“ประวิตร” ตอบยิ้มๆ “คณะก้าวหน้า” แห้วนายกอบจ. ก็ประชาชนไม่เลือก จะให้ทำอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ประวิตร” ตอบยิ้มๆ “คณะก้าวหน้า” แห้วนายกอบจ. ก็ประชาชนไม่เลือก จะให้ทำอย่างไร (komchadluek.net)

“ประวิตร” ตอบยิ้มๆ “คณะก้าวหน้า” แห้วนายกอบจ. ก็ประชาชนไม่เลือก จะให้ทำอย่างไร

"ประวิตร" ตอบยิ้มๆ "คณะก้าวหน้า" แห้วนายกอบจ. ก็ประชาชนไม่เลือก จะให้ทำอย่างไร

21 ธันวาคม 2563 – 14:57 น.

“ประวิตร” ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม กรณี”คณะก้าวหน้า” แห้วนายก อบจ. เหน็บก็ประชาชนไม่เลือก ย้ำ คุมเข้มโควิดตามแนวชายแดน 


21 ธ.ค.2563  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี บอกถึงกรณีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หลังกลุ่มที่พรรคพลังประชารัฐให้การสนับสนุนสามารถคว้าชัยชนะได้เป็นจำนวนมาก ว่ารอให้ กกต.ประกาศ ซึ่งตนก็เชื่อมั่นในพรรคพลังประชารัฐอยู่แล้ว โดยขอไม่ต้องห่วง

ส่วนจะเป็นการสะท้อนว่าประชาชนให้ความนิยมพรรคพลังประชารัฐมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ตนเองไม่รู้ต้องไปถามประชาชน 

เมื่อถามว่า กรณีที่ผู้สมัครของคณะก้าวหน้าไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ก็ประชาชนไม่เลือก จะให้ทำอย่างไร ซึ่งก็แล้วแต่ประชาชน ส่วนจะส่งผลให้กระแสการชุมนุมลดลงหรือไม่ ตนไม่รู้ ต้องไปถามม็อบ

ส่วนกรณีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พล.อ.ประวิตร บอกว่า รัฐบาลพยายามล็อกอย่างเต็มที่ โดยทั้งนายกฯและตน ก็ได้สั่งการไปแล้ว แต่ทุกคนก็ต้องช่วยกัน พร้อมเย้นย้ำในพื้นที่ชายแดนต้องคุมเข้ม 

ส่วนกรณีที่มีคนวิพากวิจารณ์ว่า สาเหตุที่มีการติดเชื้อรอบนี้มาจากการหละหลวมตามแนวชายแดนนั้น ยืนยันว่า กำลังตรวจสอบอยู่ 

“บิ๊กตู่” ขอเวลา 7 วัน ประเมินเคาท์ดาวน์ ยังไม่ล็อกดาวน์ สถานการณ์โควิด-19 ยันควบคุมได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“บิ๊กตู่” ขอเวลา 7 วัน ประเมินเคาท์ดาวน์ ยังไม่ล็อกดาวน์ สถานการณ์โควิด-19 ยันควบคุมได้ (komchadluek.net)

“บิ๊กตู่” ขอเวลา 7 วัน ประเมินเคาท์ดาวน์ ยังไม่ล็อกดาวน์ สถานการณ์โควิด-19 ยันควบคุมได้

"บิ๊กตู่" ขอเวลา 7 วัน ประเมินเคาท์ดาวน์ ยังไม่ล็อกดาวน์ สถานการณ์โควิด-19 ยันควบคุมได้

21 ธันวาคม 2563 – 14:27 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอเวลา 7 วันประเมินเคาท์ดาวน์ ยันยังไม่ล็อกดาวน์หลังโควิดระบาดใหม่ เตือนพบต่างด้าวผิดกฎหมาย ขู่ปิดโรงงาน

วันนี้ (21 ธ.ค. 63) เวลา 11.50 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 2/2563 กรณีการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครว่า ตนไม่เคยหยุดติดตามสถานการณ์ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ เพื่อยืนยันว่ายังมีการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างครบถ้วน  เนื่องจากมีผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรการของสาธารณะสุข รวมทั้งการรับแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเกิดรูรั่ว  ดังนั้น สังคมจึงต้องช่วยกัน โดยเฉพาะภาคเอกชน เจ้าของกิจการ จะต้องมีวิธีการติดตามแรงงาน และหากพบผู้ติดเชื้อจะต้องทำการปิดโรงงานทันที 

ยืนยันว่า สถานการณ์ขณะนี้ยัง สามารถควบคุมได้  ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล โรงพยาบาลสนาม รวมถึงยาฟาวิพิราเวียร์  สิ่งสำคัญ คือ ให้คนเหล่านี้เข้าสู่ระบบให้ได้เป็นลำดับแรก เพื่อตัวเองจะได้ปลอดภัย และไม่เป็นพาหะนำโรคให้ผู้อื่น ตอนนี้ได้มีการล็อกดาวน์พื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดแล้ว และได้มีการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีการ swab โดยรถตรวจพระราชทาน หวังว่า 7 วันหลังจากนี้ทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี  อย่าตื่นตระหนกขอให้มั่นใจในระบบสาธารณสุข  พร้อมย้ำให้ประชาชนกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก และใช้แอพไทยชนะ

“ตอนนี้สั่งตรวจทุกตลาดปลาและตลาดที่มีแรงงานต่างด้าว หากพบผิดกฎหมายจะสั่งปิดโรงงานทันที ขณะนี้ไม่อยากให้ไปสู่การล็อกดาวน์ เรายังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะรอบนี้เรารู้ที่มา ขอให้ทุกคนใส่หน้ากาก กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ มีระยะห่าง”

“ปีใหม่ยังรอดูในเรื่องการจัดงานฉลองและเคานต์ดาวน์ ให้ไปประเมินผล 7 วันว่าจะทำอย่างไรต่อ รวมถึงงานวันเด็กแห่งชาติด้วย”

ในการนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งนายกอบจ. โดยเน้นว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นตัวอย่างในการใช้อำนาจตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้ว ต้องเตรียมการพัฒนาบริหารท้องถิ่นให้ดี ทั้งวิธีการ การบริหาร การใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึงการจัดทำแผนการทำงาน ให้สอดคล้องกับส่วนกลางและส่วนภูมิภาค  ส่วนการเลือกตั้งในระดับอื่นๆ ได้เตรียมความพร้อมตามลำดับต่อไป

จับซื้อเสียง อบจ. 2 คดี ฉีกบัตรอีก 10 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จับซื้อเสียง อบจ. 2 คดี ฉีกบัตรอีก 10 ราย (komchadluek.net)

จับซื้อเสียง อบจ. 2 คดี ฉีกบัตรอีก 10 ราย

จับซื้อเสียง อบจ. 2 คดี ฉีกบัตรอีก 10 ราย

21 ธันวาคม 2563 – 14:24 น.

ตำรวจสรุปภาพรวมเลือกตั้ง “อบจ.-ส.อบจ.” เป็นไปโดยเรียบร้อย จับกุมซื้อเสียง 2 ราย พบมีการฉีกบัตรเลือกตั้งกว่า 10 ราย

วันนี้ (21 ธันวาคม 2563) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง  ผบ.ตร. รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เปิดเผยภาพรวมการดูแลความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ. ว่าิตลอดการเลือกตั้งฯ สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรง

จับซื้อเสียง อบจ. 2 คดี ฉีกบัตรอีก 10 ราย

ทั้งนี้ ได้รับรายงาน​การจับกุมซื้อเสียง 2 ราย ในพื้นที่ จ.นครปฐม และพื้นที่ อ.เมือง จ.ตรัง ผู้ต้องหาทราบชื่อ นายทวี เกลี้ยงรัตน์ อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/3 หมู่ 6 ต.ควรปริง อ.เมือง จ.ตรัง มีพฤติกรรมแจกเงินให้ผู้มีสิทธิ์ใช้เสียงในพื้นที่ ต.ควรปริง อ.เมือง จ.ตรัง ในกรณีนี้เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.63 เวลาประมาณ 13.18 น. ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี ว่ามีการซื้อเสียงในพื้นที่ ต.ควรปริง อ.เมือง จ.ตรัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองตรัง

จับซื้อเสียง อบจ. 2 คดี ฉีกบัตรอีก 10 ราย

 จึงได้ส่งกำลังชุดเคลื่อนที่เร็ว ทั้งในและนอกเครื่องแบบ เข้าตรวจสอบพบผู้ต้องหา พร้อมของกลางเป็นเงินจำนวน 26,300 บาท และซองขาวจำนวน 7 ซอง พร้อมบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขต 4 หน่วยที่ 5 และ หน่วยที่ 6 ต.ควนปริง อ.เมือง จ.ตรัง สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าได้เตรียมเงินมาจ่ายให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้เลือกผู้สมัคร ส.อบจ. รายหนึ่ง ตำรวจจึงได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับซื้อเสียง อบจ. 2 คดี ฉีกบัตรอีก 10 ราย

โดยสรุปภาพรวมการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งอื่นๆ มีผู้กระทำผิดจำนวน 16 ราย เป็นการฉีกบัตรเลือกตั้ง 12 ราย ซื้อเสียง 2 ราย ทิ้งบัตร 1 ราย ฉีกบัตรเกิน 1 ราย มีการดำเนินคดี 8 ราย เปรียบเทียบปรับ 5 ราย และ ไม่ดำเนินคดี 2 ราย ในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นที่น่าพอใจ

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้กำชับให้ เฝ้าดูแลรักษาความสงบเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง​ เช่น​ ทำร้ายร่างกายหัวคะแนนที่ทำงานไม่ได้ตามเป้า​ เป็นต้น​ ทั้งนี้หากพบเบาะแสการกระทำความผิดสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1599 หรือ​ 191​ ทุกพื้นที่​ และ​ แอบพลิเคชั่น​ Police​ I​ lert  U 

“วิเชียร ขาวขำ” อดีตนายก อบจ.อุดรฯ นำโด่งม้วนเดียวพร้อมนำลูกทีม 28 ที่นั่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วิเชียร ขาวขำ” อดีตนายก อบจ.อุดรฯ นำโด่งม้วนเดียวพร้อมนำลูกทีม 28 ที่นั่ง (komchadluek.net)

“วิเชียร ขาวขำ” อดีตนายก อบจ.อุดรฯ นำโด่งม้วนเดียวพร้อมนำลูกทีม 28 ที่นั่ง

"วิเชียร ขาวขำ" อดีตนายก อบจ.อุดรฯ นำโด่งม้วนเดียวพร้อมนำลูกทีม 28 ที่นั่ง

21 ธันวาคม 2563 – 13:04 น.

วิเชียร ขาวขำ กลุ่มเพื่อไทยอุดรธานี นำโด่งม้วนเดียวตามคาด พาลูกทีมเข้ามาได้ 28 ที่นั่ง ลูกชาย “ขวัญชัย” อดีตแกนนำเสื้อแดงอุดร เป็น ส.อบจ.ป้ายแดง แต่ต้องตกตลึงเมื่อภรรยา ส.ส.อนันต์ ศรีพันธ์ ตกเก้าอี้พ่ายคู่ปรับเก่า

วันที่ 21 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี  ถึงผลการเลือกตั้งนายกฯ และสมาชิกสภา อบจ.อุดรธานี 42 ที่นั่ง โดยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,224,772 คน มาใช้สิทธิ 694, 672 คน คิดเป็น 56.72 เปอร์เซ็นต์  หรือ ต่ำกว่าเลือกตั้ง อบจ.อุดรธานีครั้งก่อน 57.72 เปอร์เซ็นต์

ผลคะแนนไม่เป็นทางการ “กลุ่มเพื่อไทยอุดรธานี” ได้รับชัยชนะตามความคาดหมาย โดยนายวิเชียร ขาวขำ อดีตนายก อบจ.อุดรธานี ได้ 325,993 คะแนน (ต่ำกว่าคะแนนรวม ส.ส.พรรคเพื่อไทยอุดรธานีล่าสุดที่ได้ 350,000 คะแนน) อันดับสอง นายฐานวัฒน์ ธนาธัญญพิชญ์ กลุ่มก้าวหน้าอุดรธานี ได้ 185,801 คะแนน สูงกว่าคะแนนรวมผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่ได้ 150,000 คะแนน 

ขณะที่ ส.อบจ. จำนวน 42 ที่นั่ง กลุ่มเพื่อไทยอุดรธานี ได้ 28 ที่นั่ง โดยเกิดการพลิกล็อคครั้งใหญ่เมื่อ นางรัตติยา ศรีพันธุ์ ภรรยาของนายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย และเป็นอดีต ส.อบจ. ได้ 6,102 คะแนน พ่ายให้กับผู้สมัครกลุ่มก้าวหน้า นางนฤมล โคตรสาขา  ได้ 9,804 คะแนน  นายคันฉัตร สุขธนะ หลานนายสมเกียรติ สุธนะ อดีตรองนายก อบจ.อุดรธานี และลงเล่นการเมืองครั้งแรก ได้ 8,254 คะแนน พ่ายให้กับนายภีระพัฒน์ ธรรมาพิสมัย ผู้สมัครอิสระ ที่ลงสมัครครั้งแรก ส่วนนายกรวีย์ สาราคำ ลูกชาย “ขวัญชัย สาราคำ” อดีตประธานชมรมรักอุดร หรือแกนนำคนเสื้อแดง ลงสมัครในกลุ่มเพื่อไทย และเล่นการเมืองครั้งแรก ได้  8,723 คะแนน เข้าเป็น ส.อบจ.ป้ายแดง   “กลุ่มก้าวหน้าอุดรธานี”  ได้ 9 ที่นั่ง อิสระได้ 3 ที่นั่ง  

สำหรับในเขตเทศบาลนครอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 1-2-3-4 ที่กลุ่มเพื่อไทยอุดรธานี แม้จะชนะเลือกตั้ง ส.ส.มาทุกสมัย แต่ไม่เคยได้เก้าอี้ในพื้นที่นี้เลย ซึ่ง “กลุ่มนครหมากแข้ง” ยึดพื้นที่บริเวณเทศบาลนครอุดรธานีมายาวนาน และการเลือกตั้งครั้งนี้ “กลุ่มเพื่อไทยอุดรธานี” สามารถเจาะไข่แดงได้สำเร็จในเขต 3 และเขต 4 ซึ่งเป็นชัยชนะแบบหายใจรดต้นคอ

นายกฤษดา  จันทร์ดวง ผู้สื่อข่าว  ภุมิภาค  จ.อุดรธานี คมชัดลึก 

เปิดผลคะแนนเลือกตั้งอบจ.อุตรดิตถ์ พร้อมโฉมหน้าว่าที่นายก – ส.อบจ. อย่างไม่เป็นทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดผลคะแนนเลือกตั้งอบจ.อุตรดิตถ์ พร้อมโฉมหน้าว่าที่นายก – ส.อบจ. อย่างไม่เป็นทางการ (komchadluek.net)

เปิดผลคะแนนเลือกตั้งอบจ.อุตรดิตถ์ พร้อมโฉมหน้าว่าที่นายก – ส.อบจ. อย่างไม่เป็นทางการ

เปิดผลคะแนนเลือกตั้งอบจ.อุตรดิตถ์ พร้อมโฉมหน้าว่าที่นายก - ส.อบจ. อย่างไม่เป็นทางการ

21 ธันวาคม 2563 – 13:04 น.

อุตรดิตถ์เปิดผลคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครทุกคน พร้อมโฉมหน้าว่าที่นายกและ ส.อบจ.24 เขตเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 63 ผู้สื่อข่าวรายงานผลคะแนนเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) อุตรดิตถ์ อย่างไม่เป็นทางการ ผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข1 นายชัยศิริ  ศุภรักษ์จินดา 117,969 คะแนน,  หมายเลข2 นายโปรย  สมบัติ 32,002 คะแนน, หมายเลข3 นายเอกกาพัทธ์  พุฒโต 11,330 คะแนน, หมายเลข4 นายปัณณวัฒน์  นาคมูล 37,845 คะแนน

ผลคะแนนผู้สมัครสมาชิก ส.อบจ. 24 เขตเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการมีดังต่อไปนี้ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ เขต1 เบอร์1นายวิศิษฐ์ ไกรยา 1,851 คะแนน, เบอร์2 ร.ต.เคลือ มีสุข 1,918 คะแนน, เบอร์3 ร.ต.อ.วุฒิพงษ์ เพ็ชรเกิด 1787 คะแนน, เขต2 เบอร์1 นายทองอยู่  ล้อมวลีรักษ์ 2,252 คะแนน,  เบอร์2 นายอภิปัญญา แก้วมา 1,238 คะแนน, เบอร์3 นายเรวัต คล้ายสมบูรณ์ 2,073 คะแนน, เขต3 เบอร์1นายนฤปนาท อุมรินทร์ 5,044 คะแนน,  เบอร์1เขต4 นายชลาวุธ บุญเกตุ 6,187 คะแนน , เขต5 เบอร์1 นางเรณู เลี้ยงเชื้อ3,357 คะแนน, เบอร์2 นางสาวสกุลวรรณ เอี่ยมสกุล 4,730 คะแนน, เขต6 เบอร์1 นายปองภพ บุญอินเขียว 4,077 คะแนน, เบอร์2 นายชำนาญ มะโนปา 2,555 คะแนน, เบอร์3 นายอดิศร นิ่มพริก 857 คะแนน, เบอร์4 นายธีระ สุทธิเจริญ 1,253 คะแนน, เขต7 เบอร์1 นายสราวุฒิ รอดภัย 2,855 คะแนน,  เบอร์2 นายเฉลิม ลาบรรเทา 2,633คะแนน, เบอร์3 นายชลอ เสนานารถ 1,721 คะแนน, เขต8 เบอร์1 นางยุพิน ท้าวเทพ 3,416 คะแนน, เบอร์2 นายสงคราม สมุทรหล้า 204คะแนน, เบอร์3 นายบัณฑิต ทองศรี 926 คะแนน 

อำเภอพิชัย เขต1  เบอร์1 นายนเรศ  เชื้อโฮม 3,508 คะแนน, เบอร์2 นางปัญญา สอนหว่าง 3761 คะแนน, เขต2 เบอร์1 นายพิศาล ปั่นวงษ์ก๋อ 3,980 คะแนน, เบอร์2 นายบุญเติม สุวรรณศิริ 2,001 คะแนน, เบอร์3 นายแดง สิงเหม 920 คะแนน, เขต3 เบอร์1 นายสมรักษ์ ศรีอุทัย 1,281 คะแนน,  เบอร์2 นายบัญชา เมฆนุ้ย 3,578 คะแนน,  เบอร์3 นายอัฑฒ์  เชื้อมีศรี 3,017 คะแนน,  เบอร์4 ว่าที่ร้อยตรีสิทธิโชค ทองแตม 1,495 คะแนน, เขต4 เบอร์1 นายไพศาล ภูริสัตย์ 6,745 คะแนน

เปิดผลคะแนนเลือกตั้งอบจ.อุตรดิตถ์ พร้อมโฉมหน้าว่าที่นายก - ส.อบจ. อย่างไม่เป็นทางการ

อำเภอลับแล เขต1 เบอร์1 นายวิเลาะ คำพุก 5,047 คะแนน, เบอร์2 นายธนพล หมื่นยา 412 คะแนน, เขต2 เบอร์1 นายสาย จันคุ้ม 2,260 คะแนน, เบอร์2 นายเรวัตร แก้วเปี้ย 4,079 คะแนน, เบอร์3 นายกนก ภณ จันแจ 2,483 คะแนน, เขต3 เบอร์1 นายบังเอิญ เพ็งเปลี่ยน 4,816 คะแนน, เบอร์2 นายจันทา ทองมีค่า 2,937 คะแนน, อำเภอตรอน เขต1  เบอร์1 นายพีรัช สารทรง 3,370 คะแนน, เบอร์2 นายอุดมศักดิ์ จักรน้ำอ่าง 3,877 คะแนน, เขต2 เบอร์1 นายชวลิต วีระศิริวัฒน์ 5,938 คะแนน, อำเภอทองแสนขัน เขต1 เบอร์2 นายสุเมธ เลาหอารยโกศล 4,093 คะแนน, เบอร์3 นายสภาศิลป์  อิริยา 6,321 คะแนน

อำเภอท่าปลา เขต1 เบอร์1 นางศิรินทิพย์ ทองแตง 2,193 คะแนน, เบอร์2 นายปรีชา พิมสาร 4,027 คะแนน, เบอร์3 นางสาววิภาลักษณ์ เตชะภู 1,666 คะแนน , เขต2 เบอร์1 นายมาโนช ขำทอง 5,518 คะแนน, เบอร์2 นายปิยะพงษ์ ตาทา 3,432 คะแนน, อำเภอน้ำปาด เขต1 เบอร์2 นายประสิทธิ์ คลังสีดา 2,358 คะแนน, เบอร์3 นายอำพร เกตุบำรุง 492 คะแนน,  เบอร์4 นายชูศักดิ์ ชนะจน 2,307 คะแนน, เบอร์5 นายจิรศักดิ์ กองมา 2,439 คะแนน,  เขต2 เบอร์1 นายประจวบ  อองกุลนะ 4,772 คะแนน,  เบอร์2 ร.ต.ต.สุวิชา เพียงตา 2,578 คะแนน, เบอร์3 นายเอกกวี  อินยา 1,281 คะแนน, อำเภอฟากท่า เขต1 เบอร์1นายเสน่ห์ ดีมี 4,237 คะแนน,  เบอร์2 นายอนิรุจน์  ขันลา 2,286 คะแนน, อำเภอบ้านโคก เขต1 เบอร์1 นายวิเชียร พาโทน 2,598 คะแนน, เบอร์2 นางคำหล้า ดวงสุภา 3,068 คะแนน

สมภพ  สินพิพัฒนฤดี ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์

อุตรดิตถ์ “ชัยศิริ” แชมป์เก่า ชนะขาดลอย นั่งนายก อบจ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อุตรดิตถ์ “ชัยศิริ” แชมป์เก่า ชนะขาดลอย นั่งนายก อบจ. (komchadluek.net)

อุตรดิตถ์ “ชัยศิริ” แชมป์เก่า ชนะขาดลอย นั่งนายก อบจ.

อุตรดิตถ์ "ชัยศิริ" แชมป์เก่า ชนะขาดลอย นั่งนายก อบจ.

21 ธันวาคม 2563 – 12:55 น.

อุตรดิตถ์ “ชัยศิริ” แชมป์เก่า ชนะขาดลอย นั่งนายก อบจ. ด้วย 108,123 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งเบอร์ 4 “ปัณณวัฒน์ นาคมูล” ได้ 35,499 คะแนน ขณะที่ ส.อบจ.หน้าใหม่ 22 เขตจาก 24 เขต

เมื่อเวลา 23.55 น.วันที่ 20 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.อุตรดิตถ์ และ สมาชิก อบจ.อุตรดิตถ์ โดยเฉพาะผลการนับคะแนน นายก อบจ.อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้ เบอร์ 1 นายชัยศิริ ศุภรักษ์จินดา 108,123 คะแนน

อ่านข่าว

ล่าสุด เลือกนายก อบจ.เชียงใหม่พลิกกลับ ‘ทนายก๊อง’ มีคะแนนนำ ‘บุญเลิศ’ – ลำพูน จาก”เพื่อไทย”นำโด่ง

สรุปผลคะแนน ผู้ชนะเลือกตั้ง นายก อบจ.ทั่วประเทศ

เบอร์ 2 นายโปรย สมบัติ 28,512 คะแนน เบอร์ 3 นายเอกาพัทธ์ พุฒโต 10,833 คะแนนและ เบอร์ 4 นายปัณณวัฒน์ นาคมูล 35,499 คะแนน บัตรไม่ประสงค์เลือกผู้ใด 16,056 ใบ บัตรเสีย 12,612 ใบ รวมผู้มาใช้สิทธิ์ 210,401 คน

นายชัยศิริ ให้สัมภาษณ์ว่า ขอบคุณพี่น้องชาว จังหวัดอุตรดิตถ์ทุกคน ที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่บริหารงาน อบจ.อุตรดิตถ์อีกครั้ง การชนะเลือกตั้งครั้งนี้ส่วนสำคัญที่สุดคือ พี่น้องประชาชนชาว จ.อุตรดิตถ์ยังต้องการให้มาทำหน้าที่ นายก อบจ.อุตรดิตถ์อีกครั้ง

“อีกส่วนหนึ่งการทำงานของทีมงานที่ทำงานกันค่อนข้างหนัก และเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันจนทำให้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะเดินหน้าทำงานที่ยังค้างคาอยู่หลายอย่างให้สมบูรณ์โดยเร็ว”นายชัยศิริ กล่าว

นายชัยศิริ กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และปากท้องประชาชนที่ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเวลานี้

“นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องก็จะเร่งดำเนินการทันที เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแล และแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ส่วนว่าที่คณะผู้บริหาร นายก อบจ.อุตรดิตถ์ น่าจะคงเป็นผู้บริหารชุดเดิม อาจมีเปลี่ยนแปลงเพียงบ้างตำแหน่ง”นายชัยศิริ กล่าวในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับสมาชิก อบจ.อุตรดิตถ์ ที่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้ที่นับไปแล้วราว 80 เปอร์เซ็นต์ทั้ง 24 เขต ประกอบด้วย เมืองอุตรดิตถ์ เขต 1 นายวุฒิพงษ์ เพชรเกิด เขต 2 นายทองอยู่ ล้อมวลีรักษ์ เขต 3 นายนฤปนาท อุมรินทร์ เขต 4 ชลาวุธ บุญเกตุ เขต 5 น.ส.สกุลวรรณ เอี่ยมสกุล เขต 6 นายปองภพ บุญอินเขียว เขต 7 นายสราวุฒิ รอดภัย คณะก้าวหน้า

และ เขต 8 นายสงคราม สมุทรหล้า , อ.พิชัย เขต 1 นางปัญญา สอนหว่าง เขต 2 นายพิศาล ปั่นวงษ์ก๋อ เขต 3 นายบัญชา เมฆนุ้ย และ เขต 4 ไพศาล ภูริสัตย์ , อ.ลับแล เขต 1 นายวิเลาะ คำพุก เขต 2 นายเรวัตร แก้วเปี้ย คณะก้าวหน้า เขต 3 นายบังเอิญ เพ็งเปลี่ยน , อ.ตรอน เขต 1 นายอุดมศักดิ์ จักรน้ำอ่าง

อุตรดิตถ์ "ชัยศิริ" แชมป์เก่า ชนะขาดลอย นั่งนายก อบจ.
อุตรดิตถ์ "ชัยศิริ" แชมป์เก่า ชนะขาดลอย นั่งนายก อบจ.
อุตรดิตถ์ "ชัยศิริ" แชมป์เก่า ชนะขาดลอย นั่งนายก อบจ.

ข่าวและภาพโดย บุญพิมพ์ ใบยา

เขต 2 นายชวลิต วีระศิริวัฒน์ ,อ.ท่าปลา เขต 1 นายปรีชา พิมพ์สาร เขต 2 นายมาโนช ขำทอง ,อ.น้ำปาด เขต 1 นายจิรศักดิ์ กองมา เขต 2 นายประจวบ อองกุนนะ ,อ.ฟากท่า มี 1 เขต นายเสน่ห์ ดีมี และ อ.บ้านโคก มี 1 เขต นางคำหล้า ดวงสุภา และ อ.ทองแสนขัน มีเขตเดียว นายสภาศิลป์ อิริยา

ทั้งนี้ สมาชิก อบจ.ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นคนใหม่ 22 คน และ คนเก่า 2 คน จาก 24 เขตเลือกตั้ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563  คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)สรุปผลคะแนนผู้ชนะการเลือกตั้งนายก อบจ. อย่างไม่เป็นทางการเรียบร้อยแล้ว 

“ตู่ นันทิดา” นั่งนายก อบจ.หญิงปากน้ำ คนแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ตู่ นันทิดา” นั่งนายก อบจ.หญิงปากน้ำ คนแรก (komchadluek.net)

“ตู่ นันทิดา” นั่งนายก อบจ.หญิงปากน้ำ คนแรก

"ตู่ นันทิดา" นั่งนายก อบจ.หญิงปากน้ำ คนแรก

21 ธันวาคม 2563 – 11:10 น.

“ตู่ นันทิดา” นั่งนายก อบจ.หญิงปากน้ำ คนแรก หลังผลการนับคะแนนทิ้งห่างคนอื่น

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2563 บรรยากาศการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งนี้ ในส่วนการนับคะแนนของจังหวัดสมุทรปราการ ณ เวลา 20.00 น.ผลปรากฎคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ        นางนันทิดา แก้วบัวสาย หรือ “ตู่” ผู้สมัครนายก อบจ.สมุทรปราการ หมายเลข 1 ได้คะแนนนำทิ้งห่างจากผู้สมัครรายอื่น 

โดยได้คะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 ที่ 87060 คะแนน จากผู้ลงสมัครทั้งสิ้น 5 คน  ในขณะที่บรรยากาศโดยทั่วไปถือว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ล่าสุดวันที่ 21 ธันวาคม 2563 โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า น.ส.นันทิดา แก้วบัวสาย ผู้สมัครหมายเลข 1 ของกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ได้คะแนนรวม 341,504 คะแนน มาเป็นอันดับที่ 1
อันดับที่ 2 นายรัชชานนท์ ทองอร่าม ผู้สมัครหมายเลข 2 ในนานอิสระ ได้คะแนนรวม 77,057 คะแนน

อันดับที่ 3 นายธัชชัย เมตโต ผู้สมัครหมายเลข 5 ในนามของคณะก้าวหน้า ได้คะแนนรวม 74,531 คะแนน

อันดับที่ 4 นายอำนวย รัศมิทัต ผู้สมัครหมายเลข 4 ในนามกลุ่มรวมพลังสมุทรปราการ ได้คะแนนรวม 56,822 คะแนน

เป็นอันดับที่ 5 นายนำพล คารมปราชญ์ ผู้สมัครหมายเลข 3 ในนามอิสระได้คะแนนรวม 24,752 คะแนน

กรมชลฯกางแผน ‘อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม ‘ยโสธร-อำนาจเจริญ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมชลฯกางแผน’อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม’ยโสธร-อำนาจเจริญ’ (naewna.com)

กรมชลฯกางแผน'อ่างเก็บน้ำห้วยทม' แก้แล้ง-ท่วม'ยโสธร-อำนาจเจริญ'

กรมชลฯกางแผน’อ่างเก็บน้ำห้วยทม’ แก้แล้ง-ท่วม’ยโสธร-อำนาจเจริญ’

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

กรมชลฯกางแผนโครงการ “อ่างเก็บน้ำห้วยทม” แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมช่วยประชาชน ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร และตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ รวมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 7,750 ไร่

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พื้นที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธรและพื้นที่ข้างเคียง ประสบกับแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งและมักได้รับความเสียหายเนื่องจากอุทกภัย ฉะนั้นจึงได้มีโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทมเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยใช้ประชาชนในพื้นที่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้สำหรับอุปโภค-บริโภคของประชาชน ใช้ในการเพาะปลูกพืชเกษตรกรรม ตลอดจนสัตว์เลี้ยงด้วย

สำหรับพื้นที่ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการประมาณ 7,720 ไร่ ฝั่งขวาครอบคลุมหมู่บ้านหมู่ที่ 11 และหมู่ที่ 17 บ้านน้อมเกล้า ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ฝั่งซ้ายครอบคลุมหมู่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนาเจริญ และหมู่ที่ 12 บ้านคำเดือยกลาง ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

ด้าน นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทมมีพื้นที่ชลประทาน จำนวน 6,860 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชลประทานฝั่งขวา จำนวน 2,786 ไร่ เป็นเนินเขาสูงต่ำสลับกันเป็นลูกคลื่น ฉะนั้นการส่งน้ำให้แก่พื้นที่จึงออกแบบเป็นระบบท่อส่งน้ำ และพื้นที่ชลประทานฝั่งซ้าย จำนวน 4,074 ไร่ ที่สภาพค่อนข้างราบมีลำน้ำขนาบทั้งสองข้าง ซึ่งอาจจะส่งน้ำด้วยระบบคลองหรือระบบท่อ และจากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบแล้วพบว่า หากออกแบบเป็นคลองเปิดจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงตามแนวคลองค่อนข้างมาก จึงเสนอออกแบบเป็นระบบท่อส่งน้ำเพราะจะคุ้มค่ามากกว่า และสามารถวางท่อไปตามแนวถนนได้ 

ทั้งนี้ หัวงานเขื่อนตั้งอยู่บริเวณบ้านน้อมเกล้า หมู่ที่ 11 ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร องค์ประกอบของโครงการครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 1,760 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่หัวงาน อ่างเก็บน้ำ ถนนเข้าโครงการ และแนวท่อส่งน้ำ พื้นที่เกือบทั้งหมดร้อยละ 97 อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว นอกจากนี้ยังอยู่ในเขตป่าเศรษฐกิจของป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่จำนวน 2 ไร่ อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน 16 ไร่ และที่เหลืออีกประมาณ 21 ไร่ อยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติและนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการไม่อยู่ในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 แต่อย่างใด

ลักษณะของโครงการ ประกอบไปด้วย

1) เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ออกแบบเป็นเขื่อนดินประเภท Zone Type มีพื้นที่รับน้ำฝนเหนือเขื่อน 20.75 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเฉลี่ย 13.87 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สันเขื่อนกว้าง 8 เมตร ยาว 800 เมตร ตัวเขื่อนสูง (สูงที่สุด) 18 เมตร ความจุเก็บกัก 10.11 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่น้ำท่วมที่ระดับน้ำสูงสุดเท่ากับ 1,570 ไร่

2) อาคารระบายน้ำล้น (Spillway) แบบ Side Channel Spillway บริเวณฝั่งซ้ายของตัวเขื่อน ความยาวสันฝาย 15 เมตร

3) อาคารท่อส่งน้ำชลประทาน (Irrigation Outlet) วางตัวอยู่ฝั่งขวาของลำน้ำห้วยทม ชนิดท่อกลมขนาด 0.80 เมตร มีอัตราการระบายน้ำส่งให้พื้นที่ชลประทาน 6,860 ไร่

4) อาคารท่อระบายน้ำลงลำน้ำเดิม (River Outlet) วางตัวอยู่ฝั่งซ้ายของลำน้ำห้วยทม ชนิดท่อกลมขนาด 0.80 เมตร มีอัตราการระบายน้ำได้สูงสุดเท่ากับ 6.50 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน (naewna.com)

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่...สู่นครศรีธรรมราช  ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : จากหาดใหญ่…สู่นครศรีธรรมราช ถอดบทเรียนแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง หลายพื้นที่เข้าสู่สภาพปกติแล้วก็ตาม แต่ก็มีเรื่องที่จะต้องนำมาถอดบทเรียนแก้ไขโดยเฉพาะน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ตอนกลาง ตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบ อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลวงที่มีลักษณะสูงชัน ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักบริเวณเขาหลวง น้ำจะไหลกระจายลงสูงตัวเมืองผ่านทางคลองหลัก เช่น คลองท่าดี คลองป่าเหล้า คลองท่าซัก คลองคูพาย คลองสวนหลวง และคลองหน้าเมือง ก่อนที่จะไหลออกสู่ทะเล

คลองเหล่านี้ มีศักยภาพสามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 268 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ในปีนี้ฝนตกหนักมากตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.2563-2 ธ.ค.2563 รวมปริมาณฝนที่ตกลงในลุ่มน้ำที่จะไหลลงสู่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีปริมาณมากกว่า 800 มิลลิเมตร (มม.) ทำให้มีปริมาณน้ำเกินขีดความสามารถที่คลองต่าง ๆ จะรับได้ เฉพาะที่คลองท่าดี สูงสุดถึง 689 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ดังล่าว

พายุฝนที่กระหน่ำภาคใต้ในปีนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น ยังส่งผลให้มีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง และสงขลา เป็นต้น แต่พื้นที่ที่น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนคือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ปีนี้น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กอนช. ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน พบว่า อิทธิพล ของปรากฏการณ์ลานีญ่า จะทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนัก มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในช่วงเดือน ธ.ค. 2563 – ม.ค. 2564 บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชุมพร ถึง จ.สงขลา แบ่งเป็น เดือนธ.ค. 2563 จำนวน 13 จังหวัด 107 อำเภอ609 ตำบล โดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลาพร้อมทั้งได้มีการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ก็เป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ไว้ จนเกิดภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่

รวมทั้งที่ อ.หาดใหญ่ นั้นปีนี้ฝนตกหนักไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้แต่น้ำไม่ท่วม เพราะมี “โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ในการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม แม้ขณะนี้จะแล้วเสร็จเพียงระยะที่ 1 เท่านั้นแต่ก็ช่วยให้ อ.หาดใหญ่ รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ได้

“ขณะนี้กรมชลประทานอยู่ในระหว่างดำเนินการโครงการฯในระยะที่ 2 โดยการปรับปรุงคลองภูมินาถดำริ (คลองระบายน้ำสายที่ 1) จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อระบายน้ำร่วมกับคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน 2 พร้อมทั้งได้ทำการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร และก่อสร้างกำแพงคอนกรีต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลาให้เร็วขึ้น เมื่อแล้วเสร็จปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ แทบจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนจะต้องดำเนินการครบวงจรเต็มศักยภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งตามแผนในระยะยาวของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ได้มีการศึกษาเบื้องต้นในการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำด้วยการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางจำนวน 7 แห่ง เพื่อตัดยอดน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหวะ (ตอนบน) ความจุ 6.40 ล้าน ลบ.ม. โครงการปรับปรุงพรุพลีควาย ความจุ 2.50 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโตนงาช้าง ความจุ12.03 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองต่ำ ความจุ 25.22 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตง ความจุ 26.00 ล้าน ลบ.ม. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหล้าปัง ความจุ 35.50 ล้าน ลบ.ม. และ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำ ความจุ 20.52ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม เพื่อเลือกแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและมีผลกระทบน้อยที่สุด ตลอดจนสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ย้อนมาดูที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณะภูมิประเทศแม้จะไม่เหมือนกับหาดใหญ่ แต่ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึี่งนครศรีธรรมราชก็มี “โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เช่นเดียวกับที่ อ.หาดใหญ่ แต่โครงการยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จตามแผนงานได้ เพราะติดปัญหาด้านมวลชน มีประชนชนส่วนหนึ่งยังคัดค้านการดำเนินโครงการ ซึ่งตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 จึงถูกเลื่อนออกไป พร้อมให้กรมชลประทานทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ เพื่อที่จะเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที พร้อมกับปรับปรุงคลองวังวัว และคลองหัวตรุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 100 ลบ.ม.ต่อวินาทีตามลำดับ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

เหตุการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราชที่เกิดขึ้นในปีนี้ น่าจะเป็นกระจกสะท้อนให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้กลับไปร่วมกันทบทวนว่า ควรจะเร่งขับเคลื่อนดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชฯหรือไม่? หรือจะปล่่อยให้เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อไป

นอกจาก 2 โครงการที่กล่าวไปข้างต้น พื้นที่อื่นๆ ในภาคใต้ยังมีโครงการบรรเทาอุทกภััย อีกหลายโครงการที่กำลังดำเนินการ หากแล้วเสร็จ ปัญหาน้ำท่วมในเมืองสำคัญๆ จะบรรเทาลงอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็น โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เป็นการขุดคลองผันน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยที่เกิดจากปริมาณน้ำท่วมในเขตอำเภอเมืองพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัดตรัง คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2565 โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะที่ 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงาน หากแล้วเสร็จจะช่วยลดปัญหาอุทกภัยให้ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองชุมพรอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือประชาชนได้ 16,802 ครัวเรือน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชีย 41แยกปฐมพร) ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักในการสัญจรจากภาคกลางสู่ภาคใต้ และยังเป็นแหล่งน้ำสำรองที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ในระบบเพื่อใช้ในฤดูแล้งได้อีกประมาณ 6.5 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มประสิทธิ ภาพในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์อีก 6,875 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในอนาคต เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองท่าทอง-คลองคราม จ.สุราษฎร์ธานี โครงการระบบระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองนครศรีธรรมราช ระยะที่ 2 โครงการคลองระบายน้ำ คลองละงู-คลองน้ำเค็ม จ.สตูล โครงการแก้มลิงบ้านท่ามะปราง จ.ตรัง โครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง คลองพังดาน-พังโย จ.พัทลุง และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ คลองสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งต้องดำเนินการด้านการเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรมและเสนอของบประมาณต่อไป

เลขาธิการ สทนช.กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่จะประสบปัญหาด้านน้ำเพียงแค่ปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น ในฤดูแล้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาภัยแล้งเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ จึงได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหา โดยดำเนินโครงการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำอีกหลายโครงการโดยในปี 2564-2566 มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ รวม 63 โครงการ วงเงิน 23,300 ล้านบาท สามารถเพิ่มความจุได้ 194 ล้าน ลบ.ม.และมีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 264,000 ไร่ และมีโครงการที่ยังคงติดปัญหาด้านมวลชน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 20 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 13,014 ไร่ ครอบคลุม 24หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล ของ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พัทลุง หากได้ดำเนินการจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 10.14 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 7,500 ไร่ ครอบคลุม 2,090 ครัวเรือน ในพื้นที่ในเขต อ.ป่าบอนจ.พัทลุง ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ในระหว่่างการสร้างการรับรู้ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อที่จะหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

บทเรียนจากน้ำท่วมในครั้งนี้กับโครงการต่างๆที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน น่าจะพอมีความหวังได้ว่าปัญหาน้ำภาคใต้กำลังจะถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ : 21 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กลางสัปดาห์ที่จะถึงนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะจัดงานใหญ่ มหกรรม “เกษตรอัจฉริยะ” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ณ พระบรมราชานุสรณ์ ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี จะยกขบวนเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมทางการเกษตรอัจฉริยะมาจัดแสดงและถ่ายทอดองค์ความรู้แบบครบวงจร เพื่อร่วมกันสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชน ถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง หรือ “เกษตรอัจฉริยะ” มาปรับใช้ซึ่งตรงกับยุทธศาสตร์ชาติข้อที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติบนพื้นฐานแนวคิดสามประการ ได้แก่ ต่อยอดอดีต ปรับปัจจุบัน และสร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต โดยงานนี้มีโต้โผใหญ่คือนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีแม่งานคือกรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

งานดังกล่าว จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำนิทรรศการและนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่มาจัดแสดงภายในงานเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมงาน อาทิ การประกวดสัตว์ที่เลี้ยงผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การประกวดกระบือ ไก่พื้นเมืองสวยงาม โคเนื้อ และแพะ จากกรมปศุสัตว์ นิทรรศการและการปล่อยสินเชื่อเงินกู้แก่เกษตรกร จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพในระยะสั้น เช่น การเลี้ยงจิ้งหรีดครบวงจร จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา จากกรมพัฒนาที่ดิน นิทรรศการเทคโนโลยีเรื่องกุ้งก้ามกราม และการประกวดปลาสวยงาม ปลากัด จากกรมประมง การแปรรูปสินค้าและจำหน่ายสินค้ากลุ่มประมง จากองค์การสะพานปลา นิทรรศการ สารชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช จากกรมวิชาการเกษตร นิทรรศการ Application Smart ME จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การจัดแสดง Application พยากรณ์ จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ส่วนกรมการข้าวซึ่งเป็นแม่งาน จะนำนิทรรศการและผลงานวิจัยพันธุ์ข้าวต่างๆมาจัดแสดง อาทิ นวัตกรรมเทคโนโลยีการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยลำแสงไอออนพลังต่ำ แปลงนาสาธิต นิทรรศการเกษตรอัจฉริยะ เช่นท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะ นิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10นิทรรศการเกษตรทฤษฎีใหม่ อีกทั้งยังมีกิจกรรมการแข่งขันหุงข้าวด้วยหม้อดิน รวมไปถึงการนำข้าวและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวมาจำหน่ายภายในงานในราคาถูก และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งนอกจากการจัดแสดงทางวิชาการแล้ว ภายในงานยังได้จัดให้มีการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรจากหน่วยงานต่างๆ ในราคาถูกอีกด้วย

โดยงานนี่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24ธ.ค.2563-1 ม.ค.2564 นี้ ซึ่งได้รับเกียรติจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2563 เวลา 15.00 น. ใครอยู่ใกล้ก็แวะไปเที่ยวงานและศึกษาเรียนรู้นวัตกรรมด้านการเกษตรที่แต่ละหน่วยงานนำมาจัดแสดงกันได้นะครับ

ขุนเกษตรา