“แรมโบ้” ยืนยัน การดำเนินคดี ม.112 กับผู้ชุมนุมทำตามกฎหมายทุกอย่าง “นายกฯ” ไม่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งใคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แรมโบ้” ยืนยัน การดำเนินคดี ม.112 กับผู้ชุมนุมทำตามกฎหมายทุกอย่าง “นายกฯ” ไม่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งใคร (komchadluek.net)

“แรมโบ้” ยืนยัน การดำเนินคดี ม.112 กับผู้ชุมนุมทำตามกฎหมายทุกอย่าง “นายกฯ” ไม่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งใคร

"แรมโบ้" ยืนยัน การดำเนินคดี ม.112 กับผู้ชุมนุมทำตามกฎหมายทุกอย่าง "นายกฯ" ไม่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งใคร

18 ธันวาคม 2563 – 10:31 น.

“แรมโบ้” ยืนยัน การดำเนินคดี ม.112 กับผู้ชุมนุมทำตามกฎหมายทุกอย่าง “นายกฯ” ไม่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งใคร สวน “โฆษกพรรคก้าวไกล” ควรยอมรับความจริงบ้าง กล้าทำต้องกล้ายอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

18 ธ.ค.63 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล ระบุว่าการใช้ม. 112 ต่อผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นการใช้ในลักษณะเหวี่ยงแห ตีความกว้างขวางเกินตัวบทกฎหมาย และเป็นที่วิจารณ์ในแง่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมองว่าหากโฆษกพรรคก้าวไกล หรือผู้ชุมนุมยังสงสัยในกฎหมายม.112 ทางที่ดีควรเตือนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้มีการปราศรัยพูดพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือควรยุติการชุมนุมไปเลยจะดีกว่า เพราะการชุมนุมไม่เป็นประโยชน์กับใคร อีกทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก ประเทศเกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันตอนนี้ประเทศอยู่ในช่วงที่จะต้องช่วยกันเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 แต่ผู้ชุมนุมยังอยากที่จะรวมตัวกัน

นายสุภรณ์ยังกล่าวว่าที่โฆษกพรรคก้าวไกลมองว่าการใช้ม.112 เป็นที่วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยขอให้ย้อนมองดูพฤติกรรมการชุมนุมของผู้ชุมนุมว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นด้วยหรือไม่ เพราะทำให้เดือดร้อน พูดจาหยาบคาย ด่าทอผู้อื่น และยังทำเรื่องเลวร้ายจาบจ้วงและหมิ่นสถาบันอย่างมาก  

“หากกลุ่มผู้ชุมนุมกล้าที่จะทำแล้ว ก็ขอให้กล้ายอมรับกับความเป็นจริง ที่จะต้องถูกดำเนินคดี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจถือว่าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเช่นกัน  โฆษกพรรคก้าวไกลอย่าพูดเอาแต่ตัวเองหรือพวกพ้องที่เป็นแกนนำกลุ่มชุมนุมให้ดูดี ควรเอาความจริงมาพูดกัน อย่าทำให้ประชาชนเกิดความสับสน 

นอกจากนี้ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยสั่งการหรือบังคับใช้กฎหมายกลั่นแกล้งคนอื่น ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และไม่ได้ทำเพื่อเบี่ยงประเด็นความล้มเหลวด้านต่างๆ รวมถึงกระแสเรียกร้องให้นายกฯลาออก เพราะนายกฯทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ และทำได้เป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งดีกว่ารัฐบาลอื่นอีก และสิ่งสำคัญที่ผ่านมานายกฯไม่เคยทำผิดอะไร  จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการอะไรเพื่อกลบกระแสการลาออกของตัวเอง

“ประชาชนฝากบอกมาว่า พรรคก้าวไกล แต่ทำท่าจะไปไม่ไกล เพราะประชาชนรู้ว่า นักการเมืองที่สนับสนุนกลุ่มที่ทำผิด ม.112 คือใคร และใครที่ออกมาปกป้องคนทำผิด ม.112 นั่นแหละตัวดี ที่พยายามจะยุยงให้คนมาจาบจ้วงก้าวล่วงคิดล้มล้างสถาบัน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมายชัดเจน ก็ยังจะยุยงสนับสนุนให้ทำผิด ม.112 พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเหล่านั้นสมควรที่จะต้องถูกเจ้าหน้าที่ จับตาดูว่า สมคบคิดหรือให้การสนับสนุนด้วยหรือเปล่า”

“ศรีสุวรรณ” บุก กกต.รอบ 2 นำหลักฐานคลิปทักษิณโพสต์เฟซฯ อ้อนคนเลือกคนเพื่อไทยเป็นนายก อบจ. เชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ศรีสุวรรณ” บุก กกต.รอบ 2 นำหลักฐานคลิปทักษิณโพสต์เฟซฯ อ้อนคนเลือกคนเพื่อไทยเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่ (komchadluek.net)

“ศรีสุวรรณ” บุก กกต.รอบ 2 นำหลักฐานคลิปทักษิณโพสต์เฟซฯ อ้อนคนเลือกคนเพื่อไทยเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่

"ศรีสุวรรณ" บุก กกต.รอบ 2 นำหลักฐานคลิปทักษิณโพสต์เฟซฯ อ้อนคนเลือกคนเพื่อไทยเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่

18 ธันวาคม 2563 – 09:53 น.

“ศรีสุวรรณ” บุก กกต.รอบ 2 นำหลักฐานคลิปทักษิณโพสต์เฟซฯ อ้อนคนเลือกคนเพื่อไทยเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่

วันนี้ (18 ธ.ค.63 )ที่สำนักงาน กกต. นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เดินทางไปยื่นคำร้องเพิ่มเติม กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ได้อัดคลิปคำพูดของตนเองโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ชื่อ Thaksin Shinawatra เมื่อวันพุธที่ 16 ธ.ค.63 ที่ผ่านมา โดยช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งวันที่ 20 ธ.ค.นี้อย่างเปิดเผยนั้น

ทั้งนี้นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษตามคำพิพากษาของศาล แต่หลบหนีการลงโทษไปอยู่ต่างประเทศ จึงมิได้เป็นผู้ช่วยหาเสียงของผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ที่จะต้องนำไปคำนวนเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครตามกฎหมายแต่อย่างใด และถือว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ตาม ม.39 และเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตาม ม.49 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 อีกทั้งตาม ม.65 ของกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครอื่น หรือการชักชวนให้ไป ลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ด้วยวิธีการสัญญาว่าจะให้ประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อมแก่บุคคล หรือชุมชน ฯลฯ ซึ่งอาจมีความผิดตาม ม.126 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปีด้วย

ดังนั้นการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง นายก อบจ.เชียงใหม่ และพรรคเพื่อไทย ยินยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นบุคคลที่มิใช่สมาชิกพรรคเพื่อไทย มาช่วยหาเสียงดังกล่าว จึงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน ม.28 และ ม.29 แห่ง พรป.พรรคการเมือง 2560 อีกฐานความผิดหนึ่งด้วย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้พรรคเพื่อไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคและลงโทษได้ตาม ม.92(3) และ ม.108 แห่ง พรป.พรรคการเมือง 2560

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำความพร้อมพยานหลักฐานที่เป็นคลิปช่วยหาเสียงของนายทักษิณ ชินวัตร มามอบให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อประกอบในคำร้องของสมาคมฯที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ เพื่อดำเนินการไต่สวนและสอบสวน เพื่อดำเนินการเอาผิดผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวหากพบว่าเป็นการฝ่าฝืนจริง และเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเพื่อไทยต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

เข้าขั้นวิกฤต “เอ๋ ปารีณา” ลั่นถึงเวลาใช้ยาแรงแก้ฝุ่น PM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เข้าขั้นวิกฤต “เอ๋ ปารีณา” ลั่นถึงเวลาใช้ยาแรงแก้ฝุ่น PM2.5 (komchadluek.net)

เข้าขั้นวิกฤต “เอ๋ ปารีณา” ลั่นถึงเวลาใช้ยาแรงแก้ฝุ่น PM2.5

เข้าขั้นวิกฤต "เอ๋ ปารีณา" ลั่นถึงเวลาใช้ยาแรงแก้ฝุ่น PM2.5

18 ธันวาคม 2563 – 09:00 น.

“เอ๋ ปารีณา” ส.ส.คนดัง ลั่นปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เข้าขั้นวิกฤตแล้ว ลั่นถึงเวลาใช้ยาแรงแก้ปัญหา แนะโดยสารรถสาธารณะ งดใช้รถส่วนตัว

วันนี้ 18 ธ.ค. 2563 นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กระบุถึงการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ว่า เมื่อบ้านเมืองเริ่มจะเข้าสู่วิกฤตฝุ่น PM2.5 ก็อยากให้ทุกหน่วยงาน และทุกคนร่วมใจกันฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

เริ่มจากหน่วยงานภาครัฐ ทุกคนทราบว่า โรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างมลพิษมหาศาลให้กับสิ่งแวดล้อม และทุกคนก็ทราบว่า เจ้าหน้าที่รัฐอาจปล่อยปละละเลย ไม่เอาจริง คล้ายดีแต่จับแล้วปล่อย แล้วที่ปล่อยเพราะ ได้รับเงินหรือไม่ หรือ #ไม่เอาจริง #ไม่ได้เรื่อง

ภาคเอกชน ควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม วันนี้เราเห็นผู้รับเหมากำลังก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง อุปกรณ์ก่อสร้างเรียงรายมากมาย แต่กลับไม่เห็นรถน้ำซักคัน

เช่นเดียวกับภาคประชาชน ควรตระหนัก และมีส่วนร่วมในการช่วยลดเผาป่า เผาไร่ข้าวโพด และลดใช้ทุกอย่างที่เป็นพลังงานเชื้อเพลิง

ตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ ทำให้ทุกวันนี้เรามีรถไฟฟ้า โครงข่ายเชื่อมทุกพื้นที่ เป็นใยแมงมุม รถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง ก็กำลังนั่งฟรี ฝากทุกท่านลดใช้รถยนต์ด้วย

สุดท้าย ถึงแม้ กทม.ไม่เคยนิ่งเฉยวิกฤตดังกล่าว และเคยประกาศมาตรการ 3 ระดับคุมเข้ม

ตอนนี้ กทม. ยกระดับมาตรการขึ้นมาเป็นระดับ 2 แล้ว โดยส่วนตัวคิดว่ายังไม่เพียงพอ ขอเสนอให้ใช้ยาแรงไปเลย เช่น หากพบโรงงานอุตสาหกรรมที่กระทำผิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ก็ให้ไล่อธิบดีกรมมลพิษออก ก่อสร้างไม่มีรถน้ำ หรือพบฝุ่นเยอะ ให้ลงโทษหยุดก่อสร้างเป็นเวลา 1 อาทิตย์ และสุดท้าย จัดโซนให้รถส่วนบุคคลวิ่ง ยกเว้นรถสาธารณะวิ่งได้หมด ไม่ให้ปิ้ง ย่าง เผา และดูดบุหรี่ ฝ่าฝืนจำคุก 2 วัน ไม่มีปรับ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fparina.pacharat.9%2Fposts%2F237346677752404&width=500&show_text=true&height=791&appId

‘บิ๊กป้อม’ สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘บิ๊กป้อม’สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ (naewna.com)

‘บิ๊กป้อม’สั่งขับเคลื่อนกว๊านพะเยา เร่งฟื้นฟูใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพ

วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามการแผนพัฒนา ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในพื้นที่ จ.พะเยา พบว่า การพัฒนากว๊านพะเยาปัจจุบันเป็นการทำงานร่วมกันของหลายส่วนราชการ ทำให้การขับเคลื่อนแผนงานยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน จึงขอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบ ให้เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนากว๊านพะเยา โดยมอบให้ สทนช.พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงาน พัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟูกว๊านพะเยา ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ขึ้นมากำกับขับเคลื่อนแผนงานให้ได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังให้กรมประมงร่วมกับจังหวัดพะเยาหาแนวทางลดขั้นตอน เพื่อเร่งรัดให้การขับเคลื่อนตามแผนแม่บทฯคล่องตัวยิ่งขึ้น และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการ การบริหารจัดการน้ำ การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ การเพาะปลูก และควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมทางหลวงชนบท พัฒนาระบบเส้นทางและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวกว๊านพะเยา เพื่อเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้จ.พะเยา รวมทั้งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับองค์การจัดการน้ำเสีย กำหนดรูปแบบระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่โดยรอบ ให้สามารถรองรับปริมาณน้ำเสียที่จะส่งผลกระทบต่อกว๊านพะเยาด้วย

ด้านดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า กว๊านพะเยา เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน ตั้งอยู่ใน ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา มีพื้นที่ 12,831 ไร่ ความจุ 55.65 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีปริมาณน้ำไหลเข้าปีละ 330.70 ล้าน ลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำ 30.64 ล้าน ลบ.ม./ปี และอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการใช้น้ำ 41.92 ล้านลบ.ม./ปี โดยกรมประมงเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดสรรงบประมาณปี 2560 พัฒนากว๊านพะเยาวงเงิน 343 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานขุดลอกกว๊านพะเยา พร้อมทั้งสร้างฝายพับเพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำจาก 33.84 ล้านลบ.ม. เป็น 55.65 ล้าน ลบ.ม. ตลอดจนพัฒนาศักยภาพกว๊านพะเยาเพื่อการท่องเที่ยว เฝ้าระวังและปรับปรุงคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมด้านประมง กำจัดวัชพืชฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และจัดตั้งศูนย์บริหารโครงการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยังได้รับงบประมาณปี 2562 วงเงิน 90 ล้านบาท ในการเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำอีกด้วย

สำหรับแผนการพัฒนากว๊านพะเยาอย่างยั่งยืนนั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ. เชียงราย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 ได้รับอนุมัติวงเงินดำเนินงาน 3,153.7 ล้านบาท โดยเป็นงบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2,576 ล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณด้านทรัพยากรน้ำ 333 ล้านบาท ประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ดำเนินการโดยกรมชลประทาน การบูรณาการองค์ความรู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ รักษาคุณภาพน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักและการบริหารจัดการน้ำกว๊านพะเยาอย่างเป็นระบบ ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยพะเยา การปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตุ้ม ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และงบประมาณด้านถนนและแหล่งท่องเที่ยวอีก 2,243.3 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่วนที่เหลือจะเป็นงบประมาณฟื้นฟูบำบัดน้ำ 92.5 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และงบการพัฒนาพื้นที่อีก 484.9 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา

ในส่วนการพัฒนาหนองเล็งทราย อ.แม่ใจ จ.พะเยา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 5,563 ไร่ ปัจจุบันสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 9 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแผนพัฒนาฟื้นฟูเป็น 4 ระยะ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำได้ 23.97 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นจากเดิม 14.97 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์อีก 10,000 ไร่ 7,000 ครัวเรือน งบประมาณทั้งสิ้น 587.65 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมา ในปีงบประมาณ 2563 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมดำเนินงานในระยะที่ 1 จำนวน 2 โครงการ โดยให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 2 แห่งงบประมาณ 48.57 ล้านบาท และปรับปรุงและฟื้นฟูร่องน้ำเดิม 11 กิโลเมตรงบประมาณ 162.07 ล้านบาท และระยะที่ 2 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ การฟื้นฟูแก้มลิงงบประมาณ 92.94 ล้านบาท และเพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ สร้างฝายพับได้ 44.06 ล้านบาท

“ส่วนแผนพัฒนาหนองเล็งทรายระยะถัดไป ในระยะที่ 3 ฟื้นฟูแหล่งน้ำรอบหนองเล็งทราย 120 ล้านบาท เพิ่มการเก็บกัก 1.695 ล้าน ลบ.ม. และระยะที่ 4 ฟื้นฟูหนองเล็งทราย บริเวณหน้าฝาย 600 ไร่ 120 ล้านบาท เพิ่มการเก็บกัก 0.98 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในวันนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สทนช. เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานจัดทำแผนหลักพัฒนาหนองเล็งทราย พร้อมตั้งกรอบวงเงินให้ครอบคลุมการพัฒนาในทุกด้านแบบเบ็ดเสร็จ และมอบกรมชลประทานเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริในพื้นที่จ.พะเยา ทั้งหมด ให้แล้วเสร็จตามแผน รวมทั้งยังขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานให้เร่งดำเนินการตามงานที่ได้มอบไปแล้ว เพื่อให้การจัดการทรัพยากรน้ำใน จ.พะเยา มีประสิทธิภาพ เกิดความมั่นคง อำนวยประโยชน์สุขให้ประชาชนโดยเร็วอีกด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน (naewna.com)

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ถอดบทเรียนหาดใหญ่สู่เมืองคอน

วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้ แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง หลายพื้นที่เข้าสู่สภาพปกติแล้วก็ตาม แต่ได้ทิ้งปัญหาที่จะต้องนำมาถอดบทเรียนแก้ไข โดยเฉพาะน้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหลายจังหวัดที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี

“เมืองคอน” หรือ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนกลาง ตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบ อยู่ใกล้ชิดกับเขาหลวง
ที่มีลักษณะสูงชัน ดังนั้นหากเกิดฝนตกหนักบริเวณเขาหลวง น้ำจะไหลกระจายลงสูงตัวเมืองผ่านทางคลองต่างๆทันที ก่อนที่ออกสู่ทะเล ซึ่งคลองเหล่านี้จะสามารถรับน้ำได้รวมกันประมาณ 268 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที แต่ในฝนตกหนักช่วงที่ผ่านมา มีน้ำปริมาณน้ำไหลผ่านมากกว่า 689 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงทำให้เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ดังกล่าว

ฝนตกในปีนี้ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะที่นครศรีธรรมราชเท่านั้น ยังมีน้ำท่วมอีกหลายจังหวัด เช่น จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา เป็นต้น แต่พื้นที่ที่น่าจะนำมาถอดบทเรียนเป็นแบบอย่างใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน คือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ปีนี้น้ำไม่ท่วมเลย ทั้งๆที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆของภาคใต้

ทำไม อ.หาดใหญ่ น้ำไม่ท่วม?

ฟันธงได้เลยว่า เพราะโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้อำเภอหาดใหญ่รอดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ในครั้งนี้

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะนี้เสร็จเพียงระยะที่ 1 เท่านั้น แต่ก็สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่่างเป็นรูปธรรมแล้วขณะนี้กำลังดำเนินการในระยะที่ 2 โดยจะทำการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จปัญหาน้ำท่วมหาดแทบจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกัน กับจังหวัดนครศรีธรรมราช หากสามารถขับเคลื่อน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้สำเร็จได้ ปัญหาน้ำท่วมจะบรรเทาลง หรืออาจจะไม่ท่วมเลยเหมือน อ.หาดใหญ่

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะประกอบด้วย งานสำคัญๆคือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่จำนวน 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที พร้อมกับปรับคลองวังวัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรับปรุงคลองหัวตรุด ให้สามารถระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราช และลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

แต่โครงการนี้ถูกคัดค้านตามแผนงานเดิมจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 จึงถูกเลื่อนออกไป

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ควรจะขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จหรือไม่ สถานการณ์น้ำท่วมนครศรีธรรมราชในปีนี้ น่าจะให้คำตอบได้

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘ธรรมนัส’ รุกแก้ปัญหาชาวม้ง 18 หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า 30 ปีไม่คืบหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า (naewna.com)

'ธรรมนัส'รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า

‘ธรรมนัส’รุกแก้ปัญหาชาวม้ง18หมู่บ้าน หลังขอทะเบียนบ้านกว่า30ปีไม่คืบหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.18 น.

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ที่ จ.เชียงราย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย พร้อมแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของพี่น้องชาวม้ง ซึ่งวันนี้ได้มีการมารวมตัวของชาวม้งถึง 3 ตำบล 18 หมู่บ้าน ที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของการขอทะเบียนบ้าน ซึ่งปัญหานี้ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ปี 2525 โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ดำเนินการสำรวจแต่ละหมู่บ้าน และเร่งดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส และคณะ ยังได้เดินทางไปพบกับพี่น้องประชาชนทั้ง 7 หมู่บ้าน ของบ้านปุกเหนือ ม.2 ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา ซึ่งได้รับความเดือดร้อนในการเดินทางซึ่งเส้นทางคมนาคมมีความยากลำบาก แม้จะมีโครงการสร้างถนน แต่ไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จได้ เนื่องจากการดำเนินการก่อสร้างเป็นไปด้วยความยากลำบาก เส้นทางทุรกันดาร จากปัญหาดังกล่าว ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินงานตามแผนเดิมที่ได้จัดทำไว้อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดของประชาชนต่อไป

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ‘เมืองคอน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม’เมืองคอน’ (naewna.com)

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม'เมืองคอน'

กรมชลฯจับมือท้องถิ่น ร่วมถกแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม’เมืองคอน’

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.30 น.

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน และคณะ จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการทั้ง 3 ฝ่าย (ฝ่ายประชาชน ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายราชการ) เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงาน และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ปลัดอำเภอ ผู้แทนเครือข่ายปกป้องดิน น้ำ ป่า จังหวัดนครศรีธรรมราช – พัทลุง ตลอดจนผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช (ไสใหญ่) อ.ทุ่งสง

นายเฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำซาก รัฐบาลได้เล็งเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่จึงสั่งการให้กรมชลประทานจัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อหวังบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกภาคส่วน ในวันนี้จึงได้จัดให้มีการประชุมเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช ในรูปแบบคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายประชาชน ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายราชการ

ทั้งนี้ กรมชลประทานจะนำข้อมูลที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ไปกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมมีมติให้กรมชลประทานดำเนินการเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

‘เฉลิมชัย’ สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ ‘ฝนหลวง’ ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา (naewna.com)

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.11 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกฐานพร้อมขึ้นบินทำ‘ฝนหลวง’ล้างฝุ่นPM2.5 กำชับรณรงค์ห้ามเผา

17 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงปัญหาหมอกควัน PM2.5 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ว่า ทันทีที่มีปัญหาตนได้สั่งการให้ฐานปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ เร่งระดมปฏิบัติการฝนหลวงทันทีที่มีสภาพอากาศที่เหมาะสม ที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อทำฝนหลวงชะล้างหมอกควันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นหนักในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ เพราะ 2 พื้นที่มีหลายแห่งอากาศค่อนข้างวิกฤตหนัก

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าบางครั้งก็มีอุปสรรคบ้างที่ทำให้ไม่สามารถทำฝนหลวงได้ทันที เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย แต่ตนได้กำชับให้ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แก้ปัญหาหมอกควันให้ได้ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นให้ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

“เบื้องต้นย้ำให้เร่งทำในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือให้ได้มากทีสุด เพื่อชะล้างควันพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยวันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการรายงานใน ครม.ถึงแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้ ครม.รับทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกอย่างไม่ได้นิ่งนอนใจ เราทำทุกอย่างกระทรวงเกษตรฯ ทำงานปิดทองหลังพระมาตลอด แต่เราก็ต้องทำ โดยนอกจากเร่งระดมปฏิบัติการฝนหลวงแล้ว ยังได้สั่งการให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ สำรวจพื้นที่พร้อมกับรณรงค์ห้ามเผาตอซัง และห้ามเผาป่าและสิ่งต่างๆ โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ คือ พื้นที่ภาคกลาง และทางภาคเหนือ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันหยุดการเผาให้ได้” นายเฉลิมชัย กล่าว

เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว (naewna.com)

เลือกตั้งโคราชวุ่น บัญชีผู้สมัครหาย ปล่อยข่าวถอนตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) นครราชสีมา ได้เกิดความวุ่นวายกับปัญหาบัญชีผู้สมัครนายก และรูปภาพ ที่ติดไว้บนกระดานที่หน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง ปรากฏว่า มีเบอร์ 1, 2, 3 แล้วข้ามไปเบอร์ 5 โดยไม่มีเบอร์ 4 และรูปผู้สมัคร คือ นายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ ซึ่งสร้างความสับสนและเกิดความเสียหายโดยเฉพาะคู่แข่งมีการไปออกข่าวหรือปล่อยข่าว ว่าถอนตัว

พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์  ผอ.กกต.จว.นครราชสีมา กล่าวว่า กรณีที่มีการร้องเรียนว่ารูปภาพผู้สมัครนายก อบจ. เบอร์ 4 ไม่มี หรือหาย หรือตกหล่นไปในหน่วยเหลือกตั้ง ทั้งในพื้นที่ อ.คงต.บ้านปรางค์, อ.เมือง ต.ไชยมงคล, อ.ห้วยแถลง ต.หลุ่งตะเคียน นั้น เราก็ได้พยายามแก้ไขให้แล้ว  ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากสาเหตุ 1.ลมพัด 2.ถ้ามีผู้นำเอาออกไปก็ยังไม่ทราบตัวผู้กระทำความผิด มีความประสงค์ทำเพื่ออะไรเรื่องอะไร และ 3.เอกสารที่แจกไปติดที่กระดานหน้าหน่วยเลือกตั้งอาจจะไม่ครบก็เลยติดไปตามที่ได้รับแจก ซึ่งในส่วนนี้เราได้ดำเนินการแก้ไขให้ทั้ง 3 จุดที่ได้รับแจ้งมา และถ้าเกิดพบจุดไหนเราก็ต้องดำเนินการแก้ไข และหากพบมีผู้กระทำความผิดเราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ด้านนายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา เบอร์ 4 กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ทราบว่า การต่อสู้แข่งขันของคู่แข่งใช้วิธีการแบบไหน มีการไปดึงรูปภาพบนกระดานหน้าหน่วยเลือกตั้งของตนออกในหลายจุด ซึ่งตนได้แจ้ง กกต.ไปแก้ไขให้แล้ว แต่ตนก็รู้สึกเป็นห่วงว่า ถ้าเป็นแบบนี้คิดว่าคงจะมีการทำลักษณะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเหลือไม่กี่วัน ทาง กกต.จะไปตามแก้ไขให้ตนได้ทันหรือเปล่า เพราะมันจะทำให้เราเสียหาย และที่สำคัญพอเอารูปของตนออกเขาก็ไปออกข่าวหรือปล่อยข่าวว่า ตนถอนตัวแล้ว

สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64 (naewna.com)

สทนช.ดีเดย์จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี’64

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช. กระตุ้นผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนรวมกลุ่มตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ ตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เผยจะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกมิติ และสะท้อนปัญหาน้ำที่แท้จริงจากประชาชนพื้นที่ เตรียมดีเดย์เปิดจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำต้นปี 2564

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันร่างกฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ พ.ศ. ……. อยู่ในกระบวนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนมกราคม 2564 และจะเริ่มประกาศรับสมัครองค์กรผู้ใช้น้ำในต้นปี 2564 หลังจากที่กฎกระทรวงฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว โดยกฎกระทรวงดังกล่าว จัดทำขึ้นตามหมวดที่ 3 ว่าด้วยองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ที่ระบุไว้ว่า การองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมี 3 ระดับ 1.ระดับชาติ ได้แก่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 2.ระดับลุ่มน้ำ ได้แก่ คณะกรรมการลุ่มน้ำ มีผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำที่ได้รับเลือกเป็นประธาน และ3.ระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลซึ่งใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในเขตลุ่มน้ำเดียวกัน จดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิก

ทั้งนี้ กฎกระทรวงองค์กรผู้ใช้น้ำ ระบุให้ผู้ใช้น้ำจำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือระหว่างบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเขตลุ่มน้ำเดียวกัน ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกร่วมกัน รวมตัวกันและจดทะเบียนก่อตั้งเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยต้องจัดทำเอกสาร หลักฐาน ยื่นต่อสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในฐานะนายทะเบียน เพื่อพิจารณาออกหนังสือรับรองก่อตั้งเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำภายใน 30 วัน โดยองค์กรผู้ใช้น้ำที่ก่อตั้งขึ้น นอกจากมีบทบาทหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งแล้วยังมีสิทธิเสนอแนะให้ข้อมูลหรือความเห็นต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อนำมาใช้บริหารทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนเอง และสามารถเสนอชื่อสมาชิกภายในองค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อเป็นผู้แทนไปคัดเลือกเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำในภาคส่วนขององค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ อีกทั้ง ยังมีสิทธิเป็นตัวแทนจากคณะกรรมการลุ่มน้ำเข้ารับการคัดเลือกต่อไปเป็นกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. ด้วย

“การก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำจะเป็นช่องทางให้กลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีเป้าประสงค์ร่วมกันจากลุ่มน้ำเดียวกันรวมตัวกันเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ออกเสียง เสนอแนะ แสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ นำเสนอโครงการต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนสู่คณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดได้โดยตรง หรือกระทั่งสิทธิร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล ไกล่เกลี่ยแก้ปัญหาร่วมกัน กรณีเกิดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำด้วยกันในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมถึงตัวแทนองค์กรผู้ใช้น้ำที่มาจากคณะกรรมการลุ่มน้ำยังสามารถแสดงความคิดเห็นในคณะกรรมการระดับชาติคือ กนช. ได้อีกด้วย องค์กรผู้ใช้น้ำจึงจัดเป็นฟันเฟืองสำคัญมีส่วนช่วยให้การพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติมากขึ้น ในส่วนรายละเอียดการรับสมัคร สทนช.จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบโอกาสต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว