“วัชระ” โต้ทันควัน “สกุลธร” ปมจ่ายใต้โต๊ะ 20 ล. ฮุบที่ดิน สนง.ทรัพย์สินฯ พร้อมตั้ง 6 คำถาม 1 ข้อเสนอจี้ใจดำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วัชระ”โต้ทันควัน”สกุลธร”ปมจ่ายใต้โต๊ะ 20 ล. ฮุบที่ดิน สนง.ทรัพย์สินฯ พร้อมตั้ง6คำถาม1ข้อเสนอจี้ใจดำ (komchadluek.net)

“วัชระ”โต้ทันควัน”สกุลธร”ปมจ่ายใต้โต๊ะ 20 ล. ฮุบที่ดิน สนง.ทรัพย์สินฯ พร้อมตั้ง6คำถาม1ข้อเสนอจี้ใจดำ

"วัชระ"โต้ทันควัน"สกุลธร"ปมจ่ายใต้โต๊ะ 20 ล. ฮุบที่ดิน สนง.ทรัพย์สินฯ พร้อมตั้ง6คำถาม1ข้อเสนอจี้ใจดำ

16 ธันวาคม 2563 – 16:11 น.

“วัชระ”โต้ทันควัน”สกุลธร”ปมจ่ายใต้โต๊ะ 20 ล. ฮุบที่ดิน สนง.ทรัพย์สินฯ พร้อมตั้ง6คำถาม1ข้อเสนอจี้ใจดำ หากมั่นใจว่าบริสุทธิ์ ต้องกล้าสบตาสื่อมวลชน

เมื่อวันที่ 16ธ.ค.63 ทันทีที่ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริษัท เรียล  แอสเสท ดิเวลอปเม้นท์ จำกัด น้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้ออก PRESS RELEASE ชี้แจงหลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างกว้างขวางเรื่องการจ่ายเงินใต้โต๊ะจำนวน 20ล้านบาทเพื่อให้ได้สิทธิ์การเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์(ชื่อเดิม) โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการประมูลตามขั้นตอนปกตินั้น นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ผู้ยื่นเรื่องขอทราบข้อเท็จจริงกรณีนี้จากสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้อ่านคำชี้แจงของนายสกุลธรแล้วสรุปว่า นายสกุลธรยืนยันว่าตนเป็นผู้เสียหายและผู้บริสุทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ต้องหาทั่วๆไป การที่นายสกุลธรอ้างว่าไม่เคยรู้จักนายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่รู้จักเพียงนายหน้าคือนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช ให้ทำหน้าที่นายหน้าตามกฎหมาย และอ้างว่ามีการทำเอกสารปลอมมาหลอกลวงนายสกุลธร แต่กลับมีการจ่ายเงินไปแล้ว 3 งวด รวม 20 ล้านบาทเพื่อให้ได้สิทธิดังกล่าวถึงขั้นทำแผนพัฒนาเป็นโครงการMix-Use พื้นที่ 160,000 ตารางเมตร สร้างโรงแรม ศูนย์การค้า สำนักงาน คอนโดมิเนียม มีที่ปรึกษาโครงการมากมายนั้น สรุปง่ายๆว่านายสกุลธรถูกหลอก เป็นผู้เสียหายและผู้บริสุทธิ์ ก็อยากถามผู้บริสุทธิ์ว่า

"วัชระ"โต้ทันควัน"สกุลธร"ปมจ่ายใต้โต๊ะ 20 ล. ฮุบที่ดิน สนง.ทรัพย์สินฯ พร้อมตั้ง6คำถาม1ข้อเสนอจี้ใจดำ

1.เหตุใดจึงตกลงจ่ายค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงินสูงถึง 500 ล้านบาทตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง หน้า 9 บรรทัดที่ 10 

2.การเสนอเงิน500ล้านให้แก่นายหน้าเพื่อให้ได้สิทธิในการเช่าโดยไม่ต้องประมูลแข่งขัน แบบนี้เขาเรียกว่าเงินติดสินบนใช่หรือไม่
หรือเรียกว่าเงินค่านายหน้า

3.นายสกุลธรกล่าวว่าทุกครั้งมีการชำระเงินเป็นเช็ค แสดงว่าการจ่ายเงิน 20 ล้านบาทครั้งแรก 5 ล้านบาท ครั้งที่สอง 5 ล้านบาทครั้งที่สาม 10 ล้านบาทเป็นเช็คทั้งสิ้น นายสกุลธรสั่งจ่ายในฐานะเป็นประธานบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และเป็นผู้มีอำนาจลงนามผูกพันแทนบริษัท แสดงว่าผู้ถือหุ้นในขณะนั้นคือนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจและนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นย่อมทราบถึงการกระทำนี้ด้วยใช่หรือไม่

4.เมื่อนายสกุลธรคิดว่าตนเองเป็นผู้เสียหายแล้ว ได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับบุคคลทั้งสองตามวิสัยของวิญญูชนหรือไม่

5.ในเอกสารคำแถลงข่าวของนายสกุลธรไม่ได้ระบุตำแหน่งและชื่อบริษัทของนายสกุลธรเลย เป็นเพราะเหตุใด? หรือว่าเพราะอับอาย

6.หากนายสกุลธรอ้างว่าเงิน 20 ล้านเป็นจ่ายเงินค่านายหน้า

ตามกฎหมายปกติ แล้วที่ตกลงกันทั้งหมด 500 ล้านแล้วได้สิทธิเข้าไปทำโครงการMix-Use ขนาด 160,000 ตารางเมตรโดยไม่ต้องประมูลใดๆกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อีก เงิน 500 ล้านที่นายสกุลธรตกลงให้นายสุรกิจหากไม่เรียกว่าเงินสินบนจะให้เรียกว่าค่าอะไร หรือเป็นค่าอนาคตใหม่หรือค่าก้าวหน้าอย่างนั้นหรือ ดังนั้น หากนายสกุลธรมั่นใจว่าเป็นผู้เสียหายหรือผู้บริสุทธิ์ ควรแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ไม่ใช่ให้ใครมาเขียนบทให้แบบนี้ ควรกล้าสบตาและตอบคำถามสื่อมวลชนแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่ส่งกระดาษเปื้อนหมึกมาชี้แจงเท่านั้น

นอกจาก 6 คำถามที่มีถึงนายสกุลธรข้างต้นแล้ว นายวัชระ ยังได้เสนออีก 1 ข้อว่า เพื่อเป็นการยืนยันความมั่นใจของนายสกุลธรที่ออกเอกสารมาชี้แจงเผยแพร่ในวันนี้ว่าเป็นเอกสารจริง ควรลงชื่อกำกับแล้วประทับตราบริษัทนำส่งให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนของตำรวจต่อไป เพราะอาจมีการอ้างว่าเป็นเอกสารปลอมในอนาคตได้.

ทักษิณ โพสต์หนุน ‘พิชัย เลิศพงศ์อดิศร’ ชิงนายก อบจ.เชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทักษิณ โพสต์หนุน’พิชัย เลิศพงศ์อดิศร’ ชิงนายก อบจ.เชียงใหม่ (komchadluek.net)

ทักษิณ โพสต์หนุน’พิชัย เลิศพงศ์อดิศร’ ชิงนายก อบจ.เชียงใหม่

ทักษิณ โพสต์หนุน'พิชัย เลิศพงศ์อดิศร' ชิงนายก อบจ.เชียงใหม่

16 ธันวาคม 2563 – 14:57 น.

ทักษิณ เขียนจม.อ้อนชาวเชียงใหม่ หนุน ผู้พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ชิงเก้านายก อบจ.เชีียงใหม่ ระบุ ปรึกษาน้องสาว หลังถูกทิ้งให้ว่างงาน จึงอยากแชร์ความคิดช่วยแก้ปัญหาท้องถิ่น เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ตอกย้ำซ้ำอีกโพสต์เปิดหน้า หนุนผู้สมัครรายนี้

จากกรณี ศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค เนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร เขียนจดหมายด้วยลายมือของตัวเอง ลงบนแผ่นกระดาษแล้วโพสต์ของในเฟซบุ๊คส่วนตัว เพื่ออ้อนให้พี่น้องชาวเชียงใหม่ สนับสนุนนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร ผู้สมัครชิงตำแหน่ง นายก อบจ.เชียงใหม่ โดยระบุว่า 

ทักษิณ โพสต์หนุน'พิชัย เลิศพงศ์อดิศร' ชิงนายก อบจ.เชียงใหม่

ปี้น้องจาวเจียงใหม่ตี้เคารพฮักทุกท่านครับ

วันนี้ผมต้องเขียนจดหมายมาถึงพี่น้องชาวเชียงใหม่เพื่อขออย่าได้ทิ้งผมนะครับ ผมอาจจะถูกทิ้งโดยนักการเมืองบางคนไปบ้าง ผมรู้สึกเฉยๆครับ แต่ถ้าพี่น้องชาวเชียงใหม่บ้านเกิดของผมทิ้งผม ผมคงเสียใจมาก

ผมอยู่ต่างประเทศกับน้องสาว (นายกฯปู) ก็อยู่ค่อนข้างว่างมีงานไม่มาก เรามาปรึกษากันว่าวันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยเป็นฝ่ายค้านเราไม่มีโอกาสแชร์ประสบการณ์และความรู้ในการแก้ปัญหาประเทศได้ ก็เลยคิดว่าน่าจะช่วยคิดแก้ปัญหาระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเชียงใหม่บ้านเกิดของเราที่เรารู้ปัญหามากที่สุดได้ เลยต้องรีบเขียนจดหมายมาฝากผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่เบอร์ 1 พิชัย เลิศพงศ์อดิศร (ก้อง) เพื่อผมจะได้ใช้สมองซึ่งยังใช้การได้ดีอยู่ร่วมกับน้องสาวแนะนำการแก้ปัญหาของชาวเชียงใหม่ผ่านก้องไป ผมก็จะรู้สึกดีว่าได้ใช้เวลาว่างอยู่ต่างประเทศบวกกับประสบการณ์ที่ได้เห็นอะไรมากมายในต่างประเทศมาช่วยคนที่อยู่จังหวัดบ้านเกิดของเราได้

อยากให้ท่านนึกถึงตอนสมัยไทยรักไทย เชียงใหม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สวยงาม มีเศรษฐกิจดี พืชผลเกษตรมีราคาดี คนค้าขายทุกระดับค้าง่ายขายคล่อง ยาเสพติดก็หมดไป สิ่งดีๆเหล่านี้ต้องกลับมาสู่เชียงใหม่โดยเร็ว ถ้าเรามีช่องทางเสนอความคิดให้นายกอบจ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะให้ก้อง นำไปทำเพื่อรับใช้ชาวเชียงใหม่ก็ถือว่าเราได้ช่วยพี่น้องชาวเชียงใหม่บ้านเกิดของเราแล้ว

ผมขอฝากตวยเน่อ ถ้ายัง บ่าลืมเฮาตึงสองคนเตื่อ ขอได้โปรดเลือก พิชัย เลิศพงศ์อดิศร (ก้อง) เบอร์ 1 ฮื้อกำเน่อ

กึ๊ดเติงหาเจียงใหม่บ้านเฮาขนาดครับ

ทักษิณ โพสต์หนุน'พิชัย เลิศพงศ์อดิศร' ชิงนายก อบจ.เชียงใหม่

จากนั้น วันนี้(16 ธันวาคม 2563) เมื่อเวลา 10.00 น. นายทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์คลิปวิดีโอสื่อสารถึงชาวเชียงใหม่อีกครั้ง โดยมีใจความว่า

ตนต้องการให้ชาวเชียงใหม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เหมือนสมัยที่พรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทยบริหารบ้านเมือง ซึ่งในช่วงที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ ได้มีโอกาสพบปะกับนายพิชัย เลิศพงส์อดิศร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทำให้ทราบว่า คนๆ นี้มีแนวคิดที่ดีในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ ผมดีใจในฐานะคนบ้านเกิด จึงขอเชีียร์คนที่ตั้งใจทุ่มเท เพื่อชาวเชียงใหม่ เชียร์รับฟังความคิดผมในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ของเรา

ก็ขอให้การเลือกตั้ง เอาชนะให้ขาดลอย แต่ผมมั่นใจชาวเชียงใหม เพราะผมไม่เคยลืมชาวเชียงใหม่ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน 

ทักษิณ โพสต์หนุน'พิชัย เลิศพงศ์อดิศร' ชิงนายก อบจ.เชียงใหม่

คลิปวิดีโอ:ทักษิณ เชียร์นายก อบจ.เชียงใหม่

‘อธิบดีปศุสัตว์’ เป็นประธานเปิดอาคารเรียน ‘โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นประธานเปิดอาคารเรียน’โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’ (naewna.com)

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นประธานเปิดอาคารเรียน'โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์'

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นประธานเปิดอาคารเรียน’โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์’

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.09 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”เป็นประธานเปิดอาคารเรียน”โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ”มุมมองของอธิบดีต่อบทบาทกลุ่มงาน Paravet ในกรมปศุสัตว์”

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ณ คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดอาคารเรียน “โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยนายกสมาคมนักเรียนเก่าสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถนายอำพันธ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณบดีคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ ผอ.กองการเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เลขานุการกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานในครั้งนี้

โรงเรียนสัตวแพทย์ เป็นโรงเรียนที่สอนนักเรียนเพื่อออกมาปฏิบัติงานของกรมปศุสัตว์โดยเฉพาะ กระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม 2534 ฯพณฯ ดร.อาชว์ เตาลานนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้นโยบายกับกรมปศุสัตว์ในการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนสัตวแพทย์ให้ยกระดับการศึกษาจากประกาศนียบัตรวิชาสัตวแพทย์ (2 ปี) เป็นระดับปริญญาตรี (4 ปี) โดยเข้าเป็นสถาบันสมทบกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวันที่ 16 ธันวาคม 2534 สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีมติให้รับโรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ เข้าเป็นสถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยให้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับจัดตั้งเป็นคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน

ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นี้ เป็นวันที่ครบรอบ 27 ปี ของการสถาปนาคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ และคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ได้จัดให้มีพิธีเปิดอาคารเรียนแห่งนี้ขึ้น ซึ่งถูกปรับปรุงจากอาคารเรียนเดิมแห่งแรกของโรงเรียนสัตวแพทย์ (กรมปศุสัตว์) พร้อมทั้งตั้งชื่ออาคารเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่โรงเรียนสัตวแพทย์ (กรมปศุสัตว์) เป็น อาคารเรียน “โรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์อนุสรณ์” โดยมุ่งหวังให้เป็นสถานที่ให้นิสิต บุคลากร ตลอดจนประชาชนที่มีความสนใจได้มาศึกษาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และจัดกิจกรรมทางวิชาการที่สร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นศูนย์การเรียนรู้ ทั้งในด้านปศุสัตว์และด้านสัตว์เลี้ยงที่สมบูรณ์แบบและทันสมัย ประกอบด้วยห้องบรรยาย และห้องปฏิบัติการเพื่อการเรียนการสอนและงานวิจัย

สำหรับตำแหน่งสัตวแพทย์ หรือ Paravet ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนสัตวแพทย์นั้น นับว่าสำคัญและมีบทบาทต่อกรมปศุสัตว์ โดยมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการปศุสัตว์ของประเทศในหลายๆ ด้าน เช่น 1) ด้านการกำกับ ดูแล และดำเนินการด้านสุขภาพสัตว์ 2) ด้านการควบคุมดูแลความปลอดภัยอาหารด้านสินค้าปศุสัตว์ 3) ด้านการพัฒนา ให้คำแนะนำ และการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในด้านสนับสนุนส่งเสริมการปศุสัตว์ที่เป็นประโยชน์ และ 4) ด้านการกำกับ ดูแล ติดตามการปฏิบัติงานตามโครงการพิเศษและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบันเนื่องจากไม่มีการผลิตบุคลากรในตำแหน่งสัตวแพทย์จากโรงเรียนสัตวแพทย์แล้ว ตำแหน่งสัตวแพทย์ (Paravet) ในกรมปศุสัตว์ปัจจุบันมีจำนวน 1,320 คน ซึ่งเกษียณอายุราชการอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2564 – 2568 โดยมีเกษียณเฉลี่ยปีละประมาณ 114 ตำแหน่ง ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการเปลี่ยนตำแหน่งสัตวแพทย์เป็นตำแหน่งนายสัตวแพทย์หรือตำแหน่งนักวิชาการสัตวบาล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ซึ่งได้รับการอนุมัติมาแล้วทั้งสิ้น 417 อัตราตามจำนวนผู้ที่เกษียณ ซึ่งรุ่นสุดท้ายจะเกษียณจากกรมปศุสัตว์ในปี พ.ศ.2577

ปัจจุบันโรงเรียนสัตวแพทย์ได้เปลี่ยนเป็น คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ ซึ่งได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง มีนิสิตที่จบจากคณะเทคนิคสัตวแพทย์ ที่ปฏิบัติงานที่กรมปศุสัตว์ มีทั้งสิ้น 24 ราย แบ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ 16 ราย และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8 ราย

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า 2 หมื่น / ตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว (naewna.com)

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย  ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว

แม็คโครจับมือปศุสัตว์หนุนผู้เลี้ยงโคไทย ผลิตเนื้อพรีเมียมเพิ่มรายได้กว่า2หมื่น/ตัว

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยกระแสความนิยมบริโภคเนื้อวัวคุณภาพที่มีลายไขมันแทรก หลังจากธุรกิจร้านอาหารประเภทชาบู ปิ้งย่าง หมูกระทะ เติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้แม็คโครมองเห็นโอกาสพัฒนาเนื้อวัวของไทยให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนทั่วประเทศและกรมปศุสัตว์ ยกระดับการเลี้ยงโคขุนโดยให้ทานอาหารที่ปรับสูตรอย่างเหมาะสม และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้วัวมีไขมันแทรกในชั้นกล้ามเนื้อมาก ซึ่งเป็นไขมันดี มีรสชาติที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

“แม็คโครทำงานร่วมกับเกษตรกรและกรมปศุสัตว์ อย่างสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยทั้งระบบ เพื่อให้เกิดรูปแบบการทำเกษตรกรรมยั่งยืน โดยแม็คโครได้นำความเชี่ยวชาญด้านการตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านอาหาร มาพัฒนาสินค้าร่วมกันภายใต้แบรนด์“โปรบุชเชอร์” ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดีและได้รับการบอกต่อในโลกโซเชียลถึงรสชาติ ความนุ่ม ทำให้เนื้อพรีเมียมของไทยมีสัดส่วนการขายและอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ด้านนายวิบูลย์ ไวยสุระสิงห์ เจ้าของสุระสิงห์ฟาร์ม และประธานสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางโคเนื้อโดยรวมยังสดใสและมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะการนำโคเนื้อลูกผสมสายพันธุ์ยุโรปมาเข้าสู่ระบบการเลี้ยงโคขุนเพื่อให้มีอัตราการเจริญเติบโตในระยะเวลาที่กำหนด ให้ได้คุณภาพเนื้อที่นุ่ม มีไขมันแทรก เหมาะสำหรับทำสเต็ก อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มนี้ ตลาดต้องการประมาณปีละ 500,000 ตัว สำหรับที่ฟาร์มสุระสิงห์ จะซื้อวัวอายุปีกว่าๆ จากเกษตรกรมาขุนต่อ และให้กินอาหารตามสูตรที่คำนวณไว้ จากนั้นจะคัดตัวเลือกวัวที่มีลักษณะดี ไปเลี้ยงต่อในโรงเรือนระบบปิด (Evaporative Cooling Systems) หรือ Evap เพื่อเลี้ยงต่ออีก 3-4 เดือน ในอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส เพื่อให้มีน้ำหนักประมาณ 600-800 กิโลกรัมต่อตัว และทำให้เกิดรายได้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 20,000 บาทต่อตัว

ทั้งนี้ แม็คโครสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยกว่า 5,000 ครัวเรือน เพื่อพัฒนาสู่ตลาดเนื้อพรีเมียม โดยนำเนื้อโคขุนไทยแองกัส และไทยวากิว ที่มีลายไขมันแทรก (Marbling Score) MS4+, MS5+ ซึ่งเป็นเนื้อคุณภาพดีมาจำหน่าย รองรับกระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยที่มีอัตราการบริโภคเฉลี่ย 2.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และมีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางศิริพรกล่าวอีกว่า “ตลาดของเนื้อวัวพรีเมียมยังเติบโตอีกมาก แม็คโครวางแผนส่งเสริมการขาย การพัฒนาต่อยอดสินค้า ร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดโปรโมชั่น “แม็คโคร แหล่งรวมเนื้อคุณภาพ (Beef Destination)” เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มเข้าถึงเนื้อวัวพรีเมียมคุณภาพดี มีความหลากหลาย ราคาเข้าถึงง่าย ทุกสาขาทั่วประเทศ”

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง (naewna.com)

ส่องเกษตร : พันธุ์พืชแบบพึ่งพาตนเอง

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเพาะปลูกพืชทุกชนิดนอกเหนือจากต้องมีพื้นที่แล้วก็คือพันธุ์พืช ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ ต้นกล้า หรือกิ่งตาต่างๆ ซึ่งจัดเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ที่ทุกคนต้องคำนึงถึง เริ่มตั้งแต่จะปลูกพืชชนิดใด พันธุ์อะไรจึงจะให้ผลตอบแทนที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด ปลูกและดูแลรักษาง่าย ให้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากของเกษตรกรในการตัดสินใจเลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะพืชล้มลุกที่เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องปลูกกันใหม่เป็นวัฏจักรไป จะเห็นภาพเกษตรกรเที่ยวแสวงหาแหล่งพันธุ์พืชที่ตนเองประสงค์จะปลูก หากมีข้อมูลว่าแหล่งไหนมีพันธุ์ดี ก็จะพยายามหามาปลูกให้ได้ อย่างกรณีของข้าว หากเกษตรกรทราบว่าหมู่บ้านไหนมีข้าวพันธุ์ดี เมื่อข่าวดังกล่าวกระจายออกไปเกษตรกรที่ทราบข่าวก็จะแห่กันมาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งดังกล่าวมาปลูก ส่วนเมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ของตนแล้วจะให้ผลผลิตอย่างไรนั้น ก็ต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าสมกับคำโฆษณาหรือคำร่ำลือหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกพืชล้มลุกเหล่านี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการลำดับแรก คือ การจัดหาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี จากนั้นถึงจะไปเตรียมการประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามมา ทั้งเรื่องของการเตรียมดิน แหล่งน้ำแรงงาน ปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมไปถึงเงินทุนที่จะใช้จ่าย ประเด็นแหล่งเมล็ดพันธุ์จากทางราชการยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเกษตรกรเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าทางราชการจะมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพันธุ์พืชเป็นจำนวนมาก แต่เกษตรกรก็ไม่สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยเหล่านั้นได้ ปัญหานี้น่าขบคิดกันให้มาก มองดูเหมือนว่างานวิจัยที่พัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐกับเกษตรกรที่ต้องการใช้ผลงานวิจัยเหล่านั้น ไม่มาบรรจบกัน ต่างคนต่างมองตากัน และยื่นมือมาหากันได้แค่จุดเล็กๆ ไม่สามารถสร้างผลกระทบให้เกิดได้อย่างกว้างขวาง

หน่วยงานของภาครัฐที่ทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมาในอดีต งานวิจัยและพัฒนา และงานขยายพันธุ์ ถูกวางว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถึงกับตั้งเป็นสถาบันวิจัยพืชแต่ละชนิดแยกกันไปทั้งข้าวพืชไร่ พืชสวน ยางพารา และหม่อนไหม ขณะเดียวกันนอกจากงานวิจัยแล้วยังมีการจัดตั้งกองขยายพันธุ์พืช เพื่อรับผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชจากหน่วยงานวิจัยดังกล่าว นำไปผลิตและขยายพันธุ์สู่เกษตรกร แม้ว่าจะไม่สามารถสนับสนุนได้เต็มพื้นที่ อย่างน้อยก็มีแหล่งพันธุ์ดีของภาครัฐกระจายสู่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง เป็นที่พึ่งของเกษตรกรได้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องพึ่งเอกชนแต่ฝ่ายเดียว

เมื่อมีการปรับโครงสร้างหน่วยราชการในราวปี 2542 ในทัศนะของผู้นำองค์กรขณะนั้น ซึ่งอาจยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในกระบวนการวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืช ส่งผลให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ขยายพันธุ์พืช ถูกปรับลดบทบาทให้ทำหน้าที่เพียงการขยายพันธุ์ข้าวเท่านั้น จึงเท่ากับปิดโอกาสเกษตรกรในการเข้าถึงพืชพันธุ์ดีอื่นๆ ของทางราชการ ส่งผลให้เกษตรกรหันไปพึ่งพาแหล่งพันธุ์ดีจากภาคเอกชนเป็นหลัก ซึ่งการใช้พันธุ์ของภาคเอกชนที่พัฒนาขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจง จำเป็นต้องเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการอีกด้วย ขณะที่งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชของราชการยังคงดำเนินการต่อไป แต่โอกาสในการถ่ายทอดผลงานวิจัยดังกล่าวลงสู่เกษตรกรโดยตรงถูกปิดไป วงของการขยายผลงานวิจัยจึงจำกัดอยู่ในกลุ่มเกษตรกรผู้นำไม่กี่คน ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียโอกาสและงบประมาณไปอย่างไม่คุ้มค่า เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยดังกล่าว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความผิดพลาดในการตัดสินใจของผู้นำองค์กรที่ขาดความเข้าใจในระบบงานวิจัยพัฒนาและขยายพันธุ์พืชที่กล่าวถึงข้างต้น หรืออาจเข้าใจแต่มีความประสงค์อย่างอื่น ก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน

เมื่อกลับมาพิจารณาการพึ่งพาพันธุ์พืชของเกษตรกรในปัจจุบัน จะเห็นว่าในส่วนของภาครัฐมีน้อยมากที่จะสามารถให้บริการเกษตรกรได้ ทำให้ตกเป็นเบี้ยล่าง และส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตตามความต้องการของพันธุ์พืชนั้นที่เอกชนพัฒนาขึ้น จึงเหมือนซ้ำเติมเกษตรกร เพราะไม่มีสิ่งใดประกันได้ว่าทุนลงไปกับผลผลิตที่ตอบแทนกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร เกษตรกรบางส่วนมีความพยายามในการพัฒนาพันธุ์พืชของตนเองขึ้นมาจึงเห็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาพันธุ์พืชอยู่หลายกลุ่ม ในลักษณะของการคัดเลือกพันธุ์และขยายพันธุ์ ซึ่งภาครัฐควรเข้าไปสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้กลุ่มเกษตรเหล่านั้นสามารถเป็นเจ้าของพันธุ์อย่างถูกกฎหมาย ทั้งขั้นตอนการรับรองพันธุ์ พิสูจน์พันธุ์ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช การคุ้มครองพันธุ์พืช การรวบรวมพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์พืชตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของภาครัฐที่มีอยู่ ก่อนที่ภาคการเกษตรของไทยในส่วนของพันธุ์พืชจะถูกกินรวบจากเอกชนทั้งหมด และเกษตรกรจะกลายเป็นเพียงเครื่องจักรในการผลิตของภาคเอกชนเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน (naewna.com)

เปิดแปลงนาอัจฉริยะเน้นใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานพิธีเปิด “วันถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2564 ที่แปลงเรียนรู้ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสนับสนุนส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยการดำเนินงานโครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การทำนาโดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร การเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับการบูรณาการกับทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร

นายประภัตรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันการผลิตทางการเกษตรมีเทคโนโลยีใหม่ทันสมัย นำมาใช้ในไร่นาได้ผลดีและจะส่งผลให้การผลิตในภาพรวมของประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกันพัฒนา โดยกรมการข้าวมอบให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ศึกษาทดลองซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าว โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ จนได้ชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวไปสู่เกษตรกร ได้รับความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกร จัดทำแปลงเรียนรู้ด้านข้าว พื้นที่แปลงนากว่า 138 ไร่ ซึ่งการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะเป็นเครื่องมือสำคัญสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ จากการศึกษาทดลองเทคโนโลยีแปลงนาอัจฉริยะ พบว่า ต้นทุนปลูกข้าวไม่เกิน 3,000 บาท/ไร่ และหวังอย่างยิ่งว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะชุดนี้ มี 6 ประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ 1.เตรียมดิน โดยใช้เครื่องปรับดินเลเซอร์ (Laser land levelling) เพื่อบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง ปรับระดับผิวดินให้เรียบ สม่ำเสมอ 2.จัดระบบน้ำ ใช้ท่อวัดน้ำอัจฉริยะ แสดงผลปริมาณระดับน้ำทุกชั่วโมงผ่าน Line Application บนมือถือของเกษตรกร โดยใช้ Solar Cell เป็นแหล่งให้พลังงาน เมื่อน้ำต่ำกว่าระดับผิวดิน จึงจะปล่อยน้ำเข้าแปลงนาลดปริมาณการให้น้ำได้ 46% 3.ติดตามสภาพแวดล้อม สถานีตรวจวัดอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ต่างๆ แบบ real time เข้าระบบ IOT 4.จัดการปุ๋ย ด้วยเครื่องวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบพืช (Crop Space) เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการของข้าว 5.การอารักขาพืช โดยใช้โดรนติดกล้องถ่ายภาพบินตรวจการทำลายของโรค และแมลง รวมทั้งข้าวปนและวัชพืชในข้าว และ 6.มีระบบช่วยตัดสินใจด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (IOT Platform)ซึ่งสามารถส่งข้อมูลไปยังมือถือเกษตรกร ได้ตลอดเวลา ครอบคลุมรัศมี 2 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 หมื่นไร่เศษ

‘มิชลิน ไกด์’ เผยรายชื่อร้านอาหาร ‘ดาวมิชลิน’ ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ‘มิชลิน ไกด์’ เผยรายชื่อร้านอาหาร‘ดาวมิชลิน’ ประจำปี 2564 (naewna.com)

‘มิชลิน ไกด์’ เผยรายชื่อร้านอาหาร‘ดาวมิชลิน’ ประจำปี 2564

‘มิชลิน ไกด์’ เผยรายชื่อร้านอาหาร‘ดาวมิชลิน’ ประจำปี 2564

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.36 น.

16 ธันวาคม 2563 หลังจากที่ได้เผยรายชื่อร้านอาหารซึ่งผ่านการคัดเลือกให้ได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ (Bib Gourmand) ไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ล่าสุด มิชลินได้ประกาศรายชื่อร้านอาหารที่คว้ารางวัล ‘ดาวมิชลิน’ (MICHELIN Star) รวมทั้งผู้ได้รับ 3 รางวัลใหม่ที่เพิ่มเข้ามาครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ MICHELIN Green Star รางวัลที่มอบให้กับร้านอาหารซึ่งใส่ใจในสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, MICHELIN Guide Young Chef Award รางวัลที่มอบให้กับเชฟรุ่นใหม่ที่โดดเด่น และ MICHELIN Guide Service Award รางวัลสำหรับบุคลากรผู้ให้บริการยอดเยี่ยม

การประกาศผลรางวัลจัดขึ้นในงานเปิดตัว ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา’ ประจำปี 2564 ซึ่งเป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับที่ 4 ของประเทศไทย โดยคู่มือเล่มล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 299 แห่ง เป็นร้านที่ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน จำนวน 6 ร้าน, รางวัล 1 ดาวมิชลิน จำนวน 22 ร้าน, รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จำนวน 106 ร้าน และรางวัล ‘มิชลิน เพลท’ จำนวน 165 ร้าน

เกว็นดัล ปูลเล็นเนค ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก เปิดเผยว่า “คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับล่าสุดนี้จัดทำขึ้นในปี 2563 ซึ่งเป็นปีแห่งความท้าทาย ขณะเดียวกันก็เป็นปีแห่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ด้วย ร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรจึงสะท้อนถึงความกล้าหาญและความพร้อมที่จะปรับตัวของเชฟซึ่งพยายามรับมือกับวิกฤติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนี้อย่างดีที่สุด ช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ทำให้ทีมงานของ ‘มิชลิน ไกด์’ ต้องการที่จะให้กำลังใจและสนับสนุนภาคธุรกิจร้านอาหารของไทยมากขึ้นเป็นพิเศษ

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยบรรดาเชฟและร้านอาหารในประเทศไทยหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ดังนั้น เราจึงภูมิใจนำเสนอรางวัลใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ ได้แก่ รางวัล MICHELIN Green Star หรือ “ดาวมิชลินรักษ์โลก” ซึ่งมอบให้กับร้านอาหาร 1 แห่งหรือมากกว่านั้น ที่ดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งรางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award  และ MICHELIN Guide Service Award  ซึ่งทั้งสองรางวัลมอบให้เพื่อยกย่องการปฏิบัติงานและการมีส่วนร่วมของบุคลากรผู้มีบทบาทในภาคธุรกิจร้านอาหาร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือระบบนิเวศทั้งระบบของร้านอาหารซึ่งส่งผลต่อประสบการณ์การรับประทานอาหารโดยรวม  คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทยปีล่าสุดนี้ จึงเป็นเสมือนเครื่องตอกย้ำทักษะความเชี่ยวชาญ ความเป็นเลิศ และความแข็งแกร่งมีชีวิตชีวา ของภาคธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยในแง่มุมต่างๆ อย่างรอบด้าน” มร.ปูลเล็นเนค กล่าวเสริม

ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2564 มีร้านอาหารเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับการเลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน เป็น 2 ดาวมิชลิน นั่นคือ Chef’s Table (เชฟส์เทเบิล) ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่นำวัตถุดิบชั้นเลิศคุณภาพสูงจากทั่วทุกมุมโลกมาประกอบอาหารด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม เมื่อรวมกับร้านอาหารอีก 5 ร้านที่ยังคงรักษาสถานะ 2 ดาวมิชลินเอาไว้ได้ ทำให้ยอดรวมร้านอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินในปีนี้อยู่ที่ 6 ร้าน

สำหรับรางวัล 1 ดาวมิชลิน มีร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นครั้งแรกและคว้ารางวัลนี้ไปครองรวม 2 ร้าน ได้แก่ Blue by Alain Ducasse ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยซึ่งนำเสนอเมนูที่รังสรรค์อย่างประณีตจากวัตถุดิบชั้นเลิศผ่านกรรมวิธีการปรุงด้วยเทคนิคแบบฝรั่งเศสดั้งเดิม และ Cadence by Dan Bark (เคเดนซ์) ร้านอาหารเชิงนวัตกรรมที่ผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว ทั้งยังนำเสนอศิลปะสไตล์เกาหลีผ่านอาหารเชิงนวัตกรรมที่ทันสมัย นอกจากนี้ ยังมีร้านที่ได้รับการเลื่อนระดับจาก ‘มิชลิน เพลท’ อีก 1 ร้าน นั่นคือ Sushi Masato ซูชิบาร์สไตล์โอมากาเสะที่มีลักษณะแบบ Chef’s Table ซึ่งเชฟเป็นผู้กำหนดเมนูและมีที่นั่งจำกัด วัตถุดิบที่ใช้ล้วนมีคุณภาพเยี่ยมและสั่งตรงจากญี่ปุ่น เมื่อรวมกับร้านอาหารอีก 19 ร้านที่ยังคงรักษาสถานะ 1 ดาวมิชลินเอาไว้ได้ ทำให้ยอดรวมร้านอาหารระดับ 1 ดาวมิชลินในปีนี้อยู่ที่ 22 ร้าน

ปีนี้มีร้านอาหารได้รับสัญลักษณ์รับรอง ‘มิชลิน เพลท’ ซึ่งมอบให้กับร้านอาหารคุณภาพดีที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถัน รวมทั้งสิ้น 165 ร้าน ในจำนวนนี้เป็นร้านที่ติดอันดับครั้งแรก 32 ร้าน [กรุงเทพฯ และปริมณฑล 12 ร้าน, เชียงใหม่ 9 ร้าน, ภูเก็ตและพังงา 11 ร้าน] อาทิ บ้านริมบึง (นครปฐม) ร้านอาหารซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2544 นำเสนออาหารไทยสไตล์ครอบครัว โดดเด่นด้วยเมนูปลาและอาหารทะเลที่สดใหม่, กิติพานิช (เชียงใหม่) ร้านอาหารที่นำเสนออาหารสไตล์ล้านนาดั้งเดิมในบรรยากาศเปี่ยมมนต์เสน่ห์ของอดีตกาลซึ่งผนวกความร่วมสมัยได้อย่างมีชีวิตชีวา และ Beach Grill and Bar (พังงา) ซึ่งเสิร์ฟอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์ฟิวชั่นและอาหารทะเลสดใหม่ในท้องถิ่น เมนูอาหารส่วนใหญ่ปรุงจากเตาถ่านไม้ฟืนที่ให้ความหอมของกลิ่นควัน

ขณะที่ PRU (พรุ) ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินในจังหวัดภูเก็ต คว้ารางวัล MICHELIN Green Star หรือ “ดาวมิชลินรักษ์โลก” ซึ่งมอบให้กับร้านอาหาร 1 แห่งหรือมากกว่านั้น ที่ดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีบทบาทในการส่งเสริมวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้แพร่หลายในวงกว้าง ทั้งนี้ PRU เป็นแบบอย่างที่โดดเด่นในด้านการประกอบอาหารอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นเผยแพร่หลักปรัชญา “Dine Good, Do Good” หรือ “กินดีอยู่ดี” ด้วยการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การใช้สารเคมี และขยะอาหาร นอกจากนี้ ยังประกอบอาหารโดยเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลในประเทศเท่านั้น ซึ่งครอบคลุมอาหารทะเลที่ไม่ได้ออกจับในฤดูวางไข่และเนื้อสัตว์จากฟาร์มเลี้ยงแบบเปิด รวมทั้งยังมีทีมวิจัยที่จัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ขึ้นเพื่อสงวนพืชพรรณในท้องถิ่นให้คงอยู่

อีกทั้ง ปีนี้ยังเป็นปีแรกที่ ‘มิชลิน ไกด์’ ประกาศรางวัลใหม่ คือ MICHELIN Guide Young Chef Award ซึ่งมอบให้กับเชฟรุ่นใหม่ระดับดาวมิชลินที่โดดเด่น และ MICHELIN Guide Service Award ซึ่งมอบให้กับบุคลากรผู้ให้บริการยอดเยี่ยมที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษและได้รับประสบการณ์การทานอาหารสุดประทับใจ การมอบรางวัลเหล่านี้พิจารณาคัดเลือกจากข้อมูลที่สืบหาและจัดเก็บจากการลงพื้นที่โดยผู้ตรวจสอบของ ‘มิชลิน ไกด์’

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award ประจำปี 2564 คือ เชฟอ้อม – สุจิรา พงษ์มอญ หัวหน้าเชฟร้านสวรรค์ (กรุงเทพฯ) เชฟอ้อมเกิดในครอบครัวนักทำอาหาร จึงเติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแวดล้อมของอาหารและการปรุงอาหารอย่างมืออาชีพ หลังจบหลักสูตรจากโรงเรียนวิชาการโรงแรมแห่งโรงแรมโอเรียนเต็ล [School of The Oriental Hotel Apprenticeship Program (OHAP)] ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เชฟอ้อมได้มีโอกาสสะสมประสบการณ์การทำงานร่วมกับเชฟระดับดาวมิชลินหลายราย อาทิ ฮวน อมาดอร์ (Juan Amador) และ โธมัส เคลเลอร์ (Thomas Keller) ที่เดินทางมาเป็นเชฟรับเชิญ ณ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี จากนั้นได้สั่งสมประสบการณ์ด้านเทคนิคการปรุงอาหารระดับโมเลกุล (Molecular Cooking Techniques) ที่ร้าน Sra Bua by Kiin Kiin ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ต่อมาในปี 2559 เชฟอ้อม และ เฟรเดอริก เมเยอร์ (Frederic Meyer) ได้ร่วมกันเปิดร้านอาหาร “บ้านผัดไทย” ซึ่งได้รับสัญลักษณ์ ‘บิบ กูร์มองด์’ ในปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ร้านสวรรค์ถือเป็นจุดสูงสุดบนเส้นทางด้านอาหารและการรังสรรค์เมนูอาหารไทยของเชฟอ้อม

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Guide Service Award ประจำปี 2564 มร.กิลโยม บาร์เรย์ (Guillaume Barray) ผู้จัดการทั่วไป ร้าน Chef’s Table (กรุงเทพฯ)  มร.บาร์เรย์ ยึดมั่นในประสิทธิภาพ ความซื่อสัตย์ และความมุ่งมั่นทุ่มเทที่มีต่อผลิตภัณฑ์และธรรมเนียมอันดีเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ทีมผู้ให้บริการมืออาชีพของร้าน Chef’s Table นำโดย มร.บาร์เรย์ ให้บริการที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่พนักงานต้อนรับไปจนถึงผู้จัดการ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ต่างทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างยอดเยี่ยม พรั่งพร้อมทั้งความเป็นมืออาชีพ ความสุภาพอ่อนน้อม และความเป็นมิตร ต้อนรับลูกค้าอย่างมีมารยาทด้วยความอบอุ่นและเอาใจใส่อย่างแท้จริง

ผู้สนใจสามารถคลิกดูรายชื่อและข้อมูลร้านอาหารทั้งหมดที่ได้รับคัดสรรและจัดอันดับอยู่ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา’ ประจำปี 2564 (The MICHELIN Guide Bangkok, Chiang Mai, Phuket & Phang-Nga 2021) ซึ่งจัดทำเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้ทางเว็บไซต์ guide.michelin.com/th/th ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม ศกนี้เป็นต้นไป สำหรับคู่มือแบบรูปเล่มจะเริ่มวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ในราคาเล่มละ 650 บาท ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม เป็นต้นไป

‘ไทยดริ้งค์’ ส่งต่อความห่วงใย มอบ ‘วี-บูสท์’ ให้กับโรงพยาบาลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ‘ไทยดริ้งค์’ ส่งต่อความห่วงใย มอบ ‘วี-บูสท์’ ให้กับโรงพยาบาลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด (naewna.com)

‘ไทยดริ้งค์’ ส่งต่อความห่วงใย มอบ ‘วี-บูสท์’  ให้กับโรงพยาบาลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด

‘ไทยดริ้งค์’ ส่งต่อความห่วงใย มอบ ‘วี-บูสท์’ ให้กับโรงพยาบาลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เจษฎากร โคชส์ (กลาง), ปลื้มจิตร์ ถินขาว (พรีเซ็นเตอร์) และ วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์

เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอปลอดภัยจากโควิด-19 บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัทเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จึงร่วมส่งพลังความห่วงใยให้คนไทยทั้งประเทศ พัฒนา“วี-บูสท์” เครื่องดื่มวิตามินซี 200% ที่เพิ่มส่วนผสมของ “เบต้ากลูแคนจากสหรัฐอเมริกา” มีผลวิจัยรับรองว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

โอกาสนี้ บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด จึงขอร่วมดูแลสุขภาพสไตล์ชีวิตปกติวิถีใหม่ให้กับเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งถือเป็นทัพหน้ารับมือรักษาโรคร้ายต่างๆ โดยเดินสายมอบ “วี-บูสท์” เครื่องดื่มวิตามินซี 200% ที่เพิ่มส่วนผสมของ “เบต้ากลูแคนจากสหรัฐอเมริกา” ให้โรงพยาบาลทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประกอบด้วย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติโรงพยาบาลราชวิถี สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จ.เชียงราย โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ และโรงพยาบาลกระบี่ นำทีมโดย เจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด และมนต์ฤดี อัครราช ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด พร้อมด้วย 2 นักกีฬาทีมชาติไทยสุดฮอต ตัวแทนคนรักสุขภาพ ต้น-นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม นักฟุตบอลทีมชาติไทย และ หน่อง-ปลื้มจิตร์ถินขาว นักวอลเลย์บอลทีมชาติไทยในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์วี-บูสท์ ร่วมด้วยกัปตันทีมวอลเลย์บอล กิ๊ฟท์- วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์

มนต์ฤดี อัครราช มอบวี-บูสท์ ให้โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

เจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า “เพื่อร่วมส่งพลังความห่วงใยในสุขภาพให้กับบุคลากรทางแพทย์ที่เปรียบเสมือนทัพหน้าที่ต้องคอยรักษาผู้ป่วยอยู่ทุกวัน เราจึงนำเครื่องดื่มวิตามินซี 200% “วี-บูสท์” มอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจากการเพิ่มส่วนผสมของ “เบต้ากลูแคน” จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีผลวิจัยรับรองว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และยังอร่อย ดื่มง่าย มีประโยชน์ มี 2 รสชาติ รสเลมอนและรสส้มในแบบน้ำตาลและแคลอรีน้อย ซึ่งผ่านการรับรองเครื่องหมายสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” (Healthier Choice Logo) เราหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสุขภาพที่ดีให้กับเหล่าบุคลากรทางการแพทย์และคนไทยทั่วประเทศให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19”

ส่วน หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาวและ ต้น-นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม นักกีฬาทีมชาติไทยในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์วี-บูสท์ กล่าวว่า “ในฐานะที่พวกเราเป็นพรีเซ็นเตอร์วี-บูสท์ ขอเป็นตัวแทนของคนรักสุขภาพส่งเสริมให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง เพิ่มการดูแลสุขอนามัย ทั้งการทำความสะอาดมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หมั่นออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งเมื่อจะทานอาหารหรือเครื่องดื่มทั้งที เราควรเลือกสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย อย่าง “วี-บูสท์” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลตัวเอง ในวิถี New Normal”

ต้น-นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยสุดฮอตมอบ ‘วี-บูสท์’ ให้โรงพยาบาลบุรีรัมย์

บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด ขอส่งพลังความห่วงใยให้กับเหล่าฮีโร่ของคนไทยที่เป็นทัพหน้าต่อสู้กับภัยโควิด-19 ให้มีกำลังกายกำลังใจแข็งแรง เพื่อที่จะช่วยเหลือคนไทยทุกคนให้ก้าวผ่านพ้นวิกฤติอย่างปลอดภัย

S&P เปิดตัวเมนูอาหารเช้าจากไข่ปลอดสารพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – S&Pเปิดตัวเมนูอาหารเช้าจากไข่ปลอดสารพิษ (naewna.com)

S&Pเปิดตัวเมนูอาหารเช้าจากไข่ปลอดสารพิษ

S&Pเปิดตัวเมนูอาหารเช้าจากไข่ปลอดสารพิษ

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มณีสุดา ศิลาอ่อน

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ที่ยั่งยืน ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างมุ่งมั่น ใส่ใจในทุกกระบวนการดำเนินงาน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบต้นน้ำเข้าสู่กระบวนการผลิต กระจายไปยังหน้าร้าน จนส่งมอบถึงมือลูกค้า ล่าสุดได้ปรับวัตถุดิบของเมนูไข่ โดยคัดสรรไข่ไก่สด คุณภาพดี ปลอดสารพิษ จากแหล่งผลิตที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ณ ฟาร์มไข่ไก่อัครากรุ๊ป จ.นครนายก

มณีสุดา ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร เผยว่า เอส แอนด์ พี ดำเนินธุรกิจตามนโยบายเพื่อความยั่งยืนของบริษัท โดยคำนึงถึงความสมดุลของมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาของบริษัทฯ ที่ว่า “Healthier Family, Happier World” เพื่อให้ผู้บริโภค คู่ค้า พันธมิตรได้มาซึ่งสุขภาพดีและมีความสุขไปพร้อมกัน เราคำนึงถึงคุณค่าและความปลอดภัยของอาหารเป็นสำคัญ ด้วยการจัดหา จัดซื้อ จัดจ้าง อย่างโปร่งใสจากแหล่งวัตถุดิบท้องถิ่นและเกษตรกรโดยตรง เพื่อพัฒนาวัตถุดิบและเรียนรู้ร่วมกัน นำมาซึ่งการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

“ล่าสุดเอส แอนด์ พี ได้คัดสรรวัตถุดิบอย่าง “ไข่ไก่จากแม่ไก่อารมณ์ดี” โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ด้วยการเลี้ยงไก่แบบไร้กรง หรือ เคจฟรี (Cage Free) เมื่อแม่ไก่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระตามธรรมชาติ จะทำให้แม่ไก่อารมณ์ดี สุขภาพแข็งแรง ปลอดสารพิษจากยาปฏิชีวนะและสารเร่งการเจริญเติบโต เราจึงได้ไข่ไก่สด ใหม่ คุณภาพดี ปลอดสารพิษ และมีรสชาติดีตามธรรมชาติ ซึ่งที่ร้านเอส แอนด์ พี มีเมนูไข่ไก่เคจฟรี ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ เมนูอาหารเช้า “ไข่กระทะทรงเครื่อง” และอิงลิชเบรกฟาสต์ “ออมเลทหนานุ่ม”

นอกจากนี้ ยังมีเมนูไข่นุ่มขายดีตลอดกาล อย่าง “ข้าวกะเพราไก่ไข่นุ่ม” สุดพิเศษด้วยการเลือกใช้ไก่ที่เลี้ยงด้วยสมุนไพร ปลอดสารพิษ “ข้าวกุ้งผัดพริกขี้หนูไข่นุ่ม” เมนูซิกเนเจอร์ของ เอส แอนด์ พี และ “ข้าวหมูคูโรบูตะทอดกระเทียมพริกไทยไข่นุ่ม” มีให้ลิ้มลองตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2564 ณ ร้านเอส แอนด์ พี สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล”

คุณแหน : 16 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คุณแหน : 16 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

คุณแหน : 16 ธันวาคม 2563

คุณแหน : 16 ธันวาคม 2563

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ll เชิญเที่ยวงานกาชาดวิถีใหม่ สไตล์ New Normal ครั้งแรกของเมืองไทยที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถร่วมสนุกลุ้นรางวัล ตรวจดวงชะตา ทำบุญสร้างกุศล และช็อปปิ้งสินค้าราคาพิเศษ ในงานกาชาดได้อย่างเต็มอิ่ม 19-29 ธ.ค.นี้ ที่ www.งานกาชาด.com…

ll ข่าวเศร้าเรื่องการสูญเสียปูชนียบุคคลของวงการสาธารณสุขไทย นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สธ. ด้วยวัย79 ปี ท่านได้บริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช…ตามความประสงค์ คุณหมอว่าใครจะร่วมทำบุญขอให้ไปบริจาคที่โรงพยาบาลที่อยากจะทำบุญได้เลย…

ll ชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ภายใต้โครงการเกษตรปลอดการเผา(Zero burn) จ.ร้อยเอ็ด เพื่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของร้อยเอ็ดโดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง บจ.สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมลงนาม…

ll ข่าวน่ายินดีที่ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี ได้รับรางวัลปาฐกถาสุด แสงวิเชียร ประจำปี 2563คณะแพทยศาสตร์ศิริราช…

ll พรเทพ เตชะไพบูลย์ พร้อมเพื่อนๆ วบส.2 อาทิ ประภาพรรณ เวลเซอร์,พีรพล นนทสูติ,สุรวุฒิ ณ ระนอง,ธนัท ตาตะยานนท์,ปารณีย์ อำนวยรักษ์สกุล,ดร.ธนวัฒน์ อัมพุนันทน์ไปมอบดอกไม้ยินดีกับ พัชรินทร์ เหมอังกูร ที่เปิดร้าน Sooooo Goood Gourmet บางนาร้านอาหารยุโรปที่มีเชฟชาวยุโรป 4 คนหมุนเวียนทำอาหาร โดยมี concept เก๋ไก๋ ที่ให้ลูกค้าเลือกซื้อวัตถุดิบนำเข้าคุณภาพไปปรุงเองที่บ้านและยังมี Cooking Studio ไว้ให้ลูกค้าเรียนทำอาหารและรับประทานเองในร้านได้อีกด้วย…

ll อนุวัตร เฉลิมไชย พร้อมคณะ กก. สมาคมการตลาดฯไปร่วมยินดี กับ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ที่ได้เป็นผู้ช่วยศาตราจารย์ป้ายแดง สาขาบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ…

llผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมดิจิทัลด้านธุรกิจเกษตร รุ่นที่ 2 ดีป้า กว่า 50 คน อาทิ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล,นราพัฒน์แก้วทอง,ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์,ชิษณุชาบุดดาบุญ,เกรียงไกร วัฒนาสว่าง,ชวิศยงเห็นเจริญ,ณัฐสรณ์ ดำเนินชาญวนิชย์,ณฐอร อินทร์ดีศรี,ธนบดี สวัสดิ์ศรี,ธำรงเกียรติอุทัยสาง,ศลิษา หาญพานิช, อรวรรณ ติลกเรืองชัยเป็นต้น ไปศึกษาดูงานเรื่องการเกษตร อาทิ หอมแดงและทุเรียนดินภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่มีคุณภาพดีและรสชาติอร่อย พร้อมมีการทำ workshop แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะด้านดิจิทัลการเกษตร โดยมีดร.วัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ ต้อนรับพร้อมบรรยายพิเศษด้วย…

ll ใครเป็น FC เค้กมะตูม จะสั่งไปร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่นี้ Bake & Bite(by Pat)เป็น Homemade Cake แท้ๆ จองล่วงหน้า 3 วัน ก็จะได้ชิมเค้กอร่อยนุ่มๆ หอมๆ จองที่ 065-5424164 หรือไลน์ไอดี devilpatty…ll

น้องใหม่