‘ปศุสัตว์’เปิดโครงการใช้งานลายเซ็นดิจิทัลฯออกใบอนุญาตเคลื่อนย้าย-ใบค้าสัตว์ ซากสัตว์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459729

‘ปศุสัตว์’เปิดโครงการใช้งานลายเซ็นดิจิทัลฯออกใบอนุญาตเคลื่อนย้าย-ใบค้าสัตว์ ซากสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.53 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์” เปิดโครงการประชุมสัมมนา “การใช้งานลายเซ็นดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ในการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายและใบการค้าสัตว์ ซากสัตว์”

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 12 ธันวาคม 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสัมมนา “การใช้งานลายเซ็นดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ในการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายและใบการค้าสัตว์ ซากสัตว์” ระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม 2562 พร้อมด้วยปศุสัตว์เขต 1 ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกรมปศุสัตว์ และผู้ประกอบการ ณ โรงแรมทินีดี โฮเต็ล แอท บางกอกกอล์ฟคลับ จ.ปทุมธานี

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งเป็นนโยบายภารกิจเร่งด่วน (Quick Win) ให้มีเป้าหมายในการสร้าง Gov Tech ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับพัฒนาภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกรไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการแก่ประชาชนในการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ทั้งในการนำเข้า ส่งออก และการเคลื่อนย้ายภายในประเทศผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้มีแนวความคิดในการพัฒนาระบบต่อยอดในการให้บริการให้มีความทันสมัย ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา เน้นการบริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกในการขอรับบริการจากกรมปศุสัตว์ โดยพัฒนาปรับโฉมของระบบ e-Movement ใหม่ มีการนำลายเซ็นดิจิทัลมาใช้ในการลงนามเพื่อออกใบอนุญาต โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ซึ่งมีความปลอดภัย ทันสมัย และสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของใบอนุญาตได้ อีกทั้งยังผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอรับบริการและเจ้าหน้าที่สามารถส่งข้อมูลติดต่องานกันได้ผ่านระบบออนไลน์ ทุกภาคส่วนจะก้าวสู่ยุคสังคมไร้กระดาษ เพื่อสอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและการให้บริการประชาชนแบบไร้รอยต่อ

การพัฒนาระบบงานของกรมปศุสัตว์นั้น สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้จากการรับรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ (รางวัลเลิศรัฐ) ที่ได้รับจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รางวัลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ e-Movement นี้ จากผลงานการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ภายในราชอาณาจักร ในปี 2557 และจากผลงานระบบการตรวจสอบสัตว์และซากสัตว์ผ่านด่านอัตโนมัติ (e-Movement Smart Kiosk) ในปี 2562 เป็นความภาคภูมิใจของกรมปศุสัตว์ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ กรมปศุสัตว์จึงไม่หยุดที่จะพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับการให้บริการประชาชน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการให้มีความเข้าใจตรงกันในการออกใบเคลื่อนย้ายและใบการค้าสัตว์ ซากสัตว์ น้ำเชื้อและเอ็มบริโอ (ร.10) นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน สามารถอำนวยสะดวกแก่ประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น

ดีเดย์17ธ.ค.!‘ม็อบประมง’นับหมื่นบุกกรุง ขู่รัฐเมินแก้ปัญหา ปักหลักยาวข้ามปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459727

ดีเดย์17ธ.ค.!‘ม็อบประมง’นับหมื่นบุกกรุง ขู่รัฐเมินแก้ปัญหา ปักหลักยาวข้ามปี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.40 น.

ดีเดย์17ธ.ค.!‘ม็อบประมง’นับหมื่นบุกกรุง ขู่รัฐเมินแก้ปัญหา ปักหลักยาวข้ามปี

12 ธันวาคม 2562 นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับสมาคมประมงอวนล้อมจับ (ประเทศไทย) และสมาคมประมงจังหวัดชายทะเล มีมติจะชุมนุมสาธารณะที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2562 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาภาคการประมงซึ่งมีหลายประการ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบประมง’22จว.ลุกฮือ!บุกศาลากลางจี้นายกฯแก้11ข้อ ฮึ่ม16ธ.ค.ไม่เคลียร์ลุยเข้ากรุง)

นายมงคล ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาหน่วยราชการต่างๆได้ออกกฎ ระเบียบ ประกาศและมาตรการต่างๆบังคับใช้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมง ตลอดจนธุรกิจต่อเนื่อง ทั้งที่ปัจจุบันไทยได้รับการปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรป (EU) แล้ว แต่ยังมีการออกกฎ ระเบียบเพิ่มเติมที่สร้างปัญหาใหม่ๆอีก เช่น บังคับให้ชาวประมงชำระค่าน้ำมันผ่านระบบฟรีทการ์ด ซึ่งเป็นระบบเงินสด ในขณะที่ภาคเกษตรอื่นๆ ภาครัฐกลับดูแลอย่างเต็มที่ , เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติด , ขอให้กรมประมง กรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการอนุญาตให้ใช้กฎหมายมาตรา 83 แห่ง พรก.การประมง พ.ศ.2558 ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง , เร่งช่วยเหลือด้านเงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการทำประมง ตลอดจนเพิ่มวันทำประมงต่อปี หากไม่แก้ไขผู้ประกอบการหลายรายจะต้องเลิกอาชีพ เพราะประสบกับสภาวะขาดทุนและมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น

นายมงคล กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสมาคมประมงจังหวัดได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเรียกร้องให้หน่วยงานราชการต่างๆ เร่งดำเนินการ ดังนี้ หยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงมาเพิ่มเติมขึ้นอีก ยกเว้นการออก กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่ผ่อนคลายปัญหาให้กับชาวประมง แก้ไขกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร่งด่วนในช่วงที่มีการประชุมสภานิติบัญญัตินี้ ให้รัฐบาลเร่งซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลมีการตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ 2563 นี้ และเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับชาวประมงโดยเร่งด่วนภายในเดือนธันวาคม 2562

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาราคาสินค้าประมงในประเทศตกต่ำต่อเนื่อง แต่ยังมีการนำเข้าเป็นจำนวนมาก จึงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 92 ซึ่งการนำเข้าสัตว์น้ำจะต้องตรวจสอบว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา 92 วรรคสองและวรรคสาม เป็นสินค้า IUU หรือไม่เนื่องจากสินค้าประมงต่างประเทศเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้าของชาวประมงไทยที่ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่ต้นทุนสูงกว่า แต่ราคาขายกลับตกต่ำจึงต้องออกมาตรการปกป้องสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศ

นายมงคล กล่าวด้วยว่า ต้องการให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับแก้ปัญหานี้ด้วยตนเอง เพราะจะมีอำนาจในการแก้กฎหมายให้ชาวประมงได้ ที่ผ่านมามอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว. เกษตรฯ เป็นประธานแก้ปัญหาภาคประมง มีการประชุมแทบทุกสัปดาห์ ชาวประมงในจังหวัดต่างๆต้องเสียค่าเดินทางและค่าที่พักเมื่อเรียกประชุม นับตั้งแต่มีรัฐบาลนี้ก็ประชุมตลอด ยังคงย่ำอยู่กับที่

“ล่าสุดแจ้งขอชุมนุมต่อ สน.นางเลิ้ง แล้วตามพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ โดยจะมีชาวประมงมาจาก 22 จังหวัดกว่า 10,000 คน เดินทางมาเรียกร้องรัฐบาล โดยจะอยู่ไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 หรือจนกว่าจะได้ข้อยุติซึ่งเป็นที่พึงพอใจ โดยมีมาตรการแก้ไขเยียวยาที่เป็นรูปธรรม หากภาครัฐไม่ดำเนินการแก้ไขตามข้อเรียกร้องของชาวประมงก็ให้รัฐซื้อเรือประมงพร้อมเครื่องยนต์ และเครื่องมือประมงไปให้หมดทั้งประเทศเพราะไม่สามารถทำการประมงได้อีกแล้ว” นายมงคล กล่าว

ปั้นมันเทศพันธุ์พิจิตร2ป้อนรง.อุตสาหกรรมแป้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459587

news_default

ปั้นมันเทศพันธุ์พิจิตร2ป้อนรง.อุตสาหกรรมแป้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ส่งมันเทศพันธุ์พิจิตร 2 ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมแป้ง ปลื้มพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง แป้งสูง แถมขนาดหัวใหญ่ตรงความต้องการโรงงาน เผยปี 62 ปั๊มยอดพันธุ์กว่า 5 แสนยอด  ขยายผลปลูกต่อในพื้นที่เกษตรกรได้ถึง 27 ไร่

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า  มันเทศเป็นพืชสำคัญของโลก เป็นทั้งพืชอาหารและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันเทศ ซึ่งพันธุ์มันเทศสำหรับเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ต้องเป็นพันธุ์เนื้อสีขาว ให้ผลผลิตสูง และเปอร์เซ็นต์แป้งมากกว่าร้อยละ 10 แต่เนื่องจากมันเทศที่เกษตรกรปลูกปัจจุบันมีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งสายพันธุ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นมันเทศเพื่อบริโภคสด มีปริมาณแป้งค่อนข้างต่ำ และน้ำตาลสูงไม่เหมาะสมที่จะนำไปผลิตเป็นแป้งมันเทศ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร กรมวิชาการเกษตร จึงปรับปรุงพันธุ์มันเทศสำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ตั้งแต่ปี 2554-2560 โดยปี 2554 ทำการผสมพันธุ์มันเทศ ใช้พันธุ์มันเทศเนื้อสีขาวสำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ 9 พันธุ์  ปี 2555 คัดเลือกพันธุ์และคัดเลือกสายต้นที่ให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ หัวมีขนาดใหญ่ เนื้อสีขาว ผิวเรียบและน้ำหนักแห้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ปี 2556 เปรียบเทียบพันธุ์มันเทศ ปี 2557-2558 ทดสอบพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี และศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ปี 2559-2560  ทดสอบพันธุ์ในแปลงเกษตรกรจังหวัดพิจิตร และในปี 2562 เสนอรับรองพันธุ์ โดยคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เห็นชอบให้ตั้งชื่อมันเทศพันธุ์ใหม่นี้ว่า “มันเทศพันธุ์พิจิตร 2”

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า  มันเทศพันธุ์พิจิตร 2 มีลักษณะเด่นตามที่ต้องการคือ ให้ผลผลิตสูงถึง 3,617 กิโลกรัมต่อไร่  มากกว่าพันธุ์เกษตรกรซึ่งให้ผลผลิต 2,676 กิโลกรัมต่อไร่  ให้ผลผลิตแป้ง 846 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์เกษตรกรซึ่งให้ผลผลิตแป้ง 624 กิโลกรัมต่อไร่  มีปริมาณขนาดหัวที่โรงงานต้องการสูงโดยมีขนาดหัวร้อยละ 86.2 ของน้ำหนักรวม ซึ่งในปี 2562 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร มีแปลงแม่พันธุ์พร้อมที่จะขยายยอดพันธุ์ต่อได้ตลอด โดยสามารถผลิตยอดพันธุ์ได้ถึง 150,000 ยอด ปลูกได้จำนวนพื้นที่ 27 ไร่  เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร โทร.0-5699-0040

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459592

566101

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมและคณะได้รับเชิญจาก เอ็นเอฟเอ หรือ National Food Authority ของฟิลิปปินส์ให้ไปร่วมประชุมเพื่อวางแผนการช่วยเหลือข้าวตามรูปแบบที่ 3โดยส่งข้าวไปจัดเก็บล่วงหน้า ซึ่งทางฟิลิปปินส์ เสนอตัวเข้าร่วมโครงการในฐานะประเทศผู้จัดเก็บ หรือ Host Country ซึ่งเขาได้จัดสถานที่ประชุมที่เมืองอิโลอิโล เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะทางตอนกลางของประเทศ ชื่อเกาะปาไนย์ ต้องบินจากกรุงมะนิลา ลงไปทางใต้ ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง

เมืองอิโลอิโล เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้คนพลเมืองพลุกพล่าน เหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ ของเขา และเป็นที่ตั้งของสำนักงานเขตของ เอ็นเอฟเอ คุณจูดี้ ซึ่งเป็นรองผู้บริหารสูงสุดในขณะนั้น ก็บินมาจากสำนักงานใหญ่ในกรุงมะนิลา เพื่อมารับรองพวกเรา พร้อมเป็นหัวหน้าคณะเจรจาของฝ่ายฟิลิปปินส์ ส่วนคณะเราไปกันสามคน รวมทั้งท่านผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากเป็นประเทศผู้บริจาคข้าว ถึงตรงนี้ขอเล่าเสริมนิด เผื่อท่านผู้อ่านบางท่านอาจสงสัย เกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายของพวกเราในการปฏิบัติงาน ขอเรียนให้ทราบว่า สำหรับเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ เราใช้งบ OC หรือ Operational Cost ซึ่ง 13 ประเทศบริจาคให้เป็นรายปี และฝากธนาคารไว้ แต่ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนั้น ทางประเทศญี่ปุ่นซึ่งนอกจากจะบริจาค โอซี ตามข้อตกลงแอปเตอร์แล้ว เขายังจัดสรรงบพิเศษอีกก้อนหนึ่ง ที่เรียกว่า SPA หรือ
Special Project Account มาให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ฝากธนาคารไว้ทุกปีที่มีโครงการ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน รวมถึงเงินเดือน หรือค่าอื่นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญมีสิทธิเบิกได้นั้น ให้ใช้จากงบ SPA นี้เท่านั้น สรุป คือ ใช้เงินคนละก้อนกันโดยมี จี เอ็ม เป็นผู้บริหารเงินทั้งหมด ทีนี้ หากมีประเทศอื่นมาร่วมดำเนินการบริจาคข้าวเพิ่มเติม โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญมาหรือไม่ ก็ต้องมีบัญชีเงิน SPA เพิ่มขึ้นอีก อย่างเช่นในปัจจุบันกรณีประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

คณะเราบินไปถึงเมืองอิโลอิโลก็ช่วงเย็นแล้ว เพราะเครื่องบินภายในประเทศจากกรุงมะนิลาไปอิโลอิโล ออกช้ากว่ากำหนดมาก ตอนแรกจะออกบินประมาณบ่ายสอง แต่กว่าจะออกบินจริงประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ทราบภายหลังสาเหตุที่เครื่องบินดีเลย์ไปถึงสองชั่วโมง ไม่ใช่เพราะเครื่องไม่พอหรือปัญหาการจราจรทางอากาศหรอก แต่เป็นเพราะที่สนามบินนานาชาตินินอย อาคิโน ของกรุงมะนิลานั้น แม้จะสร้างเทอร์มินอลเพิ่มถึง 4 เทอร์มินอล แต่รันเวย์ของสนามบินกลับมีเพียงรันเวย์เดียว ความแปลกที่ผมเพิ่งเคยพบ คือ อย่างที่ดอนเมือง หรือสุวรรณภูมิ เวลาเครื่องดีเลย์ เราจะต้องนั่งรอเบื่อกันที่ห้องผู้โดยสารขาออก แต่ที่ฟิลิปปินส์ไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราถูกเรียกให้เข้าไปนั่งบนเครื่องกันแล้ว และเครื่องก็แท็กซี่ออกจากจุดจอดแล้ว แต่สักพักก็ต้องจอดรอคิวบินขึ้น เจ้าเครื่องบินที่พวกเราเตรียมบินไปอิโลอิโลนี้ จอดรอติดเครื่องนิ่งอยู่ พนักงานแอร์เดินแจกขนมปังอาหารว่าง กินกันจนหมด จนผมหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้น ราวสองชั่วโมง อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ เครื่องบินจึงได้คิวทะยานวิ่งขึ้นฟ้า ความจริงสภาพการรอในเครื่องบินแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกครับสำหรับสนามบินนินอย อาคิโน หลายครั้งผมบินกลับเมืองไทยโดยสายการบินไทย ก็เคยเจอแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนั้นก็ราวครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงที่ต้องนั่งรอในเครื่อง แต่คราวนี้ถือเป็นประสบการณ์พิเศษ ฟาดเข้าไปถึงสองชั่วโมง ขณะที่เวลาบินจริงจากต้นถึงปลายทางใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เลยต้องขออนุญาตนำมาเล่าแบบไม่เกรงใจครับ

เมื่อถึงสนามบินอิโลอิโล เวลาเกือบใกล้พลบค่ำ เจ้าภาพ เอ็นเอฟเอ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่พวกเราคุ้นเคยดีมารับที่สนามบิน แล้วก็นั่งรถยนต์พาไปโรงแรมที่พัก ซึ่งเดินทางจากสนามบินประมาณครึ่งชั่วโมง บรรยากาศของเมืองคึกคักมาก รถโดยสารจี๊บนี่ สัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์ วิ่งเกลื่อนกราด เห็นแล้วเหมือนๆ กันทุกเมืองอย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้ว ว่าในประเทศฟิลิปปินส์ การกระจายความเจริญดีมาก ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองหลวง ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ มีพบเห็นทั่วไป เมื่อถึงโรงแรมที่เขาจองไว้ให้ ก็เพียงเอากระเป๋าขึ้นไปโยนโครมเก็บไว้ก่อนในห้อง เพราะเขาจะพาไปรับประทานอาหารเย็นค่ำที่ร้านอาหารชายทะเล โดยมีรองผู้อำนวยการสำนักงานเขต เอ็นเอฟเอพร้อมกับคณะอีก 4-5 คน มาต้อนรับและร่วมรับประทานอาหารก่อนที่จะมีการประชุมในวันถัดไป

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ดึงระบบสหกรณ์หนุนปลูกข้าวโพดหลังนา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459589

news_default

ดึงระบบสหกรณ์หนุนปลูกข้าวโพดหลังนา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า ปีนี้กรมจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต 2562/2563 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมา สหกรณ์ลงไปส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพด และมีหน่วยงานต่างๆ เข้าไปสนับสนุนด้านองค์ความรู้ตั้งแต่เตรียมดิน ดูแลพื้นที่เพาะปลูก ตลอดจนเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้บริษัทเอกชน ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์เข้ามาเปิดจุดรับซื้อจากสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับสหกรณ์มีรายได้ดีกว่าทำนา เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมถึงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ปลูกได้ผลดีช่วงหน้าแล้ง

ขณะนี้กรมสำรวจสหกรณ์ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการปีนี้ และย้ำว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอเพาะปลูก และเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อเก็บเกี่ยวทันฤดูแล้งเบื้องต้น มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ ใน 33 จังหวัด สมาชิก  21,392  ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าได้ผลผลิตประมาณ  1.5 – 2 แสนตัน  และมีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ 13,971 ราย กรมจึงจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาทให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกและจัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1% ปัจจุบันมีสหกรณ์ขอเงินดังกล่าวแล้ว 39 สหกรณ์ สมาชิก 3,050 ราย วงเงิน 38.9 ล้านบาท

“สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา และปีนี้ต้องการให้สหกรณ์ทำโครงการนี้อีก ซึ่งเราจะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ซึ่งเน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิกดูแลระหว่างปลูก และรวบรวมผลผลิต โดยกรมประสานหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลด้านการผลิต ส่งนักการเกษตรลงพื้นที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่เลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ เตรียมแปลงปลูก ดูแลผลผลิต ให้ปุ๋ยให้น้ำ  กำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สำหรับตลาดรับซื้อขณะนี้จับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์กับสหกรณ์ ซึ่งกำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น  14.5% เป็นราคา ณ หน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร“ นายพิเชษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ กรมกำหนดเวลาดำเนินการ ชี้แจงโครงการ เตรียมเมล็ดพันธุ์และดูแลการปลูก30 พฤศจิกายน 2562- 15 มกราคม 2563  ทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่1 ธันวาคม 2562 – 15 มกราคม 2563 และคาดว่าจะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเนื้อโค รับมือมาตรการSSGหมดอายุปี’63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459590

news_default

เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเนื้อโค รับมือมาตรการSSGหมดอายุปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์เปิดตลาดและนำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard: SSG) ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership Agreement:TNZCEP) ว่า ปัจจุบันไทยมีสินค้าที่ใช้มาตรการ SSG เหลืออยู่ 18 รายการ และจะสิ้นสุดมาตรการวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป สินค้าทั้ง 18 ชนิดลดภาษีเป็นร้อยละ 0

หากพิจารณาสินค้า SSG ที่ไทยนำเข้าจากนิวซีแลนด์ในปริมาณค่อนข้างสูง พบว่า มีเพียง 3 รายการ จาก 18 รายการ ได้แก่ นมและครีม เนื้อโคกระบือ และเครื่องในโคกระบือ ซึ่งจากข้อมูลปี 2559 – 2561 พบว่าไทยมีปริมาณนำเข้า สินค้านมและครีม จากนิวซีแลนด์เฉลี่ย 44,440 ตัน/ปี  โดยปี 2563ไทยกำหนดปริมาณนำเข้า (Trigger Volume)สำหรับภาษีร้อยละ 0 จำนวน 51,973 ตัน แต่หากปริมาณที่เกินเพดานที่กำหนด ต้องเสียภาษีร้อยละ 5 หรือร้อยละ 18

สำหรับ สินค้าเนื้อโคกระบือ ไทยมีปริมาณนำเข้าจากนิวซีแลนด์เฉลี่ย 2,531 ตัน/ปี  โดยปี 2563 ไทยกำหนดปริมาณนำเข้า สำหรับภาษีร้อยละ0 จำนวน 1,039.46 ตัน และหากปริมาณที่เกินเพดานที่กำหนด ต้องเสียภาษีร้อยละ 50 ส่วน สินค้าเครื่องในโคกระบือ ไทยมีปริมาณนำเข้าจากนิวซีแลนด์เฉลี่ย 2,738 ตัน/ปี  ทั้งนี้ ปี 2563 ไทยกำหนดปริมาณนำเข้า สำหรับภาษีร้อยละ 0 จำนวน 1,247 ตัน หากปริมาณเกินเพดานที่กำหนด ต้องเสียภาษีร้อยละ 30 ส่วนสินค้าอื่น เช่น เนื้อสุกร เครื่องในสุกร เนยแข็ง และผลิตภัณฑ์ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ พบว่า ไทยไม่ใช่ตลาดส่งออกหลักของนิวซีแลนด์ จึงมีปริมาณนำเข้าจากนิวซีแลนด์ไม่มากนัก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 สินค้าดังกล่าวทั้ง 3 รายการ จะสิ้นสุดมาตรการคือ ลดภาษีเป็นร้อยละ 0 โดยไม่จำกัดปริมาณนำเข้า ดังนั้น สศก. จึงร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯเตรียมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดจากการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้กรอบความตกลง TNZCEP โดยเฉพาะสินค้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์และผลิตภัณฑ์นม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในกรณีรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ด้วยการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า และปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน โดยที่ผ่านมาให้ความช่วยเหลือดำเนินการด้านปศุสัตว์ไปแล้ว 18 โครงการ  นอกจากนี้ ภายใต้ความตกลง TNZCEP ไทยและนิวซีแลนด์มีโครงการความร่วมมือสำหรับพัฒนาศักยภาพการผลิตโคนมของไทยอีกด้วย ซึ่งเชื่อมั่นว่าผู้ผลิตในประเทศจะพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการผลิตได้ อีกทั้ง ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าดังกล่าว นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรม โคเนื้อและโคนมของไทยได้ในอนาคต สำหรับเกษตรกรที่ต้องการขอคำแนะนำจากกองทุน FTA  สอบถามได้ที่ โทร. 0-2561-4727 หรือ Email: fta.oae@gmail.com หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www2.oae.go.th/FTA

ยื้อฟ้อง‘ปารีณา’ ป่าไม้-สปก.โยนวุ่น ‘วิษณุ’เรียกถก3ฝ่าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459660

news_default

ยื้อฟ้อง‘ปารีณา’ ป่าไม้-สปก.โยนวุ่น ‘วิษณุ’เรียกถก3ฝ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยื้อฟ้อง‘ปารีณา’

ป่าไม้-สปก.โยนวุ่น

‘วิษณุ’เรียกถก3ฝ่าย

รอฟังกฤษฎีกาเคาะ

คณะทำงานป่าไม้ ถกเครียด ส.ป.ก.แต่ไม่มีข้อสรุปใครเป็นเจ้าภาพฟ้องปารีณารุก 682 ไร่ ยื้อ ให้ ส.ป.ก.ส่งหนังสือถึง “ปารีณา”ส่งหนังสือคืนที่ดิน กลับมาใหม่ ไม่ให้ตั้งเงื่อนไขด้าน“วิษณุ”นั่งหัวโต๊ะเรียกถก3ฝ่ายหาข้อกฎหมาย ใช้ดำเนินคดี ใครเป็นเจ้าภาพ ด้าน อธิบดีกรมป่าไม้ รอฟังความเห็น”กฤษฎีกา”ก่อนให้เป็นที่สิ้นสุด แม้ตรงข้ามกับแนวทางเดิม ก็พร้อมปฎิบัติ ขณะ“ธรรมนัส”รวบรัดส.ป.ก.ทำตามเงื่อนไขยึดคืนแล้วจบ ตัดหาง กรมป่าไม้ไปว่ากันเองตามกฎหมาย

ความคืบหน้าการดำเนินคดีน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ครอบครองที่ดิน 682 ไร่ ที่อ.จอมบึง จ.ราชบุรี หลังสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังไม่ได้ข้อสรุปใครจะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินคดี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อมฝ่ายกฎหมายเดินทางมาหารือร่วมกับนายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก.ฝ่ายกฎหมาย เพื่อหาข้อสรุปการดำเนินคดีน.ส.ปารีณา

หลังประชุม นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดินน.ส.ปารีณา แถลงว่า การประชุมร่วมกับฝ่ายกฎหมายของส.ป.ก. เพื่อหาแนวทางว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ดำเนินคดีกับที่ดิน ส.ป.ก. 682 ไร่ของน.ส.ปารีณา ที่ประชุมมีมติให้ส.ป.ก. เร่งทำหนังสือตีกลับไปให้น.ส.ปารีณา ส่งคืนที่ดินโดยต้องไม่ระบุเงื่อนไขใด ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นกรมป่าไม้จึงจะมาหารืออำนาจจัดการตามกฎหมายอีกครั้ง โดยยังไม่มีข้อสรุปวันนี้ เนื่องจากต้องรอดูรายละเอียดในหนังสือที่น.ส.ปารีณาส่งกลับมาว่ามีข้อมูลรายละเอียดอย่างไร ส่วนข้อกฎหมายและระเบียบยังไม่ได้ข้อยุติ ยืนยันว่ากรมป่าไม้จะดำเนินการตามมาตรฐานด้วยความรอบคอบ แต่ต้องรอความชัดเจนจากทาง ส.ป.ก. ด้วยเช่นกัน

สำหรับการเทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาจังหวัดนครพนมที่พิพากษาจำคุกชาวบ้าน 6 เดือน จากกรณ๊เข้าครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งคำพิพากษาระบุ แม้ที่ดินเป็นเขตปฏิรูปแต่เป็นเพียงกำหนดขอบเขตที่ดินไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ต้องมีอำนาจดำเนินคดีอยู่ นายธวัชชัย กล่าวว่า ต้องขอไปดูรายละเอียด แต่ละกรณี ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีน.ส.ปารีณาได้ แต่ยืนยันว่า ทั้งหมดดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ขอให้มั่นใจการทำงานของกรมป่าไม้ ก่อนหน้านี้ที่ดินที่อยู่ในอำนาจกรมป่าไม้ กรมฯแจ้งความไปแล้วกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) แต่ที่ยังไม่ส่งฟ้อง เพราะนายวีระ สมความคิด ได้แจ้งความร้องทุกข์ที่สภ.จอมบึงไว้ก่อน ตำรวจ ปทส. ต้องทำความเห็นถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาอำนาจว่าใครจะทำคดีดังกล่าว

ด้านนายจุมพฎ ชอบธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายกรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมด้านข้อกฎหมายว่า ลักษณะที่ฟาร์มไก่ของน.ส.ปารีณา 682 ไร่ ในเขต ส.ป.ก. คล้ายคดีบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.ในอ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปี 2558 ที่ตำรวจดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. เป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตความรับผิดชอบของใครผู้นั้นต้องเป็นคนแจ้งความร้องทุกข์ ไม่สามารถดำเนินการก้าวล่วงอำนาจของแต่ละหน่วยงานได้ พร้อมเปรียบเทียบกับที่ดินท้องสนามหลวง หากมีการเข้าไปบุกรุกตักดิน ต้องเป็นอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ของกรุงเทพมหานครแม้ว่าก่อนหน้านี้สภาพท้องสนามหลวงจะเป็นป่าก็ตาม

ส่วนกรณีน.ส.ปารีณา กับกรณีชาวบ้านหมู่บ้านซับหวาย บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง นายจุมพฎ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และมีที่ดินป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับที่ดินอุทยานฯ ซึ่งตามกฎหมายแล้วที่ดินอุทยานไม่สามารถเข้าไปบุกรุกได้เลย แต่ที่ดินของน.ส.ปารีณา เป็นที่ส.ป.ก.ทำให้การดำเนินการทางกฎหมายแตกต่างกัน

สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินรัฐของน.ส. ปารีณา ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงหนังสือส่งมอบคืนพื้นที่แก่ส.ป.ก. ที่น.ส. ปารีณาส่งถึงร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ ดังนี้ “ข้าพเจ้าและ/หรือบุคคลในครอบครอง ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด”นั้น นายจุมพฏกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์สั่งการให้เลขาฯส.ป.ก. ทำหนังสือแจ้งน.ส. ปารีณาไปอีกครั้ง ให้ทำหนังสือกลับมาใหม่ เพราะการส่งมอบที่ดินเพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น มีเงื่อนไขไม่ได้ เพราะอาจทำให้การนำที่ดินมาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน มีปัญหาตามมาภายหลัง นอกจากนี้ ที่น.ส. ปารีณาระบุในหนังสือว่า “แนบสำเนาการเสียภาษีบำรุงท้องที่ประเภท ภ.บ.ท. 5 มาด้วย” อาจเป็นความเข้าใจของน.ส. ปารีณาว่า แสดงสิทธิการครอบครอง ซึ่งตามกฎหมายส.ป.ก. เอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่ได้แสดงสิทธิการครอบครอง

ด้านร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เพื่อรายงานการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เกี่ยวข้องกับกรณีน.ส.ปารีณา ถือครองที่ดินส.ป.ก.ทำฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ได้ยินยอมคืนพื้นที่ส.ป.ก. 682ไร่ ให้ส.ป.ก.ไปกระจายสิทธิ ให้ผู้ยากไร้ ตามคุณสมบัติของกฎหมายส.ป.ก. ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ส.ป.ก.ได้ทำตามหลักเกณฑ์จบหมดแล้ว ไม่เข้าเงื่อนไขการดำเนินคดี แต่ในส่วนกรมป่าไม้ จะดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่กำกับดูแลพื้นที่ป่า เป็นเรื่องไปว่ากันตามกฎหมายกรมป่าไม้ ที่บังคับใช้อย่างไร

มีความเห็นจากฝั่งรัฐบาล ในประเด็นการถือครองที่ดินของน.ส.ปารีณา โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการถือครองที่ดินตามเอกสาร ภบท.5 และส.ป.ก. ของนักการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับน.ส.ปารีณาว่า ทุกอย่างทั้งการถือครอง ภบท.5 และส.ป.ก.ต้องเป็นไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยพื้นฐานของกฏหมาย ซึ่งมีกฎหมายอยู่หลายตัว

“มาตรา 44 ไม่ได้เสียหาย ผมเคยบอกว่าอย่าใช้คำว่าทวงคืน จากการบุกรุกป่าเกิดขึ้นเป็นแสนไร่ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณหมื่นไร่ หรือน้อยกว่านั้น เพราะมาตรการเหล่านี้ยังอยู่ แต่ปัญหาต่อไปคือ ต้องดูว่า เมื่อเรายึดมาแล้วจะเอาไปทำอะไร ซึ่งกำลังเป็นประเด็นอยู่ในสังคม ผมกำลังให้ไปดูอยู่ว่ามีอีกกี่ราย เอารายอื่นมาดูด้วยเพื่อเปรียบเทียบ หาแนวปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ทั้งหมดต้องอาศัยกฎหมาย”นายกฯกล่าว และว่า วันนี้เราเอาพื้นที่ป่าคืนมาได้แล้ว ทำให้เรามีป่าเพิ่มขึ้นประมาณ 3 แสนกว่าไร่ เราเอาพื้นที่ป่ามาแล้ว 7 แสนกว่าไร่ ส่วนใหญ่ก็เป็นของนายทุนทั้งหมด ที่ผิดกฎหมาย ก็ว่ากันไปตามกฎหมายก็แล้วกัน

เวลา 14.00น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเชิญนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาฯส.ป.ก.และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าหารือกรณีการถือครองที่ดินใน จ.ราชบุรีของน.ส.ปารีณา

จากนั้นนายอรรถพล เปิดเผยว่าช่วงเช้าคณะทำงานของกรมป่าไม้หารือกับคณะทำงานของ ส.ป.ก. เรื่องสถานภาพพื้นที่ นายวิษณุจึงเชิญมาหารือข้อกฎหมาย เนื่องจากก่อนหน้านี้นายวิษณุให้สัมภาษณ์ข้อมูล ประเด็นการคืนพื้นที่ พร้อมต้องพิจารณษว่าที่ดังกล่าวสถานภาพเดิมเป็นไปตามกฎหมายใด ต้องว่าตามกฎหมายนั้น แต่มีการเสนอข่าวคลาดเคลื่อน ทำให้มองว่านายวิษณุระบุให้คืนอย่างเดียว ไม่ต้องดำเนินการอย่างอื่น ดังนั้น จึงต้องมาหารือทั้งสามฝ่ายด้านกฎหมายว่าสถานภาพพื้นที่ปัจจุบันจะยึดหลักพิจารณาอย่างไร เข้าข้อกฎหมายของ ส.ป.ก.หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดินของกรมป่าไม้

อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่าขณะนี้มี 3ประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติคือ 1.คำจำกัดความหรือขอบเขตการพิจารณาว่า พื้นที่ดังกล่าวเข้าไปดำเนินกิจกรรมจัดที่ดินตามกฎหมายใด 2.สมมุติทำความผิด หรือสถานภาพกลับมาในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เดิมคือ ที่ป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ควรต้องดำเนินคดีอย่างไร และ3.เมื่อดำเนินคดี หน่วยงานไหนต้องเป็นหน่วยงานหลัก ขณะนี้ได้ข้อยุติพอสมควร ขอให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาออกมาก่อนแล้วจะได้ข้อยุติ

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ ส.ป.ก.ระบุพื้นที่ 682ไร่ เป็นของส.ป.ก. ทำไมจึงยังไม่แน่ชัดว่า อยู่ในความรับผิดชอบของใคร นายอรรถพลกล่าวว่า ต้องตีความก่อนว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสถานภาพอะไร ตอนนี้เราอยากได้ข้อยุติจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นเข้าไปดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน จึงต้องให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนตามความหมายของกฎหมายที่ตีความไว้ว่าสถานภาพเป็นอะไร และก่อนจะบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และความรัดกุมในการดำเนินคดี ถ้าดำเนินคดี ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

ถามว่า สุดท้ายจะเอาผิดกับ น.ส.ปารีณาได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า รอความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน เมื่อเขาให้ความเห็นมาเราพร้อมปฏิบัติตาม แม้ออกมาตรงข้ามกับแนวทางที่กรมป่าไม้เคยดำเนินการก่อนหน้านี้เราต้องเคารพความเห็นกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม พื้นที่ 46 ไร่ที่กรมป่าไม้เคยแจ้งความดำเนินคดีอาญาไปแล้ว อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว เพราะถือเป็นความผิดฐานเดิม ที่หารือครั้งนี้เฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขต ส.ป.ก.

ถามต่อว่า มีการตั้งข้อสังเกตกรณีน.ส.ปารีณาต่างจากกรณีชาวบ้านทั่วไปที่ทำแล้วมีความผิดอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า ถือเป็นคนละรูปแบบ เพราะชาวบ้านที่ไปบุกรุกต้องถามว่า บุกรุกแบบไหน ส่วนใหญ่ที่เราเข้าไปดำเนินการคือ บุกรุกใหม่ และชาวบ้านที่ไปบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. เราก็ไม่เคยดำเนินการ อีกทั้ง กรมป่าไม้เองรับผิดชอบเฉพาะพื้นที่ป่าสงวนตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวกับพื้นที่ส.ป.ก.

ตีปี๊บขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459588

news_default

ตีปี๊บขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า หลังกรมประมงออกประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและออกหนังสือรับรอง เพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทย สำหรับเรือประมงพื้นบ้าน พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้และเริ่มดำเนินการไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปรากฏว่าชาวประมงพื้นบ้านให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี เข้ายื่นขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกรมประมงต่อเนื่อง ขณะนี้มีจำนวนกว่า 2,885 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562)

โอกาสนี้ กรมนำสื่อมวลชนลงพื้นที่จ.เพชรบุรี ติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการออกหน่วยบริการเพื่อออกใบรับรองสำหรับเรือประมงพื้นบ้านให้ชาวประมง พบว่าชาวประมงพื้นบ้านในจ.เพชรบุรี ตื่นตัวมากกับการขอหนังสือรับรองจากกรมประมงเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าแล้ว 142  ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2562) คาดว่าจะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนเรือของจ.เพชรบุรีอีกประมาณ 1,000 ลำ

สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่น กรมขอย้ำว่า เพื่อรักษาสิทธิ์ของตน ขอให้เจ้าของเรือประมงพื้นบ้านทุกลำไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธันวาคม ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง ภายใน 27 ธันวาคมนี้ ติดต่อขอข้อมูลได้ที่กลุ่มทะเบียนและอนุญาตทำการประมงกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง หมายเลขโทรศัพท์ 0-2561-1418 ในวันและเวลาราชการ

ทั้งนี้ เนื่องในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร คณะผู้บริหารกรมประมงร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ทะเล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ณ ธนาคารปูม้าหาดเจ้าสำราญ-แหลมผักเบี้ย อ.เมืองเพชรบุรี โดยพันธุ์สัตว์น้ำที่ใช้ปล่อย ประกอบด้วยกุ้งแชบ๊วย ขนาด P15 จำนวน 299,999 ตัว ปลานวลจันทร์ทะเล ขนาด 5-6 นิ้ว999 ตัว  และปูม้า ขนาดกระดองกว้าง 8-10 เซนติเมตร 99 ตัว

เปิดจุดเช็คอินใหม่สุดกรีน’Sansiri Backyard @T77 Community’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459685

เปิดจุดเช็คอินใหม่สุดกรีน’Sansiri Backyard @T77 Community’

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.53 น.

จุดเช็คอินสุดกรีนใหม่! Sansiri Backyard @T77 Community คอมมูนิตี้สีเขียวเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน แปลงโฉมที่ดิน 15 ไร่ สู่สวนผักสวยกลางกรุง นำเสนอนิยามแห่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุลของคนเมือง  พร้อมเปิดสวนชวนคุณ กิน-ชิลล์-รักษ์โลก สัมผัสธรรมชาติ ที่ย่านสุขุมวิท 77 ตั้งแต่วันนี้!

หากทุกพื้นที่ว่างในเมืองใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียว โดยผู้อยู่อาศัยในชุมชนร่วมสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการผลิตผักและผลไม้ออร์แกนิค ปลอดภัยและมีสุขภาพดี ผลลัพธ์ที่ได้จะเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ระบบนิเวศของเมืองมีความสมดุล ก่อเกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่มีความหมายในรูปแบบสวนหลังบ้าน ที่เปิดกว้างต้อนรับทุกคนให้เพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ผ่านการปลูก กิน แบ่งปันผัก-ผลไม้ออร์แกนิคและใช้เวลาร่วมกัน ปลูกฝังไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุลของคนเมือง (Urban Sustainable Living)

“Sansiri Backyard @T77 Community” (แสนสิริ แบคยาร์ด แอท ที77 คอมมูนิตี้) คอมมูนิตี้สีเขียวเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ใจกลางกรุง ย่านสุขุมวิท 77 ปักหมุดจุดเช็คอินแห่งใหม่ในคอนเซ็ปต์สุดชิค Green-Grow-Give! กิน-ชิลล์-เรียนรู้ สัมผัสชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติได้ในที่เดียว กับสวนสุดอาร์ตในคอนเซ็ปต์ผักและผลไม้ออร์แกนิค 7 สี สร้างความสวยงาม เพิ่มความหลากหลายทั้งด้านสีสันและชีวภาพ Greenovation พื้นที่โชว์เคสนวัตกรรมสุดล้ำด้านฟาร์มอัจฉริยะและการอยู่อาศัยในเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการกินดีอยู่ดีผ่านเมนูซิกเนเจอร์เพื่อสุขภาพจากร้าน My Backyard Farm & Café รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์ม บนสวนผักและผลไม้ออร์แกนิคยักษ์ 15 ไร่ ที่แสนสิริ ระดม Co-Growing Partner กว่า 30 เจ้า ร่วมนำเสนอไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุลของคนเมือง (Urban Sustainable Living) ชวนทุกคนจุดประกายแรงบันดาลใจเปลี่ยนพื้นที่ว่างรอบตัวให้เป็นพื้นที่สีเขียวอย่างสร้างสรรค์ ‘สร้าง-ปลูก-แบ่งปัน’ ผลผลิตสู่สังคม และสร้างชุมชนน่าอยู่ไปด้วยกัน โดยมีเซเลบสายกรีนอย่างพิม-พิมภัทร์ ยมนาคและพอล-พลภัทร ลีนุตพงษ์ รวมทั้ง Sansiri Social Change Ambassador หัวใจรักษ์โลกอย่าง พิตต้า ณ พัทลุงและเพลง-กวิตา จินดาวัฒน์ เข้าร่วมงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

“จากแนวคิดว่าทุกพื้นที่ในเมืองใหญ่ควรถูกนำมาใช้เพื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียว เราใช้หลัก 3Gs คือ Green, Grow และ Give เปลี่ยนพื้นที่รอพัฒนาให้เป็นสวนผักและฟาร์มออร์แกนิคครบวงจรรูปแบบใหม่ ด้วยการนำแนวคิด Zero Waste มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบพื้นที่ฟาร์ม มาผสมผสานกับพื้นที่โชว์เคสเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะและการอยู่อาศัยในเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมเต็มเติมความสนุกด้วยกิจกรรมรักษ์โลกสุดฮิปสำหรับคนเมือง จุดประกายแรงบันดาลใจเปลี่ยนพื้นที่ว่างรอบตัวให้เป็นพื้นที่สีเขียวอย่างสร้างสรรค์ ร่วม ‘สร้าง-ปลูก-แบ่งปัน’ ผลผลิตสู่สังคมเพื่อสร้างชุมชนน่าอยู่ไปด้วยกัน (Make a Great Neighborhood)” นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว

กิน-ชิลล์-รักษ์โลก สัมผัสไลฟ์สไตล์แบบ Urban Sustainable Living ที่ Sansiri Backyard @T77 Community

เมื่อเดินเข้ามาใน Sansiri Backyard @T77 Community สิ่งแรกที่จะได้สัมผัสคือความสดใสของพันธุ์ผัก-ผลไม้ออร์แกนิค   7 สี ที่แข่งกันเติบโตต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งสวนนี้ได้รับการจัดการดูแลโดย ไร่กำนันจุล หรือ CHUL FARM มืออาชีพเรื่องการสร้างผลผลิตแบบออร์แกนิคในระบบนิเวศที่สมดุล ภายใต้แนวคิด Zero Waste เติมเต็มความก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีด้านฟาร์มอัจฉริยะ “Intelligent farm” หรือ iFarm ของเอไอเอส มาบริหารจัดการดูแลการเพาะปลูกในรูปแบบของเกษตรแม่นยำบนพื้นที่โชวเคส Greenovation ตั้งแต่ระบบวัดความชื้นในดินบนแปลงผักแบบเปิด และระบบวาล์วน้ำไฟฟ้าแบบไร้สาย และระบบการปลูกในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ

ที่นี่มี My Backyard Farm & Café ฟาร์มคาเฟ่ชิค ๆ ให้นั่งชิลล์จิบกาแฟ หรือจะสั่งอาหารสไตล์ “The Backyard Farm to Table” จากเชฟ มาริอาน บาราเน็ค เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงที่ใส่ใจในกระบวนการผลิตวัตถุดิบจากกสิกรรมวิถียั่งยืน ผู้มีแนวคิดในการสร้างสรรค์เมนูอาหารจากผลผลิตการเกษตรในท้องถิ่นที่สดใหม่ ตามฤดูกาล จากฟาร์มที่ปลอดภัยจากสารเคมี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Healthylicious”

นอกจากนี้ ภายในร้านยังแบ่งพื้นที่เป็น Urban Showcase  จัดแสดงแนวคิดการสร้างสรรค์พื้นที่สีเขียวในบ้านของตนเอง เช่น สวนแนวตั้ง สวนริมระเบียง และสวนภายนอก รวมถึงมีไอเทมในการทำสวนเก๋ ๆ ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเช่น Cap, Bucket Hat, ผ้ากันเปื้อน, เมล็ดผัก และผลิตภัณฑ์จากไร่กำนันจุลไว้จำหน่ายอีกด้วย

เดินเลยเข้ามาอีกนิดก็จะพบกับโซน My Farm ที่เติมเต็มความใฝ่ฝันของคนเมืองที่อยากมีสวนผักของตัวเอง ด้วยการเปิดให้เช่ากระบะปลูกผักขนาด 1×1 เมตร โดยจะรายงานความคืบหน้าของแปลงทุก ๆ 5 วัน ผ่าน LINE หรือ Facebook ส่วนตัว ถัดมาอีกนิดเป็นกิจกรรม Self-Harvest แปลงผักที่เปิดให้ลูกค้าตัดผักสดไปปรุงอาหารเอง และในอนาคตก็สามารถที่จะนำผักสดที่ตัดนี้ส่งให้เชฟไปปรุงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพรสเลิศจากผักที่เก็บสด ๆ ได้อีกด้วย

ที่นี่มีทุ่งปอเทืองที่กำลังออกดอกสีเหลืองสดใสเอาใจสายเซลฟี่ได้เข้าไปเก็บภาพสวย ๆ กันด้วยนะ ซึ่งการปลูกปอเทืองนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้เกษตรกรใช้ต้นปอเทืองเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงดิน โดยการหว่านปอเทือง 1 ครั้ง จะสามารถปรับปรุงโครงสร้างดินได้ถึง 15 ปีเลยทีเดียว

ภายในบริเวณฟาร์มยังมีโรงเรือนสำหรับเลี้ยงแม่ไก่ไข่อารมณ์ดีที่เลี้ยงในแบบ Free Range และโรงเรือนปลูกเมล่อน ที่ควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมโดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อ IoT ทำให้สามารถควบคุมและสั่งงานอัจฉริยะ ที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูง ปลอดโรค ปลอดแมลง ส่วนกระแสไฟฟ้าบางส่วนของโครงการก็ยังมาจากพลังงานสะอาดของแผงโซลาร์ที่สนับสนุนโดยบีซีพีจี รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นของอิเกียที่ใช้ภายในร้าน My Backyard Farm & Café ก็มาจากการใช้ทรัพยากรแบบหมุนเวียน 100%

สิ่งที่จะได้รับกลับไปจากการมาเที่ยวที่นี่ คือการนำเสนอทางเลือกเพื่อให้เรียนรู้การทำฟาร์มแบบยั่งยืน การปลูกผักเบื้องต้น มาชิมอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบที่สดใหม่ ปลอดภัย มาเล่น เรียนรู้และทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ และหวังว่าจะช่วยจุดประกายให้คนเมืองจัดสรรพื้นที่จำกัดของตนเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว จนอาจทำให้คนเมืองอย่างเรา ๆ รักผัก และเพลิดเพลินไปกับนานาเคล็ดลับในการปรับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่เพื่อให้เกิดไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุลของคนเมือง (Urban Sustainable Living)

Sansiri Backyard T77 Community เปิดให้บริการทุกวัน พบกับกิจกรรมคูล ๆ Farm & Craft Workshop กิจกรรมจุดประกายการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เช่นการครีเอทอาร์ตพีซลงบนลูกเมล่อน การย้ายต้นกล้าลงกระถาง และสัมผัสบรรยากาศชิลล์ ๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ ในงาน Winter Market Fest #7 ‘What A Wonderful World’ วันที่ 14-15 ธ.ค.นี้

มนุษย์เงินเดือนกับแผนประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้คุ้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/608881

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 07:51 น.

มนุษย์เงินเดือนกับแผนประกันสุขภาพ เลือกอย่างไรให้คุ้ม

“วางแผนประกันสุขภาพฉบับมนุษย์เงินเดือน” ทบทวนเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยประกันสุขภาพ และวิธีคัดกรองประกันสุขภาพในเบื้องต้นว่า มนุษย์เงินเดือนควรมีหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อประกันสุขภาพอย่างไร

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ในช่วงวางแผนภาษีปลายปี มักจะเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่เน้นการสร้างผลตอบแทนควบคู่ไปกับการได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ขณะที่ผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็น “Wealth Protection” ซึ่งในแง่ของการวางแผนทางการเงิน นับว่ามีความสำคัญไม่แพ้ผลิตภัณฑ์การลงทุน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ในการปิดความเสี่ยงผ่านการให้ความคุ้มครองในรูปแบบต่างๆ เช่น คุ้มครองชีวิต สุขภาพหรืออุบัติเหตุ เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้มักมีโอกาสเกิดน้อย แต่อาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้มาก จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการวางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนเรื่อง Protection ที่เหมาะสมเป็นส่วนประกอบ

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภท “Wealth Protection” ที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจากมนุษย์เงินเดือนในช่วงหลายปีหลังมานี้ ก็คือ ประกันสุขภาพ โดยเหตุผลที่คนไทยหันมาซื้อประกันสุขภาพมากขึ้นนั้น เนื่องจากเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 8-10% ต่อปี

นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากการที่สิทธิในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือประกันสังคมที่หลายคนได้รับอยู่นั้น ยังตอบโจทย์ได้ไม่เพียงพอทั้งในแง่ของคุณภาพการรักษาพยาบาลและความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ทำให้หลายคนมองว่า การจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเพียงเล็กน้อยแลกกับความคุ้มครองที่ได้รับนั้นเป็นการลงทุนปิดความเสี่ยงที่คุ้มค่า อีกทั้งยังถือเป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับฐานะทางการเงินของตัวเราเองรวมถึงคนในครอบครัว โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการที่จะสูญเสียเงินออมที่เก็บสะสมมาเป็นระยะเวลานานหลายปีไปกับการเจ็บป่วยเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง

เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีด้วยประกันสุขภาพ และวิธีคัดกรองประกันสุขภาพ

เบี้ยประกันสุขภาพที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีจะมีทั้งสิ้น 2 ประเภทด้วยกัน คือ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้กับตัวเอง และ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้กับบิดามารดา โดยเบี้ยประกันสุขภาพในที่นี้จะหมายรวมถึง การประกันภัยสุขภาพส่วนบุคคล การประกันภัยอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะและการแตกหักของกระดูก การประกันภัยโรคร้ายแรงและการประกันภัยการดูแลระยะยาว

สำหรับในส่วน เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเราเอง นั้น เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปีและเมื่อนำไปรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วจะต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

ในขณะที่ เบี้ยประกันสุขภาพที่เราซื้อให้พ่อแม่ สามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง รวมกันสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี โดยมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จึงจะสามารถใช้สิทธินำเบี้ยประกันสุขภาพส่วนนี้มาลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำเบี้ยประกันพ่อแม่นี้มาหารเฉลี่ยแบ่งให้ลูกแต่ละคนเพื่อนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของตัวเองได้อีกด้วย

 

หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ ควรเริ่มจากการพิจารณารูปแบบความคุ้มครอง แบ่งเป็นสองรูปแบบ

แบบที่ 1 ประกันสุขภาพแบบแยกค่ารักษา บริษัทประกันจะระบุรายการค่ารักษาพยาบาลต่างๆ กับวงเงินคุ้มครองสูงสุดเฉพาะรายการนั้นๆ ไว้อย่างชัดเจน เช่น ค่าห้องผ่าตัดและอุปกรณ์ในห้องผ่าตัด 7,000 บาทต่อครั้ง ค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา 5,000 บาทต่อครั้ง เป็นต้น

แบบที่ 2 ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายตามจริง ซึ่งเราสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริงภายใต้วงเงินคุ้มครองสูงสุดต่อปี เช่น วงเงินเหมาจ่าย 10 ล้านบาท แต่ไม่เกินผลประโยชน์สูงสุดต่อปี โดยอาจจะมีเฉพาะบางรายการที่ยังคงมีการกำหนดวงเงินสูงสุดไว้ เช่น ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการพยาบาลประจำวันและค่าห้องผู้ป่วยหนัก เป็นต้น

ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ผู้เอาประกันจำเป็นต้องพิจารณาก็คือ วงเงินความคุ้มครองเหล่านี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเข้ารับการรักษาพยาบาลของเราหรือไม่

นอกจากนี้ เบี้ยประกันที่มีความเหมาะสมกับความคุ้มครองที่ได้รับก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยผู้ซื้อควรพิจารณาถึงความสามารถในการชำระเบี้ยประกันของตัวเองและไม่ควรพิจารณาเฉพาะเบี้ยประกันที่จะต้องจ่ายในปีปัจจุบันเท่านั้น แต่ควรศึกษาตารางเบี้ยประกันเพื่อดูถึงแนวโน้มของเบี้ยประกันในปีต่อๆ ไปด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงหลังเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนอาจไม่มีรายได้ แต่มักเป็นช่วงที่เบี้ยประกันสุขภาพมักเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น จึงควรเลือกแบบประกันที่เรามีความสามารถเพียงพอที่จะชำระเบี้ยได้ในระยะยาวและมีค่าเบี้ยไม่แพงจนเกินไป

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทที่ตัวเองสังกัดอยู่แล้ว สามารถประหยัดเบี้ยประกันสุขภาพให้ถูกลงได้ ด้วยการเลือกซื้อแบบประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไขของ ความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ซึ่งหมายถึงการรับภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลบางส่วนไว้ด้วยตัวเอง เพื่อแลกกับการจ่ายเบี้ยประกันที่ถูกลง โดยในส่วนที่เราต้องรับภาระเองนั้น สามารถใช้สวัสดิการที่ได้รับจากบริษัทได้ ซึ่งถือเป็นการบริหารสิทธิประโยชน์ที่เราได้รับในฐานะมนุษย์เงินเดือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อีกปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาเลือกซื้อประกันสุขภาพ คือ การการันตีต่ออายุการรับประกัน เนื่องจากจะทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า เราจะได้รับการคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันสุขภาพต่อไปในระยะยาวจนกระทั่งถึงอายุสูงสุดที่กรมธรรม์นั้นๆ รับประกัน แม้มีการเคลมค่ารักษาพยาบาลที่สูงหรือมีการเคลมบ่อยครั้ง ถือเป็นการปิดความเสี่ยงที่เราจะถูกบริษัทประกันปฏิเสธการต่ออายุการรับประกันกลางคัน ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของเราได้อย่างมาก หากเกิดขึ้นในช่วงที่เราขาดรายได้

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การซื้อประกันสุขภาพพ่วงกับประกันชีวิตนั้น จะสามารถการันตีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันสุขภาพได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากบริษัทประกันยังคงมีสิทธิยกเลิกตัวประกันสุขภาพที่เป็นสัญญาพ่วงได้ โดยไม่ถือเป็นการทำผิดเงื่อนไข

ดังนั้น สำหรับคนที่ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตอยู่แล้วและอยากได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพเพิ่มเติม แนะนำให้ซื้อประกันสุขภาพแบบที่เป็นกรมธรรม์เดี่ยว โดยไม่จำเป็นต้องซื้อประกันสุขภาพเป็นสัญญาที่พ่วงกับประกันชีวิต เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจ่ายเบี้ยประกันและทำให้เราได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพที่ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง

จะเห็นได้ว่าการซื้อประกันสุขภาพนั้น นอกจากให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีกับมนุษย์เงินเดือนในทุกๆ ปีแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการวางแผนการเงินส่วนบุคคล เป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันกรมธรรม์ประกันสุขภาพมีหลากหลายรูปแบบให้ได้เลือกซื้อมากขึ้น ผู้ซื้อจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไขและเลือกกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ตรงกับความต้องการของตัวเองเพื่อให้คุ้มค่ากับเบี้ยประกันที่จ่ายไปให้มากที่สุด

สิ่งสุดท้ายที่อยากเน้นย้ำก็คือ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อประกันสุขภาพนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ช่วงปลายปีที่เรามักต้องการใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี หากแต่เป็นวันนี้ วันที่เรายังมีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ซึ่งจะส่งผลให้การทำประกันสุขภาพนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเราและคนที่เรารัก

 

ที่มา https://www.posttoday.com/finance-stock/news/608606#cxrecs_s

ภาพ Freepik