 105,083 ตัน หรือ ร้อยละ 11.85)  โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยทุเรียน จะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 15.60 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดีต่อเนื่อง จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี

รองลงมาได้แก่ เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.44  ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.10 และ มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.58 ด้านผลผลิตต่อไร่ ทั้ง 4 ชนิด คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผล หรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง ประกอบกับราคาผลไม้ที่อยู่ในเกณฑ์ดีในปีที่ผ่านมา  จึงจูงใจให้เกษตรกรมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตที่มากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตต่อไร่ของทุเรียน คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 57 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทอง ซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป

ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 3.55 จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ในพื้นที่จังหวัดระยอง มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 1.40 ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะปากนกแก้ว หากมีฝนตกจะออกใบอ่อนแทนการออกดอก

ทั้งนี้ สามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ในช่วงเดือนปลายมีนาคม 2563 จะออกชุกช่วงปลายพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงมิถุนายน 2563 ส่วนลองกอง สถานการณ์ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เนื่องจากยังมีฝนประปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายน ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำ ทำให้ต้น ใบ ยังไม่สลด แต่คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2563

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศในช่วงแรกของภาคตะวันออกที่มีฝนตกทิ้งช่วงไปเร็วกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งสภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้ทุเรียน มังคุด และเงาะ มีการติดดอกออกผลเร็วขึ้น และจะเริ่มเห็นพัฒนาการออกดอกได้ชัดเจนหลังกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป

หลังจากนี้ สศท.6 จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยจะร่วมกับคณะทำงานฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อวางแผนบริหารจัดการผลไม้และรายงานผลพยากรณ์รอบสุดท้ายซึ่งเป็นข้อมูลเอกภาพให้ทราบในเดือนมีนาคม 2563 ต่อไป สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0 3835 2435 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

สนธิญาณ เก่งมาจากไหน ? นั่ง กมธ.ศึกษาแก้ รธน. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405942?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สนธิญาณ เก่งมาจากไหน ? นั่ง กมธ.ศึกษาแก้ รธน.

21 ธันวาคม 2562 – 17:34 น.
สนธิญาณ,เก่งมาจากไหน,นั่ง กมธศึกษาแก้ รธน
เปิดอ่าน 805 ครั้ง

สนธิญาณ ชื่อที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคนหนึ่งกับการเข้าไปนั่งเป็น กมธ.ศึกษาแก้ รธน. คำถามคือเขาเก่งมาจากไหน? คำตอบส่วนหนึ่งคือ ภาพที่เห็น-เขาที่เป็น

ผ่านไป2วันยังเป็นประเด็นให้ถูกหยิบชื่อมาพูดถึง และเชื่อว่านับจากนี้ชื่อของสนธิญาณ จะยิ่งถูกพูดถึงอีกไม่ใช่แค่120 วันของกรอบเวลาแต่จะสืบไปยาวนาน ด้วยสิ่งที่ทำในอดีต ปัจจุบัน และเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้!?!

ก่อนอื่นจะย้ำถึงรายชื่อกมธ.วิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 49 คนซึ่งทั้งหมดจะมีกรอบเวลาพิจารณา 120 วัน ซึ่งชื่อที่ถูกกล่าวถึงทั้งในแง่ลบและบวกมากที่สุดคนหนึ่งมาจากโควตาของพรรคพลังประชารัฐ นั่นคือ นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานสถาบันทิศทางไทย

        โดยนายสนธิญาณ ถือเป็นโควตาคนนอกที่ไม่ใช่ส.ส. และในส่วนนี้อย่างที่เคยย้ำไว้แล้วมีจำนวนหลายคนไม่เพียงสนธิญาณเท่านั้น เพราะหากจะแยกออกเป็นฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ไม่ได้เป็นส.ส. ก็พบว่าของรัฐบาล มี 6 คน และในฟากฝ่ายค้าน ก็มีที่ไม่ได้เป็น ส.ส.10 คน

แต่ความสนใจของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลก็ดูเหมือนจะให้ความสนใจในตัวนายสนธิญาณเป็นพิเศษ โดยพยายามเชื่อมโยงไปให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับสื่ออย่างเนชั่น!!!

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนายสนธิญาณ ได้รับการทาบทามไปในฐานะประธานสถาบันทิศทางไทย และเจ้าตัวเองก็ไปร่วมในบทบาทของประธานสถาบันทิศทางไทยที่มีประสบการณ์ ไม่ใช่ไปฐานะสื่ออย่างที่ใครหลายคนพยายามลากโยงกันอยู่ โดยเรื่องนี้ก็มีความชัดเจนจาก ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย ที่ได้ออกมาพูดถึงการเข้าไปนั่งกมธ.ศึกษาแก้รัฐธรรมนูญของนายสนธิญาณ

ซึ่งไม่เพียงยืนยันถึงสถานการณ์เข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการฯในฐานะประธานสถาบันทิศทางไทยเท่านั้น หากแต่ดร.สุวินัย รวมทั้งนักวิชาการของสถาบันทิศทางไทยกำลังระดมสมองทำข้อเสนอถึงประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามสถาบันฯไว้ด้วยว่า เบื้องต้นที่ดร.สุวินัย รวบรวมไว้ตอนนี้มีหัวข้อดังต่อไปนี้

1. เรื่องสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะเรื่องพระราชอำนาจในยามวิกฤติของบ้านเมือง
2. ความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการตั้งรับอำนาจตะวันตก
3. ที่มา สว. อาจเลือกก็ได้ แต่ต้องเลือกตามกลุ่มอาชีพ
4. เรื่องไพรมารี่โหวต ต้องลดอำนาจผู้บริหารพรรค ต้องเพิ่มอำนาจประชาชน
5. เรื่อง ข้อมูล อัตลักษณ์ ในระบบบิ๊กดาต้าที่ประเทศต้องมีเป็นของตัวเอง

นั่นคือความชัดเจนของการเข้าไปเป็นกรรมาธิการศึกษาการก้ไขรัฐธรรมนูญของสนธิญาณ ที่ต้องย้ำไว้ว่าไปในนามประธานสถาบันทิศทางไทย ไม่ใช่ฐานะสื่ออย่างที่ใครหลายคนพยายามอยากให้เป็น ทั้งประเด็นสำคัญคือหากจะพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้กันอยู่นี้คณะกรรมการที่ร่างก็ปรากฏคนที่มาจากสื่อด้วย!!!

5 ตุลาคม58 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ในขณะนั้นแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ปรากฏ นายภัทระ คำพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์รวมอยู่ด้วย
(https://thaipublica.org/2015/10/ncpo-watch-29/)

ที่ต้องหยิบยกตัวอย่างมาก็เพื่อให้ว่าแม้คณะกรรมการคนร่างรัฐธรรมนูญเอง ก็ยังมีตัวแทนจากสื่อมวลชนด้วยซึ่งก็เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ในขณะที่นายสนธิญาณเองก็เป็นเช่นนั้น เพราะก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถทั้งในบทบาทของสื่อที่มีประสบการณ์มายาวนาน จบการศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เป็นศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีการศึกษารัฐธรรมนูญมาโดยตลอด สามารถอธิบายถึงเนื้อหาได้อย่างแหลมคม ซึ่งสะท้อนออกมาได้จากการจัดรายการ คมชัดลึกสุดสัปดาห์ ที่สถานีโทรทัศน์ของเนชั่นที่มีเรตติ้งสูงสุดรายการหนึ่งของช่องเนชั่นทีวี

นอกจากนี้บทความที่เด่นชัดที่สุดอีกประการของนายสนธิญาณที่ทำให้เป็นที่รู้จักและสังคมเองก็รับรู้ได้นั่นคือ บทบาทของความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่แสดงออกมาเสมอ ซึ่งบทบาทที่เด่นชัดนั่นคือการนั่งเป็น ประธานเครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งยังเคยเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ซึ่งมีบทบาทเป็นที่ยอมรับในการทำหน้าที่

ดังนั้นการเข้ามาเป็นหนึ่งในกรรมาธิการศึกษาการก้ไขรัฐธรรมนูญของสนธิญาณ จึงความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เพราะในการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นย่อมต้องการข้อเสนอแง่คิดที่มีมุมมองหลากหลาย ดั่งเช่นที่เคยมีอดีตคนสื่ออย่างนายภัทระ เข้าไปทำหน้าที่มาแล้ว และประการสำคัญเมื่อสังคมประชาชนคนไทย ตั้งข้อสังเกตุถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่ ที่มีแนวคิดความมุ่งหวังที่จะแก้มาตรา1ด้วยหรือไม่นั้น ยิ่งนายสนธิญาณ เข้าไปเป็นกรรมาธิการฯเรื่องนี้จะได้เข้าไปดูเรื่องดังกล่าว

ขณะที่มีการพูดถึงและวิจารณ์กันว่าการเข้าไปของนายสนธิญาณ จะกลายเป็นสายล่อฟ้าหรือไม่ เรื่องนี้ประการแรกนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“ไม่ใช่สายล่อฟ้าหรอก แต่ทุกคนก็จะมาดูเรื่องบ้านเมืองให้ดีขึ้น อย่าคิดว่าเห็นชื่อแล้วดูน่ากลัว อย่างนายสนธิญาณ ก็เป็นสื่อที่ตนเองติดตามฟังรายการอยู่เสมอ เชื่อว่าน่าจะมีไอเดียบางอย่างเป็นประโยชน์ จะได้เข้ามาเสนอความคิดเห็นหลากหลายขึ้น”

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่นายสนธิญาณเป็นและทำมาตลอด นั่นคือ การมีจิตเมตตากับคนใกล้ชิด สนใจและศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้งจริงใจมาอย่างเสมอ และด้วยศรัทธานั้นเองนายสนธิญาณ ได้สร้างสถานปฏิบัติธรรมที่บ้านเกิดคือจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ชื่อว่า สถานปฏิบัติธรรมชื่นฤทัยในธรรม ซึ่งนำชื่อของคุณยายที่อบรมเลี้ยงดูมาใช้ตั้งเป็นชื่อเพื่อตอบแทนบุญคุณ ต่อมาได้ยกสถานะตั้งขึ้นเป็นวัดได้รับการจดทะเบียนแล้วใช้ชื่อว่า วัดป่าศรีธรรมราม โดยเรื่องนี้เมื่อถูกสอบถามว่าทำไมถึงไม่ใช้ชื่อของคุณยายอย่างที่เคยใช้ ซึ่งนายสนธิญาณบอกว่า วัดเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามนายสนธิญาณ ยังดำเนินงานเพื่อพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คณะพระสงฆ์ภาคใต้กล่าวว่า ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในรอบ100 ปีของภาคใต้เลยก็ว่าได้เมื่อ นายสนธิญาณ ได้ทำโครงการสร้างตึกสงฆ์อาพาธ “ศรีธรรมราชา” ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับคณะสงฆ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กลุ่มบริษัทเนชั่น และจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีเตียงผู้ป่วยจำนวน 94 เตียง ด้วยเงินประมาณในการก่อสร้างจำนวน 400 ล้านบาท โดยจะวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อพระสงฆ์และสามเณรในภาคใต้ที่มีจำนวน 19,763 รูป จากวัดในภาคใต้ที่มีถึง 2,563 วัด จะได้รับการรักษา เพราะขณะนี้มีตึกสงฆ์อาพาธที่จังหวัดพัทลุงเพียง 8 เตียง และที่โรงพยาบาลมหาราช นครศรีฯ เพียง24เตียงรวมเท่านั้น

นั่นอาจเป็นคำตอบส่วนหนึ่งในคำกล่าวที่ว่า ภาพที่เห็น-เขาที่เป็น ในขณะที่คำถามที่ว่า สนธิญาณ เขาเก่งมาจากไหน??? คำตอบก็คงปรากฏจากเนื้อความข้างต้นแล้ว และหากอยากจะรู้ว่าเก่งและดีจริง-แค่ไหน-อย่างไร!?! ที่ผ่านมาคำตอบก็ชัดแล้ว และสิ่งที่กำลังดำเนินไปจะยิ่งทำให้ประจักษ์ !!!

เรามีสถาบันไว้ทำไมคำถามจากบางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405937?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เรามีสถาบันไว้ทำไมคำถามจากบางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่

21 ธันวาคม 2562 – 17:30 น.
พุทธิพงษ์,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,สถาบัน,เรามีสถาบันไว้ทำไม
เปิดอ่าน 298 ครั้ง

บี พุทธิพงษ์ เชื่อ คนไทยทุกคนตอบคำถามนี้แทนผมได้

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ภาพข้อความ “เรามีสถาบันไว้ทำไม” คำถามจากบางคน ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่

เชื่อว่าคนไทยทุกคนตอบคำถามนี้แทนผมได้ สำหรับผมแล้ว ความคงอยู่ต่อเนื่องของสถาบัน คือความคงอยู่ของเอกราชชาติไทย ไม่ต้องไปลอกประวัติศาสตร์ชาติอื่นมา แล้วอ้างว่าจะเปลี่ยนแปลง เหมือนพยายามจะเปลี่ยนเอาตับห่านฟัวกราส์ของฝรั่งเศสให้มาเป็นอาหารประจำชาติเรา ถามกลับว่าเรารักชาติหรือไม่ เราอยากเป็นอย่างทุกวันนี้ หรืออยากถูกแทรกแซง สร้างความอ่อนแอให้สถาบัน แล้วเป็นเครื่องมือให้ต่างชาติใช้โอกาสนี้เข้ามาเติมเชื้อไฟจนเกิดสงคราม กลายสนามรบเหมือนในหลายประเทศที่เหลือแต่ซากงั้นหรือ จงอย่าอ่อนแอที่จะรักชาติ รักสถาบัน ใช้เหตุผลไตร่ตรองก่อนเชื่อข่าวสารใดๆ อย่าเป็นเด็กให้โจรเอาขนมหวานล่อ แล้วโดนหลอกให้เผาบ้านตนเอง #ourBelief #บีพุทธิพงษ์

อ่านข่าว – พุทธิพงษ์ โพสต์ จับแล้วผู้ที่เหยียบย่ำหัวใจคนไทย

เรามีสถาบันไว้ทำไมคำถามจากบางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่

เรามีสถาบันไว้ทำไมคำถามจากบางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่

จ่อเรียก บิ๊กแป๊ะ แจงสั่งนอกเครื่องแบบประกบทีมจัดวิ่งไล่ลุง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405919?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

จ่อเรียก บิ๊กแป๊ะ แจงสั่งนอกเครื่องแบบประกบทีมจัดวิ่งไล่ลุง

21 ธันวาคม 2562 – 16:30 น.
กมธกฏหมาย,บิ๊กแป๊ะ,ตรนอกเครื่อง,ทีมจัดวิ่งไล่ลุง
เปิดอ่าน 351 ครั้ง

กมธ.กฏหมาย จ่อเรียก “บิ๊กแป๊ะ” แจง สั่งตร.นอกเครื่องแบบประกบทีมจัดวิ่งไล่ลุง

21 ธันวาคม 2562- นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโฆษกกรรมาธิการกฏหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงกรณีทีนายธนวัฒน์ วงค์ไชย นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แกนนำจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ระบุว่ามีเจ้าหน้านอกเครื่องแบบติดตามกดดันไม่ให้จัดวิ่งไล่ลุง ว่า

เบื้องต้นได้มีการสอบถามนายธนวัฒน์ ซึ่งถือเป็นผู้ที่ยื่นร้องต่อกมธ.ให้มีการตรวจสอบว่า มีการใช้อำนาจแทรกแซงการจัดเปิดตัวแถลงข่าวกิจกรรมวิ่งไล่ลุงแล้ว แต่นายธนวัฒน์ ไม่ทราบว่า เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยใด ดังนั้น กมธ.จะนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาอีกครั้ง

โดยมีมติเชิญเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องมาเข้าชี้แจงใหม่ในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ หลังจากที่เจ้าหน้าที่รัฐประสานงานมาว่า ยังไม่สะดวกที่จะเข้าชี้แจงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบางชนะสงคราม ผู้กำกับการสถานนีตำรวจนครบาลลุมพินีคนใหม่ และคนเก่าที่ย้ายไปเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร รวมไปถึงผู้ที่ร้องเรียน เนื่องจากเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจจนกระทบสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ โดยจะมีการสอบถามรายละเอียดทั้งหมดตามที่นายธนวัฒน์ยื่นร้องมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตนยังไม่ทราบว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่เชิญมาจะเองหรือว่า จะส่งตัวแทนเข้าชี้แจงต่อคณะกมธ.

พปชร.ดัน พีระพันธุ์ นั่งปธ.กมธ.แก้รธน. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405903?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

พปชร.ดัน พีระพันธุ์ นั่งปธ.กมธ.แก้รธน.

21 ธันวาคม 2562 – 15:17 น.
พปชร,ดันพีระพันธุ์นั่งปธกมธแก้รธน
เปิดอ่าน 327 ครั้ง

พปชร.ดัน “พีระพันธุ์” นั่งปธ.กมธ.แก้รธน. ด้าน “ไพบูลย์” เสนอให้ประชุมเปิดเผย ให้ปชช. ได้รับรู้-มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น มั่นใจเวทีกมธ. หากไร้ธง จะทำงานอย่างราบรื่น

มิราเคิล แกรนด์  – 21  ธันวาคม 2562 – “พปชร.” ดัน “พีระพันธุ์” นั่งปธ.กมธ.แก้รธน. ด้าน “ไพบูลย์” เสนอให้ประชุมเปิดเผย ให้ปชช. ได้รับรู้-มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น มั่นใจเวทีกมธ. หากไร้ธง จะทำงานอย่างราบรื่น พร้อมเสนอให้สิทธิ์ กมธ.เสนอแก้มาตรา ไม่จำกัดเฉพาะหาแนวทางสู่การแก้ไข

นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าในส่วนของกมธ.ฯ จากพรรคร่วมรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความเห็นร่วมกันเบื้องต้นว่าจะสนับสนุนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกมธ.ฯ เพราะเป็นบุคคลที่เหมาะสมในขณะนี้ อย่างไรก็ตามการประชุมกมธ.ฯ​นัดแรก ซึ่งนัดวันที่ 24 ธันวาคม เวลา 14.00 น. กมธ.ในซีกรัฐบาลจะนัดหารือเพื่อสรุปเป็นมติร่วมกันอีกครั้ง

ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะกมธ.ฯ วิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าตนจะเสนอให้ที่ประชุมกมธ.ฯ เป็นการประชุมโดยเปิดเผย เหมือนกับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้เพื่อให้สังคมได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเนื้อหาและมีส่วนรับฟังการพิจารณาของกมธ.ฯ

ซึ่งตนมองว่าประเด็นดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องได้รับทราบ ขณะที่แนวทางการพิจารณานั้น กมธ.ฯ จะหารืออย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ธันวาคมในการประชุมนัดแรก โดยส่วนตัวเชื่อว่ากมธ.ฯ จะไม่ปิดกั้นการนำเสนอรายละเอียดว่าด้วยการแก้ไขในมาตราต่างๆ ตามสิทธิของกมธ.ฯ​ที่สามารถเสนอได้ เพราะตนมองว่าหากจะหาแนวทางที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเริ่มจากมาตราา 256 ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตราที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ดังนั้นในการเสนอมาตราอื่นๆ ไม่ควรถูกปิดกั้นเช่นเดียวกัน

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่าส่วนตัวมองด้วยว่าข้อเสนอต่อการหาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ กมธ.ฯ​ควรพิจารณาด้วยตนเองพร้อมกับมีข้อเสนอที่ประกอบด้วยหลักการ เหตุผล ข้อดี และข้อเสีย จากนั้นให้นำไปรับฟังความเห็นจากประชาชน ก่อนที่กมธ.ฯจะนำมาทบทวนเนื้อหาก่อนเสนอให้ที่ประชุมสภาฯ พิจารณา  ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตต่อการทำงาของ กมธ.ฯ จะราบรื่นหรือไม่นั้น ตนเชื่อว่า กมธ.ฯ​จะร่วมกันทำงานได้ เพราะกมธ.ฯ ซีกของฝ่ายค้าน ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และผ่านงานในชั้นกมธ.ฯ​มาก่อน

“แม้การทำงานของแต่ละฝ่ายจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากนำมาแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกันและรับฟังความเห็น โดยแต่ละฝ่ายไม่มีธงนำในการพิจารณา เชื่อว่าการทำงานจะราบรื่น ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน พรรคฝ่ายค้านอาจใช้เวทีนอกสภาฯ ขับเคลื่อนนั้น ผมขอเรียกร้องให้ใช้เวทีกมธ.ฯ ให้เกิดประโยชน์ และเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ใช้เวทีนอกสภาที่เป็นเวทีซึ่งมีความเห็นเพียงด้านเดียวดำเนินการ” นายไพบูลย์ กล่าว.

พปชร.ชนะเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นเขต 7 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

พปชร.ชนะเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นเขต 7

21 ธันวาคม 2562 – 14:47 น.
เลือกตั้งซ่อม,ขอนแก่นเขต 7
เปิดอ่าน 520 ครั้ง

“อุตตม” มั่นใจ “พปชร.” ชนะเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นเขต7 ไม่ห่วงถูกคู่แข่ง แจกใบปลิวโจมตี ยันเดินหน้าหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ – ยึดประโยชน์ปชช.

มิราเคิล แกรนด์  – 21  ธันวาคม 2562 -นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะหัวหน้าพรรคพรรคพลังประชารัฐ กล่าวเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดขอนแก่น เขต 7 ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ ส่งนายสมศักดิ์ คุณเงิน ลงเลือกตั้งจะได้รับชัยชนะค่อนข้างสุง

หลังจากที่ได้รับข้อมูลจากในพื้นที่ ส่วนกรณีที่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง พบการแจกใบปลิวโจมตีส.ส.ของพรรคซึ่งช่วยหาเสียงนั้น ตนมั่นใจว่าผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคจะอธิบายในประเด็นต่างๆ ให้ประชาชนรับฟังได้

“ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะเชื่อว่าผู้สมัครสามารถอธิบายได้ ทั้งนี้ในการหาเสียงของพรรคยืนยันจะใช้การหาเสียงเชิงสร้างสรรค์ ยึดสิ่งที่พรรคทำประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่และยึดโยงกับทั้งประเทศ ส่วนพรรคการเมืองไหนจะใช้การรณรงค์หาเสียงอย่างไร ไม่ทราบ ทั้งนี้พรรคยืนยันจะยึดประโยชน์ของประชาชน แทนการยึดประโยชน์ของตัวบุคคล” นายอุตตม กล่าว.

พปชร.เปลี่ยนโลโก้ใหม่ไร้เหลี่ยมสามัคคีกลมเกลียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405883?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

พปชร.เปลี่ยนโลโก้ใหม่ไร้เหลี่ยมสามัคคีกลมเกลียว

21 ธันวาคม 2562 – 13:21 น.
ประชุมพปชร,พปชรเปลี่ยนโลโก้พรรค
เปิดอ่าน 294 ครั้ง

“พปชร.” ตั้ง “อนุชา-ไพบูลย์” นั่งรองหัวหน้า เพิ่มกก.บห.ใหม่ 17คน-เปลี่ยนโลโก้ “แกนนำสามมิตร” ร่วมคณะบริหารชุดใหม่ครบ

มิราเคิล แกรนด์  – 21  ธันวาคม 2562 –“พปชร.” ตั้ง “อนุชา-ไพบูลย์” นั่งรองหัวหน้า เพิ่มกก.บห.ใหม่ 17คน-เปลี่ยนโลโก้ “แกนนำสามมิตร” ร่วมคณะบริหารชุดใหม่ครบ ด้าน “อุตตม” ปัดแกนนำสามมิตรร่วมบริหาร สยบข่าวแยกก๊ก ชี้เพื่อเพิ่มการทำงาน-ประสานงานในพื้นที่ เร่งเดินหน้าหาสมาชิกพรรค  ด้าน “บิ๊กป้อม” ยิ้มรับโลโก้ใหม่ บอกเพื่อสามัคคีกลมเกลียว

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฐานะหัวหน้าพรรคเป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ 2 ประเด็นคือการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ของพรรค และพิจารณาตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติม อีก 17 คน เพื่อทดแทนกรรมการบริหารพรรคที่ลาออกไป 7 คน ได้แก่ นายชาญกฤช เดชวิทักษ์, นายณพพงศ์ ธีระวร, นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล, นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์, นางวลัยพร รัตนเศรษฐ, น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ และ นายวิเชฐ ตันติวานิช   ทำให้พรรคมีจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรค รวม 34 คน

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคที่เพิ่มขึ้นใหม่ อีก 17 คน ได้แก่ 1.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม,  2. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, 3.นายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, 4.นายสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ, 5.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

6.นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ , 7.นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ,  8.นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,  9.นางประภาพร อัศวเหม สมาชิกพรรค,  10.นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ ,  11. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ, 12.นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส, 13. นายสกลธี ภัทธิยกุล สมาชิกพรรค, 14.นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร, 15.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ, 16.นายสุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร และ 17. นายนิพันธ์ ศิริธร  ส.ส.ตรัง

ภายหลังการประชุมและลงมติ นายอุตตม ให้สัมภาษณ์ว่าการปรับคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีจำนวน รวม 34 คนนั้น มติที่ประชุมได้ตั้งให้นายอนุชา  และนายไพบูลย์ ดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค เพื่อให้เข้ามาช่วยงานของหัวหน้าพรรคที่มีเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ที่ประชุมยังไม่ได้หารือถึงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเลขาธิการพรรค จากเดิมที่เป็นนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ฐานะเลขาธิการพรรค

ส่วนข่าวที่ปรากฎก่อนหน้านั้นว่าพรรคจะปรับเปลี่ยนเลขาธิการพรรค ตนไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะเข้าใจว่าเป็นเพียงข่าวที่เกิดขึ้น และความเห็นที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ผลการประชุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ  ส่วนกรณีที่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่แกนนำกลุ่มสามมิตร อาทิ นายสมศักดิ์ , นายสุริยะ เข้ามามีตำแหน่งบริหารนั้นไม่ใช่สยบประเด็นการแบ่งขั้ว หรือแบ่งก๊ก แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ พรรคพลังประชารัฐคือพลังสามัคคี ความเห็นต่างที่เกิดขึ้นถือเป็นปกติ แต่พอถึงเวลาทำงานคือมองทางเดียวกัน และร่วมกันทำงาน

“การเปลี่ยนแปลงของคณะกรรมการบริหารพรรค มีตัวแทนจากทุกภาค แกนนำของพรรคที่อยู่ในภาคต่างๆ เข้ามาร่วมกันการทำงาน ผมคิดว่าทำการประสานงานและการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะได้ใช้ศักยภาพของบุคลากรภายในพรรคที่มี หลังจากนี้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะหารือ เพื่อประสานงานถึงการยึดโยงงานในพื้นที่ ตามยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ฐานะแกนนำรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ส่วนการทำงานที่ผ่านมา ผมประเมินว่าเป็นการทำงานที่ต่อเนื่อง ส่วนจำนวนสมาชิกพรรคที่มีเพียง3.3หมื่นคนนั้น เชื่อว่าไม่เป็นปัญหาต่อการเลือกตั้งเพระจากนี้กรรมการบริหารพรรคจะหารือถึงการเพิ่มสมาชิกในพื้นที่ได้” นายอุตตม กล่าว

นายอุตตม กล่าวถึงการปรับโลโก้ใหม่ ในส่วนของแบล็คกราว จากเดิมที่ใช้รูปหกเหลี่ยม สีธงชาติ ไปเป็น รูปวงกลม แต่คงสีสันเหมือนเดิมว่า แสดงถึงความสามัคคีและพลังของคนในพรรค ทั้งนี้ในที่ประชุมทุกคนเห็นร่วมกันและเห็นชอบต่อการปรับเปลี่ยน

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนโลโก้พรรคพลังประชารัฐ ตามที่สื่อมวลชนตั้งคำถามว่า เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ให้พรรคมีความกลมเกลียวเพิ่มมากขึ้น ว่า “ใช่ๆ”.

สุดารัตน์-ธนิก ลุยหาเสียงโค้งสุดท้ายขึ้นรถแห่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/405876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สุดารัตน์-ธนิก ลุยหาเสียงโค้งสุดท้ายขึ้นรถแห่

21 ธันวาคม 2562 – 12:37 น.
สุดารัตน์-ธนิก,ลุยหาเสียง,โค้งสุดท้ายขึ้นรถแห่
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

สุดารัตน์-ธนิก ลุยหาเสียงโค้งสุดท้ายขึ้นรถแห่ขอคะแนนชาวหนองเรือ เผยเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นจ่ายหนักหัวคะแนนสวมเครื่องแบบแจกเงินชาวบ้านให้เลือกผู้สมัครพรรคคู่แข่ง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายธนิก มาสีพิทักษ์ ผู้มัคร ส.ส.หมายเลข1พรรคเพื่อไทย นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส. ขอนแก่นพรรคเพื่อไทย ขึ้นรถแห่ ขอคะแนนประชาชน อำเภอหนองเรือให้กับผู้สมัครพรรคเพื่อไทย โดยมีชาวบ้านมอบดอกไม้ให้กำลังใจ

คุณหญิงสุดารัตน์  กล่าวย้ำว่า วันนี้ถึงเวลา ที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจและมีโอกาสเข้าคูหาเพื่อไปไล่ผู้มีอำนาจ “กาไล่ลุง” ซึ่งถือเป็นความโชคดีกว่าคนในพื้นที่อื่นๆที่ต้องออกแรงวิ่งไล่ลุง
คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวอีกว่า ระหว่างลงหาเสียงมีชาวบ้านมาพูดคุยและแจ้งว่าเมื่อคืนที่ผ่านมามีคนในเครื่องแบบเข้ามาในหมู่บ้านแล้วนำเงินมาจ่ายมาแจกให้กับชาวบ้านเพื่อให้เลือก ผู้สมัครพรรคคู่แข่งในวันพรุ่งนี้ จึงบอกชาวบ้านไปว่า สิทธิการเลือกตั้งเป็นของชาวบ้านทุกคนแต่เราต้องกาตามใจและเลือกอนาคตของตัวเราเอง ส่วนเบาะแสที่ชาวบ้านมาแจ้งมาบอกระหว่างลงหาเสียงนั้นจะไม่ไปแจ้งหรือร้องเรียนใคร แม้ไม่มีหลักฐานจะไปเอาผิดใครได้แต่เชื่อว่าชาวอำเภอหนองเรือรู้อยู่แก่ใจว่าใครทำอะไรและเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง


“เขาเอาเงินเอาของมาให้ พี่น้องรับไว้โลดแต่เพื่อไทยไม่มีเงินมาแจก แต่มีความจริงใจ มีความห่วงใยมีความรักมีให้ต่อพี่น้อง ”

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุด้วยว่า 5-6 ปีขอให้พี่น้องทบทวน ว่าชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากแค่ไหน สินค้าการเกษตรทั้งข้าวอ้อย ราคาตกขาดทุน ยาเสพติด ก็เต็มทั้งหมู่บ้าน ขณะที่หลายคนต้องตกงานเพราะสภาพเศรษฐกิจ

“พี่น้องต้องรักตัวเองต้องคิดถึงอนาคตของลูกหลานเลือกครั้งนี้ คือเลือกชีวิตเรา จะอยู่อย่างลำบากต่อไปหรือไม่ จะให้ลูกหลานเราติดยาต่อไปหรือไม่ เขาให้มาแค่นี้แต่เราต้องอยู่แบบทรมานอีกหลายปีไหวบ่ค่ะ”คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

ด้านนายธนิก ระบุว่าขอทุกคะแนนเสียง ขอคะแนนทั้งบ้าน อาสาจะเข้าไปทวงสัญญา ไปรับใช้ดูแลพี่น้องประชาชน ในฐานะลูกหลาน คนหนองเรือและคนมัญจาคีรี จะมุ่งมั่นทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลพี่น้องทุกๆ ทั้งการเข้าไปทวงสัญญาที่รัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบาย ผลักดันเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหายาเสพติด

สำหรับการหาเสียงของผู้สมัครพรรคเพื่อไทยวันนี้ตลอดทั้งวันนายธนิกและคุณหญิงสุดารัตน์จะขึ้นรถแห่หาเสียงที่อำเภอหนองเรือ รวมถึงมีการกระจายทีมหาเสียงไปตามจุดต่างๆทั้งอำเภอมัญจาคีรีและหนองเรือก่อนจะยุติการหาเสียงในเวลา17.00น. ตามกฏหมายเลือกตั้ง

นักการเมืองรุกป่า ต้องจัดการมาตรฐานเดียวกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/608623

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2562 เวลา 17:37 น.

นักการเมืองรุกป่า ต้องจัดการมาตรฐานเดียวกัน

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

**************************

การดำเนินคดีกับนักการเมืองข้อหารุกป่าสงวนต้องทำอย่างจริงจังให้เป็นแบบอย่างให้เห็นว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านมักถูกดำเนินคดีข้อหารุกป่า โดนปรับ เข้าคุกเข้าตารางไปหลายราย ที่สำคัญ ยังเชื่อว่า มีนักการเมืองระดับชาติ ท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล นายทุนอีกมากที่รุกป่า จับจองที่ดินหลวง สร้างคฤหาสน์ รีสอร์ทหรู ลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย

กรณี  ปารีณา ไกรคุปต์  ส.ส.พรรคพลังประชารัฐสังกัดรัฐบาล ถูกกรมป่าไม้เข้าแจ้งความ 4 ข้อหา รุกป่าสงวนเนื้อที่  46 ไร่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ในพื้นที่เขาสนฟาร์มที่เจ้าตัวทำฟาร์มไก่ 1,700 ไร่  ซึ่งเธอแจ้งบัญชีทรัพย์สินเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2562 ว่า มีรายได้จากการเลี้ยงไก่ 109.9 ล้านบาท และเลี้ยงวัว 6.7 แสนบาทต่อปี  แต่ก็มีรายจ่ายจากฟาร์มไก่ 107.7  ล้านบาทต่อปีเช่นกัน

โทษของการรุกป่าสงวน หากพบว่า ผิด ต้องจำคุก 2- 15 ปี ปรับ 1.5 ล้านบาท  ไม่เท่านั้น ที่ดินสปก.ที่ ปารีณา ถือครองอยู่ยังถูกริบคืนอีก 682 ไร่ เพราะได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ปารีณา ปัจจุบันอายุ 44 ปี เป็น สส.สมัยที่ 4  ย้ายสังกัดเข้าพรรคต่างๆทั้งพรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย เป็นทายาท “ทวี ไกรคุปต์” อดีตรมช.คมนาคม นักการเมืองฝีปากกล้า

สำหรับ ทวี ผู้พ่อ เคยสร้างวีรกรรมในพรรคประชาธิปัตย์ 20 ปีก่อน สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มี นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค  ตอนนั้น ทวี เป็น ส.ส.ราชบุรี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าตัวได้ออกมาขย่มนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หลังมีข่าวว่า ไม่พอใจที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรี และตำแหน่งประธานกรรมาธิการกิจการคมนาคม เนื่องจากถูก นายสุเทพ สกัด นายทวีจึงเปิดศึกแฉ นายสุเทพ ในฐานะ รมว.คมนาคมว่าบริหารงานไม่โปร่งใสในโครงการสื่อสัญญาณความเร็วสูง หรือ เอสดีเอช  พร้อมทั้งออกมาท้าทีท้าต่อยคนในพรรค  จนพรรคประชาธิปัตย์ตั้งกรรมการสอบก่อนจะมีบทลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์นายทวี หาว่าเคลื่อนไหวไม่สุจริต

กลับมาคดีรุกป่าของ ปารีณา  นอกจากเธอจะถูกยึดที่คืนแล้ว ยังพ่วงถูกเอาผิดคดีอาญาและอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งในอนาคตอีก ขณะที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบว่า มีการแจ้งการถือครองที่ดินเป็นเท็จหรือไม่

นึกไม่ถึง “ดาวรุ่ง” ในซีกของพรรคพลังประชารัฐ ที่ออกมาวาดลวดลาย เป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล คอยต่อกรกับ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ จะตกม้าตายอย่างรวดเร็ว สะท้อนว่า การจะตรวจสอบใคร ตัวเองต้องโปร่งใส ไม่มีบาดแผลก่อน และอย่าชะล่าใจว่า การเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแล้วจะมีอำนาจรัฐคอยช่วยเหลือ ซึ่งแม้แรกเริ่มคดีนี้พรรคพลังประชารัฐทำท่าจะออกมาปกป้อง “ปารีณา”ว่าไม่ผิด แต่เมื่อผลตรวจสอบพบว่า มีการรุกที่จำนวนมาก จึงยากที่จะอุ้มได้ มิฉะนั้น เรือสนิมเหล็กจะพังลำ

กรณี “ปารีณา” เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดีให้เป็นเยี่ยงอย่าง หัวหน้ารัฐบาลต้องส่งสัญญาณให้สังคมเห็นว่า เอาจริงกับพวกรุกป่า โดยเฉพาะพวกนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น นายทุน ที่มักหลุดรอดคดีด้วยเหตุมีอำนาจรัฐคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

“ปารีณา”อาจไม่ใช่กรณีเดียวที่ถูกดำเนินคดีครั้งนี้  “ศรีสุวรรณ จรรยา” นักร้อง ยังได้ยื่นเรื่องให้เอาผิด 10 ส.ส.จากพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน หลังพบว่านักการเมืองเหล่านี้ถือครอบครองที่ดินคล้ายกับปารีณา คือ  มีการครอบครองที่ดินประเภท ภ.บ.ท.5 และ ส.ป.ก. กันเป็นจำนวนมาก ขาดคุณสมบัติของการมีสิทธิครอบครอง

ที่ดิน ภ.บ.ท.5 หรือ ภาษีบำรุงท้องที่ เรียกกันว่า “ภาษีดอกหญ้า” เป็นเพียงเอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่  ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิครอบครองที่ดิน เพราะเจ้าของที่ดินก็ยังคงเป็นของราชการ และส่วนมากก็เป็นที่ป่าสงวน  สส.บางรายกลับถือครองเป็นร้อยเป็นพันไร่

ส่วนที่ดินประเภท ส.ป.ก.  เจตนารมณ์ของกฎหมาย กำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ที่จะมีสิทธิยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินปฏิรูป ต้องเป็นเกษตรกรเป็นหลัก มีฐานะยากจน รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี หรือต้องเป็นบุตรของเกษตรกรเท่านั้น น่าประหลาดที่ว่า นักการเมืองกลับเข้าไปถือครองได้  กรณีปารีณาอ้างว่า ตนเองเป็นเกษตรกรเพราะทำฟาร์มไก่จึงฟังไม่ขึ้น

บทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมีให้เห็น ประเด็นการแจกที่ดิน สปก. ครั้งอื้อฉาวสั่นคลอนรัฐบาลมาแล้ว สมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย ต้องยุบสภา เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมช.เกษตรขณะนั้น แจกที่ดินสปก. ให้กับกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดตัวเอง ทั้งที่ไม่เข้าข่ายเป็น เป็นเกษตรกร จนฝ่ายค้านนำมาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ 25 ปีก่อน

รัฐบาลคสช. ที่ผ่านมา มีนโยบายจัดระเบียบที่ดินสปก.ทั่วประเทศ หลังพบช่องโหว่ บรรดานายทุน นักการเมือง เข้าไปถือครองผิดกฎหมาย เป็นจำนวนมาก สำนักงานส.ป.ก.ระบุว่า ระหว่างปี 2558-2559  มีที่ดิน ส.ป.ก. 40 ล้านไร่ทั่วประเทศ มีการจัดสรรให้เกษตรกรไปใช้ทำประโยชน์ไปแล้ว 36 ล้านไร่ เหลือที่ยังจัดสรรไม่ได้ 4 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีการรังวัดแล้ว 2 ล้านไร่ และทยอยจัดสรร ส่วนอีก 2 ล้านไร่ที่ยังไม่ได้รังวัด และยังไม่เข้าระบบตรงนี้ที่เป็นปัญหารุกที่ เพราะมี ส.ส. นักการเมืองและ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นถือครองไปสร้างรีสอร์ท ที่พัก

ไม่น้อยทีเดียว ที่ส.ป.ก.เกือบ 2 ล้านไร่ ที่เป็นช่องว่างให้ นายทุนครอบครองอย่างผิดกฎหมาย แถมยังไม่ถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวทั้งหลาย ไปทำบ้านพัก ร้านอาหาร ซื้อที่ต่อจากชาวบ้านและสะสมเป็นแปลงขนาดใหญ่ เซ้งต่อกันราคาแพง

การรุกที่ป่าสงวนจำนวนมาก สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และไม่เสมอภาค เพราะไม่สามารถเอาผิดกับกลุ่มนายทุน นักการเมือง รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐอีกจำนวนมาก ที่รวมหัวกันเป็นอาชญากรเศรษฐกิจ  แม้ว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เริ่มมีการทำคดีฟ้องรุกป่าขึ้นศาล เอาผิดให้บ้าง แต่ก็ยังน้อยเมื่อเทียบการรุกที่ป่าสงวนที่เกิดขึ้นจริง

ขบวนการรุกป่ามีกันเกลื่อน เรียกได้ว่า แตะที่ไหน ก็เจอการกระทำผิดกฎหมายที่นั่น เน้นพื้นที่วิวสวยๆ เช่น  อ.วังน้ำเขียว อ.ปากช่อง อ.เขาใหญ่ นครราชสีมา หรือ ในเชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ ภูเก็ต กาญจนบุรี เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

นักการเมือง นายทุน ผู้มีอำนาจเหล่านี้ แจกจ่ายผลประโยชน์ให้ข้าราชการประจำเพื่ออนุญาตให้ถือครองที่ดิน โดยมิชอบ ทำโรงแรม สนามกอล์ฟ ที่จอดเฮลิคอปเตอร์  สนามแข่งรถ เปิดสวนสนุก ทำสวนน้ำ

แม้กรมป่าไม้บอกว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น จากมาตรการของ คสช. ที่ป้องกันและปราบปรามการบุกรุกป่าเข้มข้นและ นโยบายทวงคืนผืนป่าที่ยึดคืนพื้นที่ป่าจากนายทุน โดยพบว่า ปี 2561  ไทยมีผืนป่าอยู่ 102.4 ล้านไร่ เทียบกับปี 2560 อยู่ที่ 102.1 ล้านไร่  เพิ่มขึ้น 3.3 แสนไร่ หรือเท่ากับจ.ภูเก็ตทั้งจังหวัด

แต่เชื่อว่า ผู้อยู่เหนือกฎหมาย ยึดที่หลวง บุกรุกป่า กลั่นแกล้งชาวบ้าน ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ถูกดำเนินคดี  รัฐบาลจึงไม่ควรลูบหน้าปะจมูกทำคดีปารีณาเป็นแค่ไฟไหม้ฟางเท่านั้น