‘มากิ-มาชิดา’ฝีมือเกินเด็ก เตรียมชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงระดับเอเชีย!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461327

‘มากิ-มาชิดา’ฝีมือเกินเด็ก เตรียมชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงระดับเอเชีย!!

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ถือเป็นข่าวดีที่น่าชื่นชมนักแสดงเด็กวัย 8 ขวบ “มากิ-มาชิดา สุทธิกุลพานิช”หลังจากที่ฝากฝีมือทางการแสดงให้ได้ชมกันมาหลายเรื่อง ล่าสุดสร้างความปลาบปลื้มใจสุดๆ กับการได้รับเลือกจาก 24th Asian Television Awards เสนอชื่อเข้ารอบสุดท้ายชิงรางวัล Best Leading Female Performance-Digital จากบท “พัสดุ” ในซีรี่ส์เรื่อง “พรุ่งนี้…จะไม่มีแม่แล้ว” ทาง LINE TV ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง สะท้อนให้ผู้ชมได้รู้สึกรัก ประทับใจ และเห็นคุณค่าของคำว่าครอบครัวได้เป็นอย่างดี

โดยการถูกรับเลือกเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 เข้ารอบสุดท้ายชิงรางวัลในครั้งนี้ น้องมากิ เป็นนักแสดงเด็กเพียงคนเดียว ร่วมกับนักแสดงนำหญิงผู้ใหญ่ท่านอื่นๆจากละครซีรี่ส์หลายๆ เรื่อง ทั่วเอเชีย ซึ่งจะประกาศผลรางวัลในเดือนมกราคม 2563 ที่จะถึงนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจที่เด็กไทยมีความสามารถก้าวไปไกลในระดับสากล ถึงจะตัวเล็กแต่ความสามารถไม่เด็กเลยจริงๆ มากิ ฝากบอกมาว่า “ขอให้พี่ๆชาวไทยร่วมลุ้นและส่งกำลังใจเชียร์มากิกันด้วยนะคะ”

‘มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ 2’ปิดฉากสุดมันส์!! ลุ้น‘แมนต้า-คีตา-วี’เข้าป้ายขึ้นแท่นคว้าแชมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461329

‘มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ 2’ปิดฉากสุดมันส์!! ลุ้น‘แมนต้า-คีตา-วี’เข้าป้ายขึ้นแท่นคว้าแชมป์

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุดก็ทราบแล้วว่าแชมป์ของการแข่งขันรายการ “มาสเตอร์เชฟจูเนียร์ ประเทศไทย ซีซั่น 2” (Master ChefJunior Thailand Seaaon 2)เป็นของน้องคนไหน กับสุดยอดการแข่งขันการทำอาหารของเด็กๆ เพื่อเฟ้นหาเพียงหนึ่งเดียวเพื่อก้าวเป็น มาสเตอร์เชฟจูเนียร์ ประเทศไทย

ซึ่งการแข่งรอบชิงชนะเลิศนี้ต้องบอกเลยว่าเข้มข้นสุดๆ ทั้ง 3 กรรมการ ต่างจัดเตรียมโจทย์เพื่อให้น้อง แมนต้า-คีตา-วี ได้พิสูจน์ศักยภาพความสามารถของตัวเองว่าใครจะคู่ควรกับการคว้าแชมป์ มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ ประเทศไทย ซีซั่น 2 ผ่านพ้นกับการทำเมนูแรก Appetizersไปแล้วน้องๆ ทั้ง 3 คน ต่างโชว์ฝืมือกันเต็มที่จากนั้นก็มาต่อกับเมนูที่เหลือ คือ Main Course และ Dessert ซึ่งเป็นการแข่งสองเมนูที่เหลือ ที่ทำเอาน้องๆ ทั้ง 3 คนต่างทุ่มเทและตั้งใจกันอย่างสุดชีวิต เรียกว่าใครมีอะไรดีก็งัดออกมาใส่กันแบบสุดเพราะเป็นการแข่งครั้งสุดท้ายไม่สามารถแก้ไขหรือแก้ตัวอะไรได้แล้ว ดังนั้น น้องๆ จึงมุ่งมั่นกันอย่างมาก และด้วยความทุ่มเทจริงจังจึงทำให้ทั้ง 3 คน เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้ดั่งใจที่ต้องการ จนทำให้เกิดอาการกดดันและเครียดไปพร้อมๆ กัน แต่ด้วยความตั้งใจเพื่อจะก้าวไปสู่ความฝันของตัวเองกับการคว้าแชมป์จึงทำให้น้องๆ ทั้ง 3 คนก็ฮึดสู้แบบไม่รู้จักกับคำว่าท้อถอย ติดตามชมความสนุกสนานตื่นเต้นกับการลุ้นแชมป์ของน้องแมนต้า-คีตา-วี ได้ในรายการ “มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ ประเทศไทย ซีซั่น 2” ในวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2562 เวลา 18.20 น. ทางช่อง 7 HD

‘เผือก-ต้นหอม-ลูกกอล์ฟ’ ขอบคุณทุกนํ้าใจที่ช่วยกันรณรงค์‘เมาไม่ขับ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461334

news_default

‘เผือก-ต้นหอม-ลูกกอล์ฟ’ ขอบคุณทุกนํ้าใจที่ช่วยกันรณรงค์‘เมาไม่ขับ’

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด สำหรับ 3 กูรูดีเจ ดีเจเผือก-พงศธรจงวิลาส, ดีเจต้นหอม-ศกุนตลาเทียนไพโรจน์ และ ดีเจลูกกอล์ฟ-ธนาธิป สุนทรรักษ์ จากรายการ พุธทอล์คพุธโทร ทางคลื่นอีเอฟเอ็ม 94 อารมณ์ดีเพลงดีทุกแนว ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ “เมาไม่ขับ” หลังจากได้รับฟังสายจากคุณหมูที่ต้องสูญเสียภรรยาและลูกสุดที่รักจากผู้ที่เมาแล้วขับมาชน

ซึ่งหลังจากออกอากาศไปหนึ่งอาทิตย์ก็ได้มีการแชร์เรื่องของคุณหมูในโซเชียลมีเดียไปกว่า 15,000 ครั้งและได้รับรู้เรื่องนี้กว่า 3 ล้านคนอีกทั้งสื่อมวลชนต่างๆ ก็ให้ความร่วมมือช่วยกันเผยแพร่เรื่องนี้ ทั้ง 3 ดีเจ จึงได้ผุดแคมเปญดีๆ ส่งท้ายปีเพื่อร่วมรณรงค์เมาไม่ขับอีก นั้นคือให้คุณผู้ฟังรายการได้ร่วมกันคิดคำคมรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับส่งเข้ามาในรายการ โดยรางวัลคือเสื้อยืดลาย #เมาไม่ขับ #คุณหมูพุธทอล์คพุธโทร1 ตัว ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 ตัวเท่านั้น ก็ได้การตอบรับที่ดีจนทำให้เสื้อหมดอย่างรวดเร็ว ทั้ง 3 ดีเจ จึงอยากขอบคุณทุกๆ เสียงที่ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยน่าอยู่ขึ้น

‘ชิงชิง’อ้อนแฟนๆ ดูละคร ร่วมอนุรักษ์ลิเกไทย ใน‘จันทร์กระจ่างที่กลางทุ่ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461323

‘ชิงชิง’อ้อนแฟนๆ ดูละคร ร่วมอนุรักษ์ลิเกไทย ใน‘จันทร์กระจ่างที่กลางทุ่ง’

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นละครครบรส กด 35 สมชื่อ!สำหรับ จันทร์กระจ่างที่กลางทุ่ง ทางช่อง 7HD ที่นอกจากจะมีเนื้อหาสนุกคลุกเคล้าสาระ บทบาทการแสดงของพระ-นาง บอส-ชนกันต์ พูนศิริวงศ์ กับ ชิงชิง-คริษฐาสังสะโอภาส ก็มีสีสันแถมเหล่านักแสดงมาร่วมสร้างสีสัน จนพาให้ละครเรตติ้งแรงต่อเนื่อง มีกระแสตอบรับดี

และที่โดนใจแม่ยกมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการสอดแทรกศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างลิเกเอาไว้ได้อย่างสนุกสนาน ผ่านการแสดงของพระ-นางรุ่นใหม่ บอส-ชิงชิง ที่ได้วิชาจากเหล่าลิเกชั้นครูในเรื่อง มาแสดงให้แฟนๆ ดู ซึ่ง ชิงชิง เล่าถึงการแสดงละครเรื่องนี้ด้วยความประทับใจว่า

“ละครเรื่องนี้หนูรับบท เดือนเด่น ค่ะจะเป็นคนที่ช่วยพี่บอส ที่รับบททอง พระเอกของเรื่องฟื้นฟูคณะลิเกของพ่อเขาให้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง ซึ่งคนที่แสดงเป็นพ่อของพี่บอสก็คือ พี่เอ-ไชยา แถมพี่เอยังเป็นครูที่ช่วยขึ้นมือจับท่ารำลิเกให้พี่บอสเป็นคนแรกด้วยส่วนตัวหนูในเรื่องนอกจากจะช่วยฟื้นฟูคณะลิเกแล้ว ก็จะมีไปแจมเล่นลิเกให้บางฉาก เพราะมันจะมีฉากที่น้องแป้ง (พรภัสร์ชนก มิตรชัย) ซึ่งรับบท พลอย น้องสาวพระเอกป่วย แล้วมาเล่นเป็นนางเอกลิเกให้ไม่ได้ ตัวเดือนเด่นก็เลยต้องมาแสดงแทนหนูรู้สึกประทับใจและดีใจนะคะ ที่ได้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมอย่างลิเกให้แฟนละครได้ดูกัน บอกตรงๆ ว่าถ้าไม่ได้แสดงละครเรื่องนี้ โอกาสที่จะได้คลุกคลี หรือสัมผัสกับลิเกมีน้อยมาก ฝากทุกคนติดตามละคร จันทร์กระจ่างที่กลางทุ่ง ด้วยนะคะ รับรองว่าสนุก ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ”

จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 3 ของไทย ปี 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 3 ของไทย ปี 2019

19 ธันวาคม 2562 – 18:50 น.
จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียว,อันดับ3,Chula Zero Waste
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 3 ของไทย ปี 2019 อันดับ 1 ด้านการจัดการพลังงานการจัดการขยะ การเรียนการสอนและการวิจัย 

  ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวของโลก หรือ UI Green Metric World University Ranking 2019 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับที่ 84 ของโลก และเป็นอันดับที่ 3 ของมหาวิทยาลัยไทย โดยได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ใน 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านการจัดการพลังงาน ด้านการจัดการขยะ และด้านการเรียนการสอนและการวิจัย

อ่านข่าว:จุฬาฯ ครองมหาวิทยาลัยอันดับ1ของประเทศไทยเป็นปีที่ 4

สำหรับปีนี้มีมหาวิทยาลัย 780 แห่งทั่วโลก ที่เข้าร่วมการจัดอันดับ และมีมหาวิทยาลัยไทยเข้าร่วมทั้งสิ้น 37 แห่ง ในภาพรวมอันดับของมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะสามอันดับแรกคือมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผลคะแนนและอันดับที่ขยับขึ้นจากปีก่อน

ทั้งนี้ Green Metric World University Ranking มีเกณฑ์ชี้วัดแบ่งออกเป็น 6 หมวด ได้แก่ 1) Setting and Infrastructure (การจัดการพื้นที่ในมหาวิทยาลัย เช่น พื้นที่สีเขียว พื้นที่ซึมซับน้ำ) คิดเป็น 15% ของคะแนน 2) Energy and Climate Change (การจัดการพลังงาน รวมไปถึงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Carbon Footprint องค์กร) คิดเป็น 21% 3) Waste Management (การจัดการขยะ) คิดเป็น 18% 4) Water Management (การจัดการน้ำ) คิดเป็น 10% 5) Transportation (การขนส่ง) คิดเป็น 18% และ 6) Education and Research (การเรียนการสอน การวิจัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน) คิดเป็น 18 %

  กอปร ลิ้มสุวรรณ หัวหน้ากลุ่มภารกิจการจัดการสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดเผยว่า การที่จุฬาฯ ได้ผลคะแนนเป็นอันดับ 1 ใน 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านการจัดการพลังงาน ด้านการจัดการขยะ และด้านการเรียนการสอนและการวิจัย เป็นผลมาจากความสำเร็จในการดำเนินการด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจัดการขยะ

จุฬาฯ มี โครงการ Chula Zero Waste ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการยกระดับการจัดการขยะในมหาวิทยาลัยและสร้างความตระหนักให้แก่ประชาคมจุฬาฯและสังคมภายนอก ส่วนด้านการจัดการพลังงาน สิ่งที่จุฬาฯ เน้นคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน มีโครงการปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง

และโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน Renewable Energy ซึ่งมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้งเรียบร้อยแล้วทั้งมหาวิทยาลัย และทยอยดำเนินการ โดยในปีนี้กำลังติดตั้งที่อาคารจามจุรี 9 ส่วนเรื่องของการศึกษาและวิจัย จุฬาฯ มีกองทุนวิจัยต่างๆ ที่ส่งเสริมการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในหลากหลายมิติ อีกทั้งมีการประเมิน Carbon Footprint และจัดทำรายงานความยั่งยืน หรือ Sustainable Report ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คะแนนของจุฬาฯ เพิ่มมากขึ้น

หัวหน้ากลุ่มภารกิจการจัดการสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ กล่าวว่า ในด้านการจัดการพื้นที่ในมหาวิทยาลัย (Setting and Infrastructure) จุฬาฯ ค่อนข้างเสียเปรียบเพราะเป็นมหาวิทยาลัยใจกลางเมืองที่มีอาคารจำนวนมากว่า 200 อาคาร รองรับกิจกรรมการเรียนการสอนการวิจัยของนิสิตบุคลากรมากกว่า 45,000 คน ซึ่งทำให้ จุฬาฯ มีข้อจำกัดอย่างมากในการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว แต่เราพยายามเพิ่มคุณภาพของพื้นที่สีเขียวให้คนได้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ หรือในด้านการจัดการน้ำ (Water Management) จุฬาฯ ก็มีข้อจำกัดด้วยเรื่องของพื้นที่เช่นกัน ทำให้เราจำเป็นต้องใช้น้ำประปาและไม่สามารถสร้างบ่อสำหรับเก็บกักน้ำฝนหรือระบบบำบัดน้ำเสียรวมขนาดใหญ่เพื่อหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ยังคงต้องใช้ระบบบำบัดน้ำเสียภายในแต่ละอาคารเป็นหลัก

“เรื่องระบบขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ ทำได้ดีจากการดำเนินงานตามแผนแม่บทการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยเรามีอาคารจอดรถสี่มุมเมือง ช่วยลดการจราจรและมลภาวะทางอากาศ รวมทั้งมีทางเลือกการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น รถโดยสารภายในจุฬาฯ (Chula Pop Bus) ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด หรือการส่งเสริมให้คนเดินเท้าด้วยการทำทางเดินมีหลังคาคลุม และมีโครงข่ายการสัญจรที่จุฬาฯ ทำไว้ทั้ง CU Bike, CU Toyota Ha:mo และ Muvmi” กอปร กล่าว

แม้จะมีข้อจำกัดทางด้านกายภาพและพื้นที่ แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังคงไม่หยุดที่จะพัฒนาเพื่อการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างยั่งยืนต่อไป สิ่งที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต จุฬาฯ จะให้ความสำคัญกับในเรื่องของคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วม (Engagement) ของคนในจุฬาฯ และชุมชนรอบๆ ให้มากขึ้น เน้นการสร้างจิตสำนึกของคนในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตเช่น โครงการ Chula Zero Waste ที่มีการบริหารจัดการขยะในภาพรวมของมหาวิทยาลัย และลงไปถึงพฤติกรรมของนิสิตด้วย ทั้งนี้เรื่องของมหาวิทยาลัยสีเขียวหรือมหาวิทยาลัยยั่งยืนไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องกายภาพอย่างเดียว แต่ควรขยายไปยังเรื่องของสังคม เศรษฐกิจ และอื่นๆ ที่ครอบคลุมบริบทของความยั่งยืนด้วยเช่นกัน

            “การจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียว โดย UI Green Metric ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้เราได้เห็นมาตรฐาน (benchmark) เมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต และเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือการทำให้ทุกคนตระหนักและร่วมมือกันทำให้จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างยั่งยืน” กอปร กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวประจำปี 2019  ได้ที่www.greenmetric.ui.ac.id/

พบเด็ก ‘บูลลี่ในโรงเรียน’ ร้อยละ 40 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405590?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

พบเด็ก ‘บูลลี่ในโรงเรียน’ ร้อยละ 40

19 ธันวาคม 2562 – 18:05 น.
ผศดรสมบัติ​ ตาปัญญา​,นักจิตวิทยา,เด็กรังแกกัน,สพฐ
เปิดอ่าน 827 ครั้ง

นักจิตวิทยาคลินิก​ เผย พบเด็กนักเรียน “บูลลี่ในโรงเรียน” ถึง 40% ​ ชงบรรจุหลักสูตรแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

วันที่ 19​ ธ.ค.​ 2562​ -​ ผศ.ดร.สมบัติ​ ตาปัญญา​ นักจิตวิทยาคลินิก​ และนักวิชาการด้านคุ้มครองเด็ก​ กล่าวว่าเด็กที่ถูกรังแกต่อเนื่องจะแสดงอาการอยู่ 2 ประเภท​ คือ​ 1.เก็บกดจนมีอาการซึมเศร้าและทำร้ายตัวเอง​ และ 2.แสดงออกภายนอกด้วยการลงมือกระทำความรุนแรง​ ต่อสู้จนกลายเป็นอาชญากรเด็ก

     อ่านข่าว

         ล้อมคอก ‘บูลลี่’ ในโลกออนไลน์

         เด็ก ม.1 ขโมยปืนพ่อ ยิงเพื่อนดับแค้นหลังถูกล้อหน้าห้องเรียน

ใน​ช่วงเวลาที่ผ่านมา​ มีหลายเคสที่เกิดเป็นข่าวและไม่เกิดเป็นข่าว​ ที่เป็นความรุนแรงในโรงเรียนอย่างคาดไม่ถึง​ ซึ่งเกิดมาจากการกลั่นแกล้งกัน​ งานวิจัยที่ตนเคยทำเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนพบว่ามีเด็กถูกรังแกถึง 40% เพราะฉะนั้นที่ปรากฏเป็นข่าวอาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

กรณีเด็ก​ ม.1​ ลงมือยิงเพื่อนที่ล้อเลียน​ จนเสียชีวิตมีการสันนิษฐานว่าเป็นการเลียนแบบการใช้ความรุนแรงจากเกม​ด้วยนั้น ดร.สมบัติ​ บอกว่า ก็มีหลายปัจจัยที่เป็นแรงหนุนให้เกิดความรุนแรงไม่เฉพาะแค่การเลียนแบบเกม​ แต่พฤติกรรมของผู้ใหญ่​รอบตัว​ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือคนอื่นๆ​ ที่หาทางออกด้วยการใช้ความรุนแรง​ ก็มีส่วนให้เด็กเลียนแบบได้​ รวมไปถึงละคร​ ภาพยนตร์ต่างๆเพราะฉะนั้นในแต่ละเคสจึงไม่ควรลงน้ำหนักว่าสาเหตุ​เกิดจากอะไร​ ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป

แต่จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน​ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น​ กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน​ หรือสพฐ.​ ได้เชิญตนให้เข้าร่วมประชุม​ เพื่อหาทางออกปัญหาเด็กรังแกในโรงเรียน​ วันที่ 26 ธันวาคมนี้ เพื่อเตรียมลงพื้นที่สำรวจสถิติ​ เด็กที่รังแกกันทั้งประเทศ​ โดยใช้เวลาในการสำรวจประมาณ 5 เดือน​ ก่อนที่จะกำหนดเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ดร.สมบัติ​ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย​ โดยยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ​ ที่มีการออกกฎหมายให้โรงเรียนต่างๆ​ ต้องมีกิจกรรมป้องกันการรังแกกัน​ มีบททดสอบ​ และการประเมินผล​ ซึ่งหากสถานศึกษาหรือโรงเรียนใดไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทลงโทษ​ เช่น​ การตัดงบประมาณ​ เป็นต้น​

รูปแบบในการจัดกิจกรรม​ ก็อย่างเช่น​ การสร้างสันติวัฒนธรรม​ในโรงเรียน​ โดยครูและผู้ปกครอง​ ต้องมีวิธีการลงโทษโดยไม่ใช้การลดความรุนแรง​ เพื่อเด็กให้เห็นว่าทางออกวิธีอื่น​ ที่แก้ปัญหาได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง​ มีการอบรม​ เรียนรู้การจัดการความขัดแย้ง​ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรือการกลั่นแกล้ง​ โดยบรรจุลงไปในหลักสูตร​ ซึ่งประเทศที่มีการบรรจุหลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการจัดการกับความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรงตัวอย่างเช่น​ ประเทศเดนมาร์ก​ ฟินแลนด์​ เยอรมนี​ เป็นต้น

จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสอน​ ให้เด็กรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ว่าเวลาถูกทำร้ายต้องทนทรมานแค่ไหน​ ให้รับรู้ความเจ็บปวดของคนอื่น​ ถ้าเด็กเข้าใจคนอื่นก็จะไม่รังแกกัน หากรัฐ​ยังปล่อยปละละเลยให้สถิติการรังแกกันในโรงเรียนมีเพิ่มสูงขึ้น​ ก็จะส่งผลกระทบไปยังเด็กที่ถูกรังแกให้เกิดความกังวล​ สูญเสียคุณค่าในตัวเอง​ ส่วนเด็กผู้รังแกก็จะกลายเป็นขาใหญ่ประจำโรงเรียน​ เมื่อโตขึ้นมา​ หากเป็นนักการเมืองก็จะไม่เห็นหัวประชาชน

นักจิตวิทยา​คลินิก​ บอกว่า​ กรณีเด็กชายชั้น​ ม. 1 ที่ยิงเพื่อนจนเสียชีวิตต้องอธิบายให้สังคม เข้าใจว่าเขาถูกรังแก และต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งถ้าเราช่วยกันทัน​ ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น โดยก่อนที่จะมีนโยบายใดๆออกมาการแก้ไขปัญหาระยะสั้นคือต้องปลูกจิตสำนึกให้กับครูและผู้ปกครองให้เห็นว่าการรังแกกันล้อเลียนกลั่นแกล้งในโรงเรียนไม่ใช่ปัญหาเล็กๆแต่เป็นปัญหาใหญ่ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง​ ซึ่งจะต้องสอดส่องดูแล​ ตักเตือนไม่ให้เกิดขึ้น

วัด-พระสงฆ์ ศูนย์กลางพัฒนา ยกระดับสุขภาวะชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

วัด-พระสงฆ์ ศูนย์กลางพัฒนา ยกระดับสุขภาวะชุมชน

19 ธันวาคม 2562 – 14:30 น.
วัด,พระสงฆ์,นักพัฒนา,สรงน้ำพระสงฆ์ด้วยราง
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

วัด-พระสงฆ์ ศูนย์กลางพัฒนา ยกระดับสุขภาวะชุมชน โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com 

พระสงฆ์ถือเป็นสื่อกลางในการนำหลักธรรมคำสั่งสอน เผยแพร่ให้แก่ประชาชน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น อีกหนึ่งบทบาทของพระสงฆ์ คือ “นักพัฒนา” ที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายให้วัดเป็นศูนย์กลางสร้างสังคมสุขภาวะที่ดีให้แก่ชุมชน

เนื่องด้วย สาธารณสงเคราะห์ มหาเถรสมาคม ได้จัดตั้ง “โครงการพระสงฆ์นักพัฒนาการสาธารณสงเคราะห์กับพื้นที่ต้นแบบการสร้างสังคมสุขภาวะ” ผ่านมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา (มจร.โคราช) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้วัดและพระสงฆ์ที่เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสังคมสุขภาวะ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น สอดแทรกธรรมะในการดำเนินชีวิต กับแนวทางการสร้างปัจจัยทางสังคมที่กำหนดพฤติกรรมสุขภาพ เกิดการจัดการเครือข่ายการเรียนรู้พื้นที่ต้นแบบการสร้างสังคมสุขภาวะต่อไป

ทั้งนี้ หลักในการการปฏิบัติงานสาธารณสงเคราะห์ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดการสิ่งแวดล้อม 2.การจัดการสุขภาวะและกลุ่มวัย 3.การพัฒนาระบบเศรษฐกิจวิถีพุทธ 4.การส่งเสริมภูมิปัญญาและวัฒนธรรม และ 5.การจัดการพื้นที่เรียนรู้วิถีพุทธ

ซึ่งมีการสอดแทรกธรรมะในการดำรงชีวิต ถือเป็นการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ในด้านการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ ที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายให้วัดเป็นศูนย์กลางในการสร้างสุขภาวะเชิงพุทธภายใต้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า

    พระสงฆ์ ขับเคลื่อนสังคม
ผศ.ดร.พระมหามงคลธรรมวิธาน รองอธิการบดีฝ่ายกิจการคณะสงฆ์ มมร. กล่าวในการประชุมสัมมนาเชื่อมโยงและทำความเข้าใจเครือข่ายคณะสงฆ์ คณะธรรมยุต โครงการพระสงฆ์นักพัฒนาสาธารณสงเคราะห์กับพื้นที่ต้นแบบการสร้างสังคมสุขภาวะ ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) จ.นครปฐม ว่า บทบาทของพระสงฆ์คือการขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์สังคม ควบคู่ไปกับประโยชน์ส่วนตน หมายความว่า หากตนมีความรู้ จะสามารถขยายไปสู่ผู้อื่นต่อไปได้ สาธารณสงเคราะห์มีทั้งประโยชน์ต่อหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชน ปัจจุบัน ภาพรวมของวัดทั้งหมด ข้อมูลจากสำนักพุทธฯ ปี 2560 พบว่า มีวัดราว 41,252 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้น การเชื่อมเครือข่าย เพื่อให้พระสงฆ์ดูแลพระสงฆ์ และนำไปสู่พระสงฆ์เกื้อกูลสังคม จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้สุขภาวะอันเป็นลักษณะการตอบโจทย์สังคม

   สร้างเครือข่ายหาพื้นที่ต้นแบบ
สำหรับโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 – กุมภาพันธ์ 2564 เริ่มตั้งแต่ ระยะที่ 1 (ก.ค.62-พ.ค.63) ศึกษารูปแบบการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะโดยพระสงฆ์และวัด ลงพื้นที่ 77 จังหวัด รวบรวมข้อมูลระดับนโยบายและระดับพื้นที่ จัดทำฐานข้อมูลวัดและข้อมูลพระสงฆ์ รวมถึงการพัฒนากลไกเชิงนโยบาย ตั้งคณะทำงานร่วมคิดร่วมทำในระดับจังหวัด พัฒนาแผนงานสุขภาวะพระสงฆ์ สู่ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม จัดประชุมสัมมนาเชื่อมโยงและทำความเข้าใจ 5 เขตการปกครองคณะสงฆ์ และสนับสนุนกิจกรรม 77 จังหวัด และประสานงานดำเนินการ

หลังจากนั้น ในระยะที่ 2 (พ.ค.63-ต.ค.63) การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และ ระยะที่ 3 (ส.ค.63-ก.พ.64) การติดตามและการนำเสนอผลการดำเนินงาน และประเมินติดตามโครงการต่อไป เพื่อสร้างฐานข้อมูลวัด ข้อมูลพระสงฆ์นักพัฒนาและข้อมูลเครือข่าย เกิดแผนงานการพัฒนาสุขภาวะเข้าสู่นโยบายคณะสงฆ์ เกิด 77 พื้นที่ พระสงฆ์นักพัฒนา เกิดการเชื่อมโยงระหว่างคณะพระสงฆ์ปกครองและเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา รวมถึงเกิด 18 พื้นที่ต้นแบบ และสื่อสารสู่สาธารณะ

ผศ.ดร.พระราชปฏิภาณโกศล อธิการบดี มมร. กล่าวเสริมว่า พระสงฆ์เป็นที่พึ่งทางปัญญาให้แก่สังคม สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้ ดังนั้น การจะพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการอันชาญฉลาด ตามที่รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานหลักการไว้ว่า การพัฒนาจำเป็นต้องผ่านกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือ เข้าใจ และ เข้าถึง จึงจะพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

“การสร้างสังคมสุขภาวะในแต่ละพื้นที่ ต่างก็มีองค์ประกอบแตกต่างกันไปทั้งในแง่ของชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม ดังนั้นการพัฒนาต้องผ่านกระบวนการศึกษาเรียนรู้จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ ตามคุณสมบัติพื้นฐาน และเข้าถึงสภาพปัญหาและข้อมูลการพัฒนาอย่างรอบด้าน รู้ว่าสิ่งใดควรจะรักษาไว้ สิ่งใดควรปรับปรุงแก้ไข สิ่งใดควรสร้างเสริมให้ดีขึ้น ถ้าทุกท่านมีความเข้าใจและเข้าถึง การพัฒนาย่อมเป็นอุดมการณ์อันยั่งยืนคู่กับสังคมนั้นๆ ตลอดไป” ผศ.ดร.พระราชปฏิภาณโกศล กล่าว

ด้าน ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะ คือ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อม และหากจะสร้างการขับเคลื่อนทางสังคมต้องมี 3 ส่วน คือ “การสร้างความรู้” สังคมต้องมีความรู้และความพร้อม ถัดมาคือ “การสร้างเครือข่าย” เพื่อขยายผล และ สุดท้าย คือ “นโยบาย” เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน ถ้านโยบายไม่เปิดการปฏิบัติก็จะไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ บทบาทของ สสส. ในด้านของพระสงฆ์ คือ การร่วมมือ และขับเคลื่อนนโยบาย ในเรื่องของธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สนับสนุนโครงการสงฆ์ไทยไกลโรค ให้ความรู้ด้านโภชนาการพระสงฆ์ รวมถึงกิจกรรมในชุมชน เครือข่าย กับองค์กรต่างๆ พร้อมสนับสนุนพัฒนาแกนนำพระนิสิตที่เข้าไปพัฒนาในชุมชนก่อนที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์

     สปสช.พัฒนาระบบสุขภาพไร้รอยต่อ
ดร.นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช.มีสิทธิบัตรทองให้พระสงฆ์ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน ซึ่งสามารถเข้าได้ทุกโรงพยาบาลในประเทศไทยทั้งรัฐบาลและเอกชน แต่จากข้อมูลพระภิกษุและสามเณร โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2562 ระบุว่า มีจำนวน 174,091 รูปทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ ไม่มีข้อมูลในฐาน สปสช. จำนวน 20,559 รูป เนื่องจากบางรูปไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เพราะบวชมาในระยะเวลานานตั้งแต่อายุยังน้อย

ดังนั้น ในยุทธศาสตร์พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2560–2564 ซึ่ง สปสช.มีเป้าหมายในการเพิ่มการเข้าถึงบริการในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง โดยภารกิจหลักคือการเพิ่มการเข้าถึงสิทธิของพระสงฆ์ ในปี 2563 นี้ จะมีการขับเคลื่อนการจัดระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อ (ยกเว้นใบ Refer) ไปได้ทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ นำร่องระดับเขต พร้อมสนับสนุนเผยแพร่ คู่มือการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับพระภิกษุ สามเณร ตามวัดต่างๆ อีกด้วย

ดร.นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล

กสศ.ชูวิธีแก้ปัญหาร.ร.ขนาดเล็กด้วยระบบ iSEE #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.ชูวิธีแก้ปัญหาร.ร.ขนาดเล็กด้วยระบบ iSEE

18 ธันวาคม 2562 – 20:54 น.
กสศ,แก้ปัญหารรขนาดเล็ก,ระบบ iSEE
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

กสศ.แนะแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก จัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาค ใช้ระบบ iSEE ชี้ พิกัดแก้ตรงจุด และใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษา

18 ธ.ค.2562-ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า โจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อน และถือเป็นโจทย์สำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ กสศ. พยายามวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตีโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กให้เห็นภาพ และแนวทางการปฏิรูปเชิงระบบที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนกระบวนการวิจัยเชิงระบบที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และสอดคล้องกับกำลังของ กสศ. ที่มีงบประมาณจำกัดเพียง 0.5% ของงบประมาณในระบบการศึกษา เราจึงกำหนดโจทย์การทำงานไปที่กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของชุมชน (Small Protected School) ที่ไม่สามารถยุบและควบรวมได้

ดร.ไกรยส กล่าวต่อไปว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนต่อโรงเรียน และมีระยะห่างจากโรงเรียนข้างเคียงที่ใกล้ที่สุดไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตรอยู่จำนวน 1,594 โรง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลบนดอย เกาะแก่ง และปัจจุบันโรงเรียนกลุ่มนี้ทั่วประเทศจัดการศึกษาให้นักเรียนอยู่ราว 100,000 คน ดังนั้นหากมีการยุบและควบรวมโรงเรียนกลุ่มนี้จะทำให้เด็กเยาวชนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนกลุ่มนี้ต้องเดินทางไปโรงเรียนข้างเคียงด้วยระยะทางที่ไกลกว่า 10-20 กิโลเมตร กสศ. จึงใช้กระบวนการวิจัยเชิงระบบเพื่อกำหนดโจทย์การทำงานที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาของโรงเรียน Protected School เหล่านี้ ให้สามารถยืนหยัดจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กเยาวชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 3 โจทย์ย่อย ได้แก่ การแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ การจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาคและนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน

ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า 1. การแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Reform) กสศ. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ Information system for Equitable Education หรือ iSEE ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ทุกคนเห็นสภาพปัญหาที่จริง ชี้พิกัดในแผนที่ให้เห็นชัดว่าโรงเรียน 1,594 โรงที่ต้องการการคุ้มครองนี้อยู่จังหวัดใด และอยู่ระหว่างการพัฒนาขั้นตอนวิธี (Algorithm) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและปัจจัยสภาพแวดล้อมในมิติต่างๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากระยะห่างระหว่างโรงเรียน เพื่อช่วยค้นหาโรงเรียน Protected School ที่ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ที่ครอบคลุมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อาทิ ข้อมูลระยะทางจากบ้าน-โรงเรียน, ภูมิสารสนเทศ ชุมชน มานุษยวิทยาสังคม ฯลฯ เพื่อให้เข้าใจสภาพปัญหาแท้จริงของครอบครัว ของครู ของเด็กและครอบครัว รวมทั้งใช้พัฒนามาตรการสนับสนุนโรงเรียน Protected School ให้สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้อย่างเสมอภาคทัดเทียมกับโรงเรียนขนาดกลางทั่วไป

2. การจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาค (Equity-based Budgeting) ปัจจุบันโรงเรียน Protected School ได้รับการจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ด้วยสูตรการจัดสรรเงินเดียวกับโรงเรียนปกติทั่วไปในประเทศไทยตามสูตรการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ เงินอุดหนุนรายหัว และงบเรียนฟรี 15 ปี ที่แปรผันตามจำนวนหัวนักเรียนและระดับการศึกษา โดยมีเงินงบประมาณเพิ่มเติม (Top-up) ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็ก 500-1,000 บาท/คน/ปี อยู่เล็กน้อย

สูตรจัดสรรเงินในลักษณะนี้จะทำให้โรงเรียนที่มีจำนวนตัวคูณหัวนักเรียนต่ำเกิดปัญหาจากการไม่ประหยัดต่อขนาด (Lack of Economies of Scale) เนื่องจากโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายพื้นฐานในการจัดการศึกษา แทบไม่แตกต่างจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก 150 หรือ เกือบ 200 คน เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุอุปกรณ์ทั้งทางกายภาพ และสำหรับใช้จัดการเรียนการสอนหรือแม้แต่ค่าจ้างครู แต่การมีจำนวนนักเรียนที่น้อยกว่าโรงเรียนขนาดกลางอยู่ราว 25-50% ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

แม้จะมีการเพิ่มอัตรางบประมาณอุดหนุนรายหัว (Top-up) ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กแต่ก็ยังเป็นจำนวนที่ไม่พอสำหรับการปิดช่องว่าจากปัญหาการไม่ประหยัดต่อขนาดนี้ได้ ดังแสดงตามรูปภาพ โครงสร้างต้นทุนในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพนั้นไม่ได้มีลักษณะเป็นเชิงเส้น (non-linear) ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาจะยิ่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยลงหากโรงเรียนยิ่งมีนักเรียนเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากเส้นที่มีความชันน้อยลงเรื่อยๆ แต่การอุดหนุนงบประมาณเป็นไปในอัตราที่เพิ่มขึ้นคงที่ (linear) ซึ่งทำให้โรงเรียนที่ยิ่งขนาดเล็กมีแนวโน้มที่ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้ ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณด้วยสูตรการจัดสรรเดียวกันนี้ก็จะมีงบประมาณเหลือพอจากการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) และสามารถนำงบประมาณดังกล่าวไปลงทุน จัดหา และจ้างบุคลากรเสริมคุณภาพการจัดการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

รองผู้จัดการกองทุน กสศ. กล่าวอีกว่า ปัญหาความไม่สมมาตรการของโครงสร้างต้นทุนและสูตรการจัดสรรเงินดังกล่าวนี้ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพและความเสมอภาคในการจัดการศึกษาระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ และยังทำให้เห็นได้ว่าการปฏิรูปแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทยสามารถทำได้โดยการจัดสรรงบประมาณด้วยหลักความเสมอภาค (Equity-based Budgeting) โดยการมีสูตรการจัดสรรงบประมาณที่สามารถโยกทรัพยากรจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง (Redistribution) โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งทรัพยากรที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน

3. นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ด้วยสภาพความจำเป็นพิเศษ ทั้งข้อจำกัดทั้งในด้านทรัพยากรบุคลากรและความด้อยโอกาสของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กเยาวชนในโรงเรียนขนาดเล็กจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมในการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ โดย 2 นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น (Multi-age Classroom) และ Teaching at the Right Level (TaRL) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากร กำลังคน และสภาพแวดล้อมสาธารณูปโภคที่มีอยู่อย่างจำกัดในโรงเรียนขนาดเล็กนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งสามารถจัดการศึกษาได้สอดคล้องต่อความต้องการและศักยภาพของผู้เรียนได้เป็นรายบุคคล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กต้องเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน และนำเอาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เห็นสภาพปัญหาอย่างแท้จริง กสศ. อยากชักชวนให้มองปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถควบรวมได้อีกนับพันแห่ง การแก้ปัญหาในส่วนนี้มีอีกหลายวิธีการตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปตามหลักความเสมอภาคมากขึ้น และสร้างความเสมอภาคทางคุณภาพการศึกษาผ่านการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างยั่งยืน

UAE เตรียมไฟเขียวให้ไก่ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

UAE เตรียมไฟเขียวให้ไก่ไทย

20 ธันวาคม 2562 – 07:17 น.
UAE,กรมปศุสัตว์
เปิดอ่าน 280 ครั้ง

UAE เตรียมไฟเขียวให้ไก่ไทย

ปัจจุบันสินค้าเนื้อสัตว์ปีกฮาลาลและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกฮาลาลของประเทศไทยเป็นที่ต้องการจากหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลไทยมีมาตรฐานการผลิตที่กำกับดูแลโดยกรมปศุสัตว์ให้ถูกตามหลักสุขอนามัยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก อีกทั้งยังได้รับความเชื่อมั่นจากประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับถึงการผลิตที่ได้มาตรฐานฮาลาลที่กำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้เร่งประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลให้มากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 62 Mr. Majdi Abdallah Ibrahim Abualush Ministry of Climate Change and Environment (MOCCAE) และ Mr. Ahmed Obaid Saeed Mohammed Alsuwaidi หัวหน้าด่านนำเข้าสินค้าจากหน่วยงาน Ajman Municipality ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าเยี่ยมคารวะกรมปศุสัตว์ ณ ห้องประชุมม้ากัณฐกะ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์

โดยตนได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ เป็นประธานรับคณะ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภายในกรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมด้วย ซึ่งการมาเยือนไทยของเจ้าหน้าที่ภาครัฐจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจประเมินโรงเชือดสัตว์ปีกที่ได้รับรองให้สามารถส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ โดยมีกำหนดการตรวจระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 4 ธ.ค. 62 ซึ่งจะเป็นการตรวจประเมินด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ตามอำนาจกำกับดูแลของหน่วย MOCCAE
นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กล่าวว่า “การส่งออกสินค้าปศุสัตวฮาลาลไทยไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จำเป็นที่หน่วยรับรองฮาลาลไทยคือสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) ต้องได้รับการรับรองจากหน่วย Emirates Authority for Standardization and Metrology ( ESMA) โดยล่าสุดวันที่ 16-19 ธค.62 สกอท. พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมรับคณะตรวจประเมินจากหน่วยงาน The Emirates International Accreditation Centre (EIAC ) ซึ่งเป็นหน่วยตรวจรับรองฮาลาล ที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงาน ESMA เพื่อมาตรวจขึ้นทะเบียนหน่วยรับรองฮาลาลของไทย

ซึ่งผลการมาตรวจครั้งนี้ทำให้ได้รับความชื่นชมในระบบมาตรฐานฮาลาลไทยที่อยู่ในระดับแนวหน้าของโลกเนื่องจากเป็นการตรวจประเมินตามมาตรฐาน ISO อีกทั้งบุคคลากรเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องผ่านการอบรม ISO แล้วทั้งสิ้น  ความร่วมมือและการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพของหน่วยงานระหว่างกรมปศุสัตว์ และสกอท. รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ปศุสัตว์ฮาลาลไทยเจริญก้าวหน้า ดังผลความสำเร็จของการตรวจประเมินจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมูลค่ามากกว่า 1000 ล้านบาท”

นายสัตวแพทย์โสภัชย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอเชิญชวนร่วมงาน Thailand Halal Assembly 2019 กรมปศุสัตว์ได้ร่วมจัดนิทรรศการ มีกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจถึงโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ ท่านจะได้ความรู้ด้านปศุสัตว์ฮาลาล ทั้งนี้งาน Thailand Halal Assembly 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 ธันวาคม พ.ศ.2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร”

จัดหนักกยท. MOU จีนซื้อ – ขายยางสี่แสนตันต่อปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405621?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จัดหนักกยท. MOU จีนซื้อ – ขายยางสี่แสนตันต่อปี

20 ธันวาคม 2562 – 00:08 น.
เอ็มโอยู,กยท,ซื้อขายยาง,จีน,กระตุ้นซื้อขายยาง
เปิดอ่าน 190 ครั้ง

 กยท.เอ็มโอยูร่วมมือธุรกิจจีนซื้อ – ขายยางใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรชาวสวนยาง กระตุ้นส่งออกระหว่างประเทศ ตั้งเป้า 400,000 ตันต่อปี

20 ธันวาคม 2562  กยท.เอ็มโอยูร่วมมือธุรกิจ China ZhengXin Group Limited  – Dimond Star Network จำกัด เพื่อซื้อ – ขายยางพารา มุ่งเน้นยางธรรมชาติจากเกษตรกร – สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทยมาเป็นวัตถุดิบ กระตุ้นการส่งออกยางระหว่างประเทศ

กยท. เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนาม MOU เพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ ของChina ZhengXin Group Limited และ บริษัท Dimond Star Network จำกัด เพื่อซื้อ – ขายยางพารา มุ่งเน้นยางธรรมชาติจากเกษตรกร – สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทยมาเป็นวัตถุดิบ กระตุ้นการส่งออกยางระหว่างประเทศ

โดยมีนายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการ กยท. ลงนามระหว่าง Mr.Benjamin Zhang GuaQiang รองผู้จัดการ China ZhengXin Group Limited และนายเกรียงศักดิ์ ทิพย์สิงห์ ประธาน บริษัท Dimond Star Network จำกัด

นายขจรจักษณ์  กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ ระหว่าง China ZhengXin Group Limited และ บริษัท Dimond Star Network จำกัด ที่จัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อการซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางพาราของสถาบันเกษตรกร ได้แก่ ยางแท่ง STR 20 ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง STR 20 ผสม 97.50% และผลิตภัณฑ์ยางพาราชนิดอื่น ๆ

ถือเป็นการผลักดันผลิตภัณฑ์ยางพาราของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กยท. ซึ่งบริษัทผู้ขายจะต้องทำการผลิตหรือจัดหาผลิตภัณฑ์ยาง โดยใช้วัตถุดิบยางธรรมชาติจากเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวนไม่น้อยกว่า 400,000 ตันต่อปี

นายขจรจักษณ์ กล่าวว่า กยท. มีบทบาทในการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยางให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การผลิต การแปรรูป การตลาด และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับยางพาราและอุตสาหกรรมแปรรูปยางขั้นต้น รวมถึงงานในวันนี้ จะช่วยดูดซับปริมาณยางพาราในระบบ ตลอดจนสามารถกระตุ้นการส่งออกยางพาราของประเทศไทย โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้ายางพาราในสัดส่วนมากที่สุด

ฉะนั้น การร่วมมือทางด้านธุรกิจกันระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย จะเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในประเทศไทย และสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน สร้างความสัมพันธ์อันดีทางด้านการค้าการลงทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านยางพาราสืบไป