เบื้องลึก!!!’พลภูมิ’กับข้อยกเว้นพิเศษให้เป็นงูเห่าใน’เพื่อไทย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/608477

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

เบื้องลึก!!!'พลภูมิ'กับข้อยกเว้นพิเศษให้เป็นงูเห่าใน'เพื่อไทย'

แกนนำเพื่อไทยเข้าใจ”พลภูมิ” เสียบบัตรช่วยรัฐบาลเหตุช่วยให้หลุดพ้นคดีแจ้งทรัพสินเท็จต้องทดแทนบุญคุณผู้ใหญ่ในรัฐบาล

หลัง“10งูเห่า”เกิดขึ้นในพรรคฝ่ายค้าน กรณีไปแสดงตนเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาพิจารณาญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฏรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการใช้ศึกษาผลกระทบจากประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่ฝ่ายค้านได้มีมติไม่เข้าร่วม จนทำให้รัฐบาลสามารถพลิกมติล้มญัตติดังกล่าวสำเร็จ ท่ามกลางข่าวการแจกกล้วยให้”งูเห่า”ถึงเลข 8 หลัก นั้น ปรากฎว่า พรรคที่มีสมาชิกเป็นงูเห่าต่างออกมาแสดงท่าทีปฏิเสธความเป็น”งูเห่า”ทันที

ทว่าที่น่าสนใจคือพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี ส.ส.3 คน ที่ไปเสียบบัตรแสดงตน ประกอบด้วย “พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. -พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี -ขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี” แต่ปรากฎว่า แกนนำของพรรคต่างออกมาแสดงความเห็นใจ “พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ”เพียงคนเดียว โดย การันตีให้ว่าไม่เกี่ยวกับ“กล้วย”ทางการเมือง

“ในส่วนของส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่แสดงตัวเป็นองค์ประชุม 3 คนนั้น กรณี คุณพลภูมิ เราไม่แปลกใจ เพราะเข้าใจและทราบมาก่อนว่า เขามีบุญคุณต่อกันเรื่องคดีก่อนหน้านี้ มีคดีชี้เป็นตายทางการเมือง จนอาจจะต้องย้ายพรรคอยู่แล้ว ส่วนที่เหลืออีก 2 คน ท่านขจิตร กับคุณพรพิมล ถือว่าผิดคาด เราจึงยังต้องรอฟังเหตุผลของเขาก่อน” สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุ

ไม่เพียงเท่านั้น “วิชาญ มีนชัยนันท์” ประธานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย ยังออกมาอุ้ม “พลภูมิ” อีกว่า ได้รู้จัก “พลภูมิ” และครอบครัวมานาน ตั้งแต่ “พลภูมิ”เริ่มเข้าการเมืองมาเป็นผู้ช่วย ส.ส.ของตนเอง และไปเป็น ส.ก. จนเป็น ส.ส. ซึ่ง “พลภูมิ”และครอบครัวเป็นคนมีฐานะ มีเหตุผล ไม่เคยสนใจเรื่องผลประโยชน์เงินทอง ดังนั้นการจะบอกว่าที่ช่วยรัฐบาลเพราะผลประโยชน์เงินทางตัดทิ้งไปได้เลย สาเหตุคงมาจากเรื่องอื่นมากกว่า

คำถามจึงมีอยู่ว่า อะไรที่เป็นเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องยกเว้นให้”พลภูมิ”ไปช่วยฝั่งรัฐบาลได้ และที่”สุทิน”บอกว่า เขามีบุญคุณต่อกันเรื่องคดีก่อนหน้านี้ มีคดีชี้เป็นตายทางการเมือง จนอาจจะต้องย้ายพรรคอยู่แล้ว”มันคือคดีอะไร

ว่ากันตามจริง ปมเบื้องหลังของ”พลภูมิ”กับ “ผู้มีบุญคุณในรัฐบาล”นั้น คนในเพื่อไทยรู้กันหมดมานานแล้วตั้งแต่ “พลภูมิ”ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นรายการบัตรเครดิตประมาณ 2.2 แสนบาท และเงินฝากในบัญชียอดรวมประมาณ 1.6 หมื่นบาท

ท้ายที่สุดคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา ยกคำร้องไปเมื่อ 12ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเห็นว่า ป.ป.ช. ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหามาส่งศาลภายในระยะเวลา 5 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้คดีขาดอายุความ

ซึ่งการหลุดพ้นคดีดังกล่าวนั้นแหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยได้ระบุว่า “พลภูมิ”ได้มาสารภาพกับแกนนำของพรรคเพื่อไทยถึงการต่อสู้คดีดังกล่าวจนชนะ เพราะมีบิ๊กในรัฐบาลคนหนึ่งได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยมีเงื่อนไขต้องแลกกับการที่ต้องไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาล ซึ่ง”พลภูมิ”ไม่มีทางเลือก

“เมื่อเขาหลุดคดี เขาจึงต้องทำตามสัญญา วันที่เขามาสารภาพ เขาต้องหลั่งน้ำตา คนในพรรคเพื่อไทยก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ เพราะถ้าเขาแพ้คดีอาจต้องติดคุกและหลุดจากเก้าอี้ส.ส.หมดอนาคตทางการเมือง เมื่อมีผู้ใหญ่เขาเสนอเงื่อนไขจะช่วย จึงไม่มีทางเลือก ทุกคนจึงเข้าใจ”แหล่งข่าว ระบุ

สำหรับ”บิ๊กในรัฐบาลคนนั้นเป็นใคร คนเพื่อไทยรู้จักกันดี !!!

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาว่าทำไม”พลภูมิ”ถึงได้รับข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษในพรรคเพื่อไทย !

“ม็อบเสื้อส้ม” สัญญาณวิกฤตรอบใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/609767

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 17:51 น.

“ม็อบเสื้อส้ม” สัญญาณวิกฤตรอบใหม่

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

**************************

“แฟลซม็อบ”ที่ปลุกโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือเป็นม็อบการเมืองแรกที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง จากกลุ่มฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คสช. ที่แสดงความไม่พอใจต่อการชงให้มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยมีทุนเดิมจากกระแสต่อต้านการรัฐประหารปี 2557

ตัวเร่งเร้าที่จะทำให้ม็อบเสื้อส้มของ ธนาธร จุดติด คือ คดียุบพรรคพรรคอนาคตใหม่ ขณะนี้อยู่ในมือ ศาลรัฐธรรมนูญหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งส่งเรื่องให้วินิจฉัยยุบพรรค จากปม ธนาธรให้เงินกู้ 191 ล้านบาท เข้าข่ายนิติกรรมอำพราง ฝ่าฝืน พรบ.พรรคการเมือง คาดว่า ปลายปีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมว่าจะรับพิจารณาหรือไม่ แต่หลายฝ่ายแม้แต่พรรคอนาคตใหม่ เชื่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องและมีแนวโน้มที่จะถูกยุบพรรค เพราะมองว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้มาจากการแต่งตั้งในยุคคสช.

มีความเป็นไปได้สูง ที่ “ม็อบเสื้อส้ม” จะกลับมารวมตัวอีกครั้งในต้นเดือน ม.ค. ที่คาดว่า คดียุบพรรคจะได้ข้อยุติจากศาลรัฐธรรมนูญ ธนาธร ประกาศแล้วว่า เขาจะไม่ทนอีกต่อไป ถ้ามีการยุบพรรคเกิดขึ้น และจะพามวลชนกดดันนอกสภาเพราะเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกกลั่นแกล้งจากกลไกของ คสช.

ถึงแม้ พรรคอนาคตใหม่ ยังมีทางออก หากถูกยุบพรรค โดย ส.ส.ของพรรค สามารถย้ายพรรคไปอยู่พรรคใหม่ได้ภายใน 60 วัน ทว่า การยุบพรรคทำให้พรรคอ่อนแอ โดยเฉพาะเพราะบทลงโทษที่ห้าม คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ซึ่งก็รวมถึง คีย์แมนของพรรค “ธนาธร -ปิยบุตร –พรรณิการ์” เล่นการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

มีคำถามว่า แล้วแฟลซม็อบเสื้อส้มของธนาธร จะจุดติด หรือไม่ ถ้าจัดชุมนุมปีหน้า?

คำตอบ คือ น่าจะจุดติด คนร่วมเยอะ แต่จะชุมนุมต่อเนื่อง ขับไล่รัฐบาลอย่างที่ธนาธร ปลุกอยู่ได้หรือไม่ ยังตอบยาก อยู่ที่การกระทำของรัฐบาลอีกด้านหนึ่งด้วย เหตุผล คือ

1.ธนาธร มีกองเชียร์จำนวนมาก ไม่เฉพาะฐานเสียงของ พรรคอนาคตใหม่ 6.2 ล้านคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ยังรวมถึงฝ่ายตรงข้าม คสช.ทั้งหมด ประกอบด้วยม็อบเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณ และพรรคเพื่อไทย ซึ่งยังคับแค้นใจรัฐประหารเมื่อปี 2557 ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพ้นจากอำนาจ

2. ในกรณีหากผลสุดท้ายมีการยุบพรรคพรรคอนาคตใหม่จริง ก็เชื่อว่า จะมีมวลชนที่พร้อมออกมาสู้กับธนาธรอย่างสุดตัว เพราะคดีเงินกู้นี้ ยังมีความกำกวมว่า ผิดหรือไม่ และถ้าผิด เป็นเหตุที่ควรเป็นโทษสูงสุด ยุบพรรคขนาดนั้นหรือแม้เหตุผลในการปลุกม็อบของธนาธร ดูจะเป็นการปกป้อง ประโยชน์ ส่วนตัวจากคดีความที่เป็นผลจากเจ้าตัวทำขึ้น ทั้ง การปล่อยกู้พรรค และคดีถือหุ้นสื่อที่ธนาธร ต้องพ้นจากการเป็น สส. แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หัวใจของเรื่องก็มีปมลึกๆ ที่สะท้อนว่า ตกเป็นเป้าถูกกลั่นแกล้ง รวมถึง กติกาจาก รัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายรัฐบาล คสช. และสกัดฝ่ายตรงข้าม ขนาดผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยชนะที่ 1 แต่ก็ไม่เป็นตั้งรัฐบาลหรือได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะการออกแบบรัฐธรรมนูญที่สกัดทุกวิถีทาง จึงเป็นเชื้อความไม่พอใจที่ยังมีอยู่กับฝ่ายต่อต้านคสช.ตลอดเวลา

3.ม็อบจะจุดติดหรือไม่ ต้องเกิดจากปัจจัยภายในรัฐบาลเองด้วย เช่น จากปัญหาความขัดแย้ง การจัดสรรผลประโยชน์ในรัฐบาลไม่ลงตัว การส่อทุจริตคอรัปชั่นที่คาดว่า จะต้องเกิดขึ้นแน่ หลังรัฐบาลบริหารประเทศไปได้ระยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะรัฐบาลประยุทธ์มีความขัดแย้งตั้งแต่ก่อนตั้งรัฐบาล หรือ ในการลงมติในสภาครั้งสำคัญ ก็มีข่าวกระเซ็นกระสายเรื่องการแจกกล้วยผลประโยชน์ให้กับ สส.พรรคเล็ก

ภายในพรรครัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล 18 พรรค ก็เกิดปัญหาแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี ทะเลาะข้ามพรรคเร็วกว่าทุกรัฐบาล หากเกิดปัญหาทุจริต ใช้อำนาจเพื่อพวกพ้อง และเศรษฐกิจแย่ ซึมยาวข้ามปี กระทบชาวบ้านอย่างที่เป็นอยู่ ยิ่งทำให้คนกลางๆ ไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น จนทำให้ฝ่ายต่อต้านมีน้ำหนักในการกดดัน ขับไล่รัฐบาล ปัจจัยหลังที่กล่าวมานี้น่าห่วงสุด และมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง

อย่างไรก็ตาม หาก ธนาธร จัดม็อบเสี้อส้มขึ้น ก็มีความเสี่ยงจะเกิดการเผชิญหน้า และความรุนแรงได้ทุกเมื่อ

อย่าลืมว่า คนกรุงเทพเบื่อม็อบการเมืองในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2549 เกิดม็อบเสื้อสี มาแล้วสามรุ่น ผลัดกันทำสงครามกลางถนนไล่รัฐบาลกันคนละฝ่าย เกิดความรุนแรง บาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมาก กระทบกับความสงบสุข ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ประเทศเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้คนชั้นกลางจำนวนมาก หันไปสนับสนุนการรัฐประหาร เป็นเหตุให้ พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงอยู่ในอำนาจได้นานถึงเกือบ 6 ปีและก็ยังพอใจให้อยู่ในอำนาจต่อไปอีกหากแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

ถ้า “ธนาธร” มุ่งเดินการเมืองนอกสภา ควบคู่กับการเล่นการเมืองในสภา หลังจากได้พรรคใหม่ให้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ย้ายเข้าสังกัด กรณีถูกยุบพรรคจะถูกกล่าวหาได้ว่า ไม่เคารพระบบรัฐสภาตามวิถีประชาธิปไตยที่มีผู้แทนประชาชนนั่งทำหน้าที่ ทั้งที่ยังมีพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งตรวจสอบรัฐบาล

บทเรียนจากแกนนำเสื้อเหลือง เสื้อแดง และ ม็อบกปปส. ที่ผ่านมา ตอกย้ำให้เห็นว่า ถ้าเกิดม็อบขึ้น พึงระวัง “มือที่สาม” ที่คอยจ้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงเพื่อให้เกิดความวุ่นวายจะได้”เซ็ทซีโร่” ส่วนผู้ร่วมชุมนุมด๋ตกเป็นเหยื่อ บาดเจ็บ ล้มตาย ติดคุก ผลสุดท้ายก็ไม่ได้ผลที่แกนนำม็อบต้องการ หากแต่เปิดทางให้กองทัพยึดอำนาจอีกรอบ

การเผชิญหน้าจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากประชาชนอีกฝ่ายที่ไม่พอใจ ขณะที่พรรครวมพลังประชาชาติไทยของสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็อุ่นเครื่อง ปลุกประชาชนให้เกลียดลัทธิชังชาติพุ่งไปที่ฝ่ายธนาธรโดยใช้ประเด็นล่อแหลมที่จุดติดง่ายๆ ว่า จาบจ้วง ไม่เอาศาสนา วัฒธรรม ประเพณี ไม่ยอมรับคำตัดสินศาล ซึ่งประเมินแล้ว ก็ยิ่งสร้างความเกลียดชังแตกแยกในสังคมมากขึ้น

สัญญาณความขัดแย้งบนท้องถนนเริ่มปรากฎให้เห็น สงครามกีฬาสี จากม็อบเหลือง ม็อบแดง หรือจะตามด้วยม็อบส้ม คราวนี้อาจจะรุนแรงกว่าเดิมก็เป็นได้

“วัดศรีโคมคำ”มอบอุปกรณ์การแพทย์มูลค่า 1.5 ล้านให้รพ.พะเยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609618

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 17:55 น.

"วัดศรีโคมคำ"มอบอุปกรณ์การแพทย์มูลค่า 1.5 ล้านให้รพ.พะเยา

พะเยา-“วัดศรีโคมคำ”มอบอุปกรณ์การแพทย์มูลค่า 1.5 ล้านให้รพ.พะเยา เพื่อน้อมถวายเป็นมหาเถระบูชาแด่ “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์” อดีตเจ้าอาวาส

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.พล.ต.เศรษฐพล เกตุเต็ม ผบ.มทบ.34 เป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ให้แก่รพ.พะเยา โดยมี นพ.ไกรสุข เพชระบูรณิน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)พะเยา พญ.จิราพร ภัทรนุธาพร ผอ.รพ.พะเยา และทีมแพทย์พยาบาล คณะศรัทธา เครือข่ายศูนย์ฮอมฮัก จ.พะเยา เข้าร่วมพิธี โดยมี พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา เป็นประธานสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ ณ วิหารพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา

พญ.ศิลดา การะเกตุ หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู ระ.พะเยา กล่าวว่า ตามที่รพ.พะเยาได้ขออนุมัติจัดให้มีการเรี่ยไรโครงการทอดผ้าป่าสามัคคี ต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ จ.พะเยา เพื่อเป็นศูนย์กาลางการดำเนินงานของศูนย์ฮอมฮักชุมชน จ.พะเยาในระยะยาว โดยจัดโครงการทอดผ้าป่าสามัคคี วันที่ 11 ก.ค.2562 ณ วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) เพื่อน้อมถวายเป็นมหาเถระบูชาพระคุณ ในพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ซึ่งเจริญอายุวัฒนมงคล 102 ปี ไปแล้วโดยความร่วมมือของหน่วยราชการทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ จ.พะเยา จะเป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยและคนพิการอย่างเข้มข้นและเป็นแม่ข่ายให้กับศูนย์ฮอมฮักทั้ง 9 ศูนย์ใน 8 อำเภอ ในการนี้ รพ.พะเยาได้ดำเนินการตามโครงการเสร็จสิ้นแล้ว สรุปบัญชีการรับจ่ายเงินบริจาคกาเรี่ยไรเพื่อเข้าโครงการกิจกรรมทอดผ้าป่าสามัคคี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,545,000 บาท เงินบริจาคดังกล่าวได้จัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์คือ 1.เครื่องเลเซอร์กำลังสูง 1,200,000 บาท 2.เครื่องบริหารไหล่แบบต่อเนื่อง 345,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,545,000 บาท จึงได้จัดพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และขอขอบคุณผู้มีอุปการะคุณในโครงการดังกล่าว

พญ.จิราพร ภัทรนุธาพร ผอ.รพ.พะเยา กล่าวว่า ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มอบให้กับรพ.พะเยา ครั้งนี้ ถือเป็นกุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่ของทุกภาคส่วน สามารถช่วยในการตรวจรักษาและฟื้นฟูการเจ็บป่วย ลดจำนวนผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นขวัญกำลังใจแก่แพทย์พยาบาลต่อการลดขั้นตอนการตรวจรักษา

เหรียญหล่อเจ้าสัว หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว และจุดพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609183

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 09:36 น.

เหรียญหล่อเจ้าสัว หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว และจุดพิจารณา

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เมื่อเอ่ยถึงพระเครื่องหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว นักสะสมจะคิดถึงเหรียญหล่อเจ้าสัวเป็นลำดับแรก และคิดถึงพระผงยาจินดามณีเป็นลำดับถัดมา เหรียญหล่อเจ้าสัวนั้นมีราคาเช่าในสภาพสวยๆ แพงถึงหลักล้านต้นทีเดียว เพราะแค่ชื่อของเหรียญก็เป็นที่หมายปองของนักสะสมแล้ว แถมด้วยประสบการณ์จากการบูชาที่มีการกล่าวขวัญถึงว่า ผู้ใดได้บูชาเหรียญเจ้าสัว เงินทองจะเข้ามาไม่ขาดมือ ยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและนักสะสมทีเดียว

สมัยที่สร้างนั้น มีชื่อเรียกเหรียญนี้ว่า เหรียญหล่อซุ้มกระจังหรือเหรียญหล่อบัวคว่ำบัวหงาย เหตุที่เป็นชื่อเหรียญเจ้าสัวนั้น เพราะตอนที่สร้างในปี พ.ศ.2477 หลวงปู่บุญได้แจกให้กับเจ้าสัวที่เป็นผู้อุปการะ วัดกลางบางแก้วในสมัยนั้น และเจ้าสัวที่ได้รับแจกไป ล้วนแต่เป็นมหาเศรษฐีในยุคนั้น และต่างก็หวงแหนในเหรียญหล่อชุดนี้ อันเป็นที่มาของคำว่าเหรียญเจ้าสัว นั่นเอง

ในการพิจารณาเหรียญหล่อโบราณ นอกจากพิจารณาพิมพ์แล้ว เนื้อหาต้องมีความเก่าตามอายุ และเป็นธรรมชาติ อยากให้ขยายดูเนื้อหามวลสารของเหรียญ จะเห็นร่องรอยที่เหลืออยู่ของการหล่อโบราณ เช่น คราบขี้เบ้าโลหะในพิมพ์ การผสมผสานเนื้อโลหะที่ไม่หลอมเป็นเนื้อเดียวกัน

และแน่นอน เหรียญหล่อโบราณทุกเหรียญจะต้องไม่เหมือนกัน เพราะน้ำทองที่ไหลเข้าไปหล่อ ย่อมไม่ติดเต็มแม่พิมพ์เหมือนเหรียญปั๊ม เนื้อโลหะที่ไม่หลอมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งองค์พระ อาจจะเป็นเพราะจุดหลอมเหลวของเนื้อโลหะที่ไม่เสมอกันในแต่ละคราว ก็จะทิ้งร่องรอยให้ศึกษาความเก่าและความเป็นธรรมชาติ แต่แม่พิมพ์หลักย่อมเหมือนกันครับ

ในการศึกษาและพิจารณาเหรียญหล่อเจ้าสัว เนื้อทองแดงนั้น ส่วนใหญ่เนื้อหาของเหรียญลักษณะเป็นสีทองแดงเข้ม มีส่วนน้อยที่จะเป็นสีทองแดงอ่อน และจุดพิจารณาอื่นๆ คือ

1.หูเชื่อมทุกเหรียญและมีขนาดเท่ากันทุกเหรียญ

2.ปลายขอบบนเส้นซุ้มฝั่งขวาองค์พระจะลีบและเล็กกว่าฝั่งซ้ายขององค์พระ

3.พระเมาลีมีลักษณะเป็นตุ่มชัดเจน

4.หน้าผากจะบุ๋มเป็นในพิมพ์ทุกองค์

5.กลีบกนกที่ 4 นับจากด้านล่าง ปลายกลีบจะตวัดขึ้นหนีขอบ

6.พระกรรณขวาจะห่างจากพระพักตร์มากกว่าฝั่งซ้ายและเป็นเส้นค่อนข้างตรง

7.เส้นซุ้มตรงมุมขยักเส้นในข้างหูขวาองค์พระจะขาดไม่ต่อเนื่องกัน

8.ไหล่ซ้ายองค์พระจะเป็นเส้นนูนที่ขอบบน

9.แขนฝั่งซ้ายจะเป็นเส้นคมชัด

10.เม็ดบัวตรงกลางจะมีลักษณะกลม

11.คราบเบ้าอันเป็นธรรมชาติของเหรียญหล่อโบราณ

12.เนื้อโลหะเล็กๆและเม็ดบอลเล็กๆ ที่ติดตามซอกองค์พระอันเป็นธรรมชาติของการเหรียญหล่อโบราณ

ด้านขอบข้างเหรียญนั้นเมื่อส่องดูจะเห็นร่องรอยการแต่งเก่าด้วยตะไบที่เก็บความคมและความเรียบร้อยของเหรียญ ด้านหลังเหรียญเมื่อขยายดูจะเห็นร่องรอยรูพรุนเล็กๆอันเป็นธรรมชาติของเหรียญหล่อโบราณเช่นกัน และมีรอยเหล็กจารอักขระ “ตัวเฑาะว์มหาอุด” ซึ่งเป็นลายมือของหลวงปู่เพิ่ม และรอยตะไบแต่งหลังเพื่อเก็บความเรียบร้อยของเหรียญ นอกจากนี้แล้วก็ยังปรากฏว่า เหรียญหล่อเจ้าสัวบางองค์ก็ไม่มีรอยจาร และมีรอยจารของหลวงปู่บุญ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระที่รับมาตั้งแต่หลวงปู่บุญแจกในคราวแรก

เหรียญหล่อเจ้าสัวนอกจากเนื้อทองแดงแล้ว ยังมีเนื้อเงิน(มีน้อยมากไม่น่าจะเกิน 30 เหรียญ) และโลหะทองผสมแก่ทองเหลืองซึ่งออกที่วัดกัลยาณมิตรโดยท่านเจ้าคุณพระวินัยกิจโกศล อดีตเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นแม่งานในการหล่อเหรียญหล่อเจ้าสัวนี้ได้ขออนุญาตจากหลวงปู่บุญหล่อด้วยโลหะทองผสมขึ้นเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับลูกศิษย์ที่วัดกัลยาณมิตรนั่นเอง

เหรียญหล่อเจ้าสัวเนื้อโลหะทองผสมจะมีความหนาของเหรียญมากกว่าเนื้อเงิน และเนื้อทองแดง นอกจากนี้ยังมีความต่างตรงที่เนื้อทองผสมนั้นจะเทหล่อแบบมีหูในตัวเป็นส่วนใหญ่ ในองค์ที่ตัดหูไปก็ไม่พบว่ามีการต่อหูเหมือนกับเนื้อเงินและเนื้อทองแดง ภายหลังจากที่ตกแต่งเก็บความเรียบร้อยของเหรียญแล้ว

ในเรื่องของพุทธคุณของเหรียญหล่อเจ้าสัวนั้น จากประสบการณ์สำหรับผู้ที่ศรัทธาและบูชาเหรียญหล่อเจ้าสัวนี้ พุทธคุณแห่งเหรียญก็จะช่วยเสริมส่งให้ชะตาชีวิตดีขึ้น เป็นเอกทางด้านโชคลาภ และทางด้านแคล้วคลาด รวมถึงชื่อรุ่นของเหรียญที่มีความเป็นมงคล จึงทำให้เหรียญหล่อเจ้าสัวนี้ติดอันดับ 1 ใน 5 เหรียญหล่อที่มีราคาแพงที่สุดของประเทศ

นอกจากเหรียญหล่อเจ้าสัวนี้แล้ว วัตถุมงคลของหลวงปู่บุญ ที่โดดเด่น เช่น พระพิมพ์สะดุ้งกลับเนื้อผงยาจินดามณี ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รวมถึงพระเครื่องเนื้อต่างๆ และเครื่องรางของขลัง เช่น เบี้ยแก้ เม็ดยาวาสนาจินดามณี ผ้ายันต์ ตะกรุด และเครื่องรางงาแกะ เป็นต้น ก็ล้วนแต่นิยมและมีราคาทั้งสิ้น

แสวงบุญ..เมืองมัณฑะเลย์กับวัดธรรมกาย ตอน 1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609177

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 07:50 น.

แสวงบุญ..เมืองมัณฑะเลย์กับวัดธรรมกาย  ตอน 1

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

ตลอดชีวิตการเป็นนักข่าว 15 ปีมานี้ มีหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน หรือแม้กระทั้งวัดหลายวัดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พยายามชวนให้ผู้เขียนร่วมเดินทางไปแสวงบุญ ไปดูงานหรือไม่ก็ให้ไปร่วมกิจกรรมที่หน่วยนั่น ๆ จัดขึ้นแบบ “ไปฟรี กินฟรี และอยู่ฟรี” ผู้เขียนปฎิเสธทุกครั้งไป บางเวลาอ้างว่าติดงาน บางเวลาก็อ้างว่าติดภารกิจโน้นนั่นนี่เป็นข้ออ้าง ๆ แต่ในความจริงผู้เขียนมีปัญหามากที่สุดเวลาไปร่วมงานประเภทนี้ที่ต้องปฎิเสธทุกครั้งคือ ผู้เขียนมีปัญหา “ชอบนอนคนเดียวและมีปัญหาเรื่องตื่นเช้า” ซึ่งนี้คือ จุดบอด ไม่เคยไปร่วมกับคณะไหน ๆ เลยในชีวิตการเป็นนักข่าว

แต่เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้วเจอ พระมหานพพร ปุญฺญชโย ป.ธ.9  รองผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดธรรมกายที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านเมตตาชวน โดยแจ้งว่า “ไปสร้างบุญไปร่วมตักบาตรพระ 30,000 รูป” ณ เมืองมัณฑะเลย์ ในเดือนธันวาคมปีนี้

เมืองมัณฑะเลย์ผู้เขียนไปมาแล้ว 4 ครั้งทั้งในฐานะเลขาธิการสมาคมการค้าไทย -เมียนมา,ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวและในฐานะผู้ติดตามพระคุณเจ้าพระศรีสุทธิเวที เลขานุการเจ้าคณะภาค 9 วัดอรุณราชวราราม มีความสนิทสนมกับหลายคนที่นั้น ร่วมทั้งพระสงฆ์มอญด้วย เวลาผู้เขียนไปมีคหบดีมอญและพระมอญ ซึ่งมีวัดตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับพระมหามัยมุนีมาคอยต้อนรับและส่งที่สนามบินทุกครั้ง ครั้งนี้เลยมีความตั้งใจว่าเมื่อไปร่วมตักบาตรกับวัดธรรมกายครั้งนี้แล้วก็จะแวะไปกราบนมัสการทำบุญกับท่านเนื่องในเทศกาลปีใหม่ด้วยจึงตอบตกลงรับปากไปกับท่านมหานพพร ปุญฺญชโย

กำหนดวันเดินทางในวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีจุดนัดพบ ณ ศูนย์อำนวยการสื่อมวลชน วัดธรรมกาย มีคณะต้อนรับต้องบอกว่า “ประหลาดใจ” ผู้เขียนรับใช้วัด รับใช้พระสงฆ์และองค์ทางศาสนามาหลายองค์กร “ไม่เคยมีมืออาชีพ” เท่านี้ ส่วนใหญ่เวลาวัดหรือพระสงฆ์ชวนเราไปร่วมงานบุญในลักษณะนี้ ดีที่สุดที่เคยได้รับคือ “อนุโมทนาบุญ” การดูแลนักข่าว สื่อมวลชนของวัดธรรมกายทำแบบ “มืออาชีพ” แม้ผู้เขียนจะขับรถวนรอบวัดธรรมกายคณะที่ดูแลทีมนักข่าวรวมทั้งพระภิกษุ “ต้องรอ” แต่เมื่อเจอหน้า “ท่าทางก็เป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส” อ่อนน้อมถ่อมตนได้การต้อนรับอย่างดี “อันนี้คือเสน์ห์” ของคณะศิษย์วัดธรรมกายอันหนึ่งที่ทำให้ผู้คนจำนวนมาก “ศรัทธาวัดแห่งนี้” สมกับคำว่า “เป็นกัลยาณมิตร”

เมื่อถึงสนามบินมีคณะสื่อมวลชนหลายสำนักร่วมเดินทางไปด้วยทุกคนก็ได้รับการอำนวยความสะดวกที่ดีจากฝ่ายสื่อสารองค์กร ซึ่งมีน้องยิ้ม กับพี่โต เป็นคนดูแล ส่วนท่านมหานพพร ปุญฺญชโย ล่วงหน้าไปหลายวันแล้วซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรแจ้งว่า จะรอต้อนรับคณะเราอยู่ที่สนามบินเมืองมัณฑะเลย์

เมื่อไปถึงสนามบินมัณฑะเลย์ มีพระมหานพพร พี่เกด เจ้าหน้าของวัดที่ดูแลนักข่าวต่างประเทศ พร้อมกับมัคคุเทศก์ชื่อ  “โตโน่” คอยต้อนรับ โตโน่ หนุ่มชาวพม่า พูดไทยคล่อง อัธยาศัยดี มีภรรยาเป็นชาวมอญ อาศัยอยู่แถวประตูน้ำ แต่เวลาวัดธรรมกายมีงานในลักษณะนี้โตโน่จะมาให้บริการเกือบทุกครั้ง สนามบินเมืองมัณฑะเลย์อยู่ห่างจากตัวเมืองมัณฑะเลย์ขับรถประมาณ 40 นาที และจุดแรกที่คณะเราจะไปเที่ยวกราบพระกันคือ เจดีย์หยก อันเลื่องชื่อของเมื่องมัณฑะเลย์

เมื่อขึ้นรถเรียบร้อย พระมหานพพร ปุญฺญชโย ป.ธ.9 รองผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์บรรยาย ความเป็นมาของงานว่า การจัดทำบุญตักบาตรในคราวนี้จำนวน 30,000 รูป ครั้งแรก 10,000 รูป ครั้งที่สอง 20,000 รูป และครั้งนี้จำนวน 30,000 รูป โดยทางมูลนิธิวัดพระธรรมกายร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นมัณฑะเลย์ จัดขึ้นและได้มีการเตรียมการมาแล้ว 6 เดือน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่รัฐบาลท้องถิ่นและคหบดีชาวพม่าเป็นคนออก โดยจะจัดที่สนามบินเก่าเมืองมัณฑะเลย์ พร้อมกันนี้พระคุณเจ้าก็บรรยายความเป็นมาของประเทศเมียมา ลักษณะพฤติกรรมชาวเมียนมา ภูมิประเทศและสถานที่ ๆเราจะไป หากไม่เห็นหน้าไม่รู้ว่าเสียงใคร “นึกว่ามัคคุเทศก์มืออาชีพ” เพราะท่านค่อนข้างทำการบ้านมาดี ทำให้พวกเราเพลิดเพลินกับคำบรรยายของท่านที่แฝงได้ด้วยสาระความรู้ของประเทศเมียนมา

หลังจากแวะพักดื่มน้ำชา ทานอาหารกันเรียบร้อย จุดแรกที่ไปคือ “พระเจดีย์หยก” หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พระเวรสนาเจดีย์ “ที่เรียกว่าพระเจดีย์หยก ก็เพราะว่า ทั้งด้านในและด้านนอกประดับด้วยหยกแผ่น หยกก้อนอันใหญ่ไปทั่วทั้งองค์พระเจดีย์นั่นเอง สร้างโดยคหบดีเศรษฐีชาวพม่าคนเดียวที่อดีตเป็นพนักงานขับรถตอนหลังร่ำรวยจากการค้าขายอัญมณี หยก จึงบริจาคทรัพย์ประมาณ 500 ล้านบาทสร้างเจดีย์แห่งนี้ไว้ในพระพุทธศาสนา

ตอนหน้าจะเล่าต่อสถานที่แหล่งท่องเที่ยว สำคัญ ๆ ในเมืองมัณฑะเลย์ “พระมหามัยมุนี”  ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพม่า ทั้ง “สะพานอูเบ็ง” สะพานไม้สักที่เก่าแก่และยาวที่สุดในโลก ความยาว 1.2 กิโลเมตร เจดีย์มิงกุน” หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ”  หรือแม้กระทั้งเจดีย์ชินพิวเม ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิระวดี” มีความเป็นมาอย่างไร แต่ที่สำคัญที่พลาดไม่ได้ งานบุญตักบาตรพระจำนวนมากถึง 30,000 รูป วัดธรรมกายเขามีวิธีบริหารจัดการอย่างไร..

หลวงปู่ทองอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง อายุ96ปี76พรรษา มรณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609039

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2562 เวลา 07:24 น.

หลวงปู่ทองอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง   อายุ96ปี76พรรษา มรณภาพ

พระวิปัสสนาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ เกจิดังล้านนา อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง”หลวงปู่ทอง”อายุ 96 ปี พรรษาที่ 76 มรณภาพ

เมื่อวันที่ 13ธ.ค.62 พระพรหมมงคล วิ.หรือหลวงปู่ทอง รองสมเด็จพระราชาคณะ อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง อ.ศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่  มรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อเวลา 00.25 น.?ของวันที่ 13 ธ.ค.62 สิริอายุ 96 ปี 76 พรรษา ท่ามกลางความอาลัยของคณะสงฆ์และคณะศิษย์

สำหรับ พระพรหมมงคล (ทอง พรหมเสน) เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.ย. 2466 ที่ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ บรรพชา พ.ศ.2477 อุปสมบท พ.ศ.2487 เคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าอาวาสวัดตโปทาราม (ร่ำเปิง) เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจ.เชียงใหม่แห่งที่ 1 เป็นที่ปรึกษาสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 เป็นประธานขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีลห้า ประจำหนเหนือ และเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีลูกศิษย์อยู่ทุกวงการทั่วประเทศ

ไอเดียเลือกของขวัญสุด Exclusive จากดีไซเนอร์ไทยเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609624

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 18:10 น.

ไอเดียเลือกของขวัญสุด Exclusive จากดีไซเนอร์ไทยเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร

เลือกของขวัญสุด Exclusive จากดีไซเนอร์ไทยเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร ใน COLLECTIVE  คอนเซ็ปต์สโตร์แหล่งรวมไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์

เทศกาลแห่งความสุขมาถึงแล้ว! วันนี้เรามี 10 ไอเดียสำหรับใครที่มองหาของขวัญเก๋ๆ สุด Exclusive จากดีไซเนอร์ไทยแบบไม่ซ้ำใครมาให้เลือกกันในช่วงเทศกาลสุดพิเศษนี้ ที่ COLLECTIVE  พร้อมบริการห่อของขวัญเมื่อซื้อครบ 1,000 บาทขึ้นไป

MADE BY HOTCAKE: แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เด่นในการมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนไทยด้วยการคัดสรรวัตถุดิบผ้าฝ้ายทอมือท้องถิ่นจากอุบลราชธานี กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม มาออกแบบตัดเย็บให้มีดีไซน์ร่วมสมัยกับยุคนี้ มีเพียงแบบละไม่กี่ชิ้นเพียงเท่านั้น

BANGKOK TALES: “กระเป๋าโชคดี” คอลเลคชั่นที่ผลิตจากผ้ากระสอบป่านที่มาจากธรรมชาติ และเป็นออร์แกนิค โดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์ของการออกแบบในการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไทยในอดีตผ่านสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ได้อย่างเท่ๆ

HAMBLEPIE: กระเป๋ารุ่น Embroidery Mini Picnic งานฝีมือปักแฮนด์เมดที่มีดีไซน์ลวดลายฮิปปี้แบบไม่เหมือนใคร โดดเด่นด้วยทรงครึ่งวงกลมเหมาะสำหรับใส่กล้อง มือถือ หรืออุปกรณ์ในวันหยุด หรือสำหรับพกไปทะเลได้สบายตัว

MUSTARD SNEAKERS: แบรนด์รองเท้าผ้าใบที่มีความโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สีสันสดใสและความสบายในการส่วมใส่ มีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบสวมและผูกเชือก เหมาะสำหรับคนที่รักการผจญภัย ท่องเที่ยวสนุกกับการออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ต้อนรับปีใหม่นี้ “เราอยากเป็นรองเท้าคู่โปรด ที่พร้อมจะออกเดินทางไปกับคุณในทุกๆ ที่ไม่ว่าจะใกล้ไกล”

LOMMI: กระเป๋างานคราฟท์สไตล์ Boho ที่ยกระดับแบรนด์ไทยไปสู่สากล โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากการเดินทาง อย่างลายปักของคอลเลคชั่นนี้ที่สร้างสรรค์จากวัฒนธรรมของชนเผ่านาวาโฮ ชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือ หลอมรวมกับหัตถกรรมไทยออกมาเป็นงานศิลป์แฮนด์เมดที่ทำจากวัสดุชั้นดีหนังแท้จากอิตาลีมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

CHAR FLOWER TEA: ชุด Gift set ชาดอกไม้คัดพิเศษระดับพรีเมี่ยมที่มาพร้อมกาน้ำชา และแก้วใสพิเศษสำหรับใส่ชาดอกไม้โดยเฉพาะ ความพิเศษของชาแบรนด์นี้อยู่ที่วัตถุดิบที่ทำจากดอกไม้อบแห้ง 100% หลากหลายชนิด และที่สำคัญไม่มีสี ไม่ใส่น้ำตาล และไร้กาเฟอีนอีกด้วย

ARMA HERBAL: “ดมยาดมอย่างไรให้ดูเท่” แนวคิดของแบรนด์ที่ลบภาพเก่าของยาดมที่เคยมีมา ที่ทำให้ดีไซเนอร์ของแบรนด์นี้นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของยาดมให้มีความร่วมสมัย และเท่ทุกครั้งเมื่อใช้งานให้เหมาะกับยุคนี้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ มีกลิ่นหอมทำให้รู้สึกผ่อนคลายเป็นเพื่อนคู่กายได้ทุกที่ ถือได้เก๋ไม่เหมือนใคร

ZILA MARBLE: ถาดอเนกประสงค์และของตกแต่งบ้านทำจากหินอ่อนนำเข้าจากประเทศอิตาลีคุณภาพเกรดพรีเมียมที่พิเศษด้วยแผ่นหินที่ไร้รอยต่ออย่างประณีต ลายสวยงามต่อเนื่อง เหมาะกับใช้บนโต๊ะทานข้าว ห้องนั่งเล่น หรือห้องน้ำ เพิ่มความหรูให้กับบ้านได้อย่างง่ายดาย

STORIES CERAMICS: จานนักษัตรมงคล ของขวัญประดับบ้านต้อนรับปีหนูนี้ที่โดดเด่นในการออกแบบลวดลายไทยๆ ลงบนเซรามิก โดยศิลปินปอม ชาน ที่แฝงไปด้วยพลังที่ทรงคุณค่า และสวยงาม อยู่บนจานพอร์ซเลนพิมพ์ลายสีที่ปราศจากสารตะกั่ว

SIMPL WATCH: นาฬิกาข้อมือที่โดดเด่นด้วยความเรียบง่ายสไตล์มินิมอลแต่แฝงด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อน และลายกราฟฟิกบนหน้าปัด กับวัสดุคุณภาพระดับสากล เหมาะสำหรับทั้งชายและหญิง สามารถเลือกเป็นเครื่องประดับที่ใส่ได้ในทุกๆ วัน

และยังมีอีกกว่า 70 แบรนด์ที่ให้คุณได้เลือกช้อปของขวัญที่ใช่แบบมีสไตล์อีกมากมายพร้อมโปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 30% ตั้งแต่วันนี้-6 มกราคม 2563 ที่ร้าน COLLECTIVE Collective คอนเซ็ปต์สโตร์แหล่งรวมไลฟ์สไตล์สร้างสรรค์ เปิดให้บริการแล้ววันนี้ 2 สาขา ที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด และชั้น 1 เดอะ สตรีทรัชดา

Facebook : Collective Store

Instagram : CollectiveStore.Official

Line Official Account : @CollectiveStore

9 วิธีรับมือเมื่อลูกโดนกลั่นแกล้งที่โรงเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609586

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 15:07 น.

9 วิธีรับมือเมื่อลูกโดนกลั่นแกล้งที่โรงเรียน

นายแพทย์กมล แสงทองศรีกมล แนะเคล็ด(ไม่)ลับ 9 วิธีรับมือเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการดูแลเด็กๆ

 

การรังแก กลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือการบูลลี ได้กลายเป็นปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นในสังคมไทย จากสถิติของกรมสุขภาพจิต ชี้ว่า ในปี 2561 มีจำนวนนักเรียนไทยโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนสูงถึง 600,000 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 40% มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น ปัจจุบันระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS จึงได้จัดกิจกรรมเพื่ออบรมให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูที่โรงเรียนทอสี  ในหัวข้อ “คำพูดสร้างสรรค์ สร้างสังคมน่าอยู่ ไม่บูลลี่ในเด็ก” เพื่อเป็นการสานต่อโครงการ “Shared Kindness คำพูดสร้างสรรค์ สร้างสังคมน่าอยู่” รณรงค์ลดการทำร้ายจิตใจผ่านคำพูด สนับสนุนการส่งต่อคำพูดสร้างสรรค์ในสังคมไทย  ปัญหาการล้อเลียนชื่อพ่อแม่ การเรียกชื่อสมมติหรือปมด้อยของเพื่อน การไม่ให้เข้าร่วมกลุ่มเล่น หรือทำกิจกรรมด้วยกัน และการตบหัวหรือการชกต่อยกัน พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู บางท่านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็ก หากเราไม่ไปสนใจเค้า  เราไม่ไปยุ่งกับเพื่อนที่แกล้งเรา เดี๋ยวเค้าก็จะเลิกยุ่งกับเราไปเอง

นายแพทย์กมล แสงทองศรีกมล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ในมุมของผู้ใหญ่ เรามักจะมองว่าการกลั่นแกล้งกันในเด็ก เป็นเรื่องเด็กเล่นกัน  เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในมุมของเด็กที่ถูกกระทำ ถูกกลั่นแกล้งนั้น เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเขา เพราะเด็กต้องเจอกับปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกๆ วัน เราควรจะต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และสามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กได้ในระยะยาว ดังนั้น เราในฐานะพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู จึงไม่ควรนิ่งเฉย ควรเฝ้าสังเกตพฤติกรรม อารมณ์ และดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

9 วิธีรับมือเมื่อลูกโดนกลั่นแกล้งที่โรงเรียน

1.ทำความเข้าใจว่าการกลั่นแกล้งคืออะไร การทำความใจว่าการกลั่นแกล้งคืออะไร คือสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เราเข้าใจปัญหาของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำมากขึ้น แท้จริงแล้วการกลั่นแกล้งคือ  นิสัยที่เรียนรู้และเลียนแบบมาจากการเห็นหรือได้ยิน เช่น การพบเจอปัญหาคนในครอบครัวทะเลาะกัน หรือพบเจอคนในชุมชนด่าทอกันด้วยคำพูดหยาบคายทุกวัน จนมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ผู้กระทำบางราย อาจจะเป็นบุคคลที่ขาดความมั่นใจในตนเอง  อิจฉาริษยาผู้อื่น  รวมถึงผู้กระทำบางรายอาจจะเคยเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน

 

2.กล้าที่จะพูดหรือแสดงความไม่พอใจต่อผู้กระทำ หลายครั้งที่ปัญหาการกลั่นแกล้งเกิดขึ้นกับบุคคล บุคคลหนึ่งมาอย่างยาวนาน  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ถูกกระทำ ไม่กล้าที่จะพูด หรือแสดงความไม่พอใจออกมา ทำให้ผู้กระทำไม่รับรู้ว่าผู้ถูกกระทำนั้นมีความรู้สึกอย่างไร จึงกระทำการกลั่นแกล้งซ้ำๆ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้  การแสดงออกหรือการพูดสื่อสารออกมาว่าผู้ถูกกระทำนั้นไม่พอใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้กระทำมีแนวโน้มที่จะกลั่นแกล้งลดน้อยลง หรือหยุดการกระทำนั้นๆ ลงได้  เนื่องจากผู้กระทำได้รับการตระหนักรู้ ถึงความรู้สึกของผู้ถูกกระทำว่า “ไม่พอใจ” และ “เสียใจ” ตลอดจนรับรู้ว่าการกระทำของตนนั้นสร้างผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำอย่างไรบ้าง

 

3.บอกเล่าการโดนกลั่นแกล้งกับพ่อแม่ ผู้ปกครองหรือครู ส่วนใหญ่แล้ว ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน เกิดจากการที่ผู้ถูกกระทำ ไม่ได้บอกเล่าเรื่องถูกกลั่นแกล้งให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและครูทราบ จึงทำให้ปัญหาการกลั่นแกล้งยังคงเกิดขึ้น และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ต้องสอนเด็กและลูกหลานของเรา “ไม่ให้เงียบ” , “เพิกเฉย” หรือ “ทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” และ    จงกล้าที่จะบอกเล่าปัญหาของตนกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครูที่โรงเรียน  เพราะปัญหาการถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนต้องได้รับความร่วมมือจากทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู ต้องปรึกษาหารือกัน เพื่อหาวิธีการรับมือ และหาวิธีการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

 

4.การกลั่นแกล้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทราบหรือไม่ว่า ในบางสถานการณ์ การกลั่นแกล้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากว่าผู้ถูกกระทำ ถูกกลั่นแกล้งทางร่างกายหรือทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดด่าทอเชื้อชาติหรือเพศสภาพ ใช้กำลังและความรุนแรงรังแกผู้อื่น หรือแม้แต่การแชร์เรื่องส่วนตัวของผู้อื่นในอินเทอร์เน็ต ล้วนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น หากว่ามีการพบเจอการกลั่นแกล้งที่รุนแรงเช่นนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูสามารถรายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

5.อย่ามองว่าตัวเองเป็นปัญหา การมีอัตลักษณ์ที่ต่างจากผู้อื่น เช่น เพศสภาพ เชื้อชาติ รูปร่างหน้าตา ที่ต่างจากผู้อื่น ไม่ใช่ปัญหาของผู้ถูกกระทำเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะทัศนคติของผู้กระทำต่อผู้อื่นต่างหาก สิ่งที่สำคัญคือเราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก หากลูกของคุณเป็นผู้ถูกกระทำ จงสอนเขาว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด และมันไม่ใช่ปัญหาของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวผู้กระทำเองทั้งสิ้น

 

6.มองหาวิธีจัดการกับความเครียด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การกลั่นแกล้งนั้นสามารถสร้างความเครียดให้แก้ผู้ถูกกระทำเป็นอย่างมาก นอกจากการบอกเล่าปัญหาต่อผู้ที่ไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ หรือครูแล้ว ควรลองมองหากิจกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง หรือออกไปเที่ยว เพื่อจัดการกับความเครียดของตนเอง และทำให้สภาพจิตใจไม่หมกมุ่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

 

7.อย่าแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว การอยู่คนเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือทำให้เราจัดการกับการกลั่นแกล้งได้ อีกทั้งยังสามารถทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ การอยู่คนเดียวเงียบๆ จะทำให้ลดความมั่นใจและความภาคภูมิใจของผู้ถูกกระทำได้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองและครู ที่จะคอยสอดส่อง ดูแล พฤติกรรม อรมณ์ของเด็กๆ และบุตรหลาน ไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเงียบหรือปลีกตัวมาอยู่คนเดียว

 

8.ดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองให้ดี สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจ การกลั่นแกล้งนั้นสามารถสร้างบาดแผลและปมในใจให้กับผู้ถูกกระทำซึ่งสามารถส่งผลต่อสภาพร่างกาย เช่น การอดอาหาร เครียดจนนอนไม่หลับ เป็นต้น หากบุตรหลานของท่านได้รับการกลั่นแกล้งที่กระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจ ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและจิตวิทยา เพื่อช่วยให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาได้อย่างดีและตรงจุด

 

9.มองหาบุคคลต้นแบบที่ดี การกลั่นแกล้ง ทำให้ผู้ถูกกระทำสับสนและไม่ชอบในตัวเอง หากว่าผู้ถูกกระทำมีบุคคลต้นแบบที่ดี จะสามารถทำให้เห็นได้ว่า มีอีกหลายคนที่เคยพบเจอกับปัญหาเดียวกัน แต่พวกเขาก็สามารถก้าวข้ามผ่านการโดนกลั่นแกล้งจนสามารถประสบความสำเร็จได้ การมีบุคคลต้นแบบที่ดีนั้น จะทำให้ผู้ถูกกระทำ มองเห็นคุณค่าของตัวเองและรักตัวเองมากขึ้น

8 ข้อดีและบทเรียนที่ได้จากความล้มเหลว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609319

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 06:46 น.

8 ข้อดีและบทเรียนที่ได้จากความล้มเหลว

“It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.”

…”ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุดหรอกที่อยู่รอด แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดต่างหาก” – ชาร์ล ดาวิน

ตอนนี้เราสะสม “No” ไว้มากพอแล้วหรือยัง?

ความล้มเหลว ความผิดหวัง ไม่ได้สร้างแต่ความทุกข์ให้กับเราด้านเดียว เหมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ความล้มเหลวก็จะทำให้เราสามารถเรียนรู้ข้อดีและศึกษาบทเรียนจากความผิดหวังนั้นได้ วันนี้เรามาดูกันว่า ความล้มเหลวนั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง

1.ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น

ทุกครั้งที่เราเริ่มต้นลงมือทำอะไรบางอย่าง แม้ผลลัพธ์จะนำมาซึ่งความผิดหวังล้มเหลว แต่มั่นใจได้เลยว่าเราจะได้รับระหว่างทางคือการที่เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

2.มีโอกาสปรับปรุงตัวเอง

ทุกครั้งที่เราผิดพลาด เราไม่ได้รับแค่ความผิดหวังท้อแท้ บั่นทอนกำลังใจ แต่สิ่งที่เรายังได้รับคือมองเห็นปัญหาที่แท้จริง ถึงสาเหตุที่ทำให้เราล้มเหลวนั้น เพื่อนำจุดนี้มาแก้ไขและพัฒนาตัวเอง ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง เพื่อสิ่งที่ดีกับตัวเอง

3.ทำให้ค้นพบคนสำคัญในชีวิต

เมื่อท้อแท้ ผิดหวัง ทุกข์ใจ เราจะมองเห็นคนที่พร้อมอยู่เคียงข้างเราคนนั้นเสมอ ถ้าอ่านถึงตรงนี้คงนึกออกว่าเค้าคือใคร คนที่เมื่อเรามีความทุกข์เราจะนึกถึงเค้า และเค้าก็ยังรับฟังอยู่เคียงข้างเราเสมอมา ขอให้รักษาเค้าไว้ให้ดีๆ เพราะนี่คือคนสำคัญ รักษามิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีนี้ไว้ เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้น และตอบแทนเค้าบ้าง

4.ทำให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

ถ้าเราไม่ออกมาเจอความเหนื่อยยาก เวลาเราเจอเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็จะบั่นทอนเราได้มาก แต่ถ้าเราได้ผ่านความผิดหวัง อกหัก มาบ้าง ก็คล้ายเป็นภูมิคุ้มกันให้จิตใจของเราได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็เรียนรู้มาก่อนแล้ว ดังนั้น ก็สามารถที่จะรับมือกับเรื่องเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีขึ้น ให้ลองนึกถึงคนที่อายุมากกว่าเรา คนที่ขึ้นสู่จุดสูงสุด หรือหลายคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านต่างๆ ทุกคนล้วนผ่านเรื่องเลวร้ายเพื่อฉีดภูมิคุ้มกันความเข้มแข็งทางใจให้ตัวเองกันไปแล้วทั้งนั้น

5.ข้อผิดพลาด สร้างการเรียนรู้เพิ่ม

เราจะได้รู้ว่าเมื่อเจอข้อผิดพลาด เจอความล้มเหลว ควรเรียนรู้เพิ่มเติมจากที่ไหน ทั้งการหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อในครั้งต่อไปจะได้ไม่ผิดพลาดอีก

6.ยิ่งล้มเหลว ยิ่งวางแผนที่ดี

การที่พบเจอความล้มเหลว หรือข้อผิดพลาดทั้งจากการทำงาน การเรียน เป็นต้น มันจะช่วยให้มีความรอบคอบมากขึ้น และวางแผนรัดกุมเพื่อช่วยให้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดี

7.ช่วยเช็คระดับความสุข

คนส่วนใหญ่เมื่อค้นพบความผิดพลาด หรือความล้มเหลว มักจมอยู่กับอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ความสุขในการทำงานจึงลดลง ซึ่งข้อดีของความล้มเหลวจริงๆ แล้วคือเราจะได้รับวัคซีนเพื่อต่อสู้กับการลงโทษตัวเอง ลงโทษการรู้สึกผิดและลุกขึ้นมาต่อสู้กับความจริงและสู่เป้าหมายให้ได้ เชื่อเถอะ “ไม่มีความสำเร็จใดได้มาง่ายๆ”

8.เข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น

เมื่อเรายืนอยู่บนความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ก็ให้รู้ไว้เช่นกันว่านั่นคือจุดที่ทำให้เข้าใกล้ความสำเร็จที่หวังไว้ไปอีกขั้นหนึ่ง ขอเพียงเก็บความล้มเหลวนี้มาเป็นบทเรียน หาประโยชน์ หามุมมองที่จะพลิกให้เป็นโอกาส เรียนรู้ว่าพลาดเพราะอะไร จำและนำไปต่อยอดให้ได้ ครั้งต่อๆ ไปเราจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

ดังนั้น การรู้จักยอมรับความจริงว่า “ทุกคนย่อมต้องเจอความล้มเหลว” สิ่งสำคัญคือ การวางแผนดีเพื่อเตรียมรับมืออย่างน้อยก็เป็นตัวช่วยให้คุณลุกขึ้นมาสู้เพื่อสู่เส้นทางของความสำเร็จต่อไป แม้จะล้มเหลวกี่ครั้งก็ตาม

 

ภาพ freepik

อยู่กับเช้าวันจันทร์อย่างไร ให้ห่างไกล Monday Blues #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/609240

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

อยู่กับเช้าวันจันทร์อย่างไร ให้ห่างไกล Monday Blues

ยินดีต้อนรับสู่เช้าวันจันทร์ที่สดใสแบบห่างไกล Monday Blues ด้วยเคล็ดลับการปรับทัศนคติ พร้อมรับมือวันจันทร์อย่างมุ่งมั่นเวอร์ชั่นคนขยันทำงาน

ตื่นเช้าวันจันทร์รับแสงแดดแรกของสัปดาห์ เริ่มต้นสู่ห้วงเวลาของการทำงาน 5-6 วันอีกครั้ง บางคนอาจรู้สึกกังวล เครียด หรือถึงขั้นหดหู่อยู่หรือเปล่า? ถ้าคำตอบบอก… ใช่! คุณเคยได้ยินอาการของ Monday Blues หรือโรคเกลียดวันจันทร์บ้างไหม

อาการ Monday Blues เป็นอย่างไร?

แค่นึกถึงวันจันทร์ก็ไม่สบายใจแล้ว ทั้งงาน ทั้งคน เจ้านาย ลูกค้า ลูกค้า ปัญหาการเดินทาง บวกกับเรื่องวุ่นวายที่รออยู่ ซึ่งล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงการขาดซึ่งความสุขในการทำงาน ทั้งๆ ที่ความจริงคุณควรจะรู้สึกตื่นเต้นและมีพลังในเช้าวันจันทร์ เพื่อเพลิดเพลินไปกับการสร้างสรรค์ผลงานที่ดีเยียมไปตลอดทั้งสัปดาห์ นี่แหละอาการ Monday Blues!!! ซึ่งเรามาดูวิธีรับมือกับอาการนี้กันดีกว่า

 

ยิ้มรับวันจันทร์

การยิ้มให้ตัวเองในกระจก ไม่ใช่เรื่องตลกหรือหน้าอาย การตื่นมาพร้อมกับความสดชื่นและสดใส ย่อมดีกว่าการตื่นมาพร้อมกับหน้าตาที่บูดบึ้งเหมือน ดังนั้น ในเช้าของทุกๆ เช้า อยากให้ลองหัดยิ้มและให้กำลังใจคนในกระจกดูบ้าง การกระทำเล็กๆ แบบนี้แหละที่สามารถสร้างพลังอันมหาศาลให้เกิดขึ้นกับตัวเรา…ไม่เชื่อลองยิ้มดูซิ

เสริมลุคมั่นใจอะไรก็ดี

ความมั่นใจจะปลุกพลังและความสร้างสรรค์ในตัวเราขึ้นมา ท้าทายความเบื่อหน่ายด้วยการเลือกชุดที่ชอบ สไตล์ที่ใช่ ใส่รับวันจันทร์กันดู รับรองว่าได้ผล สำหรับความเชื่อเรื่องสี เช้าวันจันทร์ สีที่เป็นกาลกิณีคือ “สีแดง” เลี่ยงได้ก็เลี่ยงกันนะ

ฟัง Podcast

เติมพลังสมองให้ของขึ้นด้วยการฟัง Podcast เพิ่มความรู้ เติมสาระประโยชน์ตามไลฟ์สไตล์ชื่นชอบ หาข้อคิดดีๆ ในการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน แค่นี้วันจันทร์ก็ไม่น่าเบื่อแล้ว

กินของอร่อย

อย่าเร่งรีบเกินไปจนปล่อยให้ท้องว่างแล้วพาลคิดอะไรไม่ออก ควรหาอะไรทานรองท้องก่อนก้าวออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่ เท่านี้ก็มีพลังพร้อมที่จะต่อสู้ก้บเช้าวันใหม่ได้ดีไม่น้อยเลย และนอกจากมันจะช่วยทำให้คุณไม่หงุดหงิดหัวเสียเพราะความหิวแล้ว มันยังทำให้คุณกลายเป็นมนุษย์สุขภาพดีที่ได้รับสารอาหารครบถ้วนด้วยการกินแบบตรงเวลาอีกด้วย

วางแผน

ในเมื่อเรารู้ว่าปัญหาคืออะไร ก็เตรียมวางแผนการทำงานไว้เลยจะดีกว่า ยิ่งวางแผนให้รัดกุมได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี เราขอแนะนำให้จัดการเวลาจัดแจงตารางงานให้ลงตัว สร้างระเบียบวินัยการทำงานส่วนตัวให้ดีขึ้น และอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ ต้องคิดว่า “เราเอาอยู่” “เรื่องแค่นี้สบายมาก”

คิดบวก

ลองนึกถึงสิ่งดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นหรืออยากให้เกิดขึ้นในที่ทำงานดูซิ สิ่งดีๆ เหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เร้าอารมณ์อยากไปทำงานขึ้นมาเลยแหละ

มอบความสุขให้คนอื่น

เราอยากให้คุณมีความตั้งใจทำสิ่งที่ดีให้กับคนรอบข้าง เวลาที่คุณไปทำงานในเช้าวันจันทร์ สิ่งนี้ช่วยยกระดับจิตใจ แถมช่วยเปลี่ยนอารมณ์โดยรวมในออฟฟิศ คุณอาจจะไม่ต้องนึกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ อาจเอ่ยชมเพื่อนร่วมงาน ช่วยเหลือพวกเขาเล็กๆ น้อยๆ ตั้งใจให้บริการลูกค้า ช่วยเหลือคนแปลกหน้าระหว่างทาง หรือวิธีง่ายๆ อื่นๆ ที่ทำให้วันของคนรอบข้างดีขึ้นอีกนิด แค่นี้คุณก็ได้รับความสุขตามไปด้วย

แพลนเย็นวันจันทร์

อย่าปล่อยให้วันจันทร์จบไปแบบเอาเป็นเอาตาย หรือย่ำเท้าซ้ำๆ อยู่กับปัญหาน่าปวดหัว จัดการการทำงานให้มีประสิทธิภาพด้วยทัศนคติที่ดี ตั้งใจทำงาน ทำให้เต็มที่ พอเสร็จแล้วก็ออกไปใช้เวลาตอนเย็นอย่างมีความสุข นัดเพื่อนทานข้าว เดินเล่นในห้าง กลับไปบ้านรอคนที่คุณรัก หรือนอนดูรายการโปรดหน้าทีวี ทำอะไรก็ได้ที่คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการทำงานจนเกินไป เพื่อตัดวงจรความกังวลที่จะวนมาเป็นลูป ดึงคุณให้เครียดซ้ำไปซ้ำมา หมดเวลางานแล้วก็พักผ่อน เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันถัดไป

 

ภาพ freepik